เมื่อนานมาแล้ว สำหรับเราถ้าจะมีสิ่งใดนามธรรมไปกว่าคำว่า สวยงาม ก็คงจะเป็นคำว่า พอเพียง นี่แหละ เพราะตลอดชีวิตที่ได้ยินใครพูดถึงความพอเพียง เราก็ได้แต่เก็บความสงสัยว่า ถ้าหากเราไม่ใช่เกษตรกรอย่างที่ตำราในห้องเรียนบอก เราจะทำความรู้จักและนำศาสตร์ของพระราชาศาสตร์นี้ไปใช้ได้อย่างไรบ้าง

วันเวลาผ่านไปถึงได้รู้ว่า เหตุผลที่หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชได้รับการตีความและถ่ายทอดให้เข้าใจร่วมกับเรื่องการทำเกษตรทฤษฎีใหม่และการพึ่งพาตัวเอง นั่นเป็นเพราะประชากรส่วนใหญ่ของประเทศทำเกษตรกรรม

แต่กาลเวลาที่ผ่านไป ก็ไม่ทำให้ความเข้าใจในเรื่องนี้เปลี่ยนตาม ทุกครั้งที่มีคนพูดเรื่องความพอเพียง ถ้าไม่บอกให้กลับบ้านไปทำเกษตร ก็บอกให้หยุดเพื่อรอรับความเนิบช้าของชีวิต จนกระทั่งเราได้พบกับโครงการ ‘พอแล้วดี The Creator’ ที่บอกเราว่ากิจการไลฟ์สไตล์สนุกๆ ในยุคสมัยนี้ก็สามารถลุกขึ้นมาดำเนินธุรกิจด้วยปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงได้

ในคำบรรยายที่ช่อง About ของโครงการ ‘พอแล้วดี The Creator’ บอกเราว่า นี่คือโครงการสร้างนักธุรกิจรุ่นใหม่ที่มีความเชื่อและปฏิบัติบนแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง (Sufficiency Economy Philosophy) ทั้งยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาท้องถิ่นหรือบ้านเกิด ควบคู่ไปกับแนวคิดของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy)

เพื่อพูดคุยเรื่องราวของที่มาที่ไป ความตั้งใจ และหลักสูตรแสนสนุกที่หาจากที่ไหนไม่ได้นอกจากโครงการ เราจึงมีนัดกับ พี่หนุ่ย-ดร.ศิริกุล เลากัยกุล ผู้เชี่ยวชาญเรื่องการสร้างแบรนด์อันดับต้นๆ ของประเทศ ผู้ริเริ่มก่อตั้งโครงการผู้บอกเราเสมอมาว่า คำว่า ‘ปรัชญา’ ใน ‘หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง’ หมายความว่ากรอบความคิดนี้สามารถตีความและนำไปใช้กับเรื่องอะไรก็ได้ทุกเรื่องขึ้นอยู่กับโจทย์

และหากคุณเป็นเจ้าของกิจการ หรือหนุ่มสาวนักล่าฝัน ที่กำลังมองหากรอบความคิดหรือระบบระเบียบที่จะสร้างสรรค์และทำให้ธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืนตามศาสตร์พระราชาที่ล้ำสมัยมากในยุคสมัยหนึ่ง ซึ่งตอนนี้มีคนกลุ่มหนึ่งหยิบยกมาสื่อสารให้สังคมรู้ว่า เรื่องปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไม่ได้อยู่เพียงเรื่องเกษตร และไม่ได้พอที่แปลว่าต้องหยุดพัฒนา

A Very Short Introduction

“หลักการ 3 ห่วง 2 เงื่อนไขในหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชนี่ใช้ได้ทุกเรื่องนะ แม้กระทั่งจะเลือกแฟนก็ใช้ได้” พี่หนุ่ยเกริ่นมาซะขนาดนี้ เราก็เลยขอให้ยกตัวอย่างวิธีการเลือกรับความรักอย่างพอเพียง

“สมมติมีคน 2 – 3 คนมาชอบเรา ลำดับแรกสุด เราก็ต้องรู้ว่าเราเป็นคนยังไง (ห่วงแรก รู้จักตน ประมาณตน) ไลฟ์สไตล์เราเป็นแบบนี้ ความคิด ความอ่าน ไลฟ์สไตล์เขาเป็นอย่างไร เขาจะไปกับเราได้หรือเปล่า (เงื่อนไขความรู้) ลำดับต่อมา ถ้าเราอยากจะทำความรู้จักเขาต่อ จะคบหรือไม่คบ หรือจะไปไหนมาไหนกันก็ต้องมีเหตุมีผล ทำแบบนี้เขาจะรู้สึกไหมว่าอยู่ในฐานะอะไร (ห่วงที่สอง มีเหตุมีผล) ถ้าสนิทเกินไปก็ไม่บริหารความเสี่ยง (ห่วงที่สาม มีภูมิคุ้มกัน) เกิดเขาไปคิดว่าเรารู้สึกอะไรกับเขา แล้วเมื่อถึงจุดหนึ่งว่าไม่รู้สึกอะไร​ ไปกินข้าวกันเฉยๆ ก็คงไม่ดี เราควรจะเคารพเขาด้วย มีเหตุมีผลว่าเขาก็เป็นคนคนหนึ่ง มีหัวใจและความรู้สึกเหมือนกัน (เงื่อนไขคุณธรรม)”

หากไม่เหลือบตามองขึ้นไปดูชื่อบทความเสียก่อน คุณต้องเข้าใจว่ากำลังอยู่ในรายการปรึกษาหัวใจวัยรุ่นผู้มีปัญหาไม่ชัดเจนในความสัมพันธ์เป็นแน่

“ถ้าถามว่าปัญหาคนสมัยนี้คืออะไร ก็คือคนไม่ค่อยมี common sense เราขี้เกียจแม้แต่จะคิด ทุกคนล้วนอยากได้สูตรสำเร็จ ในหลวงท่านก็ทรงสอนว่าเรื่องนี้ไม่มีสูตรสำเร็จ กรอบความคิดชุดนี้จึงเรียกว่าปรัชญา ซึ่งขึ้นกับการปรับใช้ของแต่ละคน คุณจะมาถามว่าในแต่ละวันคนเราต้องดื่มน้ำเท่าไหร่ วิทยาศาสตร์คงตอบได้ว่าควรจะดื่มกี่แก้วต่อวัน แต่จุดพอของแต่ละคนที่ดื่มแล้วรู้สึกว่าไม่ไหวแล้ว คุณก็ต้องดูตัวเองว่าประมาณไหน

“คุณต้องรู้จุดว่ากินน้ำแค่นี้ดับกระหายคุณหรือยัง และยังมีคนอีกไม่น้อยที่หิวน้ำอยู่”

มีอะไรบ้างในชีวิตที่ใช้หลักปรัชญานี้ไปตัดสินใจไม่ได้ พี่หนุ่ยถามกลับมาที่เรา

ดีที่พอ พอแล้วดี

นอกจากบทบาทการเป็นที่ปรึกษาแบรนด์เพื่อความยั่งยืน ที่ผ่านมา พี่หนุ่ยได้รับเชิญให้เป็นตัวแทนประเทศนำเสนอศาสตร์พระราชากับการทำการตลาดและแบรนดิ้งอย่างยั่งยืนถ่ายทอดไปสู่สากลผ่านงาน Sustainable Brand เวทีสัมมนาเรื่องการสร้างแบรนด์อย่างยั่งยืน ที่จัดอยู่ตามเมืองใหญ่สำคัญของโลก

“ทุกครั้งเวลาที่พูดเรื่องนี้ในต่างประเทศ คนก็จะถามหากรณีศึกษาของการนำหลักคิดนี้ไปใช้ในการทำธุรกิจ เราก็อ้ำๆ อึ้งๆ เพราะยังไม่มีต้นแบบของธุรกิจที่พูดได้อย่างเต็มปากเต็มคำ เมื่อกลับมานั่งคิด เราพบว่าถ้าอยากทำให้เป็นรูปธรรม เราคงต้องเริ่มทำกับธุรกิจที่เป็นรายเล็กๆ เพราะสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นและเห็นผลได้เร็วกว่าองค์กรขนาดใหญ่”

หนึ่งในธุรกิจสร้างสรรค์ที่พี่หนุ่ยมักหยิบยกขึ้นมาเล่า คือ ร้านจันทรโภชนา ที่ ต่อ-อุกฤษฏ์ วงษ์ทองสาลี ทายาทรุ่นที่สองกลับมาสานต่อธุรกิจ ด้วยการนำความคิดสร้างสรรค์ที่มีจากวงการโฆษณามาเพิ่มคุณค่าและเรื่องราว จนกลายเป็นร้านอาหารชื่อดังที่ใครที่แวะเวียนไปจังหวัดจันทบุรีต้องไม่พลาด

พี่หนุ่ยจึงคิดว่าคงจะดีไม่น้อยหากมีคนแบบนี้อยู่ในทุกจังหวัดทั่วประเทศไทย

เหมือนที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงสอน ‘เคี้ยวทีละคำ ทำทีละน้อย’ เธอและทีมผู้สอนก็ทำตามกำลังที่มี ทำให้มีแต่ความรู้สึกดีๆ ที่ได้รับจากการร่วมใจของคนดีๆ คนเล็กๆ ที่มีหัวใจที่ยิ่งใหญ่

ไม่เพียงเป็นโครงการดีๆ ที่สร้างให้นักธุรกิจใหม่ๆ นำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้กับการดำเนินธุรกิจ แต่ยังเป็นการสร้างไอดอลหรือคนต้นแบบของนักธุรกิจในกิจการไลฟ์สไตล์ที่น่าสนใจ

แผนธุรกิจพอเพียง ตำราวิชาบริหารระดับโลก

ด้วยประสบการณ์กว่า 20 ปีในเรื่องการสร้างแบรนด์ และเป็นที่ปรึกษาเรื่องการสร้างสรรค์และวางกลยุทธ์ พี่หนุ่ยเล่าให้ฟังว่า เวลาพูดเรื่องปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงกับลูกค้าซึ่งเป็นบริษัทใหญ่ๆ ส่วนมากจะรับฟังและบอกว่าได้ทำสิ่งนั้นแล้ว แต่เป็นไปในลักษณะสนับสนุนโครงการช่วยเหลือภาครัฐ ทำโรงเรียนหรือศูนย์เรียนรู้ต่างๆ แต่ไม่มีใครนำกรอบความคิดเรื่องนี้มาใช้ในการทำธุรกิจเลย

“วันนี้พี่ไม่ได้บอกว่า ‘เลิกทำกำไรกันเถอะ’ เพราะถ้าธุรกิจเลิกทำกำไร ไม่มีกำไร นั่นแปลว่าธุรกิจนั้นกำลังจะเป็นภาระของสังคมแน่นอน เพราะแปลว่าคุณไม่รู้จักหน้าที่ของคุณ”

หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 อาจดูไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับการสร้างแบรนด์ หรือการทำธุรกิจ แต่เมื่อเปรียบเทียบกับหลักการสร้างแบรนด์ จะเห็นว่าหลักใหญ่ 3 ประการของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งประกอบด้วย การรู้จักประมาณตน การมีเหตุมีผล และการมีภูมิคุ้มกัน ไม่ใช่เรื่องไกลตัวเลยแม้แต่น้อย

หลักการนี้ในภาษาที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 พระราชทานให้นำมาใช้กับธุรกิจได้อย่างไร เราถาม

“ห่วงแรก ที่พูดถึงการประมาณตน เป็นเรื่องเดียวกับ SWOT Analysis และการทำแบรนด์เพื่อให้ตัวเองรู้จักตัวตน คุณจะแข่งอะไรกับใครถ้าคุณไม่รู้จักกำลังของตัวเอง ไม่รู้ว่าเราเก่งไม่เก่งตรงไหน โอกาสและอุปสรรคคืออะไร เพราะฉะนั้น นักธุรกิจทุกคนทำห่วงแรกนี้อยู่แล้ว ห่วงที่สอง อยู่ภายใต้คำว่าสร้างและทำทุกอย่าง อย่างมีเหตุมีผล เป็นการวางกลยุทธ์ หรือ Strategic Planning เช่นเดียวกับห่วงที่สาม คือการสร้างภูมิคุ้มกัน ซึ่งทุกธุรกิจทำอยู่แล้วภายใต้คำว่าการบริหารความเสี่ยง

“เงื่อนไขแรกคือ ความรู้ เป็นเรื่องพื้นฐานและปัจจัยสำคัญที่ทำให้เราลุกขึ้นมาพัฒนาธุรกิจ เช่น คุณจะลุกขึ้นมาวางแผนการตลาด วางแผนการสื่อสาร อะไรก็ตาม คุณก็ต้องรู้จักพฤติกรรมผู้บริโภค และคุณต้องมีความรู้เรื่องแนวโน้มของตลาดที่กำลังเปลี่ยนไปว่าเป็นอย่างไร แต่ก็ต้องระวังเพราะหากคุณใช้ความรู้นั้นเบียดเบียนหรือเอาเปรียบผู้อื่น หนึ่งในคำสอนที่ในหลวงทรงสอนเสมอ คือหากจะลุกขึ้นมาทำเรื่องการค้าการพาณิชย์ คุณก็ควรทำอย่างคนที่มีจริยธรรม มโนธรรม คุณธรรม”

เราใช้เวลาเพียงไม่นานก็จดจำแก่นใหญ่ใจความของปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงผ่านกรอบความคิด 3 ห่วง 2 เงื่อนไขที่เชื่อมโยงกับการทำธุรกิจได้อย่างขึ้นใจ เราจะเห็นว่าไม่มีส่วนไหนในปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงที่ไม่อยู่ในตำราวิชาบริหารในห้องเรียนธุรกิจของมหาวิทยาลัยระดับโลก

หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน

หลักสูตรที่เกิดขึ้นใน ‘พอแล้วดี The Creator’ เกิดจากพลังอาสาของเหล่าที่ปรึกษาอันดับต้นๆ ของประเทศในวงการสาขาต่างๆ มาร่วมอาสาให้ความรู้และคำแนะนำอย่างมากมาย

ตัวแทนบทเรียนในห่วงแรกคือ SWOT Analysis กับเรื่อง Brand DNA และการทำ Brand Model จากพี่หนุ่ย

ห่วงที่สองคือ เรื่องการวางแผนธุรกิจหรือการทำ Business Model Canvas จาก ปพนธ์ มังคละธนะกุล บริษัท ล้มยักษ์ นั่นคือ คุณต้องรู้ว่ารายได้จะมาจากไหน ดำเนินการอะไรอย่างไร เป็นการสร้างเหตุและผลของการทำธุรกิจ

ห่วงที่สาม สร้างภูมิคุ้มกัน จะเรียนรู้เรื่อง Financial Management จาก ลาวัณย์ วาริชนันท์ และจาก ภัทร์ฐิตา พัวอมรพงศ์ ที่ปรึกษาการเงินส่วนบุคคล AFPT (Associate Financial Planner Thai) วางแผนทางการเงิน การทำธุรกิจแบบพอเพียงไม่ได้แปลว่าจะกู้เงินไม่ได้ เพียงแต่ว่าถ้าจะกู้เงิน ต้องกู้เงินเท่าไหร่ถึงจะพอ

ขณะที่เงื่อนไขความรู้ มีทั้งแต่เรื่องเทคโนโลยีและการประยุกต์ศาสตร์และศิลป์สมัยใหม่ให้เกิดความพอดีจาก สุทัศน์ รงรอง ผู้ก่อตั้งบริษัท ดูอินไทย, วิชาการตลาดจาก ประสงค์ รุ่งสมัยทอง ปรึกษาประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านความรู้สึก บมจ. ธนาคารกสิกรไทย และผู้ก่อตั้งบริษัทรุ่ง (R.U.N.G TEAM),  วิชาพฤติกรรมผู้บริโภคและเทรนด์โลกที่เปลี่ยนไปจาก ดั่งใจถวิล อนันตชัย Managing Director บริษัท INTAGE (Thailand) Co., Ltd. และวิชา Graphic Design และ Packaging Design จาก สมชนะ กังวารจิตต์  Executive Creative Director บริษัท Prompt Design

โดยสิ่งเดียวที่ไม่มีสอนในหลักสูตรของโครงการ ‘พอแล้วดี The Creator’ คือเงื่อนไขคุณธรรม เพราะถือว่าเป็นเงื่อนไขพื้นฐานของทุกคนที่ตั้งใจมาเข้าร่วมหลักสูตร

แค่ได้ฟังวิชาที่หนุ่มสาวคนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้และรับคำแนะนำแบบตัวต่อตัวจากรุ่นพี่และผู้เชี่ยวชาญ เราก็อดรู้สึกตื่นเต้นตามไม่ได้ เพราะนอกจากจะเรียนรู้จากสิ่งที่ลงมือและลงแรงทำจริงๆ ยอดขายและผลกำไรที่เคยเป็นเรื่องใหญ่ในชีวิตก็มีขนาดเล็กลงถนัดตา เมื่อเทียบกับการได้ค้นพบตัวเอง รู้สึกถึงคุณค่าในตัวเอง รู้เหตุผลของการตื่นนอน ซึ่งไม่ว่าเขาจะตัวเล็กแค่ไหน ก็มีความหมายต่อสังคม เป็นคนรุ่นใหม่ที่มีพลังและคุณค่า ไม่ใช่แค่คนที่ฝันถึงความร่ำรวยตั้งแต่อายุยังน้อย

หนังสือรุ่น

ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา โครงการ ‘พอแล้วดี The Creator’ ได้สร้างนักธุรกิจรุ่นใหม่ที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์และหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาพัฒนาธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม มีกิจการรุ่นใหม่ที่น่าสนใจและผ่านการเข้าร่วมหลักสูตรไปแล้วถึง 2 รุ่น

เช่น บริษัทสถาปนิกใจบ้านสตูดิโอ, ร้านกาแฟละเลียด, แบรนด์ Mann Craft, เฟอร์นิเจอร์และงานศิลปะแต่งบ้านจากเศษเหล็กแบรนด์ PiN และโฮสเทล Hom Hostel & Cooking Club เป็นต้น

“ไม่ว่าจะอยู่ในบทบาทของ Trainer หรือ Creator อย่างน้อยเขาจะเรียนรู้ว่าศาสตร์พระราชายิ่งใหญ่ขนาดไหน แต่สำหรับเรื่องการนำไปปรับใช้ได้มากน้อยแค่ไหน เราไม่ได้คาดหวัง เราเชื่อว่าเรื่องพวกนี้ต้องมาจากความเชื่อ ความศรัทธา ในตัวตนของเขา อะไรก็ตามที่คุณทำจากใจและจากความรู้สึกที่ระเบิดอยู่ข้างใน ล้วนส่งผลที่ยิ่งใหญ่ทั้งสิ้น” พี่หนุ่ยยิ้มตอบเมื่อเราถามถึงความคาดหวังที่ซ่อนอยู่

Impact Anera

“เวลาเราพูดคำว่าพอประมาณไม่ได้แปลว่ามีเท่าเทียมนะ เพราะทุกคนมีสถานะ บทบาท เงื่อนไขในชีวิตที่แตกต่างกัน แต่ว่ามีโอกาสเท่าเทียมกันในการดำรงอยู่ได้”

นอกจากหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เราถามพี่หนุ่ยว่ายังมีศาสตร์พระราชาศาสตร์ไหนอีกบ้างที่พวกเราจะนำใช้ในชีวิตและการทำธุรกิจได้

“ทุกเรื่องที่ท่านสอนเลย ไม่ใช่แค่เรื่อง ‘ความพอเพียง’ เท่านั้นที่เราควรสนใจ หากแต่ต้องมาพร้อมกับคำว่า ‘ความพากเพียร’ ถ้าเราเชื่อว่าข้างหน้านั้นมีฝั่งแน่ๆ ต่อให้เรายังไม่เห็นฝั่งนั้นเราก็ต้องพยายามว่าย ถ้าเราไม่ว่าย ปล่อยตัวเองให้จมน้ำไปกับกระแส ถ้ามียังพอมีแรงอยู่ จงมีความเชื่อและความศรัทธา

“อีกเรื่องที่พี่หนุ่ยชอบมากคือ เรื่องทศพิธราชธรรม นำไปใช้กับการสร้าง leadership ได้หมดเลยนะ รู้จักการให้อภัย รู้จักการให้โอกาส ทั้งหมดนี้เราจะเห็นว่าในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงเป็นปราชญ์ของแผ่นดินจริงๆ ทุกอย่างที่ทรงตกผลึกและทรงส่งมอบแก่พวกเราผ่านจากกระทำ ไม่ใช่การนั่งเขียนตำราอยู่ในวัง ทั้งหมดคือบทสรุปจากชีวิตจริงที่ท่านได้เดินเท้าไปเจอะเจอกับปัญหา คุยกับคนไทยในทุกส่วนของประเทศ”

“อะไรคือเรื่องใหญ่ที่สุดที่พี่หนุ่ยได้จากการทำโครงการพอแล้วดี” เราถาม

“คำตอบก็คือ ดี ดีแบบชื่อโครงการเลย ได้ความรู้สึกดีๆ ที่ได้สร้างคนดีๆ สิ่งที่เราทำ ไม่ได้เป็นโครงการใหญ่โตมากมาย เราทำได้ทีละ 13 – 15 คน ตั้งแต่วันแรกที่เกิดขึ้นไม่มีคำว่าสุดท้ายเลย ทุกคนกลายเป็นครอบครัวที่ลุกขึ้นมาเกื้อกูล ชวนกันไปทำอะไรที่ดีมากยิ่งขึ้น จากหนึ่งคนให้กลายเป็นสอง กลายเป็นสี่ มากยิ่งๆ ขึ้น พลังของการเปลี่ยนแปลงสวยงามมาก”

ภาพ: พอแล้วดี The Creator

Facebook I พอแล้วดี The Creator

Save

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

NANA Coffee Roasters คาเฟ่ย่านบางนา คือสถานที่พูดคุยของเราในวันนี้ บรรยากาศโล่งโปร่ง รายล้อมด้วยสีขาวสะอาด ตัดกับความเขียวขจีของแมกไม้ มีกลิ่นหอมฟุ้งของกาแฟอบอวลชวนฝัน

และมีต่างหูยาวระย้า ที่คาดผมดอกไม้อลังการ กระโปรงบานสีฟ้าพลิ้วไหว กระเป๋าถือในคราบโทรศัพท์โบราณ พร้อมรอยยิ้มกว้างเป็นมิตร

ไม่ต้องมองหาให้เมื่อยคอ เธอคือ จอย-ณัฐกาญจน์ เด่นวณิชชากร เจ้าของธุรกิจ Joy Ride บริการดูแลพร้อมรับส่งผู้สูงอายุไปหาหมอ ไม่ผิดแน่ 

จอยเริ่มด้วยการบอกตามตรงว่าเธอชื่นชอบ The Cloud มาก และมักจะเข้ามาพูดคุยบนเพจของเราเสมอ วันนี้ ถึงตา The Cloud เป็นฝ่ายเข้าหาเธอ เรานั่งลง สนทนา ถามไถ่เรื่องราวในชีวิตจอยด้วยความยินดีอย่างยิ่ง

อาจเป็นเพราะกฎแห่งแรงดึงดูด, เธอว่า

หรืออาจเป็นเพราะสิ่งที่เธอทำมันมีทั้งคุณค่าและความหมาย, เราเห็นเช่นนั้น

หากไม่เชื่อ ขอโฆษณาให้ฟังสักเล็กน้อย 

Joy Ride รถรับส่งผู้สูงอายุของสาวหมดไฟที่ไม่ใช่แค่พาไปหาหมอ แต่ดูแลดุจหลาน บริการดุจลูก
Joy Ride รถรับส่งผู้สูงอายุของสาวหมดไฟที่ไม่ใช่แค่พาไปหาหมอ แต่ดูแลดุจหลาน บริการดุจลูก

ถ้าคุณเป็นคนที่เคยเลื่อนนัดหมอเพราะลูกหลานไม่ว่างพาไป จำต้องพลาดกิจกรรมบางอย่างเพราะไม่มีคนไปด้วย หรือไม่มีใครอยู่รอในวันที่ต้องผ่าตัดครั้งใหญ่ เรามีข้อเสนอดี ๆ มาให้

ก่อนอื่น นี่ไม่ใช่โฆษณาชวนเชื่อ แต่เป็นโฆษณาบริการรถรับจ้าง

และนี่ก็ไม่ใช่แค่รถรับจ้างธรรมดา แต่เป็นรถที่จอดรอคุณทั้งวัน มีโชเฟอร์ที่เป็นทั้งคนขับ คนช่วยพยุง คนคุยเล่นเป็นเพื่อน คนสื่อสารกับหมอ โดยมีการเตือนคุณให้กินยา และแวะเวียนมาหาพร้อมของฝากเป็นบริการหลังการขาย 

สตาร์ทอัพของอดีตพนักงานเงินเดือนหมดไฟ ที่หันมาเอาดีด้านการดูแลผู้สูงอายุราวกับคนในครอบครัว 

นี่เป็นแค่เสี้ยวหนึ่งของ Joy Ride เท่านั้น

Joy to the World

จากจังหวัดยะลา ใต้สุดของประเทศ จอยขึ้นมาจบการศึกษาจากคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพราะฝันอยากเป็นนักเขียนบท 

หากว่างจากการเรียน เธอมักจะเป็นอาสาสมัครเลี้ยงเด็กตามบ้านเด็กอ่อน และคอยช่วยเหลือค่ายศิลปะ Art for All เกือบทุกปี เป็นศิลปะสำหรับเด็ก 5 ประเภท คือ หูหนวก ตาบอด พิการทางรางกาย พิการทางสมอง และเด็กปกติ 

จอยบอกว่าตัวเองไม่เคยออกนอกลู่นอกทาง มีชีวิตขาวสะอาดมาก ถึงขั้น “โคตรอินโนเซนส์”

เธอจึงตัดสินใจกลับไปอยู่ใต้อีกครั้งที่ภูเก็ต บ้านเกิดของแม่และยาย คิดว่าคงได้ประสบการณ์มาเขียนบทเป็นกอบเป็นกำ แต่กลับจับพลัดจับผลูมาทำงานการตลาด ในตำแหน่ง Marketing Officer ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่หนึ่งของชีวิต

จุดเปลี่ยนที่สอง เกิดขึ้นในวัย 25 ปี เมื่อเธอกลับมาทำงานที่กรุงเทพฯ ด้วยการเป็น Brand Manager ของบริษัทเกี่ยวกับภาพยนตร์ นำพาให้เธอได้เติบโตบนเส้นทางนักการตลาดในหลายแวดวงเรื่อยมา จนถึงวันที่มีเงินเดือนแตะแสนบาท 

แต่เธอไม่จอยสมชื่อ จอยเต็มไปด้วยความทุกข์ หลังวิกฤตโควิดเข้ามาได้ 1 ปี

“มีความกดดันในที่ทำงาน จากเป็นคนที่เจ้านายรักมาก กลายเป็นหมาหัวเน่า เริ่มนั่งอยู่ดี ๆ ก็อยากร้องไห้ ขับรถก็ร้องไห้

“เริ่มโทรไปคุยกับแม่ว่า หม่าม้า ลูกจะเป็นคนที่ล้มเหลวไหมถ้าลูกจะขายบ้าน ขายรถที่กรุงเทพฯ ขายทุกอย่างเลย แล้วกลับไปอยู่ยะลา ลูกไม่มีความสุขในชีวิต รู้สึกแย่มาก”

เธอตัดสินใจไปพบแพทย์ วันนั้นเองที่จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญได้ถือกำเนิดขึ้น

เรื่องแรก เป็นไปตามคาด หมอวินิจฉัยว่าจอยเป็นโรคซึมเศร้า เธอนั่งปล่อยโฮกลางโรงพยาบาล

เรื่องต่อมา ขณะที่น้ำตายังคงไหล เธอมองเห็นคนแก่ กำลังพาคนที่แก่กว่า และป่วยกว่าไปพบแพทย์

“ทำไมลูกหลานไม่พามา” เสียงในหัวเธอดัง คิดถึงเรื่องเล่าจากเพื่อนที่มีแม่เป็นมะเร็ง ต้อง Follow-up ทุก ๆ 3 เดือน แต่เจ้านายกลับไม่ให้ลาหยุด 

จอยกินยาคลายเครียดเม็ดแรกในชีวิต 

วันอาทิตย์เธอปรึกษาในกลุ่มมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการฝากร้าน ว่า จะทำธุรกิจรับจ้างพาผู้สูงอายุไปหาหมอ ปรากฏว่ามีคนสนับสนุน ให้ความสนใจเยอะมาก 

จอยยื่นจดหมายลาออกในเช้าวันจันทร์ 

เธอทำโลโก Joy Ride ให้คนในกลุ่มเลือกอีกครั้ง เธอจด Trademark จดทะเบียนเว็บไซต์ เปิดเฟซบุ๊ก จด Domain Name ทั้งหมดเกิดขึ้นภายในเวลา 1 เดือน 

Joy Ride รถรับส่งผู้สูงอายุของสาวหมดไฟที่ไม่ใช่แค่พาไปหาหมอ แต่ดูแลดุจหลาน บริการดุจลูก

Test Drive

ไอเดียแรกของธุรกิจนี้คือบริการดูแลพร้้อมรับส่งผู้สูงอายุ แต่ลูกค้าคนแรกที่โทรเข้ามา คือขอให้เธอช่วยรับกลับจากโรงพยาบาลสนาม เพราะเพิ่งหายจากโควิด แม้จอยจะขอใช้เวลาคิด แต่เธอก็โทรกลับไปตอบว่า “ได้ค่ะ”

จอยสวมเสื้อกันฝนแทนชุด PPE เปิดหน้าต่าง ปิดแอร์ สวมหน้ากากอนามัย 2 ชั้น พร้อมถุงมือและหมวก แม้จะเป็นงานแรกที่เธอยังจับต้นชนปลายอะไรไม่ได้มาก แต่ลูกค้าคนแรกของเธอก็กลับถึงบ้าน พร้อมเขียนรีวิวชื่นชมเธอยกใหญ่ จุดประกายให้ (อดีต) มาร์เก็ตติงสาว คิดแคมเปญขึ้นมาเล็ก ๆ ว่า Welcome home พาคุณกลับบ้าน ไปหาบ้านที่คุณรัก และคนที่คุณคิดถึง คอยรับจ้้างส่ง (อดีต) ผู้ป่วยโควิดตลอดทั้งเดือน 

กระนั้น จากที่เคยได้เงินเดือนแตะแสนบาท กลับกลายเป็นได้กำไร 200 บาทในเดือนแรก เพราะต้องซื้อชุด เครื่องพ่นแอลกอฮอล์ เครื่องฟอกอากาศ จ่ายค่าน้ำมัน ค่าทางด่วน ฯลฯ ทำให้เธอทบทวนความตั้งใจของตัวเองใหม่ จนเกือบจะล้มเลิก

“ประมาณเดือนตุลาคม ช่วงลูกค้าน้อย ๆ เราได้เจอลูกค้าเป็นคุณแม่ท้อง ทั้งเดือนแทบจะอยู่ได้เพราะคนนี้เลย เขาถามว่า พี่จอย คิดจะทำ Joy Ride ไปถึงเมื่อไหร่ หนูอยากให้พี่จอยดูแลหนูกับลูกไปจนลูกบวชนะ” 

แม้จอยจะฟังแล้วแอบร้องไห้เงียบ ๆ แต่คำตอบที่ดังที่สุดคือเธอจะทำทุกวิถีทางให้ธุรกิจนี้ไปต่อให้ได้

และ Joy Ride ที่มีสมาชิกเพียง 6 คนในตอนนั้น ก็ได้รู้จักกับคำว่า สตาร์ทอัพ

จอยร้อยเวที

จอยกลับสู่วงการการตลาดจนได้ แต่เป็นการทำ Pitch Desk โมเดลธุรกิจไปขอทุนตามองค์กรต่าง ๆ ซึ่งไม่เคยผ่านเลย เพราะไม่มีประสบการณ์การทำธุรกิจมาก่อน แต่ทุกครั้งที่ถูกปฏิเสธก็คล้ายจะเป็นการบังคับให้เธอกลับมาหาความรู้เพิ่ม

“เราทำบริการนี้ เพราะเราอยากทำบริการนี้ เราไม่ได้สนใจว่ามันจะเป็นธุรกิจที่เติบโต ผู้สูงอายุเป็นเทรนด์ได้ ไม่รู้ ตลาดผู้สูงอายุเป็นยังไง ไม่รู้ ไม่ทำการบ้าน และถึงแม้เราจะไม่ได้ทุน แต่กรรมการจะบอกว่า เราขาดอะไร 

“ทำให้เราเกิดการพัฒนา เราเป็นตัวช่วยแก้ปัญหาให้กับสังคม เป็นแพลตฟอร์มที่สร้างรายได้ให้กับคน อยู่ ๆ เราก็มีความคิดเหมือนกับเจ้าของกิจการ เราต้องดูแลทีมงานของเราให้ดี เขาจะได้ไปดูแลคนอื่นได้ดี ฉะนั้น ต้องมีกำไรในการบริหาร 

“จากได้เงินเดือนละ 20,000 กำไร 200 วันนี้เราโตขึ้น 10 เปอร์เซ็นต์ มีพนักงานเกือบ 20 คน และกำลังจะได้เงินหลายแสนบาท”

Joy Ride รถรับส่งผู้สูงอายุของสาวหมดไฟที่ไม่ใช่แค่พาไปหาหมอ แต่ดูแลดุจหลาน บริการดุจลูก

ไม่เพียงผู้สูงอายุเท่านั้นที่ใช้บริการได้ จอยเล่าว่า ลูกค้ากลุ่มรองลงมาเป็นคุณแม่ตั้งครรภ์ จนถึงรอรับกลับหลังคลอดลูกวันแรก นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มผู้พิการที่ไม่ใช่แค่พาไปโรงพยาบาล แต่ยังพาไปทำกิจกรรมอื่น ๆ ที่ต้องการคนดูแล เช่น ไปเที่ยว ไปดูหนัง ไปงานรับปริญญาตัวเอง อีกหนึ่งกลุ่มที่เราว่าน่าสนใจดี คือกลุ่มสาวโสดอายุ 30 – 40 ปี อาจเป็นเพราะเห็นตัวเองในอนาคต 

กลุ่มนี้ส่วนมากจะต้องการใครสักคนเป็นเพื่อน หรืออยู่เฝ้ารอหน้าห้องผ่าตัด เป็นวัยที่คงไม่ไขว่คว้าหาความช่วยเหลือเท่าไหร่ และกำลังใจอาจเป็นของหายากมากที่สุด อย่างน้อยในวันที่ไม่รู้ว่าชีวิตจะดีหรือร้าย การมีคนรอคอยการกลับมาก็มีค่าเหลือเกิน

“ตอนที่ติดต่อเรามาครั้งแรกเหมือนเป็นคนแปลกหน้า แต่หลังจากที่เราให้บริการ เขาก็มองเราไม่เหมือนเดิม เราเป็นลูกรับจ้าง หลานจำเป็น ในยามที่คุณจำเป็นต้องมีใครสักคนหนึ่งเป็นเพื่อนคอยดูแล” จอยย้ำความตั้งใจ

Easy ไม่ Scary

เชื่อว่าหลายคนคงอยากรู้แล้วว่า บริการรถรับจ้างที่เราโฆษณาไว้ตั้งแต่ต้นจะพิเศษขนาดไหน 

งานของ Joy Ride แตกต่างจากรถสาธารณะทั่วไปตรงที่เธอไม่ได้ส่งแค่ถึงปลายทาง แต่ครอบคลุมตั้งแต่ก่อนเจอลูกค้า วันที่ไปพบแพทย์ จนถึงหลังกลับจากพบแพทย์ ขอเล่าง่าย ๆ ตามเวลา ดังนี้

ก่อนเจอลูกค้า

“ถ้าพรุ่งนี้ต้องไปรับลูกค้า วันนี้จะโทรไปสวัสดีค่าคุณแม่ น้องแอนเขาให้หนูไปรับพรุ่งนี้ 6 โมงเช้า คอนเฟิร์มนะคะ เราจะถามลูกตั้งแต่ก่อนไปแล้วว่าคุณแม่คุณพ่อชอบฟังเพลงอะไร บางคนบอกชอบ The Ghost Radio บางคนบอกชอบธรรมะ ลูกบางคนส่งเพลย์ลิสต์มาให้เปิดเลย 

“ขึ้นรถมา คุณแม่เพลงเสียงดังไปรึเปล่า เย็นไหม ร้อนไหม ในรถมีขนม เครื่องดื่ม ทิชชู เตรียมอุปกรณ์สำหรับคนแก่ บางทีหาหมอเสร็จแล้วหิว จะได้มีอะไรกินเล็ก ๆ น้อย ๆ มันจะไม่เหมือนนั่งรถโดยสาร แต่ขึ้นมาแล้วเหมือนได้นั่งรถหลานสาว”

Joy Ride รถรับส่งผู้สูงอายุของสาวหมดไฟที่ไม่ใช่แค่พาไปหาหมอ แต่ดูแลดุจหลาน บริการดุจลูก

วันที่ไปพบแพทย์

“เราพาพ่อแม่ไปโรงพยาบาลยังไง ก็ทำแบบนั้นแหละ พาไปห้องหมอ คิดแทนว่าถ้าเกิดว่าหมอบอกแบบนี้ เราจะต้องถามอะไรหมอ รับยา เจาะเลือด ระหว่างนี้ก็ต้องคอยรายงานลูกเป็นระยะ ๆ 

“เอกลักษณ์ของ Joy Ride คือการที่ลูกหลานจะรู้สถานะตลอด ออกจากบ้านแล้วค่ะ รับบัตรคิวแล้วค่ะ กำลังพากลับบ้านค่ะ และจะได้อ่าน Report ประจำวันด้วย เช่น วันนี้คุณหมอบอกว่ายาที่ให้ไปครั้งที่แล้วกินแล้วมวนท้อง ต้องกินก่อนอาหารครึ่งชั่วโมง และเน้นให้คุณแม่ทำกายภาพ ค่าตับ ค่าคอเลสเตอรอล ยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ ซึ่งทีมงานผู้ชายที่รับมาล่าสุด เขียนมาประมาณ 4 หน้าพร้อมรูปประกอบ เป็นไฟล์ PDF เราตกใจมาก เขาทำงานละเอียด ดีกว่าเราด้วยซ้ำ” 

หลังกลับจากพบแพทย์ 

“ถ้าเป็นลูกค้าฉีดวัคซีนก็จะทักไปถามว่า แม่คะ เมื่อคืนที่ฉีดวัคซีนเป็นยังไงบ้าง ปวดเนื้อปวดตัวไหม แล้วสมมติว่า มีนัดครั้งต่อไปเมื่อไหร่ก็จะโทรไปหาลูกว่า อาทิตย์หน้าคุณพ่อมีนัดนะคะ จะพาไปเองหรืออยากให้ทีม Joy Ride ไปรับเหมือนเดิม”

แต่แน่นอน ลำพังขับรถให้ผู้สูงอายุก็ต้องระมัดระวังมากอยู่แล้ว ยิ่งเป็นผู้โดยสารที่กำลังเจ็บไข้ได้ป่วย ยิ่งต้องคำนึงถึงความปลอดภัยมากเป็นพิเศษ สิ่งสำคัญในการขับรถของ Joy Ride จึงประกอบไปด้วย 

หนึ่ง ขับให้ช้าเข้าไว้ เคารพกฎหมายจราจรอย่างเคร่งครัด 

สอง ให้ระวังเรื่องคำพูดมาก ๆ เพราะผู้โดยสารทุกคนเปราะบางทางอารมณ์ และเธอจะไม่ถามคนที่นั่งเบาะหลังว่าทำไมลูกสาวถึงไม่ว่าง จนกว่าเจ้าตัวจะเล่าออกมาเอง 

สาม ต้องมีความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับโรคต่าง ๆ พอสมควร เป็นประโยชน์ต่อการควบคุมอาหารในแต่ละมื้อ 

และข้อสุดท้าย สำคัญที่สุด

“ต้องระวังตัวเราเอง เราเพิ่งเป็นนิ่วเพราะมัวแต่ดูแลคนอื่น ไม่กล้าทิ้งลูกค้า ต้องเข้าโรงพยาบาล แอดมิตครั้งแรกในรอบ 20 ปี”

นอกเหนือจากงานบริการที่ละเอียดลออเป็นพิเศษแล้ว สิ่งที่โดดเด่นดึงจุดสนใจ และคงไม่ถามไม่ได้ คือการแต่งตัวของเธอที่จัดหนักจัดเต็มทุกครั้ง 

จอยบอกว่าเป็นความชอบส่วนตัว บวกกับการสวมหน้ากากทำงานร่วมกับผู้สูงอายุที่ไม่ค่อยมีมือถือ มักเกิดปัญหาคุณตาคุณยายจำเธอไม่ได้ หากสวมกระโปรงบานสีฟ้า มีเครื่องหัวอลังการแบบนี้ คงไม่มีทางจำผิดคนเป็นแน่

“บางคนเขาจำเราไม่ได้ มีคุณยายคนหนึ่งเรียกเรา ยัยปุ๊กลุ๊ก เวลาไปติดต่อ คุณหมอ พยาบาล การเงิน จากที่หน้าหงิกหน้างอก็ยิ้มเลย การที่ต้องทำงานกับผู้ป่วยมันคือการทำงานกับความทุกข์ของคน แล้วเราได้เอาความสดใสเล็ก ๆ ไปทำให้เขามีความสุข คนแรกที่มีความสุขก็คือตัวเราเอง” เราพยักหน้าคล้อยตาม และมีความสุขเป็นคนถัดมา

Joy Ride รถรับส่งผู้สูงอายุของสาวหมดไฟที่ไม่ใช่แค่พาไปหาหมอ แต่ดูแลดุจหลาน บริการดุจลูก
Joy Ride รถรับส่งผู้สูงอายุของสาวหมดไฟที่ไม่ใช่แค่พาไปหาหมอ แต่ดูแลดุจหลาน บริการดุจลูก

Please mind the gap between you and your mom

งานบริการส่วนใหญ่คงอยากให้ลูกค้าแวะเวียนกลับมาใช้ซ้ำ แต่งานบริการดูแลพร้อมรับส่งผู้ป่วยของจอย จำเป็นต้องมีลูกค้าประจำรึเปล่า – เราถามด้วยความสงสัย

“เวลาส่งลูกค้าถึงบ้าน เราไม่เคยบอกว่า เดี๋ยวเจอกันใหม่นะคะ เราจะบอกว่า ขอให้สุขภาพแข็งแรง แล้วก็ไม่ต้องไปโรงพยาบาลบ่อย ๆ แต่ถ้ามีความจำเป็น ก็ขอให้นึกถึงจอย”

ที่เป็นเช่นนั้น เพราะจอยเปรียบธุรกิจของเธอเป็นสะพานเชื่อมระหว่างครอบครัวกับโรงพยาบาล เพราะลูกไม่ได้มาด้วย และหมอก็ไม่ได้รู้ว่าที่บ้านคนแก่อยู่ยังไง 

นั่นคือความตั้งใจแรก

พอทำไปทำมา ดูเหมือนสะพานที่ว่า จะเป็นการเชื่อมครอบครัวเข้าหากันเสียมากกว่า เมื่อลูกต้องเติบโตเป็นผู้ใหญ่ แต่พ่อแม่กลับกลายเป็นเด็กอีกครั้ง

“บางครั้งเราไปรับลูกค้า แล้วแม่บ่นปวดขามากเลย รองเท้าแตะเนี่ยสึกหมดแล้ว แต่ไม่กล้าบอกลูก เกรงใจลูกต้องไปซื้อ เราก็ทำทีบอกลูกสาวว่า แอบได้ยินมาว่าคุณแม่อยากได้รองเท้า เผื่อว่าจะซื้อเป็นของขวัญให้ เรามักจะได้ข้อมูลที่คุณพ่อคุณแม่อัดอั้นตันใจ 

“ต่อให้รวยแค่ไหน ฐานะพร้อมยังไง ทุกครอบครัวจะมีช่องว่างเล็ก ๆ เสมอ ผู้สูงอายุต้องการคนรับฟัง อยากรู้สึกว่าเขามีคุณค่า ไม่ใช่ไม้ใกล้ฝั่งที่มองเห็นเพื่อน ๆ ค่อย ๆ จากไปแล้วคิดว่าเมื่อไหร่จะถึงคิวเขา มันไม่ใช่แค่เรื่องร่างกาย แต่มันคือจิตใจด้วย”

“เคยมีผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่ต้องการทำธุรกรรม เราเจอเขาแค่ครั้งเดียวเองนะ เมื่อถึงวาระสุดท้าย เราก็ไปส่งเขา คราวนี้เป็นการเดินทางแบบ One-way ที่ไม่ต้องเข้าโรงพยาบาลอีก ก็ดีใจที่เรามีส่วนทำให้เขาหมดห่วงในช่วงสุดท้ายของชีวิต”

และใช่ว่าตัวเธอห่วงใยเฉพาะผู้สูงอายุ จอยมองว่าธุรกิจของเธอเข้ามาตอบโจทย์ลูกหลานที่อยากดูพ่อแม่ แต่เวลาคือก้างชิ้นใหญ่ที่กลืนไม่ลงท้อง หลายคนกลัวเสียโอกาส ขาดรายได้ ในยุคที่เศรษฐกิจยากจะเอาแน่เอานอน ลูกหลานจึงเป็นอีกคนที่ต้องการกำลังใจไม่น้อยไปกว่ากัน

“รู้ไหม 95 เปอร์เซ็นต์ของคนที่โทรมาจองเราเป็นผู้หญิง ทำให้เห็นว่าผู้หญิงเป็นเดอะแบกของครอบครัว ถึงแม้ลูกสาวจะแต่งงานออกเรือนไปแล้ว มีลูกเล็กที่ต้องเลี้ยงดู มีสามีที่ต้องดูแล มีงานที่ต้องทำ แต่ลูกสาวยังต้องดูแลพ่อแม่

“เช่น คนที่คุณแม่ทำคีโมแต่ว่ายังไม่ตอบสนอง เราต้องให้กำลังใจคนเป็นลูก ไม่ใช่แค่คนป่วย”

Joy Ride รถรับส่งผู้สูงอายุของสาวหมดไฟที่ไม่ใช่แค่พาไปหาหมอ แต่ดูแลดุจหลาน บริการดุจลูก

A bundle of Joy

ในช่วงต้น จำได้ไหมว่าจอยใช้ชีวิตอยู่ที่ภูเก็ต 2 ปีหลังเรียนจบ นอกจากจะอยู่เพื่อทำงาน ดำน้ำ ตามหาประสบการณ์ชีวิต จอยยังค้นพบบางสิ่งที่เคยมองข้าม และทำให้จุดเริ่มต้นที่แท้จริงของ Joy Ride อาจไม่ใช่แค่ปีก่อน แต่เป็นเมื่อ 10 ปีก่อนหน้านั้น 

เรารู้เพราะถามเธอว่าเริ่มมีความรู้สึกอยากดูแลผู้สูงอายุตั้งแต่เมื่อไร เธอตอบออกมาพร้อมน้ำเสียงสั่นเครือใน 10 นาทีแรกที่เราสนทนากัน

จอยบอกว่าเธอกลับไปอยู่ภูเก็ตเพราะยาย

“เราอยากกลับไปภูเก็ตเพื่อดูแลยาย ตอนนั้นแค่คิดว่าอยากรู้จักยายมากกว่าเจอตอนปิดเทอมแค่ 5 วัน เพราะรู้สึกว่าเราเป็นหลานที่ยายไม่รู้จัก เราได้รู้ว่ายายชอบอะไร หาเวลาหยุดเพื่ออยู่กับเขา แต่ยายเราโคตรแข็งแรงเลย พึ่งเสียเมื่อ 2 ปีที่แล้ว

“จนมาทำ Joy Ride มันทำให้เราถามตัวเองว่า แล้วเราเคยดูแลคนในครอบครัว ดีเท่าเราดูแลพ่อแม่คนอื่นบ้างไหม เอาตรง ๆ เราเคยพาพ่อแม่ไปหาหมอแค่ครั้งเดียว เพราะว่าอยู่คนละที่ และในฐานะที่เราเป็นลูกหลาน มันไม่เคยมีคำว่าพอสำหรับการทำให้คืนกลับไป” 

จากนั้นคาเฟ่กลางกรุงก็กลายเป็นบ่อน้ำตาของเธอ หลังจอยอธิบายว่าทำไมแนวคิดลูกรับจ้าง หลานจำเป็น ถึงได้สมจริงถึงเพียงนี้

“เคยมีคนบอกเราว่า มีที่ไหนทำงานแล้วทีมงานได้เงินมากกว่าตัวเอง หรือธุรกิจแบบนี้อีก 10 ปีก็ไม่รวย เป็นอาชีพใช้แรงงานที่ได้เงินวันละ 500 บาท หากินกับคนแก่ คนป่วย คนพิการ บริการดุจญาติมิตรแต่คิดตังค์ 

“เราก็เสียใจนะ แต่คนที่เข้าใจเรามีมากกว่าคนไม่กี่คนที่ไม่เข้าใจ ก็เลยมองข้ามมาได้ เลิกคิดจะเลิกแล้วเอาเวลามาคิดว่าทำยังไงให้มันอยู่รอดได้ดีกว่า”

Joy Ride รถรับส่งผู้สูงอายุของสาวหมดไฟที่พาผู้สูงอายุ คนท้อง ผู้พิการ สาวโสด ไปหาหมอ ทำธุระส่วนตัว แบบเพื่อนสนิท คู่คิด และลูกหลาน

แม้วันนี้เธอจะยังร้องไห้ง่าย ๆ อยู่ แต่เธอก็ปาดน้ำตาเร็วขึ้น หลังเห็นจอยเปลี่ยนแปลงเป็นคนที่เข้มแข็ง เราถามเธอต่อว่า มีเรื่องราวของพนักงานคนไหนไหมที่เปลี่ยนจากหลังมือเป็นหน้ามือเหมือนเธอ 

จอยเล่าเรื่องน้องสาวแท้ ๆ ให้เราฟังเล็กน้อยเป็นคำตอบ 

จากวันแรกที่มองว่าเป็นงานที่ตรงกันข้ามกับตัวเองโดยสิ้นเชิง ปัจจุบันจอยเหมือนได้น้องสาวคนใหม่ ที่มีความคิดความอ่าน อ่อนโยน เป็นมิตร เมตตาคนอื่น และรักตัวเองมาก 

จะดีแค่ไหนถ้าพนักงานทุกคนรู้สึกคล้ายกัน Joy Ride เป็นธุรกิจที่อยู่กันแบบครอบครัว และตอนนี้บรรดาญาติสนิทมิตรสหายของเธอกำลังขยายใหญ่ขึ้น มีผู้สมัครเข้าร่วมทีมมากกว่า 1,000 คน รอคิวส่งต่อความปรารถนาดี พร้อมแรงสนับสนุนจากสังคมอีกมากมาย เชื่อว่านอกจากศักยภาพของธุรกิจ ความคิด และตัวตนของจอยก็น่ายกย่อง

“สิ่งที่ดีที่สุดคือการที่เรามีความรู้สึกหมดไฟ เพราะถ้าเราไม่รู้สึก เราก็คงเป็นพนักงานออฟฟิศ นั่งทำงานเดิม ๆ ยังคงซึมเศร้าและร้องไห้ แต่ถ้าวันนั้นเราตัดสินใจกระโดดลงมาจากชั้น 4 ของห้องประชุม เราก็คือคนที่ไม่เห็นคุณค่าของชีวิตตัวเอง สิ่งที่เราทำคือตรงกันข้าม

“ปีที่แล้วเรายังเป็น Marketing Manager เงินเดือนแสนบาท วันนี้อาจจะขาดทุนในบางเดือน แต่ทุกวันมันคือกำไรชีวิต 

“ผ่านไป 1 ปี Joy Ride ก็เหมือนต้นไม้ที่ต้องรดน้ำ พรวนดิน ใส่ใจเยอะ ๆ มันอาจจะไม่มีลูกผลให้เรากินในวันนี้ แต่อย่างน้อยมันก็ยังมีดอกให้เราเห็น” 

หลังคุยกันมาเนิ่นนาน ไม่รู้เหมือนกันว่าต้องรออีกแค่ไหนกว่าลูกผลของ Joy Ride จะงอกงาม แต่เราหวังอย่างยิ่งว่าจอยจะยังยืนหยัดทำสิ่งนี้ จนถึงวันที่เด็กน้อยคนนั้นออกบวช วันที่เราชวนเธอไปเที่ยวตอนอายุ 40 ปีได้ วันที่ผู้พิการสามารถทำกิจกรรมอื่น ๆ ได้อีกมากมาย และไม่ว่าเส้นทางจะยากสักแค่ไหน เราเชื่อว่าจอยคงมีคนรอบข้างคอยให้กำลังใจ ประหนึ่งสมาชิกในครอบครัวโดยไม่ต้องเสียเงินจ้างสักบาทแน่นอน

Joy Ride รถรับส่งผู้สูงอายุของสาวหมดไฟที่พาผู้สูงอายุ คนท้อง ผู้พิการ สาวโสด ไปหาหมอ ทำธุระส่วนตัว แบบเพื่อนสนิท คู่คิด และลูกหลาน

Joy Ride Thailand

Website : joyridethailand.com/

Facebook : Joy Ride Thailand รถรับส่งพาผู้สูงอายุไปหาหมอ

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load