30 พฤษภาคม 2563
2 K

ร้อนและแห้ง

แค่คิดถึงภาพทะเลทราย จินตนาการถึงแดดแผดเผาและเม็ดทรายก็ทำให้รู้สึกไม่สบายเนื้อสบายตัว แต่หลังจากขี่อูฐบ้าง จี๊ปบ้าง เข้าทะเลทรายหลายต่อหลายครั้ง ภาพจำเดิมๆ เกี่ยวกับแดนแล้งเวิ้งว้างก็เปลี่ยนไป บางครั้งร้อนจัด บางครั้งลมแรงจนเหน็บหนาวและทรายปลิวเข้าซอกฟัน และบางครั้งเมื่อภูมิประเทศบันดาล ผืนทรายสีทองก็บรรจบกับมหาสมุทร 

ไปทะเลกลางทะเลทรายกาตาร์ สืบหาไข่มุกที่หายไปจากตะวันออกกลาง

Khawr al Udayd หรือ Inland Sea คือตัวอย่างทะเลทรายและทะเลโอบกอดกันกลมเกลียว เป็นเขตอนุรักษ์ธรรมชาติทางตะวันออกเฉียงใต้ของกาตาร์ที่ติดกับซาอุดีอาระเบีย พื้นที่อ่าวเล็กๆ ของประเทศเล็กๆ ที่มั่งคั่งด้วยน้ำมัน เป็นดินแดนที่เคยถูกแย่งชิงอย่างดุเดือด และเคยเป็นแหล่งชุมนุมโจรสลัด แต่ปัจจุบันทะเลสาบลากูนและหาดทรายสวยงามกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติยอดนิยมของกาตาร์

ไปทะเลกลางทะเลทรายกาตาร์ สืบหาไข่มุกที่หายไปจากตะวันออกกลาง
ไปทะเลกลางทะเลทรายกาตาร์ สืบหาไข่มุกที่หายไปจากตะวันออกกลาง

ทัวร์ยอดนิยมที่นักท่องเที่ยวชอบอกชอบใจซื้อเป็นแพ็กเกจ ประกอบด้วยการควบจี๊ปปุเลงๆ บนเล่นบนเนินทรายลูกแล้วลูกเล่า ขี่อูฐตัวโตที่แต่งตัวเก๋ไก๋ ชมวิวทะเลสาบบนเนินสูง และไปเล่นน้ำนอนอาบแดดที่ Sealine Beach 

ไปทะเลกลางทะเลทรายกาตาร์ สืบหาไข่มุกที่หายไปจากตะวันออกกลาง
ไปทะเลกลางทะเลทรายกาตาร์ สืบหาไข่มุกที่หายไปจากตะวันออกกลาง

วันนั้นแดดจัด ลมแรง เมื่อเหยียบเข้า Regency Sealine Camp สิ่งแรกที่เราทำคือย่ำฝ่าทรายร้อนๆ ไปจุ่มเท้าลงทะเล เพราะอยากรู้ว่าท่ามกลางความร้อนขนาดเมืองไทยชิดซ้าย น้ำจะอุ่นไหม คำตอบคือไม่ ทะเลอ่าวเปอร์เซียเย็นตามปกติ แค่ขับรถออกจากตัวเมืองที่หรูหราเพียงครู่เดียว ก็มาพักผ่อนหย่อนใจตามแคมป์ริมหาดเหล่านี้ได้ ในแคมป์มีทั้งห้องนั่งเล่นติดแอร์ ห้องกินข้าว ห้องเปลี่ยนชุดอาบน้ำเสร็จสรรพ นักท่องเที่ยวนุ่งบิกินี่เล่นน้ำได้ตามสบายหากต้องการ

ไปทะเลกลางทะเลทรายกาตาร์ สืบหาไข่มุกที่หายไปจากตะวันออกกลาง

ชีวิตของชาวทะเลทรายผูกพันกับทะเล ทุกฤดูร้อน ตั้งแต่มิถุนายนถึงกันยายน ชาวอาหรับโบราณจะออกเรือไปหาปลาและงมหาไข่มุก (Pearling) ในท้องทะเล เพื่อทำความเข้าใจความสำคัญของผืนน้ำเค็มต่อแดนอาหรับให้มากขึ้น เราไปเรียนรู้เรื่องนี้ที่ National Museum of Qatar มิวเซียมแสนสวยใหม่เอี่ยมที่เล่าประวัติชาติอาระเบียได้เก๋สนุก 

ข้อมูลในพิพิธภัณฑ์แห่งชาติระบุว่า ก่อนการค้นพบน้ำมัน ทรัพยากรธรรมชาติที่พลิกโฉมดินแดนอ่าวเปอร์เซียให้ร่ำรวยมหาศาล ชีวิตความเป็นอยู่ในดินแดนแห้งแล้งยากลำบาก การเพาะปลูกจำกัดแค่ในโอเอซิส ที่พึ่งของพวกเขาคือทะเล และอัญมณีจากมหาสมุทรก็หล่อเลี้ยงชีวิตชาวอาหรับทั้งอ่าวเปอร์เซีย ทั้งคูเวต บาห์เรน อาหรับเอมิเรตส์ และการ์ตาร์ 

ไข่มุกเคยเป็นสินค้าส่งออกที่มูลค่ามากที่สุดของการ์ตาร์ โดยเฉพาะในช่วงศตวรรษที่ 19 ถึงต้นศตวรรษที่ 20 ไข่มุกจากอาหรับเป็นที่ต้องการจากทั่วโลก เริ่มจากในอินเดีย เปอร์เซีย จักรวรรดิออตโตมัน ไปจนถึงยุโรปและอเมริกาเหนือ ชนชั้นสูงและชนชั้นกลางทั่วโลกที่เติบโตขึ้นต้องการอัญมณีประดับกายและเสื้อผ้า ไข่มุกอาหรับจึงสร้างรายได้ให้ผู้คนตั้งแต่ระดับชาวบ้านถึงเศรษฐี บางครอบครัวเลี้ยงชีพด้วยการหาไข่มุกเป็นหลักอย่างเดียวทั้งปี นับเป็นหนึ่งในงานที่เก่าแก่ที่สุดของดินแดนอาหรับ

ไปทะเลกลางทะเลทรายกาตาร์ สืบหาไข่มุกที่หายไปจากตะวันออกกลาง
ภาพ : www.qm.org.qa
ไปทะเลกลางทะเลทรายกาตาร์ สืบหาไข่มุกที่หายไปจากตะวันออกกลาง

อุตสาหกรรมนี้เริ่มต้นด้วยกลุ่มชาวบ้าน ประกอบด้วยนักดำน้ำ (Ghawas) กัปตัน (Nokhudah) คนดึงเชือก (Sib) และลูกเรือฝึกหัด (Tabbab) ซึ่งออกเรือเป็นกลุ่มๆ จากท่าไปท้องทะเลลึก มีทั้งการออกเรือยาวนาน 2 เดือน ไปจนถึงระยะสั้น 40 วัน เมื่อไปถึงแหล่งหอยมุก นักดำน้ำที่นุ่งผ้าเตี่ยว ผูกกระชอนใส่หอยมุกไว้ที่คอ จะลงน้ำพร้อมเชือกผูกหินถ่วงน้ำหนักติดตัวเพื่อให้ลงน้ำลึกได้รวดเร็ว ระบบรักษาความปลอดภัยคือเชือกอีกเส้นที่ผูกเอวไว้ เมื่อเก็บหอยมุกให้มากที่สุดในลมหายใจเดียวเสร็จ นักดำน้ำจะกระตุกเชือกให้คนบนเรือดึงตัวขึ้นสู่ผิวน้ำ ซึ่งอาจตื้นแค่ไม่กี่เมตร ไปจนถึง 40 เมตร 

 นักดำน้ำมีอุปกรณ์เสริมติดตัวน้อยมาก เช่น คลิปอุดจมูก ถุงมือหนังคลุมปลายนิ้วไว้กันมือโดนบาด และอาจปั้นขี้ผึ้งหรือฝ้ายอุดหู คนกลุ่มนี้ทำงานหนักตั้งแต่พระอาทิตย์ขึ้นจนพระอาทิตย์ตกดิน โดยเฉลี่ยนักดำน้ำต้องดำดิ่งลงน้ำราว 40 – 60 ครั้งต่อวัน เป็นงานที่เสี่ยงอันตรายต่อสุขภาพมาก และชีวิตบนเรือต้องทรหดอดทน เพราะต้องประหยัดน้ำจืด มีอาหารหลักคือปลา ข้าว และอินทผลัม 

ทุกวันกัปตันเรือจะจับตาการแกะหอยมุกอย่างใกล้ชิด และเป็นผู้เก็บรวบรวมไข่มุกทั้งหมด เมื่อเดินทางกลับฝั่ง ไข่มุกที่งมมาได้จะถูกส่งต่อให้พ่อค้าไข่มุกนำไปค้ากำไรต่อ พ่อค้ารายใหญ่มักเป็นเจ้าของเรือหลายลำ ซึ่งรับประกันทั้งความมั่งคั่งและชื่อเสียง หลายครอบครัวสืบต่ออาชีพนี้จากรุ่นสู่รุ่น ผู้ขายไข่มุกต้องเป็นผู้มีความรู้ จำแนกประเภทและกำหนดราคาไข่มุกจากขนาด รูปร่าง สี และความวาว (Lustre) โดยอุปกรณ์คู่ใจพ่อค้าคือตาชั่ง ตะแกรง และช้อน พกใส่หีบไม้ Bishtakhtah ติดตัว

ไปทะเลกลางทะเลทรายกาตาร์ สืบหาไข่มุกที่หายไปจากตะวันออกกลาง
ภาพ : www.qm.org.qa

ไข่มุกที่สมบูรณ์แบบราคาแพงมาก และไข่มุกที่จับคู่หน้าตาเหมือนกันได้จะยิ่งแพงขึ้นไปอีก พ่อค้าไข่มุกจึงนิยมสะสมไข่มุกชั้นเลิศและรอคอยอย่างใจเย็น จนกว่าจะหาไข่มุกที่หน้าตาคล้ายคลึงกันมาขายเป็นชุด เนื่องจากไข่มุกตามธรรมชาติควบคุมคุณภาพไม่ได้ ไม่ว่าจะเก็บจากความลึกระดับไหน รูปทรงของอัญมณีจากทะเลจึงหลากหลาย ไม่กลมดิกเหมือนภาพจำที่เราคุ้นเคย

ไปทะเลกลางทะเลทรายกาตาร์ สืบหาไข่มุกที่หายไปจากตะวันออกกลาง
ไปทะเลกลางทะเลทรายกาตาร์ สืบหาไข่มุกที่หายไปจากตะวันออกกลาง
ไปทะเลกลางทะเลทรายกาตาร์ สืบหาไข่มุกที่หายไปจากตะวันออกกลาง

พิพิธภัณฑ์รวบรวมเครื่องประดับมุกอาหรับจากหลายประเทศหลากยุคสมัยมาจัดแสดง ทั้งมงกุฎ เทียร่า หมวก สร้อยคอ ต่างหู โดยชิ้นที่ยิ่งใหญ่อลังการที่สุดคือ ‘พรมไข่มุกแห่งพโรทา’ (Pearl Carpet of Baroda) ปักไข่มุกธรรมชาติเม็ดเล็กๆ จากอ่าวเปอร์เซียราว 1,500,000 เม็ด ไม่รวมเพชร ทับทิม และมรกต

ไปทะเลกลางทะเลทรายกาตาร์ สืบหาไข่มุกที่หายไปจากตะวันออกกลาง

มหาราชาแห่งเมืองพโรทาหรือวโฑทรา Khanderao II Gaekwad สั่งทำพรมผืนนี้ใน ค.ศ. 1860 และปักเสร็จสิ้นใน ค.ศ. 1865 พระองค์ตั้งใจนำพรมที่หรูหราไปประดับหลุมฝังศพนบีมูฮัมหมัด ศาสดาแห่งศาสนาอิสลาม ที่เมืองอัลมะดีนะฮ์ ประเทศซาอุดิอาระเบีย แต่เจ้าเมืองพโรทาสิ้นพระชนม์เสียก่อน พรมนี้จึงตกเป็นของราชวงศ์ และต่อมากลายเป็นโบราณวัตถุล้ำค่าของพิพิธภัณฑ์แห่งชาติกาตาร์

ไข่มุกอาหรับกระจายตัวไปทั่วโลก ไม่ว่าไปราชสำนักอินเดีย พระราชวังอังกฤษ หรือคฤหาสน์ในอเมริกา อัญมณีจากอ่าวเปอร์เซียก็เดินทางไปถึง แต่ความรุ่งเรืองเฟื่องฟูของธุรกิจไข่มุกก็ค่อยๆ เสื่อมถอยลง โดยเฉพาะในยุค 1920 หลังปรากฏการณ์อังคารทมิฬ (Black Tuesday) ค.ศ. 1929 ที่ตลาดหุ้นนิวยอร์กล้ม ตามมาด้วยภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ (The Great Depression) ซึ่งส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจทั่วโลก ราคาไข่มุกตกลงอย่างหนัก

ไปทะเลกลางทะเลทรายกาตาร์ สืบหาไข่มุกที่หายไปจากตะวันออกกลาง
มิกิโมโตะ โคคิชิ (Mikimoto Kōkichi)  ภาพ : National Diet Library

ต่อมาในช่วง 1930 อุตสาหกรรมไข่มุกธรรมชาติสาบสูญไปจากอ่าวเปอร์เซีย เมื่อทั่วโลกหันมานิยมมุกเลี้ยงจากญี่ปุ่น เทคโนโลยีการเลี้ยงหอยมุกของมิกิโมโตะ โคคิชิ (Mikimoto Kōkichi) ซึ่งพัฒนาจนได้ไข่มุกรูปทรงงดงามขนาดใหญ่ปริมาณมากๆ โดยมีราคาเพียงหนึ่งในสิบของไข่มุกอาหรับ ทำให้ความนิยมไข่มุกธรรมชาติลดน้อยลง จนชาวอาหรับถูกบีบบังคับเลิกกิจการงมหอยมุกไปในที่สุด 

ความเปลี่ยนแปลงไม่ใช่จุดสิ้นสุด ประวัติศาสตร์เปลี่ยนโฉมหน้าไปโดยสิ้นเชิงเมื่อถึงยุคค้นพบน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติ เบื้องลึกมหาสมุทรอ่าวเปอร์เซียคือทรัพยากรคุณค่ามหาศาล และความผูกพันกับทะเลของชาวอาหรับยังคงอยู่ แม้ผ่านกาลเวลา

ไปทะเลกลางทะเลทรายกาตาร์ สืบหาไข่มุกที่หายไปจากตะวันออกกลาง

ใครสนใจไปเยี่ยมทะเลและพิพิธภัณฑ์แห่งชาติกาตาร์ Qatar Airways เปิดเส้นทางบินจากกรุงเทพฯ สู่โดฮา ความพิเศษคือที่นั่ง Qsuites ชั้น Business Class เที่ยวกรุงเทพฯ – โดฮา กับเครื่อง Boeing 777-300ER แบบใหม่ล่าสุดนั้นหรูหราสบายเสมือนมีห้องส่วนตัวบนเครื่องบิน เพราะทุกที่นั่งกว้างมีฉากกั้นของตัวเอง แถมถ้ามาเป็นกลุ่มยังล้อมฉากใหม่เป็นห้องใหญ่ได้อีก ยกระดับการเดินทางเสมือนได้นั่งชั้น First Class ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมและจองตั๋วได้ที่นี่

ไปทะเลกลางทะเลทรายกาตาร์ สืบหาไข่มุกที่หายไปจากตะวันออกกลาง
ไปทะเลกลางทะเลทรายกาตาร์ สืบหาไข่มุกที่หายไปจากตะวันออกกลาง

ข้อมูลเพิ่มเติม

books.google.co.th

qittour.com/pearl-diving-in-qatar/

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งสมุดลิมิเต็ดอิดิชัน จาก ZEQUENZ แบรนด์สมุดสัญชาติไทย ทำมือ 100 % เปิดได้ 360 องศา ให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

สุโขทัย นามจังหวัดนี้คนไทยที่ได้ร่ำเรียนวิชาสังคมศึกษาคงจดจำในฐานะราชธานีเก่า ควบคู่กับพระพุทธรูป สถูป เจดีย์สมัยนั้น ที่บัดนี้ได้หักทลายกลายสภาพเป็นวัตถุโบราณในเขตอุทยานประวัติศาสตร์ พลอยให้หลายคนเข้าใจว่า จังหวัดนี้คงเหลือแต่ร่องรอยวัฒนธรรมในอดีตที่ไม่อาจหวนคืน

ทว่าความจริงหาได้เป็นเช่นนั้นไม่ เพราะแม้ว่าสุโขทัยจะสิ้นสถานะเมืองหลวงมานานกว่า 500 ปี หากวิถีชีวิต จิตวิญญาณหลายด้านของอาณาจักรสุโขทัยกลับได้รับการสืบสานมาจนถึงปัจจุบัน

ที่เห็นได้ชัดคือการสร้างสรรค์ศิลปะจากก้อนดินอย่างเช่นเครื่องปั้นดินเผา สังคโลก พระพิมพ์ ซึ่งล้วนเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ชาวสุโขทัยทำขึ้นเพื่อใช้เอง และส่งขายเป็นรายได้สำคัญของหลาย ๆ ครัวเรือน

ปลายเดือนสิงหาคม 2565 องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือ อพท. ได้ชักชวนสื่อท่องเที่ยวไปเปิดโลกของดินเมืองพระร่วง อันเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ (Creative Toursim) ซึ่ง อพท. กำลังผลักดันอยู่ในตอนนี้

นี่จึงไม่ใช่แค่ทริปเที่ยวชมเมืองหลวงเก่าธรรมดา แต่เป็นทริปเปิดโอกาสให้ชาวเมืองหลวงใหม่อีกหลายชีวิตได้เล่าเรียนวิชาภูมิปัญญาชาวบ้านโดยการทำงานศิลป์จากดินเหนียว ทั้งยังสร้างรายได้คืนสู่ท้องถิ่นตามแนวความคิดของการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์อีกด้วย

ปั้นและเขียนลายสังคโลกร่วมสมัย

ใต้ร่มไม้ใบบังของบ้านสวนอันร่มรื่นที่อำเภอศรีสำโรง จังหวัดสุโขทัย ‘โมทนาเซรามิก’ ได้ถือกำเนิดขึ้นจากความรักของหนุ่มสุโขทัยกับสาวลำปางเมื่อ พ.ศ. 2542

ทั้ง อู๊ด-เฉลิมเกียรติ บุญคง และ ไก่-อณุรักษ์ บุญคง ต่างก็ไม่ใช่ศิลปินมืออาชีพ เมื่อครั้งยังศึกษาในมหาวิทยาลัย ทั้งคู่ก็เลือกเรียนสาขาที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสร้างศิลป์อย่างนิติศาสตร์ แต่เพราะความสนใจในศิลปะมาแต่เดิม บวกกับการได้เล่นปั้นดินน้ำมันกับลูกสาวในวัยเยาว์ สองสามีภรรยาจึงเริ่มลงมือทำงานปั้น ลองผิดลองถูกอยู่ระยะหนึ่ง ก่อนจะพัฒนาเป็นแหล่งเรียนรู้เซรามิกกลางสวน

นานกว่า 23 ปีที่โมทนาเซรามิกได้แจ้งเกิดมา บ้านอิฐหลายหลังได้รับการสร้างขึ้นเป็นแหล่งผลิตควบคู่กับแหล่งเรียนรู้ มอบโอกาสแก่คนนอกให้มาเห็นเครื่องปั้น และลองทำงานปั้นดูกับมือตัวเอง ไล่มาตั้งแต่ศาลาทำดิน ห้องปั้น ห้องเขียนลาย ศาลาเคลือบ เตาเผา ไปจนกระทั่งพิพิธภัณฑ์และร้านค้า

เมื่อคณะของเราไปถึง พี่อู๊ดและพี่ไก่ยืนรอต้อนรับอยู่หน้าบ้านอิฐที่ผนังฝังเครื่องถ้วยชามสังคโลกหลากขนาด ลวดลาย และรูปร่าง ซึ่งเกิดขึ้นจากหัวศิลป์และการลงแรงของทั้งคู่ 

เรือนอิฐหลังนี้คือพิพิธภัณฑ์โมทนาที่ภายในลายตาไปด้วยเครื่องปั้นสารพัดประเภท ถ้วย โถ โอ ชาม แก้วน้ำ ถาดรอง และอีกหลายชิ้นที่ยากจะเฟ้นหาคำมาเรียก กระจายอยู่ทั่วทุกมุมห้องอย่างเป็นหมวดหมู่ ทั้งของโบราณและของเก่าคลุกเคล้ารวมกันอย่างงดงามลงตัว

ทั้งสองคนได้ให้ความรู้กับเราว่า ชื่อ ‘สังคโลก’ มาจากชื่อสวรรคโลกหรือศรีสัชนาลัย เดิมเคยเป็นเมืองลูกหลวงของอาณาจักรสุโขทัยและเป็นแหล่งผลิตเครื่องปั้นชนิดนี้ ภายหลังชื่อนี้ได้เพี้ยนเป็นสังคโลก และถูกใช้เรียกเครื่องปั้นดินเผาของสุโขทัย ในขณะที่เครื่องปั้นดินเผาคืองานปั้นที่ผ่านการเผาไฟ ตรงกับคำว่า Ceramic ในภาษาอังกฤษ

ได้รู้จักเครื่องปั้นชนิดต่าง ๆ กันไปแล้ว พี่อู๊ดมอบหมายให้กรุ๊ปทัวร์ของเราแยกกลุ่มเป็น 2 ส่วน ส่วนหนึ่งให้ลองทำงานเขียนลาย อีกกลุ่มให้ลองทำงานปั้น

ในห้องเขียนลายที่เย็นสบายด้วยเครื่องปรับอากาศ โต๊ะญี่ปุ่นตัวเล็กถูกจัดวางไว้บนพื้น พร้อมด้วยดินสอ กระดาษ หมึก พู่กันหลากขนาด เหนืออื่นใดคือจานเซรามิกที่ให้ผู้คนได้ทดลองทำเวิร์กชอป

พร้อมกับเสียงน้ำไหลที่เปิดคลอไว้ให้เกิดสมาธิ พี่ไก่ซึ่งรับหน้าที่ผู้สอนได้ให้คำแนะนำว่า ควรใช้ดินสอร่างลายลงไปในกระดาษก่อนเป็นอันดับแรก จากนั้นจึงนำลวดลายที่ร่างไว้ไปเขียนบนจาน ตบท้ายด้วยการใช้พู่กันที่เธอตระเตรียมไว้ให้ วาดทับลงไปบนลายเส้นดินสอนั้น

ขั้นตอนการทำเวิร์กชอปเขียนลายนี้ พี่ไก่มักจะให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมเขียนลายตามเครื่องสังคโลก แต่หากอยากเขียนลวดลายตามใจชอบก็ย่อมได้เช่นกัน เมื่อเขียนเสร็จแล้ว เธอจะให้เจ้าของผลงานเขียนชื่อพร้อมที่อยู่ เพื่อที่เธอจะได้ส่งคืนเจ้าของได้ถูกที่ถูกคนหลังนำไปเคลือบและเผาไฟแล้ว

ตัดมาที่ห้องปั้นของพี่อู๊ด ลูกศิษย์รุ่นใหม่ต่างกำลังหน้าดำคร่ำเครียดกับการฝึกหัดขึ้นรูปภาชนะอยู่ แก้วน้ำเป็นภาชนะอย่างง่ายที่เขาชอบใช้เป็นแบบให้ลองทำ อาศัยนิ้วมือในการกดดุนทรง และไม้เป็นอุปกรณ์เสริม ก็จะได้รูปทรงของแก้วออกมาอย่างไม่ยากเย็นนัก

เสร็จจากเวิร์กชอปที่กินเวลานานกว่าชั่วโมง คณะทัวร์หลายคนเริ่มผุดเครื่องหมายปรัศนีบนหัว ว่าผลงานฝีมือพวกเราที่ทำเสร็จแล้วจะเดินทางไปไหนต่อ สองผู้ก่อตั้งโมทนาเซรามิกเลยอาสาพาพวกเราตรงดิ่งไปยังหลังบ้าน ซึ่งเป็นที่หมายปลายทางของงานปั้นทุกชิ้น

เตาเผาโมทนาเซรามิกคือคำตอบของคำถามเมื่อครู่ รวมถึงฉายา ‘สังคโลกร่วมสมัย’ ซึ่งที่นี่นิยามตนเอง เพราะแทนที่จะใช้เตาโบราณอย่างเตาทุเรียง พี่อู๊ดกับพี่ไก่เลือกที่จะนำวิทยาการสมัยใหม่มาใช้ให้เกิดประโยชน์ อย่างเตาไฟฟ้าที่ให้ความร้อนสูงแตะหลัก 1,000 องศาเซลเซียส

เมื่อเราไปถึง ก็ได้เวลาที่จะต้องเปิดเตาพอดิบพอดี พี่อู๊ดจึงนำผลงานที่เผาเสร็จแล้วออกมาอวดแก่สายตาผู้มาเยือนทุกคู่ ก่อนที่เครื่องปั้นทั้งหมดนี้จะถูกส่งไปให้ลูกค้าซึ่งเป็นรีสอร์ตแห่งหนึ่งในทะเลอ่าวไทย

ผู้ใดชื่นชอบงานเซรามิกรวมถึงเครื่องปั้นใด ๆ ของยี่ห้อโมทนา ที่นี่มีร้านค้าสำหรับจัดจำหน่าย หรือหากจะมาทดลองทำเวิร์กชอปทั้งปั้นดิน เขียนลาย ขึ้นรูป หรือเคลือบก็ย่อมได้ โดยมีค่าใช้จ่ายคนละ 750 – 1,000 บาท และต้องจองล่วงหน้าอย่างน้อย 1 วัน ให้พี่ไก่กับพี่อู๊ดได้มีเวลาในการจัดเตรียมอุปกรณ์

กดลายพระพิมพ์ดินเผา

พระเครื่องซึ่งเป็นวัตถุมงคลในปัจจุบัน มีรากฐานมาจากพระพิมพ์ ซึ่งเป็นประติมากรรมขนาดเล็กรูปพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เกิดจากการนำวัสดุต่าง ๆ เช่น ดินเหนียวและผงว่านมงคลมากดลงในพิมพ์ 

อาณาจักรโบราณในดินแดนไทยล้วนมีคติการปั้นพระพิมพ์ไว้เพื่อสืบทอดพุทธศาสนาไว้ทั้งสิ้น คติความเชื่อนี้ตกทอดมาสู่อาณาจักรสุโขทัยที่ได้ประจุพระพิมพ์ดินเหนียวฝังไว้ในสถูปเจดีย์ ด้วยความเชื่อแบบพุทธว่าทุกสรรพสิ่งไม่จีรัง เจดีย์ที่สูงใหญ่ก็อาจพังทลายลงมาได้ในวันหนึ่ง เมื่อวันนั้นมาถึง พระพิมพ์ที่ซ่อนองค์อยู่ในกรุของซากปรักหักพังเจดีย์เหล่านั้นก็จะทำหน้าที่บอกเล่าพุทธประวัติผ่านอิริยาบถของพระพุทธเจ้าในพระพิมพ์เหล่านั้นต่อไป

เรื่องราวของพระพิมพ์โบราณผ่านหูผ่านตา กบ-ณรงค์ชัย โตอินทร์ มาแต่เยาว์วัย ด้วยชาติตระกูลเป็นถึงลูกหลานควาญช้างของเจ้าเมืองสุโขทัยร้อยกว่าปีก่อน เขาจึงซึมซับประวัติความเป็นมาของสุโขทัยตลอดทั้งชีวิต ก่อนเลือกเอาดีด้านงานพิมพ์พระเมื่อเติบใหญ่

ท่ามกลางผืนไม้ที่ขึ้นรกเป็นทุ่ง รถของทัวร์สื่อมวลชนบุกป่าฝ่าดงมาถึง ‘บ้านพระพิมพ์ลักษมณศิลป์’ ไม่ไกลจากอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย หลานชายหญิงตัวน้อยของ ‘ลุงกบ’ ยิ้มร่าหน้าบานเมื่อพบกับคณะของเรา น้อง ๆ ทั้งสองเชื้อเชิญเราทั้งผองไปฟังบรรยายของผู้เป็นลุงที่เรือนไม้หลังเล็กที่แวดล้อมไปด้วยภาพวาดสะท้อนคติจักรวาลในพุทธศาสนาและแผนที่เมืองเก่าของสุโขทัย

ด้านหน้าของพวกเราคือตัวอย่างพระพิมพ์ฝีมือพี่กบแห่งบ้านพระพิมพ์ลักษมณศิลป์ ซึ่งมีถึง 850 พิมพ์ ทั้งหมดทำโดยนายช่างแห่งดินแดนพระร่วงผู้นี้

หลังจากให้ความรู้ด้านพุทธประวัติ ความเชื่อเรื่องไตรภูมิ รูปแบบเจดีย์ และพระพิมพ์พอหอมปากหอมคอแล้ว หนุ่มใหญ่ชาวสุโขทัยผู้ยังรักษาสำเนียงเหน่อแบบไทยกลางปนเหนือก็ถือไม้เท้าประคองร่างตนเองไปนั่งหน้าชั้นเรียน โดยมีหลาน ๆ พากันเชื้อเชิญให้แขกเหรื่อไปนั่งตามเก้าอี้ว่าง

ห้องทำเวิร์กชอปของพี่กบอยู่ใต้หลังคามุงจาก โต๊ะเรียนเป็นโต๊ะไม้ตัวยาวซึ่งทอดเรียงเป็นแถว ผู้เข้าร่วมกิจกรรมแต่ละคนจะได้รับพิมพ์อย่างน้อยคนละ 2 ชิ้น 2 ลาย กระปุกแป้ง และก้อนดินที่ใช้พิมพ์ ทั้งหมดจัดเรียงอย่างสวยงาม ประดับดอกลีลาวดี รวมทั้งมีผลไม้ตามฤดูกาล เช่น กล้วย เงาะ ที่พี่กบตั้งรอไว้ให้คนทำกิจกรรมได้เลือกกินได้ตามใจต้องการ

การสาธิตวิธีทำพระพิมพ์ของพี่กบเริ่มตั้งแต่นำดินเหนียวมาตำคลุกกับผงว่านมงคลและส่วนผสมทั้งหลายในครกให้ได้เนื้อดินตามคุณสมบัติ ก่อนนำดินที่ตำเสร็จแล้วไปกดลงกับพิมพ์ที่เตรียมไว้ ลบลายนิ้วมือที่ติดอยู่ด้านหลัง ก่อนจะมาถึงขั้นตอนสำคัญที่เขามักเน้นย้ำให้เจ้าของพระพิมพ์องค์นั้นหลับตาลง ตั้งจิตอธิษฐาน รำลึกถึงพุทธคุณและบุคคลที่พึงได้รับพระพิมพ์องค์นั้น

แม้ในระยะหลังอาการเจ็บป่วยในตัวพี่กบจะไม่ยินยอมให้เขาใช้ร่างกายซีกหนึ่งของตนเองได้ แต่ด้วยประสบการณ์ที่สั่งสมมาทั้งชีวิต เขาก็ยังใช้ร่างกายอีกครึ่งที่เหลือในการตำดินและพิมพ์พระอย่างชำนิชำนาญเหมือนเคย

แกะดินออกจากพิมพ์ พระพิมพ์ที่เพิ่งพิมพ์ลายเสร็จใหม่สด ๆ ร้อน ๆ ยังต้องนำไปตากแดดให้ดินแห้งแข็ง เท่านี้ก็ได้พระพิมพ์เป็นอันสมบูรณ์

การสาธิตลุล่วงไปด้วยดี ทุกคนจึงแยกย้ายไปพิมพ์พระบนที่นั่งของตัวเอง ในรอบนี้พี่กบมอบหมายให้แต่ละคนพิมพ์พระองค์ใหญ่ขึ้น และพิมพ์ไปจนกว่าดินเหนียวในสำรับของตนจะหมด

คราวนี้อุปกรณ์ 2 สิ่งที่ทุกคนจะต้องหัดใช้เองคือแป้ง ซึ่งช่วยโรยให้เนื้อดินไม่ยึดกับพิมพ์ ทำให้แกะออกได้ง่ายขึ้น กับมีดคัตเตอร์ซึ่งกรีดลงบนดินตามจุดที่เห็นว่าบิ่น ล้ำ หรือไม่ได้ขอบรูปทรงที่สวยงาม

แล้วระหว่างรอการตากแดดอันนานโข เพื่อไม่ให้ผู้มาทำเวิร์กชอปเบื่อหน่าย พี่กบก็พาเราทุกคนมาเล่นกิจกรรมสนุก ๆ อีกอย่างหนึ่ง อย่างเกมยิงธนู ลูกธนูที่พี่กบกับหลานใช้ยิงเป็นแบบไม่มีหัว และใช้วิธีการยิงแบบล้านนาซึ่งมีการตั้งมือ เหนี่ยวคันธนูไม่เหมือนกับแถบยุโรป

ทั้งลุงและหลานผลัดกันสอนมือใหม่หัดยิงธนูไม่นาน ทุกคนก็เกิดความคุ้นชินและเพลิดเพลินกับการเล็งเป้า หลายคนยิงจนลืมเลยทีเดียวว่ากำลังรอให้พระพิมพ์ของตนแห้งอยู่

พี่กบเล่าด้วยสีหน้านิ่งเฉยเป็นนิจ หากน้ำเสียงเผยความภูมิใจว่า ลูกศิษย์ลูกหาหลายคนที่มาเรียนทำพระพิมพ์กับเขา สามารถพิมพ์พระขาย สร้างรายได้กับตัวเองมากมาย คนที่มาฝึกเรียนวิชาพิมพ์พระกับเขาก็ไม่ได้มีเฉพาะคนไทย แต่ยังอุดมด้วยชาวต่างชาติมากมายหลายสัญชาติ ซึ่งช่วยให้พี่กบได้หัดพูดภาษาอังกฤษจนคล่อง และขณะนี้กำลังฝึกภาษาจีนอยู่ เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวชุดใหม่ที่กำลังจะหลั่งไหลมาจากแผ่นดินมังกรในเร็ววัน

เช่นเดียวกับโมทนาเซรามิก บ้านพระพิมพ์ลักษมณศิลป์ของพี่กบเปิดรับนักท่องเที่ยวอยู่เสมอ ไม่ว่าใครก็เข้าชมและทำพระพิมพ์ฝีมือตนเองได้ แต่ต้องนัดล่วงหน้าอย่างน้อย 1 วัน พร้อมกับค่าใช้จ่ายอีกคนละ 300 บาทเท่านั้น

ทริปนี้ให้แง่คิดกับเราหลายอย่าง และทำให้เรามองจังหวัดนี้ในมุมแปลกไปจากเดิม

ความยิ่งใหญ่ของอาณาจักรสุโขทัยสมัยพ่อขุนอาจเหลือเพียงแค่อดีต แต่พื้นความรู้ความสามารถของผู้คนยังสืบต่อมาถึงปัจจุบัน และจะเชิดหน้าชูตาให้แดนรุ่งอรุณแห่งความสุขนี้ต่อไปในอนาคต

ภาพ : อำนาจ เพ็งเอี่ยม

Writer

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

ชอบอ่านเขียนตั้งแต่จำความได้ สนใจวิชาสังคมศึกษาตั้งแต่จบอนุบาล ใฝ่รู้ประวัติศาสตร์ตั้งแต่อยู่ประถม หัดแต่งนวนิยายตั้งแต่เรียนมัธยม เขียนงานสารพัดด้วยนามปากกา “แพทริก เหล่า” ตั้งแต่เข้ามหา’ลัย

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load