หากให้คุณลองอธิบายแนวคิดเรื่องประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน ภัยพิบัติ หรือแม้แต่ระบบหนี้อย่างง่ายๆ ให้ชาวบ้านในต่างจังหวัด หรือเด็กน้อยที่ยังไม่รู้ประสาฟัง คุณจะทำอย่างไร

สำหรับ รัตติกร วุฒิกร เธอเลือกสื่อสารเรื่องเหล่านี้ผ่าน ‘เกม’

รัตติกรคือนักออกแบบผู้ก่อตั้ง Club Creative บริษัทออกแบบและผลิตของเล่นเพื่อสังคมที่มีหนึ่งในผลงานคือเกมซึ่งสื่อสารเรื่องเพื่อสังคมกับคนหลากประเภท

เธอริเริ่มทำสิ่งนี้ตั้งแต่เมื่อกว่า 10 ปีที่แล้ว หรือเรียกได้ว่าก่อนยุคที่คนจะคุ้นเคยและนิยมเล่นเกมอย่างบอร์ดเกม บริษัทของเธอสร้างเกมมาแล้วกว่า 100 เกม ได้รับรางวัลด้านของเล่นทั้งในไทยและนานาชาตินับไม่ถ้วน เช่น รางวัล Toy Innovation Award ปี 2006 จากประเทศเยอรมนี และ Gold Award จาก The Good Toy Guide BBC – Toy Box Magazine ประเทศอังกฤษ ขณะที่ตัวผู้ก่อตั้งก็เป็นที่รู้จักในวงกว้าง ยกตัวอย่างเมื่อปีที่ผ่านมา รัตติกรเพิ่งได้ก้าวขึ้นเวทีเพื่อเล่าเรื่องสิ่งที่ทำในฐานะสปีกเกอร์ของ TEDxChiangmai

เรื่องเพื่อสังคมไม่ใช่ของย่อยง่าย อะไรทำให้นักออกแบบคนนี้สนใจถ่ายทอดมันสู่ผู้คน และเธอมีวิธีหีบห่อของย่อยยากนี้อย่างไร

ในวาระที่รัตติกรร่วมมือกับแบรนด์รถจักรยานยนต์ฮอนด้า และ TK Park ออกแบบเกมล่าสุดเพื่อสื่อสารเรื่องพระราชกรณียกิจของรัชกาลที่ 9 ในชื่อ เกม ‘นักพัฒนาความสุข’ เราชวนเธอมานั่งลงพูดคุย

รัตติกร วุฒิกร

ย้อนไปในอดีต รัตติกรเคยทำงานออกแบบของเล่นเด็กในบริษัทของเล่น จนเมื่อมีโอกาสได้เข้าร่วมเวิร์กช็อปออกแบบของเล่นเพื่อผู้พิการทางสายตาของ UNESCO มุมมองต่อการทำงานออกแบบของเธอก็เปลี่ยนไป

“ตอนอยู่ในบริษัท เราอยากทำของที่ขายได้ อยากได้รางวัล แต่ที่จริงแล้ว การทำเพื่อสังคมต่างหากคือหน้าที่ของนักออกแบบ” รัตติกรบอก

เมื่อค้นพบคุณค่าในงาน รัตติกรจึงเกิดแรงบันดาลใจลาออกมาตั้งบริษัทออกแบบและผลิตของเล่น

ทำของเล่นที่ดี เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และทำเพื่อเด็กเป็นหลัก คือความตั้งใจของบริษัทแห่งนี้

นักพัฒนาความสุข

หนึ่งในผลงานที่รัตติกรภูมิใจมากคือ Table Game หรือเกมที่ชวนคนมานั่งโต๊ะเล่นร่วมกัน จะเป็นเกมกระดาน เกมการ์ด หรือเกมโยนลูกเต๋า ก็มีทั้งนั้น และในแต่ละเกมกลุ่มเป้าหมายก็แตกต่างไปด้วย มีตั้งแต่เกมเพื่อเด็กเล็กจนถึงชาวบ้านในชุมชน

แน่นอนว่าทุกเกมล้วนสนุก แต่จุดร่วมที่มากกว่านั้นคือ ‘ความสามารถในการสื่อสาร’ หรือการที่เกมเป็นเครื่องมือช่วยหาคำตอบให้แก่บางคำถาม และช่วยสร้างบทสนทนาระหว่างผู้เล่นที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลง

เด็กประถมจึงใช้เกมของรัตติกรพัฒนาทักษะและสร้างความเข้าใจในเรื่องต่างๆ ได้ ขณะที่ชาวชุมชนก็ใช้เครื่องมือนี้จุดประกายการแลกเปลี่ยนความคิด เช่น ครั้งหนึ่งที่มีการนำเกมไปให้หมอกับชาวบ้านเล่น เมื่อเกมเริ่ม ความเป็นหมอกับคนไข้ก็สลายหายไป เหลือเพียงความเป็นผู้เล่น ทำให้พวกเขาได้แลกเปลี่ยนความรู้และถกเถียงประเด็นต่างๆ ในชุมชนอย่างเปิดอกเป็นครั้งแรก

“เกมคล้ายกับหนังสือ แต่จะมีอีกมิติหนึ่งที่หนังสือให้ไม่ได้ นั่นคือ ความมีชีวิต เพราะประสบการณ์ของแต่ละคนที่เล่นในแต่ละวงไม่เหมือนกัน บรรยากาศการเล่นทุกครั้งก็ไม่เหมือนกัน” นักออกแบบเกมอธิบายเปรียบเทียบ

รัตติกร วุฒิกร

อย่างไรก็ตาม งานที่เธอได้นั้นมีความยากที่ต่างจากบริษัทผลิตเกมอื่นๆ เพราะโจทย์ที่ได้มักเป็นการให้ช่วยย่อยเรื่องเข้าใจยากแล้วถ่ายทอดออกมาผ่านเกม ทำให้ต้องมีการศึกษาข้อมูลแต่ละประเด็นอย่างหนักก่อนมาถึงขั้นตอนออกแบบและผลิต ชนิดที่ใช้เวลาเฉลี่ย 1 ปี ต่อ 1 เกม

ไม่ใช่แค่ต้องศึกษาข้อมูลจนเป๊ะ แต่กระบวนการออกแบบก็ต้องอาศัยการพลิกแพลงและความคิดสร้างสรรค์

รัตติกรยกตัวอย่าง  ‘The Choice’ หรือเกมกระดานที่ทำให้กระทรวงยุติธรรม โดยมีโจทย์คือถ่ายทอดเรื่องยากอย่างกฎหมายเกี่ยวกับหนี้และการระวังไม่ให้ถูกเอาเปรียบเรื่องการเงิน รัตติกรมองว่าในครั้งนี้เกมควรมีหน้าที่เป็นโลกจำลองให้ฝึกใช้จ่ายเงิน จึงเกิดเป็น The Choice ซึ่งมีสถานการณ์มาให้ผู้เล่นต้องตัดสินใจโยกย้ายเงินของตัวเองไปทำกิจกรรมอย่างการฝากเงินและการใช้จ่าย ที่พิเศษคือสถานการณ์เหล่านี้ล้วนมาจากเรื่องราวซ้ำๆ ซึ่งรัตติกรได้รับฟังมาจากเหล่าชาวบ้าน เมื่อนำไปใช้เล่นกับคนที่ประสบปัญหาเหล่านี้อยู่แล้ว จึงทำให้พวกเขาได้เข้าใจและฝึกฝนวิธีการบริหารเงินอย่างชาญฉลาดเพื่อใช้ในชีวิตจริง

รัตติกร วุฒิกร

อีกตัวอย่างที่น่าสนใจคือ เกมเกี่ยวกับการเอาตัวรอดเมื่อเกิดภัยพิบัติซึ่งรัตติกรออกแบบร่วมกับหน่วยงานของญี่ปุ่น เกมนี้ถูกไปเล่นทั่วเอเชีย แต่ความท้าทายคือแต่ละประเทศก็ล้วนมีเงื่อนไขที่ทำให้วิธีเอาตัวรอดต่างกันไป สิ่งที่รัตติกรทำจึงคือการไปช่วยออกแบบเกมใหม่ร่วมกับคนในแต่ละพื้นที่ เช่น ที่เนปาล เด็กๆ เคยถูกสอนว่าแผ่นดินไหวต้องหลบใต้โต๊ะ แต่สิ่งก่อสร้างของเนปาลมักไม่แข็งแรง ทำให้เด็กหลายคนที่อยู่ในที่โล่งแจ้งและปลอดภัยแล้วแต่เลือกวิ่งกลับไปหลบใต้โต๊ะต้องถูกบ้านถล่มทับ เกมจึงต้องถูกปรับใหม่ให้เหมาะสม

และล่าสุด รัตติกรก็ได้แสดงฝีมือร่วมสร้างเกมกับแบรนด์รถจักรยานยนต์ฮอนด้า และ TK Park

ชื่อของเกมนี้คือ ‘นักพัฒนาความสุข’

โจทย์ที่ได้มาคือ เด็กรุ่นใหม่อาจไม่รู้ว่าทำไมตอนรัชกาลที่ 9 สวรรคต พ่อแม่ถึงร้องไห้ ไม่รู้ว่าพระองค์ทรงงานอะไร รถจักรยานยนต์ฮอนด้าจึงอยากสื่อสารจุดนี้ เพื่อให้ผลงานของพระองค์เป็นแรงบันดาลใจให้เด็กๆ” รัตติกรเล่าถึงจุดเริ่มต้น

เกมนักพัฒนาความสุข

นักพัฒนาความสุข

จากโจทย์ที่ได้รับ นักออกแบบเกมเพื่อสังคมลงมือค้นคว้า ออกแบบ และนำเกมไปให้เด็กทดลองเล่นจริง ก่อนจะแก้ครั้งแล้วครั้งเล่าเป็นเวลากว่า 6 เดือน จึงได้ผลลัพธ์เป็น ‘นักพัฒนาความสุข’ เกมสื่อสารเรื่องพระราชกรณียกิจของรัชกาลที่ 9 หน้าตาน่ารักที่เป็น Family Game หรือเกมที่เน้นให้เด็กระดับชั้นประถมศึกษาตอนปลายเล่น โดยมีผู้ปกครองร่วมเล่นและช่วยให้คำแนะนำ คุณสมบัติของเกมนี้ช่วยให้เด็กฝึกทักษะเรื่องความจำ และอีกสิ่งที่สำคัญมากคือ ‘การแบ่งปัน’

วิธีเล่นคือ ให้ผู้เล่น 4 คนแบ่งกันแก้ปัญหาใน 4 พื้นที่บนกระดานเกมคือป่า น้ำ เมือง และพื้นที่เกษตรกรรม ด้วยโครงการในพระราชดำริต่างๆ ผ่านการทอยลูกเต๋าและเดินหมาก เช่น หากเดินไปตกที่ช่อง ‘โครงการแก้มลิง’ ก็ต้องหาการ์ดแก้มลิงซึ่งคว่ำอยู่มาวางให้ตรงช่องนั้น แล้วนำวิธีการแก้ปัญหาแบบแก้มลิงไปแก้ให้เหมาะกับพื้นที่

เกมนักพัฒนาความสุข

นักพัฒนาความสุข

แต่ระหว่างนั้นจะมีอุปสรรคมาเพิ่มความท้าทายคือ กระดานแผ่นเล็กที่ใช้ควบคู่กันซึ่งเรียกว่า ‘ศูนย์การเรียนรู้’ โดยหากใครทอยลูกเต๋าได้รูปคนแทนตัวเลขจะต้องหยิบตัวหมากรูปคนซึ่งมีวางไว้ 9 ตัวที่กระดานนี้ออกไป 1 ตัว เมื่อไหร่คนออกนอกศูนย์ฯ หมด จะถือว่าหมดเวลาเล่นเกม เด็กๆ จึงไม่ได้แข่งกันเพื่อผลแพ้ชนะ แต่เรียนรู้เรื่องการให้อย่างเป็นธรรมชาติเมื่อต้องช่วยกันเพื่อแก้ปัญหาจนครบให้ทันเวลา นอกจากนี้ ในเกมยังมีชิ้นส่วนน่ารักอย่างคน บ้าน และต้นไม้ ให้เด็กๆ วางตกแต่งเกมได้เหมือนการเล่นสร้างเมือง แต่ทีมของรัตติกรได้ออกแบบช่อง ‘มุมแบ่งปัน’ ขึ้น และตั้งกฎว่าใครที่เดินไปตกมุมนี้จะต้องแบ่งให้เพื่อนนำชิ้นส่วนไปแต่งกระดานแทน เป็นอีกวิธีที่สอนให้เด็กหัดแบ่งปันอย่างแนบเนียน

เกมนักพัฒนาความสุข

นักพัฒนาความสุข

นับเป็นอีกผลงานที่สะท้อนถึงจุดประสงค์หลักของรัตติกรในการออกแบบเกม นั่นคือการพาหัวใจของเกมไปไกลกว่าแค่ความสนุก

เป็นสิ่งที่เธอเชื่อมั่นนับแต่วันแรกที่คนยังไม่คุ้นกับของเล่นที่ไม่ได้มีแค่ความบันเทิง จนถึงวันที่หลากหลายองค์กรเห็นผลสัมฤทธิ์ของสิ่งที่เธอทำ แล้วให้การสนับสนุนบอกต่อจนกลายเป็นที่รู้จักกว้างขวาง

“เป้าหมายของเกมที่เราทำขึ้นไม่ใช่แค่ต้องสนุกเพื่อให้ขายได้เยอะๆ แต่ต้องทำหน้าสื่อสารเรื่องราว ให้คนที่เอาเกมไปใช้รู้สึกดีและคนที่เล่นเกมได้อะไรกลับไป” รัตติกรกล่าวทิ้งท้าย

 

*ตอนนี้ทางรถจักรยานยนต์ฮอนด้าได้แจกเกม ‘นักพัฒนาความสุข’ ฝีมือรัตติกรให้คนทั่วไปแล้วกว่า 1,000 เซ็ต ใครอยากให้เด็กๆ ได้ลองเล่นเกมนี้ แวะไปที่ฮอนด้า วิงเซ็นเตอร์ทั่วประเทศได้เลย

 

Writer

อลิษา ลิ้มไพบูลย์

นักอยากเขียนผู้เรียนปรัชญาเพื่อเยียวยาอาการคิดมาก เวลาว่างใช้ไปกับการร้องคอรัสเล่นๆ แบบจริงจัง และดูหนังอย่างจริงจังไปเล่นๆ

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

ผมเจอ อาจารย์สมบัติ ไตรศรีศิลป์ ครั้งแรกในงานประชุมเสวนาเพื่อขับเคลื่อนเชียงใหม่สู่เมืองสุขภาพ วันนั้นอาจารย์คลุมสูททางการดำสนิท เรียบง่าย สุภาพ ทว่าทุกครั้งที่มีจังหวะเปิดฟลอร์ให้แลกเปลี่ยนความเห็น อาจารย์จะยกมือขอไมค์ แล้วคลี่ไอเดียการชูภูมิปัญญาแพทย์แผนไทยเป็นจุดขาย สร้างจุดแข็ง เพื่อคว้าโอกาสจากตลาดคนรักสุขภาพอย่างหนักแน่นและร้อนแรง เช่นเดียวกับสีสันฉูดฉาดของเสื้อเชิ้ตตัวใน

ท่ามกลางเวทีที่ชวนมองนวัตกรรมและเทคโนโลยีการแพทย์สมัยใหม่ ทัศนะอันเป็นเหตุเป็นผลผสมหลักการทางวิทยาศาสตร์ของท่าน ทำให้ทุกคนต้องพินิจฟังอย่างตั้งอกตั้งใจ ขณะที่ผมเองก็นึกชื่นชมพลางสงสัยในความรอบรู้ ซึ่งดูตรงกันข้ามกับบุคลิกคุณลุงหมอพื้นบ้านทั่วไป จนกระทั่งถึงบางอ้อ เมื่อพบว่าชายท่านนี้มีชีวิต ความคิด และภารกิจที่น่าสนใจ

ประการแรก ตำแหน่ง ‘อาจารย์’ ที่หลายคนเรียกขาน มาจากภูมิหลังครั้งท่านเคยเป็นอาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สอนอยู่ร่วม 10 ปี

ประการที่สอง ท่านถูกเชิญมาร่วมงานนี้ในฐานะประธานสมาพันธ์การแพทย์แผนไทยล้านนา มีเป้าหมายรวบรวมองค์ความรู้ภูมิปัญญาของหมอพื้นบ้าน และสืบสานการแพทย์แผนไทยใน 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน

‘ปัญญาไทคลินิกการแพทย์แผนไทย’ คลินิกพื้นบ้านล้านนาที่ผลักดันการรักษาสุขภาพก่อนป่วย

ประการสุดท้าย ท่านเป็นผู้ก่อตั้ง ‘ปัญญาไทคลินิกการแพทย์แผนไทย’ ให้บริการนวดแผนไทยเพื่อรักษา ผสานการใช้ตำรับยาสมุนไพรพื้นบ้านและทักษะแพทย์แผนไทยประยุกต์ รวมถึงก่อตั้ง ‘โรงเรียนพัฒนาปัญญาไท’ สอนหลักสูตรแพทย์แผนไทยสาขาเวชกรรม เภสัชกรรม ผดุงครรภ์ นวดแผนไทย ผู้ช่วยแพทย์แผนไทย พร้อมถ่ายทอดความรู้ในการดูแลรักษาสุขภาพด้วยตนเอง โดยใช้ภูมิปัญญาและทรัพยากรท้องถิ่นบนปณิธานที่อยากสร้างความเชื่อมั่น เพราะเชื่อว่าทุกอย่างตามหลักแพทย์แผนไทยตอบคำถามในเชิงวิทยาศาสตร์ได้ 

ท่านไม่เพียงผลักดันแพทย์แผนไทยด้วยวิธีการต่าง ๆ ข้างต้น แต่ยังผุดไอเดียคัดสรรตำรับยาสมุนไพรพื้นบ้าน ‘ยาห้าราก’ เข้าสู่กระบวนการวิจัยพัฒนาและนวัตกรรมการผลิตรูปแบบสารสกัดสเปรย์ดราย (Spray Dry) รายแรกในไทย ซึ่งได้รับการรับรองผลิตภัณฑ์สมุนไพรตามมาตรฐานของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา อันเป็นประตูสู่การพลิกฟื้นคุณค่า เพิ่มมูลค่า ตลอดจนยกระดับศาสตร์แพทย์แผนไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล

นวดบันดาลใจ

ธรรมดาของคนเป็นลูกที่เติบโตมาในครอบครัวไม่ได้มั่งมี แต่ไม่ถึงกับจนกรอบ การศึกษาเป็นความหวังที่ช่วยเปลี่ยนชีวิตความเป็นอยู่ ครั้งสมัยเป็นเด็กหนุ่ม อาจารย์สมบัติก็คิดเช่นนี้ และด้วยความเพียรพยายาม นักเรียนหัวกะทิจากลำพูนจึงได้รับทุนศึกษาต่อในภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คว้าปริญญาใบที่ 2 ด้วยทุนปริญญาโท ภาควิชาชีวสถิติ คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ก่อนสบโอกาสกลับเชียงใหม่ เข้าบรรจุตำแหน่งอาจารย์มหาวิทยาลัยสอนอยู่ในคณะเดิม

อย่างไรก็ตาม ความมั่นคงยังไม่ใช่คำตอบ เนื่องจากรายได้ไม่เพียงพอดูแลครอบครัว เมื่อสอนครบ 10 ปี จึงตัดสินใจลาออกจากราชการ สรรหาทำสารพัดอาชีพ และไปได้ดีในงานตัวแทนขายประกัน กระทั่งวันหนึ่งใน พ.ศ. 2542 จู่ ๆ อาจารย์สมบัติก็มีอาการแขนขวาชาจนขยับไม่ได้ หมอวินิจฉัยว่าหมอนรองกระดูกคอทับเส้นประสาท มีทางเดียวคือต้องผ่าตัด ทว่าทางนั้นก็ไม่ใช่ทางที่ถูกเลือก

หลังปรึกษาแพทย์รุ่นน้อง อาจารย์ได้เข้ารับการรักษาด้วยวิธีกายภาพบำบัด เมื่ออาการเริ่มฟื้นจึงนึกบางอย่างได้และออกจากโรงพยาบาล เพื่อเดินทางกลับบ้านมาพบกับจุดเปลี่ยนสำคัญของชีวิต

‘ปัญญาไทคลินิกการแพทย์แผนไทย’ คลินิกพื้นบ้านล้านนาที่ผลักดันการรักษาสุขภาพก่อนป่วย

“ตอนนั้นคุณแม่ของผมอายุ 78 ปี แต่ร่างกายแข็งแรงมาก ตรวจสุขภาพประจำปีก็ปกติดีทุกอย่าง ผมเลยลองเอาเรื่องโรคนี้ไปปรึกษา ท่านก็เรียกหมอนวดในชุมชนมานวดรักษาให้ นวดวันละ 2 ชั่วโมง ผ่านไปเกือบสัปดาห์ ปรากฏว่าอาการดีขึ้นตามลำดับ นับตั้งแต่นั้น ผมจึงตัดสินใจว่าจะรักษาด้วยการนวดแผนไทย” อาจารย์หัวเราะก่อนเล่าต่อว่า ณ วันนั้น หากมีใครบอกว่ารู้จักหมอนวดฝีมือดีที่ไหนก็ตามไปรักษา กระทั่งในระยะเวลา 3 ปีโดยประมาณ ท่านผ่านมือหมอนวดมาร่วมกว่า 300 ชีวิต นวดจนอาการหายปลิดทิ้ง และมีสิ่งที่เพิ่มเติมเข้ามา นั่นคือแรงบันดาลใจ

“พอได้พิสูจน์กับตัวเองว่านวดแล้วดี เราก็เริ่มสนใจ ประกอบกับความสงสัยถึงความแตกต่างในการนวด เลยหาตำรามาศึกษาหลายเล่ม จนได้เจอกับตำราของ ศ.นพ.อวย เกตุสิงห์ แพทย์แผนปัจจุบันที่หันมาศึกษาด้านแพทย์แผนไทยหลังเกษียณ และเป็นผู้ก่อตั้ง ‘อายุรเวทวิทยาลัย (ชีวกโกมารภัจจ์)’ โรงเรียนสอนหลักสูตรแพทย์แผนไทยประยุกต์แห่งแรกของประเทศไทย ซึ่งองค์ความรู้จากท่านนี่แหละ จุดประกายให้เราอยากเรียนแพทย์แผนไทย”

อาจารย์สมบัติสมัครเรียนแพทย์แผนไทยกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ ในสาขาเวชกรรมและเภสัชกรรม เมื่อได้รับใบประกอบวิชาชีพ จึงริเริ่มเปิดคลินิกการแพทย์แผนไทย ในยุคสมัยที่คนยังเรียกติดปากกันว่าแพทย์แผนโบราณ และไม่ค่อยมีใครคิดทำเป็นเรื่องเป็นราว

‘ปัญญาไทคลินิกการแพทย์แผนไทย’ คลินิกพื้นบ้านล้านนาที่ผลักดันการรักษาสุขภาพก่อนป่วย

หมอเก่งสุดคือตัวเรา

เดิมชื่อ ‘ช่างหล่อคลินิกการแพทย์แผนไทย’ ตั้งตามทำเลบนถนนช่างหล่อ ริมคูเมืองฝั่งนอก ไม่ไกลจากตลาดประตูเชียงใหม่ ก่อนเปลี่ยนมาใช้ ‘ปัญญาไทคลินิกการแพทย์แผนไทย’ ชื่อใหม่ไฉไลกว่า แถมสะท้อนภาพลักษณ์ทั้ง ‘ปัญญา’ อันหมายถึงความเชื่อมั่นในภูมิปัญญาไทย และ ‘ไท’ อิสระในวิธีการดูแลรักษา เพื่ออิสรภาพของผู้คนที่จะได้พบความสุขสบาย หายเจ็บป่วย

แม้เน้นย้ำด้านการรักษาด้วยศาสตร์แพทย์แผนไทยคล้ายคลินิกประเภทเดียวกันทั่วไป แต่จุดเด่นของปัญญาไทคลินิก คือการนำทักษะแพทย์แผนไทยประยุกต์เข้ามาผสมผสาน โดยอาจารย์สมบัติขยายความว่า เพราะผู้ป่วยส่วนใหญ่มักเคยผ่านกระบวนการรักษาด้วยแพทย์แผนปัจจุบันมาก่อน ดังนั้น ที่นี่จึงมีทีมแพทย์แผนไทยประยุกต์ที่วิฉัยโรคจากผลแล็บต่าง ๆ ได้ อำนวยให้การรักษาแบบแพทย์แผนไทยมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้กระบวนการรักษาด้วยแพทย์แผนไทยของที่นี่ไม่ได้มีเพียงการนวด ประคบ หรืออบสมุนไพร ทว่ายังรวมถึงการให้ความรู้ควบคู่ใช้ยาสมุนไพรพื้นบ้าน

“ณ วันนี้นะครับ คนส่วนมากที่มาหาเราเป็นผู้มีปัญหาปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น ข้อต่อ และกระดูกเป็นหลัก เพราะคนมักสรุปเอาว่าแพทย์แผนไทยคือการนวด แผนกแพทย์แผนไทยในโรงพยาบาลชุมชนแทบทุกแห่งก็มีแค่นวดอย่างเดียว คนเลยมองคลินิกแพทย์แผนไทยไปในแนวทางนั้น และไม่ค่อยรู้จักยาสมุนไพร

‘ปัญญาไทคลินิกการแพทย์แผนไทย’ คลินิกพื้นบ้านล้านนาที่ผลักดันการรักษาสุขภาพก่อนป่วย
‘ปัญญาไทคลินิกการแพทย์แผนไทย’ คลินิกพื้นบ้านล้านนาที่ผลักดันการรักษาสุขภาพก่อนป่วย

“แต่เราได้ความรู้ว่า คนที่มีปัญหาปวดเมื่อยกล้ามเนื้อหรือเส้นเอ็นมักมีโรคอื่นร่วม เช่น นอนไม่หลับ ขับถ่ายยาก ทำให้หลายคนนวดเสร็จแล้วกลับไปใช้ชีวิตปกติ 2 – 3 เดือนก็ปวดอีก เพราะการขับถ่ายของเสียไม่ดี ฉะนั้น เราจึงนำตำรับยาแพทย์แผนไทยเข้ามารักษาแบบผสมผสาน นวดแล้วให้ยาไปกินเพื่อดีท็อกซ์ พร้อมสอนเรื่องการกิน การดื่มน้ำ และการนอนหลับพักผ่อนอย่างเหมาะสม บางโรคไม่จำเป็นต้องนวดก็หาย เราจะให้ความรู้ในการใช้สมุนไพรพื้นบ้านดูแลรักษาอาการง่าย ๆ ด้วยตัวเอง”

กล่าวโดยสรุป อาจารย์บอกว่าโรคที่รักษาด้วยการนวดมีเพียง 30 เปอร์เซ็นต์ รักษาด้วยยามี 30 เปอร์เซ็นต์ แต่กว่า 70 เปอร์เซ็นต์ของโรคต้องรักษาควบคู่ทั้งการนวดและกินยา

“เพราะการนวดทำให้ระบบเลือดไหลเวียนไปฟื้นฟูอวัยวะ หากเรากินแค่ยาแล้วไม่ได้นวด ก็คงเหมือนปลูกต้นไม้ใส่ปุ๋ย รดน้ำ แต่ขาดการพรวนดิน”

อย่างไรก็ดี อาจารย์ยืนยันว่าการนวดและกินยาเป็นเพียงพระรอง ส่วนพระเอกคือ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน นอน และขับถ่าย อันเป็นการดูแลรักษาและแก้ปัญหาสุขภาพอย่างตรงจุด ตามความเชื่อว่า ‘หมอที่เก่งที่สุดในโลกคือตัวเราเอง’ กระนั้นยาสมุนไพรพื้นบ้านของที่นี่ก็เป็นอีกเรื่องที่น่าสนใจไม่น้อย คงต้องขอพูดถึงเสียหน่อย

‘ปัญญาไทคลินิกการแพทย์แผนไทย’ คลินิกพื้นบ้านล้านนาที่ผลักดันการรักษาสุขภาพก่อนป่วย

ตำรับยาพื้นบ้าน

“แล้วยาสมุนไพรของปัญญาไทคืออะไรเหรอครับ” ที่ต้องถามเช่นนี้เพราะหลงเข้าใจไปว่าคงหมายถึงยาผง ยาเม็ด จำพวกฟ้าทะลายโจร รางจืด ขมิ้นชัน กระชาย ทั้งหลายแหล่ ซึ่งอาจารย์ค้านว่า “ไม่ใช่” 

“ยาสมุนไพรในความหมายของปัญญาไท คือยาตำรับสมุนไพรจากภูมิปัญญาของหมอพื้นบ้านล้านนา และต้องไม่ใช่ยาสมุนไพรเดี่ยว” อาจารย์สมบัติตอบ “ยาฟ้าทะลายโจร กระชาย หรือขมิ้นชัน เป็นยาเดี่ยวทั้งนั้นเลย ซึ่งในตำราบอกว่า ไม่ควรกินสมุนไพรเดี่ยวเป็นยา แต่ควรใส่เป็นส่วนประกอบในอาหารกินดีกว่า เนื่องจากมีผลข้างเคียงต่อสุขภาพ ตรงกันข้ามหากเป็นยาในลักษณะของตำรับ มันมีตัวยาหลัก ตัวยารอง ตัวยาช่วยลดพิษหรือช่วยเสริมฤทธิ์ ซึ่งปลอดภัยและดีต่อร่างกายมากกว่า”

ปัจจุบันปัญญาไทคลินิกมีตำรับยาสมุนไพรพื้นบ้านกว่า 50 ตำรับ คัดสรรมาจากชุมชนต่าง ๆ ในพื้นที่ภาคเหนือตอนบนเป็นหลัก โดยทั้งหมดผ่านการตรวจสอบการปนเปื้อนของโลหะหนัก จุลินทรีย์เกินขนาด และสารสเตียรอยด์ จากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ก่อนนำมาให้บริการ ยกตัวอย่างเช่น ‘ยาถ่ายกระษัย’ จากสมอไทย ยาดำสำหรับผู้มีอาการขับถ่ายยากและปวดเมื่อยตามร่างกาย ‘ยาหอมแดงนพเก้า’ จากดอกมะลิ ดอกพิกุล ดอกบุนนาค เกสรบัวหลวง สำหรับผู้มีปัญหาปวดเมื่อยนอนไม่หลับ หรือ ‘ยาห้าราก’ ตำรับยาสมุนไพรตัวชูโรงของปัญญาไท

‘ปัญญาไทคลินิกการแพทย์แผนไทย’ คลินิกพื้นบ้านล้านนาที่ผลักดันการรักษาสุขภาพก่อนป่วย
‘ปัญญาไทคลินิกการแพทย์แผนไทย’ คลินิกพื้นบ้านล้านนาที่ผลักดันการรักษาสุขภาพก่อนป่วย

“ยาห้าราก หรือ เบญจโลกวิเชียร เป็นตำรับยาที่ได้มาจากการค้นคว้าคัมภีร์ตักศิลา ซึ่งเราพยายามปรุงแล้วนำมาใช้ตั้งแต่ช่วงโรคไข้หวัดนกระบาด พอสำเร็จก็แนะนำชาวบ้านให้ลองทำเอง ต้มเอง แจกจ่ายกัน ปรากฏว่าไม่มีใครเป็นไข้หวัดนกเลย”

ต่อมายุคโรคซาร์ส อาจารย์สังเกตว่าบางคนไม่มีเวลาทำยาต้ม เลยลองนำมาบดผงบรรจุแคปซูล ก็ช่วยป้องกันได้ดี จนเรื่องนี้รู้ถึง แพทย์หญิงวิลาวัณย์ จึงประเสริฐ อธิบดีกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกในขณะนั้น พอท่านมาเชียงใหม่จึงมอบให้ท่าน แล้วตอนหลังท่านก็ส่งคนกลับมาอุดหนุนอีก

แม้ยาห้ารากจะเป็นตำรับยาสร้างชื่อให้คนรู้จักปัญญาไทคลินิกมากขึ้น แต่แพทย์แผนไทยยังคงเป็นศาสตร์การรักษาที่มีอุปสรรคในการเข้าถึง ด้วยสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติไม่รองรับ และคนไม่มีความเชื่อมั่นในแพทย์แผนไทย อาจารย์สมบัติจึงเลือกเนรมิตชั้นบนของคลินิก เปิดเป็นโรงเรียนพัฒนาปัญญาไท

“อาจารย์มองว่าการขาดความรู้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คนไม่กล้าใช้บริการแพทย์แผนไทย ทั้งที่บ้านเรามียาดีมากมายไม่แพ้ต่างชาติ เลยตัดสินใจเปิดโรงเรียนเพื่อให้ความรู้ควบคู่ไปด้วย ทำไปสักพักเราสังเกตว่าคนที่มาเรียนส่วนมากมีโรคประจำตัว เขามาเรียนเพื่อรักษาตัวเองและนำความรู้ไปดูแลครอบครัว ก็เลยทำคอร์สอบรมฟื้นฟูสุขภาพด้วย”

สอดคล้องกับเป้าหมายแต่แรกเริ่ม อาจารย์ตั้งใจเปิดคลินิกแห่งนี้ให้เป็นพื้นที่ของการรักษาเยียวยา พร้อมบ่มเพาะความเข้าใจในศาสตร์การแพทย์แผนไทย เพื่อส่งเสริมให้ทุกคนหันมาดูแลสุขภาพ ป้องกันโรคก่อนเจ็บป่วย และเป็นแพทย์แผนไทยเพื่อการพึ่งพาตนเอง ดังแนวคิดการทำงานที่ยึดถือ ‘หมอเก่งรักษาโรคมีมาก แต่ที่หายากคือหมอรักษาคนไม่ให้ป่วย’

สมบัติ ไตรศรีศิลป์ ผู้ก่อตั้ง ‘ปัญญาไทคลินิกการแพทย์แผนไทย’ การยกระดับยาห้าราก และฝันอยากเห็นกระทรวงการแพทย์แผนไทย
สมบัติ ไตรศรีศิลป์ ผู้ก่อตั้ง ‘ปัญญาไทคลินิกการแพทย์แผนไทย’ การยกระดับยาห้าราก และฝันอยากเห็นกระทรวงการแพทย์แผนไทย

สู่การวิจัยเพื่อพัฒนา

อาจารย์สมบัติมุ่งสร้างความเชื่อมั่นให้กับแพทย์แผนไทย ด้วยการหยิบงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์เข้ามาสนับสนุนควบคู่กับการปลูกความรู้ 

“ทุกครั้งที่ไปนำเสนอเรื่องยาแพทย์แผนไทย จะมีคนถามว่ามีงานวิจัยรองรับรึเปล่า ฉะนั้น จุดอ่อนของยาไทยคือขาดการวิจัย”

อาจารย์สมบัติเผยที่มาของไอเดียการนำยาแพทย์แผนไทยเข้าสู่กระบวนการวิจัย ประจวบเหมาะกับในช่วงที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยแม่โจ้สนใจการวิจัยเกี่ยวกับยารักษาโรคโควิด-19 ท่านจึงยินดีร่วมมือ พลันเสนอตำรับยาห้ารากเป็นตัวเลือก

“ในคัมภีร์ตักศิลาเขียนไว้ว่า ยาห้ารากนั้นแก้ไข้พิษไข้กาฬ โดยลักษณะอาการจะคล้ายไข้หวัดนกและโรคซาร์ส ซึ่งล้วนเกิดจากไวรัส เช่นเดียวกับโรคโควิด-19 พอทางมหาวิทยาลัยแม่โจ้นำยาไปเข้าห้องแล็บทดลองในระดับเซลล์ ปรากฏว่าผลออกมาดีมาก จึงนำไปวิจัยในมนุษย์ต่อกับทางคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อบ่งชี้รายละเอียดสรรพคุณ การตอบสนองต่อการรักษาโรค และประเมินผลข้างเคียงที่ชัดเจน”

เมื่อการวิจัยเสร็จสรรพ ผลออกมาน่าประทับใจ อาจารย์ก็เดินหน้าต่อยอดพัฒนายาห้ารากจากยาต้ม ยาผง แปลงโฉมสู่สารสกัดสเปรย์ดราย (Spray Dry) รายแรกในไทย ที่ใช้นวัตกรรมการผลิตที่มีประสิทธิภาพด้านการควบคุมปริมาณสารสำคัญ คงคุณภาพความเข้มข้น และช่วยยืดอายุการเก็บรักษายาวนานถึง 5 ปี ต่างจากการบดผงบรรจุแคปซูลที่มีอายุสูงสุดประมาณ 1 ปี อาจารย์มองว่าข้อดีต่าง ๆ เหล่านี้ รวมถึงการได้รับการรับรองผลิตภัณฑ์สมุนไพรตามมาตรฐานจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา จะช่วยสร้างการยอมรับแพทย์แผนไทยในประเทศ และขยายโอกาสในการพายาไทยออกไปให้ทั่วโลกรับรู้

นอกเหนือจากผลักดันการวิจัยตำรับยาแพทย์แผนไทย อาจารย์สมบัติยังจับมือทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับคณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อวิจัยเรื่องการทำกายภาพบำบัดด้วยศาสตร์ภูมิปัญญาไทย

สมบัติ ไตรศรีศิลป์ ผู้ก่อตั้ง ‘ปัญญาไทคลินิกการแพทย์แผนไทย’ การยกระดับยาห้าราก และฝันอยากเห็นกระทรวงการแพทย์แผนไทย

“ทุกวันนี้การทำกายภาพบำบัดโดยคณะเทคนิคการแพทย์เป็นการรับเอาแบบแผนมาจากแพทย์แผนปัจจุบัน ซึ่งเครื่องมือแต่ละอย่างราคาค่อนข้างสูง ทำให้ชาวบ้านเข้าถึงการรักษายาก แถมบางอย่างใช้เองไม่ได้ ต้องพึ่งหมอเป็นหลัก เกิดปัญหาคนไข้ล้นโรงพยาบาล เราจึงออกแบบวิธีทำกายภาพบำบัดโดยใช้กระบอง ผ้าขาวม้า และไม้ยืนยืดเส้น ซึ่งช่วยป้องกันโรคกระดูกเสื่อม โรคอัลไซเมอร์ รวมทั้งโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท”

อาจารย์สมบัติเปรยความตั้งใจของงานวิจัยที่อยู่ระหว่างกระบวนการศึกษาประสิทธิผล ก่อนเผยว่าท่านกำลังขับเคลื่อนโปรเจกต์สำคัญ คือนำเสนอสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เรื่องแนวคิดการก่อตั้ง ‘กระทรวงการแพทย์แผนไทย’ บนภาพฝันว่าอยากเห็นศาสตร์การแพทย์แผนไทยเติบโต ประชาชนคนไทยไม่เจ็บป่วยด้วยการพึ่งพาภูมิปัญญา พร้อมส่งเสริมการวิจัยพัฒนาตำรับยาสมุนไพรไทยให้ได้คุณภาพมาตรฐานระดับสากล เพื่อต่อยอดสู่อุตสาหกรรมส่งออกที่จะช่วยดึงเม็ดเงินเข้าประเทศและกระจายรายได้สู่เกษตรกรท้องถิ่น

สมบัติ ไตรศรีศิลป์ ผู้ก่อตั้ง ‘ปัญญาไทคลินิกการแพทย์แผนไทย’ การยกระดับยาห้าราก และฝันอยากเห็นกระทรวงการแพทย์แผนไทย

Writer

คุณากร

เป็นคนอ่านช้าที่อาศัยครูพักลักจำ จับพลัดจับผลูจนกลายมาเป็นคนเขียนช้า ที่อยากแบ่งปันเรื่องราวบันดาลใจให้อ่านกันช้าๆ เวลาว่างชอบวิ่งแต่ไม่ชอบแข่งขัน มีเจ้านายเป็นแมวโกญจาที่ชอบคลุกทราย นอนหงาย และกินได้ทั้งวัน

Photographer

ศรีภูมิ สาส่งเสริม

ช่างภาพเชียงใหม่ ชอบอยู่ในป่า มีเพื่อนเป็นช้าง และชาวเขาชาวดอย

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load