ชื่อธุรกิจ : สวนสามพราน, สามพรานริเวอร์ไซด์, สามพรานโมเดล, Patom Organic Living

ประเภท : โรงแรม, เกษตรอินทรีย์, คาเฟ่

อายุ : 58 ปี

ผู้ก่อตั้ง : ดร.ชำนาญ และ คุณหญิงวลี ยุวบูรณ์

ทายาทรุ่นสอง : สุชาดา ยุวบูรณ์ และ บวร นวราช

ทยาทรุ่นสาม : โอ-อรุษ นวราช และ ฟี่-อนัฆ นวราช

“ทุกคนบอกว่าการเติบโตมาในสวนสามพรานเป็นสิ่งพิเศษ สมัยก่อนผมยังไม่รู้สึกเท่าไหร่ แต่ตอนนี้พอมองย้อนกลับไป ผมพบว่าตัวเองมีความสุขและโชคดีที่ได้เติบโตมาที่นั่น มีพื้นที่ริมแม่น้ำให้วิ่งเล่น”

บ่ายวันนี้เรามีโอกาสได้นั่งพูดคุยกับ ฟี่-อนัฆ นวราช ในคาเฟ่ย่านทองหล่อของเขาที่ชื่อ Patom Organic Living ตัวร้านเป็นอาคารกระจกตั้งอยู่กลางอาณาบริเวณสีเขียวเย็นตา เสิร์ฟอาหารและขนมจากส่วนผสมออร์แกนิกที่เจ้าของร้านบอกเราได้หมดว่าได้มาจากฟาร์มไหนบ้าง ฟี่เกริ่นให้เราฟังถึงวัยเด็กกับความทรงจำในสวนหลังบ้านที่ใหญ่มาก และมีคนรู้จักทั้งประเทศอย่างสวนสามพราน 

ทายาทรุ่น 3 ผู้ต่อยอดสวนสามพราน สู่ฟาร์มออร์แกนิกและคาเฟ่ออร์แกนิก Patom Organic Living

สวนสามพรานเริ่มต้นจากการเป็นโรงแรม ร้านอาหาร สวนกุหลาบ และพื้นที่แสดงศิลปะวัฒนธรรมไทย หลังดำเนินธุรกิจมายาวนาน 58 ปี แผ่กิ่งก้านสาขาใหญ่โตจนเป็นที่รู้จักดีทั้งในหมู่คนไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้ว ลูกไม้รุ่นที่ 3 กำลังขยายกิจการใหม่บนรากฐานธุรกิจที่ตายายสร้างมา เพื่อรักษาผืนดินในอำเภอสามพรานให้เป็นมรดกลูกหลาน ทั้งคาเฟ่สายรักษ์โลกของฟี่ และสามพรานโมเดลของพี่ชาย โอ-อรุษ นวราช สองธุรกิจที่มีเป้าหมายแผ่ร่มเงาไปถึงผู้คนในสังคมและสิ่งมีชีวิตอื่นในธรรมชาติกันทั้งคู่

ครอบครัวนี้ใส่ปุ๋ยสูตรไหน รดน้ำพรวนดินอย่างไรให้ลูกไม้งอกเงยงดงาม คงไม่มีอะไรอธิบายได้ดีไปกว่าคำตอบที่ได้จากตัวลูกไม้เอง

ทายาทรุ่น 3 ผู้ต่อยอดสวนสามพราน สู่ฟาร์มออร์แกนิกและคาเฟ่ออร์แกนิก Patom Organic Living

เตรียมพื้นที่

เราศึกษาประวัติศาสตร์ของโลกได้จากการศึกษาวัตถุที่แทรกอยู่ในชั้นดิน เราจึงอดไม่ได้ที่จะขอจับเสียมมาคุ้ยพื้นที่ที่เป็นรากฐานให้ทายาทหนุ่มคนนี้ได้หยั่งราก

การมีคุณตาเป็นข้าราชการ และคุณยายเป็นภริยาข้าราชการที่ต้องเข้าวังบ่อยครั้ง ทำให้บรรยากาศในครอบครัวของฟี่ค่อนข้างมีพิธีรีตรองอยู่ไม่น้อย ฟี่เล่าว่าเขาเติบโตมาท่ามกลางญาติพี่น้องรุ่นราวคราวเดียวกันกว่า 10 คน ทำให้เรามองเห็นภาพครอบครัวใหญ่ที่มีความเป็นไทยแบบอนุรักษ์นิยม ในมุมธุรกิจสวนสามพรานก็เป็นครอบครัวขนาดใหญ่ไม่แพ้กัน และเคยเป็นบ้านของพนักงานกว่า 800 ชีวิต

“ตั้งแต่เด็กเราเห็นคุณยายเดินตรวจสวนทุกเช้า คุณแม่ผมก็ทำงานหนัก ตอนผมยังเด็กสวนสามพรานมีพนักงานเยอะมาก แต่คุณยายกับคุณแม่ผมเป็นสไตล์ Micro Management ลงรายละเอียด มีเรื่องอะไรทุกคนก็วิ่งมาถาม ให้เขาตัดสินใจ”

ในขณะที่พนักงานวิ่งมาหาคุณยายและคุณแม่เรื่องงาน ฟี่กับพี่น้องก็วิ่งเล่นอยู่ในสวนหลังบ้านขนาดใหญ่

ทายาทรุ่น 3 ผู้ต่อยอดสวนสามพราน สู่ฟาร์มออร์แกนิกและคาเฟ่ออร์แกนิก Patom Organic Living

“ตอนผมยังเด็ก สวนสามพรานเป็นเหมือนสวนหลังบ้านที่ผมกับญาติๆ วิ่งเล่น เราข้ามไปบ้านญาติบ้าง ออกไปตามสวนตามร่อง เอาจักรยานมาขี่ลุยกัน โตมาหน่อยก็ใช้เป็นที่หัดขับรถ แอบกินเหล้าเพราะสวนหลังบ้านเรามีคนรู้จักเยอะ แต่มันก็สนุก พื้นที่ตรงนั้นเป็นพื้นที่แห่งอิสระที่เราออกไปวิ่งได้โดยไม่ต้องมีผู้ใหญ่มาวิ่งตาม

“ผมคุ้นเคยกับธุรกิจครอบครัวก็จริง แต่คุณยายและคุณแม่ไม่เคยพูดว่าต้องมารับช่วงต่อ เขาอาจจะมองว่า เด็กๆ ไม่ควรเป็นเจ้านายหรือหัวหน้าในธุรกิจครอบครัวในทันที แต่ควรไปหาประสบการณ์ที่อื่นก่อน”

เพื่อให้หลานได้รับความรู้และประสบการณ์อย่างเต็มที่ คุณตาคุณยายจึงใช้กำไรที่รอมริบจากการทำธุรกิจสวนสามพรานมาผลักดันให้หลานทุกคนไปเรียนเมืองนอก ฟี่ถูกส่งไปเข้าโรงเรียนประจำที่อังกฤษตั้งแต่อายุ 10 ขวบ ก่อนบินลัดฟ้าข้ามไปเรียนปริญญาตรีและโทที่สหรัฐอเมริกา

“ตอนเรียนผมมาสาย Art and Design ผมเรียนปริญญาโทด้านถ่ายภาพที่ Pratt Institute เรียนจบก็ทำงานเป็นผู้ช่วยช่างภาพแนวท่องเที่ยวที่นิวยอร์กอยู่ห้าปี จนผมเริ่มอิ่มตัวกับชีวิตที่นั่นจึงคิดเรื่องกลับมาลงหลักปักฐานที่ไทย”

เมื่อคิดได้ดังนั้น ฟี่ในวัย 28 ปี ตัดสินใจกลับบ้านพร้อมประสบการณ์เต็มกระเป๋าหลังจากลาเมืองไทยไป 18 ปี เขาเริ่มยื่นมือเข้ามาสู่ธุรกิจโรงแรมของครอบครัวที่เขายอมรับว่าไม่ถนัดเอาเสียเลย

ปรับสภาพดินและน้ำ

“ธุรกิจโรงแรมเป็นธุรกิจที่ต้องเข้าไปรับลูกค้า ต้องยิ้ม พูดคุยอยู่ตลอดเวลา แต่ผมไม่ใช่สไตล์นั้น” คำบอกเล่าของฟี่ทำให้เรารู้ว่า ลูกไม้ลูกนี้ก็ไม่ได้หล่นใต้ต้นเสียทีเดียว

ฟี่รู้ตั้งแต่วันที่ตัดสินใจกลับบ้านแล้วว่า ต้องเข้าไปมีเอี่ยวกับธุรกิจที่บ้าน เงื่อนไขของเขาคือ เขายังคงอยากทำในสิ่งที่รักควบคู่ไปกับการช่วยพัฒนาสวนสามพราน ผลงานแรกกับธุรกิจครอบครัวจึงเป็นการเข้าไปอยู่ในทีมการตลาด ถ่ายภาพโรงแรมใหม่เพื่อให้ฝ่ายขายมีพอร์ตฟอลิโอที่สวยงาม ในขณะเดียวกันก็ยังรับงานฟรีแลนซ์ถ่ายภาพไปด้วย แต่หลังจากนั้นไม่นาน สุขภาพของคุณยายก็เริ่มไม่ดี คุณแม่ต้องแบ่งเวลาไปดูแลคุณยาย ในสายตาของฟี่ที่เป็นเพิ่งเข้ามาแตะธุรกิจนี้หมาดๆ จึงมองเห็นช่องว่างมากมายเมื่อผู้จัดการใหญ่อย่างคุณแม่ลดบทบาทลง

“หลังจากที่เข้ามาช่วยงานที่บ้านได้สามสี่เดือน ผมก็ขยับมาช่วยดูงานบริหารจัดการมากขึ้น เพราะเราเห็น Loop Hole ว่าไม่มีใครทำอะไรบ้าง ความเป็นธุรกิจครอบครัวไม่ได้มีระบบตายตัวเท่าไหร่นัก ผมเลยพยายามสร้างระบบให้ชัดเจนขึ้น 

ทายาทรุ่น 3 ผู้ต่อยอดสวนสามพราน สู่ฟาร์มออร์แกนิกและคาเฟ่ออร์แกนิก Patom Organic Living
ทายาทรุ่น 3 ผู้ต่อยอดสวนสามพราน สู่ฟาร์มออร์แกนิกและคาเฟ่ออร์แกนิก Patom Organic Living

“สวนสามพรานเคยเป็นธุรกิจที่ค่อนข้างโบราณ เราอยากให้มันมีระบบขึ้น ความเป็นธุรกิจครอบครัวไม่ใช่แค่บ้านเราที่มีสามรุ่น พนักงานเองก็มีสามรุ่นด้วย เราจำเป็นต้องสร้างคน ไม่อย่างนั้นเราจะเหนื่อยตลอดไป ผมจึงมองหาคนรุ่นใหม่ที่มีแวว มีศักยภาพ เพื่อปั้นเขา”

เมื่อทายาทรุ่นสามที่กำลังไฟแรงเข้ามาจับธุรกิจครอบครัวที่ดำเนินมาเกือบ 50 ปี ไม่แปลกที่จะเกิดสงครามน้อยใหญ่ขึ้น อันเป็นปัญหาคลาสสิกของธุรกิจครอบครัว

“ความขัดแย้งมันมีอยู่แล้ว มีทุกระดับตั้งแต่ผู้จัดการจนถึงเจ้าของ กลุ่มพนักงานเขาอาจไม่ได้ขัดแย้งกับเรา แต่เขามีปัญหากันเอง เมื่อเราสร้างคนใหม่ขึ้นมา คนเก่ากับคนใหม่ก็ชนกัน แม้แต่ผมกับแม่ยังขัดกันเลย คนอายุยี่สิบกับคนอายุสี่สิบคิดไม่เหมือนกันอยู่แล้ว

“เราผ่านมันมาด้วยการตกลงกับเขาว่า ถ้าจะให้เราทำ เขาต้องหย่อนให้เราแปดสิบเปอร์เซ็นต์ คุณเก็บยี่สิบเปอร์เซ็นต์ไว้ก็ได้ เขาถึงเริ่มหย่อนลง แต่โอ้โห้ ทะเลาะกันตลอดเวลา ไม่ควรทำงานกับพ่อแม่จริงๆ” ฟี่หัวเราะ “แต่เราก็ประคองกันมา ปรับความเข้าใจ ไม่ได้ Shut Off ไปเลย”

หลังการเข้ามาของรุ่นที่ 3 สวนสามพรานก็เริ่มลดจำนวนพนักงานลง จนเหลือในปัจจุบันราว 200 คน ความสนุกไม่ได้หยุดแค่การปรับเปลี่ยนทางธุรกิจเท่านั้น แต่ยังลุกลามไปถึงการทดลองปลูกพืชชนิดใหม่ขึ้นมาคั่นระหว่างแปลงด้วย แถมพืชเหล่านั้นยังโตขึ้นมาเกินความคาดหวังของเจ้าของสวนอีกต่างหาก

ทายาทรุ่น 3 ผู้ต่อยอดสวนสามพราน สู่ฟาร์มออร์แกนิกและคาเฟ่ออร์แกนิก Patom Organic Living

เกษตรผสมผสาน

หากเปรียบสวนสามพรานเป็นแปลงเกษตร เหล่าทายาทรุ่นที่ 3 อย่างฟี่และพี่ชายคือคนที่เข้ามาเขย่าแนวทางการทำสวนทำไร่ให้กลายเป็นเกษตรแบบผสมผสาน

“เดิมทีสวนสามพรานเป็นโรงแรมนั่นแหละ เราไม่ได้เน้นเรื่องทำเกษตรเลยจนกระทั่งพี่ชายผมเริ่มเมื่อ ค.ศ. 2010” ฟี่ท้าวความถึงจุดเริ่มต้นของสามพรานโมเดล “พี่เขาใส่ใจสุขภาพอยู่แล้ว เลยสนใจเรื่องพืชผักออร์แกนิก และอยากให้สวนสามพรานมีจุดขายคือการเสิร์ฟอาหารออร์แกนิกให้ลูกค้ารับประทาน เรามีที่ดินสามสิบไร่อยู่ตรงแม่น้ำ เขาเลยไปลองผิดลองถูกทำฟาร์มของตัวเองตรงนั้นดู”

การทดลองในวันนั้น ผลของมันลุกลามใหญ่โต จากแค่มีผลผลิตออร์แกนิกส่งเข้าโรงแรมของครอบครัว กลับค้นพบว่า ปลูกเองอย่างไรก็ไม่พอใช้ จึงเริ่มไปชักชวนเกษตรกรในละแวกนั้นมาร่วมก๊วนกระทำความออร์แกนิกไปด้วย เพื่อให้มีจำนวนสินค้าเพียงพอ วิธีจูงใจให้เกษตรกรหันมาลดสารเคมีในแปลงเกษตรกันมากขึ้น คือการเปิดตลาดสุขใจทุกสุดสัปดาห์ ให้เกษตรกรมาขายผลผลิต โดยจ่ายแค่ค่าเช่าแผง 80 บาท เพื่อแสดงให้เห็นว่ามีความต้องการสินค้าออร์แกนิกจริงๆ นะ 

ทายาทรุ่น 3 ผู้ต่อยอดสวนสามพราน สู่ฟาร์มออร์แกนิกและคาเฟ่ออร์แกนิก Patom Organic Living

“เราเรียกการรวมกลุ่มเกษตรกรเพื่อให้เกิดความเคลื่อนไหวด้านเกษตรอินทรีย์และหาช่องทางการตลาดให้กับเขาว่า ‘สามพรานโมเดล’ เรารู้ว่ามีความต้องการสินค้าออร์แกนิก เราต้องทำให้เกษตรกรเห็น

“เราน่าจะเป็นเอกชนรายแรกๆ ที่เชื่อมกลุ่มเกษตรกรอินทรีย์เข้าด้วยกัน โชคดีที่เรามีสวนสามพรานเป็นตัวสนับสนุน โรงแรมเป็นธุรกิจที่ต้องใช้สินค้าเกษตรจำนวนมากอยู่แล้ว จึงช่วยผลักดันให้เกิดความต้องการสินค้าออร์แกนิกได้ และช่วยตอบคำถามของเกษตรกรที่ถามเราประจำว่า เขาปลูกได้นะ แล้วมีคนรับซื้อของเขาหรือเปล่า

“หลังจากทำสามพรานโมเดลมาได้สักระยะ เราก่อตั้งมูลนิธิสังคมสุขใจขึ้นมาเพื่อที่รับทุนจากหน่วยงานต่างๆ อย่าง สสส. (สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ) NIA (สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ) หรือ สกว. (สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย) เพื่อทำงานสนับสนุนและผลักดันเกษตรกรให้หันมาปลูกแบบอินทรีย์มากขึ้น หรือถ้าเขาทำอยู่แล้ว ก็เชื่อมเขาให้ถึงปลายน้ำแบบไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง ให้ผู้บริโภคได้ซื้อหาผักออร์แกนิกในราคายุติธรรม”

ทายาทรุ่น 3 ผู้ต่อยอดสวนสามพราน สู่ฟาร์มออร์แกนิกและคาเฟ่ออร์แกนิก Patom Organic Living
ทายาทรุ่น 3 ผู้ต่อยอดสวนสามพราน สู่ฟาร์มออร์แกนิกและคาเฟ่ออร์แกนิก Patom Organic Living

เมื่อเชื่อมคนต้นน้ำอย่างเกษตรกรไปถึงคนที่อยู่ปลายน้ำ ไม่ว่าจะเป็นผู้บริโภคที่เข้ามาซื้อหาสินค้าในตลาดสุขใจ หรือเชื่อมไปที่ธุรกิจโรงแรมได้แล้ว ความโปร่งใสตลอด Supply Chain ก็เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ เป็นเรื่องที่ฟี่กล่าวย้ำกับเราหนักหนาว่า Traceability (การตรวจสอบย้อนกลับ) คือปัจจัยสำคัญที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคได้

แต่การขับเคลื่อนเรื่องสังคมอินทรีย์ในสวนสามพรานไม่ได้จบแค่นั้น วันดีคืนดีทายาทรุ่นสามช่างคิดทั้งฟี่และพี่ชาย อยากให้สบู่แชมพูที่ใช้ในห้องพักเป็นออร์แกนิกด้วย

“เรามีวัตถุดิบที่ดีอยู่ ทำไมไม่แปรรูปของเหล่านี้เพื่อเพิ่มมูลค่า ให้กลายเป็นอีกหนึ่งธุรกิจของเรา” ฟี่แชร์ไอเดียที่แสนเรียบง่ายและเป็นตัวของตัวเอง ที่กลายมาเป็นแบรนด์ Patom กับ คาเฟ่ Patom Organic Living ในภายหลัง

ทายาทรุ่น 3 ผู้ต่อยอดสวนสามพราน สู่ฟาร์มออร์แกนิกและคาเฟ่ออร์แกนิก Patom Organic Living

ฝากธรรมชาติเลี้ยงดู

ฟี่เล่าติดตลกว่า Patom เป็นแบรนด์ผลิตภัณฑ์ออร์แกนิก และ Patom Organic Living คาเฟ่ออร์แกนิกนั้น เป็นเหมือนทางหนีให้เขาได้ออกจากธุรกิจโรงแรมมาทำสิ่งที่ตรงกับความชอบมากขึ้น

“หลังสามพรานโมเดลเกิดมาได้ห้าปี พี่ชายผมจ้างอดีตนักเคมีของกระทรวงวิทย์มาอยู่กับเรา ผมเลยได้โอกาสทำแบรนด์ Patom เป็นการหาอะไรที่เป็นตัวเราและช่วยธุรกิจทางบ้านได้ด้วย” เขาเท้าความถึงจุดเริ่มต้น “ตอนแรกทำแค่สบู่ แชมพู วัตถุดิบจากสวนของเราเองหรือของเกษตรกรเครือข่าย เราทดลองปลูกเองก่อน ถ้าได้ผล ค่อยไปขอให้เกษตรกรปลูกเพิ่ม

ทายาทรุ่น 3 ผู้ต่อยอดสวนสามพราน สู่ฟาร์มออร์แกนิกและคาเฟ่ออร์แกนิก Patom Organic Living
ทายาทรุ่น 3 ผู้ต่อยอดสวนสามพราน สู่ฟาร์มออร์แกนิกและคาเฟ่ออร์แกนิก Patom Organic Living
ทายาทรุ่น 3 ผู้ต่อยอดสวนสามพราน สู่ฟาร์มออร์แกนิกและคาเฟ่ออร์แกนิก Patom Organic Living

“ทำแบรนด์ Patom อยู่สองปี ผมก็ไปขอพื้นที่บ้านเก่าของคุณตาคุณยายที่ทองหล่อมาทำร้าน Patom Organic Living เพราะผมมีของแล้ว แต่ไม่อยากเข้าห้างฯ อยากสร้างร้านของเราเอง ขายของกินที่สูตรโบราณที่เราเสิร์ฟอยู่แล้วที่โรงแรม ชวนให้คนกรุงเทพฯ มาสัมผัสความเป็นออร์แกนิกในพื้นที่ใกล้ๆ ถ้าเขาถูกใจค่อยชวนไปต่อที่สวนสามพราน”

นี่คือโอกาสที่ฟี่ได้แสดงฝีไม้ลายมือด้านการออกแบรนดิ้งของสินค้าและร้าน ไม่ใช่แค่โลโก้เท่านั้น สินค้าทุกอย่างที่ขายในร้านคือการสื่อสารแบรนด์ที่เข้มแข็ง การเลือกเฉพาะวัตถุดิบอินทรีย์ที่ปลูกได้ในประเทศไทย ตรวจสอบได้ถึงฟาร์มด้วยความช่วยเหลือของสามพรานโมเดล ทั้งหมดนี้บอกเล่าถึงพันธะสัญญาที่ Patom Organic Living มีให้กับผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม

ทายาทรุ่น 3 ผู้ต่อยอดสวนสามพราน สู่ฟาร์มออร์แกนิกและคาเฟ่ออร์แกนิก Patom Organic Living
ทายาทรุ่น 3 ผู้ต่อยอดสวนสามพราน สู่ฟาร์มออร์แกนิกและคาเฟ่ออร์แกนิก Patom Organic Living

“เรามีทั้งของกินและของใช้ ทำให้คำว่า Organic Living มันชัดขึ้นมาจริงๆ ทุกอย่างอยู่ในชีวิตประจำวันและเชื่อมโยงกับต้นน้ำได้ อย่างคอมบูฉะขวดนี้” ฟี่ยกขวดเครื่องดื่มในมือขึ้นเป็นตัวอย่างประกอบ “เกษตรกรที่ป่าละอูเป็นคนทำ มะนาวใช้วัตถุดิบจากราชบุรี น้ำผึ้งก็มาจากป่าละอูเหมือนกัน แต่เราไม่ได้เป็นออร์แกนิกร้อยเปอร์เซ็นต์ อะไรต้องนำเข้าเราก็จะเลือกใช้วัตถุดิบที่เป็นธรรมชาติ และปลูกในประเทศแทน”

นอกจากการจัดการกับต้นน้ำ คือวัตถุดิบในคาเฟ่แล้ว การจัดการปลายน้ำของผลิตภัณฑ์ที่ขายในพื้นที่ของ Patom Organic Living ยังน่าสนใจไม่แพ้กัน เพราะนอกจากให้ลูกค้าบริการตัวเองตอนสั่งอาหารแล้ว ยังต้องบริการตัวเองไปถึงการแยกขยะหลังจากทานอิ่ม ในร้านมีจุดแยกขยะเอาไว้ให้บริการเสร็จสรรพ เพราะฟี่เชื่อว่าคนเราจำเป็นต้องเรียนรู้ 

“ขยะเศษอาหารเราเอาไปทำปุ๋ยหมักอยู่แล้ว ส่วนของบรรจุภัณฑ์ของสินค้าแบรนด์ Patom เรากำลังเปลี่ยนไปเป็นขวดพลาสติกแบบใหม่ที่ใช้เม็ดพลาสติกที่ผลิตในประเทศแทนการนำเข้าจากจีน ซึ่งเป็นหนึ่งในความร่วมมือของแบรนด์ Patom กับ PTT Global Chemical หรือ GC การเข้ามาอยู่ในลูปนี้ดีตรงที่อย่างน้อยเรารู้ว่าขวดของเรามีทางไป ถ้าเราเก็บขวดมาแล้วเราต้องเอาไปคืนที่ไหน เพื่อให้ทาง GC เอาไปจัดการต่อ

ทายาทรุ่น 3 ผู้ต่อยอดสวนสามพราน สู่ฟาร์มออร์แกนิกและคาเฟ่ออร์แกนิก Patom Organic Living

“สวนสามพราน สามพรานโมเดล และ Patom ในเวลานี้เราเป็นธุรกิจที่ทำเรื่องออร์แกนิกอย่างจริงจัง ซึ่งเป็นด้านหนึ่งของความยั่งยืน เราก็ไปเผยแพร่การทำเกษตรอินทรีย์ให้กับชุมชนในพื้นที่ระยองพร้อมกับ GC ส่วน GC เขาเป็นแนวนวัตกรรม ผมว่ามันคือการเติมเต็มกันและกัน”

หลังจากเปิดร้านมาได้ 3 ปี Patom ภายใต้การนำของฟี่ได้ทำหน้าที่ส่วนต่อขยายของสวนสามพรานและสามพรานโมเดลผลักดันสังคมเกษตรอินทรีย์ ผ่านการสร้างความร่วมมือใหม่ๆ กับพันธมิตรหลากหลาย แถมยังแบ่งรายได้ 3 เปอร์เซ็นต์กลับไปให้สามพรานโมเดลใช้วิจัย พัฒนา และสนับสนุนเกษตรกรต่อไป เขาว่านี่คือวิสัยทัศน์ความสำเร็จที่เขามีในใจ ทั้งสำหรับแบรนด์ Patom และสำหรับสวนสามพราน

“เมื่อก่อนสวนสามพรานมีภาพลักษณ์ว่าเป็นที่เที่ยวของฝรั่ง แต่เมื่อเราทำเรื่องเกษตรอินทรีย์ ทำให้เข้าถึงคนไทยและเกษตรกรในพื้นที่มากขึ้น ตอนนี้เราต่อยอดเรื่อง Partnership ซึ่งน่าดีใจที่มีองค์กรใหญ่ๆ มาจับมือกับเรา เป็นความต้องการเรื่องความยั่งยืนที่ตรงกัน พอมาทำด้วยกันมันดีกว่าอยู่แล้ว

“เรื่องของความยั่งยืนหรือออร์แกนิก สำหรับผมไม่ใช่แค่การทำเพื่อชุมชน แต่ทำเป็นธุรกิจได้” ฟี่แบ่งปันบทเรียนที่เขาได้จากการทำธุรกิจโดยใส่ใจสังคมและสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน “ทั้งเรา พันธมิตร เกษตรกร ทุกคน Win-Win หมด ความยั่งยืนอยู่กับธุรกิจของคุณได้เลย ขอแค่คุณทำมันจริงๆ ไม่ได้ทำเพื่อแค่ประชาสัมพันธ์

“แม้ว่าคุณตาคุณยายจะเสียไปแล้ว แต่ผมเชื่อว่าเขาน่าจะมีความสุขกับการที่เราต่อยอดแบบนี้ ไม่ใช่การสร้างโรงแรมเพิ่มอีกร้อยห้อง แต่ไปสัมผัสกับชุมชนอย่างชัดเจน แล้วเราก็ได้ทำสิ่งที่เราชอบด้วย” ฟี่กล่าวปิดท้าย

นี่คือเรื่องเล่าของธุรกิจโรงแรมที่เริ่มต้นในอำเภอสามพรานโดยสองสามีภรรยาเมื่อ 58 ปีก่อน เมื่อผ่านมือของกาลเวลา ทายาท และได้ลองฝากให้ธรรมชาติเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของแรงบันดาลใจ ก็สามารถเติบโตมาเป็นสิ่งที่เราอยากหยิบยืมคำของคุณยายของฟี่มานิยามว่า ‘ธุรกิจเกื้อหนุนสังคม’

ทายาทรุ่น 3 ผู้ต่อยอดสวนสามพราน สู่ฟาร์มออร์แกนิกและคาเฟ่ออร์แกนิก Patom Organic Living

GC Circular Living Symposium 2020: Tomorrow Together งานประชุมด้านเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) จัดโดยบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC ร่วมกับพันธมิตรระดับโลก National Geographic และเครือข่ายพันธมิตรที่รวบรวมกว่า 40 ผู้นำความคิด นวัตกร และนักธุรกิจจากทั่วโลก มาร่วมแบ่งปันความคิดและประสบการณ์เกี่ยวกับแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน เพื่อขับเคลื่อนโลกสู่ความยั่งยืน ด้วยนวัตกรรม การสร้าง Business Model เพื่อก่อให้เกิดระบบนิเวศทางธุรกิจ (Ecosystem)

งานนี้มุ่งหวังการแลกเปลี่ยนมุมมองและส่งเสริมการเรียนรู้เรื่องราวที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์ในรูปแบบ Circular in Action รวมพลังปฏิวัติการใช้ทรัพยากรโลก เพื่อสร้างสมดุลเพื่อความยั่งยืน โดยถอดบทเรียนด้วยหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน วิถีการพึ่งพาตนเอง…ใช้สิ่งที่มีให้คุ้มค่า เปลี่ยนแนวความคิดสู่การปฏิบัติที่พร้อมขยายผล ถ่ายทอดจากประสบการณ์ตรงที่เข้าใจง่ายและเกิดผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม เป็นประโยชน์ทั้งในชีวิตประจำวัน SMEs องค์กรและหน่วยงานต่างๆ ตลอดจนสังคม เพื่อเป็นแรงกระเพื่อมให้การนำแนวคิด Circular Economy ขยายผลออกไปให้มากที่สุด เพื่อจะสร้าง ‘วันพรุ่งนี้ที่ดีกว่า’ ร่วมกัน (Tomorrow Together)

เข้าชมทุก Speaker ทุก Session ย้อนหลังได้ที่นี่

Writer

เกวลิน ศักดิ์สยามกุล

นักออกแบบ-สื่อสารเพื่อความยั่งยืน ที่อยากเล่าเรื่องสิ่งแวดล้อมผ่านชีวิต บทสนทนา และแบรนด์ยาสีฟันเม็ดเล็กๆ ของตัวเอง

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

ทายาทรุ่นสอง

เรื่องราวการต่อยอดธุรกิจครอบครัวในมือทายาทรุ่นต่อมา

ธุรกิจ : บริษัท เมกก้าวู้ด จำกัด

ประเภทธุรกิจ : ธุรกิจอุตสาหกรรมแปรรูปไม้ยางพารา

ปีก่อตั้ง : พ.ศ. 2544

อายุ : 21 ปี

ผู้ก่อตั้ง : สมชาย โรจนมงคล

ทายาทรุ่นสอง : ภรภัทร โรจนมงคล

‘อาบน้ำร้อนมาก่อน’

‘เดินตามหลังผู้ใหญ่ หมาไม่กัด’

นี่คงเป็น 2 สุุภาษิตไทยที่หลายคน โดยเฉพาะทายาทธุรกิจ ได้ยินจากผู้ใหญ่ที่บ้านบ่อยเป็นอันดับต้น ๆ

แน่นอนว่าการเรียนรู้จากประสบการณ์ของผู้อาวุโสย่อมมีประโยชน์ แต่การตั้งคำถามและกล้าที่จะทำสิ่งใหม่ ๆ ก็คือสิ่งสำคัญที่ทำให้โลกของเราพัฒนาได้อย่างก้าวกระโดดเช่นกัน

เพราะฉะนั้น ก่อนเริ่มบทความ เราขอชวนคุณคิดตามสักหน่อย

หากท่านเป็นเจ้าของโรงงานสินค้าโภคภัณฑ์แห่งหนึ่ง แต่ทว่านับวันผ่านไป การแข่งขันในอุตสาหกรรมยิ่งสูงขึ้นเรื่อย ๆ สงครามราคาก็ยิ่งเข้มข้นขึ้น การขยายฐานการผลิตเป็นสิ่งที่ยาก เนื่องจากแหล่งที่มาของวัตถุดิบมีอยู่อย่างจำกัด คุณจะทำอย่างไรให้โรงงานแห่งนี้เติบโต

พัฒนาคุณภาพของสินค้า นั่นไม่ใช่ทางเลือกของธุรกิจประเภทนี้ (สินค้าโภคภัณฑ์คือประเภทสินค้าที่มีความแตกต่างของสินค้าจากแต่ละผู้ผลิตน้อยมาก ๆ จนเรียกได้ว่า ไม่ว่าซื้อจากที่ไหนก็เหมือนกัน)

สิ่งที่เกิดขึ้นในอุตสาหกรรมนี้โดยตลอดคือ การให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพในการผลิต เพื่อให้ผลิตได้เยอะที่สุดและถูกที่สุด ลดค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เช่น ลดค่าตอบแทนบุคลากร ลดจำนวนคน ไม่ลงทุนในด้านระบบหรือการตลาด แต่สิ่งที่ทายาทธุรกิจรายนี้ทำนั้นต่างออกไป

เขาหันมาเพิ่มงบประมาณด้านบุคลากร พัฒนาคุณภาพชีวิตของพนักงานตลอดจนระบบในการทำงาน

แม้ว่าสิ่งที่เขาทำจะเรียกได้ว่าเป็นคนละขั้วกับสิ่งที่คนอื่น ๆ เคยทำมาในอุตสาหกรรมนี้ แต่นั่นทำให้ธุรกิจของเขามีเปอร์เซ็นต์การเติบโตของรายได้เพิ่มขึ้นเกือบทุกปี และอัตรากำไรที่ก้าวกระโดดเป็นเท่าตัว

ทายาท Megawood โรงงานแปรรูปไม้ในตรัง ปฏิรูปธุรกิจไม้ยาง โดยให้ความสำคัญกับคนมากขึ้น

วันนี้ The Cloud จึงมีนัดพิเศษกับ นิ้ง-ภรภัทร โรจนมงคล ทายาทรุ่นสอง บริษัท เมกก้าวู้ด จำกัด ธุรกิจแปรรูปไม้ยางพาราในจังหวัดตรัง ที่ตั้งใจจะปฏิรูปวิธีการทำธุรกิจในอุตสาหกรรมนี้ และพิสูจน์ให้เราเห็นแล้วว่า การทำธุรกิจที่ ‘ดี’ จริง ๆ แล้วนั้น ไม่ใช่แค่คำพูดสวยหรูที่เอาไว้โฆษณาบริษัท แต่ทำให้ผลประกอบการของบริษัทเพิ่มขึ้นได้ด้วย

เอาล่ะ เขาทำได้อย่างไร ขอเชิญทุกท่านติดตามได้ ณ บัดนี้

ก่อตั้งโรงไม้

ย้อนกลับไปในสมัยก่อน ชาวสวนในภาคใต้ปลูกต้นยางเพื่อเอาน้ำยางเป็นหลัก เมื่อต้นยางอายุประมาณ 20 – 25 ปี ก็จะหมดอายุการให้น้ำยาง ทำให้ต้นยางเหล่านั้นถูกโค่นทิ้งและนำไปเผา 

เมื่อเวลาผ่านไป เทคโนโลยีในการถนอมเนื้อไม้ก็ได้เข้ามาในประเทศไทย ทำให้เก็บรักษาไม้ยางพาราได้ จนเกิดเป็นอุตสาหกรรมแปรรูปไม้ยางพาราขึ้น โดยโรงงานแปรรูปไม้จะรับไม้ยางพารามาจากเกษตรกรเพื่อนำมาแปรรูป ก่อนส่งต่อไปให้โรงงานอื่น ๆ ที่นำไม้เหล่านั้นไปผลิตเป็นสินค้าต่าง ๆ

“คุณพ่อเริ่มต้นจากการเป็นพนักงาน ด้วยความซื่อสัตย์ โปร่งใส และความสามารถในการดูแลทุกอย่างแทนเจ้าของโรงงานได้ ทำให้เขากลายเป็นผู้จัดการที่มีชื่อเสียงในวงการขึ้นมา เลยมีนายทุนชาวนครศรีธรรมราช 3 – 4 ท่าน เข้ามาชวนคุณพ่อว่า สนใจอยากเป็นเถ้าแก่ไหม จะช่วยลงทุนโรงงานไม้ที่ตรังให้ แล้วก็จะมีหุ้นให้ส่วนหนึ่ง”

นั่นจึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นของ Megawood

ทายาท Megawood โรงงานแปรรูปไม้ในตรัง ปฏิรูปธุรกิจไม้ยาง โดยให้ความสำคัญกับคนมากขึ้น

“จำได้ว่าคุณพ่อกินนอนอยู่ที่โรงงานกว่า 5 ปี คอยเฝ้าโรงงานทั้ง 2 กะ จำภาพได้ว่าโรงไม้ในสมัยนั้นค่อนข้างสกปรก รกรุงรัง ผมก็ไม่ชอบ แต่คุณพ่อผมบอกว่า นี่แหละคือสิ่งที่จะทำให้เรามีคุณภาพชีวิตที่ดี”

ด้วยจิตวิญญาณในการเป็นผู้ประกอบการที่เน้นผลลัพธ์ บวกกับความโปร่งใสของคุณพ่อของนิ้ง ไม่ว่าจะเป็นการเริ่มนำนักบัญชีเข้ามาตรวจสอบบริษัท หรือความซื่อสัตย์กับหุ้นส่วน ทำให้ผลประกอบการของโรงงานเป็นที่น่าพึงพอใจ นักลงทุนเหล่านั้นตัดสินใจที่จะลงทุนเพิ่ม จากเดิมที่เช่าโรงงานก็เปลี่ยนมาเป็นการสร้างโรงงานขึ้นมาเอง

“สไตล์ของคุณพ่อผมไม่เน้นระบบมาก เน้นใช้จิตวิญญาณความเป็นผู้ประกอบการ เรียกว่าเข้าโรงงานทุกวัน ใช้คนน้อย ๆ ต้นทุนต่ำ ๆ แล้วผู้บริหารตัดสินใจเองหมด พนักงานมีปัญหาก็ให้มาบอก แล้วฉันจะบอกว่าแก้ยังไง นั่นคือในยุคของคุณพ่อผม คุณพ่อผมสอนว่าการเป็นโรงงาน ปัญหาเป็นอาหารเช้า วิธีการมีแค่อย่างเดียวคือแก้ให้เร็ว นั่นคือคำสอนของท่านตั้งแต่วันแรก 

“ท่านไม่เชื่อในเรื่องระบบ ในเรื่องคน ท่านเชื่อในจิตวิญญาณความเป็นผู้ประกอบการ ว่าไม่มีอะไรทดแทนสิ่งนี้ได้ ซึ่งผมไม่ได้เห็นด้วย แต่ต้องเก็บไว้ในใจ”

ทายาท Megawood โรงงานแปรรูปไม้ในตรัง ปฏิรูปธุรกิจไม้ยาง โดยให้ความสำคัญกับคนมากขึ้น

The Next Gen

เวลาผ่านไป Megawood ค่อย ๆ เติบโตขึ้น จนเมื่อนิ้งเรียนจบ คุณพ่อจึงเรียกตัวเขาให้กลับมาช่วยบริหารธุรกิจที่บ้าน

“เดิมทีผมตั้งใจว่าอยากจะหน่วงเวลานิดหนึ่งเพื่อไปพิสูจน์ตัวเองก่อน แต่เมื่อคุณพ่อเอ่ยปากชวน ใจหนึ่งผมก็อยากกลับมาทำที่บ้านอยู่แล้ว”

ทว่าเส้นทางก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเสมอไป

ตำแหน่งแรกของนิ้งคือผู้ช่วยผู้จัดการโรงงาน ในแง่หนึ่งก็เป็นตำแหน่งที่ทำให้เขาได้เข้าไปดูในทุก ๆ ส่วนของโรงงาน แต่ในอีกแง่หนึ่งก็เป็นตำแหน่งที่ทำให้เขาอึดอัดมาก ๆ เพราะแนวทางบริหารของเขากับผู้จัดการโรงงาน ซึ่งเป็นพนักงานเก่าแก่ของคุณพ่อนั้นไม่ตรงกัน 

“สมัยก่อนบริษัทไม่มีวิศวกรแม้แต่คนเดียว ผมจะรับเข้ามาสักคน เขาก็จะบอกว่าไม่จำเป็น เวลาจะขับเคลื่อนคน เขามีความเชื่อแบบดั้งเดิมว่าต้องใช้พลังลบคอยไล่หลัง แต่วิธีการของผมคือ เราไปข้างหน้า แล้วชวนเขาให้ตามเรามา”

เมื่อความขัดแย้งมากขึ้นเรื่อย ๆ จนเวลาผ่านไปกว่า 5 ปี นิ้งตัดสินใจลาออกจาก Megawood ย้ายจากตรังไปอยู่โคราช เพื่อเป็นการพักใจให้กับตัวเอง

แต่ชะตาของเขากับ Megawood ก็มาบรรจบกันอีกครั้ง เพราะหลังจากนั้น Megawood ได้ขยายโรงงานไปที่หาดใหญ่ ทำให้หุ้นส่วนคนหนึ่งตัดสินใจโทรมาขอนัดพบกับนิ้ง

ทายาท Megawood โรงงานแปรรูปไม้ในตรัง ปฏิรูปธุรกิจไม้ยาง โดยให้ความสำคัญกับคนมากขึ้น

“ตอนนั้นผมก็สงสัยว่ามานัดเจอทำไมถึงโคราช เขาบอกว่าโรงงานที่หาดใหญ่เปลี่ยนผู้จัดการมาแล้วหลายคน แต่หาผู้จัดการดี ๆ ที่ลงตัวไม่ได้สักที เลยอยากให้ผมกลับไปช่วย

“ผมตอบเลยว่า ไม่ ถ้าจะให้ผมกลับไปแล้วเจอแบบเดิม ยังไงก็ไม่ ตอนนี้ถึงแม้ผมอาจจะไม่ได้ร่ำรวยอะไร แต่ผมมีความสุขดี ถ้าจะให้ผมกลับไปจริง ๆ ผมยื่นเงื่อนไขว่า ต้องมีพื้นที่ให้ผมทำงาน ให้ผมกำหนดนโยบาย ให้ทรัพยากรผม คุณเฝ้าอยู่ห่าง ๆ ผมจะรีพอร์ตเป็นระยะ ๆ ถ้าหากผลงานไม่ได้ เดี๋ยวผมถอยเอง”

เมื่อเวลาผ่านไป 2 อาทิตย์ หุ้นส่วนคนนั้นก็ได้โทรกลับมาหานิ้งว่าพวกเขาตกลงตามเงื่อนไข โดยจะให้สิทธิ์นิ้งในการบริหารโรงงานสาขาเต็มที่ ตั้งแต่ก่อสร้างโรงงานจนถึงการดำเนินกิจการ และหลังจากนั้นไม่นาน บอร์ดบริหารก็ตัดสินใจย้ายผู้จัดการคนเก่าไปคุมที่หาดใหญ่แทน และย้ายมาคุมโรงงานที่กำลังขยายตัวที่ตรัง ทำให้นิ้งได้ขึ้นเป็นผู้บริหารเต็มตัวในเดือนมกราคม พ.ศ. 2558

ทายาท Megawood โรงงานแปรรูปไม้ในตรัง ปฏิรูปธุรกิจไม้ยาง โดยให้ความสำคัญกับคนมากขึ้น

ปฏิวัติ

ย้อนกลับไปใน พ.ศ. 2558 – 2560 ที่นิ้งเข้ามา ตอนนั้นเป็นช่วงที่อุตสาหกกรมนี้กำลังไปได้ดี ทำให้กำไรของ Megawood เพิ่มขึ้น 3 – 4 เท่า แต่เขายอมรับว่าตัวเองก็มีข้อผิดพลาดในช่วงนั้น

“ในช่วงนั้นเรียกได้ว่าลมมันส่ง ผมโชคดีที่เข้ามาในจังหวะที่ถูกต้อง ทำให้เลยดูเหมือนว่าผมเก่ง ในแง่หนึ่งมันก็ดี เพราะทำให้เรามีความมั่นใจ ผู้ถือหุ้นเราก็แฮปปี้ แต่ข้อเสียคือมันทำให้อัตตาเรามากขึ้น ผมบ้าบิ่นไปลงทุนสิ่งที่ไม่ควรเยอะ ไปทำธุรกิจที่ไม่ได้เกี่ยวเนื่องกับความเชี่ยวชาญของเราเลย อย่างเช่นสวนผักออร์แกนิก”

เมื่อวิกฤตวงการยางพารามาถึงใน พ.ศ. 2561 เขาจึงจำเป็นต้องตัดธุรกิจที่ไม่เกี่ยวข้องกับธุรกิจหลักออกไป แต่อีกสิ่งที่เขาเปลี่ยนบริษัทไปอย่างเห็นได้ชัด และทำให้ Megawood ฟื้นตัวจากวิกฤตในวงการไม้ยางพาราตอนนั้นได้อย่างรวดเร็วคือ

“ผมหันมาให้ความสำคัญกับระบบและคน”

“ตอนนั้นที่บริหารร่วมกับคุณพ่อ ผมยังไม่มีโอกาสได้ทำ แต่ตอนนี้ผมมีโอกาสแล้วก็เลยเต็มที่เลย เริ่มมีการจัดโครงสร้างองค์กรใหม่ เอาที่ปรึกษาเข้ามาช่วงวางระบบบัญชี อะไรต่าง ๆ และข้อพิสูจน์ที่ดีที่สุดเลยว่าสิ่งที่เราวางรากฐานวันนั้นแล้วมันประสบความสำเร็จ ก็คือการที่วันนี้ผมย้ายภูมิลำเนามาอยู่กรุงเทพฯ ได้”

“คนอื่นอีกหลายคน เขาบอกว่าผมกำลังทำผิดพลาดมหันต์ เพราะว่าอุตสาหกรรมไม้ยางพารา โดยปกติถ้าเจ้าของไม่อยู่จะมีแต่ความฉิบหาย เพราะช่องโหว่ค่อนข้างเยอะ แต่ปรากฏว่า 4 เดือนที่ผ่าน ระบบที่เราเซ็ตไว้ คนที่เราฝึกเขาไว้ เขาสานต่อสิ่งที่เราทำไว้ได้ แต่ก็แน่นอนว่ายังต้องพัฒนาอีกเยอะ”

ทายาท Megawood โรงงานแปรรูปไม้ในตรัง ผู้พิสูจน์ว่าการทำธุรกิจที่ดี พัฒนาผลประกอบการได้จริง

The People

เนื่องจากอุตสาหกรรมไม้ยางพาราโดยปกติแล้ว เป็นอุตสาหกรรมที่เน้นการแข่งขันกันที่ปริมาณ อัตรากำไรไม่ได้สูง สิ่งที่เกิดขึ้นตลอดมาเลย ก็คือการจ้างแรงงานในอัตราที่ถูกมาก ๆ

“ผมรู้สึกอึดอัดกับเรื่องนี้มานาน ผมไปเห็นบ้านพักของพนักงานที่อยู่กันแบบแร้นแค้น มีหนี้มีสินแล้วผมรับไม่ได้ ผมเลยตั้งใจจะเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมนี้”

นิ้งตั้งใจจะทำสิ่งที่บริษัทอื่นไม่กล้าทำ เพื่อให้เป็นแบบอย่างกับบริษัทอื่น ๆ ในวงการ แล้วทำให้วงการนี้เปลี่ยนแปลงไปในทางเดียวกับเขา

ณ ตอนนี้คนงานกว่า 500 คนของ Megawood เป็นแรงงานไทยทั้งหมดเกือบ 100% โดยมีแรงงานต่างด้าวเพียง 3 คน ที่นิ้งเอาไว้ฝึกแผนก HR ในเรื่องของการทำเอกสารเท่านั้น

ถ้าหากถามว่าทำไมถึงต้องเป็นคนไทย เหตุผลของคุณนิ้งมีอยู่สั้น ๆ ข้อเดียว

“เพราะเราสื่อสารกันรู้เรื่อง”

“มันเป็นค่านิยมข้อแรกของเราเลยว่า เพราะเมื่อธุรกิจเกิดปัญหา แล้วเราไปเล่าให้เขาฟังว่าทุกคนต้องช่วยกันนะ เขาก็ปรับให้เราได้เลย เพราะฉะนั้น การพูดภาษาเดียวกับพวกเขามีความหมายมาก” 

มากกว่านั้น ค่าตอบแทนพนักงานที่ Megawood ในหลาย ๆ ตำแหน่ง ก็เรียกได้ว่าอยู่ในระดับต้น ๆ เมื่อเทียบกับบริษัทในอุตสาหกรรมเดียวกันที่มีขนาดใกล้เคียงกัน 

ทายาท Megawood โรงงานแปรรูปไม้ในตรัง ผู้พิสูจน์ว่าการทำธุรกิจที่ดี พัฒนาผลประกอบการได้จริง

“สำหรับคนทำงาน โดยเฉพาะผู้ใช้แรงงาน เราต้องมองให้ออกถึงเบื้องหลังของเขา ว่าครอบครัวเขามีหนี้สิน มีปัญหาชีวิตอะไรที่อยู่เบื้องหลัง แม้เงินจะซื้อความสุขไม่ได้ แต่มันซื้อความสะดวกได้ แล้วถ้าเราจ้างเขาดีพอ มีงานให้เขาทำต่อเนื่องมากพอ ทำให้เขาเอาเงินตรงนั้นไปแก้ปัญหาบางอย่างในชีวิตเขาได้ มันจะทำให้เขาโฟกัสกับเรื่องงานได้มากขึ้น”

มากไปกว่านั้น Megawood ไม่ได้เพียงดูแลพนักงานในเรื่องค่าตอบแทน แต่ยังดูแลไปถึงคุณภาพชีวิตและพื้นเพของพนักงานเหล่านั้นด้วย บริษัทแห่งนี้เปิดคลินิกด้านการเงินสำหรับพนักงาน เพื่อช่วยเหลือในด้านวางแผนการเงินให้กับพนักงาน เรียกได้ว่าหลายครั้งถึงกับจูงมือไปปิดบัตร ลดหนี้ เลิกยากันเลยทีเดียว

“การที่เราให้ความสำคัญเรื่องพวกนี้ มันทำให้เราแตกต่างในหมู่ตลาดผู้ใช้แรงงาน

“เวลาเข้ามาทำงานแล้วถ้าเขามีความสุข ไม่ใช่แค่เราเห็นเขายิ้มในโรงงาน แต่ครอบครัวที่บ้านเขาก็จะได้ความรู้สึกที่ดีไปด้วย แต่ถ้าเขากลับไปแล้วเครียด ทะเลาะกับที่บ้าน แล้วเช้าวันรุ่งขึ้นมาทำงานในสภาพที่ไม่พร้อม มันคือสิ่งที่ส่งต่อถึงกัน เราต้องมองเบื้องหลังของเบื้องหลังให้เห็น”

เมื่อคุณภาพชีวิตของพนักงานดีขึ้น จึงทำให้องค์กรน่ารักขึ้น พนักงานของ Megawood เกือบทุกคนแทบจะไม่มีใครลาออกเพราะไม่ชอบองค์กรเลย และจุดนี้จึงทำให้ Megawood มีพนักงานดี ๆ ที่คอยอยู่เคียงข้างองค์กร และฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วเมื่อวิกฤตผ่านไป

“เวลาเราจะหาคน ผมจะสัมภาษณ์โดยที่แทบไม่คุยเรื่องงานเลย เราจะคุยเรื่องการใช้ชีวิตเป็นหลัก เพื่อดู Mindset และ Character ของเขาว่าน่าทำงานด้วยไหม เราเชื่อว่าคาแรกเตอร์พวกนี้มันฝึกกันไม่ได้ แต่ทักษะต่าง ๆ มันฝึกกันได้”

ทายาท Megawood โรงงานแปรรูปไม้ในตรัง ผู้พิสูจน์ว่าการทำธุรกิจที่ดี พัฒนาผลประกอบการได้จริง

The System

จุดที่ทำให้นิ้งมาลงทุนในด้านคนได้ คือ ภรรยาของเขา ดิว-ภรรัก บวรธนสารกุล เข้ามาเป็นหนึ่งในทาเลนต์ของบริษัท

ในขณะที่นิ้งมีความรู้ในด้านวิศวกรรม ดิวก็มีความรู้ในด้านการวางระบบและการขาย ทำให้ Megawood สามารถปรับเปลี่ยนโครงสร้างการบริหารคลังสินค้า สร้างความเชื่อใจกับลูกค้าเพื่อปรับเปลี่ยนราคาซื้อ-ขาย วัตถุดิบและสินค้าให้เหมาะสมที่สุด ตั้งแต่การยอมให้ลูกค้านำสินค้าไปลองใช้ดูก่อน แล้วค่อยพิจารณาเพิ่มราคาในล็อตถัดไป

นี่จึงเป็นอีกสาเหตุสำคัญที่ทำให้อัตรากำไรของบริษัทเพิ่มขึ้น จนลงทุนกับบุคลากรในองค์กรเพิ่มได้

ในทางกลับกัน ขณะที่หลาย ๆ องค์กรมุ่งเน้นเพิ่มกำไรโดยการนำเครื่องจักรเข้ามาทดแทนพนักงาน แต่สำหรับ Megawood นิ้งกลับมองว่าเทคโนโลยีเป็นสิ่งที่ควรจะมาช่วย Empower พนักงานต่างหาก

“เมื่อวานเราเพิ่งประชุมกันไปว่า เรากำลังทำวิจัยพัฒนาเครื่องจักรชุดหนึ่งอยู่ โดยวัตถุประสงค์ไม่ใช่เพื่อการเลย์ออฟ แต่เป็นการมอบพลังให้เขา ทำให้เขาทำงานสะดวกขึ้น สร้างผลผลิตได้มากขึ้น”

นอกจากนี้ ยังมีเทคโนโลยีในการจัดการที่ทาง Megawood นำเข้ามาใช้ ในขณะที่บริษัทประเภทเดียวกันที่อื่น ๆ ยังไม่ได้นำเข้ามา เพื่อทำให้ช่างซ่อมบำรุงจนถึงหัวหน้างานติดต่อกันได้สะดวกยิ่งขึ้น

ในเรื่องของการพัฒนาองค์กรเอง นิ้งก็ยังสร้างเซ็ตคำถามขึ้นมา เพื่อให้พนักงานในองค์กรใช้ฟีดแบ็กและชื่นชมกันเองได้ ตลอดจนมี Session ที่นำคำถามเหล่านั้นมาฟีดแบ็กให้ผู้บริหารอย่างนิ้งฟังได้เช่นกัน

นี่จึงเป็นอีกจุดหนึ่งที่การพัฒนาระบบ ช่วยทลายกำแพงของอัตตาในการสื่อสารในองค์กรได้

Mega’s Future

สำหรับก้าวต่อไปของ Megawood นั้น นิ้งมองไว้ว่าคือการนำบริษัทไปสู่จุดที่มีรายได้ 2,000 ล้านให้ได้ โดยแรงขับเคลื่อนสำคัญนั่นก็คือ การทำงานโดยไม่มีอัตตาและการเลือกคนที่ใช่เข้ามา ทำให้บริษัทก้าวไปข้างหน้าได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าวิกฤตเข้ามามากแค่ไหนก็ตาม

ท้ายที่สุด อีกหนึ่งสิ่งที่ทำให้ Megawood มาอยู่ในจุดนี้ได้ และจะขาดไปไม่ได้เลยก็คือ ‘ความกล้าหาญ’

“พ่อเลือกที่จะปล่อยผมเล่นเองตั้งแต่ผมอายุเพียง 30 ในขณะที่รุ่นพ่อแม่ของกิจการอื่น ๆ ยังคงไม่ปล่อยมือกันง่าย ๆ ไม่ใช่เพราะท่านเห็นว่าผมเก่งหรือเชื่อใจผมหรอกนะครับ แต่เพราะท่านอ่านออกว่า ถ้าไม่ให้ผมเล่นท่าถนัดให้เต็มที่ ก็คงวัดผลไม่ได้ ดึงกันไปมา เสียทั้งความรู้สึก เสียทั้งผลประกอบการเปล่า ๆ

“ผมว่านี่คือความกล้าหาญมากครับ”

และความกล้าหาญนี้ก็คงเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่นิ้งได้รับสืบทอดมาจากคุณพ่อของเขาด้วยเช่นกัน

ทายาท Megawood โรงงานแปรรูปไม้ในตรัง ผู้พิสูจน์ว่าการทำธุรกิจที่ดี พัฒนาผลประกอบการได้จริง

Writer

วุฒิเมศร์ ฉัตรอิสราวิชญ์

นักเรียนรู้ผู้ชื่นชอบการได้สนทนากับผู้คนและพบเจอสิ่งใหม่ๆ หลงใหลในการจิบชา และเชื่อว่าทุกสิ่งล้วนมีเรื่องราวให้ค้นหา

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load