21 พฤศจิกายน 2561
20 K

หัวใจปักกัน

“อาชีพของคนตาบอด มีอะไรบ้าง?”

คุณคงมีคำตอบของคำถามนี้อยู่เพียงหยิบมือ อาจเป็นขายลอตเตอรี่ ร้องเพลง หรือพนักงานร้านนวดแผนไทย ซึ่งคนตาบอดที่มีอาชีพอย่างเป็นกิจจะลักษณะในปัจจุบัน คิดเป็นเพียง 20% จากอัตราส่วนคนตาบอดทั่วประเทศ อ้างอิงจากสถิติของสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทยเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา

นอกจากอาชีพเหล่านั้น กลุ่มคนตาบอดในความดูแลของหน่วยงาน สมาคมต่างๆ ได้ผลิตสินค้าออกมา ส่วนมากมักเป็นงานหัตถกรรมฝีมือง่ายๆ ทั้งกำไลลูกปัด ผ้าพันคอ พวงกุญแจ ยางรัดผม การบูร และอื่นๆ หลายคราวคุณอาจได้อุดหนุนสินค้าเหล่านี้ หากแต่ว่ามันเป็นการอุดหนุนด้วยความ ‘สงสาร’ เท่านั้น

เพราะบางครั้งผลิตภัณฑ์เหล่านี้อาจใช้งานไม่ได้จริงในชีวิตประจำวัน

มีคนกลุ่มหนึ่งเห็นความตั้งใจในการผลิตสินค้าของกลุ่มผู้พิการเหล่านี้ และต้องการพัฒนาสินค้าของคนตาบอดให้เป็นสินค้าที่มีเรื่องราว มีลูกเล่น สามารถใช้งานได้ และมอบเป็นของขวัญให้คนพิเศษได้อย่างไม่เคอะเขิน

เชื่อหรือไม่ว่า จากความตั้งใจและพยายามของกลุ่มคนนี้ ทำให้โครงการเกิดขึ้นจริงได้ภายในระยะเวลา 6 เดือน อีกทั้งประสบความสำเร็จด้านยอดขาย และการสร้างคุณค่าของผลิตภัณฑ์ให้เป็นมากกว่าสินค้าที่ซื้อด้วยความสงสารเท่านั้น

นี่คือเรื่องราวของธุรกิจเพื่อสังคมในชื่อ ‘ปักจิตปักใจ’

ปักจิตปักใจ

ที่มาและความสำคัญ

จุดเริ่มต้นของโครงการนี้ เริ่มต้นจาก คุณผึ้ง-วันดี สันติวุฒเมธี นักเขียนอิสระและนักกิจกรรมเพื่อสังคม

ปักจิตปักใจ

เธอบอกฉันว่า ชีวิตของเธออยู่กับงานจิตอาสามาตลอด ทั้งการเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมค่ายอาสาสมัยเมื่อเธอเป็นนิสิตชั้นปีที่ 4 คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยแล้ว เธอก็มีส่วนร่วมกับกิจกรรมเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง แม้กระทั่งปัจจุบันที่เธอย้ายบ้านมาอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่พร้อมกับสามีและลูกชายของเธอ

อีกทั้งงานเขียนของคุณผึ้งที่เผยแพร่สู่สาธารณชนนั้นอยู่ในประเภทงานเขียนเพื่อสังคมอีกด้วย

“เราทำกิจกรรมร่วมกับเด็กๆ ทุกวันเสาร์และอาทิตย์ ส่วนหนึ่งของกิจกรรมที่อยากให้เด็กๆ และลูกของพี่เรียนรู้คือ การเรียนรู้ร่วมกับคนพิการ ทำให้เราได้ทำกิจกรรมหลายอย่างร่วมกับคนพิการ ซึ่งคนตาบอดเป็นกลุ่มคนที่เราคุ้นเคยมาก ยิ่งเราเป็นนักเขียนสารคดี ต้องเจอคนทุกรูปแบบอยู่แล้ว ประกอบกับช่วง 2-3 ปีหลัง เราได้เรียนการต่อผ้าแบบญี่ปุ่น ซึ่งเราได้เจอป้าหนู (ภวัญญา แก้วนันตา) ในคลาสเรียน

“พอได้เรียนก็รู้สึกว่า เราอยากเห็นสินค้าของคนพิการเป็นสินค้าที่สวยงาม น่าซื้อ เพราะเรื่องหนึ่งที่เป็นคำถามในใจเลยคือ ทำไมเราต้องซึ้อสินค้าคนพิการแล้วไม่ได้ใช้ ทำไมต้องซื้อสินค้าด้วยความรู้สึกว่าเราต้องช่วย เมื่อได้มาทำงานแฮนด์เมดก็รู้สึกว่าทำไมสินค้าคนพิการไม่สวยสักที จนได้เจอคำตอบที่ว่า กระบวนการผลิตสินค้าทั้งหมด ขาดคนที่มีความรู้ในด้านพัฒนาสินค้ามาช่วยเขา เราปล่อยให้คนพิการทำงานเพียงลำพัง เราเลยรู้สึกว่าถ้าเรามีความสามารถ มีความรักในงานแฮนด์เมด เอาสิ่งที่เรารักพัฒนาสินค้าให้เขา และให้เขาขายได้มากขึ้น นี่คือการยกระดับสินค้าคนพิการ มันก็เลยทำให้เรารู้สึกอยากที่จะทำ” คุณผึ้งกล่าวถึงที่มาที่ไปของโครงการปักจิตปักใจ

หลักการและเหตุผล

โชคดีที่คุณผึ้งมีน้องชายที่อยู่ข้างๆ บ้าน สมัยที่คุณผึ้งยังอาศัยอยู่ที่กรุงเทพมหานครคือ คุณเติร์ด-ต่อพงศ์ เสลานนท์ นายกสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย ซึ่งคุณผึ้งได้นำความคิดทั้งหมดไปเสนอกับคุณเติร์ด

เขาตอบเธอเพียงแค่ว่า “พี่เอายังไง ผมก็เอาด้วย”

ปักจิตปักใจ

“ตัวผมเองในนามสมาคมฯ ก็พยายามที่จะเฟ้นหาอาชีพใหม่ๆ ให้กับคนตาบอด เพราะอาชีพที่คนตาบอดประกอบอยู่ในตอนนี้หลักๆ 3 หมวดคือ นวดแผนไทย ขายลอตเตอรี่ และร้องเพลง กลุ่มตลาดอาชีพเหล่านี้มันขยายตัวต่อไปไม่ได้ ซึ่งกลุ่มคนที่ประกอบอาชีพเหล่านี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของคนตาบอดทั้งหมด คำถามคือ จะทำอย่างไรกับคนอีกจำนวนหนึ่งที่ไม่มีงานทำ สมาคมฯ จึงต้องสร้างนวัตกรรม ก่อนหน้านี้พยายามในเรื่องเกษตร แต่ไม่ได้ผล เราจึงเอาอาชีพที่เกี่ยวข้องกับงานหัตถกรรมที่คนตาบอดมีทักษะอยู่แล้วมาปัดฝุ่นใหม่จากคำแนะนำของพี่ผึ้ง” คุณเติร์ดกล่าวถึงส่วนร่วมของสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทยต่อโครงการปักจิตปักใจ

โดยบทบาทของคุณเติร์ดและสมาคมฯ คือการสนับสนุนงบประมาณโครงการ การเฟ้นหาสมาชิกเพื่อเข้ารับการอบรม เป็นกลุ่มผู้ผลิตชิ้นงานสำหรับวางจำหน่ายจริง

ปักจิตปักใจ

อีกหนึ่งกำลังสำคัญของโครงการปักจิตปักใจ คือครูผู้สอนการปักผ้าและการดูแลผลิตภัณฑ์ผ้าทั้งหมด ทั้งหมดนี้อยู่ในความดูแลของ ป้าหนู-ภวัญญา แก้วนันตา ผู้เป็นทั้งครูในรั้วโรงเรียนประถมและครูผู้สอนปักผ้า อีกทั้งการเป็นเจ้าของ Sewing Studio by Phanue ซึ่งเป็นฐานบัญชาการที่สำคัญของโครงการ

จากบทบาทครูผู้สอนปักผ้าที่ป้าหนูมีคุณผึ้งเป็นหนึ่งในนักเรียน คุณผึ้งได้เรียนปักผ้าซาชิโกะจากป้าหนู ซึ่งเป็นการปักผ้าโบราณของญี่ปุ่น โดยใช้ด้ายเดี่ยวสำหรับการปักลงบนผ้าให้เกิดลวดลายเป็นเส้นตรงที่มีความยาวเท่าๆ กันตามรูปทรงเรขาคณิต ทั้งวงกลม สี่เหลี่ยม สามเหลี่ยม ฯลฯ การปักผ้าชนิดนี้เป็นหนึ่งในศิลปะการปักผ้าของหญิงสาวชาวญี่ปุ่น ที่เธอจะทำในเวลากลางคืนซึ่งไม่มีแสงจากไฟฟ้า เทียน หรือเครื่องให้แสงสว่างใดๆ

ปักจิตปักใจ

เมื่อคุณผึ้งนำแนวคิดการปรับปรุงผลิตภัณฑ์จากฝีมือคนตาบอดไปนำเสนอและขอคำปรึกษาจากป้าหนู เธอไม่ลังเลที่จะยื่นมือเข้ามาช่วยคุณผึ้งและร่วมเป็นส่วนสำคัญของโครงการปักจิตปักใจ

“อยู่มาวันหนึ่งครูผึ้งก็มาถามก่อนว่า มันจะเป็นไปได้มั้ยที่จะสอนให้คนตาบอดปักผ้า ก็อึ้งไปนิดหนึ่งนะคะ แต่สาเหตุที่รับทำเพราะว่าการทำผ้าของชาวญี่ปุ่นในอดีตเขาก็ไม่ได้ปักที่เห็นแสงไฟนะ พอไม่ใช่ไฟเยอะ คนตาบอดเขาไม่เห็นอยู่แล้ว ก็เริ่มเห็นความเป็นไปได้” ป้าหนูกล่าวถึงการตัดสินใจเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาโครงการ

วิธีการดำเนินการ

ป้าหนูเริ่มหาวิธีการที่จะทำให้คนตาบอดสามารถเย็บและปักผ้าได้ โดยเริ่มต้นจากจุดเริ่มต้นของการเย็บผ้า นั่นคือการสนเข็ม ซึ่งสิ่งที่ป้าหนูคำนึงถึงในการออกแบบอุปกรณ์เย็บผ้าสำหรับคนตาบอดมีสองประการ หนึ่ง เนื่องจากคนตาบอดไม่สามารถมองเห็น การใช้กระพวนผูกกับอุปกรณ์ต่างๆ เช่นเข็มหรือกรรไกร จะทำให้คนตาบอดหาอุปกรณ์ได้ง่ายขึ้น สอง วัสดุสำหรับการเย็บปักถักร้อยต้องมีขนาดใหญ่เป็นพิเศษ ทั้งการใช้เข็มขนาด 2 ¾ เอ็นเบอร์ 30 เพื่อการสนเข็ม และด้ายไหมเมืองขนาดใหญ่กว่าปกติ เพื่อให้คนตาบอดสามารถจับและสัมผัสรู้ได้

ปักจิตปักใจ ปักจิตปักใจเมื่อการทดลองเสร็จสิ้น ทั้งลองผิดและลองถูก จากนี้ไปจึงถึงเวลาของการสอนคนตาบอดจริง การเรียนการสอนครั้งแรกเกิดขึ้นในวันที่ 3 มิถุนายน มีนักเรียนคนตาบอดเข้าร่วมทั้งหมด 6 คน

ทั้งคุณผึ้งและป้าหนูในฐานะครูผู้สอนต่างลุ้นกันจนตัวเกร็งว่า คนตาบอดจะทำได้หรือไม่

แต่ด้วยความตั้งใจและความพยายามของนักเรียน เพียง 2 ชั่วโมงคนตาบอดสามารถสนเข็มและเย็บลวดลายบนผ้าจริงได้

“วันแรกเป็นวันที่เครียด ลุ้นกันถึงขนาดป้าหนูนี่เหงื่อแตกเลยนะ (หัวเราะ) ที่สำคัญคือ คนตาบอดที่ทางสมาคมชวนมาปักผ้า ตอนแรกทุกคนกลัวมาก ทุกคนมานั่งจับอุปกรณ์กันแล้วก็เครียดมากค่ะ มีป้าคนหนึ่งที่ไม่เคยจับเข็มเลยแต่อยากลอง กว่าที่จะให้เขาคลำอุปกรณ์ เขาสนเข็ม มันก็ยากในตอนเริ่ม แต่พอเริ่มลงมือปักก็พบความมหัศจรรย์ว่า เฮ้ย คนตาบอดทำได้ แล้วทำได้ดีกว่าที่คิดด้วย

“อีกสิ่งหนึ่งที่เรากังวลคือ เอ๊ะ แล้วคนตาบอดจะทำลายได้มั้ย อย่างวงกลมมันยาก แต่ว่าคนตาบอดทำวงกลมสวยมาก เราพบว่าสิ่งที่เราคิดไว้มันมากกว่าที่เราหวัง ความจริงมันสวยกว่าที่เราฝันไว้อีก” คุณผึ้งกล่าวถึงวันแรกของการสอนในคลาสเรียนของกลุ่มคนตาบอดรุ่นที่ 1

ป้าหนูได้ออกแบบหลักสูตรการปักผ้าซาชิโกะไว้ทั้งหมด 6 สัปดาห์ โดยหนึ่งสัปดาห์จะเรียน 2 วัน เรียงจากความง่ายไปหาความ ‘ซับซ้อนมาก’ และลวดลายที่หลากหลายนอกจากทรงเรขาคณิตอีกด้วย

ปักจิตปักใจ

“ป้าหนูวางการสอนจากลายง่ายไปหาลายที่ซับซ้อนขึ้น เราจะไม่พูดคำว่ายาก เพราะเมื่อบอกว่ายากสมองของคนเราจะสั่งว่าทำไม่ได้ แล้วคนตาบอดเขาทำได้หมดทุกลายที่เราวางไว้ จึงเริ่มเปลี่ยนวัสดุที่เขาใช้ปัก จากผ้ารองแก้ว ผ้ารองจาน เป็นกระเป๋าใบเล็ก กระเป๋าใบใหญ่ เราต้องเรียบเรียงเพื่อฝึกทักษะให้ชำนาญขึ้น” ป้าหนูกล่าว

เปิดขายสินค้า

ผ่านพ้นการฝึกปักผ้าซาชิโกะตลอดหลักสูตร 6 สัปดาห์ คุณผึ้งจึงเปิดเพจ ‘ปักจิตปักใจ’ เพื่ออัพเดตข่าวสารของโครงการ อีกทั้งเป็นพื้นที่สำหรับขายสินค้าจากฝีมือของนักเรียนเหล่านี้ โดยสินค้ามีทั้งกระเป๋าผ้า ซองใส่ดินสอ ปกสมุด ผ้าพันคอ เป็นต้น

ความมหัศจรรย์อีกหนึ่งประการที่เกิดขึ้นคือ เมื่อประกาศเปิดสั่งจองสินค้าในแต่ละรอบ สินค้าทั้งหมดถูกจองและซื้อจนหมดในเวลาอันรวดเร็วทุกครั้ง จนสินค้าไม่พอขาย

“วันแรกที่เปิดขายมีความรู้สึกอยู่ 3 ข้อ อย่างแรกคือ สังคมจะตอบรับมั้ย สิ่งที่เรากำลังพยายาม ความสวยงามของงานฝีมือจากคนตาบอด เรากำลังลุ้นว่าคนจะยอมรับได้มั้ยว่าคนตาบอดทำได้ขนาดนี้ สองคือ ราคา เราต้องการให้คนยอมจ่ายราคาสินค้าคนพิการที่สูงขึ้นมา เพื่อจ่ายความน่าทึ่ง จ่ายค่าความพยายาม จึงเป็นเหตุผลที่ทำไมเลือกงานปัก ทำไมเลือกเข็ม เพราะเมื่อเอางานปักมาขาย คนปกติที่ไม่เคยปักผ้าก็จะคิดว่า เฮ้ย ฉันยังทำไม่ได้ นี่คือการยกระดับศักยภาพของคนพิการซึ่งคนไม่พิการเคยมองเขา”

ปักจิตปักใจ

“สิ่งที่พี่เห็นผลตอบรับที่ดีมาก และไม่เคยเห็นมาก่อนในสังคมไทยคือ การต่อคิวเพื่อรอซื้อสินค้าคนพิการ มีคนรอสั่งผ้าพันคอ 40 ผืน แต่ละคนก็เขียนโน้ตมาว่า “นานเท่าไหร่ก็จะรอ” “อยากได้ไปห่มไว้ให้เป็นกำลังใจให้ตัวเองยามท้อ” มันกลายเป็นของที่มีคุณค่า แล้วอยากซื้อให้คนอื่น” คุณผึ้งกล่าวถึงผลตอบรับของการเปิดสั่งสินค้า

จากความสำเร็จของโครงการปักจิตปักใจ ทำให้โครงการได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนมากขึ้น (ฉันและ The Cloud ก็เช่นกัน) ครั้งหนึ่งที่ตัวแทนโครงการได้ให้สัมภาษณ์กับรายการโทรทัศน์รายการหนึ่ง หลังจากการบันทึกรายการ ป้าหนูเล่าให้ฉันฟังว่า โปรดิวเซอร์ของรายการนั้นขอซื้อที่รองแก้วเล็กๆ หนึ่งอันเพื่อเก็บเอาไว้ในกระเป๋า ในยามท้อแท้เขาจะมีเครื่องเตือนใจคือผ้ารองแก้วที่บรรจงปักโดยคนตาบอดชิ้นนี้ แต่น่าเสียดายที่สินค้าหมด โปรดิวเซอร์จึงบอกกับทีมงานในวันนั้นว่า หากมีสินค้าจำหน่าย ให้รีบแจ้ง

ผลที่ได้รับจากโครงการ

ปัจจุบันทางโครงการกำลังอยู่ในขั้นตอนการอบรมสมาชิกคนตาบอดรุ่นที่ 2 ทั้ง 11 คน ซึ่งดำเนินการอยู่ที่อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อเป็นการขยายโอกาสการสร้างอาชีพให้กับผู้พิการทางสายตานอกเขตอำเภอเมืองฯ จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อสร้างฐานการผลิตสินค้าให้เพียงพอกับออร์เดอร์สั่งซื้อที่เยอะมาก และการแบ่งรายได้ระหว่างสมาชิกในโครงการนั้น สมาชิกจะได้รายได้จากการจำหน่ายถึง 2 ใน 3 ของราคาสินค้า (ยกตัวอย่างกรณีผ้าพันคอและผ้าคลุมไหล่)

คุณผึ้งบอกฉันว่า รายได้เหล่านี้ไม่เพียงแต่สร้างอาชีพให้แก่คนตาบอดเท่านั้น หากแต่เป็นการเพิ่มมูลค่าในศักยภาพและความพยายาม เพื่อพาคนตาบอดก้าวข้ามในสิ่งที่ตนทำไม่ได้

ปักจิตปักใจ ปักจิตปักใจ

สำหรับสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย มองโครงการปักจิตปักใจเป็นต้นแบบของ Social Enterprise ที่สามารถดำรงต่อได้อย่างยั่งยืน อีกทั้งเพิ่มกำลังใจให้กับคนตาบอดในการสร้างอาชีพและดำรงชีวิตต่อไป

“เราอยากจะสื่อสารให้คนในสังคมได้เห็นว่าถ้าเราคิดจะช่วยใครสักคน ถ้าเราทำอย่างจริงจังและต่อเนื่อง เราสามารถทำได้โดยไม่ต้องรอใคร จากกำไรที่เราได้ในการจำหน่ายสินค้า เงินตรงนี้ก็จะไปอบรมให้คนตาบอดในรุ่นต่อๆ ไป ก็จะเป็นวัฏจักรนี้

“ปลายทางแห่งความคาดหวังก็อยากจะให้ปักจิตปักใจเป็นผลิตภัณฑ์จากคนพิการ จากผู้ด้อยโอกาส และไม่ใช่ขายเฉพาะคนไทยนะ ขายคนทั้งโลกเลย เพื่อเป็นแบรนด์ให้คนทั้งโลกชื่นชม ถ้ามันสามารถแผ่คุณประโยชน์ไปช่วยคนตาบอดในประเทศอื่นๆ ได้ก็จะดี” คุณเติร์ดกล่าวถึงความคาดหวังของโครงการปักจิตปักใจในอนาคต

ปักจิตปักใจ ปักจิตปักใจ

สำหรับคุณผึ้งและป้าหนู ในฐานะผู้เริ่มต้นโครงการนี้จนเป็นรูปเป็นร่างออกมาอย่างสมบูรณ์

ฉันนึกสงสัยเหลือเกินว่า สุดท้ายแล้ว เธอทั้งสองได้อะไรจากการทำโครงการนี้

“ป้าหนูก็จะได้ความสุขใจและได้บุญ เวลาเราทำอะไรที่ประโยชน์กับสังคม โดยที่เราไม่ได้หวังอะไรตอบแทนเลย ก็จะทำให้เราอิ่มใจ สุขภาพจิตดี ยิ่งเวลาของคนเราเหลือน้อย เราควรที่จะต้องตอบแทนสิ่งดีๆ ให้กับสังคมบ้าง  ป้าหนูเป็นครูโดยอาชีพหลักแล้ว ชีวิตความเป็นครูไม่ร่ำรวยหรอก แต่เป็นสิ่งที่ทำให้เราอิ่มใจ สุขใจ มันก็สะท้อนถึงตัวป้าเองว่าป้าจะต้องมีสุขภาพดีที่จะทำงานต่อไป ต้องไม่ตามใจตัวเอง ต้องมีวินัยในตัวเองมากขึ้น” ป้าหนูกล่าวถึงสิ่งที่ได้รับจากโครงการ

ปักจิตปักใจ

“ในฐานะที่เราฝัน ถ้าเราเคยฝันในสิ่งที่เรารู้สึกว่าไม่รู้มันจะเป็นไปได้รึเปล่า แล้วมันเป็นไปได้ เราไม่สามารถที่จะบอกคนอื่นได้ว่ามันมีความสุขมากขนาดไหน ในวันที่เราเห็นว่าคนตาบอดทำได้ โครงการปักจิตปักใจเติมเต็มในความเชื่อของเราว่า ถ้าเราฝันแล้วลงมือทำ มันคือก้าวที่เราจะเห็นมันเป็นความจริง แต่ถ้าเราไม่ลงมือทำ เราไม่ก้าว เราก็ได้แต่ฝัน” คุณผึ้งกล่าว

ภาพ: วันดี สันติวุฒเมธี

Writer

Avatar

สุรพันธ์ แสงสุวรรณ์

เขียนหนังสือบนก้อนเมฆในวันหนึ่งตรงหางแถว และทำเว็บไซต์เล็กๆ ชื่อ ARTSvisual.co

Photographer

Avatar

บีซัน ตัน

ช่างภาพหุ่นหมี อารมณ์ดี มุกแป้ก เพิ่งจบใหม่จากรั้ววิจิตรศิลป์ มช. ปัจจุบันเป็นวิดีโอครีเอเตอร์อิสระอยู่ที่เชียงใหม่

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

คุณรู้จักซีรีส์สืบสวนสอบสวนอย่าง CSI ไหม แล้ว NCIS, Bones หรือ Partners for Justice ล่ะ

ถ้ารู้จัก คงเคยได้ยินชื่ออาชีพ ‘นักนิติวิทยาศาสตร์’ อยู่บ้าง พวกเขาคือผู้เชี่ยวชาญที่ใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ตรวจพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคล เพื่อช่วยสืบคดีและค้นหาความจริงผ่านศพ 

ในประเทศไทย นักนิติวิทยาศาสตร์คือหนึ่งในทีมเบื้องหลังของ สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม ผู้ช่วยพิสูจน์อัตลักษณ์เพื่อติดตามคนหายและพาโครงกระดูกนิรนามกลับบ้าน

ฟังดูอาจเป็นเรื่องไกลตัว แต่แท้จริงแล้ว ‘คนหาย’ เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับใคร เมื่อไหร่ก็ได้ อย่างที่เราเคยเห็นฉลากน้ำดื่มที่มีภาพเด็กหาย เห็นโพสต์ตามหาญาติในเพจมูลนิธิกระจกเงา รวมไปถึงประกาศผ่านข่าวและหน้าหนังสือพิมพ์ไม่เว้นแต่ละวัน

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

แต่ไม่ว่าชีวิตพวกเขาจะอยู่ในสถานะใด เป้าหมายของ พันตำรวจตรีสุริยา สิงหกมล ผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ และ นก-นฤมล ภราสมพงษ์ นักนิติวิทยาศาสตร์ชำนาญการพิเศษ หัวหน้ากลุ่มตรวจวิเคราะห์กระดูก กองพัฒนาระบบการติดตามคนหายและการพิสูจน์ศพนิรนาม คือ ‘การพาทุกคนกลับบ้าน’ 

ครั้งนี้ The Cloud จึงขอนำทุกท่านเข้าสู่โลกเบื้องหลังอันเต็มไปด้วยความหวังที่ไม่เคยริบหรี่ พบเจอกับกลุ่มคนผู้เปี่ยมพลังในการเปลี่ยนความหวังให้เป็นความจริง

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

3,291
สถานะ : พบตัว / ส่งคืน

ครอบครัวหนึ่งลาออกจากงาน เดินทางตั้งแต่เหนือจรดใต้ของประเทศไทยเพื่อตามหาคนรักที่หายไป โดยมีเพียงกระดาษ A4 ที่พรินต์รูปคนสำคัญและความหวังที่จะพาเขานั้นกลับบ้าน

ปัจจุบัน ประเทศไทยมีบุคคลสูญหายกว่า 2,346 ราย บุคคลนิรนามอีก 1,663 ราย ศพนิรนามอีก 2,848 ราย และตัวเลขเหล่านี้เพิ่มขึ้นทุกวันตามสถิติในหน้าเว็บไซต์ของ คณะกรรมการพัฒนาระบบการติดตามคนหาย และการพิสูจน์คนนิรนามและศพนิรนาม (ค.พ.ศ.)

ตัวเลขหลักพันประกอบจากชีวิตหลักหน่วยที่อาจเป็นได้ตั้งแต่คนชราผู้มีโรคอัลไซเมอร์ติดตัว ผู้ป่วยที่มีอาการหลงลืม เด็กที่ประสบอุบัติเหตุจนจำอะไรไม่ได้ หรือแม้กระทั่งผู้เคราะห์ร้ายจากคดีฆาตกรรม

สถาบันนิติวิทยาศาสตร์จึงทำงานทั้งในแง่ประกาศคนหาย ประกาศคนนิรนาม ประกาศศพนิรนาม จนถึงพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคล ทั้งจากข้อมูล ลายนิ้วมือ ผลทันตกรรม ไปจนถึง DNA เพื่อช่วยในการทำคดี

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

เราขอฉายภาพให้เข้าใจก่อนว่า พวกเขามีภารกิจช่วยคนและศพ ประเทศไทยมี ‘คนหาย’ ที่ไม่แน่ใจในสถานะ พวกเขาคือคนที่ญาติแจ้งความกับตำรวจ และยินยอมเผยแพร่ข้อมูลเพื่อให้ ‘สังคม’ ช่วยแจ้งเบาะแส 

ประเทศไทยมี ‘คนนิรนาม’ ที่ยังมีชีวิต แต่จำชื่อตนเองไม่ได้ ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร ให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ถูกบ้างผิดบ้าง อีกทั้งบางคนเดินทางข้ามจังหวัด จนการตามหาคนรู้จักกลายเป็นเรื่องยาก

สุดท้าย ประเทศไทยมี ‘ศพนิรนาม’ จำนวนนับพันที่ไม่รู้ว่าเป็นใคร บางคนมาในสถานะที่ญาติยังจดจำใบหน้าได้ และบางคนมาเพียงกระดูก ถึงอย่างนั้น นักนิติวิทยาศาสตร์ก็มองว่า กระดูกเพียงไม่กี่ชิ้นคือหลักฐานสำคัญที่ทำให้รู้ว่า พวกเขาเคยมีชีวิตอยู่บนโลก

แต่การนำคนหายและศพกลับบ้านไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะฐานข้อมูลคนหายในไทยยังกระจัดกระจายไม่รวมเป็นหนึ่ง บ้างไม่ถูกบันทึกลงระบบ ไหนจะเรื่องสิทธิในการเปิดเผยข้อมูลที่คลุมเครือ

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

“เราไม่ทราบว่าญาติของผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นใคร จะเปิดเผยข้อมูลลงเว็บให้ญาติมาหาก็ยังมีความก้ำกึ่งเรื่องสิทธิมนุษยชน เราจึงควรมี พ.ร.บ. บุคคลสูญหาย บุคคลนิรนาม หรือศพไร้ญาติ เพื่อระบุข้อกำหนดให้ชัดเจนในการเก็บ DNA เผยแพร่ข้อมูล รวมถึงทำให้สังคมรู้ว่านี่คือธุระของทุกคน”

นอกจากมูลนิธิกระจกเงาผู้ทำงานด้านบุคคลสูญหายมายาวนาน ทางสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ยังพยายามขับเคลื่อนเรื่องนี้โดยอาศัยความร่วมมือจากภาครัฐและเอกชน พัฒนาระบบ CIR เพื่อให้ข้อมูลที่ญาติกรอกและข้อมูลที่หน่วยงานรับแจ้งจับคู่กันได้ง่ายขึ้น รวมไปถึงจัดระเบียบการฝังศพนิรนามในสุสานศพไร้ญาติ เพื่อให้พวกเขายังมีโอกาสกลับสู่ครอบครัว

“ในสุสานต่างจังหวัดไม่มีการจัดการที่เป็นระบบ เราเลยทำ MOU ร่วมกับมูลนิธิสว่างอริยะธรรมสถาน (เม่งเลี้ยง) และกลุ่มสหพุทธรรมสงเคราะห์ (พ้งเลี้ยง) เพื่อสร้างมาตรฐานการเก็บศพ กำหนดว่าเก็บไว้กี่ปี ระบุเงื่อนไขก่อนเผาทำลาย เราไม่อยากให้ถึงวันที่ญาติมา แล้วพบว่าคนในหลุมถูกเผาไปแล้ว 

“แล้วเรายังมีกรณีที่ญาติทราบว่าศพอยู่กับที่นี่ แต่ไม่มีเงินมารับกลับ ทางเราเองก็มีต้นทุนในการดำเนินงานจำกัดสวนทางกับจำนวนคนหาย ในอนาคตจึงมีแผนเปิดมูลนิธิของสถาบันเพื่อสนับสนุนค่าใช้จ่ายในส่วนต่าง ๆ เพิ่มเติม”

ผู้อำนวยการเล่าพร้อมพาเราขึ้นไปยังห้องเก็บกระดูก เพื่อพบกับนฤมล นักนิติวิทยาศาสตร์ผู้อยู่เบื้องหลังการวิเคราะห์กระดูก และส่งศพนิรนามกลับบ้าน

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

จุดเริ่มต้นจากคำถามของคุณหญิงพรทิพย์

“คิดว่าความรู้ของตัวเองมีประโยชน์อะไร ไหนลองบอกมา” คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ (ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการและอาจารย์ในสมัยนั้น) ถามนฤมล

เธอเพิ่งส่งใบสมัครเข้าทำงานที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ และถูกเรียกให้เข้าสัมภาษณ์ภายในไม่กี่วัน

“หนูรู้จักแค่โครงกระดูกมนุษย์และร่างกายมนุษย์ค่ะ แต่ไม่ค่อยรู้อะไรเกี่ยวกับสถาบันนิติวิทยาศาสตร์เลย” เธอตอบ

“งั้นมาลองทำดูโดยใช้ความรู้ที่มี พี่กำลังต้องการความรู้นั้น”

นฤมลเป็นเด็กสายวิทย์ เรียนจบปริญญาตรีคณะเทคนิคการแพทย์ สาขาวิชารังสีเทคนิค มหาวิทยาลัยมหิดล เข้าทำงานเป็นนักรังสีเทคนิคในแผนกเอกซเรย์ของโรงพยาบาล ก่อนเรียนต่อจนจบปริญญาโทกายวิภาคศาสตร์ เพราะตนเองคล่องเรื่องกระดูกมนุษย์ แต่ตอนนั้นยังไม่มีคำว่านิติวิทยาศาสตร์อยู่ในความคิดของเธอ

“เพื่อนเคยแซวตอนเรียนปริญญาโทว่า จบแล้วไปทำงานกับอาจารย์พรทิพย์สิ เพราะเรามักเห็นท่านนั่งทานข้าวในโรงอาหาร เราไม่กลัวศพ เราไม่กลัวเลือด แต่ตอนนั้นไม่ได้รู้สึกคล้อยตามเพื่อน

“พอจบกายวิภาคมา คนส่วนใหญ่ไปเป็นอาจารย์ เราก็คิดอย่างนั้น จนไปเจอเว็บไซต์สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ประกาศรับคนจบปริญญาสาขาที่เราเรียนหรือสาขาที่เกี่ยวข้อง เราก็ส่งไปจนได้สัมภาษณ์กับอาจารย์พรทิพย์ในอีก 2 วันถัดมา”

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

ยุคนั้นปริญญาโทกายวิภาคมีนักศึกษาเรียนจบน้อย ในรุ่นของนฤมลมีเพียง 2 คน เธอจึงกลายเป็นบุคลากรคุณภาพในวันที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์เพิ่งเริ่มก่อตั้ง ถึงขั้นที่คณะกรรมการคุยกันว่า โปรไฟล์นี้คือคนที่คุณหญิงต้องการ

“พอสัมภาษณ์เสร็จเราถามอาจารย์พรทิพย์ว่า หนูได้ไหมคะ ท่านบอกว่า มาทำงานได้เลย อาจารย์มอบหมายให้อยู่ศูนย์พิสูจน์บุคคลสูญหาย จนถึงวันนี้ 19 ปีแล้ว เราก็ยังทำงานที่นี่อยู่”

เข้างานวันแรก ๆ หน้าที่ของนฤมลคือการรับศพและเดินทางไปที่เกิดเหตุเพื่อค้นหากระดูก ฟังดูเหมือนง่าย แต่เส้นทางการทำงานที่แท้จริงขรุขระเสมอ เธอต้องขวนขวายอ่านหนังสือ ปรึกษาขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญทั้งในและต่างประเทศ และสอบชิงทุนเพื่อไปศึกษาการทำงานในต่างประเทศ หนึ่งในนั้นคือการไปเรียนที่ฮาวายใน Forensic Science Academy ห้องปฏิบัติการนิติมานุษยวิทยา (Central Identification Laboratory, Hawaii) ที่ดีที่สุดในโลก

“อาจารย์พรทิพย์เห็นความสำคัญเรื่องนิติวิทยาศาสตร์มานานแล้ว เพราะประเทศไทยในอดีตไม่มี กระดูกหรือศพเน่าจึงถูกละเลยเพราะไม่มีข้อมูล แต่ด้วยการขับเคลื่อนของอาจารย์และอีกหลายท่าน ไทยจึงได้ร่วมมือกับต่างประเทศ และตัวเองก็ได้รับการสนับสนุนจากผู้ใหญ่จนมีความรู้ในการทำงานมากขึ้นเรื่อย ๆ”

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

Diary of Life

หากศพอยู่ในสภาพที่แพทย์ชันสูตรตรวจสอบอะไรต่อไม่ได้ ด่านต่อไปคือการค้นหาข้อมูลจากกระดูก หน้าที่ของนฤมลคือการรับศพจากห้องแล้วนำไปสลายที่นครนายก เพื่อเอาเนื้อเยื่อออกและทำความสะอาด จากนั้นจึงตรวจกระดูกอย่างละเอียดเพื่อค้นหาร่องรอย ความผิดปกติ เช่น โรคและบาดแผลต่าง ๆ

“ไม่ใช่ทุกเคสที่มีกุญแจให้เราไข แต่บางเคสมี เช่น Defend Wound คนอาจยกแขนขึ้นมาป้องกันตัวจนเกิดรอยลึกบนกระดูก ถ้าพี่เห็นรอยแตกบนกระดูกเป็นรอยสันคมแนวขนาน แปลว่าอาจเกิดจากของมีคม

“หรือสมมติเจอกองเนื้ออยู่บนพื้น พี่เอามาตรวจแล้วเจอรูกลม ๆ บนกระดูก แปลว่าสาเหตุการตายอาจไม่ใช่รถทับ เพราะมีรอยกระสุน ใครบ้างจะปล่อยให้รถทับแล้วมายิงซ้ำ หรือเจอศพแล้วค่อยมายิง หากพี่ส่งสิ่งที่ตรวจเจอให้พนักงานสอบสวน อย่างน้อยเขาอาจเอาไปเป็นข้อมูลสำหรับทำคดีต่อได้” นฤมลเล่าประสบการณ์

ด้วยความที่คลุกคลีกับศพและกระดูกมานาน เพียงการมองด้วยตาเปล่าก็ทราบได้ว่านั่นคือกระดูกคนหรือสัตว์ เพราะฉะนั้น หากสงสัย โปรดส่งมาให้สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ตรวจสอบ

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

“เราจะนำกระดูกที่ได้ทั้งหมดมาเรียง เพื่อสร้าง Biological Profile ระบุเพศ อายุ เชื้อชาติ ส่วนสูง สาเหตุการตาย ซึ่งมีส่วนช่วยในการหาคนหายและทำคดี อย่างกระดูกชิ้นนี้ที่มีเหล็กดามอยู่” เธอชี้

เหล็กที่ว่าเป็นข้อมูลพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคลชิ้นสำคัญ หากทราบเพิ่มเติมว่าศพนี้เป็นเพศชาย อายุระหว่าง 19 – 30 ปี มีเหล็กดามเข่า เจ้าหน้าที่จะลดจำนวนกลุ่มเป้าหมาย โดยตีวงไปยังผู้สูญหายที่เพศ ช่วงอายุ ประวัติทางการแพทย์ และข้อมูลจากญาติตรงกัน

“จากที่มีข้อมูลคนสูญหายเพศชายในระบบ 100 คน อาจเหลือแค่ 20 คนที่ขาเจ็บ หากศพดามเหล็กที่ขาขวา อาจเหลือที่ตรงกันแค่ 5 คน หลังจากนั้นจะมีการ Confirm Test โดยนำญาติมาที่สถาบันฯ เพื่อตรวจสอบหลักฐาน รูปพรรณสัณฐาน และข้อมูลเพิ่มเติมทางการแพทย์ ถ้าเข้าข่ายจึงส่งไปตรวจ DNA”

เพราะฉะนั้น สิ่งสำคัญที่สุดคือ ‘ข้อมูล’ โดยเฉพาะข้อมูลจากญาติพี่น้อง หากใครมีประวัติทันตกรรมหรือประวัติทางการแพทย์ ไม่ว่าจะเป็นผลเอกซเรย์ ผ่าตัด หรือดามเหล็ก โปรดเก็บเอาไว้ให้ดี สิ่งนี้คือหลักฐานที่จะตามหาญาติของท่านจนพบ

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน
'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

แล้วในคดีสำคัญ เราจะรู้ได้อย่างไรว่าผู้ตรวจสอบไม่มีอคติในการทำงาน

นฤมลบอกว่าทุกกระบวนการเป็นไปตามหลักสากลที่เรียกว่า Blind Analysis คือเธอไม่ทราบข้อมูลของโครงกระดูกเลย ไม่ว่าจะประวัติ สำนวนคดี หรือสถานที่ที่พบ เพื่อปฏิบัติกับกระดูกทุกโครงอย่างเท่าเทียม

“สุดท้ายพี่จะรู้ข้อมูลเองเมื่อศพบอก สมมติ พี่เจอรากไม้ตามโพรงจมูก พี่จะเขียนลงในรายงานว่ามีรากไม้ ซึ่งอาจตรงกับคดีว่า ตำรวจไปเก็บมาจากป่า ขุดจากดิน หรืองมจากในน้ำ บางทีเราไปพลิกป่าหาเอง ได้มา 1 ชิ้นก็ถือว่าได้ แต่ข้อมูลจะน้อยกว่าได้มาทั้งโครง”

ภาพ : นันโท ศาสตร์ประสิทธิ์

เกือบ 2 ทศวรรษที่ผ่านมา งานนี้สอนเธอว่า กระดูกที่คนอื่นมองเป็นเพียงกระดูก แท้จริงแล้วคือสมุดบันทึกชีวิตที่ไม่ใช่ใครก็เปิดอ่านได้

“แต่เราคือคนนั้น ใครเคยแขนหัก ขาหัก มันบันทึกอยู่ในกระดูก ต่อให้ผ่านไป 10 – 20 ปีมันก็จะถูกบันทึกอยู่อย่างนั้น พี่จะเห็นร่องรอย พี่จะรู้ว่าเขามีตัวตน แต่ถ้ากระดูกนี้ไปอยู่กับคนอื่น เป็นผู้เคราะห์ร้ายสักคนที่ล้มอยู่ที่ไหนสักแห่ง กระดูกของพวกเขาอาจกระจัดกระจาย ตัวตนแตกสลาย และหายไปตลอดกาล

“อะไรที่จะบอกกับประชาชนได้ คืออยากให้ช่วยแจ้งพนักงานสอบสวนเพื่อเก็บกระดูกที่คุณพบมาให้เรา ไม่ต้องกังวลว่านั่นจะเป็นกระดูกสัตว์แล้วใครจะว่าอะไร หากนั่นเป็นคนที่คุณรัก คุณก็คงคิดเหมือนกันว่าอยากเพิ่มโอกาสในการหาเขาให้เจอ”

'คนหายไม่ใช่เรื่องไกลตัว' คุยกับทีมงานสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ผู้อยู่เบื้องหลังการพาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

จะรอวันได้พบเธอ

“พี่ทำงานนี้มา 19 ปี ไม่ได้สำเร็จทั้งหมด แต่ก็หาเจอหลายเคส พี่ไม่ได้ไปคุยกับญาติเขาโดยตรง แต่ดีใจอยู่ข้างหลังทุกครั้งที่มีน้องมาบอกว่า เราได้คืนคนสำคัญให้ครอบครัว 

“มีจริง ๆ พ่อแม่ที่แข็งแรงดีเดินออกไปตลาด แต่หายไปเป็น 10 ปี บางคนความจำดีแต่ดันถูกรถเฉี่ยวจนหลงลืม ถูกส่งไปสถานสงเคราะห์ บางคนหนีออกมาเพราะจะกลับบ้าน แต่ดันหลงไปไกลกว่าเดิม ลูกหลานลาออกจากงานเพื่อตามหา หากเขารู้ว่าสุดท้ายพ่อแม่อยู่ที่นี่ อย่างน้อยชีวิตเขาก็ได้เดินต่อ อย่างน้อยเขาก็ได้พ่อแม่คืน

“กระดูกที่คุณเก็บมาให้เราตรวจ คุณรู้ไหมว่าเขาตามหากันขนาดไหน” นฤมลเล่าอย่างตั้งใจ

ภายในห้องเก็บกระดูกของสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ มีกระดูกนิรนามรอคอยการกลับบ้านกว่า 1,600 โครง จาก 4 จังหวัดที่สถาบันรับผิดชอบ อาวุโสที่สุดอยู่มาตั้งแต่ พ.ศ. 2545 และมีอีกมากมายกระจายอยู่ทั่วประเทศไทย

ภาพ : นันโท ศาสตร์ประสิทธิ์

“เรามีกลุ่มพิสูจน์อัตลักษณ์ที่ติดต่อกับญาติ กลุ่มบริหารจัดการฐานข้อมูลเพื่อสร้างศูนย์กลางข้อมูลเดียวกันทั้งประเทศ กลุ่มห้องปฏิบัติการทำหน้าที่ตรวจพิสูจน์หลักฐานจากศพ และกลุ่มติดตามคนหายที่ทำงานกับทุกภาคส่วนทั้งตำรวจและโรงพยาบาล คือเก็บข้อมูลกับคนไข้เพื่อตามหาญาติเลย เราไม่อยากให้เขาจากไปแล้วค่อยเก็บข้อมูล เพราะหากเจอเร็วย่อมเป็นประโยชน์กว่า”

นอกจากความรู้สึก การตามหาคนหายและระบุตัวตนศพนิรนามยังเป็นเรื่องของการพิทักษ์สิทธิ์ ไม่ว่าจะลบคำสบประมาท หาตัวคนร้ายมาลงโทษตามกฎหมาย คืนความยุติธรรมในคดี รวมถึงมอบสิทธิอันชอบธรรมคืนให้กับครอบครัว ออกใบมรณบัตร สิ้นสุดคดี ยุติการชำระหนี้แทน 

“ทั้งหมดเป็นบริการประชาชน ตั้งแต่แจ้งหาย เก็บหลักฐาน เก็บ DNA จนถึงรับศพกลับบ้าน ไม่มีการเก็บค่าบริการทั้งคนหายและการตรวจพิสูจน์ศพนิรนาม เว้นแต่เป็นการตรวจที่ไม่ใช่ทางคดี

“การพาศพกลับบ้านอาจไม่ได้เป็นประโยชน์กับผู้ตาย แต่เป็นการทำเพื่อคนที่ยังมีชีวิตอยู่ เราอยากให้สังคมตระหนักถึงเรื่องนี้ แล้วมาแจ้งเบาะแส เก็บกระดูกมาพิสูจน์ เราจะพาพวกเขากลับบ้าน”

Writer

วโรดม เตชศรีสุธี

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

Photographer

Avatar

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load