เมื่อนานมาแล้ว สำหรับเราถ้าจะมีสิ่งใดนามธรรมไปกว่าคำว่า สวยงาม ก็คงจะเป็นคำว่า พอเพียง นี่แหละ เพราะตลอดชีวิตที่ได้ยินใครพูดถึงความพอเพียง เราก็ได้แต่เก็บความสงสัยว่า ถ้าหากเราไม่ใช่เกษตรกรอย่างที่ตำราในห้องเรียนบอก เราจะทำความรู้จักและนำศาสตร์ของพระราชาศาสตร์นี้ไปใช้ได้อย่างไรบ้าง

วันเวลาผ่านไปถึงได้รู้ว่า เหตุผลที่หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชได้รับการตีความและถ่ายทอดให้เข้าใจร่วมกับเรื่องการทำเกษตรทฤษฎีใหม่และการพึ่งพาตัวเอง นั่นเป็นเพราะประชากรส่วนใหญ่ของประเทศทำเกษตรกรรม

แต่กาลเวลาที่ผ่านไป ก็ไม่ทำให้ความเข้าใจในเรื่องนี้เปลี่ยนตาม ทุกครั้งที่มีคนพูดเรื่องความพอเพียง ถ้าไม่บอกให้กลับบ้านไปทำเกษตร ก็บอกให้หยุดเพื่อรอรับความเนิบช้าของชีวิต จนกระทั่งเราได้พบกับโครงการ ‘พอแล้วดี The Creator’ ที่บอกเราว่ากิจการไลฟ์สไตล์สนุกๆ ในยุคสมัยนี้ก็สามารถลุกขึ้นมาดำเนินธุรกิจด้วยปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงได้

ในคำบรรยายที่ช่อง About ของโครงการ ‘พอแล้วดี The Creator’ บอกเราว่า นี่คือโครงการสร้างนักธุรกิจรุ่นใหม่ที่มีความเชื่อและปฏิบัติบนแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง (Sufficiency Economy Philosophy) ทั้งยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาท้องถิ่นหรือบ้านเกิด ควบคู่ไปกับแนวคิดของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy)

เพื่อพูดคุยเรื่องราวของที่มาที่ไป ความตั้งใจ และหลักสูตรแสนสนุกที่หาจากที่ไหนไม่ได้นอกจากโครงการ เราจึงมีนัดกับ พี่หนุ่ย-ดร.ศิริกุล เลากัยกุล ผู้เชี่ยวชาญเรื่องการสร้างแบรนด์อันดับต้นๆ ของประเทศ ผู้ริเริ่มก่อตั้งโครงการผู้บอกเราเสมอมาว่า คำว่า ‘ปรัชญา’ ใน ‘หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง’ หมายความว่ากรอบความคิดนี้สามารถตีความและนำไปใช้กับเรื่องอะไรก็ได้ทุกเรื่องขึ้นอยู่กับโจทย์

และหากคุณเป็นเจ้าของกิจการ หรือหนุ่มสาวนักล่าฝัน ที่กำลังมองหากรอบความคิดหรือระบบระเบียบที่จะสร้างสรรค์และทำให้ธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืนตามศาสตร์พระราชาที่ล้ำสมัยมากในยุคสมัยหนึ่ง ซึ่งตอนนี้มีคนกลุ่มหนึ่งหยิบยกมาสื่อสารให้สังคมรู้ว่า เรื่องปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไม่ได้อยู่เพียงเรื่องเกษตร และไม่ได้พอที่แปลว่าต้องหยุดพัฒนา

A Very Short Introduction

“หลักการ 3 ห่วง 2 เงื่อนไขในหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชนี่ใช้ได้ทุกเรื่องนะ แม้กระทั่งจะเลือกแฟนก็ใช้ได้” พี่หนุ่ยเกริ่นมาซะขนาดนี้ เราก็เลยขอให้ยกตัวอย่างวิธีการเลือกรับความรักอย่างพอเพียง

“สมมติมีคน 2 – 3 คนมาชอบเรา ลำดับแรกสุด เราก็ต้องรู้ว่าเราเป็นคนยังไง (ห่วงแรก รู้จักตน ประมาณตน) ไลฟ์สไตล์เราเป็นแบบนี้ ความคิด ความอ่าน ไลฟ์สไตล์เขาเป็นอย่างไร เขาจะไปกับเราได้หรือเปล่า (เงื่อนไขความรู้) ลำดับต่อมา ถ้าเราอยากจะทำความรู้จักเขาต่อ จะคบหรือไม่คบ หรือจะไปไหนมาไหนกันก็ต้องมีเหตุมีผล ทำแบบนี้เขาจะรู้สึกไหมว่าอยู่ในฐานะอะไร (ห่วงที่สอง มีเหตุมีผล) ถ้าสนิทเกินไปก็ไม่บริหารความเสี่ยง (ห่วงที่สาม มีภูมิคุ้มกัน) เกิดเขาไปคิดว่าเรารู้สึกอะไรกับเขา แล้วเมื่อถึงจุดหนึ่งว่าไม่รู้สึกอะไร​ ไปกินข้าวกันเฉยๆ ก็คงไม่ดี เราควรจะเคารพเขาด้วย มีเหตุมีผลว่าเขาก็เป็นคนคนหนึ่ง มีหัวใจและความรู้สึกเหมือนกัน (เงื่อนไขคุณธรรม)”

หากไม่เหลือบตามองขึ้นไปดูชื่อบทความเสียก่อน คุณต้องเข้าใจว่ากำลังอยู่ในรายการปรึกษาหัวใจวัยรุ่นผู้มีปัญหาไม่ชัดเจนในความสัมพันธ์เป็นแน่

“ถ้าถามว่าปัญหาคนสมัยนี้คืออะไร ก็คือคนไม่ค่อยมี common sense เราขี้เกียจแม้แต่จะคิด ทุกคนล้วนอยากได้สูตรสำเร็จ ในหลวงท่านก็ทรงสอนว่าเรื่องนี้ไม่มีสูตรสำเร็จ กรอบความคิดชุดนี้จึงเรียกว่าปรัชญา ซึ่งขึ้นกับการปรับใช้ของแต่ละคน คุณจะมาถามว่าในแต่ละวันคนเราต้องดื่มน้ำเท่าไหร่ วิทยาศาสตร์คงตอบได้ว่าควรจะดื่มกี่แก้วต่อวัน แต่จุดพอของแต่ละคนที่ดื่มแล้วรู้สึกว่าไม่ไหวแล้ว คุณก็ต้องดูตัวเองว่าประมาณไหน

“คุณต้องรู้จุดว่ากินน้ำแค่นี้ดับกระหายคุณหรือยัง และยังมีคนอีกไม่น้อยที่หิวน้ำอยู่”

มีอะไรบ้างในชีวิตที่ใช้หลักปรัชญานี้ไปตัดสินใจไม่ได้ พี่หนุ่ยถามกลับมาที่เรา

ดีที่พอ พอแล้วดี

นอกจากบทบาทการเป็นที่ปรึกษาแบรนด์เพื่อความยั่งยืน ที่ผ่านมา พี่หนุ่ยได้รับเชิญให้เป็นตัวแทนประเทศนำเสนอศาสตร์พระราชากับการทำการตลาดและแบรนดิ้งอย่างยั่งยืนถ่ายทอดไปสู่สากลผ่านงาน Sustainable Brand เวทีสัมมนาเรื่องการสร้างแบรนด์อย่างยั่งยืน ที่จัดอยู่ตามเมืองใหญ่สำคัญของโลก

“ทุกครั้งเวลาที่พูดเรื่องนี้ในต่างประเทศ คนก็จะถามหากรณีศึกษาของการนำหลักคิดนี้ไปใช้ในการทำธุรกิจ เราก็อ้ำๆ อึ้งๆ เพราะยังไม่มีต้นแบบของธุรกิจที่พูดได้อย่างเต็มปากเต็มคำ เมื่อกลับมานั่งคิด เราพบว่าถ้าอยากทำให้เป็นรูปธรรม เราคงต้องเริ่มทำกับธุรกิจที่เป็นรายเล็กๆ เพราะสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นและเห็นผลได้เร็วกว่าองค์กรขนาดใหญ่”

หนึ่งในธุรกิจสร้างสรรค์ที่พี่หนุ่ยมักหยิบยกขึ้นมาเล่า คือ ร้านจันทรโภชนา ที่ ต่อ-อุกฤษฏ์ วงษ์ทองสาลี ทายาทรุ่นที่สองกลับมาสานต่อธุรกิจ ด้วยการนำความคิดสร้างสรรค์ที่มีจากวงการโฆษณามาเพิ่มคุณค่าและเรื่องราว จนกลายเป็นร้านอาหารชื่อดังที่ใครที่แวะเวียนไปจังหวัดจันทบุรีต้องไม่พลาด

พี่หนุ่ยจึงคิดว่าคงจะดีไม่น้อยหากมีคนแบบนี้อยู่ในทุกจังหวัดทั่วประเทศไทย

เหมือนที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงสอน ‘เคี้ยวทีละคำ ทำทีละน้อย’ เธอและทีมผู้สอนก็ทำตามกำลังที่มี ทำให้มีแต่ความรู้สึกดีๆ ที่ได้รับจากการร่วมใจของคนดีๆ คนเล็กๆ ที่มีหัวใจที่ยิ่งใหญ่

ไม่เพียงเป็นโครงการดีๆ ที่สร้างให้นักธุรกิจใหม่ๆ นำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้กับการดำเนินธุรกิจ แต่ยังเป็นการสร้างไอดอลหรือคนต้นแบบของนักธุรกิจในกิจการไลฟ์สไตล์ที่น่าสนใจ

แผนธุรกิจพอเพียง ตำราวิชาบริหารระดับโลก

ด้วยประสบการณ์กว่า 20 ปีในเรื่องการสร้างแบรนด์ และเป็นที่ปรึกษาเรื่องการสร้างสรรค์และวางกลยุทธ์ พี่หนุ่ยเล่าให้ฟังว่า เวลาพูดเรื่องปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงกับลูกค้าซึ่งเป็นบริษัทใหญ่ๆ ส่วนมากจะรับฟังและบอกว่าได้ทำสิ่งนั้นแล้ว แต่เป็นไปในลักษณะสนับสนุนโครงการช่วยเหลือภาครัฐ ทำโรงเรียนหรือศูนย์เรียนรู้ต่างๆ แต่ไม่มีใครนำกรอบความคิดเรื่องนี้มาใช้ในการทำธุรกิจเลย

“วันนี้พี่ไม่ได้บอกว่า ‘เลิกทำกำไรกันเถอะ’ เพราะถ้าธุรกิจเลิกทำกำไร ไม่มีกำไร นั่นแปลว่าธุรกิจนั้นกำลังจะเป็นภาระของสังคมแน่นอน เพราะแปลว่าคุณไม่รู้จักหน้าที่ของคุณ”

หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 อาจดูไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับการสร้างแบรนด์ หรือการทำธุรกิจ แต่เมื่อเปรียบเทียบกับหลักการสร้างแบรนด์ จะเห็นว่าหลักใหญ่ 3 ประการของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งประกอบด้วย การรู้จักประมาณตน การมีเหตุมีผล และการมีภูมิคุ้มกัน ไม่ใช่เรื่องไกลตัวเลยแม้แต่น้อย

หลักการนี้ในภาษาที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 พระราชทานให้นำมาใช้กับธุรกิจได้อย่างไร เราถาม

“ห่วงแรก ที่พูดถึงการประมาณตน เป็นเรื่องเดียวกับ SWOT Analysis และการทำแบรนด์เพื่อให้ตัวเองรู้จักตัวตน คุณจะแข่งอะไรกับใครถ้าคุณไม่รู้จักกำลังของตัวเอง ไม่รู้ว่าเราเก่งไม่เก่งตรงไหน โอกาสและอุปสรรคคืออะไร เพราะฉะนั้น นักธุรกิจทุกคนทำห่วงแรกนี้อยู่แล้ว ห่วงที่สอง อยู่ภายใต้คำว่าสร้างและทำทุกอย่าง อย่างมีเหตุมีผล เป็นการวางกลยุทธ์ หรือ Strategic Planning เช่นเดียวกับห่วงที่สาม คือการสร้างภูมิคุ้มกัน ซึ่งทุกธุรกิจทำอยู่แล้วภายใต้คำว่าการบริหารความเสี่ยง

“เงื่อนไขแรกคือ ความรู้ เป็นเรื่องพื้นฐานและปัจจัยสำคัญที่ทำให้เราลุกขึ้นมาพัฒนาธุรกิจ เช่น คุณจะลุกขึ้นมาวางแผนการตลาด วางแผนการสื่อสาร อะไรก็ตาม คุณก็ต้องรู้จักพฤติกรรมผู้บริโภค และคุณต้องมีความรู้เรื่องแนวโน้มของตลาดที่กำลังเปลี่ยนไปว่าเป็นอย่างไร แต่ก็ต้องระวังเพราะหากคุณใช้ความรู้นั้นเบียดเบียนหรือเอาเปรียบผู้อื่น หนึ่งในคำสอนที่ในหลวงทรงสอนเสมอ คือหากจะลุกขึ้นมาทำเรื่องการค้าการพาณิชย์ คุณก็ควรทำอย่างคนที่มีจริยธรรม มโนธรรม คุณธรรม”

เราใช้เวลาเพียงไม่นานก็จดจำแก่นใหญ่ใจความของปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงผ่านกรอบความคิด 3 ห่วง 2 เงื่อนไขที่เชื่อมโยงกับการทำธุรกิจได้อย่างขึ้นใจ เราจะเห็นว่าไม่มีส่วนไหนในปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงที่ไม่อยู่ในตำราวิชาบริหารในห้องเรียนธุรกิจของมหาวิทยาลัยระดับโลก

หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน

หลักสูตรที่เกิดขึ้นใน ‘พอแล้วดี The Creator’ เกิดจากพลังอาสาของเหล่าที่ปรึกษาอันดับต้นๆ ของประเทศในวงการสาขาต่างๆ มาร่วมอาสาให้ความรู้และคำแนะนำอย่างมากมาย

ตัวแทนบทเรียนในห่วงแรกคือ SWOT Analysis กับเรื่อง Brand DNA และการทำ Brand Model จากพี่หนุ่ย

ห่วงที่สองคือ เรื่องการวางแผนธุรกิจหรือการทำ Business Model Canvas จาก ปพนธ์ มังคละธนะกุล บริษัท ล้มยักษ์ นั่นคือ คุณต้องรู้ว่ารายได้จะมาจากไหน ดำเนินการอะไรอย่างไร เป็นการสร้างเหตุและผลของการทำธุรกิจ

ห่วงที่สาม สร้างภูมิคุ้มกัน จะเรียนรู้เรื่อง Financial Management จาก ลาวัณย์ วาริชนันท์ และจาก ภัทร์ฐิตา พัวอมรพงศ์ ที่ปรึกษาการเงินส่วนบุคคล AFPT (Associate Financial Planner Thai) วางแผนทางการเงิน การทำธุรกิจแบบพอเพียงไม่ได้แปลว่าจะกู้เงินไม่ได้ เพียงแต่ว่าถ้าจะกู้เงิน ต้องกู้เงินเท่าไหร่ถึงจะพอ

ขณะที่เงื่อนไขความรู้ มีทั้งแต่เรื่องเทคโนโลยีและการประยุกต์ศาสตร์และศิลป์สมัยใหม่ให้เกิดความพอดีจาก สุทัศน์ รงรอง ผู้ก่อตั้งบริษัท ดูอินไทย, วิชาการตลาดจาก ประสงค์ รุ่งสมัยทอง ปรึกษาประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านความรู้สึก บมจ. ธนาคารกสิกรไทย และผู้ก่อตั้งบริษัทรุ่ง (R.U.N.G TEAM),  วิชาพฤติกรรมผู้บริโภคและเทรนด์โลกที่เปลี่ยนไปจาก ดั่งใจถวิล อนันตชัย Managing Director บริษัท INTAGE (Thailand) Co., Ltd. และวิชา Graphic Design และ Packaging Design จาก สมชนะ กังวารจิตต์  Executive Creative Director บริษัท Prompt Design

โดยสิ่งเดียวที่ไม่มีสอนในหลักสูตรของโครงการ ‘พอแล้วดี The Creator’ คือเงื่อนไขคุณธรรม เพราะถือว่าเป็นเงื่อนไขพื้นฐานของทุกคนที่ตั้งใจมาเข้าร่วมหลักสูตร

แค่ได้ฟังวิชาที่หนุ่มสาวคนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้และรับคำแนะนำแบบตัวต่อตัวจากรุ่นพี่และผู้เชี่ยวชาญ เราก็อดรู้สึกตื่นเต้นตามไม่ได้ เพราะนอกจากจะเรียนรู้จากสิ่งที่ลงมือและลงแรงทำจริงๆ ยอดขายและผลกำไรที่เคยเป็นเรื่องใหญ่ในชีวิตก็มีขนาดเล็กลงถนัดตา เมื่อเทียบกับการได้ค้นพบตัวเอง รู้สึกถึงคุณค่าในตัวเอง รู้เหตุผลของการตื่นนอน ซึ่งไม่ว่าเขาจะตัวเล็กแค่ไหน ก็มีความหมายต่อสังคม เป็นคนรุ่นใหม่ที่มีพลังและคุณค่า ไม่ใช่แค่คนที่ฝันถึงความร่ำรวยตั้งแต่อายุยังน้อย

หนังสือรุ่น

ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา โครงการ ‘พอแล้วดี The Creator’ ได้สร้างนักธุรกิจรุ่นใหม่ที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์และหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาพัฒนาธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม มีกิจการรุ่นใหม่ที่น่าสนใจและผ่านการเข้าร่วมหลักสูตรไปแล้วถึง 2 รุ่น

เช่น บริษัทสถาปนิกใจบ้านสตูดิโอ, ร้านกาแฟละเลียด, แบรนด์ Mann Craft, เฟอร์นิเจอร์และงานศิลปะแต่งบ้านจากเศษเหล็กแบรนด์ PiN และโฮสเทล Hom Hostel & Cooking Club เป็นต้น

“ไม่ว่าจะอยู่ในบทบาทของ Trainer หรือ Creator อย่างน้อยเขาจะเรียนรู้ว่าศาสตร์พระราชายิ่งใหญ่ขนาดไหน แต่สำหรับเรื่องการนำไปปรับใช้ได้มากน้อยแค่ไหน เราไม่ได้คาดหวัง เราเชื่อว่าเรื่องพวกนี้ต้องมาจากความเชื่อ ความศรัทธา ในตัวตนของเขา อะไรก็ตามที่คุณทำจากใจและจากความรู้สึกที่ระเบิดอยู่ข้างใน ล้วนส่งผลที่ยิ่งใหญ่ทั้งสิ้น” พี่หนุ่ยยิ้มตอบเมื่อเราถามถึงความคาดหวังที่ซ่อนอยู่

Impact Anera

“เวลาเราพูดคำว่าพอประมาณไม่ได้แปลว่ามีเท่าเทียมนะ เพราะทุกคนมีสถานะ บทบาท เงื่อนไขในชีวิตที่แตกต่างกัน แต่ว่ามีโอกาสเท่าเทียมกันในการดำรงอยู่ได้”

นอกจากหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เราถามพี่หนุ่ยว่ายังมีศาสตร์พระราชาศาสตร์ไหนอีกบ้างที่พวกเราจะนำใช้ในชีวิตและการทำธุรกิจได้

“ทุกเรื่องที่ท่านสอนเลย ไม่ใช่แค่เรื่อง ‘ความพอเพียง’ เท่านั้นที่เราควรสนใจ หากแต่ต้องมาพร้อมกับคำว่า ‘ความพากเพียร’ ถ้าเราเชื่อว่าข้างหน้านั้นมีฝั่งแน่ๆ ต่อให้เรายังไม่เห็นฝั่งนั้นเราก็ต้องพยายามว่าย ถ้าเราไม่ว่าย ปล่อยตัวเองให้จมน้ำไปกับกระแส ถ้ามียังพอมีแรงอยู่ จงมีความเชื่อและความศรัทธา

“อีกเรื่องที่พี่หนุ่ยชอบมากคือ เรื่องทศพิธราชธรรม นำไปใช้กับการสร้าง leadership ได้หมดเลยนะ รู้จักการให้อภัย รู้จักการให้โอกาส ทั้งหมดนี้เราจะเห็นว่าในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงเป็นปราชญ์ของแผ่นดินจริงๆ ทุกอย่างที่ทรงตกผลึกและทรงส่งมอบแก่พวกเราผ่านจากกระทำ ไม่ใช่การนั่งเขียนตำราอยู่ในวัง ทั้งหมดคือบทสรุปจากชีวิตจริงที่ท่านได้เดินเท้าไปเจอะเจอกับปัญหา คุยกับคนไทยในทุกส่วนของประเทศ”

“อะไรคือเรื่องใหญ่ที่สุดที่พี่หนุ่ยได้จากการทำโครงการพอแล้วดี” เราถาม

“คำตอบก็คือ ดี ดีแบบชื่อโครงการเลย ได้ความรู้สึกดีๆ ที่ได้สร้างคนดีๆ สิ่งที่เราทำ ไม่ได้เป็นโครงการใหญ่โตมากมาย เราทำได้ทีละ 13 – 15 คน ตั้งแต่วันแรกที่เกิดขึ้นไม่มีคำว่าสุดท้ายเลย ทุกคนกลายเป็นครอบครัวที่ลุกขึ้นมาเกื้อกูล ชวนกันไปทำอะไรที่ดีมากยิ่งขึ้น จากหนึ่งคนให้กลายเป็นสอง กลายเป็นสี่ มากยิ่งๆ ขึ้น พลังของการเปลี่ยนแปลงสวยงามมาก”

ภาพ: พอแล้วดี The Creator

Facebook I พอแล้วดี The Creator

Save

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

‘เชียงราย’ เป็นเมืองขนาดกลางเหนือสุดในสยามที่เรามาเยี่ยมเยียนบ่อยครั้ง เท่าที่จำความได้ เชียงรายอุดมด้วยทรัพยากรทางธรรมชาติที่สวยงาม แถมเป็นเมืองศิลปะที่มีศิลปินพำนักอยู่แทบทุกอำเภอ แต่น่าแปลกที่เมืองศิลปะแห่งนี้กลับไม่มีพื้นที่สร้างสรรค์ใหม่ ๆ ให้เยาวชนและคนที่สนใจเข้าไปทิ้งตัวเท่าไหร่ ต่างจากเมืองศูนย์กลางอย่างกรุงเทพฯ ที่เดินย่านไหนก็พบพื้นที่สร้างสรรค์เก๋ ๆ เต็มไปหมด 

เมื่อรู้ว่ามีคนทำหนัง 2 คนย้ายสำมะโนครัวจากกรุงเทพฯ มาตั้งรกรากที่เชียงราย พร้อมเปิด ‘พก

ร้านหนังสือและโรงหนังสารคดีเคลื่อนที่ในรถตู้ขนาดกะทัดรัด ขนสารพัดหนังสือและหนังสารคดีไปฉายตามพื้นที่ต่าง ๆ ทั้งในและนอกจังหวัด เราก็อดตื่นเต้นไม่ได้และอยากพกใจไปสนทนากับทั้งคู่ทันที

พก : ร้านหนังสือ-โรงหนังเคลื่อนที่ จ.เชียงราย เร่หนังและหนังสือดี ๆ ไปหาชาวเหนือ

พกไม่มีหน้าร้าน พกไม่มีวันหยุดหรือวันทำงานที่แน่นอน มีเพียงรถตู้คู่ใจที่พาคนทำหนังอย่าง เป๊ก-ธวัชชัย ดวงนภา และ ดา-สุดารัตน์ สาโรจน์จิตติ ไปทุกที่ พลันล้อรถตู้คันนี้หยุดหมุน พวกเขาก็ค่อย ๆ หยิบจอ เครื่องฉายหนังชั้นดี และกองหนังสือตั้งเล็ก ๆ ที่พกไปด้วยมาจัดวาง 

รอเวลาให้คนมานั่งหน้าจอ ดื่มด่ำกับหนังสารคดีที่คัดสรรให้เข้ากับสถานที่ แล้วปล่อยให้เสียงดนตรี ภาพฉาย และเรื่องราวที่นำเสนอทำงานกับหัวใจของผู้ชมในทุก ๆ พื้นที่ที่พกจะไปถึง

พกใจไปเชียงราย

จุดเริ่มต้นอาจแตกต่าง แต่ปลายทางคือฝั่งฝันเดียวกัน – ชีวิตของดาและเป๊กเป็นแบบนั้น
เป๊กคลุกคลีกับหนังสารคดีมานานกว่า 20 – 30 ปี เริ่มต้นตั้งแต่สารคดีจากรายการ กบนอกกะลา และรายการ คนค้นฅน แม้ตอนนั้นจะยังไม่รู้ว่าสิ่งที่เสพคืออะไร แต่ 2 รายการนี้ทำให้เขาเข้าเรียนด้านสื่อสารมวลชน อีกทั้งทำงานเกี่ยวกับหนังและวิดีโอจวบจนปัจจุบัน – ซึ่งตรงกันข้ามกับดา 

แต่เดิมดารู้จักมักจี่เพียงการทำหนังฟิกชันตามกรอบตามขนบ เมื่อได้โจทย์ให้ไปทำหนังสารคดีกับชุมชน ภาพที่เห็นและเรื่องราวที่ได้ฟังทำให้เธอจึงตกหลุมรักความเป็นสารคดีเข้าอย่างจัง

“สารคดีเป็นเครื่องมือที่ทำให้เรารู้จักโลกอีกใบหนึ่ง เป็นโลกที่เราไม่อยากปรุงแต่งเยอะ เพราะเรื่องราวของเขามีคุณค่าอยู่แล้ว อีกอย่าง ถ้าไม่ใช่สารคดีใหญ่ ๆ แบบสารคดีสัตว์โลก สารคดีก็พาเรากลับไปมองเรื่องเล็ก ๆ ใกล้ตัวที่เราอาจมองข้าม นี่แหละ คือเสน่ห์ที่ทำให้เราสนใจสารคดี” ดาอธิบาย

พก : ร้านหนังสือ-โรงหนังเคลื่อนที่ จ.เชียงราย เร่หนังและหนังสือดี ๆ ไปหาชาวเหนือ

เมื่อคนทำหนังสองคนที่คลุกคลีกับวงการสร้างสรรค์ในกรุงเทพฯ ตัดสินใจย้ายมาอยู่ในเมืองขนาดไม่ใหญ่ไม่เล็กอย่างเชียงราย แต่เต็มไปด้วยมวลบางอย่างที่ทำงานกับหัวใจ สายตาของทั้งคู่ก็เริ่มสอดส่ายหาเป้าหมายอะไรบางอย่าง และ 1 ปีหลังจากตกตะกอนกับจังหวัดแห่งนี้ ‘พก’ จึงเกิดขึ้น

“ไม่ว่าจะเป็นสารคดีในรูปแบบของหนังหรือหนังสือ เรารู้ว่ามันมีพลังของเรื่องจริงที่สร้างแรงกระเพื่อมให้กับสังคมทั้งวงเล็กและวงใหญ่ แต่ในจังหวัดเชียงรายและอีกหลาย ๆ จังหวัดกลับไม่มีพื้นที่อย่างโรงหนังหรือร้านหนังสืออิสระที่จะนำเสนอเรื่องราวเหล่านั้นได้ เราเลยอยากทำมันขึ้นมาเอง” 

เมื่อพวกเขาตกลงปลงใจว่าจะสร้างพื้นที่สร้างสรรค์ในจังหวัดเชียงราย เป๊กและดาต้องหาโมเดลที่ตอบโจทย์ทั้งความฝันและเงินในกระเป๋า การก่อตั้งโรงหนังที่ตั้งอยู่เฉย ๆ รอให้คนแวะเวียนเข้ามาอาจไม่ตอบโจทย์ยุคสมัย แต่โมเดลของรถเคลื่อนที่ที่จะพาหนังไปหาคนดูจึงเข้าท่ากว่า

รถตู้คันมินิของพกจึงรับหน้าที่ที่สุดแสนจะบิ๊กตั้งแต่ตอนนั้น

พก : ร้านหนังสือ-โรงหนังเคลื่อนที่ จ.เชียงราย เร่หนังและหนังสือดี ๆ ไปหาชาวเหนือ
พก : ร้านหนังสือ-โรงหนังเคลื่อนที่ จ.เชียงราย เร่หนังและหนังสือดี ๆ ไปหาชาวเหนือ

พกหนังไปฉาย

แรกเริ่ม เป๊กและดาเน้นจัดฉายหนังโดยเก็บค่าเข้าชมในราคา 80 – 100 บาท เมื่อการมีอยู่ของพกเริ่มมีคนรู้จักมากขึ้น และเห็นว่าโมเดลนี้มีคุณค่ากับวงการสร้างสรรค์และประชาชนคนทั่วไป เจ้าของพื้นที่ต่าง ๆ ก็เริ่มเหมารอบหนังไปจัดฉาย เรียกว่าช่วยลดค่าตั๋วให้คนดูและช่วยให้พกอยู่ได้ด้วย 

“การที่เราฉายหนังแล้วมีคนยอมจ่ายค่าตั๋วมาดู ก็แสดงให้เห็นคุณค่าบางอย่างแล้ว แต่คุณค่าหลังจากนั้นคือ บางครั้งมีคนสนับสนุนเพื่อให้สิ่งนี้เกิดขึ้น ถึงคนดูไม่เสียเงินแต่ก็เสียเวลาและอาจจะต้องเสียค่าเดินทาง แปลว่าภาพยนตร์มันทำงานกับเขาอย่างสุดหัวใจ” เป๊กเล่าถึงคุณค่าที่เขาพบ

วิธีการเลือกหนังไปฉายของพกไม่ได้ขึ้นอยู่กับเป๊กและดา แต่ขึ้นอยู่กับว่าพื้นที่นั้นคืออะไร เจ้าของพื้นที่ต้องการหนังรูปแบบไหน จากนั้นจึงจะคัดสรรหนังให้เจ้าของพื้นที่และตัวพื้นที่เลือกสรรอีกทีหนึ่ง  

พก : ร้านหนังสือ-โรงหนังเคลื่อนที่ จ.เชียงราย เร่หนังและหนังสือดี ๆ ไปหาชาวเหนือ

“เราไม่ทำแบบนี้ก็ได้ แต่ถ้าเป็นแบบนั้นมันก็จะไม่ใช่พก” เป๊กบอก

“เราสองคนรู้สึกด้วยซ้ำว่าพกมีชีวิต ทุกครั้งที่เราขับรถออกไปฉายหนัง ไม่ใช่เราสองคน แต่มันคือพก ซึ่งอยู่เดี่ยว ๆ ไม่ได้ แต่คือการไปต่อปลั๊กอินกับพื้นที่นั้น ๆ เพื่อเป็นอีกเครื่องมือหนึ่งให้กับพื้นที่นั้น ที่อยากจะสื่อสารหรือลดทอนประเด็นบางอย่างที่อาจเข้าถึงยาก” ดาขยายความ

เธอยกตัวอย่างให้เราฟังว่า พกเข้าไปต่อปลั๊กอินกับพื้นที่นั้น ๆ แบบไหน ครั้งหนึ่งพกไปฉายหนังที่เทศกาลศิลปะเพื่อชุมชนของเชียงใหม่ เข้าไปสนับสนุนชุมชนศิลปะด้วยการฉายหนังสารคดีเรื่อง Kusama: Infinity พาผู้ชมไปทำความรู้จักเรื่องราวของศิลปินหญิงเจ้าของศิลปะลายจุดอย่าง Yayoi Kusama หรือ ไปฉายหนังที่บ้านสิงหไคล มูลนิธิมดชนะภัย ทั้งคู่ก็มีโอกาสหยิบหนังสารคดี Inside The Uffizi ที่เล่าถึงเบื้องหลังการบริหารจัดการพิพิธภัณฑ์เก่าแก่ที่สุดในโลกมาฉาย

“วันนั้นคนวงการศิลปะในเชียงรายมาดูเต็มเลย คิดดูสิว่าภาพงานศิลปะที่ผู้กำกับตั้งใจถ่ายทอดอย่างดีมันทำงานกับผู้คนแค่ไหน” เป๊กย้อนเล่าถึงภาพเหตุการณ์ที่ยังคงติดอยู่ในหัวเขาเสมอ

นี่คงเป็นชีวิตของพกที่ทั้งคู่ว่าไว้ 

สนทนากับ ‘พก ร้านหนังสือและโรงหนัง’ จ.เชียงราย ร้านหนังสืออิสระและโรงหนังเคลื่อนที่ ของคนทำหนังสารคดีที่เชื่อว่า สารคดีทำงานกับหัวใจคน

พกหนังสือไปเสิร์ฟ

แม้ในเพจเฟซบุ๊กของพกจะเล่าถึงหนังสารคดีมากกว่า แต่ความตั้งใจของทั้งคู่คือ ไม่ได้เป็นแค่โรงหนังเคลื่อนที่เท่านั้น แต่ยังเป็นร้านหนังสืออิสระขนาดมินิด้วย ความน่าสนใจคือหนังสือที่ทั้งคู่เลือกพกไปในแต่ละครั้ง สอดคล้องหรือเชื่อมโยงกับหนังสารคดีที่ทั้งคู่นำไปฉายเสมอ

“ทั้งหนังสือและหนังสารคดีมันคือเรื่องเล่าเหมือนกัน เพียงแต่มีวิธีการเสพแตกต่างกัน ในบางจังหวะ เราก็ต้องการเสพเรื่องราวในรูปแบบของหนังสือ เพื่อให้เรามีเวลาระหว่างบรรทัดในการเก็บเกี่ยวเรื่องเหล่านั้น แต่บางครั้งเราก็ต้องการการแพ็กรวมแบบหนัง แล้วค่อยใช้เวลาหลังจากนั้นเพื่อทบทวน 

“เราเอาหนังสือไปขาย เราไม่บอกว่าเล่มนี้ดีนะคะ เราวางหนังสือไว้เฉย ๆ ให้เขาสนทนากับหนังสือจนกว่าจะถามเรา เราเชื่อว่าถ้าหนังสือเรียกใครสักคนเข้ามา แสดงว่าหนังสือเล่มนั้นทำงานของมันแล้ว”

สนทนากับ ‘พก ร้านหนังสือและโรงหนัง’ จ.เชียงราย ร้านหนังสืออิสระและโรงหนังเคลื่อนที่ ของคนทำหนังสารคดีที่เชื่อว่า สารคดีทำงานกับหัวใจคน

ดายกตัวอย่างให้ฟังว่า ครั้งหนึ่งเป๊กและดาเคยฉายหนังเรื่อง The World Better Your Feet เล่าเรื่องของชายคนหนึ่งที่ออกเดินทางด้วยเท้าหลายหมื่นกิโลเมตร เป็นหนังที่นำเสนอแง่มุมต่าง ๆ เกี่ยวกับ ‘เมือง’ หนังสือที่ทั้งคู่จะหยิบไปวางไว้ในวันนั้นก็จะเป็นหนังสือที่ว่าด้วยเมืองเช่นเดียวกัน

ถ้าครั้งไหนพกไปฉายหนังในจังหวัดหรือพื้นที่ที่เต็มไปด้วยร้านหนังสืออิสระที่คนเข้าถึงได้อยู่แล้ว ทั้งคู่ก็จะวางหนังสือไว้ที่บ้าน แล้วพกเพียงหนังไปฉาย เพื่อให้เกียรติเจ้าของร้านหนังสือในพื้นที่นั้น

สนทนากับ ‘พก ร้านหนังสือและโรงหนัง’ จ.เชียงราย ร้านหนังสืออิสระและโรงหนังเคลื่อนที่ ของคนทำหนังสารคดีที่เชื่อว่า สารคดีทำงานกับหัวใจคน

พกบทสนทนา

สนทนากับพกมาจนถึงตอนนี้ คอหนัง (ในโรง) อาจสงสัยแบบเราว่า คุณภาพของภาพที่ฉายคมชัดเพียงพอต่อความต้องการของผู้ชมมากน้อยแค่ไหน เป๊กอธิบายคร่าว ๆ ว่า โปรเจกเตอร์และเครื่องเสียงถูกคัดสรรมาเพียงพอที่จะฉายกลางแจ้งได้ และหลังพระอาทิตย์ตกดินคือเวลาฉายหนังที่เหมาะสมที่สุด

ตอนฉายแรก ๆ เรากังวลกันมาก” ดาบอกความในใจ “เรากังวลว่ามันต้องมืด ต้องเงียบ หรือต้องพยายามทำให้เป็นโรงหนัง แต่ท้ายที่สุด เราพบว่าไม่จำเป็นต้องมีขนบแบบโรงหนังก็ได้ เป็นอารมณ์เหมือนไปดูหนังบ้านเพื่อนที่ไม่มีคนมาบ่นว่าจอไม่มืด เสียงรถดัง และบรรยากาศคล้ายหนังกลางแปลงที่กินไป ดูหนังไปก็ได้ ล่าสุดเรากินราเมงนอนดูหนัง มันคือความอิสระที่อยู่บนฐานของความเคารพกัน” 

สนทนากับ ‘พก ร้านหนังสือและโรงหนัง’ จ.เชียงราย ร้านหนังสืออิสระและโรงหนังเคลื่อนที่ ของคนทำหนังสารคดีที่เชื่อว่า สารคดีทำงานกับหัวใจคน

ด้วยรูปแบบการดูหนังแบบนี้เองที่ทำให้การฉายหนังของทั้งคู่นำมาซึ่งบทสนทนาระหว่างผู้ชม เจ้าของพื้นที่ และตัวพกเอง เช่นครั้งที่จัดฉายหนังว่าด้วยศิลปะ หลังหนังจบ ทุกคนก็พูดคุยเรื่องศิลปะกันต่อ ดาบอกว่าทั้งคู่ไม่ได้ตั้งใจจัดกิจกรรมทอล์กแต่อย่างใด แต่บทสนทนาเหล่านั้นเกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ จากการที่ผู้ชมตกตะกอนอะไรบางอย่างและต้องการพรั่งพรูความคิดของตัวเองให้ใครสักคนฟัง ซึ่งการนั่งดูหนังผ่านสตรีมมิ่งที่บ้านด้วยกันไม่กี่คนก็อาจทำให้บทสนทนาเหล่านี้ขาดหายไป 

“นอกจากทำให้เกิดบทสนทนาแล้ว เรากับดาเพิ่งค้นพบความหมายใหม่ของหนังว่า หนังสร้างตัวเลือกทางเศรษฐกิจได้ อย่างตอนที่เราจัดฉายหนังเรื่อง Come Back Anytime เล่าเรื่องของคุณลุงคนหนึ่งที่ทำร้านราเมง กลายเป็นว่าร้านราเมงแถวนั้นขายได้ 50 ถ้วย มันทำให้เราเห็นความงดงามที่หนังได้ทำหน้าที่บางอย่างกับชุมชนตรงนั้น” 

เป๊กเสริมต่อจากดา ชวนให้เราเห็นว่า นอกจากจะพกหนังสือและหนังไปเติมเต็มความสร้างสรรค์ใหม่ ๆ พวกเขายังสร้างคุณค่าอื่น ๆ ให้กับผู้คนและสถานที่ด้วย

สนทนากับ ‘พก ร้านหนังสือและโรงหนัง’ จ.เชียงราย ร้านหนังสืออิสระและโรงหนังเคลื่อนที่ ของคนทำหนังสารคดีที่เชื่อว่า สารคดีทำงานกับหัวใจคน

แล้วพกกันใหม่

ตลอดการสนทนากับดาและเป๊ก ทั้งคู่ย้ำกับเราเสมอว่า พกมีชีวิตเป็นของตัวเอง จนทั้งคู่พยายามไม่เอาแง่มุมธุรกิจไปครอบงำมากเกินไป นั่นทำให้พกยิ่งอยู่ยากเข้าไปใหญ่ และตั้งแต่ก่อตั้งเมื่อปี 2020 ทั้งคู่ยังคงทำงานส่วนตัวเพื่อทำให้พกอยู่ต่อได้ เพราะค่าใช้จ่ายสูงสุดของพกคือค่าน้ำมัน

ทั้งคู่จึงอาศัยว่าถ้าใครไปทำงานที่ไหน ก็จะพกพกไปด้วย ถ้าพื้นที่ไหนเห็นคุณค่าและเหมารอบหนังไปฉาย ก็ถือเป็นการสนับสนุนผู้ชมและพกไปในตัว ช่วยลดความเสี่ยงหากคนดูน้อยเกินกว่าค่าน้ำมันที่ทั้งคู่จ่าย และเพื่อให้ล้อของพกหมุนต่อได้ ทั้งคู่จึงต้องขายหนังสือที่นำไปจัดวางในราคาเต็มเสมอ  

“พกเลี้ยงตัวเองไม่ได้ แต่มันเลี้ยงใจเรา” ดาเล่าพลางหัวเราะ 

“เราเคยตั้งคำถามกับพกเยอะนะ แต่ทุกครั้งที่เราฉายหนัง มันมีคำตอบให้เราทำต่อ อาจจะไม่ได้ตอบเรื่องธุรกิจ แต่มันตอบคุณค่าบางอย่าง คุณค่าของพื้นที่ คุณค่าของตัวเรา แล้วสุดท้ายภาพที่เราอยากเห็นคือ ทุก ๆ พื้นที่ควรจะเข้าถึงสิ่งเหล่านี้ได้เท่า ๆ กัน” เธอพูดถึงสิ่งที่เธอปั้นมันขึ้นมา

“ถ้ามีคนทำสิ่งนี้ใกล้ ๆ บ้าน เราก็คงไม่ทำ เพราะอยากเป็นคนดูบ้าง แต่มันไม่มี เราเลยต้องทำ เพื่อวางรากฐานภาพยนตร์อิสระให้ค่อย ๆ งอกขึ้นมาในชุมชน เผื่อคนเห็นแล้วจุดไฟให้เขาอยากจัดฉายหนังเองบ้าง ซึ่งเรายินดีมาก สักวันมันจะเข้าไปหาผู้คน สุดท้ายก็จะส่งผลดีกับวงการภาพยนตร์อิสระและคนทำภาพยนตร์อิสระ” เป๊กบอกความตั้งใจ พร้อมเล่าว่ากระบวนการที่ทำให้พกอยู่ได้ด้วยตนเอง อาจต้องใช้เวลาและแรงกายมากกว่านี้  แต่เพราะพกเร่งรีบไม่ได้ ทั้งเป๊กและดาจึงค่อย ๆ ปั้นพกด้วยกัน

จุดเริ่มต้นอาจแตกต่าง แต่ปลายทางคือฝั่งฝันเดียวกัน – ชีวิตของดาและเป๊กเป็นแบบนั้น

สนทนากับ ‘พก ร้านหนังสือและโรงหนัง’ จ.เชียงราย ร้านหนังสืออิสระและโรงหนังเคลื่อนที่ ของคนทำหนังสารคดีที่เชื่อว่า สารคดีทำงานกับหัวใจคน

Writer

ฉัตรชนก ชัยวงค์

เด็กเอกไทยที่สนใจประวัติศาสตร์ งานคราฟต์ และเรื่องท้องถิ่น เวลาว่างชอบกิน เล่นแมว และชิมโกโก้

Photographer

ประภพ แก้วใจ

คนทำซาวนด์ที่บันทึกเรื่องราวของ ภาพ เสียง ความทรงจำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load