The Cloud x The Hero Season3

เราอยากให้คุณลองนึกภาพทีมฟุตบอลทีมหนึ่งที่ประกอบนักเตะที่มีความหลากหลาย ทั้งในเรื่องเพศ อายุ ศาสนา ภาษา วัฒนธรรม การแต่งกาย พูดง่ายๆ ว่าเป็นทีมที่มีทั้งผู้หญิง ผู้ชาย ทอม เกย์ กะเทย มีทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ นักเรียน อาจารย์ คนทำงาน คนนับถือศาสนาพุทธ คริสต์ อิสลาม

หลายคนอาจเกิดคำถามว่ามันจะเป็นไปได้อย่างไร แล้วจะเล่นกันอย่างไร กับทีมที่มีความแตกต่าง ผสมปนเปกันมากขนาดนี้

Buku FC

มันเป็นไปได้และเป็นไปแล้วบนผืนแผ่นดินที่มีความเป็นไปได้ในเรื่องนี้น้อยที่สุดอย่างจังหวัดปัตตานี ภายใต้ความพยายามอย่างเต็มกำลังของ อันธิชา แสงชัย ผู้ก่อตั้งทีมฟุตบอลบูคู (Buku FC) หญิงสาวชาวเชียงใหม่ที่ย้ายมาใช้ชีวิตอยู่ ณ ดินแดนสามจังหวัดชายแดนภาคใต้

ความหลากหลายที่ผสมกลมกลืนกันได้แบบนี้ทำให้ทีมฟุตบอลบูคูมีชื่อเสียงในแวดวงนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิความเท่าเทียมทางเพศระดับโลก เราจึงอยากส่งต่อเรื่องราวอันทรงพลังนี้ถึงคุณผ่านบทสนทนานี้

Buku FC

อันธิฌา แสงชัย ผู้จุดไฟส่องแสงสว่างในหมู่ LGBT สามจังหวัดชายแดนภาคใต้

อันธิฌา หรือ อาจารย์อัน หรือ พี่อันของน้องๆ ในทีมบูคู เอฟซี เล่าให้เราฟังถึงงานที่เธอรับผิดชอบในปัจจุบันว่า “เราทำงานหลักๆ อยู่สามอย่าง หนึ่ง เป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี สอนเกี่ยวกับปรัชญาและสุนทรียศาสตร์ สอง เป็นนักกิจกรรมทำงานเกี่ยวกับสิทธิ ความเท่าเทียมทางเพศ และสาม เปิดร้านหนังสือเล็กๆ ที่ปัตตานีมีชื่อว่าร้านหนังสือบูคู (Buku) ซึ่งไม่ได้เป็นแค่ร้านหนังสือ แต่เป็นพื้นที่ทำกิจกรรมให้คนได้มาเจอ แลกเปลี่ยน พูดคุยกัน จนเกิดเป็นกลุ่ม Buku Classroom จัดกิจกรรมหลายอย่าง เช่น ห้องเรียนเพศวิถี เปิดพื้นที่ให้คนได้คุยกันในประเด็น Gender, LGBT จนกระทั่ง 2 ปีที่แล้ว เราได้ทำทีมฟุตบอลบูคู (Buku FC) เปลี่ยนพื้นที่จากในวงคุยในห้องให้เป็นกิจกรรมที่สนุกขึ้น

“เริ่มแรกที่ทำห้องเรียนเพศวิถี เราไม่ได้ตั้งใจว่าคนที่เข้าร่วมต้องเป็น LGBT เท่านั้น เราแค่อยากให้มีพื้นที่คุยเรื่องนี้แบบไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย ไม่ต้องถูกครหาว่าเป็นอะไร ใครอยากจะแชร์หรือมีคำถามเรื่องนี้จะได้คุยกันอย่างไม่โดนตัดสินเท่านั้นเอง เราอยากให้คนที่สนใจได้เข้าถึงความรู้ งานวิจัยที่ทันสมัย ไม่ใช่ข้อมูลเชิงตีตราหรือข้อมูลประหลาดๆ ในอินเทอร์เน็ต เช่น จะดูว่าใครเป็นเกย์ต้องสังเกตที่นิ้วนั้นนิ้วนี้ว่าเป็นอย่างไร” อาจารย์อันหัวเราะ

“หรือบางคนบอกว่าเพศทั้งหมดมี 16 เพศ ถ้าคุณพูดเรื่องนี้ในวงการ LGBT ที่ต่างประเทศเขาไม่เข้าใจ เพราะมันเป็นเพียงศัพท์ที่วัยรุ่นสร้างขึ้นมา เราจึงคิดว่าน่าจะดีถ้ามีวงคุยเรื่องนี้บนพื้นฐานของข้อมูลที่น่าเชื่อถือ แล้วถ้าจะเกิดเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับกลุ่ม LGBT ที่เขาพูดหรือแสดงความเป็นตัวของตัวเองออกมาได้ เราก็ยินดี”

Buku FC Buku FC

ทำไมต้องฟุตบอล

“ฟุตบอลเป็นกีฬาที่เริ่มต้นง่าย มีลูกบอลลูกหนึ่ง มีพื้นที่กว้างๆ ก็เล่นได้แล้ว และสิ่งที่ลึกไปกว่านั้นก็คือ ฟุตบอลถูกมองว่าเป็นพื้นที่ของผู้ชาย เราทำประเด็นความเท่าเทียมทางเพศ เลยคิดว่าตรงนี้แหละคือประตูบานใหญ่ เพราะฟุตบอลไม่ได้เป็นของผู้ชายเท่านั้น ใครๆ ก็เล่นได้ การเล่นฟุตบอลเลยได้ทั้งเรื่องความสนุก ได้ความหมายบางอย่างที่ลึกซึ้ง และเป็นสื่อในตัวเอง ดังนั้น เวลามีผู้หญิงสวมผ้าคลุมฮิญาบลงไปเล่นฟุตบอลในสนามรวมกับคนอื่นๆ ในทีม จึงกลายเป็นข้อความบางอย่างที่น่าสนใจ เพราะต่างจากภาพเดิมๆ ที่คนคุ้นเคย”

แรงบันดาลใจจากทีม Mighty Girl นักสู้ประเทศเพื่อนบ้าน

การสร้างทีมฟุตบอลหญิงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นเรื่องใหม่และเต็มไปด้วยความท้าทาย หากจะเริ่มนับหนึ่งต้องวางแผนอย่างดี เพื่อให้ความฝันนี้ดำเนินไปอย่างมั่นคง อาจารย์อันจึงศึกษาค้นคว้าจนทราบว่าบ้านใกล้เรือนเคียงอย่างประเทศกัมพูชาก็จัดตั้งทีมฟุตบอลเพื่อสร้างความตระหนักถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคม

“เราเดินทางไปดูถึงที่เลย ไปคุยกับผู้อำนวยการทีมฟุตบอลหญิงชื่อ Mighty Girl ทีมนี้เขาต่อสู้ประเด็นการแต่งงานของเด็ก (Child Marriage) สืบเนื่องมาจากปัญหาความยากจน เมื่อเด็กผู้หญิงเกิดในครอบครัวยากจน พอโตเป็นสาวมักจะไม่ได้เรียนหนังสือ แต่ถูกให้แต่งงานเลยจะได้ทำมาหากิน ปัญหาคือเด็กผู้หญิงเหล่านี้ไม่มีโอกาสได้เรียนหรือพัฒนาตนเอง คนที่นั่นจึงพยายามแก้ปัญหาโดยการตั้งทีมฟุตบอลแล้วเปิดรับสมัครเด็กๆ เข้ามาอยู่ในทีม จากนั้นก็ให้ทุนการศึกษา ทำเป็นลักษณะค่าย ฝึกซ้อมไปพร้อมกับเรียนหนังสือ พัฒนาศักยภาพ สอนภาษาอังกฤษ อยากเรียนอะไรเขาก็ส่งจนจบปริญญาตรี เวลามีกิจกรรมทั้งในและต่างประเทศเขาก็พาไปดูงาน

“เราก็ได้ไอเดียมาทำในแบบของเรา คือจัดกิจกรรมเตะฟุตบอลเป็นประจำทุกสัปดาห์ เราสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการทำกิจกรรม เวลาคนมาเล่นฟุตบอลก็ไม่ต้องเสียค่าเข้าร่วม จัดหาสนามให้ มีเสื้อให้ หรือบางคนถ้ามาไกลเราก็มีค่ารถให้ เพื่ออำนวยความสะดวกให้เขามาร่วมกันเล่นได้ เพียงแต่เราไม่มีเงินทุนขนาดจะให้ทุนการศึกษากับเด็กทุกคนอย่างเขา เราจึงโฟกัสแค่โมเดลของการทำกิจกรรม”

Buku FC Buku FC

Buku FC

ลูกฟุตบอลกลมๆ เหมือนกัน แต่เล่นด้วยด้วยวิธีคิดที่แตกต่าง

“วิธีการเตะบอลของเราต่างจากฟุตบอลกระแสหลัก เช่น คนที่เน้นทักษะอาจจะมองว่าคนวิ่งเก่งที่สุด ทักษะดีที่สุด จะต้องชนะ ถ้าคิดแบบนั้นทีมเราไปแข่งกับใครก็ไม่ชนะ (หัวเราะ) หรือตามหลักทั่วไป ถ้าลงเล่น 5 คน เขาก็จะคัดคนที่เก่งที่สุดลงมาเล่น ที่เหลือก็รอข้างสนาม แต่สำหรับเรา สมมติมีคนมา 20 คน เราจะพยายามหาวิธีให้ทุกคนได้เล่น เราไม่ได้เล่นเพื่อการเอาชนะทีมอื่น แต่เล่นเพื่อที่จะบอกว่าคนทุกคนเล่นกีฬาได้ และไม่จำเป็นต้องใช้ความรุนแรง ไม่จำเป็นต้องคิดว่าการชนะคือการยิงเข้าประตู แต่การชนะอาจจะเป็นการได้เล่นด้วยกัน การได้แสดงออกแล้วรู้สึกปลอดภัย”

แตกต่างอย่างน่ารัก เปิดหน้า เปิดเผยตัวตน ทีมฟุตบอลบูคู

แม้จะชูประเด็นเรื่อง LGBT แต่ไม่ใช่ว่าทีมฟุตบอลบูคูจะมีเพียงกลุ่มคน LGBT เท่านั้น เพราะภาพที่เราเห็นในวันที่มีนัดเตะฟุตบอลกันนั้นเต็มไปด้วยผู้คนทุกเพศทุกวัย บรรยากาศในทีมจึงน่ารัก แต่ในขณะเดียวกันก็เล่นกันอย่างเอาจริงเอาจังเลยทีเดียว

“คนทั่วไปเข้าใจว่าคนที่มาเล่นฟุตบอลกับเรามีแต่กลุ่ม LGBT แต่จริงๆ มีหลากหลายมาก เราขอใช้คำว่า All Genders เพราะมีทุกเพศ ทั้งชายหญิงแท้ ทรานส์เจนเดอร์ ไบเซ็กชวล เกย์ เลสเบี้ยน ทอม ตอนนี้คนที่มาเล่นประจำทุกสัปดาห์มีประมาณ 20 กว่าคน มีทั้งเด็กนักเรียน คนทำงานแล้ว มีนักเตะคนหนึ่ง วันธรรมดาเขาทำงานอยู่ร้านขายข้าวหมกไก่ พอเสาร์-อาทิตย์ตกเย็นก็มาเตะบอลกับเรา

“คนอายุมากที่สุดที่เคยมาเตะบอลกับเราอายุ 60 ปี เราก็อยากให้เป็นแบบนั้น คือเราไม่ตั้งคำถามใดๆ กับคนที่เดินเข้ามาเลยว่าเป็นใคร มาจากไหน มีแต่ถามว่ามาเตะบอลด้วยกันใช่มั้ยคะ มาเลย ยินดีต้อนรับ

“เราคิดว่าคนที่มาเล่นกับเราแล้วติดใจ ส่วนหนึ่งคือเขาไม่ชอบความรุนแรง เพราะบรรยากาศการเล่นของเราอะลุ่มอล่วยกันมาก แต่ไม่ได้แปลว่าเราเล่นเหยาะแหยะหรือไม่มีลูกเตะแรงๆ นะคะ เพราะบางทีพอเล่นสนุก อยากจะทำประตูให้ได้ ก็มีลูกแรงๆ กันบ้าง แต่ลึกๆ แล้วไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของการอยากเอาชนะ หรืออยากเป็นฮีโร่เพียงคนเดียว อย่างน้องที่เป็นเกย์ก็เตะไปกรี๊ดไป เพราะนี่เป็นพื้นที่ที่เขาทำได้” อาจารย์อันเล่าพร้อมเสียงหัวเราะ

“ผู้ชายที่มาเล่นกับเราเขาพิเศษมาก เราชอบมาก เพราะเขาเปิดกว้าง เตะบอลกับผู้หญิงได้ เวลาเราพูดถึงทีมฟุตบอลที่มีความหลากหลายทางเพศในพื้นที่สามจังหวัดฯ มันดูท้าทายหรือดูซีเรียส แต่ถ้าใครได้มาเห็นภาพจริงๆ ในสนามมันไม่ได้เป็นแบบนั้นเลย มันเป็นภาพที่น่ารักมากจริงๆ

“เดือนพฤศจิกายนนี้เรากำลังจะไปเตะบอลกับทีม Play Onside เป็นทีมเด็กไทยกับเด็กหลากหลายชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่แถบชายแดนอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก เป็นลักษณะ Border to Border ทีมของเราก็กำลังฝึกซ้อมกันอยู่” อาจารย์อันยิ้มกว้าง

Buku FC Buku FC Buku FC

กระแสต่อต้านและบทพิสูจน์ความแข็งแกร่งของหัวใจทีมบูคู

เป็นไปอย่างที่หลายคนคาดคิดว่าการทำทีมฟุตบอลในแบบของ Buku FC คงจะสร้างแรงกระเพื่อมออกไปในสังคมสามจังหวัดฯ ไม่น้อย เพราะตามหลักศาสนาอิสลามแล้วความรักในเพศเดียวกันถือว่าเป็นบาป ดังนั้น การรวมตัวกันของกลุ่มคน LGBT อย่างทีมบูคู แน่นอนว่าจะต้องเผชิญแรงต่อต้าน ซึ่งอาจารย์อันได้เปิดใจเล่าถึงสิ่งที่เธอเจอว่ามันหนักหนาไม่น้อย ถึงขั้นเกือบจะต้องล้มเลิกการเตะบอลไป

“ที่ผ่านมา เราผ่านเรื่องหนักๆ มาแล้วในช่วงต้นปี 2017 หลังจากสารคดีกางเมืองช่องไทยพีบีเอสมาถ่ายทำเรื่องงานของเรา ตอนสัมภาษณ์เราคุยกันนานหลายชั่วโมงแล้วไปตัดเหลือ 20 นาที ด้วยความที่เรามีความเป็นเฟมินิสม์ในวิธีคิด พอเราพูดเรื่องความไม่เท่าเทียมของหญิงชาย การเลือกปฏิบัติ ก็จะให้เหตุผลที่ค่อนข้างซีเรียส คำพูดลักษณะนี้พอไปอยู่บนแบ็กกราวนด์ที่เป็นภาพมัสยิด ภาพชาวบ้าน มันจึงเหมือนกับว่าเราไปวิพากษ์วิจารณ์สังคม ยิ่งบวกกับภาพผู้หญิงเตะบอล ภาพของคนหลากหลายทางเพศ คนดูก็โยงกันไปหมด กลายเป็นว่าเราทำในสิ่งที่เขาห้ามทุกอย่าง

“คนดูบางส่วนเลยเข้าใจว่าเราพาเด็กผู้หญิงมาเล่นบอลแล้วเด็กจะกลายเป็นทอม นี่เป็นข้อหาใหญ่มาก เจอกระแสตอบกลับแรงๆ ในโซเชียลมีเดีย ถึงขั้นมีคนมาบอกให้เราหยุดเตะบอล วิธีการรับมือกับสิ่งที่เกิดขึ้นคือเราใช้วิธีการเขียนบทความลงในเว็บไซต์ประชาไท และ DeepSouthWatch.org เพื่อสื่อสารว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ เป็นคำอธิบายอย่างเป็นทางการว่าห้องเรียนเพศวิถีกับการเตะบอลทำให้คนที่มาเข้าร่วมกลายเป็น LGBT ได้จริงหรือไม่ โดยใช้หลักวิชาการเป็นเหตุผล เพราะคนที่มาห้องเรียนเพศวิถี ครึ่งหนึ่งไม่ใช่ LGBT และสิ่งที่เป็นจริงคือเป็นไปไม่ได้ที่การร่วมวงคุยใน 1 วันแล้วคนนั้นจะกลายเป็น LGBT การเตะบอลก็เช่นเดียวกัน

“แต่ถึงเราเขียนบทความออกไปก็ใช่ว่าบางคนจะอ่าน คนที่ด่าก็ด่าต่อไป เขาไม่สนใจพยายามทำความเข้าใจอยู่แล้ว แต่กับคนกลางๆ ที่กำลังต้องการคำอธิบาย เราคุยกับเขาได้ เหตุการณ์นั้นทำให้เกิดปรากฏการณ์ที่คนในพื้นที่สามจังหวัดฯ ลุกขึ้นมาคุยกันในเรื่องเพศวิถี เรื่อง LGBT อย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เพราะในอดีตถ้าพูดเมื่อไหร่ก็เสี่ยงที่จะถูกตีตรา มันจึงเป็นสิ่งที่พูดไม่ได้ เช่น คนมักจะมองว่าใครมีเพื่อนเกย์คนนั้นก็เป็นเกย์เหมือนกัน หรือไม่คนก็อาจจะคิดว่าถ้าพูดเรื่องนี้แปลว่าคุณสนับสนุนเรื่องนี้ กลายเป็นโดนตีตราหนักขึ้นไปอีก

Buku FC

เพศ ข้อจำกัดทางศาสนา และทางออกของกลุ่ม LGBT ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้

มาถึงตรงนี้ หลายคนคงสงสัยว่าแล้วกลุ่ม LGBT ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่เคร่งครัดทางศาสนาอิสลามสูงอย่างสามจังหวัดชายแดนภาคใต้เขาใช้ชีวิตอย่างไร ในเมื่อสิ่งที่เขาเป็นขัดกับหลักทางศาสนา

อาจารย์อันอธิบายให้เราฟังจากประสบการณ์ที่เกิดขึ้นในวงคุย Buku Classroom ว่า “กลุ่มคน LGBT ในพื้นที่สามจังหวัดฯ เท่าที่เราสัมผัส มีจุดที่เหมือนกันคือ คนเหล่านี้อยู่ยาก เขาอยู่ด้วยความรู้สึกผิด รู้สึกลึกๆ ว่าตนเองกำลังทำอะไรผิดตลอดเวลา เขาจะพยายามทำให้ตนเองดีในบางเรื่องเป็นการชดเชย เช่น ตั้งใจเรียน หรือเคร่งครัดในศาสนาในส่วนที่เขาทำได้ เช่น น้องคนหนึ่งเป็นทอม แต่เขาละหมาด 5 เวลา ตรงเวลา ถ้าไม่ได้ละหมาดนี่ถึงขั้นร้องไห้เลยนะ

“แต่บางคนก็เป็นอีกขั้วไปเลย คือเขาแก้ปัญหาเรื่องนี้โดยการออกจากความเคร่งครัดทางศาสนา เพราะในเมื่อเขาได้ออกจากกรอบความเหมาะสมบางอย่างมาแล้ว เรื่องอื่นก็ไม่ทำตามไปเลย รวมถึงเราก็เจอกรณีที่ครอบครัวเข้าใจ คือไม่ได้สนับสนุนว่าสิ่งที่เป็นคือสิ่งที่ดี แต่เขาให้ความรัก ความเข้าใจ ว่าถึงจะเป็นอย่างไรก็ยังเป็นลูก และยินดีที่จะปกป้องสนับสนุนลูกของตนเอง”

Buku FC

Buku FC

Buku FC

Sport Activism การเคลื่อนไหวทางสังคมโดยใช้กีฬา สิ่งที่ทั่วโลกกำลังบูม

ปีนี้อาจารย์อันได้รับเชิญให้ไปเข้าร่วมการอบรมเรื่องฟุตบอลหญิงที่ประเทศเยอรมนี จัดโดยองค์กร Discover Football เธอได้รับความรู้และแรงบันดาลใจมากมายกลับมาเพื่อขับเคลื่อน Buku FC ให้ไปถึงฝั่งฝัน

“ที่นั่น เราพบว่ามันคือโลกอีกใบที่ใหญ่มากๆ Sport Activism หรือการเคลื่อนไหวทางสังคมโดยใช้กีฬา เป็นเรื่องใหม่สำหรับประเทศไทย เพราะถึงเราจะเล่นกีฬา ฟุตบอลนี่คือกีฬาอันดับหนึ่งเลยก็ว่าได้ แต่เราไม่เคยใช้เรื่องพวกนี้ในการเคลื่อนไหวทางสังคม ฟุตบอลยังคงเป็นเรื่องของการต่อสู้แข่งขันและเรื่องธุรกิจมาเสมอ

“ในขณะที่นานาชาติเขาขับเคลื่อนประเด็นทางสังคมโดยใช้กีฬาเป็นเครื่องมือสื่อสารกันมากมาย เช่น ในประเทศแอฟริกาใต้ใช้ฟุตบอลสื่อสารถึงปัญหาความรุนแรงต่อเด็กผู้หญิง ชวนเด็กผู้หญิงออกมาเล่นกีฬาเพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับตนเอง รวมไปถึง FIFA ก็มีโครงการสนับสนุนความหลากหลายทางเพศ เพราะนักกีฬาชายก็มีบางส่วนที่เป็นเกย์ ในอดีตเขาไม่สามารถแสดงตัวตนออกมาได้ แต่ตอนนี้เขากล้าออกมาพูดว่าฉันเป็นนักฟุตบอล ในขณะเดียวกันฉันก็เป็นเกย์ และยังเคยมีการใส่ถุงเท้าสีรุ้งลงเตะในสนามเพื่อรณรงค์เรื่องความหลากหลายทางเพศ คือทั้งทีมก็ไม่ได้เป็น LGBT ทุกคน แต่เขายินดีทำเพื่อสื่อข้อความออกไปสู่ผู้ชม

“ตัวอย่างที่ใกล้ที่สุดคือฟุตบอลโลก 2018 ที่ประเทศรัสเซียเป็นเจ้าภาพ ก็รณรงค์เรื่องยุติความรุนแรงต่อผู้หญิง เพราะในอดีตข่าวกีฬามักถูกมองว่าเป็นพื้นที่ของผู้ชาย ดังนั้น ผู้สื่อข่าวผู้หญิงจึงมักโดนลวนลามขณะปฏิบัติหน้าที่ ฟุตบอลโลกครั้งนี้จึงรณรงค์โดยการนำคลิปของนักข่าวหญิงที่โดนลวนลามขณะรายงานข่าวมาขึ้นจอระหว่างพักครึ่งการแข่งขัน ซึ่งมีเยอะมาก ต่อกันเป็นความยาวหลายนาที สร้างแรงกระแทกไปสู่ความรู้สึกของผู้ชม ทำให้สังคมเกิดความตระหนักถึงเรื่องนี้ขึ้นมา

“ในโลกของเราก็มีกิจกรรมเคลื่อนไหวทางสังคมโดยใช้กีฬาเยอะมากในแทบทุกประเด็นทางสังคม เช่น เรามีเพื่อนที่ทำงานเกี่ยวกับผู้อพยพในฮ่องกง เขาชวนผู้อพยพมาเตะบอลกัน เพราะเดิมทีคนท้องถิ่นรู้สึกว่าผู้อพยพคือคนที่เข้ามาแย่งทรัพยากรที่มีน้อยอยู่แล้ว เป็นคนอันตราย การจัดการแข่งขันฟุตบอลทำให้ผู้ชมได้เห็นผู้อพยพเป็นมนุษย์มนาเหมือนกัน หรือในยุโรปก็มีกิจกรรมคล้ายๆ กัน แต่ทำกับคนไร้บ้าน (Homeless) โดยจัดเป็นทัวร์นาเมนต์เลย ให้คนไร้บ้านมาแข่งฟุตบอล ทั้งหมดก็เพื่อที่จะให้สังคมได้มองเห็นคนเหล่านี้ด้วยมุมมองใหม่

Buku FC
Buku FC ทีมลูกหนังสีรุ้งที่จุดแสงสว่างเรื่องเพศวิถีในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้

เพียงแค่ ‘ความคิด’ ก็สร้างแรงกระเพื่อมในสังคมได้

การขับเคลื่อนทางสังคมหรือการเปลี่ยนแปลงสังคมอาจฟังดูยิ่งใหญ่ ไกลตัว และเกินกำลังของคนธรรมดาสามัญทั่วไป แต่สำหรับอาจารย์อัน เธอมองว่าทุกจุดเริ่มต้นของสิ่งที่ยิ่งใหญ่มักมาจากความคิด หรือกรรมวิธีทางสมองควบรวมกับจิตใจ ที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายแม้แต่บาทเดียว

“ใครๆ ก็ลุกขึ้นมาทำอะไรบางอย่างเพื่อสังคมได้ เมื่อเห็นอะไรบางอย่างเกิดขึ้น แค่คุณคิดกับมันก็แปลว่าคุณกำลังทำแล้วนะ หรือการที่คุณออกมาแล้วสนใจมันสักหน่อยว่ามีอะไรเกิดขึ้นในสังคม แล้วนำไปสู่การคิดต่อ คิดตาม มันก็อาจจะเกิดประโยชน์บางอย่าง เช่น มองเห็นทีมบูคูเตะบอล คุณอาจจะไม่เห็นด้วยก็ได้นะ นั่นก็เป็นการลงมือทำอย่างหนึ่ง ดีกว่านิ่งเฉยไปเลย เพราะมันจะนำไปสู่การคิดต่อว่าทำไมถึงไม่เห็นด้วย มันมีที่มาที่ไปอย่างไร แล้วสุดท้ายคำตอบอาจจะเปลี่ยนหรือไม่เปลี่ยนก็มาดูกัน เราคิดว่าทุกคนมีส่วนร่วมกับการทำให้สังคมดีขึ้นได้ ทำได้ง่ายๆ เริ่มต้นจากความคิดของเราเอง”

Buku FC
Buku FC ทีมลูกหนังสีรุ้งที่จุดแสงสว่างเรื่องเพศวิถีในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้

ทีม Buku FC มีกิจกรรมเตะฟุตบอลทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 19.00 – 20.00 น. ที่สนามวิคทรี สเตเดียม จังหวัดปัตตานี เปิดกว้างสำหรับทุกคนที่สนใจกีฬาฟุตบอล สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับทีม Buku FC ที่เพจเฟซบุ๊ก Buku Classroom

Writer

อาทิตยา อาศิรวาท

อดีตกองบรรณาธิการนิตยสาร a day BULLETIN ปัจจุบันใช้ชีวิตอยู่ที่ปัตตานี มีความสุขกับการเดินตลาดเสื้อผ้ามือสอง และปั่นจักรยานถ่ายรูปเล่นในเมืองที่เธอคิดว่าอยู่แล้วสบายใจที่สุด

Photographer

อิสมาแอล ยูแม

ผู้ชื่นชอบในงานถ่ายภาพจากปัตตานี ที่นำเอาความชอบ มุมมอง มาทำเป็นอาชีพ

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

เราขอเวลาชีวิตคุณแค่ 10 นาที เพื่ออ่านและรับฟังความคิดของ วิน-กวิน เจิดจรรยาพงศ์ คนรุ่นใหม่ที่อยากแก้ไขปัญหาใหญ่ของสังคม และคุณอาจเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยเขารักษาชีวิตใครสักคนให้มีแรงอยู่บนโลกใบนี้ต่อไป

ไม่ต้องทำอะไรซับซ้อนเลย แค่เริ่มจากนั่งเฉยๆ และฟัง ก็มีความหมายมากพอแล้ว

วิกฤตที่ว่าคือ องค์การอนามัยโลก (WHO) คาดการณ์ว่า พ.ศ. 2573 ‘โรคซึมเศร้า’ จะเป็นภาระโรคหรือสาเหตุความสูญเสียทางสุขภาพอันดับหนึ่ง แซงหน้าโรคมะเร็งและหัวใจ ทำให้ประชากรโลกสูญเสียรวมราว 12,000 ล้านวันทำงานในทุกปีไปกับความเจ็บป่วย เสียหายมากกว่า 480 ล้านล้านบาท รวมถึงหลายพันหมื่นชีวิตที่ต้องจบลงเพราะไม่อาจหาหลุดพ้นจากความทุกข์ระทม 

ปัญหานี้ยิ่งเห็นชัดขึ้นช่วง COVID-19 ที่กระทบชีวิตจิตใจผู้คนจำนวนมาก วินและ บอส-อุดมพล ทิวากรกฎ สองหนุ่มที่เข้าใจโรคซึมเศร้าจากประสบการณ์ชีวิตจริง จึงพัฒนาสตาร์ทอัพ ‘Hearing Heart’ แพลตฟอร์มสร้างนักฟังเชิงลึก (Deep Listener) ที่จะช่วยรับฟังเรื่องราวของเพื่อนมนุษย์ด้วยไมตรีจิต ไม่ว่าจะป่วยใจหรือไม่ก็ตาม และบรรเทาความอ้างว้างว่างเปล่าในใจ

Hearing Heart แพลตฟอร์ม HealthTech สร้างนักฟังเชิงลึกของคนรุ่นใหม่ที่เข้าใจโรคซึมเศร้า

พวกเขาร่วมมือกับหน่วยงานด้านสุขภาพจิตของภาครัฐและโรงพยาบาลเอกชน สร้างหลักสูตรออนไลน์ที่ผ่านการรับรองจากกรมสุขภาพจิตเป็นรายแรกๆ ของประเทศ ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เป็นเครื่องมือให้บริการ ด้วยความหวังว่าในอนาคต บริการด้านสุขภาพจิตจะเป็นจุดแข็งใหม่ของประเทศไทย และเรามีนักฟังเชิงลึกที่ช่วยทำให้สังคมน่าอยู่ขึ้นทั่วประเทศ

“การฟังอาจดูเหมือนง่าย แต่หลายคนคิดว่าตัวเองฟังอยู่ ทั้งที่จริงเขาแค่ได้ยิน มันต่างกันนะ” วินพูดถึงคำกริยาที่เราทำกันมาตั้งแต่เกิด แต่อาจยังไม่เคยเข้าใจความหมายที่แท้จริง

ในวันที่โลกดูเร่งรีบเสียเหลือเกิน เราจะเป็นนักฟังเชิงลึกที่ดีได้อย่างไร ขอชวนคุณเปิดหูเปิดใจให้กว้าง แล้วมาเดินทางเคียงข้าง Hearing Heart ไปด้วยกัน

Hearing Heart แพลตฟอร์ม HealthTech สร้างนักฟังเชิงลึกของคนรุ่นใหม่ที่เข้าใจโรคซึมเศร้า
วิน (ซ้าย) – บอส (ขวา)
01

มุมมองที่เข้าใจ

Hearing Heart คือความฝันที่เกิดขึ้นจากร่องรอยบาดแผล ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเด็กผู้ชายสองคนมานานกว่า 10 ปี

“แม่เราเป็นโรคซึมเศร้าตั้งแต่เมื่อยี่สิบปีก่อน ตอนที่เรายังเป็นเด็ก” วินเล่าสาเหตุที่เขาสนใจเรื่องสุขภาพจิต 

“แม่จะวิตกกังวลง่าย ตอนนั้นเรา คนรอบตัว และสังคม ยังไม่เข้าใจหรอกว่าโรคนี้คืออะไร รู้แค่ว่าเราเป็นห่วงแม่มากว่าสักวันหนึ่งจะเป็นอะไรหรือเปล่า

“สุดท้าย แม่อาการหนักขึ้นเรื่อยๆ จนบอกว่าไม่อยากอยู่แล้ว และเขาทำสำเร็จ” 

เมื่อเผชิญหน้ากับความเจ็บปวด วินใช้การเขียนเป็นเครื่องมือสะท้อนความคิด ตกตะกอนและคลี่คลายความรู้สึกของตัวเอง พออยู่ระดับชั้นมัธยมศึกษาช่วง พ.ศ. 2556 เขาเปิดเพจเฟซบุ๊กชื่อ ‘มุมมอง’ เขียนแบ่งปันแง่มุมชีวิต จนมีคนติดตามหลักหมื่นและทักทายเข้ามาปรึกษาปัญหาชีวิต 

“เราอยากช่วยให้ได้มากที่สุด แต่เราคนเดียวไม่สามารถรับฟังคนจำนวนมากได้ขนาดนั้น เรารับไม่ไหวเหมือนกัน เลยเกิดความคิดว่าต้องสร้างนักฟังขึ้นมาในสังคมแทน” วินเล่า ความคิดนี้ทำให้หนุ่มคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชวนบอส เพื่อนจากคณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยศิลปากร ที่เคยเผชิญประสบการณ์โรคซึมเศร้า ร่วมกันพัฒนา moom-mong.com เป็นกระดานสนทนาที่ให้คนเข้ามาถามตอบอย่างอิสระ เผื่อจะช่วยเยียวยาความทุกข์ในชีวิตได้บ้าง

“เราสองคนอินเรื่องนี้มาก เคยเจอคนที่ไม่เข้าใจและบอกว่าอาการซึมเศร้าเป็นเรื่องที่คิดไปเอง เรียกร้องความสนใจ เราคือเด็กสองคนที่อยากทำให้ทุกคนรู้ว่ามันไม่ใช่เรื่องเล่นๆ แบบที่เข้าใจกัน”

Hearing Heart แพลตฟอร์ม HealthTech สร้างนักฟังเชิงลึกของคนรุ่นใหม่ที่เข้าใจโรคซึมเศร้า

ไม่ว่าจะเดินทางไปที่ไหน วินบอกว่าเขาไม่เคยลืมความตั้งใจนี้เลย เพราะไม่อยากเห็นใครต้องเป็นแบบแม่ของเขาอีกแล้ว ความมุ่งมั่นนี้ทำให้เขาบังเอิญพบกับ พญ.โชษิตา ภาวสุทธิไพศิฐ จากสถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ (CAMRI) ที่ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านสุขภาพจิตและให้การรับรองหลักสูตรในไทย ภายในงานสัมมนาเรื่องโรคซึมเศร้า 

พญ.โชษิตาเล็งเห็นว่าสิ่งที่วินและบอสทำนั้นน่าสนใจ จึงแนะนำให้รู้จักกับ พญ.ดุษฎี จึงศิรกุลวิทย์ ผู้อำนวยการสถาบัน ซึ่งยินดีสนับสนุนและชวนต่อยอดมุมมองเป็นแพลตฟอร์มสร้างนักฟังเชิงลึก (Deep Listener) ผ่านช่องทางออนไลน์ให้แก่ประชาชนทั่วไป

เพราะนี่คือหนึ่งในวาระเร่งด่วนระดับชาติ

02

นักฟังเชิงลึก

“ประเทศเรายังขาดบุคลากรทางจิตเวชอยู่เยอะมาก ไม่เพียงพอต่อความต้องการเลย ยิ่งช่วง COVID-19 คนยิ่งเครียด ไปไหนต่อไหนก็ไม่ได้” วินเกริ่นปัญหาภาพรวมให้ฟัง

หากเปิดดูตัวเลขของระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ทรัพยากร กระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. 2563 จะพบว่าเรามีผู้เชี่ยวชาญการบำบัดโรคทางจิตเวช (จิตแพทย์หรือนักจิตวิทยา) เพียง 3.49 คนต่อประชากรไทย 100,000 คน และพยาบาลจิตเวชผู้ให้คำปรึกษาจำนวน 8.71 ต่อ 100,000 คน 

ในขณะที่มีบุคคลทั่วไปติดต่อสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ปีละ 600,000 – 800,000 สาย แต่มีกำลังของนักจิตวิทยาการปรึกษารับสายได้เพียง 200,000 สายเท่านั้น โดยบุคลากรเหล่านี้ต้องตรากตรำผ่านการเรียนและฝึกฝนเฉพาะทาง ใช้เวลาสั่งสมประสบการณ์ ประเทศเราจึงยังผลิตได้ไม่มากพอ แม้จะเร่งพัฒนาแล้วก็ตาม

สิ่งที่พอช่วยแก้สถานการณ์ความขาดแคลนและภาระอันหนักอึ้งของบุคลากร คือการพัฒนาบุคคลทั่วไปให้มีศักยภาพพร้อมเป็นผู้ฟังที่ดี 

“การฟังที่ดีคือการไม่ตัดสินคนอื่นจากประสบการณ์ของตัวเอง เพราะแต่ละคนมีเงื่อนไขชีวิตแตกต่างกัน เราฟังเพื่อเข้าใจว่าเขากำลังรู้สึกอย่างไรอยู่ ซึ่งอารมณ์มันไม่มีถูกหรือผิดนะ” วินเน้น พร้อมย้ำว่าการฟังมีพลังมาก เพราะทำให้คนรู้สึกว่าตัวตนของเขามีความหมายและได้การยอมรับ ยิ่งรอบตัวเรามีผู้รับฟังที่ดีมากขึ้นแค่ไหน สังคมจะยิ่งน่าอยู่มากขึ้นตามไปด้วย เพราะทุกคนต่างประคับประคองกันด้วยความเข้าใจ

Hearing Heart แพลตฟอร์ม HealthTech สร้างนักฟังเชิงลึกของคนรุ่นใหม่ที่เข้าใจโรคซึมเศร้า

ในเชิงการแพทย์ มีงานวิจัยว่าการฟังเพื่อบำบัด (Therapeutic Listening) ควบคู่ไปกับการรับประทานยาจะช่วยให้รักษาผู้ป่วยได้ดียิ่งขึ้นเช่นกัน

“การรับประทานยาเป็นหนึ่งในวิธีการรักษาที่ได้ผล และผู้ป่วยควรได้ปรึกษาแพทย์ แต่ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดจะเกิดขึ้นเมื่อมีการนั่งจับเข่าคุยกันด้วยว่าทำไมเขาถึงเป็นแบบนี้ ชีวิตผ่านอะไรมาบ้าง มันมีเหตุผลเสมอ สิ่งแวดล้อมรอบตัวผู้ป่วยถือเป็นอีกสิ่งสำคัญที่ช่วยส่งเสริมการรักษา” วินกล่าวอย่างหนักแน่นว่าการรักษาควรดำเนินไปควบคู่กัน

เมื่อเปิดดูแผนงานของกรมสุขภาพจิต อัตราส่วนในอุดมคติของบุคลากรที่พึงมีคือ 1 : 10 : 100 หมายถึงว่า ประเทศเราควรมีนักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์ (Mental Therapist) 1 คน ต่อ พยาบาลจิตเวชหรือนักสังคมสงเคราะห์ (Counselor) 10 คน ต่อ นักฟังเชิงลึกภาคประชาชน 100 คน

วินและบอสจึงร่วมมือกับ CAMRI รับภารกิจช่วยสร้างส่วน 100 คนที่ทำได้ผ่านช่องทางออนไลน์และสร้างได้เร็วกว่า พัฒนาเป็น Hearing Heart ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตพวกเราทุกคน

เพราะไม่ใช่ทุกคนที่ต้องการบริการทางจิตเวช แต่ทุกคนต้องการใครสักคนคอยรับฟังในชีวิตแน่ๆ 

ฟังความคิด 2 ผู้พัฒนา Hearing Heart แพลตฟอร์มสร้างนักฟังเชิงลึกออนไลน์ที่ได้รับรองจากกรมสุขภาพจิตเป็นรายแรกๆ ของประเทศ
03

เปิดใจ

เส้นทางสู่การเป็นนักฟังเชิงลึกของ Hearing Heart เริ่มต้นจากการสมัครเรียนคอร์สออนไลน์

ในขั้นตอนแรก คุณจะได้ทำแบบทดสอบและเรียนประมาณ 30 นาที โดยบทเรียนแรกคือการตรวจสอบตัวเองว่าพร้อมฟังผู้อื่นไหม

“เราต้องเอาตัวเองให้รอดก่อน ปัญหาหลักที่เจอเวลาเราคุยกับผู้ดูแลผู้ป่วยคืออาการ Toxic เพราะเขาต้องรับฟังหรืออยู่กับปัญหาหนักๆ ทุกวัน ไม่รู้จะไประบายกับใคร ดังนั้น ต้องเริ่มจากจัดการตัวเองก่อน” วินอธิบาย นอกจากจะทำให้คนพูดรู้สึกสบายใจแล้ว การฟังที่ดีจะไม่ทำร้ายตัวคนฟังเองด้วย

ฟังความคิด 2 ผู้พัฒนา Hearing Heart แพลตฟอร์มสร้างนักฟังเชิงลึกออนไลน์ที่ได้รับรองจากกรมสุขภาพจิตเป็นรายแรกๆ ของประเทศ

เมื่อเรียนจบ ระบบจะสุ่มวิดีโอสถานการณ์ตัวอย่าง มีคนมาเล่าปัญหาชีวิตให้คุณได้ลองเปิดกล้องฟังอย่างตั้งใจ หลังจากนั้นจะมีผู้เชี่ยวชาญช่วยแนะนำว่าที่ทำไปเป็นอย่างไร หากผ่านการประเมิน ผู้เข้าเรียนจะได้รับประกาศนียบัตรที่ผู้อำนวยการ CAMRI ลงชื่อรับรอง

“เราถือเป็นรายแรกๆ ที่หน่วยงานรัฐบาลอนุญาตให้มีการออกประกาศนียบัตรด้านนี้ เราอยากทำให้เกิดมาตรฐาน ตอนแรกมันอาจจะยังไม่มีคุณค่ามาก แต่เมื่อหลายคนเริ่มนำไปใช้ คุยกันว่าสิ่งนี้คืออะไร มันจะมีความหมายขึ้นมา ต่อไปอยากให้เกิดแคมเปญไวรัลที่ไม่น่าเบื่อด้วย” วินเล่าแนวคิด 

เขามองว่าในอนาคต บุคคลทั่วไปอาจนำใบนี้ไปประกอบการสัมภาษณ์งานได้ด้วย เพราะองค์กรย่อมต้องการคนที่รับฟังผู้อื่น พร้อมทำงานเป็นทีม ส่วนภาคธุรกิจหรือโรงเรียน ก็นำแพลตฟอร์มนี้ไปใช้พัฒนาพนักงานหรือคุณครูได้เช่นกัน ใช้ได้กับทุกคน 

ยิ่งมีผู้ใช้งานในวงกว้าง Hearing Heart จะสามารถพัฒนาเทคโนโลยีให้มีบริการที่อัจฉริยะขึ้นในแบบฉบับภาษาไทย ไม่แพ้แพลตฟอร์มต่างประเทศ เช่น การวิเคราะห์อารมณ์จากน้ำเสียง

ฟังความคิด 2 ผู้พัฒนา Hearing Heart แพลตฟอร์มสร้างนักฟังเชิงลึกออนไลน์ที่ได้รับรองจากกรมสุขภาพจิตเป็นรายแรกๆ ของประเทศ

ทั้งนี้ อาจมีคนตั้งคำถามว่าการเรียน 30 นาทีจะมีผลกับชีวิตมากขนาดนั้นเชียวหรือ

“ไม่ขนาดนั้นหรอก” วินตอบอย่างรวดเร็ว เพราะการฟังเป็นทักษะที่ต้องฝึกบ่อยๆ คล้ายการเล่นดนตรีหรือออกกำลังกาย

“แต่เราเชื่อว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่ภาครัฐเองก็ยินดีสนับสนุนอย่างมาก ถ้าคนเรียนเยอะแล้วมาคุยกัน มันเหมือนการเติมน้ำดีเข้าไปในระบบเรื่อยๆ สักวันมันจะเกิดการเปลี่ยนแปลง 

“ต่อไปคงมีการสร้างคอร์สเพิ่มอีก เช่น การฟังเชิงลึกขั้นสูง การฟังสำหรับสถานประกอบการหรือคอลเซนเตอร์ ถ้าสลับหัวไปคิดในเชิงการตลาด ตรงนี้ถือเป็นโอกาสมหาศาลที่ยังไม่มีใครทำ” 

04

Startup Mindset

“เราเรียกตัวเองว่าเป็นสตาร์ทอัพที่จำเป็นต้องอยู่รอดทางธุรกิจให้ได้ เพราะไม่อย่างนั้นจะเหนื่อยฟรีและไม่ยั่งยืนเลย มีแพทย์มาช่วยเราตั้งเยอะ ถ้าทำแล้วไม่รอดก็ไม่เกิดประโยชน์เลย” วิน อดีตพนักงานบริษัทที่ลาออกมาทำงานนี้เต็มตัว อธิบายหลักการคิดโมเดลสตาร์ทอัพในตลาดที่ถือว่าใหม่มากในไทย และคนมักกล้าๆ กลัวๆ ที่จะเก็บค่าบริการจากบุคคลที่อาจต้องการความช่วยเหลือด้านสุขภาพจิต

“ตอนแรกคิดว่าจะทำฟรี ไม่กล้าตั้งราคาเลย แต่การพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลในสายนี้ต้องทำให้ได้ตามมาตรฐานหลายอย่าง ราคาจะเป็นเครื่องสะท้อนคุณค่า ความน่าเชื่อ และคุณภาพของบริการที่เราตั้งใจมอบให้ผู้ใช้งาน รวมถึงเมื่อหน่วยงานรัฐบาล เช่น สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จะสนับสนุนผู้มาขอทุนอย่างเรา เพื่อเติมเต็มบริการสุขภาพจิตที่ขาดไปในไทย เขาต้องรู้โครงสร้างค่าใช้จ่ายและรายได้ด้วย เป็นเหตุให้เราตั้งราคาขึ้นมา

“แต่เราไม่อยากไปรบกวนผู้ป่วย ลำพังการต้องแบกรับความเข้าใจผิดๆ ของสังคมก็เหนื่อยมากแล้ว ถ้าต้องมาจ่ายเงินนั่งเรียนอีก เรารู้ว่าคนแบบแม่เราจะทำไม่ไหวแน่ๆ เลยพยายามเน้นสร้างโมเดลไปที่คนรอบข้างผู้ป่วยมากกว่า ให้ช่วยกันเรียนรู้และสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีเพื่อพวกเขา”

ฟังความคิด 2 ผู้พัฒนา Hearing Heart แพลตฟอร์มสร้างนักฟังเชิงลึกออนไลน์ที่ได้รับรองจากกรมสุขภาพจิตเป็นรายแรกๆ ของประเทศ

ช่วงเริ่มต้นนี้ รายได้ของ Hearing Heart เกิดจากค่าสมัครเรียนคอร์ส โดยอาจมีการเก็บอัตราที่หลากหลายในอนาคต เมื่อมีการสเกลบริการและกลุ่มผู้ใช้งานในวงกว้าง หรือเจาะเฉพาะกลุ่มมากขึ้น เช่น HR องค์กรที่ต้องการเทรนนิ่ง แต่ในเบื้องต้น หลังจากทดลองกับลูกค้าจริงแล้ว วินพบว่าคนยินดียอมจ่ายเงินเพื่อสนับสนุนบริการนี้

รวมถึงมีนักลงทุนที่เห็นศักยภาพ พร้อมร่วมลงทุนใน Hearing Heart

“ที่ผ่านมา ธุรกิจมักเน้นไปที่สุขภาพกายจนหลายๆ โรคเริ่มรักษาหายได้แล้ว แต่สุขภาพใจถือเป็นเรื่องใหม่และเป็นปัญหาใหญ่ในอนาคต ตอนแรกไม่คิดเหมือนกันว่าจะมีคนเข้ามาลงทุนกับหน้าใหม่อย่างเรา บางทีสิ่งที่เราทำมันดูโลกสวย แต่ตอนนี้บอกได้แล้วว่าเป็นเรื่องที่คนสนใจแน่ๆ และยังต้องการให้คนเข้ามาช่วยกันทำ” 

วินและบอสยอมรับว่าสตาร์ทอัพนี้ยังอยู่ระยะแรกเริ่ม ต้องผ่านการพิสูจน์อีกยาวไกล แต่สิ่งที่พวกเขาเรียนรู้และอยากบอกคนที่อยากเข้ามาแก้ไขปัญหาด้านสุขภาพจิตหรือปัญหาใดๆ ก็ตามคือ การคิดเชิงกลยุทธ์ให้ถึงระดับประเทศ จะช่วยให้ทำงานได้ง่ายขึ้นและเกิดผลในวงกว้าง

“การสร้างอะไรสักอย่างขึ้นมาดีกว่าไม่สร้าง แต่ต้องมีกลยุทธ์ ลองมองดูว่าถ้าเราทำสิ่งที่เราทำไปในทิศทางนี้สักหนึ่งปี มันตอบโจทย์ในสเกลระดับประเทศหรือเปล่า แล้วอีกสามปี ห้าปีล่ะ จะตอบโจทย์ไหม ไม่ใช่ว่าทำไปโดยไม่รู้ Roadmap ว่าประเทศกำลังขาดอะไรอยู่ ไม่อย่างนั้นคุณอาจจะคิดไปเองว่าสังคมขาดเรื่องนี้ ทั้งที่จริงไม่ใช่ และความหลงใหลคุณจะมอดดับลงไป พร้อมกับผลลัพธ์ที่ไม่คุ้มเหนื่อยเลย”

ฟังความคิด 2 ผู้พัฒนา Hearing Heart แพลตฟอร์มสร้างนักฟังเชิงลึกออนไลน์ที่ได้รับรองจากกรมสุขภาพจิตเป็นรายแรกๆ ของประเทศ
05

ผู้เล่นในสนาม

1 ปีที่ผ่านมา วินและบอสได้รับการสนับสนุนจากทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชนมากมาย 

ตั้งแต่กรมสุขภาพจิตที่รับรองให้ใช้ประกาศนียบัตร 

CAMRI​ ที่พัฒนาหลักสูตร 

สสส. ที่สนับสนุนเงินทุนให้สร้างแพลตฟอร์มออนไลน์ 

โรงพยาบาลเอกชนที่เปิดให้ทดลองใช้งานจริง และนักลงทุน

เรียกได้ว่าครบทั้งห่วงโซ่ 

“ไม่คาดคิดมาก่อนว่าจะเกิดสิ่งนี้ขึ้น ยิ่ง HealthTech เป็นธุรกิจที่ไม่เหมือนธุรกิจอื่นๆ ตรงที่มันส่งผลกระทบต่อชีวิตคนโดยตรงเลย การพัฒนาต้องอาศัยการคิดแบบองค์รวม (Holistic) ตั้งแต่ต้นทางยันผู้ใช้งาน เลยดีใจมากๆ ที่มีโอกาสได้ร่วมมือกับทุกคน” วินกล่าวความประทับใจ ภารกิจนี้ไม่มีใครเป็นเจ้าภาพ แต่เป็นงานที่ทุกคนต้องลงแรงกายใจไปด้วยกัน

รวมถึงบรรดาแพลตฟอร์มสุขภาพจิตที่ต่างมีจุดเด่นของตัวเอง หากรวมพลังกันแล้ว เราอาจหยุดเหตุการณ์ร้าย และรักษาชีวิตเพื่อนมนุษย์ไว้ได้อีกมาก

ประสบการณ์การสร้าง Hearing Heart ทำให้วินค้นพบว่าผู้ใหญ่หลายคนในหน่วยงานภาครัฐยินดีสนับสนุนคนรุ่นใหม่และตั้งใจทำงานกันอย่างหนัก แบบที่คนภายนอกอาจไม่เคยได้เห็นและเข้าใจ

“เราเป็นคนธรรมดาไม่ได้มีเส้นสายอะไร แต่ได้รับโอกาสเข้าไปคุยกับอธิบดีกรมสุขภาพจิต แพทย์จาก CAMRI นัดหมายคุยสัปดาห์ละสามครั้ง มีโครงการอะไรใหม่ก็ติดต่อมาถามว่าอยากไปทำงานด้วยกันไหมตลอด เขาทำงานกันหนักมาก เที่ยงคืนหรือเจ็ดโมงเช้าก็ยินดีตอบ จนเรารู้สึกศรัทธาและเลิกด่าคนแบบเหมารวมไปเลย

“เพราะมันทำให้คนทำงานหามรุ่งหามค่ำรู้สึกท้อ และพวกเขาไม่มีปากเสียงในโลกโซเชียลหรอก เพราะเอาเวลาไปทำงานกัน คนไม่ดีมีอยู่มาก แต่คนดีๆ ที่ต้องการกำลังใจก็มีอยู่เยอะเหมือนกัน”

แน่นอนว่าเราสามารถวิพากษ์วิจารณ์บุคคลที่พึงปฏิบัติตามหน้าที่จากภาษีของประชาชน แต่วินมองเห็นว่าการด่าทอทุกวันนี้ในหลายกรณีเป็นการตามกระแสโดยขาดความเข้าใจที่แท้จริง สุดท้าย อาจไม่ได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรในประเทศที่มีปัญหามากมายนี้เลย

และหากการเปลี่ยนแปลงสังคมเป็นจุดมุ่งหมายสูงสุดจริง ปฏิเสธไม่ได้ว่าการรู้จักผูกมิตร ร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐอย่างถูกวิธี จะช่วยนำพาไปสู่ผลลัพธ์ที่เราอยากเห็น มากกว่าวางตัวเป็นศัตรูกันในหลายๆ กรณี

“ปีนี้จะมีงานด้านสุขภาพจิตที่จัดร่วมกับรัฐบาลต่างประเทศ แพทย์เขาก็ชวนเราไปเข้าร่วม วันก่อนมีพี่พนักงานไอทีจาก CAMRI โทรศัพท์มาบอกว่าอยากช่วยออกแบบ Dashboard ให้ใช้งานได้จริง ทั้งที่เขาไม่ต้องทำก็ได้ เราตื้นตันใจที่ได้รับการสนับสนุนมากๆ คนทั่วไปอาจไม่เคยเห็นพวกเขาเลย เราอยากชวนให้ตามหาว่าคนดีๆ แบบนี้อยู่ที่ไหนในระบบ แล้วมาช่วยกันทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง”

ฟังความคิด 2 ผู้พัฒนา Hearing Heart แพลตฟอร์มสร้างนักฟังเชิงลึกออนไลน์ที่ได้รับรองจากกรมสุขภาพจิตเป็นรายแรกๆ ของประเทศ
06

หัวใจที่รับฟัง

“เราฝันใหญ่มากและไม่รู้ว่าเป็นไปได้จริงไหม แต่เราชอบบอกกันว่าประเทศไทยเป็น Land of Smile ใช่ไหม จริงๆ เราว่ามันอาจเป็น Land of Listening หรืออะไรทำนองนั้นได้ด้วย” วินเผยสิ่งที่เขาจินตนาการ 

แต่ละประเทศมักจะมี Positioning เด่นในด้านต่างๆ ของตัวเองชัดเจน เช่น อุตสาหกรรมบันเทิงของเกาหลีใต้ที่เป็นเอกลักษณ์และโด่งดังไปทั่วโลก วินมองว่าประเทศไทยต้องหา Strategic Positioning ของตัวเองที่เข้มแข็งให้พร้อมสำหรับอนาคต ซึ่ง HealthTech และการดูแลสุขภาพจิตอาจถือเป็นหนึ่งในความเป็นไปได้ที่เราจะไม่น้อยหน้าใคร

หลังจากฝันถึงสิ่งนี้มารวมกันนานกว่า 10 ปี ตอนนี้ Hearing Heart ของวินและบอสเริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้นในวันเวลาที่เหมาะสม พร้อมขับเคลื่อนการสร้างนักฟังเชิงลึกให้เกิดขึ้นทั่วภูมิภาคและสร้างเอกลักษณ์ใหม่ให้ประเทศ

ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่พวกเขาตระเตรียมหัวใจไว้สำหรับภารกิจนี้แล้ว

“เราคิดมาเสมอว่าจะต้องทำสิ่งนี้ให้ได้ ไม่ว่าจะจุดใดจุดหนึ่งในชีวิต ถ้าไม่ใช่ตอนนี้ ก็จะทำอีกทีตอนแก่ เรารู้สึกไฟลุกทุกครั้งที่ได้ทำงานนี้ร่วมกับคนที่แพสชันเหมือนเรา ไม่ตั้งคำถามเลยว่าจะทำไปทำไม เที่ยงคืนตีหนึ่งก็ยังทำงานอยู่ได้แบบไม่เหนื่อย 

“เพราะสิ่งที่ทำมันมีความหมาย และกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเราไปแล้ว”

เราหวังว่าบทสนทนาครั้งต่อไปของคุณจะมีการฟังด้วยหัวใจอยู่ในห้วงเวลานั้น ทั้งจากคุณและคู่สนทนา

เพราะมันอาจมีพลังและความหมายมากพอ

พอที่จะรักษาชีวิตใครคนหนึ่งไว้ให้มีลมหายใจก้าวเดินต่อไป

ฟังความคิด 2 ผู้พัฒนา Hearing Heart แพลตฟอร์มสร้างนักฟังเชิงลึกออนไลน์ที่ได้รับรองจากกรมสุขภาพจิตเป็นรายแรกๆ ของประเทศ

ใครสนใจเรียนเป็นนักฟังเชิงลึกและช่วยพัฒนาแพลตฟอร์ม Hearing Heart ให้ดียิ่งขึ้น เราขอชวนลงทะเบียนที่แบบฟอร์มนี้

ติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ และ Facebook ของ Hearing Heart 

Writer

ปัน หลั่งน้ำสังข์

บัณฑิตวิศวฯ ที่ผันตัวมาทำงานด้านสื่อ เพราะเชื่อว่าเนื้อหาดี ๆ จะช่วยให้คนอยากมีชีวิตอยู่ต่อไป

Photographer

ณัฐนิช ชนะฤทธิชัย

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load