21 พฤศจิกายน 2561
19.12 K

หัวใจปักกัน

“อาชีพของคนตาบอด มีอะไรบ้าง?”

คุณคงมีคำตอบของคำถามนี้อยู่เพียงหยิบมือ อาจเป็นขายลอตเตอรี่ ร้องเพลง หรือพนักงานร้านนวดแผนไทย ซึ่งคนตาบอดที่มีอาชีพอย่างเป็นกิจจะลักษณะในปัจจุบัน คิดเป็นเพียง 20% จากอัตราส่วนคนตาบอดทั่วประเทศ อ้างอิงจากสถิติของสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทยเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา

นอกจากอาชีพเหล่านั้น กลุ่มคนตาบอดในความดูแลของหน่วยงาน สมาคมต่างๆ ได้ผลิตสินค้าออกมา ส่วนมากมักเป็นงานหัตถกรรมฝีมือง่ายๆ ทั้งกำไลลูกปัด ผ้าพันคอ พวงกุญแจ ยางรัดผม การบูร และอื่นๆ หลายคราวคุณอาจได้อุดหนุนสินค้าเหล่านี้ หากแต่ว่ามันเป็นการอุดหนุนด้วยความ ‘สงสาร’ เท่านั้น

เพราะบางครั้งผลิตภัณฑ์เหล่านี้อาจใช้งานไม่ได้จริงในชีวิตประจำวัน

มีคนกลุ่มหนึ่งเห็นความตั้งใจในการผลิตสินค้าของกลุ่มผู้พิการเหล่านี้ และต้องการพัฒนาสินค้าของคนตาบอดให้เป็นสินค้าที่มีเรื่องราว มีลูกเล่น สามารถใช้งานได้ และมอบเป็นของขวัญให้คนพิเศษได้อย่างไม่เคอะเขิน

เชื่อหรือไม่ว่า จากความตั้งใจและพยายามของกลุ่มคนนี้ ทำให้โครงการเกิดขึ้นจริงได้ภายในระยะเวลา 6 เดือน อีกทั้งประสบความสำเร็จด้านยอดขาย และการสร้างคุณค่าของผลิตภัณฑ์ให้เป็นมากกว่าสินค้าที่ซื้อด้วยความสงสารเท่านั้น

นี่คือเรื่องราวของธุรกิจเพื่อสังคมในชื่อ ‘ปักจิตปักใจ’

ปักจิตปักใจ

ที่มาและความสำคัญ

จุดเริ่มต้นของโครงการนี้ เริ่มต้นจาก คุณผึ้ง-วันดี สันติวุฒเมธี นักเขียนอิสระและนักกิจกรรมเพื่อสังคม

ปักจิตปักใจ

เธอบอกฉันว่า ชีวิตของเธออยู่กับงานจิตอาสามาตลอด ทั้งการเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมค่ายอาสาสมัยเมื่อเธอเป็นนิสิตชั้นปีที่ 4 คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยแล้ว เธอก็มีส่วนร่วมกับกิจกรรมเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง แม้กระทั่งปัจจุบันที่เธอย้ายบ้านมาอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่พร้อมกับสามีและลูกชายของเธอ

อีกทั้งงานเขียนของคุณผึ้งที่เผยแพร่สู่สาธารณชนนั้นอยู่ในประเภทงานเขียนเพื่อสังคมอีกด้วย

“เราทำกิจกรรมร่วมกับเด็กๆ ทุกวันเสาร์และอาทิตย์ ส่วนหนึ่งของกิจกรรมที่อยากให้เด็กๆ และลูกของพี่เรียนรู้คือ การเรียนรู้ร่วมกับคนพิการ ทำให้เราได้ทำกิจกรรมหลายอย่างร่วมกับคนพิการ ซึ่งคนตาบอดเป็นกลุ่มคนที่เราคุ้นเคยมาก ยิ่งเราเป็นนักเขียนสารคดี ต้องเจอคนทุกรูปแบบอยู่แล้ว ประกอบกับช่วง 2-3 ปีหลัง เราได้เรียนการต่อผ้าแบบญี่ปุ่น ซึ่งเราได้เจอป้าหนู (ภวัญญา แก้วนันตา) ในคลาสเรียน

“พอได้เรียนก็รู้สึกว่า เราอยากเห็นสินค้าของคนพิการเป็นสินค้าที่สวยงาม น่าซื้อ เพราะเรื่องหนึ่งที่เป็นคำถามในใจเลยคือ ทำไมเราต้องซึ้อสินค้าคนพิการแล้วไม่ได้ใช้ ทำไมต้องซื้อสินค้าด้วยความรู้สึกว่าเราต้องช่วย เมื่อได้มาทำงานแฮนด์เมดก็รู้สึกว่าทำไมสินค้าคนพิการไม่สวยสักที จนได้เจอคำตอบที่ว่า กระบวนการผลิตสินค้าทั้งหมด ขาดคนที่มีความรู้ในด้านพัฒนาสินค้ามาช่วยเขา เราปล่อยให้คนพิการทำงานเพียงลำพัง เราเลยรู้สึกว่าถ้าเรามีความสามารถ มีความรักในงานแฮนด์เมด เอาสิ่งที่เรารักพัฒนาสินค้าให้เขา และให้เขาขายได้มากขึ้น นี่คือการยกระดับสินค้าคนพิการ มันก็เลยทำให้เรารู้สึกอยากที่จะทำ” คุณผึ้งกล่าวถึงที่มาที่ไปของโครงการปักจิตปักใจ

หลักการและเหตุผล

โชคดีที่คุณผึ้งมีน้องชายที่อยู่ข้างๆ บ้าน สมัยที่คุณผึ้งยังอาศัยอยู่ที่กรุงเทพมหานครคือ คุณเติร์ด-ต่อพงศ์ เสลานนท์ นายกสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย ซึ่งคุณผึ้งได้นำความคิดทั้งหมดไปเสนอกับคุณเติร์ด

เขาตอบเธอเพียงแค่ว่า “พี่เอายังไง ผมก็เอาด้วย”

ปักจิตปักใจ

“ตัวผมเองในนามสมาคมฯ ก็พยายามที่จะเฟ้นหาอาชีพใหม่ๆ ให้กับคนตาบอด เพราะอาชีพที่คนตาบอดประกอบอยู่ในตอนนี้หลักๆ 3 หมวดคือ นวดแผนไทย ขายลอตเตอรี่ และร้องเพลง กลุ่มตลาดอาชีพเหล่านี้มันขยายตัวต่อไปไม่ได้ ซึ่งกลุ่มคนที่ประกอบอาชีพเหล่านี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของคนตาบอดทั้งหมด คำถามคือ จะทำอย่างไรกับคนอีกจำนวนหนึ่งที่ไม่มีงานทำ สมาคมฯ จึงต้องสร้างนวัตกรรม ก่อนหน้านี้พยายามในเรื่องเกษตร แต่ไม่ได้ผล เราจึงเอาอาชีพที่เกี่ยวข้องกับงานหัตถกรรมที่คนตาบอดมีทักษะอยู่แล้วมาปัดฝุ่นใหม่จากคำแนะนำของพี่ผึ้ง” คุณเติร์ดกล่าวถึงส่วนร่วมของสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทยต่อโครงการปักจิตปักใจ

โดยบทบาทของคุณเติร์ดและสมาคมฯ คือการสนับสนุนงบประมาณโครงการ การเฟ้นหาสมาชิกเพื่อเข้ารับการอบรม เป็นกลุ่มผู้ผลิตชิ้นงานสำหรับวางจำหน่ายจริง

ปักจิตปักใจ

อีกหนึ่งกำลังสำคัญของโครงการปักจิตปักใจ คือครูผู้สอนการปักผ้าและการดูแลผลิตภัณฑ์ผ้าทั้งหมด ทั้งหมดนี้อยู่ในความดูแลของ ป้าหนู-ภวัญญา แก้วนันตา ผู้เป็นทั้งครูในรั้วโรงเรียนประถมและครูผู้สอนปักผ้า อีกทั้งการเป็นเจ้าของ Sewing Studio by Phanue ซึ่งเป็นฐานบัญชาการที่สำคัญของโครงการ

จากบทบาทครูผู้สอนปักผ้าที่ป้าหนูมีคุณผึ้งเป็นหนึ่งในนักเรียน คุณผึ้งได้เรียนปักผ้าซาชิโกะจากป้าหนู ซึ่งเป็นการปักผ้าโบราณของญี่ปุ่น โดยใช้ด้ายเดี่ยวสำหรับการปักลงบนผ้าให้เกิดลวดลายเป็นเส้นตรงที่มีความยาวเท่าๆ กันตามรูปทรงเรขาคณิต ทั้งวงกลม สี่เหลี่ยม สามเหลี่ยม ฯลฯ การปักผ้าชนิดนี้เป็นหนึ่งในศิลปะการปักผ้าของหญิงสาวชาวญี่ปุ่น ที่เธอจะทำในเวลากลางคืนซึ่งไม่มีแสงจากไฟฟ้า เทียน หรือเครื่องให้แสงสว่างใดๆ

ปักจิตปักใจ

เมื่อคุณผึ้งนำแนวคิดการปรับปรุงผลิตภัณฑ์จากฝีมือคนตาบอดไปนำเสนอและขอคำปรึกษาจากป้าหนู เธอไม่ลังเลที่จะยื่นมือเข้ามาช่วยคุณผึ้งและร่วมเป็นส่วนสำคัญของโครงการปักจิตปักใจ

“อยู่มาวันหนึ่งครูผึ้งก็มาถามก่อนว่า มันจะเป็นไปได้มั้ยที่จะสอนให้คนตาบอดปักผ้า ก็อึ้งไปนิดหนึ่งนะคะ แต่สาเหตุที่รับทำเพราะว่าการทำผ้าของชาวญี่ปุ่นในอดีตเขาก็ไม่ได้ปักที่เห็นแสงไฟนะ พอไม่ใช่ไฟเยอะ คนตาบอดเขาไม่เห็นอยู่แล้ว ก็เริ่มเห็นความเป็นไปได้” ป้าหนูกล่าวถึงการตัดสินใจเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาโครงการ

วิธีการดำเนินการ

ป้าหนูเริ่มหาวิธีการที่จะทำให้คนตาบอดสามารถเย็บและปักผ้าได้ โดยเริ่มต้นจากจุดเริ่มต้นของการเย็บผ้า นั่นคือการสนเข็ม ซึ่งสิ่งที่ป้าหนูคำนึงถึงในการออกแบบอุปกรณ์เย็บผ้าสำหรับคนตาบอดมีสองประการ หนึ่ง เนื่องจากคนตาบอดไม่สามารถมองเห็น การใช้กระพวนผูกกับอุปกรณ์ต่างๆ เช่นเข็มหรือกรรไกร จะทำให้คนตาบอดหาอุปกรณ์ได้ง่ายขึ้น สอง วัสดุสำหรับการเย็บปักถักร้อยต้องมีขนาดใหญ่เป็นพิเศษ ทั้งการใช้เข็มขนาด 2 ¾ เอ็นเบอร์ 30 เพื่อการสนเข็ม และด้ายไหมเมืองขนาดใหญ่กว่าปกติ เพื่อให้คนตาบอดสามารถจับและสัมผัสรู้ได้

ปักจิตปักใจ ปักจิตปักใจเมื่อการทดลองเสร็จสิ้น ทั้งลองผิดและลองถูก จากนี้ไปจึงถึงเวลาของการสอนคนตาบอดจริง การเรียนการสอนครั้งแรกเกิดขึ้นในวันที่ 3 มิถุนายน มีนักเรียนคนตาบอดเข้าร่วมทั้งหมด 6 คน

ทั้งคุณผึ้งและป้าหนูในฐานะครูผู้สอนต่างลุ้นกันจนตัวเกร็งว่า คนตาบอดจะทำได้หรือไม่

แต่ด้วยความตั้งใจและความพยายามของนักเรียน เพียง 2 ชั่วโมงคนตาบอดสามารถสนเข็มและเย็บลวดลายบนผ้าจริงได้

“วันแรกเป็นวันที่เครียด ลุ้นกันถึงขนาดป้าหนูนี่เหงื่อแตกเลยนะ (หัวเราะ) ที่สำคัญคือ คนตาบอดที่ทางสมาคมชวนมาปักผ้า ตอนแรกทุกคนกลัวมาก ทุกคนมานั่งจับอุปกรณ์กันแล้วก็เครียดมากค่ะ มีป้าคนหนึ่งที่ไม่เคยจับเข็มเลยแต่อยากลอง กว่าที่จะให้เขาคลำอุปกรณ์ เขาสนเข็ม มันก็ยากในตอนเริ่ม แต่พอเริ่มลงมือปักก็พบความมหัศจรรย์ว่า เฮ้ย คนตาบอดทำได้ แล้วทำได้ดีกว่าที่คิดด้วย

“อีกสิ่งหนึ่งที่เรากังวลคือ เอ๊ะ แล้วคนตาบอดจะทำลายได้มั้ย อย่างวงกลมมันยาก แต่ว่าคนตาบอดทำวงกลมสวยมาก เราพบว่าสิ่งที่เราคิดไว้มันมากกว่าที่เราหวัง ความจริงมันสวยกว่าที่เราฝันไว้อีก” คุณผึ้งกล่าวถึงวันแรกของการสอนในคลาสเรียนของกลุ่มคนตาบอดรุ่นที่ 1

ป้าหนูได้ออกแบบหลักสูตรการปักผ้าซาชิโกะไว้ทั้งหมด 6 สัปดาห์ โดยหนึ่งสัปดาห์จะเรียน 2 วัน เรียงจากความง่ายไปหาความ ‘ซับซ้อนมาก’ และลวดลายที่หลากหลายนอกจากทรงเรขาคณิตอีกด้วย

ปักจิตปักใจ

“ป้าหนูวางการสอนจากลายง่ายไปหาลายที่ซับซ้อนขึ้น เราจะไม่พูดคำว่ายาก เพราะเมื่อบอกว่ายากสมองของคนเราจะสั่งว่าทำไม่ได้ แล้วคนตาบอดเขาทำได้หมดทุกลายที่เราวางไว้ จึงเริ่มเปลี่ยนวัสดุที่เขาใช้ปัก จากผ้ารองแก้ว ผ้ารองจาน เป็นกระเป๋าใบเล็ก กระเป๋าใบใหญ่ เราต้องเรียบเรียงเพื่อฝึกทักษะให้ชำนาญขึ้น” ป้าหนูกล่าว

เปิดขายสินค้า

ผ่านพ้นการฝึกปักผ้าซาชิโกะตลอดหลักสูตร 6 สัปดาห์ คุณผึ้งจึงเปิดเพจ ‘ปักจิตปักใจ’ เพื่ออัพเดตข่าวสารของโครงการ อีกทั้งเป็นพื้นที่สำหรับขายสินค้าจากฝีมือของนักเรียนเหล่านี้ โดยสินค้ามีทั้งกระเป๋าผ้า ซองใส่ดินสอ ปกสมุด ผ้าพันคอ เป็นต้น

ความมหัศจรรย์อีกหนึ่งประการที่เกิดขึ้นคือ เมื่อประกาศเปิดสั่งจองสินค้าในแต่ละรอบ สินค้าทั้งหมดถูกจองและซื้อจนหมดในเวลาอันรวดเร็วทุกครั้ง จนสินค้าไม่พอขาย

“วันแรกที่เปิดขายมีความรู้สึกอยู่ 3 ข้อ อย่างแรกคือ สังคมจะตอบรับมั้ย สิ่งที่เรากำลังพยายาม ความสวยงามของงานฝีมือจากคนตาบอด เรากำลังลุ้นว่าคนจะยอมรับได้มั้ยว่าคนตาบอดทำได้ขนาดนี้ สองคือ ราคา เราต้องการให้คนยอมจ่ายราคาสินค้าคนพิการที่สูงขึ้นมา เพื่อจ่ายความน่าทึ่ง จ่ายค่าความพยายาม จึงเป็นเหตุผลที่ทำไมเลือกงานปัก ทำไมเลือกเข็ม เพราะเมื่อเอางานปักมาขาย คนปกติที่ไม่เคยปักผ้าก็จะคิดว่า เฮ้ย ฉันยังทำไม่ได้ นี่คือการยกระดับศักยภาพของคนพิการซึ่งคนไม่พิการเคยมองเขา”

ปักจิตปักใจ

“สิ่งที่พี่เห็นผลตอบรับที่ดีมาก และไม่เคยเห็นมาก่อนในสังคมไทยคือ การต่อคิวเพื่อรอซื้อสินค้าคนพิการ มีคนรอสั่งผ้าพันคอ 40 ผืน แต่ละคนก็เขียนโน้ตมาว่า “นานเท่าไหร่ก็จะรอ” “อยากได้ไปห่มไว้ให้เป็นกำลังใจให้ตัวเองยามท้อ” มันกลายเป็นของที่มีคุณค่า แล้วอยากซื้อให้คนอื่น” คุณผึ้งกล่าวถึงผลตอบรับของการเปิดสั่งสินค้า

จากความสำเร็จของโครงการปักจิตปักใจ ทำให้โครงการได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนมากขึ้น (ฉันและ The Cloud ก็เช่นกัน) ครั้งหนึ่งที่ตัวแทนโครงการได้ให้สัมภาษณ์กับรายการโทรทัศน์รายการหนึ่ง หลังจากการบันทึกรายการ ป้าหนูเล่าให้ฉันฟังว่า โปรดิวเซอร์ของรายการนั้นขอซื้อที่รองแก้วเล็กๆ หนึ่งอันเพื่อเก็บเอาไว้ในกระเป๋า ในยามท้อแท้เขาจะมีเครื่องเตือนใจคือผ้ารองแก้วที่บรรจงปักโดยคนตาบอดชิ้นนี้ แต่น่าเสียดายที่สินค้าหมด โปรดิวเซอร์จึงบอกกับทีมงานในวันนั้นว่า หากมีสินค้าจำหน่าย ให้รีบแจ้ง

ผลที่ได้รับจากโครงการ

ปัจจุบันทางโครงการกำลังอยู่ในขั้นตอนการอบรมสมาชิกคนตาบอดรุ่นที่ 2 ทั้ง 11 คน ซึ่งดำเนินการอยู่ที่อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อเป็นการขยายโอกาสการสร้างอาชีพให้กับผู้พิการทางสายตานอกเขตอำเภอเมืองฯ จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อสร้างฐานการผลิตสินค้าให้เพียงพอกับออร์เดอร์สั่งซื้อที่เยอะมาก และการแบ่งรายได้ระหว่างสมาชิกในโครงการนั้น สมาชิกจะได้รายได้จากการจำหน่ายถึง 2 ใน 3 ของราคาสินค้า (ยกตัวอย่างกรณีผ้าพันคอและผ้าคลุมไหล่)

คุณผึ้งบอกฉันว่า รายได้เหล่านี้ไม่เพียงแต่สร้างอาชีพให้แก่คนตาบอดเท่านั้น หากแต่เป็นการเพิ่มมูลค่าในศักยภาพและความพยายาม เพื่อพาคนตาบอดก้าวข้ามในสิ่งที่ตนทำไม่ได้

ปักจิตปักใจ ปักจิตปักใจ

สำหรับสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย มองโครงการปักจิตปักใจเป็นต้นแบบของ Social Enterprise ที่สามารถดำรงต่อได้อย่างยั่งยืน อีกทั้งเพิ่มกำลังใจให้กับคนตาบอดในการสร้างอาชีพและดำรงชีวิตต่อไป

“เราอยากจะสื่อสารให้คนในสังคมได้เห็นว่าถ้าเราคิดจะช่วยใครสักคน ถ้าเราทำอย่างจริงจังและต่อเนื่อง เราสามารถทำได้โดยไม่ต้องรอใคร จากกำไรที่เราได้ในการจำหน่ายสินค้า เงินตรงนี้ก็จะไปอบรมให้คนตาบอดในรุ่นต่อๆ ไป ก็จะเป็นวัฏจักรนี้

“ปลายทางแห่งความคาดหวังก็อยากจะให้ปักจิตปักใจเป็นผลิตภัณฑ์จากคนพิการ จากผู้ด้อยโอกาส และไม่ใช่ขายเฉพาะคนไทยนะ ขายคนทั้งโลกเลย เพื่อเป็นแบรนด์ให้คนทั้งโลกชื่นชม ถ้ามันสามารถแผ่คุณประโยชน์ไปช่วยคนตาบอดในประเทศอื่นๆ ได้ก็จะดี” คุณเติร์ดกล่าวถึงความคาดหวังของโครงการปักจิตปักใจในอนาคต

ปักจิตปักใจ ปักจิตปักใจ

สำหรับคุณผึ้งและป้าหนู ในฐานะผู้เริ่มต้นโครงการนี้จนเป็นรูปเป็นร่างออกมาอย่างสมบูรณ์

ฉันนึกสงสัยเหลือเกินว่า สุดท้ายแล้ว เธอทั้งสองได้อะไรจากการทำโครงการนี้

“ป้าหนูก็จะได้ความสุขใจและได้บุญ เวลาเราทำอะไรที่ประโยชน์กับสังคม โดยที่เราไม่ได้หวังอะไรตอบแทนเลย ก็จะทำให้เราอิ่มใจ สุขภาพจิตดี ยิ่งเวลาของคนเราเหลือน้อย เราควรที่จะต้องตอบแทนสิ่งดีๆ ให้กับสังคมบ้าง  ป้าหนูเป็นครูโดยอาชีพหลักแล้ว ชีวิตความเป็นครูไม่ร่ำรวยหรอก แต่เป็นสิ่งที่ทำให้เราอิ่มใจ สุขใจ มันก็สะท้อนถึงตัวป้าเองว่าป้าจะต้องมีสุขภาพดีที่จะทำงานต่อไป ต้องไม่ตามใจตัวเอง ต้องมีวินัยในตัวเองมากขึ้น” ป้าหนูกล่าวถึงสิ่งที่ได้รับจากโครงการ

ปักจิตปักใจ

“ในฐานะที่เราฝัน ถ้าเราเคยฝันในสิ่งที่เรารู้สึกว่าไม่รู้มันจะเป็นไปได้รึเปล่า แล้วมันเป็นไปได้ เราไม่สามารถที่จะบอกคนอื่นได้ว่ามันมีความสุขมากขนาดไหน ในวันที่เราเห็นว่าคนตาบอดทำได้ โครงการปักจิตปักใจเติมเต็มในความเชื่อของเราว่า ถ้าเราฝันแล้วลงมือทำ มันคือก้าวที่เราจะเห็นมันเป็นความจริง แต่ถ้าเราไม่ลงมือทำ เราไม่ก้าว เราก็ได้แต่ฝัน” คุณผึ้งกล่าว

ภาพ: วันดี สันติวุฒเมธี

Writer

สุรพันธ์ แสงสุวรรณ์

เขียนหนังสือบนก้อนเมฆในวันหนึ่งตรงหางแถว และทำเว็บไซต์เล็กๆ ชื่อ ARTSvisual.co

Photographer

บีซัน ตัน

ช่างภาพหุ่นหมี อารมณ์ดี มุกแป้ก เพิ่งจบใหม่จากรั้ววิจิตรศิลป์ มช. ปัจจุบันเป็นวิดีโอครีเอเตอร์อิสระอยู่ที่เชียงใหม่

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

*** เนื้อหาบางส่วนเกี่ยวข้องกับความสูญเสียและอุบัติเหตุในงานกู้ภัย ***

เราติดต่อ หนู-ประกาศิต เลาหะเดช ผู้ก่อตั้งและหัวหน้าหน่วยกู้ภัย FROG Team Thailand เพื่อพูดคุยถึงปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่เขาและทีมงานทำร่วมกันมากว่า 8 ปี แต่ก่อนที่เราจะล้มตัวลงนอน รอคอยรุ่งเช้าที่จะเดินทางไปยัง Bounce Dog Sport Center พื้นที่ออกกำลังกายสำหรับสุนัข ลึกเข้าไปเป็นศูนย์ฝึกของเหล่าอาสาสมัคร หัวใจของเรากลับตกไปอยู่ตาตุ่ม! เมื่อเวลาเที่ยงคืนครึ่งของวันที่เรานัด พี่หนูส่งข้อความมาแจ้งว่า

“ได้รับการประสานขอการค้นหาผู้สูญหายที่จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมทีม K-9 (ไทยอาสาสมัครสุนัขกู้ภัย) เดินทางกลางคืนวันที่นัดสัมภาษณ์”

นี่คือสถานการณ์จริง! ไม่ใช่การฝึกซ้อม! เรารีบบอกพี่หนูว่า ยินดีเลื่อนการสัมภาษณ์เพื่อให้ทีมงานเตรียมพร้อมปฏิบัติการ แต่ทางพี่หนูยืนยันให้สัมภาษณ์เช่นเดิม เพิ่มเติมคือเราได้เห็นการอุ่นเครื่องสุนัข K-9 พริตตี้ และ จันหอม แห่งทีม Thai Volunteer SAR Dog ที่จะเดินทางไปช่วยค้นหาบุคคลสูญหายกันถึงที่ บอกเลยว่าศักยภาพของทีมและสุนัขทำให้คนนอกอย่างเราต้องอึ้ง

“ทุกชีวิตมีค่าครับ” 

พี่หนูพิมพ์ทิ้งท้ายก่อนปิดหน้าจอโทรศัพท์ ทำให้เราอยากค้นหาที่มาที่ไปของการเห็นคุณค่า และประสบการณ์อันโชกโชนบนเส้นทางกู้ภัยตลอด 20 ปีมากกว่าเดิม

FROG Team Thailand อาสากู้ชีวิตที่มีภารกิจทำให้ทุกคนรู้จักวิธีเอาตัวรอดขั้นพื้นฐาน

เพราะกลัวจึงกล้าและเก่ง

หัวหน้าหน่วยกู้ภัยนั่งอยู่ตรงหน้าเราในชุดสีดำ ประดับด้วยสัญลักษณ์รูปกบ ซึ่งเป็นตัวแทนของ FROG Team Thailand (First Rescue Operation Generation) นอกจากรองเท้าที่ดูกะทัดรัดเหมาะจะออกวิ่งได้ทุกวินาที เข็มขัดของเขายังเต็มไปด้วยอุปกรณ์มีดพก ไฟฉาย กรรไกรหัวทู่ (ป้องกันเวลาตัดไม่ให้บาดเจ็บ) ไขควง คีม ที่จุดไฟ และของจำเป็นอื่น ๆ ที่ขาดไม่ได้

“ไม่มีแล้วผมไม่มั่นใจ เพราะเราไม่มีทางรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น แต่รองเท้านี่เป็นรองเท้าวิ่งธรรมดานะ ปกติจะใส่รองเท้ากู้ภัยกันไฟดูด หัวเหล็กกันตะปูได้” เขากำลังบอกเราว่า นี่ยังไม่ครบชุดนะ

“มีอุปกรณ์ครบครันแบบนี้ เริ่มสนใจด้านกู้ภัยมาตั้งแต่เมื่อไหร่คะ” เราถาม

“เริ่มจากความชอบ ผมไปปีนหน้าผา จริง ๆ จะได้เป็นนักกีฬาปีนหน้าผา แต่เราตั้งคำถามว่า หากเกิดอุบัติเหตุตอนที่เราไปปีนหน้าผา ใครจะช่วยเรา ก็เลยเริ่มเรียนรู้อย่างจริงจัง แล้วจะบอกว่าจริง ๆ แล้วผมกลัวความสูง ก็เลยคิดว่างั้นไปปีนผาเลยแล้วกัน”

เขาบอกกับเราว่า กีฬาปีนผาเป็นการเล่นกับตัวเอง แม้จะเห็นว่าเส้นทางด้านบนไปต่อไม่ได้ แต่แท้จริงแล้วยังมีทางอยู่เสมอ เพราะคนที่ไปแขวนเชือกสำหรับปีนผา เคยผ่านเส้นทางนี้มาแล้ว นั่นจึงเป็นเหตุผลให้ชายผู้กลัวความสูงพยายามเอาชนะตัวเองจนสำเร็จ

ก่อนที่จะเริ่มเล่นกีฬาโลดโผน ชีวิตของพี่หนูเคยคลุกคลีอยู่ในวงการกู้ภัยมาตั้งแต่เด็ก เพราะญาติผู้พี่เป็นอาสาสมัครกู้ภัยมาก่อน

“อายุประมาณ 15 ปี ผมเป็นอาสาสมัครกู้ภัยของมูลนิธิร่วมกตัญญู แต่งานตอนนั้นก็แค่ช่วยเคลื่อนย้ายศพ ช่วยมอเตอร์ไซค์ล้ม และพาคนออกจากรถที่เกิดอุบัติเหตุ พอโตขึ้นค่อยได้ไปเรียนเทคนิคพิเศษ Rope Rescue (การช่วยเหลือกู้ภัยโดยใช้เชือก) จนกลายเป็นอาจารย์ ทางร่วมกตัญญูก็เชิญเราไปเป็นวิทยากรอยู่ช่วงหนึ่ง

“ตอนที่ผมอยู่ร่วมกตัญญู มีเคสหนึ่งที่ปลื้มใจที่สุด เพราะผมได้ช่วยคนในอาคารถล่ม 6 ชั้นที่คลองหก ปทุมธานี พ.ศ. 2557 เขาติดอยู่ใต้อาคารในชั้นที่ 1 ตึกมันล้มแบบแพนเค้ก เป็นแผ่นปูน 6 ชั้นทับลงมา ผมมุดลงไปข้างล่างที่ชั้นใต้ดินเพื่อคุยกับเขา วิเคราะห์ว่าจะต้องเจาะอะไรตรงไหน การเจาะใช้เวลา 2 วัน ตัวผมเองเป็นคนเอื้อมมือดึงเขาออกมาจนรอดชีวิต”

ในวันนั้นมีผู้ประสบภัยหลายราย ผู้บาดเจ็บที่อยู่บนซากมองเห็นได้ง่าย มีอาสาสมัครหลายกลุ่มรุมล้อมช่วยเหลือ กระนั้นบางรายก็เสียชีวิต เนื่องจากจำนวนคนที่เยอะและยังขาดความรู้ที่เหมาะสม ส่วนคนที่ติดอยู่ใต้ซากนั้นไม่มีใครมองเห็น

การเจาะวันแรกผ่านไป ชายที่อยู่ใต้ดินไม่มีน้ำดื่ม พี่หนูและทีมจึงส่งน้ำผ่านสายยางลงไป แต่แล้วเรื่องที่เกือบทำให้ผู้ช่วยเหลือถอดใจก็เกิดขึ้น

“เราได้ยินแค่เสียง แต่เสียงของเขาหายไปประมาณ 4 ชั่วโมง เราคิดว่าเขาไปแล้ว ก็กำลังจะขึ้นรถกลับบ้าน แต่วันนั้นผมขออีกหน่อย นอนพักอยู่ท้ายรถ จู่ ๆ ก็มีน้องวิ่งมาบอกว่า เสียงเขากลับมาแล้ว ผมก็ขุดต่อ

“ผมเป็นกู้ภัย เพราะผมอยากช่วยเหลือคนที่แทบเอาชีวิตไม่รอดแล้ว เราได้ช่วยเขาออกมา นี่คือที่สุด เขาได้กลับไปหาครอบครัว จริง ๆ ผมรับรู้ตั้งแต่แรกแล้วว่าทุกชีวิตมีค่า และเราเองก็มีค่าที่จะช่วยเหลือเขา ไม่ว่าจะเป็นใคร เขายังมีครอบครัวที่ต้องกลับไปหาอีกหลายชีวิต เราช่วยได้ 1 เท่ากับช่วยได้ 10”

FROG Team Thailand อาสากู้ชีวิตที่มีภารกิจทำให้ทุกคนรู้จักวิธีเอาตัวรอดขั้นพื้นฐาน
การฝึกกู้ภัยด้วยระบบเชือกโดย FROG Team Thailand

กว่าจะเป็นกู้ภัย

เราถามผู้เชี่ยวชาญตรงหน้าว่าการเป็นกู้ภัยนั้นยากไหม เขาตอบว่าการเป็นกู้ภัยในประเทศไทยไม่ยาก เพราะมีสถาบันเปิดสอนและอบรมจำนวนมาก แต่ทั้งหมดนั้นขึ้นอยู่กับความใส่ใจ การขวนขวายความรู้ และการลงมือปฏิบัติด้วย

“อาสากู้ภัยในประเทศไทยทำทุกอย่างครบวงจร นี่คือสิ่งที่ต่างจากประเทศอื่น ต่างประเทศจะมีกำหนดเลยว่า อาชีพไหนรับบทบาทหน้าที่อะไร เช่น นักดับเพลิงและตำรวจรับหน้าที่ไม่เหมือนกันและไม่ซ้อนทับกัน”

เขาเล่าความแตกต่างให้ฟังคร่าว ๆ ก่อนบอกว่าสิ่งสำคัญสำหรับการเป็นนักกู้ภัยคือ การมีใจ ส่วนการเรียนคือ การเสริมความรู้ที่แต่ละบุคคลสนใจ ซึ่งพี่หนูเรียนมาแล้วทุกอย่างทั้ง Road Accident Confined Space (อาคารถล่ม) หรือ K-9 แต่เขาสนใจ Rope Rescue เป็นพิเศษ

“เชือกอยู่กับเราตั้งแต่เกิดจนตาย เกิดมามีเงื่อนมัดสายสะดือ ตายก็มัดตราสัง เสื้อผ้าก็คือสิ่งทอจากเส้นด้าย แล้วในหมวดงานอื่นอย่างการดับเพลิงหรือกู้ภัยทางน้ำ ก็ต้องใช้เชือกทั้งหมด มันคือสาขาใหญ่ที่คนไม่ค่อยมอง แต่เราประยุกต์ได้ทุกอย่าง สมมติน็อตไขไม่ออก เอาเชือกไปม้วนแล้วไขก็ออก ลูกกรงเหล็กดัด คนพยายามจะตัด แต่เราเอาเชือกมาพันแล้วขันชะเนาะ เด็กหัวติดอยู่ก็ออกได้ ผมลองมาแล้ว”

FROG Team Thailand อาสากู้ชีวิตที่มีภารกิจทำให้ทุกคนรู้จักวิธีเอาตัวรอดขั้นพื้นฐาน

นอกจากความรู้พื้นฐานและเฉพาะทางที่ต้องมี การคิดวิเคราะห์ของอาสาสมัครก็เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องพึงฝึกและลงมือปฏิบัติอยู่เสมอ พี่หนูมักไปซื้ออุปกรณ์ต่าง ๆ มาทดลองทำเอง เพราะเขาเชื่อว่า กว่าใครสักคนจะเขียนคู่มือสักเล่มให้คนอ่าน ย่อมเกิดจากการทดลองจนเห็นประสิทธิภาพแล้วจึงนำมาบอกต่อ

FROG Team Thailand อาสากู้ชีวิตที่มีภารกิจทำให้ทุกคนรู้จักวิธีเอาตัวรอดขั้นพื้นฐาน
FROG Team Thailand อาสากู้ชีวิตที่มีภารกิจทำให้ทุกคนรู้จักวิธีเอาตัวรอดขั้นพื้นฐาน
การลงพื้นที่ของ FROG Team Thailand และมูลนิธิอื่น ๆ

จากที่ฟังเรื่องราวของเขามาสักพัก เรารับรู้ได้ว่าการเป็นอาสาสมัครกู้ภัย คือการใช้ชีวิตอยู่บนความเสี่ยง เพราะฉะนั้นการวิเคราะห์สถานการณ์และการประเมินความปลอดภัยจึงต้องมาเป็นอันดับแรก

“หน้าที่สำคัญของกู้ภัยคือการช่วยเหลืออย่างถูกต้องและปลอดภัย ไม่ต้องรีบ เมื่อรีบอาจเกิดเหตุซ้ำเติม”

“กรณีไฟฟ้ารั่ว หากวิ่งเข้าไปช่วยทันทีอาจเกิดการบาดเจ็บเพิ่ม หรือเหตุการณ์ไฟไหม้ที่หมู่บ้านกฤษดานคร เมื่อ พ.ศ. 2564 ในตอนนั้นผมได้รับการร้องขอให้นำสุนัข K-9 ขึ้นไปค้นหา แต่พื้นที่มีความร้อนสูง ไม่ต่างจากเดินบนเตาย่าง ทำให้ความช่วยเหลือเป็นไปอย่างยากลำบาก สุนัขรับความร้อนได้เร็วกว่ามนุษย์ ตรงจุดนี้เราต้องประเมินความปลอดภัยของสุนัขด้วย ผมยังไม่เคยประเมินอะไรผิดพลาด เพราะคิดซับซ้อนมาก ๆ เรามองผลกระทบแล้วว่าอะไรน่าจะเกิด บางทีนั่งกินข้าว ผมยังคิดเลยว่า ถ้าหน้าจมลงไปในชามก๋วยเตี๋ยวจะตายไหม ต้องตะแคงซ้ายหรือขวา” 

หลายคนอาจมองว่าเขาพูดติดตลก แต่สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้จริงและเคยเกิดขึ้นแล้ว ส่วนหน้าที่ในการบรรเทาสถานการณ์ร้ายให้กลายเป็นเบา คือหน้าที่ของอาสากู้ภัยทุกคน รวมถึง FROG Team Thailand ที่ก่อตั้งมาได้ 8 ปีแล้ว

FROG Team Thailand อาสากู้ชีวิตที่มีภารกิจทำให้ทุกคนรู้จักวิธีเอาตัวรอดขั้นพื้นฐาน

กบสู้กู้ชีวิต

“ก็นั่นแหละ เพราะว่าผมไม่ชอบกบ” เขาเอ่ย เมื่อเราถามถึงเบื้องหลังชื่อและสัญลักษณ์รูป ‘กบ’ ของ FROG Team Thailand สมแล้วที่เป็นคนชอบเอาชนะตัวเอง ตั้งแต่เรื่องกลัวความสูงยันความไม่ชอบสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก

“กบมีความหมายในตัวของมัน เกิดมามีแต่หัวกับหาง ต่อมาเปลี่ยนสภาพมีขา หางก็หดกลับไป พอโตอีกก็เปลี่ยนสีได้ ความสามารถมันหลากหลายมาก ก็เลยเลือกกบ ไม่ชอบก็ต้องเอาชนะ จับกินเลย แต่ถ้ามันมาเกาะขา ผมไม่ไหวนะ”

FROG Team ก่อตั้งขึ้นเมื่อ 8 ปีก่อน ในช่วงที่ประเทศไทยยังไม่มีหน่วยงานกู้ภัยที่เข้มแข็งอย่างในปัจจุบัน พี่หนูรวมพลอาสาสมัครจากทุกสายอาชีพมาเข้าทีม ด้วยตระหนักว่า ทุกอาชีพสำคัญและมีความสามารถในการช่วยเหลือคนได้ไม่ต่างกัน โดยนอกเหนือจากงานกู้ภัย พวกเขาก็ยังช่วยเหลือสังคมในงานเสี่ยงอันตรายต่าง ๆ ด้วย

FROG Team สรงน้ำหลวงปู่ทวดที่อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
FROG Team สรงน้ำหลวงปู่ทวดที่อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

“ทีมของเรามีวิศวกร พยาบาล แพทย์ สถาปนิก คนเลี้ยงสุนัข K-9 นักข่าว ไปจนถึงฝ่ายเสบียง คนขับรถรับจ้าง ซึ่งรับหน้าที่ดูแลเรื่องโลจิสติกส์ให้ทีม ตำรวจ ทหาร และหน่วยเฉพาะกิจ เราแบ่งหน้าที่ตามความเหมาะสม กระจาย FROG Team ไปทั่วประเทศ ทั้งภาคเหนือ อีสาน กลาง ใต้ แต่ยังไปไม่ครบทุกจังหวัด” ซึ่งเราคิดว่าการไปไม่ครบก็เป็นเรื่องดี เพราะในแง่หนึ่งหมายถึงการไม่มีเหตุด่วนเหตุร้ายเกิดขึ้น

ปกติแล้วทาง FROG Team มักจะเลือกเคสที่ออกไปช่วยเหลือ เพราะออกปฏิบัติการไม่ได้ทุกครั้ง หากเป็นงานตึกถล่ม หรืองานในที่สูงก็จะใช้วิชาเชือกที่ถนัดได้ โดยหลัก ๆ สิ่งที่เกิดขึ้นบ่อยที่สุดในเมืองไทยคืออุบัติเหตุรถชน และผู้สูงอายุเสียชีวิตโดยไม่มีใครทราบ

“เคสคนหายก็เกิดบ่อย ส่วนมากมักเป็นอัลไซเมอร์ มีอย่างน้อย 1 – 2 ครั้งต่อเดือนที่แจ้งเข้ามา ซึ่งคนหายส่วนใหญ่จะมีมูลนิธิกระจกเงาเป็นแม่งานหลัก การฆ่าตัวตายก็เกิดขึ้นบ่อยแม้ไม่ได้ออกข่าว เช่น ที่สะพานพระราม 8 หรือท่าน้ำนนท์ เพราะเราเองก็มีสมาชิกที่ทำหน้าที่อยู่”

อีกกรณีคือ คนหลงป่า อย่างเคสที่พี่หนูกำลังจะเดินทางพร้อมทีมและสุนัข K-9 ในคืนนี้

“การหลงเข้าไปในป่า ธรรมชาติเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ไม่เหมือนตึกในเมืองที่ไม่มีทางเติบโต อาจมีจำนวนถึง 100 เคสต่อปี โดยเฉพาะในต่างจังหวัด เพราะชาวบ้านยังมีวิถีชีวิตที่เกี่ยวโยงกับป่า”

“เคยไปหาคนหายที่เขาใหญ่ หากันอยู่ 3 วัน จุดที่เราไปหาคือจุดที่คาดว่าเขาจะไป แต่จุดที่เจอศพคือใกล้ ๆ เขาโดนสัตว์ทำร้าย”

สิ่งแรกที่ต้องทำหากหลงป่า คือ การหาน้ำ เป็นหนึ่งในกฎที่อาจารย์หนูคิดขึ้นมาเพื่อสอนอาสาสมัคร รวมถึงเด็ก ๆ 

“กฎหมายเลข 3 ครับ ขาดน้ำ 3 วัน เสียชีวิต ขาดอาหาร 3 อาทิตย์ เสียชีวิต ขาดอากาศ 3 นาที เสียชีวิต เสียเลือดเกิน 3 นาทีไม่ไปเลี้ยงสมอง เสียชีวิต เพราะฉะนั้นต้องหาน้ำก่อน ในฐานะที่เป็นวิทยากร ผมพยายามคิดวิธีที่ทำให้คนจำได้ง่ายที่สุด”

ก่อนที่จะพูดถึงบทบาทความเป็นอาจารย์เพิ่มเติม ตอนนี้ทีมสุนัขค้นหาของไทยอาสาสมัครสุนัขกู้ภัย (Thai volunteer Search and Rescue Dog) นำโดย เม๋-นุชนภางค์​ เกวลี ผู้ก่อตั้ง และ ภา-วิภาอร เศรษฐศิรินนท์ ผู้ควบคุมสุนัข รวมถึงพริตตี้ สุนัขพันธุ์บีเกิ้ล และจันหอม สุนัขพันธุ์เยอรมันเชเพิร์ด พร้อมอุ่นเครื่องการฝึกดมกลิ่นให้เราได้ชมแล้ว

FROG Team ระหว่างปฏิบัติการค้นหาบุคคลสูญหายที่จังหวัดเชียงใหม่

เราพาตัวเองไปหลบใต้เงาไม้ที่มีอยู่น้อยนิด ขณะที่แสงแดดยามบ่ายทำงานอย่างแข็งขัน ใต้ซากปรักหักพังจำลองสถานการณ์ตึกถล่ม มีอาสาสมัครที่เป็น ‘เป้า’ ในการค้นหาของสุนัขทั้งสองอยู่ เราเองก็ไม่รู้ว่าเป้าเหล่านั้นหลบอยู่ที่ไหน แต่ในครั้งแรกพริตตี้ใช้เวลา 10 กว่านาทีในการค้นหาจนเจอ

“สุนัขสามารถรับรู้จำนวนคนได้จากกลิ่นเฉพาะของแต่ละบุคคล เช่น ถ้าสุนัขรับกลิ่นได้ 7 คน แต่มองเห็นแค่ 6 คน สุนัขจะพยายามหาว่าอีกกลิ่นอยู่ที่ไหน คนเรามีเซลล์ผิวหนังที่ตายแล้วหลุดลอยออกมาในอากาศอยู่ตลอดเวลา เซลล์ผิวหนังนี้จะผสมกับสารต่าง ๆ ในร่างกาย ออกมาเป็นกลิ่นเฉพาะของแต่ละบุคคล พอพริตตี้จับกลิ่นที่ 7 ได้เลยเห่าแจ้งตำแหน่งกับพวกเราในทันที”

เผื่อว่าจะไม่เชื่อ การฝึกครั้งที่ 2 เกิดขึ้นโดยมีจันหอมเป็นผู้ตามหาเป้า ครั้งนี้เพิ่มความยาก เพราะเป้าหมายอย่าง นพ.สุระ เจตน์วาที แพทย์เวชศาสตร์การบิน ผู้เชี่ยวชาญด้านการกู้ชีพขั้นสูง ปีนขึ้นไปหลบบนหลังคารถประจำทางกันเลยทีเดียว

การเห่าส่งสัญญาณครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อจันหอมปีนขึ้นไปบนกองยาง เพราะลมพัดกลิ่นของเป้าหมายไปตกกระทบยังพื้นที่ที่สูงรองลงมา หลังจากที่จันหอมเห่าเพียงไม่กี่วินาที ลมได้เปลี่ยนทิศ จันหอมจึงวิ่งลงจากกองยาง แล้ววิ่งกลับไปมาบริเวณท้ายรถ เพื่อหาจุดที่กลิ่นตกเข้มข้นที่สุด พอจับกลิ่นได้ จันหอมก็นั่งเห่าและมองขึ้นไปบนหลังคาที่คุณหมอซ่อนอยู่ได้อย่างถูกต้อง

FROG Team ระหว่างปฏิบัติการค้นหาบุคคลสูญหายที่จังหวัดเชียงใหม่
FROG Team ระหว่างปฏิบัติการค้นหาบุคคลสูญหายที่จังหวัดเชียงใหม่

สุนัขจะเห่าแจ้งว่าพบผู้ประสบภัยในบริเวณที่มีกลิ่นเข้มข้นมากที่สุด ซึ่งในบริเวณที่มีกลิ่นตกเข้มข้นมากที่สุดมีหลายปัจจัยเข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นสภาพอากาศ ภูมิประเทศ กระแสลม ความชื้น อุณหภูมิ หรือโครงสร้างของอาคารที่ถล่มลงมา ทั้งหมดล้วนเป็นตัวแปรในการกระจายกลิ่นทั้งสิ้น เมื่อสุนัขแจ้งแล้วก็จะเป็นหน้าที่ของผู้ควบคุมสุนัขและทีมกู้ภัยผู้มีประสบการณ์ในการอ่านข้อมูลจากสภาพแวดล้อม ณ ขณะนั้น เพื่อระบุตำแหน่งของผู้ประสบภัย

“สุนัขไม่ใช่เครื่องตรวจจับกลิ่น ไม่ใช่ตัวระบุตำแหน่ง สำหรับเคสคนหายที่เชียงใหม่ที่เรากำลังจะพาสุนัขไป เขาใช้คนค้นหาก่อนและเก็บข้อมูล ตอนนี้ก็ใช้สุนัขในการช่วยค้นหา”

FROG Team ระหว่างปฏิบัติการค้นหาบุคคลสูญหายที่จังหวัดเชียงใหม่
ระหว่างปฏิบัติการค้นหาบุคคลสูญหายที่จังหวัดเชียงใหม่

พี่หนูเล่าเพิ่มเติมว่า ในการศึกษาดูงานที่ประเทศไต้หวันเมื่อ พ.ศ. 2560 เขาประทับใจการเรียนรู้พฤติกรรมสุนัขของหน่วย K-9 ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ใช้ในการกู้ภัยค้นหา โดยความยากอยู่ที่สุนัขสื่อสารกับมนุษย์โดยตรงไม่ได้ การเรียนรู้พฤติกรรมตั้งแต่หัวถึงหางจึงเป็นสิ่งสำคัญ

“ผมอยากช่วยคนเป็น ถ้าเห็นแล้วว่าเขาเสียชีวิต เราจะให้เป็นหน้าที่ของหน่วยอื่น บางครั้งการพาคนเป็นไปช่วยคนตายในสภาพที่ยากลำบาก อาจทำให้เกิดการสูญเสียเพิ่ม เช่น ดำน้ำในคลองแสนแสบ น้ำสกปรกมาก กู้ภัยเสียชีวิตหลายรายแต่ไม่มีใครรู้ น้ำเข้าซอกเล็บ ติดเชื้อในกระแสเลือด เราจึงพยายามนำ K-9 เข้ามาช่วยในการค้นหาผู้จมน้ำ เพื่อช่วยระบุบริเวณที่ผู้จมน้ำติดอยู่ใต้น้ำ อย่างน้อยก็กำหนดพื้นที่ให้แคบลงได้ ดีกว่าการพาคนเข้าไปเยอะ ๆ มันเสี่ยง”

ปัจจุบัน K-9 นำโดยพี่เม๋ถือเป็นส่วนหนึ่งของ FROG Team โดยทำงานเป็นพาร์ตเนอร์กัน หากเคสไหนต้องการการค้นหา พี่หนูและพี่เม๋ก็จะแท็กทีมออกไปช่วยเหลือ

“INSARAG (คณะที่ปรึกษาด้านการค้นหาและกู้ภัยระหว่างประเทศ) บอกว่า ในการตั้งทีมกู้ภัยแบ่งเป็น Heavy, Medium, Light ระดับกลางต้องมีสุนัขในทีม 2 ตัว ของอเมริกาคือทีมใหญ่ (Heavy) มีเครื่องบิน มีเรือ มีเงินทุน มีสุนัข 6 ตัว มันเป็นข้อกำหนดว่าจำเป็นต้องมี ของไทยตอนนี้กำลังสอบเป็น Medium ต้องมี 2 ตัว”

ก่อนจะเดินกลับไปยัง Bounce Dog Sport Center และปล่อยให้สุนัขพักผ่อนรอคอยภารกิจใหญ่ที่เชียงใหม่ พี่หนูบอกว่า “คนยังไม่ค่อยเห็นว่า K-9 มีความสามารถอย่างไร ถ้าได้รู้จะทึ่งกับมัน”

เราก็เป็นหนึ่งในนั้น

นอกจากการช่วยคนเป็น อีกหนึ่งภารกิจและเป้าหมายสำคัญของ FROG Team คือ การสร้างบุคลากรผู้เชี่ยวชาญงานกู้ภัยในประเทศให้มากขึ้น โดยทีมได้ไปมอบความรู้และอบรมทั้งทหาร หน่วย SWAT ทีมดับเพลิง มูลนิธิต่าง ๆ รวมถึงมหาวิทยาลัยมาแล้ว และเคยพูดคุยถึงการสร้างวิชาเอาชีวิตรอดขั้นพื้นฐานที่มีหน่วยกิตจริง เรียนเกี่ยวกับการช่วยเหลือขั้นพื้นฐาน ทั้งการปฐมพยาบาลตัวเองและผู้อื่นขณะเกิดเหตุ ไม่ว่าจะเป็นเหตุไฟไหม้ น้ำท่วม ไฟฟ้าลัดวงจร หรืออุบัติเหตุภายในบ้าน

“มันเป็นหลักสูตรที่สมควรจะมีแล้ว” เขาบอกเพื่ออนาคตอันปลอดภัยของทุกคน

จากสองมือที่ช่วยคนติดในอาคารถล่ม สู่การก่อตั้ง FROG Team Thailand อาสากู้ภัยที่รวมพลทุกอาชีพเพื่อช่วยชีวิตทุกคน

วิชาที่ควรมีติดตัว

คอร์สเรียนสำคัญที่ไม่พูดถึงไม่ได้เกิดขึ้นที่ Firefly Forest School – โรงเรียนหิ่งห้อย ซึ่งเป็นโรงเรียนของลูกสาวตัวน้อย พี่หนูเข้าไปร่วมเขียนหลักสูตร และแนะนำทางโรงเรียนว่า ต้องมีวิชาการเอาตัวรอดไปปลูกฝังให้เด็กตั้งแต่เล็ก ๆ

“เราสร้างเรื่องก่อนว่า จะสอนเรื่องทางน้ำก็มีโจรสลัดออกมา แล้วสอดแทรกว่า ถ้าจมน้ำต้องทำอย่างไร เราต้องตะโกน โยน ยื่น บอกคนอื่น ยื่นไม้ไป”

สาเหตุที่เด็ก ๆ ต้องเรียนรู้ เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่สิ่งที่ไกลตัวคือโรงพยาบาล!

“มันจำเป็นเพราะเราไม่ได้อยู่ดูแลเขาตลอด 24 ชั่วโมง เด็กต้องมีทักษะ ต้องรู้ว่าอะไรทำได้และทำไม่ได้ อย่างไหนปลอดภัย เขาต้องช่วยเหลือตัวเองได้ก่อน”

“เรื่องพวกนี้สำคัญนะครับ คนไทยชอบให้เหตุเกิดก่อน กว่าจะโทร 1669 (สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ) มันอาจจะไม่ทัน ถ้าเรื่องพื้นฐานทุกคนทำได้ เก็บข้อมูลได้หมด บอกหมอได้ถูกก็จะดี ตอนนี้ที่คนเสียชีวิตเยอะ เพราะหลาย ๆ ครั้งคนที่อยู่ในสถานการณ์นั้นเก็บข้อมูลไม่ดี บอกข้อมูลผิด หมอรักษาไม่ตรงจุด งูกัดต้องทำอย่างไร บางคนให้ขันชะเนาะ แขนตายสิ ตัดทิ้งเลย เขาไม่ให้พัน ให้อยู่นิ่ง ๆ ไม่ให้เลือดมันวิ่ง หายใจเบา ๆ รีบไปโรงพยาบาล”

พี่หนูคือหนึ่งในคนที่เชื่อว่า มนุษย์ดูแลตัวเองได้ตั้งแต่เด็ก ทัศนคติที่ผู้ปกครองต้องดูแลลูกตลอดเวลาจึงควรปรับเปลี่ยน หรืออย่างน้อยเด็กควรรู้วิธีดูแลตัวเอง

จากสองมือที่ช่วยคนติดในอาคารถล่ม สู่การก่อตั้ง FROG Team Thailand อาสากู้ภัยที่รวมพลทุกอาชีพเพื่อช่วยชีวิตทุกคน

“นอกจากเรื่องทางน้ำ ยังมีเรื่องการพัน ห้าม ดาม หรือพันแผล ห้ามเลือด ดามแขน-ขา ถ้าเลือดไหลเยอะต้องกดให้หยุดก่อน แผลเล็กค่อยล้างแล้วหยุดเลือด เราเข้าใจผิดว่าเจอแผลใหญ่ต้องล้าง ไม่ต้องครับ เอาให้มันหยุดก่อน แล้วต่อไปจะมีสอนการ CPR เอาตัวรอดตอนอาหารติดคอ ไปจนถึงสีป้ายที่แม้แต่ผู้ใหญ่หลายคนก็ไม่รู้ หรืออาจไม่เคยสนใจด้วยซ้ำ”

“ป้ายที่เห็นบนท้องถนน แต่ละสีมีความหมายเป็นสากล สีเขียวคือปลอดภัย สีแดง ทราบอยู่แล้วว่าห้าม หยุดการกระทำ สีเหลือง ต้องระมัดระวังสารเคมี แต่อย่างสีฟ้า คนอาจจะยังไม่ค่อยรู้ คือบังคับใช้ ต้องทำตาม ป้ายห้ามจอด ลองสังเกตว่าเป็นสีแดง พื้นหลังเป็นสีฟ้า แปลว่าหยุดแล้วบังคับใช้ ต้องทำตาม มันสากลมากครับ แต่ผู้ใหญ่ก็ไม่รู้ความหมาย”

พี่หนูยกตัวอย่างเพิ่มเติมถึงวิชาสุขศึกษาของไทยที่เด็กรู้ทฤษฎี CPR แต่ไม่เคยปฏิบัติ

“เขารู้ว่าต้องกดลึก 3 – 5 นิ้ว แต่ถ้าหุ่นผอมบางจะกด 3 – 5 นิ้วไม่ได้ กดลง 1 ใน 3 ของร่างกาย ต้องบอกแบบนี้มากกว่า” 

ได้แต่หวังว่าการปรับหลักสูตรจะเกิดขึ้นในเร็ววัน แต่อีกหนึ่งสิ่งสำคัญคือการฝึกให้เด็กคิดและวิเคราะห์สถานการณ์ เริ่มจากสิ่งง่าย ๆ คือ รู้ว่าอาหารติดคอจะทำอย่างไร ช่วยเหลือตัวเองอย่างไร จากนั้นค่อยเรียนรู้การช่วยเหลือคนอื่น

จากสองมือที่ช่วยคนติดในอาคารถล่ม สู่การก่อตั้ง FROG Team Thailand อาสากู้ภัยที่รวมพลทุกอาชีพเพื่อช่วยชีวิตทุกคน
อบรมกู้ภัย Mountain Rescue Training Camp

“อีกเรื่องใกล้ตัวที่คนมักมองข้าม คือเรื่องฮีทสโตรกและอาการวูบ รวมไปถึงอุปกรณ์ไฟฟ้าภายในบ้าน ไฟฟ้าลัดวงจร การต่อปลั๊กพ่วงจำนวนหลายอันก็มีโอกาสเกิดความร้อนจนช็อตได้ คนไทยชอบวัวหายล้อมคอก ไปนำเสนอแล้วไม่ค่อยฟัง พอใกล้ตัวก็เพิ่งนึกถึง เดี๋ยวนี้โรงเรียนนานาชาติเริ่มเชิญวิทยากรหรือผู้มีความรู้จากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเข้าไปสอนเด็ก มันเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญมานานแล้ว”

ในยุคหนึ่งพี่หนูเคยคิดว่า หากตัวเองเป็นอะไรขึ้นมา จะมีคนที่มีความรู้ด้านการกู้ภัยและเอาตัวรอดมาช่วยเหลือเขาไหม แต่ในปัจจุบัน โลกพัฒนาและคนพัฒนา เขาเชื่อว่าตนเองได้พบคนเหล่านั้นแล้ว แต่ถึงอย่างไรการเผยแพร่ความรู้ให้ทั่วถึงก็ยังเป็นสิ่งสำคัญ และเป็นเป้าหมายที่เขาอยากทำต่อไป

“การเป็นกู้ภัยมา 20 กว่าปี ทำให้เราได้คิดมากขึ้น วิเคราะห์เยอะขึ้น รอบคอบ เพราะเราไปช่วยเหลือชีวิตคนอื่น ถ้าพลาดก็ไม่เหลืออะไรเลย พลาดไม่ได้เด็ดขาด เพราะชีวิตทุกคนมีคุณค่า จากนี้ผมก็ยังทำงานกู้ภัยต่อไปจนถึงวันที่ทำไม่ไหว”

หากใครสนใจงานด้านกู้ภัย ต้องการความช่วยเหลือ แลกเปลี่ยนความรู้ หรือฝึกอบรมขั้นพื้นฐานตั้งแต่การเคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บ การปฐมพยาบาลเบื้องต้น ไปจนฝึกปฏิบัติในสถานการณ์ตึกถล่ม ฝึก Rope Rescue หรือเทคนิคพิเศษอื่น ๆ สามารถติดต่อได้ทางเฟซบุ๊ก FROG Team Thailand 

จากสองมือที่ช่วยคนติดในอาคารถล่ม สู่การก่อตั้ง FROG Team Thailand อาสากู้ภัยที่รวมพลทุกอาชีพเพื่อช่วยชีวิตทุกคน

Writer

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load