คุณและฉันอาจมีความทรงจำถึง ‘ครู’ แบบเดียวกัน คือเป็นคนที่เราต้องเจอในโรงเรียน มักยืนสอนหนังสือ (ซึ่งเดี๋ยวจะกลายเป็นข้อสอบ) อยู่หน้ากระดาน พร้อมถือไม้เรียวไว้ขู่เด็กๆ

แต่หากลองฉีกภาพจำนั้น มองลึกไปถึง ‘คุณค่า’ เราจะได้เห็นว่าบุคคลหน้าห้องเรียนนี้คือ ห่วงโซ่สำคัญของระบบการศึกษา-สิ่งที่เป็นรากฐานการพัฒนาประเทศ

การได้พบครูคุณภาพ 1 คน อาจเปลี่ยนแปลงชีวิตเด็กหลายสิบ หลายร้อยคน

ก่อการครู

อย่างไรก็ตาม การเป็นครูไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะระบบการศึกษาไทยมองว่าครูคือผู้ป้อนความรู้แก่นักเรียนซึ่งเหมือนภาชนะว่างเปล่า และยังคงตีความ ‘ความรู้’ ตามวิธีคิดแบบเก่า นั่นคือเน้นการเรียนจากตำราเป็นหลัก การสร้างครูของเราจึงปาดไฮไลต์ที่มิติเชิงวิชาการ พร้อมวางความคาดหวังบนบ่าให้ครูสอนวิชาจากตำราครบถ้วน พานักเรียนไปสู่คะแนนสอบที่ดี รวมถึงเป็นตัวอย่างที่ดีแก่เด็กๆ

เราหลงลืมไปว่าครูคือมนุษย์มีเลือดเนื้อ มีหัวใจ มีความทุกข์ในชีวิตและงานไม่ต่างจากใครอื่น

และนี่คือ ‘ปัญหา’ ซึ่งกลุ่มคนตัวเล็กที่ฉันมานั่งสนทนาด้วยวันนี้มองเห็น

พวกเขาคือกลุ่มคนจากหลากอาชีพ มีตั้งแต่อาจารย์ นักการศึกษา จนถึงจิตแพทย์ หากให้ยกตัวอย่างก็เช่น เดชรัตน์ สุขกำเนิด อาจารย์จากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พฤหัส พหลกุลบุตร ผู้อำนวยการฝ่ายการศึกษา มูลนิธิสื่อชาวบ้าน (มะขามป้อม) และ ณัฐฬส วังวิญญู กระบวนกรจากสถาบันขวัญแผ่นดินซึ่งทำงานเกี่ยวกับเรื่องเชิงจิตวิญญาณภายใน 

ก่อการครู

ทุกคนมีจุดร่วมคือเป็นผู้ทำงานด้านการศึกษาและพัฒนามนุษย์มายาวนาน และหลังพบปะจนคุ้นเคย พวกเขาก็ตกลงใจมาร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลงในระบบการศึกษาไทย โดยมีเจ้าภาพเชิงวิชาการคือ คณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

เป็นการเปลี่ยนแปลงซึ่งเริ่มต้นที่ครู-คนตัวเล็กแต่มีบทบาทยิ่งใหญ่

ด้วยโครงการชื่อว่า ‘ก่อการครู’

แน่นอน นี่ไม่ใช่หลักสูตรพัฒนาครูรสชาติเดิมที่เน้นเทคนิควิชาการ แต่มุ่งสนใจครูในฐานะ ‘มนุษย์’

“สิ่งที่เราสนใจคือมิติของความเป็นมนุษย์แบบรอบด้านของครู ทั้งในเรื่องความสัมพันธ์ การดูแลภายในของตัวเอง หรือเทคนิควิธีการที่ไม่ใช่การสอนนักเรียนเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการสร้างสัมพันธภาพใหม่” พฤหัสที่เป็นหนึ่งในผู้ร่วมพูดคุยวันนี้เอ่ยเล่า

พฤหัส พหลกุลบุตร

อธิบายแบบกระชับเข้าใจง่าย โจทย์ที่ต้องการทำให้หลักสูตรก่อการครูแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ส่วนแรกชื่อว่า ‘ภาวะผู้นำและการเข้าใจตนเอง’ มุ่งไปที่ตัวตนของคนเป็นครู ประกอบด้วยวิชาสอนการดูแลจิตใจเมื่อเจอปัญหาในวิชาชีพ วิชาสอนการสร้างความสัมพันธ์แบบใหม่ในห้องเรียน ที่ไม่ใช่ครูเหนือกว่าเด็กตลอดเวลา เพื่อให้บรรยากาศในห้องดีขึ้น เด็กอยากเรียนและงอกงาม ปิดท้ายด้วยวิชาการดูแลเด็กที่มีความต้องการพิเศษหลากรูปแบบ ซึ่งสอนโดยจิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

เมื่อรู้วิธีรับมือปัญหาภายในใจและจัดการความสัมพันธ์ ก็มาถึงการรับความรู้จากส่วน ‘พัฒนาการเรียนรู้ (ตลาดวิชา)’ หรือหลักสูตรช่วงที่เหล่าวิทยากรหยิบ 15 วิชาที่อยากสอน น่าเรียน และอาจไม่ค่อยมีใครสอนกันมาให้ครูเลือกเรียนโดยอิสระ ตั้งแต่วิชา ‘หยุดการรังแก ด้วยการสื่อสารอย่างสันติ’ จนถึงวิชาชื่อแปลกหูอย่าง ‘เวทมนตร์คาถาในการสร้างการเรียนรู้ที่เปี่ยมความหมาย’

หลังจากนั้นก็มาถึงช่วง ‘พัฒนาและออกแบบกระบวนการเรียนรู้’ หรือการลงมือปฏิบัติจริง ที่ครูจะได้ลงมือทำแล้วนำเสนอให้เพื่อนครูในชั้นเรียนชม เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนขึ้น

ก่อการครู

ทั้งหมดเป็นหลักสูตรการเรียนรู้ที่ตั้งใจตอบโจทย์ความเป็นมนุษย์ในตัวครูแต่ละคน เพื่อให้พวกเขาพร้อมออกไปสร้างการเปลี่ยนแปลง

“ครูที่ดุอาจทำเพราะรัก ห่วงใยลูกศิษย์ แต่ไม่มีเครื่องมือ ซึ่งที่จริงมีวิธีอื่นแต่เขาอาจยังไม่รู้ ไม่เคยถูกฝึกฝน พอเขาเปลี่ยนไปใช้วิธีอื่นที่เด็กโอเคขึ้น เด็กก็โต้ตอบอีกแบบหนึ่ง เขาก็รู้สึกว่าถูกรัก มีครูจำนวนมากเลยที่บอกว่ามาเปลี่ยนในวันที่อายุห้าสิบแปดแล้ว เหลือเวลาราชการอีกสองปีจะเกษียณ เขาร้องไห้ บอกว่าทำไมไม่รู้สิ่งนี้เมื่อยี่สิบปีที่แล้ว ฉันทำร้ายเด็กไปเท่าไหร่แล้ว นี่คือคำพูดของครูที่พวกเราทำงานด้วยแล้วเขาเกิดการเปลี่ยนแปลง” พฤหัสถ่ายทอดประสบการณ์ที่ผ่านมา

ที่สำคัญ หลักสูตรก่อการครูไม่ได้ตั้งใจแค่สร้าง ‘ครูคุณภาพ’ กลับเข้าสู่ระบบ

แต่พวกเขาตั้งใจตอบโจทย์ข้อใหญ่ที่สุด นั่นคือการสร้าง ‘ครูคุณภาพสำหรับการศึกษาในศตวรรษที่ 21’ ซึ่งต้องการทั้งเครื่องมือแบบใหม่และ Soft Skill หรือทักษะด้านอารมณ์

ก่อการครู

เพราะยุคนี้คือยุคที่เทรนด์การศึกษาเน้นให้ครูเปลี่ยนบทบาทจาก ‘ผู้ให้’ โดยให้ความรู้ชุดเดียวแก่นักเรียนเพื่อผลิตคนแบบ Mass Production ตามแนวคิดการศึกษาแบบเก่า มาเป็น ‘เพื่อนร่วมเรียน’ ช่วยนำนักเรียนเข้าถึงความรู้ด้วยวิธีที่สนุก สอดรับกับธรรมชาติการเรียนรู้ของเด็ก

และความรู้ที่ว่านั้นก็ไม่ได้จำกัดแค่ในตำราอีกต่อไป แต่ต้องสัมพันธ์กับโลกรอบด้าน เพื่อพัฒนาเด็กให้เติบโตงดงามแบบองค์รวม พร้อมสำหรับโลกปัจจุบันที่ต้องการ ‘ทักษะชีวิต’ มากกว่าความรู้ชุดเดียวจากหนังสือเรียน

“ยกตัวอย่างเช่นการเรียนวิทยาศาสตร์เรื่องต้นไม้ แบบเดิมคือเอาหนังสือมา ดูรูปต้นไม้ ต้นไม้นี้มีกี่ชนิด ท่องสอบ จบ แต่แบบใหม่คือไปเดินชมต้นไม้ จับ ขยี้ขยำ ทำงานศิลปะกับต้นไม้ ให้เขาได้มีประสบการณ์กับต้นไม้จริงๆ ให้มีมิติของความสัมพันธ์ที่นำไปสู่การเริ่มต้นบางอย่าง แล้วทีนี้ครูก็ชวนคุย ต้นไม้มันทำอะไรกัน มีส่วนประกอบของอะไร ลองหาจากเน็ตสิ มันก็จะมีการแลกเปลี่ยน มีปฏิสัมพันธ์มากกว่าแค่เด็กรอรับและครูให้” พฤหัสอธิบายเห็นภาพ

ด้วยเหตุนี้ ก่อการครูจึงไม่ใช่แค่โครงการเล็กๆ ที่ช่วยแก้ไขปัญหาให้ครูไทย

แต่คือโครงการที่หวังช่วยให้ ‘การศึกษาไทย’ ก้าวทันโลก

ก่อการครู

และเพราะต้องการเปลี่ยนแปลงครูอย่างถึงแก่น หลักสูตรนี้จึงไม่ใช่การอบรมที่เน้นปริมาณในระยะเวลาสั้นๆ แต่เลือกทำงานกับครูรุ่นแรกจำนวน 100 คน เป็นเวลา 1 ปี โดยเริ่มจากครูมัธยมซึ่งน่าจะต้องรับมือกับปัญหาต่างๆ มากที่สุด เพราะประกอบด้วยหลายปัจจัย เช่น มัธยมต้นคือช่วงที่เด็กต้องเลือกว่าจะเรียนสายสามัญหรือวิชาชีพ ขณะที่มัธยมปลายคือช่วงขับเคี่ยวก่อนเข้ามหาวิทยาลัย

พวกเขาตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะอบรมครูทั้งโครงการจำนวน 5,000 คน หรือ 1 เปอร์เซ็นต์ของครูทั้งระบบการศึกษา ในระยะเวลา 5 ปี เพื่อเป็นจุดคานงัดสร้างการเปลี่ยนแปลงที่มีพลัง

1 เปอร์เซ็นต์อาจฟังดูเป็นจำนวนน้อยนิดในมหาสมุทรการศึกษา แต่ชาวก่อการครูตั้งใจให้มันเป็นจำนวนที่เข้มแข็ง ด้วยการออกแบบหลักสูตรที่สนับสนุนให้เกิด ‘ชุมชน’ 

รวบรวมคนคิดเหมือนกันมาช่วยส่งพลังแก่กัน

“เรื่องชุมชนนี่เป็นหัวใจเลย” พฤหัสบอกฉัน “ถ้าครูสมัครใจมาโครงการนี้ มันจะมีพลังของคนมีความคิดคล้ายกัน เผ่าพันธุ์เดียวกันมาเจอกันเยอะๆ เฮ้ย ฉันไม่ได้บ้าอยู่คนเดียว ไม่ได้เฟลอยู่คนเดียวนะ รวมถึงได้มาแลกเปลี่ยนกัน มีจังหวะที่ฉันติดปัญหา เธอมาช่วยฉันหน่อย” 

ก่อการครู

จากการพูดคุยถึงความฝันอยากสร้างการเปลี่ยนแปลง โครงการก่อการครูเริ่มเปิดรับสมัคร ‘ครูผู้ก่อการ’ แล้วตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2561

เพียงสิบกว่าวัน มีครูยื่นใบสมัครไม่ขาดจนเป็นจำนวนน่าชื่นใจ

เป็นสิ่งพิสูจน์ว่าฝันนี้ พวกเขาไม่ได้ฝันอยู่เพียงลำพัง

“เราเชื่อมั่นมากว่าสิ่งนี้จะสร้างการเปลี่ยนแปลง โครงการนี้คงไม่ได้ทำงานแค่ปีเดียว เป็นโครงการระยะยาวและยากมาก เพราะไปเปลี่ยนเรื่องระบบวิธีคิดด้วย แต่เราก็เชื่อมั่นว่ามันเป็นคำตอบสำหรับอนาคต สำหรับประเทศ” พฤหัสยืนยันความเชื่อของชาวก่อการครู

ความเชื่อที่ได้รับการรดน้ำให้ผลิบานในโลกความจริง

เพื่อครู เพื่อนักเรียน เพื่อฉันและคุณ

ติดตามกิจกรรมจากโครงการก่อการครูได้ที่ Facebook : ก่อการครู

Writer

Avatar

ธารริน อดุลยานนท์

สาวอักษรฯ ผู้หลงรักการเขียนเสมอมา และฝันอยากสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ด้วยสิ่งที่มี ณ จุดที่ยืนอยู่ รวมผลงานการมองโลกผ่านตัวอักษรไว้ที่เพจ RINN

Photographer

Avatar

ลักษิกา จิรดารากุล

ช่างภาพที่ชอบกินบะหมี่ ถูกชะตากับอาหารสีส้ม และรักกะเพราไก่ใส่แครอท

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

3 กุมภาพันธ์ 2566
20

“ผม / หนู อยากเป็น…” 

เสียงเจื้อยแจ้วของเด็ก ๆ วัยประถมตอนปลายดังลั่นห้องเรียนสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ 

บรรยากาศภายในห้องดูไม่คุ้นชิน เพราะนักเรียนไม่ได้นั่งบนโต๊ะเรียงแถวตอนลึกอย่างที่เคยเป็น แต่กลับนั่งเป็นกลุ่มบนพื้น ความตึงเครียดของนักเรียนที่พบได้ทั่วไปกลับกลายเป็นความกระตือรือร้นแย่งกันตอบคำถาม

ห้องเรียนที่ดูแปลกตาไป ณ ขณะนี้ได้รับการเนรมิตจาก ‘มูลนิธิโรงเรียนวันเสาร์’ หรือรู้จักกันในนาม ‘Saturday School’ โรงเรียนคอนเซปต์สุดแหวกแนว ขนขบวนวิชานอกห้องเรียนมาพร้อมคุณครูอาสาถึงที่ นำทีมโดย ยีราฟ-สรวิศ ไพบูลย์รัตนากร ผู้ก่อตั้ง 

ภาพชุลมุนของเด็กน้อยที่วิ่งออกมาแปะความฝันของตนบนกระดานพื้นสีขาวด้านข้างห้อง ทำให้ใบหน้าที่มีเมฆดำลอยอยู่บนหัวแปรผันเป็นใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มของนักเรียนทุกคน

“อย่าลืมความฝันของตัวเอง เมื่อใดที่เราไม่ลืม ทางเดินแห่งนั้นจะเปิดไปสู่ประตูแห่งความสำเร็จ” 

นี่คือข้อความเตือนใจที่ครูอาสากล่าวก่อนจะเริ่มการเรียนการสอน 

คุณครูไม่ได้สั่งให้นักเรียนเปิดหนังสือไปหน้าที่เท่าไร หรือให้คัดตามคำบอก แต่นำหุ่นยนต์มาแสดงจำลอง รวมถึงอธิบายกลไกการทำงานของมัน เสียงร้องดีใจของเด็ก ๆ ดังขึ้นทุกครั้งที่หุ่นยนต์เคลื่อนไหว เปรียบเสมือนกุญแจที่ไขไปสู่โลกใบใหม่ของพวกเขา

Saturday School โรงเรียนที่ตั้งจากคนตัวเล็ก ๆ และไม่บรรจุคำว่าเก่ง-ไม่เก่งในหลักสูตร

เสาเข็มต้นแรก

ทุกอย่างต้องมีจุดเริ่มต้น Saturday School ก็เช่นกัน 

“จริง ๆ แล้วผมเรียนจบคณะวิศวกรรมศาสตร์ ภาควิชาคอมพิวเตอร์ หลังเรียนจบก็ไปเป็นโปรแกรมเมอร์อยู่ประมาณ 1 ปี ช่วงนั้นในสังคมมีปัญหาหลายอย่าง ตัวเราคิดว่าไม่อยากอยู่ในสังคมที่มีปัญหาเยอะขนาดนี้ เลยมุ่งประเด็นไปที่การศึกษา เพราะว่าเป็นรากฐานสำคัญที่จะทำให้ปัญหาต่าง ๆ ดีขึ้น”

จากชีวิตโปรแกรมเมอร์ เลือกเบนเส้นทางเป็นคุณครูในโรงเรียนย่านบางนาถึง 2 ปี เพื่อจะได้เรียนรู้ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นในระบบการศึกษาไทยคืออะไร

“สิ่งหนึ่งที่ผมได้ลองทำที่โรงเรียน คือการศึกษาว่าจุดไหนสำคัญและเป็นจุดแข็งในการพัฒนาเด็ก จึงออกมาเป็นกิจกรรมที่ชวนเด็ก ๆ มาวันเสาร์ ชวนเพื่อน ๆ ที่สนใจการพัฒนาเด็ก ๆ มาสอนในสิ่งที่ตัวเองถนัด แล้วเด็กก็ได้เรียนในสิ่งที่ตัวเองสนใจซึ่งไม่ได้เรียนในห้องเรียนปกติ

“แต่ผมไม่เคยคิดอยากเป็นครูเลย เราไม่ได้ถนัด แต่มันทำให้รู้ว่าเราชอบการพัฒนาเด็ก เห็นเด็กเติบโตก็ดีใจ แต่การไปสอนเด็กทุกวันอาจจะไม่ใช่แนวทางของผม”

จากคุณครูประจำในโรงเรียน เริ่มทบทวนชีวิตว่าตัวเองสนใจการช่วยแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ในสังคมมากกว่า จึงเข้าสู่การก่อตั้งมูลนิธิอย่างเต็มตัว แต่การทำให้เด็กน้อยที่มีชื่อว่า Saturday School เดินอย่างเป็นสเตปจนเติบใหญ่ขนาดนี้กลับไม่ใช่เรื่องง่าย

“เริ่มที่ห้องเรียนเดียวก่อน พอเทอมถัดไปก็ชวนเด็กมามากขึ้น จาก 1 ห้องเรียน กลายเป็น 3 ห้องเรียนในโรงเรียนเดิม พอดีตอนนั้นเราเริ่มเปิดแฟนเพจ รับสมัครคุณครู มีคนสนใจจำนวนมากเพียงพอให้ขยายไปเป็นโรงเรียนแห่งที่ 2 ได้ เราเลยขยายไปอีกโรงเรียนหนึ่งในเทอมที่ 3 ก็คือปีที่ 2 ของมูลนิธิ ต่อมาจาก 2 โรงเรียนมาเป็น 7 และ 9 โรงเรียน

Saturday School โรงเรียนที่ตั้งจากคนตัวเล็ก ๆ และไม่บรรจุคำว่าเก่ง-ไม่เก่งในหลักสูตร

“เราพยายามรักษาจำนวนโรงเรียนนี้มาเรื่อย ๆ จนถึงจังหวะที่จดทะเบียนเป็นมูลนิธิ หลังจากนั้นก็เริ่มเป็นโครงสร้างองค์กรมากขึ้น เริ่มขยายงานและมีพาร์ตเนอร์ในการทำงานด้วยมากขึ้น”

การมีบริวารที่ดีเท่ากับมีชัยไปมากกว่าครึ่ง คำนี้คงใช้ได้ดีกับยีราฟ เพราะบรรดาคุณครูและผู้อำนวยการโรงเรียนย่านบางนาล้วนเปิดโอกาสให้เขาสอน พร้อมสนับสนุนกิจกรรมของเขาอีกแรง เป็นเหมือนเชื้อเพลิงที่ทำให้เครื่องจักรพุ่งทะยานไปได้ไกลกว่าที่เคย

จากเด็กที่ต้องคอยป้อนข้าวและต้องได้รับการดูแลเอาใจใส่ บัดนี้ Saturday School ยืนขึ้นด้วยลำแข้งของตัวเองแล้ว 

เด็กเมือง

Saturday School กระจายตัวอยู่ตามโรงเรียนในกรุงเทพฯ เยอะที่สุดก็จริง แต่จะพูดว่าเน้นเป็นหลักอาจไม่ได้ เนื่องจากมูลนิธิไม่ได้ตั้งใจจะโฟกัสเฉพาะในกรุงเทพฯ เพียงแต่เป็นพื้นที่ที่เข้าถึงง่ายที่สุด 

เริ่มแรกมูลนิธิเคยพยายามขยายไปยังต่างจังหวัด แต่ด้วยเรื่องการบริหารจัดการที่ต้องมีคนคอยจัดการประจำ ครูอาสาที่จังหวัดนั้น ๆ ต้องมาสอนทุกสัปดาห์ จึงอาจเป็นสิ่งเกินตัวยีราฟที่ยังดูแลได้ไม่เต็มที่ โครงการจึงต้องพับเก็บไปในที่สุด 

“ถ้ามองกันจริง ๆ ในกรุงเทพฯ มีเด็กที่ฐานะของครอบครัวไม่ได้ต่างจากเด็กที่อาศัยในชนบทมากนัก อาจเพราะในกรุงเทพฯ มีค่าครองชีพสูงกว่า เด็กอาจจะเครียดกว่า แต่ในด้านการเข้าถึงทรัพยากรต่าง ๆ เด็กกรุงเทพฯ อาจเข้าถึงได้ง่ายกว่า ทั้งเด็กเมืองและเด็กชนบทจึงมีความท้าทายที่ต่างกัน บอกไม่ได้ว่าใครดีหรือแย่กว่ากัน”

ปัจจุบันรากฐานของ Saturday School เริ่มแข็งแรง กำลังขยายไปอีกเกือบ 10 จังหวัด และจะขยายต่อไปเรื่อย ๆ

Saturday School โรงเรียนที่ตั้งจากคนตัวเล็ก ๆ และไม่บรรจุคำว่าเก่ง-ไม่เก่งในหลักสูตร

ห้องเรียนไม่ซ้ำแบบของโรงเรียนนอกเวลา

เมื่อห้องเรียนทั่วไปถูกออกแบบให้เด็ก ๆ ต้องพัฒนาทักษะหลายด้านโดยที่พวกเขาไม่ได้เลือก Saturday School จึงใช้ช่องว่างของระบบการศึกษา เนรมิตห้องเรียนฉบับตามใจหนู ๆ 

“เราพยายามไม่ยัดอะไรให้เด็ก แต่เรามองว่าเด็กจะเกิดการเรียนรู้ตลอดเวลาได้ยังไง ให้เขาได้เรียนในสิ่งที่ต้องการ ไม่ว่าจะเต้น ร้องเพลง ศิลปะ ดนตรี เมื่อเขาได้เรียนในสิ่งที่อยากเรียน เขาก็จะมั่นใจในตัวเองมากขึ้น เห็นคุณค่าในตัวเองมากขึ้น และอยากพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น” 

ห้องเรียนฉบับ Saturday School สอนแบบเน้นผู้เรียนเป็นหลัก โดยยีราฟเล่าว่า อาสาสมัครของเขาใส่ใจกับเด็ก ๆ มาก พยายามสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้ทุกคนได้เติบโตและพัฒนาศักยภาพอย่างเต็มที่ โดยไร้ความกลัว การแบ่งแยก และการตัดสินว่าเก่งหรือไม่เก่ง

Saturday School โรงเรียนที่ตั้งจากคนตัวเล็ก ๆ และไม่บรรจุคำว่าเก่ง-ไม่เก่งในหลักสูตร

“สิ่งที่เราจัดเสมอคือวัน Big Day ในวันนั้นเด็กจากทุกโรงเรียนจะมารวมตัวกันแล้วแสดงผลงานหรือความสามารถที่ตนได้เรียนมาตลอดโครงการของเรา ไม่ว่าเขาจะทำได้ดีหรือไม่ดี ไม่สำคัญเท่ากับเขาได้โชว์ความสามารถของตัวเองออกมา แล้วได้รู้ว่ายังมีคนให้ความสำคัญกับความสามารถของเขา” 

เป้าหมายของ Saturday School ไม่ใช่การพัฒนาให้เด็กเต้นเก่งหรือวาดรูปเก่งเพียงอย่างเดียว การพัฒนาเด็กจากภายใน หรือ Soft Skills อันประกอบไปด้วย Growth Mindset (ความคิดแบบเติบโต) Self Awareness (การรู้จักตนเอง) Resilience (การล้มแล้วลุกขึ้นมาใหม่ได้) และ Prosocial (ลักษณะนิสัยที่เอื้อหรือแบ่งปันให้กับคนรอบข้าง) คือแก่นแท้ที่พวกเขามุ่งสร้างให้เกิดขึ้นกับเด็กทุกคน 

Saturday School โรงเรียนที่ตั้งจากคนตัวเล็ก ๆ และไม่บรรจุคำว่าเก่ง-ไม่เก่งในหลักสูตร

อาสาสมัครที่มากกว่าการเป็นครู

ตั้งต้นจากนักเรียน ออกแบบจากความตั้งใจของอาสา กว่าห้องเรียนวันเสาร์จะออกมาเป็นห้องที่เต็มไปด้วยร้อยยิ้ม เสียงหัวเราะ และบทเรียนสนุก ๆ ในแบบฉบับเข้าใจง่าย เบื้องหลังคือหยาดเหงื่อ ความทุ่มเท และความร่วมมือร่วมใจจากอาสาสมัครหลากความเชี่ยวชาญ ร่วมทำงานกันเป็นทีม ตั้งแต่ร่างเนื้อหาการสอน ไปจนถึงพาเด็ก ๆ ทำกิจกรรม

อาสาสมัครคือผู้ใกล้ชิดกับเด็กรองจากครู เมื่อผ่านการทำกิจกรรมร่วมกัน พวกเขาจะรับรู้ได้ทันทีว่าเด็ก ๆ มีพื้นฐานเป็นอย่างไร และควรปรับการสอนไปเป็นแบบไหน ด้วยเหตุนี้ การวางกิจกรรมและหลักสูตรให้เหมาะสมกับพื้นฐานของเด็กแต่ละคนจึงเป็นโจทย์ใหญ่

“ความถนัดของอาสาสมัครแต่ละคนไม่เท่ากัน คนที่สอนเต้นเขาก็จะเต้นเพลงไม่เหมือนกัน แต่สุดท้ายทุกคนต้องทำให้เด็กเชื่อว่า ทักษะความสามารถของพวกเขาพัฒนาได้ด้วยการเรียนรู้และฝึกฝน” 

Saturday School โรงเรียนที่เปิดทำการในวันเสาร์ สอนวิชานอกห้องเรียน และไม่บรรจุคำว่าเก่งหรือไม่เก่งในหลักสูตร

ยีราฟเชื่อว่าการออกแบบการเรียนรู้ไม่ได้ขึ้นอยู่ใครคนใดคนหนึ่ง เนื้อหาระหว่างทางและการออกแบบห้องเรียนเป็นสิ่งที่ยืดหยุ่นได้ อีกทั้งอาสาสมัครทุกคนที่ผ่านการคัดเลือกมาล้วนเต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์

เพียงแต่ข้อสำคัญของการออกแบบหลักสูตร คือต้องเป็นวิชาที่เด็ก ๆ อยากเรียน แม้แต่การตั้งโจทย์ก็ต้องเป็นวิชาที่เด็กสนใจ แม้จุดนี้จะทำให้หาอาสาสมัครมาเข้าร่วมโครงการยากสักหน่อย แต่อีกด้าน สิ่งนี้การันตีได้ว่าทุกครั้งที่เปิดสอนจะมีเด็ก ๆ เฝ้ารอเสมอ 

ยีราฟบอกกับเราอีกว่า เมื่อเด็ก ๆ เริ่มคุ้นเคยกับครูอาสาสมัคร พวกเขาจะเริ่มเล่าหลายอย่างให้ฟัง ทั้งปัญหาที่บ้าน ปัญหาในชุมชน ปัญหายาเสพติด ซึ่งบางปัญหาเป็นเรื่องที่โรงเรียนวันเสาร์เพียงองค์กรเดียวแก้ไขได้ยาก แต่พวกเขาก็คอยประสานงานเพื่อช่วยเหลืออย่างสุดกำลัง

Saturday School โรงเรียนที่เปิดทำการในวันเสาร์ สอนวิชานอกห้องเรียน และไม่บรรจุคำว่าเก่งหรือไม่เก่งในหลักสูตร

อนาคตการศึกษาไทย 

แม้คนไทยจะเข้าถึงการศึกษาขั้นพื้นฐานได้มากขึ้น แต่ในมุมคุณภาพของการศึกษากลับยังเป็นปัญหาที่ต้องทบทวนอย่างหนักว่าจะทำอย่างไรให้ดีขึ้น 

“เรื่องของคุณภาพการศึกษามันไม่ได้ปรับแค่จุดใดจุดหนึ่ง แต่ต้องปรับทั้งระบบ” ยีราฟว่า

“ทั้งระบบที่หมายถึงครอบคลุมตั้งแต่การพัฒนาครู การเปลี่ยนแปลงหลักสูตร จะทำยังไงให้คนเก่งมาเป็นครู เศรษฐกิจ การบริหาร ทุกอย่างขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ซึ่งทุกจุดพัฒนาได้ทั้งนั้น” 

แล้วใครบ้างที่จะทำให้การศึกษาไทยเปลี่ยนแปลง – เราถาม

“ผมว่าทุกคนมีส่วนร่วมได้หมดเลย คนมีอำนาจอาจจะช่วยได้มากหน่อย ส่วนคนทั่วไปก็ช่วยได้เช่นกัน” เขาตอบ

แม้การเปลี่ยนแปลงการศึกษาภาพใหญ่ทั้งระบบจะไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ Saturday School นับเป็นอีกหนึ่งเสาหลักที่เกิดจากการรวมตัวกันของคนตัวเล็ก เพื่อสนับสนุนในมิติที่พวกเขาทำได้ 

ยีราฟบอกกับเราว่า ตอนนี้เขากำลังพยายามขยายจำนวนห้องเรียนให้มากขึ้น ทั้งในเขตเมืองและในชนบท เพื่อสร้างโอกาสการเรียนรู้ให้กับเด็ก ๆ อย่างทั่วถึง ทั้งนี้ เขาตระหนักเป็นอย่างดีว่า ลำพังโรงเรียนวันเสาร์ไม่อาจเข้าถึงเด็กทุกคนในประเทศได้ การขับเคลื่อนระบบการศึกษาเชิงนโยบายในภาพใหญ่จึงเป็นสิ่งต่อไปที่เขากำลังสำรวจ

จงเติมคำในช่องว่างต่อไปนี้ 

สำหรับประเทศไทยในอุดมคติ ถ้าการศึกษาไทยดี… 

“ผมว่าคนจะใช้ชีวิตกันอย่างมีความสุขมากขึ้น และสังคมจะเต็มไปด้วยคนที่มีคุณภาพ” 

Saturday School โรงเรียนที่เปิดทำการในวันเสาร์ สอนวิชานอกห้องเรียน และไม่บรรจุคำว่าเก่งหรือไม่เก่งในหลักสูตร
Saturday School

Writers

เกษมณี ชาติมนตรี

เกษมณี ชาติมนตรี

นักเรียนฝึกเขียนที่เริ่มการเรียนใหม่ตั้งแต่ 0-10 ชอบของหวาน ชอบอ่านนิยาย ชอบสีสันสดใสของดอกไม้ ชอบเสียงเพลง

Avatar

ธนกร จตุรงค์ชัยสถิต

นัก(เรียน)วิทยาศาสตร์ ที่อยากเป็น นักวิจัยการเล่าเรื่อง แต่ตอนนี้เป็นเป็ดที่อยากบินให้สูงเหมือนนก อยากตัวใหญ่ให้เหมือนห่าน

Photographer

Avatar

วรินทร์ธร บุรธัชวัฒนสิริ

ชื่อเล่น มุกขลิน จบสถาปัตย์ลาดกระบัง สาขาถ่ายภาพ เป็นช่างภาพที่ร่าเริงสดใส รักในเสียงดนตรี แต่พูดไม่ค่อยรู้เรื่อง เอ๋อๆงงๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load