เวลาพูดถึง ‘โรงพยาบาลที่ดี’ ฉันเชื่อว่าคำตอบแรกๆ ที่นึกถึงคือโรงพยาบาลที่มีหมอเก่งกาจ มีเครื่องมือดีที่สุด ทันสมัยที่สุด

แต่คุณรู้มั้ยว่ามีอีกองค์ประกอบที่ไม่ควรมองข้าม

นั่นคือ ‘สภาพแวดล้อม’

ต้นไม้สีเขียวสักต้น สถาปัตยกรรมที่มีชีวิตชีวา สิ่งเหล่านี้สร้างบรรยากาศ สร้างความรู้สึกที่จับต้องไม่ได้ แต่ช่วยให้พวกเราซึ่งกำลังเผชิญหน้ากับความเจ็บป่วยอุ่นใจและสบายใจ

วันนี้ฉันจะพาคุณไปนั่งสนทนากับผู้คนที่อยู่เบื้องหลังสิ่งนี้

พวกเขาคือสถาปนิกชุมชนรุ่นใหม่ที่เรียกตัวเองว่า ‘CROSSs’ ทำงานหลากหลายรูปแบบ แต่หนึ่งในประเภทโปรเจกต์ที่มักทำอยู่บ่อยๆ คือการออกแบบโรงพยาบาล

ที่สำคัญ มันไม่ใช่การออกแบบที่ฟังความเห็นจากแค่สถาปนิกหรือเจ้าของ แต่พวกเขาสนใจ ‘กระบวนการออกแบบอย่างมีส่วนร่วม’ หรือ ‘Co-Creation’ (ที่ช่วงนี้เราได้ยินกันอยู่บ่อยๆ) อธิบายอย่างง่าย มันคือรับฟังเสียงผู้ใช้พื้นที่โรงพยาบาลด้วยวิธีการอย่างการล้อมวงคุย ล้อมวงวาดแผนที่ ฯลฯ เพื่อรับฟังความต้องการแท้จริงของคนที่เกี่ยวข้อง แล้วนำมาปรับจนกลายเป็นแบบของโรงพยาบาลในฝัน

ลองนึกภาพโรงพยาบาลที่ตั้งแต่หมอถึงแม่บ้านได้ร่วมคิดว่าพวกเขาอยากเห็นอะไรในพื้นที่นี้

นั่นแหละงานแบบที่ CROSSs ทำอยู่

ตัวอย่างผลงานของพวกเขาก็เช่น เรือนพักผู้ป่วยที่เกาะยาวใหญ่ซึ่งเชื่อมโยงกับวัฒนธรรมของชุมชน โรงพยาบาลเบญจลักษณ์เฉลิมพระเกียรติ ๘o พรรษา จังหวัดศรีษะเกษ ที่มีนาข้าวเป็นแหล่งผลิตอาหารปลอดภัยให้ผู้ป่วย และโรงพยาบาลพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ ที่มี ForeStation หรือจุดเรียนรู้เรื่องป่าเพราะมีป่าชุมชนเป็นทรัพยากรในเขตโรงพยาบาล

การทำงานรวมถึงแบกความฝันคนนับสิบนับร้อยใช้พลังเยอะและไม่ใช่เรื่องง่าย แต่สถาปนิกหนุ่มกลุ่มนี้ก็โดดลงไปสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นอย่างเต็มใจ

ความคิด ความเชื่อของพวกเขาต่อการออกแบบโรงพยาบาล ‘อย่างมีส่วนร่วม’ เป็นอย่างไร

เมฆ สายะเสวี หนึ่งในสถาปนิกหนุ่มจาก CROSSs จะเล่าให้คุณฟัง

 CROSSs

ขยายความหน่อยว่าการออกแบบสภาพแวดล้อมสำคัญกับโรงพยาบาลยังไง

ก่อนมาออกแบบโรงพยาบาล เรามองแค่มิติเดียวว่าถ้าหมอเก่งและมีวิธีการรักษาทางการแพทย์ที่ทันสมัย โรงพยาบาลนั้นน่าจะดี แต่จริงๆ แล้วเราได้ความรู้จากคุณหมอตอนที่ไปออกแบบโรงพยาบาลว่า สุขภาพใจ สุขภาพกาย คนจะดีได้ หรือผู้ป่วยจะรักษาความเจ็บป่วยของตัวเองได้ มันมีปัจจัย 3 เรื่อง เรื่องแรกคือ เรื่องยารักษาโรค เรื่องการบำบัด ซึ่งเป็นความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เรื่องที่สองคือ สังคมวัฒนธรรม การปฏิสัมพันธ์ของผู้คนภายในพื้นที่ เช่น แค่เห็นหน้าคนรู้จักในหมู่บ้านเดียวกันมาคอยใส่ใจมันก็อุ่นใจขึ้น ประเด็นสุดท้ายซึ่งเกี่ยวกับสถาปนิกโดยตรงคือสภาพแวดล้อม ซึ่งสำหรับเราคือการออกแบบพื้นที่ที่เอื้อให้คนรู้สึกปลอดโปร่ง สบาย หรือจิตใจผ่อนคลาย ที่จริงมันเป็นการเยียวยาทางตรงเลยนะ เหมือนเราเดินเข้าป่า เข้าไปในที่ที่เย็น หายใจได้คล่อง มองแล้วสบายตา กลิ่นสดชื่น เราคิดว่าเท่านี้ความรู้สึกได้รับการบำบัดก็เกิดขึ้นแล้ว และจากเคสที่เคยออกแบบ พื้นที่ส่วนใหญ่ที่คนต้องการคือที่ที่อยู่ใกล้กับสวน ได้ยินเสียงน้ำ ได้กลิ่นที่ดี แล้วก็มีทางเดินสะอาด มันเป็นเรื่องสภาพแวดล้อมค่อนข้างชัด

โมเดล

ออกแบบ

ปัญหาใหญ่ของโรงพยาบาลไทยคืออะไร

น่าจะเป็นเรื่องระบบที่เรามีผู้คอยวางทิศทางของโรงพยาบาลและระบบสาธารณสุขทั่วประเทศอยู่ แต่ในการทำงานจริง การเชื่อมคนพื้นที่ที่อยู่ห่างไกลเข้ากับระบบใหญ่ค่อนข้างเป็นไปได้ยาก และเราคิดว่าเพราะต้องจัดการจากศูนย์กลาง การพัฒนาโรงพยาบาลจึงต้องใช้ตัวเลขในการชี้วัด เช่น เราจะทำโรงพยาบาลที่รักษาคนได้จำนวนมากขึ้น ฉะนั้น ตัวชี้วัดก็คือปริมาณตึก ปริมาณพนักงาน ปริมาณหมอ นั่นคือวิธีคิดของส่วนกลาง แต่สิ่งที่เราพบตอนที่ลงภาคสนามจริงๆ คือในพื้นที่บางที่ไม่ได้ต้องการตึกหรือเจ้าหน้าที่จำนวนมาก เพราะใช้การเยียวยากันเองด้วยคนในชุมชนโดยที่หมอเป็นเพียงคนให้ความรู้ ถ้าคนไข้อาการหนักมากก็ส่งต่อไปที่โรงพยาบาลใหญ่ของจังหวัดอีกที

ออกแบบ

สิ่งที่เรียกว่า ‘การออกแบบอย่างมีส่วนร่วม’ ช่วยแก้ปัญหานี้ยังไง

ภารกิจหลักของเราคือ ทำให้คนที่ทำงานตรงนั้นหรือคนที่เข้าไปใช้โรงพยาบาลนั้นรู้สึกว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาโรงพยาบาล ในทิศทางที่เขาคิดว่าน่าจะเป็น เช่น ตอนไปออกแบบโรงพยาบาลพนมดงรักที่สุรินทร์ คุณหมอและผู้จัดการโรงพยาบาลเป็นนักพัฒนาในสายเลือดและมีใจที่บริการ อยากให้โรงพยาบาลนี้เข้าถึงชุมชน ขณะที่ชุมชนก็ช่วยกันออกเงินเพื่อให้ช่างในพื้นที่สร้างสิ่งต่างๆ  อันนี้คือความตั้งใจดีมากที่เราเห็น

สิ่งที่เราเข้าไปสนับสนุนในบทบาทสถาปนิกคือ ช่วยเติมหลักคิดในการออกแบบสภาพแวดล้อม เรื่องที่สองคือ จัดกระบวนที่ให้คนมานั่งคุยกันซึ่งเป็นเรื่องใหม่สำหรับโรงพยาบาล ทำให้ทุกคนรู้ว่าที่จริงคุณหมอกับผู้จัดการก็จัดกระบวนการแบบนี้ได้ แล้วการจัดสิ่งนี้ก็จะช่วยให้มีหลายหัวมาช่วยกันคิด รูปแบบของอาคารก็จะดูน่าตื่นเต้นขึ้น เราคิดว่าสิ่งที่ทำให้การออกแบบโรงพยาบาลของเราต่างจากการออกแบบปกติคือ เราทำให้เขาเห็นว่างานออกแบบเป็นเรื่องของทุกคนได้ เพราะทุกคนใช้งานพื้นที่นั้น สถาปนิกเป็นแค่คนแปลภาษาที่ทุกคนคุยกันให้เป็นภาพ

เวิร์กช็อป

ไอเดีย

คุณทำให้คนในโรงพยาบาลเข้าใจการออกแบบวิธีนี้ได้ยังไง

สิ่งแรกที่คนเข้าใจคือ เราเป็นสถาปนิก เป็นนักออกแบบ ที่จะไปออกแบบให้โรงพยาบาลเขาดีขึ้น และอาจจะมองว่าการออกแบบของเราคือ เขาให้โจทย์เรา พาเดินดูพื้นที่ แล้วก็รอดูว่าหน้าตาอาคารหรือสิ่งที่จะเนรมิตขึ้นมาจะเป็นยังไง เขาเองจะโอเคมั้ย เราก็อาจใช้วิธีการให้เขามีส่วนร่วมแบบเป็นธรรมชาติ คือไม่ได้ไปฝืนหรือบังคับ เช่น ที่โรงพยาบาลพนมดงรัก เราก็ทดลองบอกคุณหมอไปว่า มี Master Plan โรงพยาบาลในฝันในอีก 10 – 20 ปีมั้ย เราอยากเห็นจังว่าเป็นยังไง คุณหมอก็ทำมาเลย เป็นผังตึกที่เขียนด้วยไมโครซอฟต์เวิร์ด แล้วก็อธิบาย เช่น อยากมีโรงสีข้าวตรงนี้ แล้วเราก็เอาสิ่งที่เขาทำมาให้คนอื่นมาเสนอไอเดียต่อ เป็นการทำให้ทุกคนเข้าใจว่านี่คือการทำงานแบบมีส่วนร่วม ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องที่ต้องเตรียมตัวเยอะ แค่เราเปิดเวทีให้คนมาเสนอไอเดียซ้อนกับไอเดียที่เราคิดด้วยโจทย์ที่มันชัด เช่น ทำยังไงให้โรงพยาบาลดีสำหรับทุกคน พอผ่านกระบวนการรอบนี้ปุ๊บ ความเข้าใจขั้นต้นก็เกิดเลย

แบบจำลอง

แล้วชวนคนที่รู้สึกว่าฉันไม่เกี่ยวกับการออกแบบโรงพยาบาล เช่น แม่บ้าน มาร่วมวงยังไง

ยิ่งแม่บ้านนี่เขายิ่งอยากร่วมมากเลย (หัวเราะ) เพราะเขาคือคนที่ต้องเข็นรถ เอาของไปทิ้ง เห็นปัญหาเรื่องการสัญจรในโรงบาล เห็นปัญหาว่าต้องมีที่พักที่คนอื่นจะไม่บ่น 

 

ถ้าคนร่วมออกแบบเห็นไม่ตรงกันล่ะ

สิ่งที่สำคัญคือ ก่อนเกิดเหตุการณ์นั้น เราต้องสร้างสภาพแวดล้อมให้ทุกคนรู้สึกสบายใจที่จะได้เล่าสิ่งที่ตัวเองอยากเล่าและต้องทำให้เขารู้สึกรับฟังคนอื่นมากๆ ด้วย แต่ถ้ามีเหตุการณ์เกิดขึ้น จะมีการจัดการ 2 แบบ แบบแรกคือจัดการฉับพลัน ณ ตรงนั้น โดยเราก็ว่ากันด้วยเหตุผล เช่น คนสองคนเกิดเห็นขัดแย้งกัน เราก็จะสเกตช์ความคิดเป็นภาพเลยแล้วพูดเรียบๆ ว่า ฝั่งนี้มีข้อดีตรงนี้ ฝั่งนั้นข้อดีคือตรงนี้ พยายามหาข้อดีของ 2 อันนี้แล้วหยิบมารวมกัน แต่ถ้ารวมกันไม่ได้ ก็มาดูกติกาว่า ก่อนเกิดความขัดแย้ง เราคุยกันว่าอาคารหรือพื้นที่ที่เราออกแบบคืออะไร

แต่ถ้าเรารู้สึกว่ามันแรงไป ก็จะจัดการด้วยแบบที่สองคือ ไม่จำเป็นต้องตัดสินวันนั้นเลยก็ได้ เราก็ทดไว้ว่ามันก็มีข้อดีทั้งคู่ แล้วมาคุยต่อตอนกลางคืนหรืออีกวันมาเจอกันใหม่ มันก็จะค่อยๆ คลี่คลาย เพราะบางทีคนที่กำลังตั้งธงรบกันอยู่อาจโฟกัสแค่เรื่องการเอาชนะ ไม่มีเวลาให้ไตร่ตรองว่าสิ่งที่เขาทำเป็นเรื่องใหญ่ที่ทุกคนร่วมคิด เราก็ใช้เวลาช่วยจัดการ

และถ้าเป็นความขัดแย้งที่เกิดในองค์กร วิธีที่เราชอบใช้บ่อยๆ คือ มองงานนี้ให้กว้างกว่าตัวโรงพยาบาล เช่น ที่โรงพยาบาลพนมดงรัก เราก็มองไปว่ามันเป็นโรงพยาบาลเดียวนะที่ยังมีป่าชุมชนหลงเหลืออยู่ เพราะฉะนั้น มันคือเรื่องของชุมชน ของทั้งเมือง ต้องชวนนายกเทศบาล ต้องชวนพระ มาคุยด้วย ทีนี้ความรู้สึกต้องเอาชนะภายในองค์กรก็จะน้อยลง

ประชุม

เวลาทำงานคุณให้ความสำคัญกับเรื่องอะไรเป็นพิเศษ

สิ่งที่เรากังวลที่สุดคือ เราต้องใช้พลังงานในการจัดการพูดคุย เพราะวงที่ทุกคนมานั่งคุยกัน หาทางออกร่วมกัน ต้องใช้พลังงานความสร้างสรรค์สูงมาก ต้องใช้การรับฟังสูงมาก เราต้องนำวงให้ทุกคนรู้สึกผ่อนคลายและไม่ได้หนักสมองเกินไป เป็นวงที่ทุกคนเข้ามาแล้วรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งกับมันได้มากที่สุด ซึ่งหลักที่ทีมเรายึดก็คือต้องวางแผนให้ดีมากๆ ต้องจัดทีมนำวงที่อาจมีมากกว่าหนึ่งคนเผื่อคนนำวงรู้สึกหมดพลัง เพราะบางทีคนก็มากัน 50 คน

 

หลังออกแบบโรงพยาบาลมาหลายที่ คุณคิดว่ามันต่างจากงานออกแบบอื่นๆ มั้ย

ไม่ต่างนะ สิ่งที่เราว่าต่างคือความคิดในการออกแบบโรงพยาบาลของเรากับคนอื่นๆ เรารู้สึกว่าตัวเองไม่ได้ออกแบบโรงพยาบาลอยู่ แต่ออกแบบพื้นที่ให้คนได้มีปฏิสัมพันธ์กัน ได้รู้สึกสบาย และให้คนใช้งานได้มีส่วนร่วมมากที่สุด สิ่งที่เราออกแบบจึงแตะกับส่วนที่เป็นการรักษาทางการแพทย์น้อยมาก เช่น การออกแบบโรงพยาบาลที่เกาะยาวใหญ่ก็กลายเป็นการออกแบบเพิ่มพื้นที่ให้ที่พักของญาติ หรือออกแบบห้องของผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่มีบรรยากาศเหมือนบ้าน ซึ่งถ้าเราออกแบบโรงเรียน ออฟฟิศ หรือบ้าน คนก็คงไม่ต่างกัน สุดท้ายเราก็คงได้พื้นที่ที่สบาย และคนที่เข้ามาใช้รู้สึกว่ามันควรจะต้องเป็นแบบนี้

ที่ดิน

สนาม

 

พอออกแบบจนเสร็จ โรงพยาบาลของคุณต่างจากโรงพยาบาลทั่วไปหรือเปล่า

ถ้าเป็นทางกายภาพนี่ต่างเลย เช่น ตอนออกแบบอาคารใหม่ที่โรงพยาบาลพนมดงรัก เราไม่ได้รีเสิร์ชแบบมาตรฐานของกองแบบแผน แล้วก็แทบไม่ได้คำนึงเลยว่าอาคารนี้ต้องล้อกับอาคารข้างๆ มากแค่ไหนหรือต้องได้อิทธิพลมามั้ย แบบที่เกิดมาจากคนในพื้นที่นั้นซึ่งอยู่กับพวกเรา เป็นอาคารที่มีใต้ถุนบ้านของเรือนพื้นถิ่นอีสานแบบเดิม มีชาน ค่อนข้างให้ความรู้สึกถ่อมตัว เราอธิบายไม่ได้เหมือนกันว่ามันคือสถาปัตยกรรมรูปแบบไหน แต่มันเกิดมาจากคนตรงนั้น แล้วทุกคนรู้สึกว่า นี่แหละ อาคารใหม่ที่เขาต้องการให้อยู่ในโรงพยาบาลของเขา แล้วโรงพยาบาลซึ่งเราออกแบบล่าสุดก็อยู่จังหวัดติดกัน แต่แบบคนละสไตล์ ซึ่งทำให้เราสบายใจว่านี่เป็นโรงพยาบาลที่ต้องตั้งอยู่แค่ตรงนี้แหละ ย้ายไปตั้งที่อื่นแล้วไม่เหมาะ ไม่ใช่

ส่วนเรื่องความรู้สึกของคนในโรงพยาบาล เขาจะรู้สึกเป็นเจ้าของและรับผิดชอบมันมากขึ้น ทำให้โรงพยาบาลมีแบบที่ซ่อนอยู่ในแบบที่เขียนขึ้นเยอะมาก คือถึงเราออกแบบอาคารที่ผู้รับเหมาต้องสร้างได้ตอนส่งมอบงาน แต่พื้นที่จริงจะมีบริเวณปลูกสมุนไพรซึ่งไม่มีอยู่ในแบบ แต่เขาวางแผนกันว่าจะทำต่อ ชาวบ้านจะเอาแคร่มาตั้งตรงนี้เพื่อทำตลาดนัดชุมชน หรือในโรงพยาบาลพนมดงรักที่เราออกแบบอาคารแล้วเซอร์ไพรส์เขาด้วยแบบจุดเรียนรู้เรื่องป่าที่เชื่อมกับอาคารนี้ เขาก็ไปออกแบบกันต่อ นี่คือการออกแบบเพิ่มของคนในพื้นที่

แบบโรงพยาบาล

แบบจำลอง

นอกจากเห็นความสำคัญของสภาพแวดล้อม งานนี้เปลี่ยนมุมมองของคุณต่อโรงพยาบาลในด้านอื่นอีกมั้ย

เราได้เข้าใจว่าโรงพยาบาลเกี่ยวข้องกับเราตั้งแต่เกิดจนตายจริงๆ เราเห็นคนมาคลอดที่นี่จนถึงคนป่วยที่อยู่ในวาระสุดท้ายของชีวิต แล้วก็ถึงขั้นอยากออกแบบโรงพยาบาลให้เป็นอีกแบบหนึ่งเลย ตั้งคำถามว่าพื้นที่ที่เยียวยาคนจริงๆ น่าจะเป็นแบบไหน ระบบที่คนอุ่นใจ เข้ามาในนี้แล้วได้ทั้งเรื่องเทคโนโลยีการรักษา ได้สภาพแวดล้อมที่ดีมาก และได้การเกื้อหนุนจากชุมชนรอบข้างด้วยจะเป็นหน้าตายังไง และสุดท้ายแล้ว โรงพยาบาลอาจไม่ใช่ที่ที่ไปเพื่อรักษา แต่เป็นที่ที่เราไปเพื่อตายอย่างสงบได้ด้วยหรือเปล่า

แต่ยังไงก็ตาม ในชีวิตจริงเราก็ยังสนุกกับการซ่อมโครงสร้างเดิมที่มีภายใต้เงื่อนไข การได้ดีลกับความจริง และอยากให้มันไปถึงขั้นมีโอกาสเสนอแคมเปญที่ช่วยให้ทุกคนร่วมซ่อมสถานพยาบาลใกล้บ้านของตัวเองได้โดยใช้ทักษะของตัวเอง แล้วขอเงินจากส่วนกลางเพื่อปรับปรุงให้ได้โรงพยาบาลตามฝัน

CROSSs

Facebook: CROSSs

Writer

Avatar

ธารริน อดุลยานนท์

สาวอักษรฯ ผู้หลงรักการเขียนเสมอมา และฝันอยากสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ด้วยสิ่งที่มี ณ จุดที่ยืนอยู่ รวมผลงานการมองโลกผ่านตัวอักษรไว้ที่เพจ RINN

Photographer

Avatar

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

คุณรู้จักซีรีส์สืบสวนสอบสวนอย่าง CSI ไหม แล้ว NCIS, Bones หรือ Partners for Justice ล่ะ

ถ้ารู้จัก คงเคยได้ยินชื่ออาชีพ ‘นักนิติวิทยาศาสตร์’ อยู่บ้าง พวกเขาคือผู้เชี่ยวชาญที่ใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ตรวจพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคล เพื่อช่วยสืบคดีและค้นหาความจริงผ่านศพ 

ในประเทศไทย นักนิติวิทยาศาสตร์คือหนึ่งในทีมเบื้องหลังของ สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม ผู้ช่วยพิสูจน์อัตลักษณ์เพื่อติดตามคนหายและพาโครงกระดูกนิรนามกลับบ้าน

ฟังดูอาจเป็นเรื่องไกลตัว แต่แท้จริงแล้ว ‘คนหาย’ เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับใคร เมื่อไหร่ก็ได้ อย่างที่เราเคยเห็นฉลากน้ำดื่มที่มีภาพเด็กหาย เห็นโพสต์ตามหาญาติในเพจมูลนิธิกระจกเงา รวมไปถึงประกาศผ่านข่าวและหน้าหนังสือพิมพ์ไม่เว้นแต่ละวัน

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

แต่ไม่ว่าชีวิตพวกเขาจะอยู่ในสถานะใด เป้าหมายของ พันตำรวจตรีสุริยา สิงหกมล ผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ และ นก-นฤมล ภราสมพงษ์ นักนิติวิทยาศาสตร์ชำนาญการพิเศษ หัวหน้ากลุ่มตรวจวิเคราะห์กระดูก กองพัฒนาระบบการติดตามคนหายและการพิสูจน์ศพนิรนาม คือ ‘การพาทุกคนกลับบ้าน’ 

ครั้งนี้ The Cloud จึงขอนำทุกท่านเข้าสู่โลกเบื้องหลังอันเต็มไปด้วยความหวังที่ไม่เคยริบหรี่ พบเจอกับกลุ่มคนผู้เปี่ยมพลังในการเปลี่ยนความหวังให้เป็นความจริง

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

3,291
สถานะ : พบตัว / ส่งคืน

ครอบครัวหนึ่งลาออกจากงาน เดินทางตั้งแต่เหนือจรดใต้ของประเทศไทยเพื่อตามหาคนรักที่หายไป โดยมีเพียงกระดาษ A4 ที่พรินต์รูปคนสำคัญและความหวังที่จะพาเขานั้นกลับบ้าน

ปัจจุบัน ประเทศไทยมีบุคคลสูญหายกว่า 2,346 ราย บุคคลนิรนามอีก 1,663 ราย ศพนิรนามอีก 2,848 ราย และตัวเลขเหล่านี้เพิ่มขึ้นทุกวันตามสถิติในหน้าเว็บไซต์ของ คณะกรรมการพัฒนาระบบการติดตามคนหาย และการพิสูจน์คนนิรนามและศพนิรนาม (ค.พ.ศ.)

ตัวเลขหลักพันประกอบจากชีวิตหลักหน่วยที่อาจเป็นได้ตั้งแต่คนชราผู้มีโรคอัลไซเมอร์ติดตัว ผู้ป่วยที่มีอาการหลงลืม เด็กที่ประสบอุบัติเหตุจนจำอะไรไม่ได้ หรือแม้กระทั่งผู้เคราะห์ร้ายจากคดีฆาตกรรม

สถาบันนิติวิทยาศาสตร์จึงทำงานทั้งในแง่ประกาศคนหาย ประกาศคนนิรนาม ประกาศศพนิรนาม จนถึงพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคล ทั้งจากข้อมูล ลายนิ้วมือ ผลทันตกรรม ไปจนถึง DNA เพื่อช่วยในการทำคดี

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

เราขอฉายภาพให้เข้าใจก่อนว่า พวกเขามีภารกิจช่วยคนและศพ ประเทศไทยมี ‘คนหาย’ ที่ไม่แน่ใจในสถานะ พวกเขาคือคนที่ญาติแจ้งความกับตำรวจ และยินยอมเผยแพร่ข้อมูลเพื่อให้ ‘สังคม’ ช่วยแจ้งเบาะแส 

ประเทศไทยมี ‘คนนิรนาม’ ที่ยังมีชีวิต แต่จำชื่อตนเองไม่ได้ ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร ให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ถูกบ้างผิดบ้าง อีกทั้งบางคนเดินทางข้ามจังหวัด จนการตามหาคนรู้จักกลายเป็นเรื่องยาก

สุดท้าย ประเทศไทยมี ‘ศพนิรนาม’ จำนวนนับพันที่ไม่รู้ว่าเป็นใคร บางคนมาในสถานะที่ญาติยังจดจำใบหน้าได้ และบางคนมาเพียงกระดูก ถึงอย่างนั้น นักนิติวิทยาศาสตร์ก็มองว่า กระดูกเพียงไม่กี่ชิ้นคือหลักฐานสำคัญที่ทำให้รู้ว่า พวกเขาเคยมีชีวิตอยู่บนโลก

แต่การนำคนหายและศพกลับบ้านไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะฐานข้อมูลคนหายในไทยยังกระจัดกระจายไม่รวมเป็นหนึ่ง บ้างไม่ถูกบันทึกลงระบบ ไหนจะเรื่องสิทธิในการเปิดเผยข้อมูลที่คลุมเครือ

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

“เราไม่ทราบว่าญาติของผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นใคร จะเปิดเผยข้อมูลลงเว็บให้ญาติมาหาก็ยังมีความก้ำกึ่งเรื่องสิทธิมนุษยชน เราจึงควรมี พ.ร.บ. บุคคลสูญหาย บุคคลนิรนาม หรือศพไร้ญาติ เพื่อระบุข้อกำหนดให้ชัดเจนในการเก็บ DNA เผยแพร่ข้อมูล รวมถึงทำให้สังคมรู้ว่านี่คือธุระของทุกคน”

นอกจากมูลนิธิกระจกเงาผู้ทำงานด้านบุคคลสูญหายมายาวนาน ทางสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ยังพยายามขับเคลื่อนเรื่องนี้โดยอาศัยความร่วมมือจากภาครัฐและเอกชน พัฒนาระบบ CIR เพื่อให้ข้อมูลที่ญาติกรอกและข้อมูลที่หน่วยงานรับแจ้งจับคู่กันได้ง่ายขึ้น รวมไปถึงจัดระเบียบการฝังศพนิรนามในสุสานศพไร้ญาติ เพื่อให้พวกเขายังมีโอกาสกลับสู่ครอบครัว

“ในสุสานต่างจังหวัดไม่มีการจัดการที่เป็นระบบ เราเลยทำ MOU ร่วมกับมูลนิธิสว่างอริยะธรรมสถาน (เม่งเลี้ยง) และกลุ่มสหพุทธรรมสงเคราะห์ (พ้งเลี้ยง) เพื่อสร้างมาตรฐานการเก็บศพ กำหนดว่าเก็บไว้กี่ปี ระบุเงื่อนไขก่อนเผาทำลาย เราไม่อยากให้ถึงวันที่ญาติมา แล้วพบว่าคนในหลุมถูกเผาไปแล้ว 

“แล้วเรายังมีกรณีที่ญาติทราบว่าศพอยู่กับที่นี่ แต่ไม่มีเงินมารับกลับ ทางเราเองก็มีต้นทุนในการดำเนินงานจำกัดสวนทางกับจำนวนคนหาย ในอนาคตจึงมีแผนเปิดมูลนิธิของสถาบันเพื่อสนับสนุนค่าใช้จ่ายในส่วนต่าง ๆ เพิ่มเติม”

ผู้อำนวยการเล่าพร้อมพาเราขึ้นไปยังห้องเก็บกระดูก เพื่อพบกับนฤมล นักนิติวิทยาศาสตร์ผู้อยู่เบื้องหลังการวิเคราะห์กระดูก และส่งศพนิรนามกลับบ้าน

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

จุดเริ่มต้นจากคำถามของคุณหญิงพรทิพย์

“คิดว่าความรู้ของตัวเองมีประโยชน์อะไร ไหนลองบอกมา” คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ (ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการและอาจารย์ในสมัยนั้น) ถามนฤมล

เธอเพิ่งส่งใบสมัครเข้าทำงานที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ และถูกเรียกให้เข้าสัมภาษณ์ภายในไม่กี่วัน

“หนูรู้จักแค่โครงกระดูกมนุษย์และร่างกายมนุษย์ค่ะ แต่ไม่ค่อยรู้อะไรเกี่ยวกับสถาบันนิติวิทยาศาสตร์เลย” เธอตอบ

“งั้นมาลองทำดูโดยใช้ความรู้ที่มี พี่กำลังต้องการความรู้นั้น”

นฤมลเป็นเด็กสายวิทย์ เรียนจบปริญญาตรีคณะเทคนิคการแพทย์ สาขาวิชารังสีเทคนิค มหาวิทยาลัยมหิดล เข้าทำงานเป็นนักรังสีเทคนิคในแผนกเอกซเรย์ของโรงพยาบาล ก่อนเรียนต่อจนจบปริญญาโทกายวิภาคศาสตร์ เพราะตนเองคล่องเรื่องกระดูกมนุษย์ แต่ตอนนั้นยังไม่มีคำว่านิติวิทยาศาสตร์อยู่ในความคิดของเธอ

“เพื่อนเคยแซวตอนเรียนปริญญาโทว่า จบแล้วไปทำงานกับอาจารย์พรทิพย์สิ เพราะเรามักเห็นท่านนั่งทานข้าวในโรงอาหาร เราไม่กลัวศพ เราไม่กลัวเลือด แต่ตอนนั้นไม่ได้รู้สึกคล้อยตามเพื่อน

“พอจบกายวิภาคมา คนส่วนใหญ่ไปเป็นอาจารย์ เราก็คิดอย่างนั้น จนไปเจอเว็บไซต์สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ประกาศรับคนจบปริญญาสาขาที่เราเรียนหรือสาขาที่เกี่ยวข้อง เราก็ส่งไปจนได้สัมภาษณ์กับอาจารย์พรทิพย์ในอีก 2 วันถัดมา”

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

ยุคนั้นปริญญาโทกายวิภาคมีนักศึกษาเรียนจบน้อย ในรุ่นของนฤมลมีเพียง 2 คน เธอจึงกลายเป็นบุคลากรคุณภาพในวันที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์เพิ่งเริ่มก่อตั้ง ถึงขั้นที่คณะกรรมการคุยกันว่า โปรไฟล์นี้คือคนที่คุณหญิงต้องการ

“พอสัมภาษณ์เสร็จเราถามอาจารย์พรทิพย์ว่า หนูได้ไหมคะ ท่านบอกว่า มาทำงานได้เลย อาจารย์มอบหมายให้อยู่ศูนย์พิสูจน์บุคคลสูญหาย จนถึงวันนี้ 19 ปีแล้ว เราก็ยังทำงานที่นี่อยู่”

เข้างานวันแรก ๆ หน้าที่ของนฤมลคือการรับศพและเดินทางไปที่เกิดเหตุเพื่อค้นหากระดูก ฟังดูเหมือนง่าย แต่เส้นทางการทำงานที่แท้จริงขรุขระเสมอ เธอต้องขวนขวายอ่านหนังสือ ปรึกษาขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญทั้งในและต่างประเทศ และสอบชิงทุนเพื่อไปศึกษาการทำงานในต่างประเทศ หนึ่งในนั้นคือการไปเรียนที่ฮาวายใน Forensic Science Academy ห้องปฏิบัติการนิติมานุษยวิทยา (Central Identification Laboratory, Hawaii) ที่ดีที่สุดในโลก

“อาจารย์พรทิพย์เห็นความสำคัญเรื่องนิติวิทยาศาสตร์มานานแล้ว เพราะประเทศไทยในอดีตไม่มี กระดูกหรือศพเน่าจึงถูกละเลยเพราะไม่มีข้อมูล แต่ด้วยการขับเคลื่อนของอาจารย์และอีกหลายท่าน ไทยจึงได้ร่วมมือกับต่างประเทศ และตัวเองก็ได้รับการสนับสนุนจากผู้ใหญ่จนมีความรู้ในการทำงานมากขึ้นเรื่อย ๆ”

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

Diary of Life

หากศพอยู่ในสภาพที่แพทย์ชันสูตรตรวจสอบอะไรต่อไม่ได้ ด่านต่อไปคือการค้นหาข้อมูลจากกระดูก หน้าที่ของนฤมลคือการรับศพจากห้องแล้วนำไปสลายที่นครนายก เพื่อเอาเนื้อเยื่อออกและทำความสะอาด จากนั้นจึงตรวจกระดูกอย่างละเอียดเพื่อค้นหาร่องรอย ความผิดปกติ เช่น โรคและบาดแผลต่าง ๆ

“ไม่ใช่ทุกเคสที่มีกุญแจให้เราไข แต่บางเคสมี เช่น Defend Wound คนอาจยกแขนขึ้นมาป้องกันตัวจนเกิดรอยลึกบนกระดูก ถ้าพี่เห็นรอยแตกบนกระดูกเป็นรอยสันคมแนวขนาน แปลว่าอาจเกิดจากของมีคม

“หรือสมมติเจอกองเนื้ออยู่บนพื้น พี่เอามาตรวจแล้วเจอรูกลม ๆ บนกระดูก แปลว่าสาเหตุการตายอาจไม่ใช่รถทับ เพราะมีรอยกระสุน ใครบ้างจะปล่อยให้รถทับแล้วมายิงซ้ำ หรือเจอศพแล้วค่อยมายิง หากพี่ส่งสิ่งที่ตรวจเจอให้พนักงานสอบสวน อย่างน้อยเขาอาจเอาไปเป็นข้อมูลสำหรับทำคดีต่อได้” นฤมลเล่าประสบการณ์

ด้วยความที่คลุกคลีกับศพและกระดูกมานาน เพียงการมองด้วยตาเปล่าก็ทราบได้ว่านั่นคือกระดูกคนหรือสัตว์ เพราะฉะนั้น หากสงสัย โปรดส่งมาให้สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ตรวจสอบ

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

“เราจะนำกระดูกที่ได้ทั้งหมดมาเรียง เพื่อสร้าง Biological Profile ระบุเพศ อายุ เชื้อชาติ ส่วนสูง สาเหตุการตาย ซึ่งมีส่วนช่วยในการหาคนหายและทำคดี อย่างกระดูกชิ้นนี้ที่มีเหล็กดามอยู่” เธอชี้

เหล็กที่ว่าเป็นข้อมูลพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคลชิ้นสำคัญ หากทราบเพิ่มเติมว่าศพนี้เป็นเพศชาย อายุระหว่าง 19 – 30 ปี มีเหล็กดามเข่า เจ้าหน้าที่จะลดจำนวนกลุ่มเป้าหมาย โดยตีวงไปยังผู้สูญหายที่เพศ ช่วงอายุ ประวัติทางการแพทย์ และข้อมูลจากญาติตรงกัน

“จากที่มีข้อมูลคนสูญหายเพศชายในระบบ 100 คน อาจเหลือแค่ 20 คนที่ขาเจ็บ หากศพดามเหล็กที่ขาขวา อาจเหลือที่ตรงกันแค่ 5 คน หลังจากนั้นจะมีการ Confirm Test โดยนำญาติมาที่สถาบันฯ เพื่อตรวจสอบหลักฐาน รูปพรรณสัณฐาน และข้อมูลเพิ่มเติมทางการแพทย์ ถ้าเข้าข่ายจึงส่งไปตรวจ DNA”

เพราะฉะนั้น สิ่งสำคัญที่สุดคือ ‘ข้อมูล’ โดยเฉพาะข้อมูลจากญาติพี่น้อง หากใครมีประวัติทันตกรรมหรือประวัติทางการแพทย์ ไม่ว่าจะเป็นผลเอกซเรย์ ผ่าตัด หรือดามเหล็ก โปรดเก็บเอาไว้ให้ดี สิ่งนี้คือหลักฐานที่จะตามหาญาติของท่านจนพบ

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน
'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

แล้วในคดีสำคัญ เราจะรู้ได้อย่างไรว่าผู้ตรวจสอบไม่มีอคติในการทำงาน

นฤมลบอกว่าทุกกระบวนการเป็นไปตามหลักสากลที่เรียกว่า Blind Analysis คือเธอไม่ทราบข้อมูลของโครงกระดูกเลย ไม่ว่าจะประวัติ สำนวนคดี หรือสถานที่ที่พบ เพื่อปฏิบัติกับกระดูกทุกโครงอย่างเท่าเทียม

“สุดท้ายพี่จะรู้ข้อมูลเองเมื่อศพบอก สมมติ พี่เจอรากไม้ตามโพรงจมูก พี่จะเขียนลงในรายงานว่ามีรากไม้ ซึ่งอาจตรงกับคดีว่า ตำรวจไปเก็บมาจากป่า ขุดจากดิน หรืองมจากในน้ำ บางทีเราไปพลิกป่าหาเอง ได้มา 1 ชิ้นก็ถือว่าได้ แต่ข้อมูลจะน้อยกว่าได้มาทั้งโครง”

ภาพ : นันโท ศาสตร์ประสิทธิ์

เกือบ 2 ทศวรรษที่ผ่านมา งานนี้สอนเธอว่า กระดูกที่คนอื่นมองเป็นเพียงกระดูก แท้จริงแล้วคือสมุดบันทึกชีวิตที่ไม่ใช่ใครก็เปิดอ่านได้

“แต่เราคือคนนั้น ใครเคยแขนหัก ขาหัก มันบันทึกอยู่ในกระดูก ต่อให้ผ่านไป 10 – 20 ปีมันก็จะถูกบันทึกอยู่อย่างนั้น พี่จะเห็นร่องรอย พี่จะรู้ว่าเขามีตัวตน แต่ถ้ากระดูกนี้ไปอยู่กับคนอื่น เป็นผู้เคราะห์ร้ายสักคนที่ล้มอยู่ที่ไหนสักแห่ง กระดูกของพวกเขาอาจกระจัดกระจาย ตัวตนแตกสลาย และหายไปตลอดกาล

“อะไรที่จะบอกกับประชาชนได้ คืออยากให้ช่วยแจ้งพนักงานสอบสวนเพื่อเก็บกระดูกที่คุณพบมาให้เรา ไม่ต้องกังวลว่านั่นจะเป็นกระดูกสัตว์แล้วใครจะว่าอะไร หากนั่นเป็นคนที่คุณรัก คุณก็คงคิดเหมือนกันว่าอยากเพิ่มโอกาสในการหาเขาให้เจอ”

'คนหายไม่ใช่เรื่องไกลตัว' คุยกับทีมงานสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ผู้อยู่เบื้องหลังการพาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

จะรอวันได้พบเธอ

“พี่ทำงานนี้มา 19 ปี ไม่ได้สำเร็จทั้งหมด แต่ก็หาเจอหลายเคส พี่ไม่ได้ไปคุยกับญาติเขาโดยตรง แต่ดีใจอยู่ข้างหลังทุกครั้งที่มีน้องมาบอกว่า เราได้คืนคนสำคัญให้ครอบครัว 

“มีจริง ๆ พ่อแม่ที่แข็งแรงดีเดินออกไปตลาด แต่หายไปเป็น 10 ปี บางคนความจำดีแต่ดันถูกรถเฉี่ยวจนหลงลืม ถูกส่งไปสถานสงเคราะห์ บางคนหนีออกมาเพราะจะกลับบ้าน แต่ดันหลงไปไกลกว่าเดิม ลูกหลานลาออกจากงานเพื่อตามหา หากเขารู้ว่าสุดท้ายพ่อแม่อยู่ที่นี่ อย่างน้อยชีวิตเขาก็ได้เดินต่อ อย่างน้อยเขาก็ได้พ่อแม่คืน

“กระดูกที่คุณเก็บมาให้เราตรวจ คุณรู้ไหมว่าเขาตามหากันขนาดไหน” นฤมลเล่าอย่างตั้งใจ

ภายในห้องเก็บกระดูกของสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ มีกระดูกนิรนามรอคอยการกลับบ้านกว่า 1,600 โครง จาก 4 จังหวัดที่สถาบันรับผิดชอบ อาวุโสที่สุดอยู่มาตั้งแต่ พ.ศ. 2545 และมีอีกมากมายกระจายอยู่ทั่วประเทศไทย

ภาพ : นันโท ศาสตร์ประสิทธิ์

“เรามีกลุ่มพิสูจน์อัตลักษณ์ที่ติดต่อกับญาติ กลุ่มบริหารจัดการฐานข้อมูลเพื่อสร้างศูนย์กลางข้อมูลเดียวกันทั้งประเทศ กลุ่มห้องปฏิบัติการทำหน้าที่ตรวจพิสูจน์หลักฐานจากศพ และกลุ่มติดตามคนหายที่ทำงานกับทุกภาคส่วนทั้งตำรวจและโรงพยาบาล คือเก็บข้อมูลกับคนไข้เพื่อตามหาญาติเลย เราไม่อยากให้เขาจากไปแล้วค่อยเก็บข้อมูล เพราะหากเจอเร็วย่อมเป็นประโยชน์กว่า”

นอกจากความรู้สึก การตามหาคนหายและระบุตัวตนศพนิรนามยังเป็นเรื่องของการพิทักษ์สิทธิ์ ไม่ว่าจะลบคำสบประมาท หาตัวคนร้ายมาลงโทษตามกฎหมาย คืนความยุติธรรมในคดี รวมถึงมอบสิทธิอันชอบธรรมคืนให้กับครอบครัว ออกใบมรณบัตร สิ้นสุดคดี ยุติการชำระหนี้แทน 

“ทั้งหมดเป็นบริการประชาชน ตั้งแต่แจ้งหาย เก็บหลักฐาน เก็บ DNA จนถึงรับศพกลับบ้าน ไม่มีการเก็บค่าบริการทั้งคนหายและการตรวจพิสูจน์ศพนิรนาม เว้นแต่เป็นการตรวจที่ไม่ใช่ทางคดี

“การพาศพกลับบ้านอาจไม่ได้เป็นประโยชน์กับผู้ตาย แต่เป็นการทำเพื่อคนที่ยังมีชีวิตอยู่ เราอยากให้สังคมตระหนักถึงเรื่องนี้ แล้วมาแจ้งเบาะแส เก็บกระดูกมาพิสูจน์ เราจะพาพวกเขากลับบ้าน”

Writer

วโรดม เตชศรีสุธี

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

Photographer

Avatar

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load