หากให้คุณลองอธิบายแนวคิดเรื่องประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน ภัยพิบัติ หรือแม้แต่ระบบหนี้อย่างง่ายๆ ให้ชาวบ้านในต่างจังหวัด หรือเด็กน้อยที่ยังไม่รู้ประสาฟัง คุณจะทำอย่างไร

สำหรับ รัตติกร วุฒิกร เธอเลือกสื่อสารเรื่องเหล่านี้ผ่าน ‘เกม’

รัตติกรคือนักออกแบบผู้ก่อตั้ง Club Creative บริษัทออกแบบและผลิตของเล่นเพื่อสังคมที่มีหนึ่งในผลงานคือเกมซึ่งสื่อสารเรื่องเพื่อสังคมกับคนหลากประเภท

เธอริเริ่มทำสิ่งนี้ตั้งแต่เมื่อกว่า 10 ปีที่แล้ว หรือเรียกได้ว่าก่อนยุคที่คนจะคุ้นเคยและนิยมเล่นเกมอย่างบอร์ดเกม บริษัทของเธอสร้างเกมมาแล้วกว่า 100 เกม ได้รับรางวัลด้านของเล่นทั้งในไทยและนานาชาตินับไม่ถ้วน เช่น รางวัล Toy Innovation Award ปี 2006 จากประเทศเยอรมนี และ Gold Award จาก The Good Toy Guide BBC – Toy Box Magazine ประเทศอังกฤษ ขณะที่ตัวผู้ก่อตั้งก็เป็นที่รู้จักในวงกว้าง ยกตัวอย่างเมื่อปีที่ผ่านมา รัตติกรเพิ่งได้ก้าวขึ้นเวทีเพื่อเล่าเรื่องสิ่งที่ทำในฐานะสปีกเกอร์ของ TEDxChiangmai

เรื่องเพื่อสังคมไม่ใช่ของย่อยง่าย อะไรทำให้นักออกแบบคนนี้สนใจถ่ายทอดมันสู่ผู้คน และเธอมีวิธีหีบห่อของย่อยยากนี้อย่างไร

ในวาระที่รัตติกรร่วมมือกับแบรนด์รถจักรยานยนต์ฮอนด้า และ TK Park ออกแบบเกมล่าสุดเพื่อสื่อสารเรื่องพระราชกรณียกิจของรัชกาลที่ 9 ในชื่อ เกม ‘นักพัฒนาความสุข’ เราชวนเธอมานั่งลงพูดคุย

รัตติกร วุฒิกร

ย้อนไปในอดีต รัตติกรเคยทำงานออกแบบของเล่นเด็กในบริษัทของเล่น จนเมื่อมีโอกาสได้เข้าร่วมเวิร์กช็อปออกแบบของเล่นเพื่อผู้พิการทางสายตาของ UNESCO มุมมองต่อการทำงานออกแบบของเธอก็เปลี่ยนไป

“ตอนอยู่ในบริษัท เราอยากทำของที่ขายได้ อยากได้รางวัล แต่ที่จริงแล้ว การทำเพื่อสังคมต่างหากคือหน้าที่ของนักออกแบบ” รัตติกรบอก

เมื่อค้นพบคุณค่าในงาน รัตติกรจึงเกิดแรงบันดาลใจลาออกมาตั้งบริษัทออกแบบและผลิตของเล่น

ทำของเล่นที่ดี เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และทำเพื่อเด็กเป็นหลัก คือความตั้งใจของบริษัทแห่งนี้

นักพัฒนาความสุข

หนึ่งในผลงานที่รัตติกรภูมิใจมากคือ Table Game หรือเกมที่ชวนคนมานั่งโต๊ะเล่นร่วมกัน จะเป็นเกมกระดาน เกมการ์ด หรือเกมโยนลูกเต๋า ก็มีทั้งนั้น และในแต่ละเกมกลุ่มเป้าหมายก็แตกต่างไปด้วย มีตั้งแต่เกมเพื่อเด็กเล็กจนถึงชาวบ้านในชุมชน

แน่นอนว่าทุกเกมล้วนสนุก แต่จุดร่วมที่มากกว่านั้นคือ ‘ความสามารถในการสื่อสาร’ หรือการที่เกมเป็นเครื่องมือช่วยหาคำตอบให้แก่บางคำถาม และช่วยสร้างบทสนทนาระหว่างผู้เล่นที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลง

เด็กประถมจึงใช้เกมของรัตติกรพัฒนาทักษะและสร้างความเข้าใจในเรื่องต่างๆ ได้ ขณะที่ชาวชุมชนก็ใช้เครื่องมือนี้จุดประกายการแลกเปลี่ยนความคิด เช่น ครั้งหนึ่งที่มีการนำเกมไปให้หมอกับชาวบ้านเล่น เมื่อเกมเริ่ม ความเป็นหมอกับคนไข้ก็สลายหายไป เหลือเพียงความเป็นผู้เล่น ทำให้พวกเขาได้แลกเปลี่ยนความรู้และถกเถียงประเด็นต่างๆ ในชุมชนอย่างเปิดอกเป็นครั้งแรก

“เกมคล้ายกับหนังสือ แต่จะมีอีกมิติหนึ่งที่หนังสือให้ไม่ได้ นั่นคือ ความมีชีวิต เพราะประสบการณ์ของแต่ละคนที่เล่นในแต่ละวงไม่เหมือนกัน บรรยากาศการเล่นทุกครั้งก็ไม่เหมือนกัน” นักออกแบบเกมอธิบายเปรียบเทียบ

รัตติกร วุฒิกร

อย่างไรก็ตาม งานที่เธอได้นั้นมีความยากที่ต่างจากบริษัทผลิตเกมอื่นๆ เพราะโจทย์ที่ได้มักเป็นการให้ช่วยย่อยเรื่องเข้าใจยากแล้วถ่ายทอดออกมาผ่านเกม ทำให้ต้องมีการศึกษาข้อมูลแต่ละประเด็นอย่างหนักก่อนมาถึงขั้นตอนออกแบบและผลิต ชนิดที่ใช้เวลาเฉลี่ย 1 ปี ต่อ 1 เกม

ไม่ใช่แค่ต้องศึกษาข้อมูลจนเป๊ะ แต่กระบวนการออกแบบก็ต้องอาศัยการพลิกแพลงและความคิดสร้างสรรค์

รัตติกรยกตัวอย่าง  ‘The Choice’ หรือเกมกระดานที่ทำให้กระทรวงยุติธรรม โดยมีโจทย์คือถ่ายทอดเรื่องยากอย่างกฎหมายเกี่ยวกับหนี้และการระวังไม่ให้ถูกเอาเปรียบเรื่องการเงิน รัตติกรมองว่าในครั้งนี้เกมควรมีหน้าที่เป็นโลกจำลองให้ฝึกใช้จ่ายเงิน จึงเกิดเป็น The Choice ซึ่งมีสถานการณ์มาให้ผู้เล่นต้องตัดสินใจโยกย้ายเงินของตัวเองไปทำกิจกรรมอย่างการฝากเงินและการใช้จ่าย ที่พิเศษคือสถานการณ์เหล่านี้ล้วนมาจากเรื่องราวซ้ำๆ ซึ่งรัตติกรได้รับฟังมาจากเหล่าชาวบ้าน เมื่อนำไปใช้เล่นกับคนที่ประสบปัญหาเหล่านี้อยู่แล้ว จึงทำให้พวกเขาได้เข้าใจและฝึกฝนวิธีการบริหารเงินอย่างชาญฉลาดเพื่อใช้ในชีวิตจริง

รัตติกร วุฒิกร

อีกตัวอย่างที่น่าสนใจคือ เกมเกี่ยวกับการเอาตัวรอดเมื่อเกิดภัยพิบัติซึ่งรัตติกรออกแบบร่วมกับหน่วยงานของญี่ปุ่น เกมนี้ถูกไปเล่นทั่วเอเชีย แต่ความท้าทายคือแต่ละประเทศก็ล้วนมีเงื่อนไขที่ทำให้วิธีเอาตัวรอดต่างกันไป สิ่งที่รัตติกรทำจึงคือการไปช่วยออกแบบเกมใหม่ร่วมกับคนในแต่ละพื้นที่ เช่น ที่เนปาล เด็กๆ เคยถูกสอนว่าแผ่นดินไหวต้องหลบใต้โต๊ะ แต่สิ่งก่อสร้างของเนปาลมักไม่แข็งแรง ทำให้เด็กหลายคนที่อยู่ในที่โล่งแจ้งและปลอดภัยแล้วแต่เลือกวิ่งกลับไปหลบใต้โต๊ะต้องถูกบ้านถล่มทับ เกมจึงต้องถูกปรับใหม่ให้เหมาะสม

และล่าสุด รัตติกรก็ได้แสดงฝีมือร่วมสร้างเกมกับแบรนด์รถจักรยานยนต์ฮอนด้า และ TK Park

ชื่อของเกมนี้คือ ‘นักพัฒนาความสุข’

โจทย์ที่ได้มาคือ เด็กรุ่นใหม่อาจไม่รู้ว่าทำไมตอนรัชกาลที่ 9 สวรรคต พ่อแม่ถึงร้องไห้ ไม่รู้ว่าพระองค์ทรงงานอะไร รถจักรยานยนต์ฮอนด้าจึงอยากสื่อสารจุดนี้ เพื่อให้ผลงานของพระองค์เป็นแรงบันดาลใจให้เด็กๆ” รัตติกรเล่าถึงจุดเริ่มต้น

เกมนักพัฒนาความสุข

นักพัฒนาความสุข

จากโจทย์ที่ได้รับ นักออกแบบเกมเพื่อสังคมลงมือค้นคว้า ออกแบบ และนำเกมไปให้เด็กทดลองเล่นจริง ก่อนจะแก้ครั้งแล้วครั้งเล่าเป็นเวลากว่า 6 เดือน จึงได้ผลลัพธ์เป็น ‘นักพัฒนาความสุข’ เกมสื่อสารเรื่องพระราชกรณียกิจของรัชกาลที่ 9 หน้าตาน่ารักที่เป็น Family Game หรือเกมที่เน้นให้เด็กระดับชั้นประถมศึกษาตอนปลายเล่น โดยมีผู้ปกครองร่วมเล่นและช่วยให้คำแนะนำ คุณสมบัติของเกมนี้ช่วยให้เด็กฝึกทักษะเรื่องความจำ และอีกสิ่งที่สำคัญมากคือ ‘การแบ่งปัน’

วิธีเล่นคือ ให้ผู้เล่น 4 คนแบ่งกันแก้ปัญหาใน 4 พื้นที่บนกระดานเกมคือป่า น้ำ เมือง และพื้นที่เกษตรกรรม ด้วยโครงการในพระราชดำริต่างๆ ผ่านการทอยลูกเต๋าและเดินหมาก เช่น หากเดินไปตกที่ช่อง ‘โครงการแก้มลิง’ ก็ต้องหาการ์ดแก้มลิงซึ่งคว่ำอยู่มาวางให้ตรงช่องนั้น แล้วนำวิธีการแก้ปัญหาแบบแก้มลิงไปแก้ให้เหมาะกับพื้นที่

เกมนักพัฒนาความสุข

นักพัฒนาความสุข

แต่ระหว่างนั้นจะมีอุปสรรคมาเพิ่มความท้าทายคือ กระดานแผ่นเล็กที่ใช้ควบคู่กันซึ่งเรียกว่า ‘ศูนย์การเรียนรู้’ โดยหากใครทอยลูกเต๋าได้รูปคนแทนตัวเลขจะต้องหยิบตัวหมากรูปคนซึ่งมีวางไว้ 9 ตัวที่กระดานนี้ออกไป 1 ตัว เมื่อไหร่คนออกนอกศูนย์ฯ หมด จะถือว่าหมดเวลาเล่นเกม เด็กๆ จึงไม่ได้แข่งกันเพื่อผลแพ้ชนะ แต่เรียนรู้เรื่องการให้อย่างเป็นธรรมชาติเมื่อต้องช่วยกันเพื่อแก้ปัญหาจนครบให้ทันเวลา นอกจากนี้ ในเกมยังมีชิ้นส่วนน่ารักอย่างคน บ้าน และต้นไม้ ให้เด็กๆ วางตกแต่งเกมได้เหมือนการเล่นสร้างเมือง แต่ทีมของรัตติกรได้ออกแบบช่อง ‘มุมแบ่งปัน’ ขึ้น และตั้งกฎว่าใครที่เดินไปตกมุมนี้จะต้องแบ่งให้เพื่อนนำชิ้นส่วนไปแต่งกระดานแทน เป็นอีกวิธีที่สอนให้เด็กหัดแบ่งปันอย่างแนบเนียน

เกมนักพัฒนาความสุข

นักพัฒนาความสุข

นับเป็นอีกผลงานที่สะท้อนถึงจุดประสงค์หลักของรัตติกรในการออกแบบเกม นั่นคือการพาหัวใจของเกมไปไกลกว่าแค่ความสนุก

เป็นสิ่งที่เธอเชื่อมั่นนับแต่วันแรกที่คนยังไม่คุ้นกับของเล่นที่ไม่ได้มีแค่ความบันเทิง จนถึงวันที่หลากหลายองค์กรเห็นผลสัมฤทธิ์ของสิ่งที่เธอทำ แล้วให้การสนับสนุนบอกต่อจนกลายเป็นที่รู้จักกว้างขวาง

“เป้าหมายของเกมที่เราทำขึ้นไม่ใช่แค่ต้องสนุกเพื่อให้ขายได้เยอะๆ แต่ต้องทำหน้าสื่อสารเรื่องราว ให้คนที่เอาเกมไปใช้รู้สึกดีและคนที่เล่นเกมได้อะไรกลับไป” รัตติกรกล่าวทิ้งท้าย

 

*ตอนนี้ทางรถจักรยานยนต์ฮอนด้าได้แจกเกม ‘นักพัฒนาความสุข’ ฝีมือรัตติกรให้คนทั่วไปแล้วกว่า 1,000 เซ็ต ใครอยากให้เด็กๆ ได้ลองเล่นเกมนี้ แวะไปที่ฮอนด้า วิงเซ็นเตอร์ทั่วประเทศได้เลย

 

Writer

อลิษา ลิ้มไพบูลย์

นักอยากเขียนผู้เรียนปรัชญาเพื่อเยียวยาอาการคิดมาก เวลาว่างใช้ไปกับการร้องคอรัสเล่นๆ แบบจริงจัง และดูหนังอย่างจริงจังไปเล่นๆ

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

บ่ายวันนี้ เรานัดคุยกับเพื่อนบ้านชาวเหนือที่เต็มไปด้วยความเฮฮา เป็นกันเอง และมีน้ำเสียงกระฉับกระเฉงโดดเด่น ท่ามกลางเสียงไก่ขันสมทบอยู่เป็นระยะ ชวนให้หวนนึกถึงบรรยากาศที่แสนสบายของป่าเขา

“วันนี้เราอู้กั๋นจอย ๆ เนาะ” (วันนี้เรามาคุยกันแบบสบาย ๆ เนาะ)

อุ๋ย-นิโลบล ประมาณ ผู้ก่อตั้งแบรนด์เพื่อชุมชน ‘ม่วนจอย’ ชวนคุยทีเล่นทีจริง ก่อนที่เราจะได้ฟังเรื่องราวที่เต็มไปด้วยความอยากเห็นคนในชุมชนบ้านเกิดของอุ๋ยนั้นมีแต่ความ ‘จอย’

ม่วนจอย คือพื้นที่ทดลอง เวที และโอกาสให้ผู้คนได้พัฒนาความสามารถ และดึงศักยภาพของตัวเองออกมา เริ่มจากการเห็นคุณค่าในตัวเองและสิ่งที่มีอยู่รอบ ๆ ตัว ไม่ว่าจะเป็นสิ่งแวดล้อมหรือภูมิปัญญาในแต่ละพื้นที่

ส่วนคำว่า ม่วนจอย มาจากคำว่า ‘ม่วน’ และ ‘Joy’ คำว่า ม่วน เป็นภาษาเหนือ แปลว่า สนุก ตรงกับธรรมชาติของคนแพร่ที่มีความบันเทิง เฮฮา เป็นกันเอง คล้ายกับความหมายของ Joy ที่หมายถึงความสนุกแบบสบาย ๆ ชิลล์ ๆ แต่อีกนัยหนึ่ง คำว่า ‘จอย’ ในภาษาเหนือ คือการชักชวนให้มาทำอะไรร่วมกันหรือไปด้วยกัน พอมาเป็นคำว่า ม่วนจอย เลยกลายเป็นการเชิญชวนให้ทุกคนมาสนุกสนาน เฮฮาไปด้วยกันนั่นเอง

แต่ก่อนจะเกิดเป็นโมเดลนี้ อุ๋ยได้ประกอบร่างประสบการณ์มากมายของตัวเองทีละนิด ตามหาความต้องการของตัวเอง และลองผิดลองถูกมานับครั้งไม่ถ้วน

 01

จากบ้านสู่เมืองกรุง

ตั้งแต่เด็กจนโต จังหวัดแพร่คือที่ที่แสนสบายใจของอุ๋ย เธอจบการศึกษาระดับชั้นมัธยมศึกษาที่โรงเรียนนารีรัตน์จังหวัดแพร่ ชอบวาดรูปและออกแบบมาตั้งแต่เด็ก แต่ด้วยการแนะแนวการศึกษาที่ไม่แข็งแรง ทำให้อุ๋ยเลือกเข้ากรุงเทพฯ เหมือนคนอื่น ๆ จับพลัดจับผลูได้เรียนในสาขาวิชาเทคโนโลยีกระบวนการเคมีและฟิสิกส์ คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ระหว่างเรียนมหาวิทยาลัย ในขณะที่เพื่อนคนอื่นเข้าไปฝึกงานตามโรงงานใหญ่ ๆ แต่อุ๋ยกับเพื่อนอยากไปสัมผัสบรรยากาศของทะเล เลยพากันเลือกไปฝึกงานที่จังหวัดตรัง สุดท้ายพวกเธอก็ไม่ได้ไปเอาเท้าจุ่มน้ำทะเลตามที่ใจหวัง เพราะสถานที่เธอเข้าไปเรียนรู้ประสบการณ์คือบริษัทรับซื้อน้ำยางข้น เป็นการทำงานอยู่ในสวนที่รายล้อมไปด้วยป่ายาง ซึ่งทำให้อุ๋ยได้ใกล้ชิดเกษตรกรตัวจริงเป็นครั้งแรก และได้เห็นผลผลิตที่มาจากผู้ขายรายย่อยอย่างแท้จริง 

เธอเห็นราคาผลผลิตทางการเกษตรที่ผันผวนตลอดเวลา จากการรับซื้อน้ำยาง ก็ได้เห็นความเป็นไปของกระบวนการทั้งหมด ตั้งแต่รับซื้อ แปรรูป และออกขายสู่ตลาดเพื่อส่งออกต่อไป ประสบการณ์นี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เธอสนใจ อยากช่วยเหลือและพัฒนาของดีในท้องถิ่นให้ดูดีสมราคา ด้วยการสร้างโรงงานเล็ก ๆ แต่มีคุณภาพ

ม่วนจอย โมเดลสร้างแบรนด์ที่เชื่อในภูมิปัญญาท้องถิ่นและงานฝีมือของจังหวัดแพร่
02

ตามหาสิ่งที่หายไป

หลังจากเรียนจบปริญญาตรี ถึงแม้ว่าอุ๋ยจะไม่ได้เรียนในสิ่งที่สนใจตั้งแต่แรก แต่รู้ตัวอีกที เลือดของนักวิจัยและพัฒนา (R&D) ก็หลอมรวมกลายเป็นตัวตนติดตัวเธอมาตั้งแต่เรียนที่คณะอุตสาหกรรมการเกษตร 

อุ๋ยจึงลองหางานที่ผนวกรวมสิ่งที่เรียนมากับความชอบ นั่นก็คือการทำงานเป็น R&D บริษัทรับผลิตเครื่องสำอางให้แบรนด์ใหญ่ การทำงานนี้ทำให้อุ๋ยเข้าใจตัวเองมากขึ้น 

“เรารู้สึกขอบคุณสิ่งที่เราเรียน เพราะนำมาใช้ประโยชน์ได้ แล้วผนวกรวมเข้ากับความชอบและความถนัดที่เราทำโดยไม่รู้ตัวมาตลอด เอามารวมกันแล้วเกิดเป็นสิ่งใหม่ที่มันไม่เหมือนใครเลย”

เมื่อทำงานไปได้สักพัก อุ๋ยไม่เห็นตัวเองในอนาคตกับการทำงานแบบมนุษย์เงินเดือนในเมืองใหญ่ การเดินทางจากเกษตรฯ ไปช่องนนทรีในแต่ละวันเริ่มบั่นทอนเรี่ยวแรงของเธอ จนทำให้เธอนึกย้อนไปถึงความสนุกสนานในช่วงชีวิตการเป็นนักศึกษา รวมถึงความสบายกายสบายใจ เมื่อครั้งใช้ชีวิตในเมืองบ้านเกิด แต่ในเวลาเดียวกัน อุ๋ยก็สังเกตเห็นชีวิตของผู้คนที่หลากหลาย และเริ่มตั้งคำถามถึงชีวิตความเป็นอยู่ที่เธอกำลังพบเจออยู่ในทุก ๆ วัน 

“ทำไมเราถึงทำงานอยู่ที่แพร่ไม่ได้ ทำไมทุกคนต้องเข้ามาในเมืองนี้” เป็นคำถามใหญ่ที่อุ๋ยเริ่มสงสัยเมื่อเห็นผู้คนเดินทางแต่ละวัน อุ๋ยจึงตัดสินใจไปเรียนต่อที่ลอนดอน เพื่อตอบคำถามที่ตัวเองตั้งไว้ และตามหาตัวตนของตัวเอง

ม่วนจอย โมเดลสร้างแบรนด์ที่เชื่อในภูมิปัญญาท้องถิ่นและงานฝีมือของจังหวัดแพร่
03

ออกเดินทางไปไกลบ้าน

ในตอนแรกอุ๋ยเลือกไปเรียนต่อด้านภาษาที่ประเทศอังกฤษ ทำให้เธอได้พบปะกับเพื่อนหลากหลายเชื้อชาติ ไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่น โคลอมเบีย มองโกเลีย สเปน

“ตอนนั้นสนุกมาก และมันทำให้เราเห็นว่า เอ้า ทุกคนก็คือคนธรรมดา” อุ๋ยหัวเราะ “มันค่อย ๆ คลายปมในใจที่เราเคยคิดว่า ประเทศนั้น ประเทศนี้ เก่งกว่าเรา แต่เปล่าเลย พอไปเรียนอยู่ในห้องเดียวกัน เราก็เริ่มรู้สึกว่า เราก็สู้คนอื่น ๆ ได้เหมือนกัน”

พอเริ่มรู้จักตัวเองมากขึ้น อุ๋ยจึงเลือกเรียนต่อปริญญาโทสาขาความยากจน ความไม่เท่าเทียม และการพัฒนา (Poverty, Inequality and Development) คณะการพัฒนาระหว่างประเทศ (International Development) มหาวิทยาลัยเบอร์มิงแฮม เพราะอยากทำความเข้าใจความแตกต่างว่า ทำไมบางประเทศจึงเป็นประเทศพัฒนา แต่บางประเทศก็ไม่ได้เป็นเช่นนั้น

“การเรียนที่อังกฤษหนึ่งปีทำให้เราเติบโตนะ จากคนที่เรียนแค่วิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์มาตลอด แต่การเรียนตรงนี้ทำให้เราเข้าใจความเป็นสังคมศาสตร์มากขึ้น เราคิดว่าสองสิ่งนี้คือสิ่งเดียวกัน เพราะต้องใช้ความเข้าใจเหมือนกัน” 

พอเรียนจบ หลังจากที่อุ๋ยได้ทำความเข้าใจเรื่องความแตกต่างในระดับหนึ่งแล้ว เธอจึงเลือกกลับบ้านเพื่อทำความเข้าใจความแตกต่างในสังคมไทยต่อไป

ม่วนจอย โมเดลสร้างแบรนด์ที่เชื่อในภูมิปัญญาท้องถิ่นและงานฝีมือของจังหวัดแพร่
04

กลับสู่มหานคร Phraeris สานฝันคนในชุมชน

เมื่ออุ๋ยกลับบ้านไปเดินเล่นที่ตลาด เธอเห็นข้าวออร์แกนิกราคาเพียง 60 บาท ด้วยเลือดนักพัฒนา R&D ที่ติดตัวมาตั้งแต่ตอนเรียนสาขาวิชาเทคโนโลยีกระบวนการเคมีและฟิสิกส์ เธอจึงร่วมมือกับคุณป้าข้างบ้านเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิตการเกษตร และในช่วงเวลาเดียวกัน อุ๋ยได้ไปทำงานเป็นที่ปรึกษาการฝึกอบรม (Consultant Training Workshop) ที่สหประชาชาติในประเทศไทย (United Nations Thailand) เธอจึงได้รับคำปรึกษาจากคนที่ทำงาน และนำข้าวจากบ้านเกิดมาเผยแพร่จนคนที่ทำงานติดใจ และเรียกเธอว่า ‘Brown Rice Girl’

“ตอนนั้นเจ้านายสั่งข้าวเรากลับบ้านที่ฝรั่งเศสช่วงคริสต์มาส คนญี่ปุ่นก็สั่ง คนไนจีเรียก็สั่ง พากันกินข้าวของเราหมดเลย เพราะเราบอกว่ามันเป็นข้าวกล้องงอกออร์แกนิกเจ็ดสายพันธุ์ที่มาจากเกษตรกร เราก็เริ่มคิดว่าทำไมเขาถึงซื้อกัน ทั้งที่ราคาแพงกว่าที่เคยขาย อันนี้เลยเป็นจุดเริ่มต้นที่เราเห็นว่า ผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นมันขายได้ และเราเข้าใจว่าลูกค้ากลุ่มนี้ต้องการของที่มีคุณภาพ ไม่ได้เกี่ยงราคา และการทำเพื่อสังคมก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เขาอยากซื้อ”

การเข้าไปทำงานกับสหประชาชาติ ทำให้อุ๋ยได้แนวคิดและแรงบันดาลใจอยากทำงานเกี่ยวกับประเด็นสังคม แต่ไม่ได้อยากทำงานอยู่ภายใต้องค์กรใด อุ๋ยจึงงดรับงานที่กรุงเทพฯ แล้วกลับบ้านเพื่อเริ่มต้นเส้นทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนผ่านข้าวของคุณป้าข้างบ้าน ซึ่งเป็นข้าวที่มาจากการพัฒนากับอาจารย์จากมหาวิทยาลัยแม่โจ้-แพร่ เฉลิมพระเกียรติ และสร้างโปรเจกต์ ‘Happy Field Happy Farm’ ขึ้นมาทันที

ม่วนจอย โมเดลสร้างแบรนด์ที่เชื่อในภูมิปัญญาท้องถิ่นและงานฝีมือของจังหวัดแพร่
ม่วนจอย โมเดลสร้างแบรนด์ที่เชื่อในภูมิปัญญาท้องถิ่นและงานฝีมือของจังหวัดแพร่

อุ๋ยลองผิดลองถูกจากประสบการณ์ที่เธอมี จนชนะการประกวดโครงการ Banpu Champions for Change ปีที่ 5 เมื่อเธอได้ทดลองทำตามสิ่งที่ตัวเองอยากลองแล้ว ก็ถามกลับไปยังคุณป้าเจ้าของข้าวว่า มีสิ่งที่อยากทำหรือเปล่า

“ความฝันคือป้าอยากได้ OTOP อยากเอาข้าวของตัวเองไปขายที่เมืองทองธานี อันนั้นคือฝันสูงสุดของป้าเลย” 

พออุ๋ยได้ยินความฝันของคุณป้า เธอจึงช่วยสานต่อความฝันนั้นทันที ภายใน 1 ปี อุ๋ยก็พาคุณป้าไปถึงฝัน ด้วยการคว้ารางวัล OTOP ระดับ 4 ดาว และได้ไปจัดแสดงงานที่เมืองทองธานีสมใจ และกลายเป็นแรงบันดาลใจให้หลาย ๆ องค์กร ไม่ว่าจะเป็นวิทยาลัยชุมชนแพร่ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย ต่างสนใจอยากมาเรียนรู้สิ่งที่อุ๋ยทำ เพื่อนำไปพัฒนาวิธีการสร้างอาชีพต่อไป

นับตั้งแต่นั้น อุ๋ยจึงอยากพัฒนาผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น รวมไปถึงคุณภาพชีวิตของชุมชนคนแพร่ให้ดีขึ้นกว่าเดิม

ม่วนจอย โมเดลสร้างแบรนด์ที่เชื่อในภูมิปัญญาท้องถิ่นและงานฝีมือของจังหวัดแพร่
05

ชวนมาม่วนมาจอย

จากการช่วยป้าข้างบ้านขายข้าว อุ๋ยเริ่มขยายกลุ่มออกไปให้กว้างกว่าเดิม เพราะเห็นว่าต้นทุนที่จังหวัดแพร่มีนั้นมีหลากหลาย และมีมูลค่ามากจนตีออกมาเป็นตัวเงินไม่ได้

หลังจากชนะเลิศโครงการ Banpu Champions for Change ปีที่ 5 อุ๋ยได้เจอกับ บี๋-ปรารถนา จริยวิลาศกุล จากการเข้าคอร์สกับ School of Changemakers และได้ตั้งคำถามกับความต้องการกับตัวเองอีกครั้ง จากคำถามของบี๋ที่ว่า “อุ๋ยต้องการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชน ไม่ว่าผลิตภัณฑ์นั้นจะเป็นอะไรให้มีคุณภาพใช่ไหม” ทำให้เธอเห็นความต้องการของตัวเองชัดเจนขึ้น และเปลี่ยนชื่อจากแบรนด์ Happy Field Happy Farm สู่ ‘ม่วนจอย’ แบรนด์ที่จะทำให้ทุกคนหลงรักเสน่ห์และบรรยากาศของจังหวัดแพร่ในแบบที่อุ๋ยรัก

ม่วนจอย โมเดลสร้างแบรนด์ที่เชื่อในภูมิปัญญาท้องถิ่นและงานฝีมือของจังหวัดแพร่
ม่วนจอย โมเดลสร้างแบรนด์ที่เชื่อในภูมิปัญญาท้องถิ่นและงานฝีมือของจังหวัดแพร่
06

การทำงานกับคนแต๊ (คนจริง)

เมื่อได้เริ่มต้นแบรนด์ท้องถิ่น อุ๋ยมีความตั้งใจอย่างหนึ่ง คืออยากลบภาพจำของคนอื่น ๆ ที่มีต่อเกษตรกรว่าน่าสงสาร เพราะพวกเขาเป็นคนที่ทำงานด้วยหัวใจและจริงจังกับอาชีพของตัวเอง เพื่อให้เกิดคุณค่าทั้งการใช้งานและทางจิตใจในระดับสากล

ด้วยความที่จังหวัดแพร่มีต้นทุนทางวัฒนธรรมที่ดีงาม อุ๋ยจึงมีวัตถุดิบมากมายให้เลือกสรรมาพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีคุณค่ายิ่งขึ้น ผลิตภัณฑ์แรกที่อุ๋ยเลือกทำเป็นของขึ้นชื่อของแพร่อย่าง ‘ม่อฮ่อม’ ภูมิปัญญาดั้งเดิมที่เริ่มเลือนหาย เธอจึงไปหาคนที่เป็นปราชญ์ในเรื่องเหล่านี้ แล้วนำองค์ความรู้มาพัฒนาต่อให้เกิดคุณภาพอย่างแท้จริง

ผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่ของม่วนจอยเน้นสินค้าที่ใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น หมวก กระเป๋า พวงกุญแจ ผ้าปักมือ ผลไม้ น้ำผึ้ง แยม เทียนหอม ผลิตโดยผู้เชี่ยวชาญวัตถุดิบแต่ละชนิด เพื่อสนับสนุนอาชีพของคนในท้องถิ่นให้ยังคงรักษาภูมิปัญญาเดิมไว้ และช่วยพัฒนาต่อไปให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้า

 โมเดลธุรกิจของ อุ๋ย-นิโลบล ประมาณ สาวแพร่สปิริตเกินร้อย ที่อยากพาแบรนด์งานฝีมือในท้องถิ่นไปสู่ระดับโลก
 โมเดลธุรกิจของ อุ๋ย-นิโลบล ประมาณ สาวแพร่สปิริตเกินร้อย ที่อยากพาแบรนด์งานฝีมือในท้องถิ่นไปสู่ระดับโลก
07

เข้าใจทั้งคนทำและคนซื้อ

ม่วนจอยเป็นพื้นที่ตรงกลางที่ช่วยทำความเข้าใจระหว่างคนซื้อกับคนขาย ฟังความต้องการของลูกค้าแล้วไปคุยกับคนทำ การทำสินค้าแต่ละชิ้นเป็นงานฝีมือที่มีความละเอียดและปรับแต่งตามความต้องการของลูกค้า แต่ในขณะเดียวกัน ม่วนจอยก็อธิบายจุดยืนของตัวเองให้ลูกค้าฟังอย่างชัดเจน เช่น การรอสินค้าที่ช่างต้องใช้เวลาในการทำ การซื้อ-ขายจึงเป็นการทำความเข้าใจกันและกันอย่างแท้จริง

ส่วนช่างที่ทำงานฝีมือ เป็นการทำงานแบบทำความเข้าใจธรรมชาติของแต่ละคนและแต่ละท้องถิ่น สื่อสารด้วยคำง่าย ๆ ไม่ซับซ้อน 

“เราไม่เคยต่อราคาที่ช่างคิดมาเลย บางทีเขาให้ราคาถูกไป เราก็เพิ่มให้ แต่เราก็บอกความต้องการของตัวเองไปว่า ที่เพิ่มให้เพราะต้องการงานละเอียด และใช้ของที่มีคุณภาพจริง ๆ กว่าช่างจะเข้าใจก็ใช้เวลา เพราะเขาคิดอยู่เสมอว่าเราต้องการให้ต้นทุนถูกที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่เราไม่ได้ต้องการแบบนั้น ช่วงแรกจึงไม่ได้สินค้าตามที่ต้องการ เราก็อธิบายไปว่า ถ้าสินค้าออกมาไม่ดี มันจะกระทบต่อเราและต่อตัวช่างเองด้วย จากนั้นก็ลองผิดลองถูกกันไป จนสุดท้ายก็กลายมาเป็นผลิตภัณฑ์ที่ดี มีคุณภาพตามที่ตั้งใจ”

 โมเดลธุรกิจของ อุ๋ย-นิโลบล ประมาณ สาวแพร่สปิริตเกินร้อย ที่อยากพาแบรนด์งานฝีมือในท้องถิ่นไปสู่ระดับโลก
08

ความยิ่งใหญ่ของคนตัวเล็ก

อุ๋ยเล่าให้เราฟังว่า ม่วนจอยเน้นการสร้างแบรนด์ที่เข้มแข็ง การมีจุดยืนชัดเจน ทำให้คนที่จะเข้ามาร่วมงานด้วยเข้าใจในสิ่งที่ม่วนจอยกำลังจะสร้างสรรค์

…ดึงความยิ่งใหญ่ในคนตัวเล็ก ๆ ออกมา ทุกคนมีศักยภาพที่ยิ่งใหญ่ซ่อนอยู่ จงเอามันออกมา... ข้อนี้เป็นหนึ่งในองค์ประกอบของม่วนจอยที่เราชื่นชอบเป็นพิเศษ รวมถึงอุ๋ยด้วยเช่นกัน

“ข้อความนี้เป็นปมของอุ๋ยที่เคยรู้สึกว่าตัวเองเป็นแค่คนตัวเล็ก ๆ เป็นเด็กบ้านนอกคนหนึ่ง เรามีดีน้อยกว่าคนกรุงเทพฯ” 

แต่หลังจากที่อุ๋ยได้ออกไปสำรวจโลกที่กว้างขึ้นทั้งในกรุงเทพฯ และประเทศอังกฤษ เธอก็ได้เรียนรู้ว่า แต่ละคนนั้นมีคุณค่าในตัวเองมากขนาดไหน และมีความภาคภูมิใจในตัวเองเพิ่มมากขึ้น จึงกลายเป็นที่มาที่เธออยากดึงศักยภาพของทุกคนที่ทำงานกับม่วนจอยให้ออกมาได้มากที่สุด

 โมเดลธุรกิจของ อุ๋ย-นิโลบล ประมาณ สาวแพร่สปิริตเกินร้อย ที่อยากพาแบรนด์งานฝีมือในท้องถิ่นไปสู่ระดับโลก
09

ส่งต่อโมเดลบ้านเกิด สู่แบรนด์ท้องถิ่นทั้งไทยและเทศ

หลังจากม่วนจอยประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งแล้ว ก้าวต่อไปของอุ๋ยคือการส่งต่อรูปแบบที่ทดลองทำในม่วนจอยไปสู่โมเดลที่เป็นรูปเป็นร่าง จึงเกิดเป็น ‘FlowFolk‘ บริษัทให้คำปรึกษา พัฒนาแบรนด์และสินค้าชุมชน โดยดำเนินงานบนฐานความเชื่อว่า ถ้าภูมิปัญญาท้องถิ่นและงานฝีมือได้รับการชุบชีวิต ชุมชนก็จะอยู่ได้อย่างยั่งยืน 

“คือเราจะสร้างบ้านให้คนท้องถิ่นให้เป็นบ้านที่น่าอยู่ มันเลยกลับไปตอบคำถามที่เรามีในตอนแรกว่า แล้วทำไมคนต่างจังหวัดถึงต้องเข้ากรุงเทพฯ เพราะที่บ้านไม่มีอะไรทำและไม่น่าอยู่ เพราะจริง ๆ หลายคนอยากอยู่ที่บ้าน แต่พวกเขาไม่มีโอกาสอยู่ตรงนั้น เราก็เลยทดลองด้วยการทำม่วนจอยออกมา”

เพื่อพัฒนาทักษะผู้คนและพัฒนาสินค้าให้มีคุณค่าและคุณภาพไปพร้อม ๆ กัน เพื่อเติบโตในระดับสากล

 โมเดลธุรกิจของ อุ๋ย-นิโลบล ประมาณ สาวแพร่สปิริตเกินร้อย ที่อยากพาแบรนด์งานฝีมือในท้องถิ่นไปสู่ระดับโลก

ก่อนจะร่ำลากัน อุ๋ยอวดโฉมผลิตภัณฑ์ที่กำลังเตรียมส่งตามออเดอร์ลูกค้า และเล่าที่มาที่ไปของการพัฒนาสินค้าแต่ละชิ้นอย่างเข้มข้น ทำให้เรายิ่งสนใจและเฝ้ารอดูการเติบโตของม่วนจอยและ FlowFolk ต่อไป

 โมเดลธุรกิจของ อุ๋ย-นิโลบล ประมาณ สาวแพร่สปิริตเกินร้อย ที่อยากพาแบรนด์งานฝีมือในท้องถิ่นไปสู่ระดับโลก

ภาพ : Facebook Muanjoy

Writer

ชลณิชา ทะภูมินทร์

นักเล่าเรื่องฝึกหัดกำลังตามหาความฝันที่หล่นหาย คนน่าน-เชียงใหม่ที่รักบ้านเกิดแต่ก็หลงรักการเดินทาง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load