“ผีเสื้อสายพันธุ์ Monarch สีส้มดำ เดินทางจากแคนาดา ผ่านอเมริกา ลงไปเม็กซิโก แล้วรุ่นลูกหลานของมันจะเดินทางกลับจากเม็กซิโกถึงแคนาดา ต้องใช้เวลาประมาณ 3 – 4 รุ่นเพื่อจะถึงแหล่งเกิดของบรรพบุรุษ สัตว์มีสัญชาติญาณ มันมีดีเอ็นเอนำทางว่าต้องกลับสู่บ้านเก่าของมัน”

เอ็มโซเฟียน เบญจเมธา เปรียบตัวเองกับแมลง จากทุ่งนาบ้านปาลัสสู่ตัวเมืองปัตตานี วิทยาลัยเทคนิคยะลา และคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ในกรุงเทพฯ เขาออกห่างจากบ้านเกิดที่อำเภอปะนาเระมากขึ้นทุกที

หลังซึมซับความรู้เรื่องสถาปัตยกรรมจนเต็มอิ่ม สถาปนิกหนุ่มโบยบินไปไกลถึงฝรั่งเศส เรียนภาษาใหม่ คว้าความรู้ใหม่ด้านศิลปะภาพพิมพ์และการออกแบบเฟอร์นิเจอร์จากสถาบันศิลปะที่แวร์ซายส์และปารีส

4 ปีถัดมา เขาทิ้งประกาศนียบัตรทุกใบ เก็บเพียงความรู้ใส่กระเป๋ากลับเมืองไทย แต่ทำงานออกแบบในกรุงเทพฯ ได้เพียงปีสองปีเท่านั้น เสียงเพรียกจากในตัวร้องบอกซ้ำๆ เหมือนผีเสื้อจักรพรรดิที่ต้องกลับถิ่นกำเนิด เหมือนปลาแซลมอนที่ต้องว่ายทวนน้ำกลับไปวางไข่

มันเรียกร้องให้เขากลับบ้าน

เอ็มโซเฟียนกลับมาสร้างรังในอ้อมกอดของครอบครัวและการสนับสนุนของพ่อแม่ บนพื้นที่ 5 ไร่ ที่ล้อมด้วยทุ่งนา เริ่มจากโรงงานเซรามิกเบญจเมธา เปลี่ยนผลผลิตดินปัตตานีจากอิฐมอญที่มีค่าเพียงก้อนละ 1 บาท เป็นสินค้างานปั้นสวยอ่อนโยนที่ได้รางวัลระดับประเทศหลายครั้ง ตามด้วยฟาร์มแพะ ‘กำปงปาลัส’ แพะสีหมอกคุณภาพดีที่เขาเพาะสายพันธุ์ขึ้นใหม่ตามชื่อชุมชน

10 ปีหลังจากกลับปัตตานี บ้านของเขากลายเป็นศูนย์สร้างแรงบันดาลใจที่ใครต่อใครแวะมาเยี่ยมเยือนเมื่อมาถึงปลายด้ามขวาน

บนชานเรือนไม้ติดครัวที่เจ้าบ้านออกแบบเอง เอ็มโซเฟียนต้มกาแฟตุรกีให้ลิ้มลอง ส่วน แอนนา-ภรรยาของเขาชงชาต้อนรับใส่กาเซรามิกใบงาม แถมแม่ของเขายังทำ ‘ตูปะซูตง’ ปลาหมึกยัดไส้ข้าวเหนียวต้มกะทิมาให้ชิม ของว่างสีชมพูของปัตตานีคล้ายกับ Ikameshi หมึกไส้ข้าวของฮอกไกโดและรสชาติก็อร่อยมากไม่แพ้กัน

เรานั่งลงสนทนาเบื้องหน้าทุ่งเขียว ภูเขา เปลญวน และพระอาทิตย์ที่คล้อยต่ำ ท่ามกลางทิวทัศน์ที่เหมือนภาพวาด แว่วเสียงแพะร้องคลอเบาๆ ฉันตระหนักได้ทันทีว่าทำไมเขาตัดสินใจกลับบ้าน แม้เคยออกไปไกลนับร้อยพันกิโลเมตร แม้เคยได้สัมผัสรสชาติของอีกซีกโลก

สวรรค์อยู่ที่นี่

มาจากดิน อยู่กับดิน กลับสู่ดิน

ตามความศรัทธาของศาสนาอิสลามที่ศรัทธาในพระเจ้าองค์เดียว มนุษย์ถูกสร้างจากดิน เมื่อตายจึงต้องฝังลงดิน

สำหรับเอ็มโซเฟียน ยิ่งพูดได้เต็มปากว่าเขามาจากดินจริงๆ เพราะพ่อของเขานอกจากเป็นหมอชุมชนแล้ว ยังเคยทำธุรกิจโรงอิฐมอญจากดินชุมชน ดินของปัตตานีเหนียว แน่น เผาแล้วแดงสวย คนนิยมนำไปทำอิฐสร้างบ้าน แต่สมัยก่อนอิฐก้อนละ 1 กิโลกรัมมีค่า 1 บาท ทุกวันนี้อิฐมอญยังราคาเพียงบาทเศษ หลายบ้านจึงเลิกกิจการ เนื่องจากการแข่งขันลดราคาและคุณภาพ พ่อจึงตัดสินใจเลิกกิจการไปด้วย ความรู้เรื่องการทำงานกับดินที่ปัตตานีจึงค่อยๆ หายไป

“ตอนเรียนออกแบบเฟอร์นิเจอร์ที่ปารีส ผมเห็นจานเซรามิกทำมือในบ้านเพื่อนที่เรียนเซรามิก รู้สึกเซอร์ไพรส์มากว่าเขาทำจานเองได้ ชอบมาก ไม่เคยเห็นเลยว่าเซรามิกทำมันทำอะไรยังไง ก็เริ่มสนใจและเก็บความสนใจไว้ตั้งแต่ตอนนั้น

“พอกลับมาทำงาน เจอพี่ติ้ว (วศินบุรี สุพานิชวรภาชน์ ศิลปินศิลปาธร สาขาการออกแบบ เจ้าของโรงงานเครื่องปั้นดินเผาเถ้าฮงไถ่ จังหวัดราชบุรี) ยิ่งสนใจดิน เพราะวัตถุดิบที่ผมคิดว่าน่าสนใจที่สุดคือ วัตถุดิบที่หาได้ใกล้ตัวมากที่สุด วัตถุดิบเดียวที่หาได้ทุกพื้นที่บนโลกใบนี้ก็คือดิน ใต้ฝ่าเท้าเรายังไงก็ต้องมีดิน ผมเลยตั้งใจกลับมาพัฒนาดินในพื้นที่ให้มีมูลค่ามากขึ้น อยากทำเซรามิก เพราะใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ยังไม่มีใครทำมาก่อน”

เอ็มโซเฟียนเรียนพื้นฐานการทำเซรามิกระยะสั้นที่ลำปาง แล้วตัดสินใจซื้อดินแม่ริม 2 ตันจากเชียงใหม่มาปั้นภาชนะในช่วงเริ่มต้น เหตุผลที่ต้องใช้ดินและความรู้จากภาคเหนือ เพราะวัฒนธรรมชาวใต้เข้าใจดินเผา แต่ไม่มีรากเรื่องเซรามิกที่ต้องใช้ความร้อนในการอบสูงกว่าเท่าตัว ผู้คนไม่ค่อยใช้เซรามิก หากใช้ก็นำเข้าจากต่างเมืองทั้งหมด

“ตอนแรกเราไม่ต้องทำอะไรมากมาย แค่ปั้นๆ แล้วก็เผาได้เลย ต่อมาเราก็คิดว่ามันน่าภูมิใจเหรอ ต่อให้เป็นดินที่สวยแค่ไหน ดีแค่ไหน ก็ไม่ใช่ดินพื้นบ้านเรา แล้วเราก็เชื่อว่าดินของเรามันมีเรื่องราวเชื่อมโยงกับวิถีชีวิต ก็เลยเอาดินพ่อนี่แหละมาพัฒนาสร้างโครงสร้างใหม่ ควักดินทุ่งนามาผสมกับทรายทะเล หลังภูเขาบ้านเรามีหาดทรายแฆแฆ เราจับคาแรกเตอร์หาดมาสร้างเรื่องราว แล้วเราก็ได้ดินขาวจากนราธิวาสมาด้วย มันทำให้เซรามิกแกร่งขึ้น”

เอ็มโซเฟียนยื่นถ้วยชาสีอ่อนกับถ้วยกาแฟสีเข้มให้พิจารณา นักออกแบบเปรียบเทียบว่าเหมือนสาวเหนือกับสาวใต้ ดินเหนือเนื้อเนียน สีออกขาวสะอาด ดินใต้สีเข้มผสมเนื้อทราย จงใจจุ่มเคลือบไม่หมดทั้งใบ เพื่อให้เราได้สัมผัสสัจจะของวัสดุและความงามแท้จริงของดินปลายด้ามขวาน

“ณ เวลานั้น พอเสิร์ชคำว่า ‘ปัตตานี’ ในอินเทอร์เน็ต มีแต่ข่าวความรุนแรง ผมเห็นว่า เฮ้ย บ้านเราไม่ใช่แบบนี้ บ้านเราเป็นแบบนี้ต่างหาก”

ชาวปาลัสผายมือไปที่ทุ่งนางามสงบ

“ส่วนมากผมไม่พูดเรื่องสันติภาพ ไม่ต้องตอกย้ำหรอก ผมอยากทำงานบางอย่างเพื่อทำให้คนข้างนอกเสิร์ชคำว่าปัตตานีแล้วเห็นสิ่งดีงาม เห็นของสวยๆ อยากให้เห็นว่าวิถีที่ละเอียดอ่อนประณีตแบบนี้จะมาจากพื้นที่ที่มีความรุนแรงได้ยังไง ถ้าพูดว่าบ้านเราดีอย่างงู้นอย่างงี้ ใครจะฟังใช่ไหม สู้ทำงานเงียบๆ ให้ผลลัพธ์ออกไปเองดีกว่า”

เซรามิกเบญจเมธานำเสนอธรรมชาติ สันติภาพ และจิตวิญญาณมลายูเต็มเปี่ยม เอ็มโซเฟียนพบว่าเขาไม่ต้องวิ่งออกไปตามหาเอกลักษณ์การดีไซน์ที่ไหนเมื่ออยู่ที่มาตุภูมิ งานดีไซน์ของเขากวาดรางวัลจากทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ เช่น Gmark, DEmark และ Designer Of The Year

“งานเซรามิกนี้ ที่อื่นเขาทำมานานแล้ว จะทรงจะอะไรเขาก็ทำกันมาหมด ไม่มีทางที่เราจะไม่เหมือนใครเลย แต่ที่งานผมเป็นแบบนี้ มันเกิดจากการเดินทางและตกผลึกอัตลักษณ์บ้านเกิด และเข้าใจศักยภาพของชุมชนตัวเอง ผมตั้งใจสื่อภูมิปัญญาเก่าๆ ในพื้นที่ แต่เราก็จะไม่อนุรักษ์ไดโนเสาร์ ไม่ยึดติดหรือภาคภูมิใจกับความรุ่งเรืองในอดีต เราต้องเดินหน้าทำอะไรใหม่ๆ เมื่อ 300 – 400 ปี เขาทำอะไรมา เราเพียงถอดบทเรียน และต้องสร้างนวัตกรรมใหม่ให้พื้นที่เพื่ออีก 300 ปีข้างหน้า เป็นวงจรชีวิตที่ต้องพัฒนาให้ไกล แล้วมันจะกลับสู่รากเหง้าที่แข็งแรง มีเอกลักษณ์” 

เราลุกออกเดินชมโรงงานเซรามิกอย่างกระตือรือร้น ของใช้ในครัวเรือนและของตกแต่งบ้านเซรามิกแต่ละชิ้นของดีไซเนอร์มุสลิมดูเรียบง่าย เน้นฟังก์ชันใช้สอยได้จริง ไม่ฟุ่มเฟือยตามหลักการของอิสลาม แต่ไม่พูดถึงศาสนาจนกลายเป็นของตั้งโชว์จับต้องไม่ได้ ตัวอย่างผลงานของเขา ได้แก่ หม้อใส่อาหาร ที่จับฝาเป็นไม้ทรงด้ามกริชมลายู จานใส่โรตีที่มีด้ามจับไม้ทรงจุกกรงนก ชามลายตัวอักษรอารบิก ชุดถ้วยจานรองที่มีหิน 2 ก้อนจากหาดแฆแฆ ถ้วยทรงเสื้อกุรงของผู้หญิงมุสลิม กระถางต้นไม้ทรงต้นโกงกางบางปู และสารพัดงานปั้นดินที่สะท้อนธรรมชาติและวัฒนธรรม

ผลงานปั้นเหล่านี้เป็นฝีมือของเอ็มโซเฟียนและพนักงานชาวปัตตานีที่นักออกแบบรับเข้าทำงานโดยไม่เกี่ยงวุฒิหรือประสบการณ์งานฝีมือ คุณสมบัติเดียวที่ต้องการคือมีคุณธรรม โรงงานเบญจเมธาเลยรับคนขับรถตู้ พนักงานขายรองเท้า ไปจนถึงนักทำโรตี (เพราะนวดแป้งได้ น่าจะนวดดินดี) เข้ามาทำงาน แถมยังส่งงานอื่นๆ เช่น ด้ามจับไม้ เครื่องปั้นดินเผา ไปให้ช่างฝีมืออื่นๆ ในพื้นที่เพื่อกระจายรายได้ให้ชุมชน

“คติที่นี่คือ มาจากดิน อยู่กับดิน กลับสู่ดิน ไม่ใช่แค่ไปจับปั้นดินเซรามิก แล้วก็เลอะๆ กลับสู่ดิน แต่สิ่งที่ได้มันเริ่มตั้งแต่จับดิน จับให้เป็นปรัชญาชีวิต ตั้งแต่ได้ดินมา ไม่ใช่จุ่มๆ น้ำ ผสมน้ำ แล้วก็ปั้นได้เลย ต้องหมักให้มันเหนียวพอ แล้วก็ขึ้นรูป หาจุดศูนย์กลางเพื่อให้มันนิ่ง กว่าจะปั้นได้ มันต้องได้ศูนย์ ต้องได้สมดุลก่อน มีปรัชญาตลอดจนถึงกระบวนการเผา ต่อให้ปั้นเหมือนกันหมด แต่สุดท้ายออกมาใบนี้แตก ใบนี้สวย ใบนี้ไม่สวย ไม่มีใบไหนเหมือนกันเลย”

เสียงรถตู้โรงเรียนแล่นเข้ามา ตามมาด้วยเสียงหัวเราะของเด็ก ลูกๆ ของเอ็มโซเฟียนทยอยลงจากรถตู้ เขาหันหน้าไปมองต้นเสียงแล้วยิ้ม

“มันเป็นไปไม่ได้ที่จะบังคับให้ทุกคนเข้าใจเหมือนกัน ดังนั้น คำว่า มาจากดิน อยู่กับดิน กลับสู่ดิน คุณจะตีความยังไงก็ได้ตามวุฒิภาวะของคุณเวลานั้น”

ปั้นบ้าน

เอ็มโซเฟียนและแอนนามีลูกชาย 3 คน อยู่ในวัยประถมจนถึงอนุบาล

เอ็มอิคลาส หมายถึง ความบริสุทธิ์ใจ

เอ็มอิฮซาน หมายถึง ความดีที่แม้คนทั่วไปไม่เห็น แต่พระผู้เป็นเจ้ามองเห็น

เอ็มอิตกอน หมายถึง ความพิถีพิถัน ความละเอียดอ่อนในการดำรงชีวิต

ชื่อของทั้งสามคือหัวใจในการทำงาน และทั้งสามคนเป็นหัวใจที่ขับเคลื่อนความหมายของชีวิตพ่อแม่ เป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการกลับบ้านของเอ็มโซเฟียน

“คนเราต้องการกลับบ้าน พูดไปก็เหมือนชมบ้านตัวเอง ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่เราจำเป็นต้องชมบ้านตัวเอง มีความสุขกับบ้านของเรานะ (หัวเราะ) ที่นี่มันพร้อมมาก มีวิถีพหุวัฒนธรรมทั้งคนมุสลิม คนพุทธ คนจีน ผมก็มาจากทุกเชื้อชาตินี้เลย เราเห็นว่าทุนทางวัฒนธรรม ทุนทางองค์ความรู้ ทุนทางปัญญา ทุนทางสิ่งแวดล้อม ทุกอย่างมันเชื่อมโยงกันที่ปัตตานี ผมถึงต้องกลับบ้านมาสร้างครอบครัว มาแต่งงานมีลูกที่นี่”

นักออกแบบมองว่า ระบบที่คนหนุ่มสาวต้องไปเรียนหรือทำงานไกลบ้านเป็นระบบที่ไม่ยั่งยืน การกลับไปเยี่ยมบ้าน เมื่อพ่อแม่เจ็บป่วยหรือรู้สึกคิดถึงบ้านไม่ใช่เรื่องถูกต้อง และชีวิตในเมืองหลวงต้องพึ่งพาคนอื่นมากเกินไป

“ผมให้ความสำคัญกับสัญชาตญาณเชิงบวก สรรพสัตว์ทั้งหลายเอาตัวรอดด้วยการใช้สัญชาตญาณพึ่งพาตนเอง นกออกมาทำรังเอง แมงมุมสร้างรังเอง ผึ้งสร้างรังเอง ไม่มีใครสอน มันมีสัญชาตญาณทำเองได้ แต่ทำไมมนุษย์ที่คิดว่าฉลาดที่สุดแล้วกลับต้องเอาตัวรอดด้วยการพึ่งพาคนอื่นทุกอย่าง

“เราจะกินข้าวเราก็ให้ชาวนาปลูกข้าว เราจะสร้างบ้านเราก็จ้างคนอื่น ต่อให้เราเป็นสถาปนิกดัง เราก็ให้สถาปนิกคนอื่นมาช่วยออกแบบบ้านเรา หรือถ้าเราเรียนดีไซน์อย่างดี สุดท้ายเราก็ไปซื้อดีไซน์ของดีไซเนอร์ดังๆ ที่เราชื่นชอบเอามาไว้ที่บ้าน คุณเรียนออกแบบทำไม ถ้าคุณไม่ทำสิ่งที่คุณทำเองได้

“ผมรู้สึกว่ามันแปลกๆ เลยคิดว่าถึงเวลาที่เราต้องคิดใหม่ พึ่งพาตนเองให้ได้ ไม่ใช่แค่สร้างบ้าน อาหารการกินเราก็ต้องเริ่มจัดสรร วางแผนเอง แม้กระทั่งวิถีศาสนาที่เราก็ต้องเลือกเอง ไม่ใช่เลือกตามบัตรประชาชนพ่อแม่ ผมศึกษาทั้งพุทธ ทั้งคริสต์ ทั้งอิสลาม จนมั่นใจว่าครั้งนี้รอบนี้ผมเลือกอิสลามด้วยตัวผมเอง แล้วเข้าใจไปถึงแก่น ไม่ใช่เข้าใจแบบเปลือกๆ ในขณะเดียวกันเราก็ได้เรียนรู้คนอื่น

“หลายศาสนาสอนเรื่องนรกสวรรค์เหมือนกัน แต่คนนิยามไม่เหมือนกัน ผมคิดว่าสวรรค์เป็นพื้นที่หนึ่ง เป็นบ้านในอุดมคติของเรา สันติ สวยงาม ไม่มีสิ่งไม่ดี เราอยากไปมุ่งตรงนั้น ผมคิดว่าที่นั่นคือบ้านเก่าของเราทุกคน ที่เราพยายามทำความดีทุกวัน เรายังคาดหวังว่าจะได้กลับบ้านเดิมคือสรวงสวรรค์”

ก่อนไปถึงบ้านเดิมหลังนั้น เอ็มโซเฟียนพยายามทำบ้านปัจจุบันของเขาให้ดีที่สุด เขาออกแบบทุกมิติของบ้าน โครงสร้างอาคาร การทำงาน การเลี้ยงลูก และการอยู่ในสังคมอย่างพิถีพิถัน

“ผมจะได้รางวัลดีไซน์ไปทำไมถ้าครอบครัวผมไม่ยอมรับ ชุมชนผมไม่ได้ประโยชน์ ผมอยากปลูกฝังความหวงแหนบ้าน จิตสำนึกที่อยากทำอะไรใหม่ๆ ให้บ้านกับลูก พวกเขาควรมีไอเดียนวัตกรรมให้กับชุมชน และผมต้องทำให้สังคมลูกผมให้ดี ถ้าเราสอนลูกดี แต่ว่าเขาไม่มีสังคม คุณจะสอนลูกดีเพื่ออะไร ถ้าคุณไม่ได้สร้างพื้นที่ที่ดี พัฒนาชุมชนที่อยู่ให้ดี ความเห็นแก่ตัวของคุณอาจจะฆ่าลูกคุณด้วยซ้ำ ถ้าคุณรักลูก คุณก็ต้องสร้างบริบทที่มีแต่คนดีด้วยตัวเองเพื่อให้ลูกๆ อยู่ตรงนั้นให้ได้

“ลูกผมไม่ได้เรียนโฮมสคูล พวกเขาเรียนในโรงเรียนที่อยู่ในชุมชนข้างๆ เพราะผมอยากให้พวกเขามีเพื่อนที่อยู่ในชุมชนนี้ วันหนึ่งเขาจะไปพัฒนาชุมชน เขาจะมีเพื่อนในชุมชนนี้ด้วยกัน ต่างจากผม สมัยก่อนไปเรียนถึงในตัวเมือง ทุกวันนี้เพื่อนตั้งแต่ ป.1 – ป.6 ไม่รู้อยู่ไหน ไม่รู้จักและไม่ได้ทำอะไรด้วยกันเลย”

เด็กๆ ออกไปวิ่งเล่นในทุ่งหญ้าและเล่นกับแพะ พ่อของเด็กชายทั้งสามเดินนำไปพื้นที่สีเขียวตรงข้ามโรงงานเซรามิก

เดินดิน

เดินดินลิตเติ้ลฟาร์ม คือฟาร์มแพะเล็กๆ ที่เอ็มโซเฟียนกำลังเพาะสายพันธ์ุ ‘กำปงปาลัส’ แม้เซรามิกจะฟังดูห่างไกลจากการเลี้ยงแพะ แต่การทำงานกับดินทำให้เอ็มโซเฟียนสนใจเกษตรกรรม

การเลี้ยงแพะเลี้ยงแกะอยู่ในวิถีชีวิตคนมลายูเป็นทุนเดิม 2 ปีก่อน เขาค้นพบปัญหาว่าแพะตัวเล็กสายพันธุ์พื้นเมืองกลายพันธุ์เป็นแพะผอมแคระแกร็นไปหมด ส่วนแพะตัวใหญ่ที่คนนิยมเลี้ยงราคาแพง และมีค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงมาก ชาวบ้านทั่วไปซื้อไม่ไหว วิถีและการทำกุรบานเพื่อพระเจ้า หรือการเชือดสัตว์พลีทาน บริจาคเนื้อแก่ผู้ขัดสนยากจนในวันรายออีดิ้ลอัฎฮา (วันเฉลิมฉลองในวิถีอิสลาม) ซึ่งเป็นทานบริจาคที่ศาสนาส่งเสริม รวมถึงวิถีหลายๆ อย่างจึงค่อยทยอยหายไป

“แพะตัวใหญ่น้ำหนักปาเข้าไปประมาณ 40 – 50 กิโลกรัม ปกติแพะพื้นเมืองอยู่ที่ 15 – 25 กิโลกรัม แค่นี้เอง พอมันแพง ชาวบ้านก็ไม่กล้าซื้อ วิถีก็สูญหาย แพะก็ค้างสต็อก ผมเลยคิดว่าจะเริ่มกลับมาพัฒนาสายพันธุ์ขึ้นมาใหม่ สร้างการจัดการที่ดี เลี้ยงแบบไม่ปล่อยปละละเลย เราไปเลือกแพะสายพันธุ์ดีๆ ที่ตรงกับอุดมทัศนีย์ในแพะสมัยก่อนมาเก็บไว้ เช่น ตัวเล็ก หูตั้ง แล้วก็ตั้งใจเพาะให้เป็นสีเทาเท่านั้น จะได้เป็นเอกลักษณ์ของแพะกำปงปาลัส กำปงแปลว่า หมู่บ้าน ส่วนปาลัสก็คือที่นี่”

เอ็มโซเฟียนก้มลงลูบพ่อแพะสีดำเทา แพะทุกตัวที่นี่สะอาดแข็งแรง พวกมันออกไปกินหญ้าในทุ่งของเขา และตอนเย็นก็รู้จักเดินกลับขึ้นเรือนนอนด้วยตัวเอง เจ้าของฟาร์มเดินดินตั้งใจเพาะทั้งพันธุ์แพะสีหมอกปาลัสสำหรับมืออาชีพ และแพะราคาย่อมเยาคุณภาพดีให้เลี้ยงอย่างแพร่หลายในชุมชน

“แพะสอนให้เราใจเย็น อ่อนน้อมถ่อมตน อดทนกับมัน เรื่องที่น่าสนใจคือบรรดาศาสนทูตทั้งหมด ตั้งแต่อับราฮัม โมเสส พระเยซู นบีมุฮัมมัด เคยเป็นเด็กเลี้ยงแพะเลี้ยงแกะ ผมเลยสนใจว่า ทำไมทำไมเหล่าบรรดาศาสนทูต บุรุษที่ยิ่งใหญ่ต้องผ่านการเลี้ยงแพะเลี้ยงแกะ มันสอนวิธีดูแลประชาชาติ พอเราเลี้ยงแพะนี่รู้เลยว่า แพะนี่มันดื้อนะ มันสอนเรา สิ่งนี้พ่วงอยู่กับวิถีชีวิตของบ้านเรา พ่วงกับคำสอนในอัลกุรอาน ‘บ่าวของผู้ทรงเมตตา คือผู้ที่เดินบนหน้าแผ่นดินอย่างถ่อมตน’ ผมเลยใช้คำว่า เดินดิน เหมือนกับการตอกย้ำตัวเองว่าเดินบนหน้าแผ่นดิน จงอย่าลืมตีน ต้องถ่อมตนและเป็นประโยชน์ต่อแผ่นดิน”

เจ้าของฟาร์มแพะเสริมว่าเร็วๆ นี้ ผลผลิตสดใหม่จากฟาร์ม ไม่ว่าจะเป็นเนื้อแพะ นมแพะ จะแปรรูปเป็นเมนูในร้าน ‘เดินดิน’ ร้านที่เสิร์ฟ Earthly Experience ทั้งความเป็นธรรมชาติ รวมถึงรสชาติอื่นๆ ที่เขาได้เรียนรู้จากการเดินทางไปหลายประเทศ เช่น ขนมปังฝรั่งเศส หรือชาตุรกี

ง้างคันธนู

แดดเริ่มร่ม ลมเริ่มตก เอ็มโซเฟียนตอบข้อสงสัยว่าแผ่นฟางสี่เหลี่ยมเหมือนเฟรมผ้าใบที่ตั้งอยู่กลางทุ่งหญ้าของเขาคืออะไร มันคือเป้ายิงธนูประดิษฐ์เอง เขาสนใจกีฬาเก่าแก่นี้มาก เริ่มจากฝึกด้วยตัวเอง จนถึงขั้นเดินทางไปแข่งที่ตุรกี และเรียนวิชายิงธนูจากทายาทรุ่นที่ 68 ของขงจื๊อที่เมืองจีน

“วิถีมุสลิมให้ความสำคัญกับกีฬายิงธนู ขี่ม้า และว่ายน้ำ เพราะสมัยก่อนผู้ชายต้องฝึกฝนศิลปะการต่อสู้ รู้จักป้องกันตัวเอง ปกป้องบ้านเมือง มันเป็นสัญลักษณ์ความเป็นชาย แต่สิ่งที่เราได้จากธนูยุคนี้ ไม่ใช่การล่าสัตว์ ไม่ใช่การต่อสู้ฆ่าฟัน เพราะคุณก็ใช้ปืนยิงต่อสู้กันได้อยู่แล้ว ธนูมีปรัชญาคุณธรรมมากกว่านั้น”

ชาวปัตตานีอธิบายต่อว่า กีฬายิงธนูก็เหมือนเซรามิก แม้เป็นวัฒนธรรมที่แพร่กระจายไปทั่วโลก แต่ก็เป็นของที่คนมลายูไม่คุ้นเคยมาก่อน ถึงอย่างนั้น เขาก็อยากเปิดสอนยิงธนู และทำธนูของปัตตานีขึ้นมาเอง

“ปรัชญาหนึ่งของขงจื๊อก็บอกว่า จงส่งเสริมลูกหลานไปยิงธนูและเรียนหนังสือ ตอนผมไปเรียนที่สำนักเจิ้นจี่ ครูขงบอกว่าเอามาแล้วก็ถ่ายทอดนะ ใส่ความเป็นอิสลามของพวกเธอไปเลย ไปสอนเด็กใหม่ให้เริ่มพื้นฐานการยิงธนูที่ถูกต้อง เขาบอกว่าคุณธรรมสำคัญกว่าทักษะทุกอย่าง ธนูคือสื่อนำคุณธรรมอย่างหนึ่ง เราไม่ได้ไปเรียนเพื่อแข่งขันกัน ธนูของเราไม่ใช่ธนูสายโมเดิร์นที่แข่งขันเพื่อเอาชนะกัน แต่เราสร้างค่านิยมเรื่องการฝึกจิตใจ ฝึกปรัชญา ได้มิตรภาพ”

เอ็มโซเฟียนเดินไปหยิบธนูและซองธนู 2 ชุดพร้อมลูก ซองของเขาทำจากหนังวัวที่ตอกเอง อีกซองเป็นกระจูดสานสีม่วงคาดสายหนัง สั่งทำพิเศษเพื่อใช้สอนแขกที่มาเยือน

เขาหยิบธนูมาพาดสายแล้วง้างคันธนูเป็นตัวอย่าง ดอกแล้วดอกเล่าพุ่งตรงเข้าเป้า

“ธนูก็ทำให้รู้จักตัวเอง รู้จักชีวิต ครูบอกว่าทุกการกระทำเหมือนกับการปล่อยธนู ถ้าไม่โดน เราอ้างว่าวางมือผิด ลูกธนูเบี้ยว คันธนูไม่ดี เป้าไกลเกินไป แต่พอวันหนึ่งที่เราเก่ง เราจะไม่โทษอย่างอื่น ทุกอย่างมันอยู่ที่เราหมดเลย สิ่งที่เราทำทั้งหมดขึ้นอยู่กับตัวเองทั้งนั้น เหมือนที่ท่านนบีมุฮัมมัดสอนว่าทุกผลกรรมขึ้นอยู่กับเจตนา สิ่งสำคัญของการยิงธนูสองอย่าง คือ จิตใจต้องสงบและร่างกายต้องพร้อม แล้วก็ให้เราควบคุมธนู อย่าให้ธนูควบคุมเรา
        “มันเหมือนกับเวลาปั้นดิน ผมพยายามเชื่อมโยงหมดสิ่งที่ทำ เวลาเราตั้งศูนย์ดินเซรามิก มันจะส่ายไปเรื่อยๆ ถ้าเราไม่ผลัก ไม่ดัน ไม่พยายามประคองมัน เหมือนการคุมร่างกายด้วยจิตใจ เมื่อไหร่ร่างกายอยากทำความชั่ว ให้จิตใจมันห้ามปรามไว้ 

“ส่วนมากไม่ได้เรียนเรื่องธนูมากมายหรอกครับ แต่เรียนเรื่องสิ่งที่ได้จากธนู เช่น ความถ่อมตนทำให้คนก้าวหน้า แต่ความทะนงตนทำให้คนถอยหลัง ผมไปวันแรก ยิงโชว์ว่าแม่น แกทักเลยว่า อย่าทะนงตน แต่ สอง แกบอกว่าอย่ากลัว อย่าประหม่า พอใครติใครว่าอะไรก็อย่ากังวลมาก สุดท้าย สาม จิตใจต้องสมดุล ยิ่งเรียนรู้เท่าไหร่ ก็จะมีทักษะการยืดหยุ่นที่ถูกจังหวะถูกเวลามากขึ้นเท่านั้น

ได้เวลาให้แขกที่มาเยี่ยมลงมือยิงธนูเองบ้าง สิ่งสำคัญที่เขาย้ำอันดับแรกคือความปลอดภัย จับคันธนูให้มั่น พาดลูกธนูบนสาย ตั้งสมาธิแล้วดึงแขนไปด้านหลัง…

ลูกธนูพุ่งฉิวไปปักฉึกบนเป้าฟาง แม้ห่างใจกลางเป้าไปไกล อย่างน้อยก็ยังถึงจุดหมาย

เจ้าบ้านพยักหน้าให้กำลังใจ

“เวลาฝึกฝน ครูบอกว่าให้เสียเหงื่อเยอะๆ เพราะเวลาสงครามจะได้เสียเลือดน้อยๆ”

เราทั้งหมดต่างฝึกยิงจนลูกธนูหมดซอง ถึงแขนตึงล้า แต่สนุกกับกีฬานี้เต็มที่

เสริมสร้างแรงบันดาลใจ

ตกค่ำ ไฟที่ชานเรือนไม้สว่างขึ้น แอนนาเตรียมกับข้าวอยู่ในครัวที่อยู่ติดกัน เอ็มโซเฟียนกลับมาพร้อมใบตองสะอาด 2 ใบ เขาปูใบไม้ยักษ์เต็มโต๊ะไม้บนชานเรือน แล้วเริ่มตักกองข้าวสวยลงบนใบสีเขียวเท่าจำนวนสมาชิกในบ้านและแขกที่มาเยือน ภรรยาของเขาออกมาสมทบด้วยหม้ออาหารหอมฉุย

อาหารมื้อนั้นเรียบง่าย แต่งดงามและน่าจดจำอย่างยิ่ง เราเปิบเนื้อและตับทอดกระเทียม ผัดผักบุ้ง และแกงปลา ภาชนะที่ใช้มีเพียงขวดใส่น้ำดื่มบาดาลปาลัส และถ้วยเซรามิก

บ้านเบญจเมธากินข้าวเปิบมือ เพราะอยากให้ลูกๆ ได้รักษาวัฒนธรรมการกินแบบมลายูและอยู่กับธรรมชาติ นิ้วได้รู้จักอุณหภูมิอาหารก่อนส่งเข้าปาก ข้าวแต่ละคำในมือทำให้จดจ่อกับมื้ออาหาร และยังเป็นการฝึกใช้มือเต็มที่ สมกับเป็นลูกของช่างปั้น

เอ็มอิคลาส เอ็มอิฮซาน และเอ็มอิตกอน นั่งกินข้าวกับพ่อแม่อย่างเรียบร้อยจนอิ่ม แม้แต่เจ้าตัวเล็กที่อยู่ชั้นอนุบาล 3 ยังช่วยเหลือตนเองได้ดี เมื่อจบมื้อ ใบตองจะถูกนำไปล้างสะอาดและส่งต่อให้เป็นอาหารแพะ เป็นระบบรักษาสิ่งแวดล้อม ไม่เหลือขยะใดๆ อย่างน่าประทับใจ

หลังกินข้าวเป็นเวลาละหมาด ขณะที่เอ็มโซเฟียนนำลูกๆ ทำความเคารพพระเจ้าอย่างพร้อมเพรียงบนชานเรือน ใต้แสงจันทร์และแสงไฟจาง ภาพครอบครัวแสนสุขที่ปรากฏเบื้องหน้าดูเหมือนภาพวาด แม้ไม่คุ้นเคยกับการปั้นเซรามิก การเลี้ยงแพะ การยิงธนู หรือวิถีมุสลิม แต่บทเรียนของวันนี้ทำให้ฉันรู้สึกอบอุ่น เป็นสุข และฮึกเหิม

อาณาจักรของเอ็มโซเฟียนไม่ได้เป็นแค่บ้านและที่ทำงาน พลังที่เขาอยากมอบให้ผู้อื่นทำให้ปัจจุบัน พื้นที่ 5 ไร่นี้กลายเป็นศูนย์สร้างแรงบันดาลใจที่ยินดีถ่ายทอดความรู้ด้านงานคราฟต์ ปศุสัตว์ กีฬา และปรัชญาอย่างครบวงจรแก่คนรอบตัวและคนต่างถิ่น

“ผมบอกไม่ได้ว่าคนที่มาต้องทำอะไร บางคนมาเพราะเซรามิก แต่พอเห็นแพะกลับคุยกับผมเรื่องแพะทั้งวัน บางคนก็คุยเรื่องธนู บางคนหลงมาแล้วรู้สึกว่า เฮ้ย ทำไม 3 จังหวัดไม่ใช่อะไรแบบที่เขาคิดเลย แล้วก็มีเรื่องคุยใหม่ เขาก็ได้แรงบันดาลใจ ได้มุมมองใหม่ๆ กลับไป

“ผมเองตอนเด็กๆ ดูเป็นคนไม่เอาไหน เรียนได้ที่โหล่มาตลอด คุณครูก็ดูถูก เราก็เลยไปสายอาชีพ ทุกวันนี้เลยอยากสร้างวัคซีนให้เด็กๆ รุ่นใหม่ว่ามันมีทางเลือกในบ้านตัวเอง มีอนาคตที่บ้านตัวเอง เกษตรกรรมก็เป็นวิถีของเรา คราฟต์มันก็เป็นวิถีของเรา และไม่จำเป็นที่เกิดมาแล้วต้องมีอาชีพเดียว ถ้าเกิดคุณเรียนรู้วิถีแล้วคุณพยายามสร้างนวัตกรรมก็ทำได้ ผมเองจะมีความสุขมากที่สิ่งที่ผมชอบ สิ่งที่ผมถนัด มันกลายเป็นประโยชน์ให้ชุมชน เป็นแรงขับให้อยากสานต่อสิ่งใหม่ๆ”

ฉันดื่มชาถ้วยสุดท้าย รสเดียวกับเมื่อตอนเริ่มบทสนทนา แต่คำพูดตกค้างในความคิดทำให้รสชาติในปากแตกต่างไปจากเดิม

“หลักศาสนาในคัมภีร์อัลกุรอานบอกว่า เราเกิดมาเพื่อสร้างประโยชน์ แล้วก็ใช้ปัญญาให้มากที่สุด เราจะตายโดยใช้ชีวิตอย่างสำราญ เกิดมาเพื่อทำงาน มีครอบครัวดี มีลูกดี จบแค่นี้เหรอ คุณทบทวนชีวิตทบทวนความเป็นมนุษย์ได้แค่นี้เหรอ ผมไม่เชื่อแบบนั้น ผมยังเชื่อว่ามีเหตุผลอีกมากมายที่เรายังไม่รู้ว่าเราเกิดมาเพื่ออะไร แต่ผมเชื่อว่าความตายเป็นความสะอาดของโลกใบนี้ ถ้าโลกนี้ไม่มีความตาย มันก็คงเละเทะล่ะนะ มันเหมือนการฟอกโลก เกิดมาถึงเวลาก็ตายไป แล้วก็ทิ้งอะไรให้เป็นประโยชน์กับโลกใบนี้ต่อ
    “เราเกิดมาเป็นมนุษย์ทั้งทีแล้วจะตายไปเปล่าๆ โดยที่ไม่ทิ้งองค์ความรู้ ภูมิปัญญา สิ่งที่เป็นถนนหนทางเป็นประโยชน์กับคนอื่น หรือว่าถ่ายทอดองค์ความรู้ให้ลูกหลาน เผื่อว่าลูกหลานจะได้สร้างเครือข่ายคนดีให้มากขึ้นเลยเหรอ ถ้าคุณไม่ทิ้งมรดก สร้างนวัตกรรมให้ชุมชน มันเสียเวลา เสียดายโอกาส ในเมื่อองค์ความรู้ ประสบการณ์ ภูมิปัญญาที่เราถ่ายทอดได้ เวลาตายไปแล้วมันก็ยังส่งผล สร้างแรงบันดาลใจให้คนเรื่อยๆ”

เอ็มโซเฟียนทิ้งท้าย หากเขาเป็นผีเสื้อจักรพรรดิที่บินกลับบ้านหรือปลาแซลมอนที่กลับไปวางไข่ เขาไม่ได้แค่กลับปัตตานีเพื่อสร้างครอบครัว แต่กลับบ้านเพื่อให้กำเนิดสิ่งที่ยิ่งใหญ่

สิ่งที่เรียกว่าความหวัง

เบญจเมธา

ประเภท: ศูนย์การเรียนรู้ โรงงานเซรามิก ฟาร์มแพะ และสำนักยิงธนู
ที่ตั้ง: ตำบลควน อำเภอปะนาเระ จังหวัดปัตตานี
ผู้ก่อตั้ง: เอ็มโซเฟียน เบญจเมธา
Facebook: โรงงานเซรามิกเบญจเมธา 


อ่านข้อมูลการท่องเที่ยวปัตตานีได้ที่นี่ และถ้าอยากรู้เรื่อง 3 จังหวัดชายแดนใต้อย่างเต็มอิ่ม อ่านเรื่องยะลา และนราธิวาสได้ที่นี่เลย

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

25 พฤศจิกายน 2565
239

ก่อนมิถุนายน 2022 สื่อออนไลน์จากปัตตานีชื่อ The Motive อาจไม่ได้อยู่ในความสนใจของสื่อกระแสหลักหรือชาวเมืองกรุงเสียเท่าไหร่

แต่เมื่อสื่อท้องถิ่นดังกล่าวจัดงานฟอรัม ‘SCENARIO PATANI อนาคตปาตานี : ภาพชายแดนใต้ในวิสัยทัศน์ใหม่’ ตลอด 7 วันเต็ม โดยรวมสปีกเกอร์จากหลายภาคส่วนมาเสวนาถึงพริกถึงขิง ทั้งประเด็นการเมืองการปกครอง เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และกระบวนการสันติภาพ พวกเขาได้กระตุกความสนใจของคนสนใจสังคมการเมืองเข้าอย่างจัง ด้วยรายนามนักการเมืองผู้ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ทักษิณ ชิณวัตร, อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ

ทำไมสื่อเล็ก ๆ ที่เพิ่งก่อตั้งมาเพียง 2 ปี มีผู้ติดตามราว 5 หมื่นคน ถึงจัดงานที่พาอดีตนายกรัฐมนตรีไทยและอดีตผู้สมัครชิงเก้าอี้นายกรัฐมนตรีมาเข้าร่วมได้  

แถมในงานเสวนาสาธารณะมิติใหม่ ยังมีตัวแทนจากภาครัฐ เอกชน นักวิชาการ ไปจนถึงตัวแทนขบวนการแนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติมลายูปัตตานี (BRN) มาร่วมถกอนาคตของปลายด้ามขวาน เรียกได้ว่าจับเอาทุกสเปกตรัมของความเห็นต่าง มาเจรจากันอย่างเข้มข้นและเป็นรูปธรรม 

เขาทำได้อย่างไร อะไรคือพลังของเหยี่ยวข่าวท้องถิ่นที่ผลักดันการพัฒนาชายแดนใต้อย่างไม่รู้เหน็ดเหนื่อย เราชวน อันวาร์-มูฮาหมัดอัณวัร หะยีเต๊ะ บรรณาธิการประสานงาน และ ซาฮารี เจ๊ะหลง บรรณาธิการเนื้อหา มาแบ่งปันเบื้องหลังการทำงานให้ฟังกัน

เดอะ สื่อท้องถิ่น

“ถ้าทำแบบเดิมเหมือนสิบปีที่แล้ว เด็กรุ่นใหม่อาจจะไม่บริโภคสื่อที่เราอยากทำ” 

อันวาร์เปิดเรื่อง ทั้งตัวเขาและซาฮารีมีประสบการณ์ทำ Wartani เครือข่ายคนทำงานสื่อคนรุ่นใหม่ตั้งแต่สิบปีก่อน คลื่นความเปลี่ยนแปลงของโซเชียลมีเดียในทศวรรษถัดมา ทำให้พวกเขาหันมาศึกษาโมเดลของสื่อตระกูลเดอะทั้งหลาย (รวมถึงเดอะคลาวด์) ซึ่งล้วนกำเนิดในกรุงเทพมหานคร 

กล่าวตามตรง เรื่องราวชายแดนใต้ที่คนส่วนกลางอย่างเรา ๆ รับรู้ค่อนข้างผิวเผิน เต็มไปด้วยความน่ากลัวและความไม่รู้ หลายประเด็นถูกกลบหายไม่เป็นที่พูดถึง สื่อเดิมในท้องที่ก็จับประเด็นความมั่นคงเป็นสำคัญ ทั้งที่ยังมีข้อมูลต่าง ๆ อีกมากมายที่น่าสื่อสาร The Motive จึงตั้งใจเป็นสื่อทางเลือกที่บอกเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ในสามจังหวัดชายแดนใต้ให้ทั้งคนในพื้นที่และคนภายนอกรับรู้ โดยหยิบจับองค์ความรู้หรือบางประเด็นน่าสนใจมาเผยแพร่ด้วยภาษาไทยเป็นหลัก ไม่ใช้ภาษามลายู เพื่อให้ผู้คนนอกพื้นที่ได้เข้าใจแดนใต้ผ่านมุมมองของคนท้องถิ่นจริง ๆ และไม่ใช่สำนักข่าวที่รายงานข่าวสารบ้านเมืองรายวัน 

The Motive สื่อออนไลน์ชายแดนใต้ นำเสนอเรื่องราวมลายูให้ทั่วไทยมองเห็นปลายด้ามขวาน

The Motive เกิดขึ้นในไตรมาสแรกของปี 2020 เมื่อโควิด-19 แพร่กระจายใหม่ ๆ ดินแดนใต้ซึ่งบรรยากาศตึงเครียดจากกฎอัยการศึก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และกฎหมายความมั่นคง ยิ่งทวีความเครียดเขม็งจากกฎเกณฑ์โรคระบาด คนมีประสบการณ์ทำสื่อไฟแรงจึงช่วยกันรายงานสถิติผลผู้ติดเชื้อโควิดใน 5 จังหวัด จนช่วงแรก ๆ คนในพื้นที่เข้าใจว่า The Motive เป็นสื่อที่เล่าเรื่องโควิดโดยเฉพาะ

“พอโควิดสร่างซาลงไป เราก็เริ่มทำประเด็นการละเมิดสิทธิ ประเด็นความยุติธรรม ประเด็นวัฒนธรรม แล้วก็ประเด็นเศรษฐกิจ เพราะเราคิดว่าที่นี่ยังขาดสื่อที่เล่าเรื่องราวของตัวเอง และคนส่วนใหญ่ในประเทศไทยก็ยังมีความเข้าใจน้อยมากต่อประเด็นปัญหา 3 จังหวัดชายแดนใต้ครับ” ซาฮารีเปิดอก 

เขายกตัวอย่างบาดแผลใหญ่ของคนปลายด้ามขวานอย่าง ‘กรณีตากใบ’ เมื่อ 18 ปีก่อน ซึ่งฝังรอยลึกในประวัติศาสตร์ความขัดแย้ง คนรุ่นใหม่หลายคนอาจเกิดไม่ทัน ยังไม่ทันรู้ความ หรือลืมเลือนเรื่องนี้ไปแล้ว แต่การที่ผู้คนทั่วไทยรู้จักและเข้าใจที่มาที่ไปเรื่องนี้ จะนำมาซึ่งการเข้าใจดินแดนใต้มากขึ้น และส่งผลต่อการผลักดันการฟื้นฟูเปลี่ยนแปลงต่อ ๆ ไป

Scenario Pattani

วัตถุประสงค์ของฟอรัม Scenario Patani คือเพื่อรับฟังวิสัยทัศน์ อนาคตความคิดเห็นของพื้นที่ชายแดนใต้ใน 4 ประเด็น การเมืองการปกครอง เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และกระบวนการสันติภาพ ลำพังการรับฟังวิสัยทัศน์ความคิดเห็นก็เป็นเรื่องท้าทาย เมื่อต้องนำทั้งกลุ่มคนที่ทั้งเห็นด้วยและเห็นต่างกับรัฐมานั่งคุยกัน ในพื้นที่ตรงกลางที่ปลอดภัย

“ปัญหารากเหง้าของชายแดนใต้มีข้อถกเถียงกันเยอะ เราพยายามค่อย ๆ นำเสนอ เพราะว่ามันเป็นปัญหาที่ซับซ้อนมาก” บรรณาธิการเนื้อหาเอ่ย 

Scenario Patani จุดประกายให้คนทั่วไปมาสนใจเรื่องราวแดนใต้ โดยทีมงานตั้งใจเชิญคนที่มีอิทธิพลต่อสังคมไทยมาแชร์มุมมอง โดยต้องเป็นคนที่มีพื้นเพทัศนคติแตกต่างหลากหลาย ทั้งฝ่ายอนุรักษ์นิยมและฝ่ายเสรีนิยม นักการเมืองบิ๊กเนมทั้งสามซึ่งไม่สามารถลงสมัครรับเลือกตั้งได้ด้วยเหตุผลต่าง ๆ กัน จึงได้รับการเชิญมาเข้าร่วม และพวกเขาก็ตอบตกลงที่จะเข้ามาตอบคำถาม และแชร์มุมมองต่ออนาคตของชายแดนใต้ เช่นเดียวกับนักวิชาการ นักการเมืองท้องถิ่น นักธุรกิจ นักกิจกรรม ภาคประชาชนกลุ่มต่าง ๆ ทั้งมลายู พุทธ ไทยจีน 

The Motive สื่อออนไลน์ชายแดนใต้ นำเสนอเรื่องราวมลายูให้ทั่วไทยมองเห็นปลายด้ามขวาน

แม้เป็นการสื่อสารหลักทางออนไลน์ แต่ก็ทำให้เสียงที่เงียบมานานดังขึ้นได้ ดูได้จากยอดคนเข้าถึงเพจ 350,000 กว่าคนใน 7 วัน โดยมีสื่อพันธมิตรทั้งสื่อท้องถิ่นอย่าง Wartani และ The Reporter ร่วมสนับสนุน

“ทุกเสียงที่ชาวบ้านพูดมาตลอด ดังไม่เท่า 10 นาทีที่คุณทักษิณพูด คุณธนาธรพูด วันสุดท้ายในคนเข้าร่วมฟังไลฟ์ถึง 2,000 คน น่าจะเป็นครั้งแรกที่กลุ่ม BRN พูดคุยและตอบคำถาม Public แบบสด ๆ และคนที่ร่วมฟังเสวนาก็เป็นคน Gen X Gen Y ตามที่ต้องการ เราคิดว่าได้สื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายใหม่ได้สำเร็จ 

“อีกเป้าหมายของเราคือการเปิดพื้นที่พูดคุยประเด็นที่เคยต้องห้าม ดันเพดานให้สูงขึ้น อย่างคำว่า Patani หมายถึงดินแดนปาตานีเดิม ครอบคลุมพื้นที่ 3 จังหวัด 4 อำเภอ เป็นคำแสลงที่รัฐบาลไม่ยอมรับ หลายพรรคการเมืองไม่กล้าเอ่ย เราอยากให้คำนี้ติดปากคน การเปิดพื้นที่ทั้งเรื่องการกระจายอำนาจ การกำหนดชะตากรรมตัวเอง พื้นที่การปกครองพิเศษ จนกระทั่งสูงสุดของเป้าหมายทางกระบวนการเองคือเรื่องเอกราช ควรเป็นเรื่องที่พูดคุยถกเถียงกันได้อย่างปลอดภัย”

‘รังสรรค์สังคมตื่นรู้ กระตุ้นการขบคิดของฅน’ เป็นแท็กไลน์ของสื่อท้องถิ่น ซึ่งการจัดงานฟอรัมนี้ไม่เพียงกระตุ้นผู้คนทั่วไป แต่ยังกระตุกให้หลายฝ่ายมองเห็นพื้นที่ปรึกษาสาธารณะ (Public Consultation) บนโต๊ะพูดคุยที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน 

“เราพยายาม Process ข้อมูลทั้งหมดจากงาน ทั้งคำว่าการปกครองพิเศษ การปกครองตนเอง การบริหารทรัพยากรของตนเอง การมีอัตลักษณ์ผสมกับ 3 – 4 วัฒนธรรมเป็นของตัวเอง กระบวนการสันติภาพ ให้ทั้งสองฝ่ายรับไป และให้คนในพื้นที่รับไปพูดคุยต่อ เพื่อให้เกิดการถกเถียงในพื้นที่ ไปจนถึงสังคมภายนอก”

“ความขัดแย้งในภาคใต้ 18 ปี ใช้งบประมาณไป 3 แสนล้านกว่าบาท มันเยอะมากนะครับ ซึ่งการแก้ปัญหาก็ยังไม่บรรลุความสงบเสียทีเดียว ผมคิดว่าประเด็นเหล่านี้ควรต้องคุยกันในวงกว้างมาก ๆ เพราะว่ามันใหญ่โต กระทบกับมาตรา 1 ของรัฐธรรมนูญไทย (ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว จะแบ่งแยกมิได้) เป็นประเด็นที่สำคัญมาก ๆ ครับ” ซาฮารีอธิบายให้เห็นภาพชัดเจน

เสรีภาพแห่งความคิดเห็น

เอกราช เป็นคำที่มีน้ำหนักน่าตกใจ แต่อย่าเพิ่งตื่นตระหนก ลองจับคำนี้มาวางในที่สว่าง ทำความเข้าใจด้วยการรับฟังสิ่งที่หลายคนอาจไม่เคยได้ยิน หรือถูกปิดไม่ให้ได้ฟังมาก่อน

“คำว่าเอกราชไม่ได้เป็นเป้าหมายของแค่ขบวนการ BRN นะครับ มันเป็นอุดมคติของคนที่ถูกกดทับ ของคนที่มีอัตลักษณ์ที่แตกต่างจากรัฐที่ปกครองส่วนกลาง ในงานวิจัยหลายครั้ง กล่าวถึงโมเดลการปกครองประมาณ 8 โมเดล ตั้งแต่อยู่กับรัฐไทยตามปกติจนถึงแบบมีเอกราช เรารู้ว่ามีความต้องการแบบนี้ แต่มันถูกปิดไว้ ไม่ได้ถูกพูดคุยสาธารณะ” อันวาร์ชี้แจง “ร้านกาแฟ ร้านโรตี ร้านข้าวยำตามชุมชน ควรมีการพูดกันได้ว่าโมเดลไหนที่ตอบโจทย์สันติภาพที่ยั่งยืนของพื้นที่ ตอบโจทย์การพัฒนาพื้นที่ ตอบโจทย์การศึกษา เศรษฐกิจ ทุก ๆ เรื่องในพื้นที่ สมมติว่าถ้าต้องการเอกราชเราต้องทำยังไง รัฐบาลเอกราชหลังจากนี้ต้องเป็นยังไง เราจะอยู่แบบไหน ภาษีจะบริหารยังไง มันต้องเป็นเรื่องปกติ”

The Motive สื่อออนไลน์ชายแดนใต้ นำเสนอเรื่องราวมลายูให้ทั่วไทยมองเห็นปลายด้ามขวาน

สิ่งสำคัญที่พวกเขามองเห็นว่าน่าจะช่วยผ่อนหนักเป็นเบาได้คือการทำประชามติ ทำความเข้าใจความต้องการแท้จริงของคนในพื้นที่ว่าพอใจกับอะไร ซึ่งความรู้สึกถึงชนชาติอันแตกต่างจากประเทศไม่ใช่เรื่องแปลก มีกรณีศึกษามากมาย อย่างเขตปกครองตนเองในมินดาเนามุสลิม บนเกาะมินดาเนา ประเทศฟิลลิปปินส์ หรือประเทศสกอตแลนด์ที่เป็นส่วนหนึ่งของสหราชอาณาจักร ไปจนถึงแคว้นประเทศบาสก์และแคว้นกาตาลุญญา ประเทศสเปน ซึ่งแต่ละพื้นที่ผ่านทั้งเหตุการณ์ความรุนแรงและการต่อสู้โดยสันติวิธี

“ผมเคยไปโอกินาว่า มีคนที่บอกว่าเขาไม่ใช่คนญี่ปุ่น มีกลุ่มที่ประกาศตัวว่าต้องการเอกราชของโอกินาว่า แล้วก็มีกลุ่มที่ฝักใฝ่แนวคิดคอมมิวนิสต์ คือกฎหมายเขาเปิดกว้าง คุยกันได้ทุกเรื่อง ซึ่งของเรามันยังไม่พัฒนาถึงขั้นนั้น กระบวนการต่าง ๆ คงอีกยาวไกล แต่เราอยากให้ประชาชนมีส่วนร่วมตัดสินใจ ไม่ว่าอนาคตอยากให้บ้านเป็นแบบไหนก็ตาม” อันวาร์เอ่ย

“The Motive เป็นสื่อที่เลือกข้างประชาชน ซึ่งประชาชนจะบอกอะไร เราเพียงแค่เอาไมค์ไปจ่อปากเขา หรือเขียนเรื่องราวนำเสนอผ่านเรา จะเป็นเรื่องของรัฐหรือของขบวนการ BRN เราก็สะท้อนความคิดความต้องการของคนออกไป เป็นสื่อท้องถิ่น สื่อทางเลือกที่ต้องการสื่อสารทั้งกับคนในและคนนอก และเปิดพื้นที่สำหรับคนที่อยากพูด แต่ไม่กล้าพูด”

ซาฮารีเสริมต่อ “เราพยายามไม่นำเสนอแค่เพียงปรากฏการณ์เหมือนสื่อหลัก แต่เราอยากนำเสนอเชิงลึกว่าปรากฏการณ์นั้นเกิดขึ้นมายังไง มีเงื่อนไขอะไร ให้คนเข้าใจพื้นที่นี้มากขึ้น ไม่ใช่เพียงแค่ผิวเผิน ถ้าทุก ๆ ภาคส่วนเข้าใจประเด็น 3 จังหวัดจริง ๆ ทิศทางการหาทางออกในทางการเมืองจะเป็นมาตรฐานสากลมากขึ้น

“การที่เราทำสื่อในพื้นที่ความขัดแย้ง แน่นอนมันหนีไม่พ้นเรื่องของการถูกมองว่าเป็นกระบอกเสียงให้กับฝ่ายตรงข้ามรัฐหรือเปล่า ในฐานะที่ผมทำงานด้านสื่อมาสิบกว่าปีในพื้นที่ ไม่ใช่ว่าผมไม่เคยโดนนะครับ ผมก็เคยถูกเชิญตัวจากกฎอัยการศึกไปเข้าค่ายทหาร อันวาร์เองก็ถูกคดีความอยู่ในเรือนจำมา 5 – 6 ปีเราได้รับผลกระทบมาจากสถานการณ์ความขัดแย้งด้วย ไม่ใช่ว่าทำงานราบรื่นแบบสายลม แสงแดด ไม่ใช่ครับ เราถูกติดตามจากฝ่ายความมั่นคง ถูกเรียกกินกาแฟปรับทัศนคติอะไรพวกนี้ก็หลายครั้ง 

“แต่ถ้าคนที่ทำงานสื่อไม่กล้าที่จะคิดอะไรนอกกรอบ ไม่กล้าส่งเสียง แล้วชาวบ้านไม่ยิ่งกว่าเหรอครับ เราก็คิดกันอย่างนี้ เราก็ต้องกล้ายกเพดานในสิ่งที่ทุกคนเขาหวาดกลัวให้มันออกมาสู่ Public เพราะถ้าการไม่กล้าพูดในที่แจ้ง รัฐก็จะได้ยินแต่เสียงที่เขาอยากฟัง เสียงที่ไม่ได้ยินเหล่านี้แหละที่ทำสิ่งที่รัฐไม่คาดคิด เช่น ความรุนแรง ความไม่สงบก็ระเบิดออกมา ซึ่งทางออกทางการเมืองที่จะคุยกันเรื่องใหญ่ ๆ เนี่ย ผมคิดว่าก็คุยกันด้วยแนวทางสันติวิธีได้ โดยไม่ต้องใช้กองกำลังหรือความรุนแรง

“เราอาจจะเป็นเฟืองเล็ก ๆ จิ๊กซอว์เล็ก ๆ ที่เริ่มต้นทำให้เห็นภาพ 3 จังหวัดในอีกมุม”

The Motive สื่อออนไลน์ชายแดนใต้ นำเสนอเรื่องราวมลายูให้ทั่วไทยมองเห็นปลายด้ามขวาน

ความขัดแย้งที่เข้มข้น

“พอจะอธิบายให้คนนอก มันอธิบายยากมาก ๆ คนไม่ค่อยจะเข้าใจตรงนี้ครับ” อันวาร์เกริ่น 

“คนไทยส่วนใหญ่เข้าใจว่าความขัดแย้งที่นี่เกิดขึ้นมา 18 ปีแล้ว แต่สำหรับคนมลายูที่อยู่ในพื้นที่ เรามีเรื่องเล่าของตัวเองที่ผูกกับประวัติศาสตร์ 200 กว่าปี แรงขับแรกของชาวมลายูเมื่อ 200 ปีที่แล้วคือตกเป็นเมืองขึ้นของสยามในสมัยรัชกาลที่ 1 ประมาณปี 1785 เป็นครั้งแรกที่พ่ายแพ้ต่อรัตนโกสินทร์ ตกเป็นเมืองขึ้น พอสมัยรัชกาลที่ 2 มลายูก็ถูกแบ่งเป็น 7 หัวเมือง และต่อมาปี 1902 ซึ่งอยู่ช่วงรัชกาลที่ 5 ก็ยกเลิกหัวเมือง เพื่อสลายอำนาจของเจ้าเมืองสมัยนั้น” เขาเล่าประวัติศาสตร์ความขัดแย้งฉบับย่อ

หลังจากนั้นการต่อสู้ยังดำเนินต่อมาในกลุ่มผู้นำศาสนา นักการเมืองท้องถิ่น และประชาชน ทั้งการต่อสู้ในสภา จนถึงขบวนการใต้ดิน

สื่อท้องถิ่นเล็ก ๆ จากชายแดนใต้ ตั้งใจรังสรรค์สังคมตื่นรู้ กระตุ้นการขบคิดของฅน เพื่อเปลี่ยนแปลงท้องถิ่นให้ดีขึ้น

“ความเป็นมาที่สะสมเข้มข้นนี้ไม่เคยจางหายไป ต่อสู้มาทุกรุ่นจนถึงสมัยปัจจุบันที่ก่อเกิดเป็นภาคประชาสังคม NGO ต่อสู้แบบสมัยใหม่กับประเด็นเศรษฐกิจ การละเมิดสิทธิ์

“เบ้าหลอมชุมชนมลายูยังอยู่ เรามี Narrative ของตัวเอง เราเป็นคนไทยเมื่อเข้าไปเรียนประถม มัธยม แต่กลับมาอยู่บ้านพูดภาษามลายู เรียนรู้เรื่องเล่าของกษัตริย์ 18 องค์จนถึงปาตานีล่มสลาย

“การเรียกร้องตลอดมาของมลายูต่อรัฐไทยคือการยอมรับอัตลักษณ์ความเป็นมลายูอย่างเป็นรูปธรรมและจริงใจ คนในพื้นที่รู้สึกว่าถูกกดขี่ทางด้านเศรษฐกิจ ยังมีคนถูกซ้อมทรมาน โครงการพัฒนาหลาย ๆ โครงการก็ไม่มีเสียงของประชาชนอยู่ในนั้นเลย อะไรแบบนี้ทำให้เราไม่อินกับหลายอย่าง เวลาทีมชาติไทยเตะกับมาเลย์ เราก็ไม่เชียร์ไทย” เขายอมรับตรง ๆ 

ซาฮารีเอ่ยถึงความตั้งใจในภาพรวม

“เราอยากให้คนไทยภูมิภาคอื่น ๆ เข้าใจว่าเราอยู่ภายใต้โครงสร้างเดียวกัน คนภาคเหนือเขาก็มีประวัติศาสตร์ อัตลักษณ์ตัวตนล้านนาของเขา คนอีสานก็มีชาติพันธุ์ มีเรื่องราวของตัวเอง อย่าง The Isaan Record พยายามนำเสนอเรื่องราวที่เป็นประวัติศาสตร์ชุมชน มีประวัติศาสตร์เรื่องกบฏผีบุญ ก็ไม่ต่างจากคนชาติพันธุ์มลายูที่พยายามจะชูอัตลักษณ์ของตัวเองขึ้นมา 

“เราต้องรู้จักกัน ดีกว่าเราเกลียดกันทั้งที่ยังไม่รู้จัก วาทกรรมที่บอกว่าคนใต้ใจดำ คนอีสานใจง่าย คนเหนือใจง่าย มันเป็นวาทกรรมที่แยกเราออกจากกัน โครงสร้างความเป็นไทยเดียวนั้นกดทับครอบทุกภูมิภาค ก็พยายามสื่อสารออกไปว่าไม่ใช่เพียงแค่ 3 จังหวัดนะ เรามีปัญหาเหมือน ๆ กัน ถ้าสื่อสารได้ มันจะทำให้เราเข้าใจกันและกันมากขึ้น ยังมีปัญหา มีประเด็นอีกเยอะมากที่จะต้องหาทางออกร่วมกัน” 

สังคมยุคใหม่

กัญชาเสรี สุราท้องถิ่น หรือการสมรสเท่าเทียม เป็นตัวอย่างประเด็นร้อนในสังคมปัจจุบัน ที่ขัดกับความเชื่อดั้งเดิมของชุมชนมุสลิม นับเป็นอีกความซับซ้อนที่ตัวแทน The Motive ทั้งคู่ยอมรับว่ายังเป็นข้อถกเถียงใหญ่ที่ยังไม่อาจหาบทสรุป 

“เราจัดรายการคุยเรื่องเหล่านี้เหมือนกัน ฟีดแบ็กก็มีทั้งด้านบวกและลบ หลายคนก็มองว่าแปลก ๆ นะ เป็นมุสลิม ทำไมต้องคุยประเด็นเหล่านี้ แต่ในเมื่อส่วนกลางกำลังพยายามขยับ ในสภาเขาก็คุยเรื่องนี้อยู่ เราก็หนีไม่พ้นหรอก ยังไงก็ส่งผลต่อพื้นที่ โจทย์ของเราคือแล้วเราจะอยู่ยังไงต่อ” อันวาร์กล่าว

ในฐานะศาสนิกชน พวกเขาอธิบายว่าหลักศาสนาอิสลามหลายอย่างแตกต่างจากโลกเสรีมาก แต่ความเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ 

“ว่ากันตรง ๆ พื้นที่นี้ยังมีความเป็น Conservative สูงมากในภูมิภาคอาเซียน ยึดตามหลักคำสอนทางศาสนาเคร่งครัด แต่ไม่ใช่ว่าตัวสังคมหรือชุมชนมุสลิมจะไม่คิดอยากเปลี่ยนแปลงอะไรเลย แต่ว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นต้องค่อย ๆ พูดคุย ค่อย ๆ ทำความเข้าใจ ให้คนตกผลึกจริง ๆ ต่อสังคมโลกในปัจจุบัน ซึ่งต้องใช้เวลา” ซาฮารีอธิบายอย่างใจเย็น

สื่อท้องถิ่นเล็ก ๆ จากชายแดนใต้ ตั้งใจรังสรรค์สังคมตื่นรู้ กระตุ้นการขบคิดของฅน เพื่อเปลี่ยนแปลงท้องถิ่นให้ดีขึ้น

“The Motive พยายามสร้างพื้นที่พูดคุยตรงนี้ ผมคิดว่าอาจจะยังมีคนไม่เข้าใจอีกเยอะ เราก็ต้องค่อย ๆ สร้างวัฒนธรรมของการวิพากษ์ ของการพูดคุย ของการนำเสนอที่มีวุฒิภาวะ ถึงแม้ว่าเป็นความเห็นที่เราไม่เห็นด้วย เราก็ต้องคุยกัน ต้องเอามากางแล้วก็คุยกันว่าเราไม่เห็นด้วยเพราะอะไร คนที่เห็นด้วย เขาใช้หลักการอะไร คิดว่ามันไม่ใช่เรื่องยากเกินไปที่จะพูดคุยกันได้ เพียงแต่ว่าผมคิดว่ามันต้องใช้เวลา ค่อย ๆ นวด ค่อย ๆ ทำให้ประเด็นมันนูนขึ้นมานะครับ”

ไปซ้ายก็โดนว่า ขวาก็โดนตำหนิ แล้วสื่อท้องถิ่นในพื้นที่มุสลิมจะวางตัวอย่างไรในยุคสมัยนี้ 

“ประเด็นที่อ่อนไหว พูดไปยังไงก็ไม่มีทางเพอร์เฟ็กต์สำหรับทุกคน แต่เรากล้าเผชิญกับมันไหม ถ้าเราหนีไม่แตะ ไม่นำเสนอ ไปเสนอเรื่องอื่น เราคงนิยามตัวเองว่าสำนักคอนเทนต์ที่สื่อสารกับคนรุ่นใหม่ไม่ได้”  

อันวาร์เสริมต่อ

“ในมุมการเมือง The Motive จะไม่ Conservative แล้วก็ไม่ได้ Progressive อะไรมาก เพราะถ้าเราไปสุดข้างใดข้างหนึ่ง อีกข้างจะไม่มาหาเราทันที ในมุมที่คุยศาสนาก็ประมาณนี้ เราอยากให้คนทั้งสองฝั่งมีจุดที่เข้าใจร่วมกัน เพราะสังคมความเป็นจริงก็เป็นแบบนี้ เด็กที่อยู่เอกชน โรงเรียนปอเนาะ เขาก็มีจุดยืนแข็งแบบเขา เด็กที่โตมาในโรงเรียนสามัญ จบมัธยม ออกไปต่อมหาลัยข้างนอก เขาก็เอาแนวคิดข้างนอกมา ซึ่งทั้งสองก็เป็นคนปัตตานีเหมือนกัน แต่คิดต่างกัน ก็ต้องมีพื้นที่มานั่งคุย มานั่งถก ไม่ใช่เพื่อชนะหรือว่าแพ้ แต่ต้องดีไซน์พื้นที่อนาคตปัตตานีว่าเป็นยังไง 

“โดยเฉพาะอัตลักษณ์ ไม่ใช่แค่มลายูเท่านั้นที่มีสิทธิ์เยอะกว่าคนไทย คนจีน ทุกคนต้องมีสิทธิ์เท่าเทียมกัน ถึงแม้จำนวนคนไทยและคนจีนจะมีน้อยกว่า แต่สิทธิพื้นฐานต้องเท่าเทียมกัน”

สื่อท้องถิ่นเล็ก ๆ จากชายแดนใต้ ตั้งใจรังสรรค์สังคมตื่นรู้ กระตุ้นการขบคิดของฅน เพื่อเปลี่ยนแปลงท้องถิ่นให้ดีขึ้น

อนาคตสื่อชายแดนใต้

ความตั้งใจของสื่อท้องถิ่นคือการหาโมเดลบริษัทให้ The Motive ไปต่อได้อย่างยั่งยืน ไม่ใช่เพียงสื่ออาสาเช่นปัจจุบัน เพื่อจะได้พัฒนาทั้งทักษะการทำงานสื่อของคนในท้องที่ ไม่ว่างาน IT กราฟิก ถ่ายภาพ ตัดต่อ และโจทย์สำคัญคือการสร้างเนื้อหาคอนเทนต์ที่ตอบโจทย์สังคมภายนอก 

“ผมว่าประเด็นในสามจังหวัดน่าสนใจตรงที่ไม่ว่าจะแตะตรงไหน ก็เป็นเงื่อนไขหมด เพราะมันเป็นพื้นที่ที่ถูกลืมมานานมาก เราขาดคนที่ทำงานด้านประเด็น คอนเทนต์เป็นจุดอ่อนของเรามาตลอด ส่วนหนึ่งเพราะเวลาเราคิดในหัว จะคิดเป็นมลายูก่อน แล้วแปรออกมาเป็นคอนเทนต์ที่ทำให้คนไทยเข้าใจ ความซับซ้อนต่างจากคนที่เคยผ่านการเทรนจากส่วนกลาง คนในสามจังหวัดเคยไปฝึกงานกับประชาไท หรือ Voice TV ก็คิดคอนเทนต์ต่างกัน แต่เราอยู่ในพื้นที่มาตลอด เป็นสิ่งที่ท้าทายสำหรับเราที่จะทำคอนเทนต์ให้น่าสนใจ” 

“ว่ากันตามตรง เราไม่ได้ทำ The Motive เป็นงานหลัก เราไม่ได้มีเงินเดือน ตัวผมเองทำงานดูแลเรื่องฮาลาลในคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดปัตตานี แต่ในอีกด้านหนึ่งมาทำสื่อ หลาย ๆ คนก็เป็นแบบนี้ เราทำงานสื่อเพราะเสียดายหากองค์ความรู้ หรือทักษะด้านการสื่อสารมันจะหายไป ซึ่งไม่ว่าจะมีคนสนใจหรือประสบความสำเร็จหรือไม่ แต่อย่างน้อย เราก็มีจุดเริ่มต้นที่เป็นรูปธรรมให้คนได้เห็นว่ามีสื่อประเภทนี้อยู่ในพื้นที่” บรรณาธิการเนื้อหาเอ่ยตรงไปตรงมา

“เราต้องเรียนรู้ว่าสื่อกรุงเทพฯ เขาสนใจประเด็นอะไร อนาคตเราอาจจะต้องมีคนที่เป็นคนจากส่วนกลางมาร่วมทีมด้วย เราอยากจะร่วมมือกับมหาวิทยาลัย ให้ส่งนักศึกษามาฝึกงานเพื่อพัฒนาทักษะของเขา แล้วอนาคตเขาอาจจะเป็นทีมของ The Motive ก็ได้” บรรณาธิการประสานงานมองอนาคต

“ส่วน Scenario Patani จะจัดอีกไหม ก็คุยกับคนในทีมอยู่ส่วนหนึ่งว่าถ้าในพื้นที่ยังไม่มีอะไร เราจะทำในสิ่งที่ใหม่เสมอ” ซาฮารีตบท้าย

สื่อท้องถิ่นเล็ก ๆ จากชายแดนใต้ ตั้งใจรังสรรค์สังคมตื่นรู้ กระตุ้นการขบคิดของฅน เพื่อเปลี่ยนแปลงท้องถิ่นให้ดีขึ้น

ภาพ : The Motive

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load