เมื่อเห็นยอด COVID-19 เพิ่มขึ้นทุกวัน คุณหวังอะไรอยู่

ความหวังของฉันเรียบง่ายมาก แล้วคงหวังเหมือนคนไทยทุกคน แค่อยากให้ประชากรทุกคนในประเทศเข้าถึงวัคซีนคุณภาพอย่างเร็ววัน เพื่อรักษาชีวิตให้เดินไปข้างหน้า ค้าขาย เดินทาง ท่องเที่ยว ทำงาน เล่าเรียนกันในโรงเรียน และเดินทางไปหาคนรักใกล้ไกลได้อย่างปกติ โดยไม่ต้องกังวลว่าจะเอาโรคไปติดเขาหรือเปล่า แต่ยิ่งนานวัน เรายิ่งรู้สึกถูกริบความหวังไปเรื่อยๆ ซึ่งทำให้อดคิดไม่ได้ว่า ‘การมีชีวิตที่ดีนั้นยากจัง’

‘ไม่มีใครเป็นเจ้าของความหวังเพียงผู้เดียว’ หนังสือสารคดีที่รวมฝันอันกล้าหาญของผู้คน

นั่นเเหละ เเม้มันจะยาก เเต่ก็มีผู้คนมากมายในหนังสือสารคดี ‘ไม่มีใครเป็นเจ้าของความหวังเพียงผู้เดียว’ ของ อีฟ-ปาณิส โพธิ์ศรีวังชัย นักเขียนสารคดีและบรรณาธิการเว็บไซต์ The101.world ที่ยืนยันว่าเราต่างไขว่คว้าความฝัน เพื่อหวังให้ครอบครัวสบายกว่านี้ เพื่อยืนยันว่าเราทุกคนต้องมีชีวิตที่ดี พลังของผู้คนตัวเล็กตัวน้อยมันเเข็งเเกร่ง เเล้วชีวิตของคนก็อยู่ทุกบรรทัดในหนังสือสารคดีเล่มนี้ 

คนที่เราอาจเคยพบเห็นตามท้องถนน แต่ไม่เคยเข้าไปพูดคุย หรือยิ่งกว่านั้นคือ คนที่เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาอยู่ตรงนั้น ทั้งแรงงานชาวทวายในกรุงเทพฯ คนขายบริการทางเพศริมคลองหลอด คนไร้บ้าน หรือคนที่เคยมีบ้าน แต่ได้รับความเดือดร้อนจากเศรษฐกิจจนไร้บ้าน พ่อค้าแม่ค้าริมทาง คนซื้อ-คนขาย หวยบนดินหรือใต้ดิน ตลอดจนอาจเป็นพวกเราเองด้วยซ้ำที่ออกไปสู้บนท้องถนน

ภายในหนังสือประกอบด้วยบทความสารคดี 12 ชิ้น ที่ปาณิสคัดสรรมาจากเว็บไซต์ The101.world และ 1 สารคดีชิ้นใหม่ที่เขียนขึ้นเพื่อตอกย้ำทุกความหวังว่ามันไม่มีทางได้มาเลย ถ้าไม่ออกมาเรียกร้อง และการออกมาเรียกร้องก็ไม่อาจการันตีว่าจะทันช่วงชีวิตเราด้วยซ้ำ น่าเศร้า

  การทำงานทุกชิ้นในสารคดีของปาณิสเกิดจากการลงพื้นที่ทำงานอย่างหนัก ไปบ่อยๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า พูดคุย เฝ้ารอ เฝ้ามอง สังเกต และเปิดใจด้วยสายตาที่ไม่ตัดสิน จนสามารถเข้าไปคุยกับส่วนลึกในจิตใจผู้คนออกมาได้ เช่น เปิดตา ‘ตีหม้อ’ สำรวจตลาดโสเภณีคลองหลอด เรื่องเล่าจากการลงพื้นที่คลองหลอด เพื่อเปิดชีวิตคนขายบริการในมุมที่คนไม่ค่อยรับรู้ มุมที่ต้องแบกรับความเสี่ยงทั้งโรคติดต่อ อาชญากรรม การถูกเอารัดเอาเปรียบ และการตั้งคำถามว่าตราบใดที่ยังซุกปัญหาไว้ใต้พรม คุณคิดว่ามันจะดีขึ้นเหรอ

‘ไม่มีใครเป็นเจ้าของความหวังเพียงผู้เดียว’ หนังสือสารคดีที่รวมฝันอันกล้าหาญของผู้คน

50 ปีหลังมนุษย์เหยียบดวงจันทร์ ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาไทยยังอยู่ที่เดิม เรื่องราวชีวิตที่ยากลำบากของนักเรียน ที่สะท้อนภาพใหญ่ของการศึกษาไทยว่าความเหลื่อมล้ำไม่เคยหายไปไหน, ราษฎร์ลำเค็ญบนราชดำเนิน ชีวิตของผู้คนตัวเล็กตัวน้อยที่อยู่ในย่านการท่องเที่ยว ในวันที่ไร้การท่องเที่ยว สะท้อนความแห้งแล้งของชีวิตที่นโยบายความช่วยเหลือของภาครัฐไม่เคยมาถึง, กลับตัวไม่ได้ เดินต่อไม่ถึง ชีวิตแรงงานพม่าในกรุงเทพฯ หลังโควิด เมื่อคนทวายไม่อาจกลับบ้าน เรื่องราวของแรงงานพม่าในชุมชมทวาย ตรงข้ามตลาด อตก. เมื่อพวกเขาต้องขาดรายได้ จากมาตรการล็อกดาวน์เมื่อปีที่แล้ว ซึ่งยิ่งอ่านก็ยิ่งปวดใจ เมื่อคิดว่าไม่กี่เดือนก่อนพวกเขาต้องเผชิญสายตาหวาดระแวง จากการถูกแปะป้ายว่าเป็นต้นตอ COVID-19 และปัจจุบันกับสถานการณ์ในเมียนมา ที่ชีวิตญาติพี่น้องเหมือนแขวนอยู่บนเส้นด้าย เพราะการทำรัฐประหาร

สารคดีบางชิ้นก็มาจากการเดินทางไปต่างประเทศ เช่น ในม่านหมอกเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย บอกเล่าเรื่องราวของพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษกว่า 196.5 ตารางกิโลเมตรในเมียนมาที่พลิกชะตาชีวิตของผู้คน จากสวนหมากทำกินกลายเป็นท้องถนนขลุกฝุ่น จากป่าชายเลนอุดสมบูรณ์กลายเป็นหาดทรายแห้งแล้ง ซึ่งสถานการณ์ตอนนี้ว่างเปล่าจนมองไม่เห็นว่าชีวิตที่ดีขึ้นจะอยู่ตรงไหน รวมถึงสารคดี ฮ่องกงปิดปรับปรุง : จนกว่าเสรีภาพจะมาถึง? ที่ปาณิสไปคุยคนหนุ่มสาว คนวัยทำงานเรื่องการเรียกร้องประชาธิปไตย ในฐานะสื่อมวลชนปาณิสเผชิญแก๊สน้ำตา และการปวดแสบปวดร้อนก่อนผู้ชุมนุมคนไทย แต่นั่นไม่ใช่เรื่องที่น่าภูมิใจ มันกลับช่วยตอกย้ำว่าไม่ว่าเราจะมีจุดยืนต่างกันแค่ไหน ความรุนแรงก็เป็นเรื่องยอมรับไม่ได้

ทั้งหมดนี้ฉันไม่รู้จะบอกความรู้สึกหลังอ่านจบยังไงดี ถ้ามันเป็นหนังสือที่ทำให้รู้สึกมีหวังอยู่บ้าง หลายเรื่องราวมันก็เศร้ามาก จนบางวันชีวิตตัวเองก็เศร้าอยู่แล้ว ก็ไม่รู้จะอ่านหนังสือที่ซึมซับความเศร้าเข้าไปอีกทำไม การมองเห็นผู้คนที่โดนกดทับความสุขทุกวิถีทาง จนมองไม่เห็นความหวังว่าจะมีชีวิตที่ดีขึ้น ไม่ได้กล่อมให้ฉันเชื่อว่า อย่างน้อยชีวิตเราก็ดีกว่าเขา เห็นไหมมีคนแย่กว่าเราอีก แต่มันยิ่งทำให้ตั้งคำถามว่า 

ทำไม ทำไม ‘การมีชีวิตที่ดี’ ซึ่งเป็นความหวังพื้นฐานของมนุษย์ทุกคนนั้นยากเหลือเกิน

อย่างไรก็ตาม งานเขียนสารคดีของปาณิสบอกกับฉันแบบนั้น… ไม่ควรทิ้งใครไว้ข้างหลัง

เราต่างเกี่ยวข้องกันทั้งในทางตรงและทางอ้อม แรงงานต่างชาติคือคนที่เข้ามาช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เมื่อผู้ใหญ่บอกว่าเด็กในวันนี้คือผู้ใหญ่ในวันหน้า แต่ก็มีเด็กที่อยู่นอกระบบการศึกษาถึง 670,000 คน เราทุกคนต่างเป็นแรงงาน เก็บเงินเพื่อหวังใช้ในยามเกษียณ เพราะรู้อยู่แก่ใจว่ายามร่างกายไร้เรี่ยวแรง ทางม้าลายที่รถยนต์ไม่จอด มันทำให้กำลังขาของคนอายุมากไต่ขึ้นสะพานลอยอย่างอยากลำบาก ทั้งรัฐที่ไร้สวัสดิการก็ทำชีวิตแสนลำเค็ญ และไม่ว่าคุณจะซื้อหวยบนดินหรือใต้ดิน ทุกวันที่ 1 และ 16 คุณก็หวังจะรวยมิใช่หรือ

‘ไม่มีใครเป็นเจ้าของความหวังเพียงผู้เดียว’ หนังสือสารคดีที่รวมฝันอันกล้าหาญของผู้คน

ปาณิสให้สัมภาษณ์ในเว็บไซต์ thematter.co ช่วงหนึ่งซึ่งกระแทกความรู้สึกของฉันไว้ว่า 

“เราเคยตีต้นไมยราบไหม พอเราตีเสร็จมันจะหุบแล้วสักพักมันจะบานขึ้นมาใหม่ เรารู้สึกว่าทุกครั้งที่เราถูกตีแล้วเราหุบ ถ้าเราไม่คลี่ออกมาใหม่ คนตีมันก็สบายใจ ดังนั้น เราควรจะเป็นต้นไมยราบที่คลี่ออกเสมอ เราควรจะเป็นดอกไม้ที่ผลิดอกใหม่เสมอ เพื่อบอกโลกนี้ว่ามันยังมีความงามเกิดขึ้นใหม่ได้เสมอ แค่คนยังมีหวัง คนที่มันอยู่ในอำนาจมันก็อยู่ไม่สุขแล้ว แต่ถ้าเราหมดหวัง คนพวกนั้นก็อิ่มเอม สบายใจ แม้แต่ประเทศไทยเราเอง มันดูอย่างไรก็ไม่มีทางสู้ได้เลย แต่ว่าความหวังในใจคนทุกคน สักวันหนึ่งมันจะเปลี่ยนแปลง อย่าเพิ่งหมดหวังกัน”

ถ้าปาณิสยังเขียนงานด้วยความหวัง ฉันก็อยากบอกเธออีกเสียงว่าจะมี ‘ความหวัง’ อยู่

อีกอย่างหนึ่งที่ฉันรู้สึกกับหนังสือเล่มนี้คือ หลายคนคงคิดว่าการอ่านสารคดีหนักและยาก ความจริงจังทำให้ไม่สนุก แต่อยากบอกว่าด้วยลีลาการเขียน ความเก่งกาจคมคายของปาณิส ทำให้ยิ่งอ่านสารคดีก็ยิ่งสนุก บางจังหวะตลกขบขัน บางจังหวะมีลูกล่อลูกชนกับคนที่ไปคุยด้วย บางจังหวะรวดร้าว บางจังหวะต้องวางหนังสือทิ้งไว้แล้วไปทำอย่างอื่น เพื่อให้ก้อนสะอื้นที่จุกอยู่ตรงลำคอหายไป

ไม่ว่าคุณจะอ่านด้วยความรู้สึกแบบไหน ในฐานะคนรักหนังสือ ฉันขอบคุณสำนักพิมพ์ Salmon Books ในช่วงเศรษฐกิจที่ง่อนแง่น การตัดสินใจตีพิมพ์หนังสือสารคดีคงไม่ง่ายนัก แต่การพิมพ์หนังสือสารคดีเล่มนี้ช่วยตอบคำถามฉันว่า ทำไมถึงต้องมีนักเขียนสารคดี เพราะถ้าไม่มีพื้นที่ให้ตีพิมพ์ เรื่องราวคนตัวเล็กๆ ก็ไม่รู้จะไปอยู่ในพื้นที่สื่อตรงไหน และความหวังเล็กๆ อีกอย่างของฉัน คืออยากให้คนเรียนสื่อสารมวลชนทุกคนได้อ่านหนังสือเล่มนี้ มันคงช่วยตอบคำถามในใจเราที่โดนคนรอบข้างถามว่า ‘สื่อมวลชนยังจำเป็นอยู่ไหม’

ในฐานะเพื่อนคนหนึ่งของปาณิส อยากขอบคุณมากๆ ที่ยังเลือกเส้นทางการเป็นนักเขียนสารคดี การเขียนสารคดีเป็นงานที่หนัก ไม่ง่ายที่จะเข้าไปพูดคุยกับคนแปลกหน้า แล้วให้เขาเปิดเผยความในใจ ความอึดอัด ความขับข้องใจ หรือแรงผลักดันในชีวิตให้ฟัง ยิ่งในแหล่งที่ยังผิดกฎหมายอยู่ด้วยนั้น การเข้าหาก็ยิ่งยากลำบาก บางประโยคในหนังสือเล่มนี้ คงไม่ได้มาในช่วงเวลาสั้นๆ แต่ปาณิสคงใช้หัวใจการเป็นเพื่อนมนุษย์เข้าถึง และถ่ายทอดออกมาอย่างซื่อสัตย์ได้ในที่สุด 

หากจะนึกถึงเรื่องราวในวันวานอยู่บ้าง การอ่านหนังสือสารคดีเล่มนี้ ทำให้ฉันนึกถึงความทรงจำตอนเรียนคลาส การเขียนสารคดีเบื้องต้นที่มหาวิทยาลัยศิลปากรกับปาณิส ตอนนั้นอาจารย์ยกสารคดีเรื่อง ‘ถนนสายสั้นที่มีความฝันยาวที่สุดในโลก’ ของวรพจน์ พันธุ์พงศ์ มาให้อ่าน จำได้ว่าเป็นงานสารคดีที่อ่านแล้วมีความสุข มันมีความฝัน มีความหวังอยู่ทุกตัวอักษร ไม่ใช้การฝันเพียงลำพัง แต่พาคนอ่านร่วมฝันร่วมหวังไปพร้อมกันด้วย 

อยากบอกปาณิสว่างานของปาณิสก็เป็นแบบนั้น เป็นสารคดีที่หากคุณเปิดหัวใจอ่าน อ่านอย่างจริงใจ คุณจะพบว่า เรื่องราวของทุกคนเรียบง่าย ไม่ควรมีใครผูกขาดความหวังไว้แต่เพียงผู้เดียว… ไม่มีใครเป็นเจ้าของความหวังเพียงผู้เดียว

อย่างน้อยที่สุด ก็อย่าลิดรอนความหวังของเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเลย

‘ไม่มีใครเป็นเจ้าของความหวังเพียงผู้เดียว’ หนังสือสารคดีที่รวมฝันอันกล้าหาญของผู้คน

Writer

กมลพร สุนทรสีมะ

อดีตเติบโตมากับกองบรรณาธิการนิตยสารสำหรับเด็กเเละครอบครัว ชอบดอกไม้ พืชใบเขียว มีหอศิลป์เป็นที่ชุบใจ ติดชาเย็นหวานน้อย พอๆ กับกลิ่นกระดาษ อนาคตอยากเลี้ยงลาบราดอร์สีน้ำตาล

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

นานาเพลินจิต

รีวิวมหรสพชั้นดีที่แนะนำให้ตามไปเสพ

ก่อนหน้าที่จะมากำกับ After Yang และล่าสุดซีรีส์ Pachinko ของช่อง Apple TV+ ผู้กำกับชาวเกาหลี-อเมริกันที่ชื่อ Kogonada โด่งดังมาจาก Video Essay ที่เขานำหนังและซีรีส์มาวิเคราะห์ชำแหละจนเห็นถึงความสวยงาม แก่น และสุนทรียศาสตร์ของคำว่า ‘Story’ และ ‘Cinema’ ตั้งแต่ซีรีส์ Breaking Bad จนถึงหนังผู้กำกับ Stanley Kubrick, Quentin Tarantino, Wes Anderson, Darren Aronofsky และอีกมากมาย ต่อมาเขาก็ได้ผันตัวจากนักวิเคราะห์และนักเฝ้ามองตัวยง มาเป็นผู้กำกับหนังเรื่อง Columbus (2017) ที่ได้รับคำชมมากมาย จนได้จับงานที่สเกลใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ

After Yang : หนังไซไฟเล่าการดับสูญของหุ่นยนต์ ที่ตั้งคำถามการมีชีวิตและตัวตนของมนุษย์

หนังที่หยิบยกมาพูดถึงนี้ ผมได้มีโอกาสชมในเทศกาลหนังออนไลน์ Sundance เมื่อปีที่แล้ว พอได้ยินว่าจะนำมาฉายที่ไทยก็รู้สึกดีใจมาก ๆ ครับที่จะได้ดูหนังเรื่องนี้ในโรงอีกรอบ (สักที) After Yang เป็นหนังแนวไซไฟ-ดราม่าของค่าย A24 นำแสดงโดย Colin Farrell และดัดแปลงจากเรื่องสั้นเรื่อง Saying Goodbye to Yang ในหนังสือ Children of the New World ของผู้เขียน Alexander WeinStein บอกเล่าเรื่องราวในโลกอนาคตเกี่ยวกับครอบครัวแห่งความหลากหลาย ที่มีพ่อผิวขาว ภรรยาผิวดำ ลูกสาวเป็นคนเอเชีย และลูกชายคนโตเป็นแอนดรอยด์ แต่แล้ววันหนึ่งแอนดรอยด์ Yang กลับพังและหยุดทำงาน กำลังจะย่อยสลายในไม่ช้า หนังเรื่องนี้จึงเล่าสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น ราวกับมีชื่อที่แท้จริงว่า ‘After Yang Death’

การตายของหยางบอกอะไร ทิ้งอะไรเอาไว้กับคนที่ยังมีชีวิตอยู่ การรื้อค้นความทรงจำของหยางจะทำให้ครอบครัวนี้ค้นพบอะไร นำไปสู่อะไร สิ่งเหล่านี้คือคำถามที่เราต้องถามไปพร้อมกับตัวละคร จนถึงหนังจบ และแม้กระทั่งดูจบไปพักใหญ่แล้วก็ตาม

หนังไซไฟ-ดราม่าจากความสงสัยใคร่รู้ของผู้กำกับ Kogonada ชวนคนดูตั้งคำถามถึงการมีชีวิตและตัวตนของมนุษย์

คำว่า Love, Death + Robots ในชื่อแอนิเมชันซีรีส์ชื่อดังของ Netflix เป็นชื่อที่ผมอยากหยิบยืมมาใช้นิยาม After Yang เพราะหนังเกี่ยวข้องกับ 3 สิ่งนี้อย่างตรงไปตรงมา ความรักที่ครอบครัวนี้ (โดยเฉพาะคนลูกสาวอย่าง Mika มีให้กับ Yang) ความตายของ Yang ที่นำไปสู่การได้ทบทวน สังเกต และขบคิดเสมือนเป็นอุบัติการณ์ Thought-provoking (กระตุ้นความคิด) และความหมายของการเป็นมนุษย์และหุ่นยนต์ อะไรคือความแตกต่าง และอะไรคือสิ่งที่ทำให้ Being (สิ่งมีชีวิต) เป็น Being ได้

After Yang เป็นหนังที่ดูได้ 2 เลเยอร์ คือเลเยอร์บนในแง่ความบันเทิง ด้วยความเป็นหนังดราม่าที่มีพล็อตน่าสนใจและความยาวไม่มากไม่น้อยเกินไป กับเมื่อปอกเปลือกไปเรื่อย ๆ เลเยอร์ล่างคือในแง่อภิปรัชญา

เพราะหนังถือกำเนิดจากธรรมชาติแห่งความสงสัยใคร่รู้ของตัวผู้กำกับ Kogonada ที่ค่อนข้างจะเป็นคนสาย Philosophical หรือเจ้าปรัชญา/นักตั้งคำถามเกี่ยวกับสรรพสิ่งตัวยง เขานำความสงสัยในการอยู่ระหว่างกลางของความเป็นเอเชียและอเมริกัน – ที่ไม่แน่ใจว่าตัวเองเป็นอะไรกันแน่ และอะไรคือความเป็นเอเชียและอเมริกัน หรือที่เขานิยามว่าคือความรู้สึกแปลกแยกและเป็นคนต่างถิ่นตลอดเวลา มาใช้ตั้งคำถามผ่านหนังเรื่องนี้ 

ด้วยการดัดแปลงจากบทพ่อแม่คนขาวสองคน ให้เป็นคนหนึ่งผิวขาว คนหนึ่งผิวดำ จากนั้นก็นำตัวละครลูกชาวเอเชียอย่าง Mika กับหุ่นยนต์แอนดรอยด์ชาวเอเชียอย่าง Yang จากเรื่องดั้งเดิมที่ต้องมาทำหน้าที่เป็นหุ่นยนต์ ‘Chinese Fun Facts’ และให้ความรู้เกี่ยวกับ Asian-ness และถิ่นกำเนิดรวมถึงชาติพันธุ์ให้กับเด็กน้อย มาตั้งคำถามต่อว่า “แล้วอะไรคือความเอเชีย อะไรคือความจริงแท้กันล่ะ” หรือ “ถ้าหุ่นยนต์ถูกโปรแกรมให้เป็นเอเชีย ถ้าอย่างนั้นแล้วคนจะต่างอะไรกัน”

นี่เป็นแค่หนึ่งในนั้น เพราะหนังยังมีคำถามเหล่านี้อีกมากมาย แบบที่ดูแล้วต่อให้ไม่ได้อ่านบทความนี้ ก็สัมผัสได้ผ่านบทสนทนาในเรื่องว่า ผู้กำกับคนนี้ต้องสนใจเรื่องปรัชญาเป็นพิเศษแน่ ๆ เขาแม้กระทั่งนำเรื่องการ Grafting หรือตัดต่อกิ่งแม้ข้ามสายพันธุ์ มาพูดถึงประเด็นที่ทางและความสัมพันธ์ในครอบครัวระหว่างผู้เกี่ยวข้องทางพันธุกรรมกับผู้ที่ถูกรับเลี้ยง หรือนำความชอบเรื่องชาไปให้ตัวละครตั้งคำถามต่อให้ว่า อะไรคือชา มันดียังไง และทำไมตัวละครพ่ออย่าง Jake ที่รับบทโดย Colin Farrell ถึงหมกมุ่นกับมัน จนไม่นึกไม่ฝันเหมือนกันว่าเรื่องเล็ก ๆ ที่เป็นเสมือน Soft Power เอเชียกลาย ๆ สะท้อนกระจายวงกว้างแบบคลื่นบนผิวน้ำไปถึงคำถามของการเป็นมนุษย์เลยทีเดียว ซึ่งคำตอบนั้นก็คือ ‘เรื่องราว’ และ ‘ความทรงจำอันประกอบขึ้นมา (Collective Memories)’ นั่นคือสาเหตุที่ผู้กำกับให้คำอธิบายสั้น ๆ กับหนัง “เราทุกคนคือ Yang” ครับ เราทุกคนคือ Hardware ที่มี Software และ File กับ Folder เป็นของตัวเอง

After Yang : หนังไซไฟเล่าการดับสูญของหุ่นยนต์ ที่ตั้งคำถามการมีชีวิตและตัวตนของมนุษย์

ไม่น่าเชื่อเหมือนกันว่าพอมานึกดูอีกที หนังเรื่องนี้เล่าโดยที่ Yang ไม่ได้อยู่แล้ว แต่เป็นการ Revisit Memories ของ Yang ราวกับไปเยี่ยมงานศพของเขา (แต่ในเรื่องสั้นจะเล่าผ่านความทรงจำ Jake) นี่คืองานศพที่มีพินัยกรรมเป็นไฟล์ของผู้เฝ้ามองที่เห็นอะไร ๆ มาโดยตลอด และมีแง่มุมในการมองเห็นที่แตกต่าง เหมือนที่หนังจะนำเสนอบทพูดและเปลี่ยนมุมกล้องเป็นในมุมมองของ Jake และ Yang ติด ๆ กัน ซ้ำ ๆ ย้ำ ๆ อยู่เสมอ เพราะแต่ละมุมมองนั้นไม่ใช่มุมกล้อง ไม่ใช่แค่ไฟล์เสียง แต่คืออีกหนึ่งชีวิตที่ทั้งมีความสำคัญ ที่ไม่ใช่ทุกคนจะเข้าถึงความทรงจำของคนรักที่ล่วงลับไปแล้วได้อย่างนี้

ดู After Yang แล้วจึงทำให้ผมอดนึกถึงหนังเรื่อง 36 (2012) หนังแจ้งเกิดของ เต๋อ-นวพล ธำรงค์รัตนฤทธิ์ ไม่ได้เลยครับ ตัดความไซไฟของหนังเรื่องนี้ออกไป หนังสองเรื่องพูดประเด็นเดียวกัน คือการบันทึกภาพความทรงจำเอาไว้ ไม่ใช่ทั้งหมด แต่เลือกช็อตที่ดีที่สุด (ทั้งการถ่ายภาพและตัวหนัง 36 เองที่ทั้งเรื่องเล่าด้วย 36 ช็อต/36 คัท) เพื่อให้เป็นเหมือนจุดต่าง ๆ ที่พอลากไปแล้ว เราเห็นภาพรวมที่มีชื่อเรียกว่า ‘เรื่องราว’ หรือ ‘ชีวิต’ โดยสิ่งนี้เองทำให้ปัญญาประดิษฐ์หรืออุปกรณ์ประเภทกล้องถ่ายรูป วิดีโอ และมนุษย์ ทำงานคล้ายกันอย่างแปลกประหลาด คือมีหน้าที่เก็บความทรงจำ และดึงมาใช้เมื่อต้องการหรือจำเป็น

After Yang : หนังไซไฟเล่าการดับสูญของหุ่นยนต์ ที่ตั้งคำถามการมีชีวิตและตัวตนของมนุษย์

จะว่าไปแล้ว หนังที่แจ้งเกิดให้กับเขาอย่าง Columbus ก็พูดถึงเรื่องเหล่านี้เหมือนกันครับ ประเด็นเกี่ยวกับศาสนา ตัวตน ปรัชญา ผ่านตัวละครสองตัวที่ชื่อ Jin ชายเอเชียผู้ห่างเหินกับพ่อ กับ Casey หญิงสาวผิวขาวที่สนิทกับแม่ และเลือกไม่ไปไหนเพราะต้องดูแลแม่ที่ต้องการจะเลิกยาเสพติด ทั้งสองพูดคุยเรื่องสถาปัตยกรรม งานศิลปะ สิ่งรอบตัว จนสะท้อนมาถึงตัวเอง และเกิดเป็นความเข้าอกเข้าใจกันอย่างลึกซึ้ง (แถมหนังทั้งสองเรื่องนี้ยังมีฉากเปิดที่ละม้ายคล้ายคลึงกันอย่างมากอีกด้วย)

พอหันกลับมามอง After Yang นี่ก็เป็นอีกสิ่งที่แสดงให้เห็นว่า ผู้กำกับคนนี้หรือการทำหนังของเขาสะท้อนถึงทัศนคติในการมองโลกที่ซาบซึ้งต่อสิ่งรอบ ๆ ตัว ผมเคยอ่านเจอว่า เพราะพ่อเขาเป็นคนแบบนี้และเคยบอกให้เขามองกิ่งไม้กับก้อนหินเฉย ๆ แล้วหาความหมายจากมันด้วย นี่น่าจะเป็นเหตุให้เนื้อหาของ Kogonada เกี่ยวข้องกับ ‘การสังเกต’ ว่าเราเห็นคุณค่าของสิ่งรอบตัวมาก-น้อยแค่ไหน หรือไม่เห็นเลย 

เพราะใน After Yang คนที่เป็นพ่อแม่มอง Yang เป็นสมาชิกครอบครัวก็จริง แต่ก็เป็นในฐานะพี่ชายที่ช่วยดูแล Mika ในขณะที่กับ Mika เขาเป็นมากกว่านั้น และการสำรวจความทรงจำของ Yang ที่ Jake (คนพ่อขุดคุ้ยเจอ) เขายังพบว่าแอนดรอยด์ตัวนี้สังเกตและบันทึกอะไรไว้มากกว่าที่คิด สิ่งที่อาจดูธรรมดาในสายตามนุษย์จึงเป็นสิ่งที่พิเศษไปเลย เราเจออะไรเหล่านั้นจนชินชา จนมันกลายเป็นความถี่ที่ไม่ได้ยิน หรือวอลเปเปอร์ด้านหลังที่ไม่เห็นอีกต่อไปแล้ว

จึงกลายเป็นว่าคำถามของ Yang ตอนเขายังมีชีวิตอยู่ กับการตายของ Yang ที่ Jake พยายามหักล้างด้วยการพยายามซ่อมหรือปลุกเขาด้วยการศึกษาความทรงจำ ทั้งสองอย่างทำหน้าที่กับ Jake มากกว่ากับ Yang คำถามเรื่องชา คนที่ได้คำตอบคือ Jake และการได้เรียนรู้จากความทรงจำของแอนดรอยด์ก็ไม่ใช่เพื่อเข้าใจในตัวเขา แต่ Jake เข้าใจความหมายว่า การมีชีวิตนั้นคืออะไรกันแน่ จากการสำรวจไฟล์ความทรงจำของสิ่งสังเคราะห์เหล่านั้น

After Yang : หนังไซไฟเล่าการดับสูญของหุ่นยนต์ ที่ตั้งคำถามการมีชีวิตและตัวตนของมนุษย์

นอกจากนี้ หนังยังทำให้ทุกอย่างเป็นเรื่องปกติธรรมดา ไม่ว่าจะเป็นการอยู่ร่วมกันในครอบครัวของคนหลากหลายชาติพันธุ์ หรือแม้กระทั่งทำให้การที่แอนดรอยด์มาใช้ชีวิตอยู่กับมนุษย์ ไม่ใช่เพราะผิดปกติหรือน่าตื่นเต้นอะไร และไม่ได้เล่นประเด็นน่าสนใจ แม้ว่าโดยส่วนใหญ่คนทำหนังไซไฟจะไม่พลาดโอกาสสำรวจตรงนี้ อย่าง ‘A.I. อยากเป็นมนุษย์’ แต่กลับเป็นเล่าไปให้เห็นถึงอนาคตที่ A.I. ไม่ต่างจากมนุษย์ แถมยังถูกเรียกว่า Techno-sapien จึงเป็นเรื่องน่าค้นหาว่า แล้วถ้าเป็นเช่นนั้น การตายหรือมุมมองของมนุษย์-แอนดรอยด์ แตกต่างกันอย่างไรมากกว่า

และหนังยังพูดถึงประเด็นการเหยียดชนชาติ หรือไม่ชอบผู้ที่มาจากต่างถิ่น (Xenophobia/Racism) บ้าง การหรือบอกใบ้ถึงสถานการณ์ที่ดูจะไม่สู้ดีของจีนบ้าง แต่ After Yang ก็เลือกที่จะไม่เน้นหรือลงดีเทลตรงนั้น อันที่จริงเลือกที่จะเล่าแบบผิวเผิน แล้วปล่อยให้เราเก็บดีเทลที่ใส่เข้ามาเพื่อคิดต่อยอดเอาเอง แล้วเลือกโฟกัสไปที่เรื่องราวของมนุษย์ จิตวิญญาณ และครอบครัวอย่างแน่วแน่แทน หนังจึงค่อนข้างที่จะไปสุดทางทางด้านนี้ ด้านการตั้งคำถามให้คนดูไปคิดต่อ หรือการโต้ตอบกันระหว่างสองตัวละครที่ทำให้เรานำไปคิดต่อด้วยเช่นกัน 

ทั้งหมดของหนังขับเน้นด้วยมุมกล้องกับการนำเสนอที่ไม่หวือหวา ตัวบทเองก็เน้นความธรรมดาของสมาชิกครอบครัวนี้ ไดอะล็อกก็ดูจะเรียล ๆ แบบที่คนธรรมดาพูดกัน สิ่งเหล่านี้เป็นตัวเสริมให้หนังเต็มไปด้วยความธรรมดาอย่างที่ผู้กำกับตั้งใจครับ ในขณะเดียวกันก็เป็นสิ่งพิเศษที่เราสังเกตเห็นได้เองผ่านความธรรมดา

After Yang : หนังไซไฟเล่าการดับสูญของหุ่นยนต์ ที่ตั้งคำถามการมีชีวิตและตัวตนของมนุษย์

นอกจากด้านเนื้อหาและประเด็นแล้ว ความพิเศษของ After Yang อยู่ที่ Setting (พื้นหลัง) โทน บรรยากาศ และสถาปัตยกรรมครับ อย่างที่ได้กล่าวไปว่าผู้กำกับ Kogonada มีธรรมชาติของการสนใจธรรมชาติเป็นพิเศษ

โลกอนาคตในแบบของเขาจะไม่ได้มีความ Futuristic แบบตึกทันสมัย หลังจากอุปกรณ์ไฮเทค โชว์อะไรล้ำ ๆ ความไซเบอร์พังก์ หรือมีลักษณะเป็นโลหะมันวาว (จริง ๆ คือแทบไม่มีเลย) ตรงกันข้าม เป็นแนวโมเดิร์นผสมมินิมอล หรือด้วยนี่คือโลกอนาคตที่เขาใฝ่ฝันถึง ในหนังจึงเต็มไปด้วยต้นไม้และสีเขียว เพราะภาพที่ Kogonada วาดไว้ไม่ใช่อนาคตที่คิดว่าจะเป็น แต่ ‘ควรจะเป็น’ และโลกที่ควรจะเป็นในสายตาเขา คือโลกที่ทุกคนตระหนักว่าควรให้ความสนใจกับปัญหาโลกร้อน และให้ความสำคัญกับต้นไม้มากกว่านี้ ผลคือเราได้เห็นต้นไม้ทั้งแต่บริเวณสวน ในตึก ในอุโมงค์ แม้กระทั่งในรถยนต์ ทำให้หนังออกมาค่อนข้างมีความออร์แกนิกิดูแล้วสบายสายตาเหมือนสูดออกซิเจนเข้าทางลูกตายังไงอย่างงั้น

ส่วนสถาปัตยกรรมในเรื่อง ตัวบ้านก็มีความเป็นเอเชียสูงมาก ๆ หากจะให้นิยามแบบดิบ ๆ คงจะเป็น ‘Asian-Modern’ แต่ถ้าเป็นทางการที่ข้อมูลในหนังระบุไว้ บ้านในหนังเรื่องนี้เป็นบ้านประเภท ‘California-Modern’ เพราะอย่างที่ทราบกันดีว่าแถบแคลิฟอร์เนียมีประชากรเชื้อสายเอเชียจำนวนมาก หนังเรื่องนี้ที่แสดงถึงอนาคตและขับเน้นความหลากหลายกับความรู้สึก Belong แต่ไม่ Belong จึงเลือกใช้ตัวบ้านสไตล์นี้ที่โปร่ง เน้นวัสดุไม้ ไฟซ่อน ทำให้ดูทันสมัย และเฟอร์นิเจอร์กับของตกแต่งบ้านที่คุมโทนและดูแตกต่าง แต่เข้ากันอย่างบอกไม่ถูกในเวลาเดียวกัน

After Yang : หนังไซไฟเล่าการดับสูญของหุ่นยนต์ ที่ตั้งคำถามการมีชีวิตและตัวตนของมนุษย์

ดูเหมือนว่าความรู้ที่สั่งสมมาจากการสังเกตวิเคราะห์ของผู้กำกับคนนี้จะผลิดอกออกผลอย่างสวยงามครับ จากเป็นคนทำ Video Essay ตอนนี้มีคนนำหนังทั้งสองเรื่องของเขาไปวิเคราะห์และทำ Video Essay เช่นเดียวกับที่เขาเคยทำกับผลงานของคนอื่น ๆ บทและโปรดักชันของหนังเรื่องนี้คือ Collective Memories  ที่เต็มไปด้วยประสบการณ์ และสั่งสมความชอบเกี่ยวกับสุนทรียศาสตร์ด้านภาพยนตร์ สถาปัตยกรรม และปรัชญา เข้าไว้ด้วยกัน การเป็นคนขี้สงสัยเองก็มีส่วนอย่างมากในการชวนให้คนอื่นดูแล้วต้องมาคิดต่อ

ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าจะใช่สำหรับทุกคนมั้ย แต่ถ้าเป็นแฟนหนังไซไฟ หรือเป็นคนชอบดูอะไรอย่างซีรีส์ Westworld หรือหนังเรื่อง Ex Machina เพราะสนใจประเด็นคำถามเกี่ยวกับชีวิตและตัวตนแล้วล่ะก็ หนังเรื่องนี้น่าจะเป็นสิ่งที่กำลังตามหาอยู่ครับ

รับชมภาพยนตร์ After Yang ในโรงภาพยนตร์ได้ในวันที่ 2 มิถุนายน 2565 

Writer

โจนี่ วิวัฒนานนท์

แอดมินเพจ Watchman ลูกครึ่งกรุงเทพฯ-นนทบุเรี่ยน และมนุษย์ผู้มีคำว่าหนังและซีรีส์สลักอยู่บนดีเอ็นเอ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load