พื้นฐานของภาพยนตร์คือการบันทึก การบันทึกเพื่อเล่าเรื่อง เพื่อให้ถูกนำมาฉายใหม่ หรือเมื่อย้อนกลับไป เราอาจต้องการเพียงบันทึกเพื่อจดจำ

หากพิจารณาดู โลกภาพยนตร์เคลื่อนที่ลื่นไหลไปได้ทุกช่วงเวลา เมื่อมีแสงหรือไฟฟ้า ภาพก็จะกำเนิด แม้ว่าเรื่องราวบนแผ่นฟิล์มหรือในไฟล์ดิจิทัลจะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมาแล้ว ผ่านไปแล้ว หรือตายจากไปแล้วก็ตาม

การเดินทางของผู้กำกับ ไพลิน วีเด็ล และ Hope Frozen สารคดีไทยที่ติดลิสต์ออสการ์

ไม่ต่างจาก Hope Frozen ภาพยนตร์สารคดีขนาดยาวเรื่องแรกของ ไพลิน วีเด็ล (Pailin Wedel) ผู้กำกับและนักข่าวชาวไทย-อเมริกัน เล่าเรื่องราวของครอบครัวเนาวรัตน์พงษ์ที่ตัดสินใจกระทำการไครออนิกส์ หรือการแช่แข็งเซลล์สมองของ น้องไอนส์-เด็กหญิงเมทรินทร์ เนาวรัตน์พงษ์ ลูกสาววัย 2 ขวบที่เสียชีวิตจากโรคมะเร็งสมอง จนกลายเป็นบุคคลอายุน้อยที่สุดในโลกที่อยู่ในกระบวนการไครออนิกส์ เผื่อว่าวันหนึ่งวันใดเทคโนโลยีจะฟื้นคืนชีวิตให้เธอได้อีกครั้ง 

การเดินทางของผู้กำกับ ไพลิน วีเด็ล และ Hope Frozen สารคดีไทยที่ติดลิสต์ออสการ์
การเดินทางของผู้กำกับ ไพลิน วีเด็ล และ Hope Frozen สารคดีไทยที่ติดลิสต์ออสการ์

ภาพยนตร์ เรื่อง Hope Frozen คว้ารางวัลชนะเลิศสารคดีนานาชาติยอดเยี่ยม จากเทศกาลภาพยนตร์ Hot Docs ประเทศแคนาดา ไม่เพียงได้ฉายภาพลักษณ์ใหม่ของคนไทย แต่ Hope Frozen กลายเป็นหนึ่งในรายชื่อของภาพยนตร์ที่มีสิทธิ์เข้าชิงรางวัลออสการ์ในสาขาภาพยนตร์สารคดีอีกด้วย

เรื่องราวดำเนินให้เห็นชีวิตภายในครอบครัวผ่านกล้องหลักของไพลิน เผยชีวิตของครอบครัวที่ตัดสินใจทำกระบวนการไครออนิกส์ และบางส่วนเป็นภาพจากกล้องของ ดร.สหธรณ์ เนาวรัตน์พงษ์ ผู้เป็นพ่อร่วมกับ ดร.นารีรัตน์ เนาวรัตน์พงษ์ ผู้เป็นแม่ที่พูดกับกล้อง หวังใจอยากให้ลูกสาวได้ฟัง หากเธอมีโอกาสมาเปิดดูในอนาคตข้างหน้า

ทำไมถึงต้องเป็นเรื่องนี้

ตอนแรกเราไปกับสามี สามีเป็นนักข่าว แล้วก็เป็นไอเดียเขา เพราะเขาเห็นว่ามันเป็นไวรัลจากรายการ เรื่องเล่าเช้านี้ แล้วมีคนติเยอะมาก แต่ก็น่าสนใจเพราะว่าน้องเขาอายุน้อยที่สุดในโลก มันเลยมีประเด็นความที่สุดอยู่ 

อะไรทำให้ความตั้งใจจากเดิมที่อยากทำสารคดีข่าว 20 นาที กลายเป็นทำสารคดีที่ตามติดชีวิตครอบครัวนี้ถึง 4 ปี

มีจุดที่ทำให้เราเปลี่ยน พอไปพบเขามันทำให้เราเปลี่ยนใจ แต่คนจะเปลี่ยนใจมันไม่ง่ายนะ ถ้าเรามีความคิดของเราเอง เราเข้าไปแล้วอยู่ดีๆ เราเปลี่ยนใจแบบร้อยแปดสิบองศาเลย เขาเป็นพ่อแม่ที่มีปริญญาเอก มี Ph.D. ทางวิทยาศาสตร์ทั้งสองคน คิดถึงปรัชญาความเป็นความตาย คิดถึงเทคโนโลยี แล้วก็มีความเชื่อทางเทคโนโลยีสูง นอกจากนั้น คือเขารักน้องจริงๆ ไม่ได้รักแบบหลงใหล มันคือรักแบบความเป็นพ่อแม่

มันบริสุทธิ์

บริสุทธิ์มาก เรามีคำถามหลายคำถาม เขาเป็นครอบครัวเดียวที่จะตอบได้ เหมือนกับเรากลับไปถามทุกอย่างที่เราอยากจะถาม กลับไปเรื่อยๆ จนกว่าเราจะไม่มีคำถามเหลือ มันเลยใช้เวลา จริงๆ ใช้เวลาถ่ายทำแค่สองปีครึ่ง ตัดต่ออีกปีหนึ่ง แล้วก็กว่าจะทำโพสต์โปรดักชันอะไรเสร็จก็เกือบปี

ตอนทำสารคดีเรามีความสัมพันธ์พิเศษกับเขาไหม พอได้ไปอยู่ด้วยกัน ได้คุย กับเขา หรือว่าเราวางตัวเองในฐานะผู้สังเกตมากกว่า 

ตอนนี้เรามีความสัมพันธ์ที่ดีมาก ตอนแรกเริ่มต่างคนต่างไม่รู้จักกัน แล้วช่วงแรกทางครอบครัวก็โดนผู้สื่อข่าวมาเยอะ แต่เราต้องให้เกียรติครอบครัวนี้มากๆ เขาเป็นนักวิชาการทั้งสองคน เป็นครอบครัวที่เปิด เพราะความคิดหลักๆ ของเขาคืออยากจะเปิดให้ข้อมูล การเปิดเผยทุกอย่างเป็นสิ่งที่ดี ซึ่งคุณไม่ต้องมาเชื่อเหมือนเราก็ได้ ไม่ต้องมาคิดเหมือนเรา แต่ว่าดีกว่าที่เราจะพูดคุยกันเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้ การโต้ตอบหรือการเสวนาอะไรก็แล้วแต่ที่จะมาพูดคุยกันเป็นสิ่งที่ดีหมด เพราะไม่อย่างนั้นสังคมก็จะไม่พัฒนา ถ้าเราคิดเหมือนๆ กัน สังคมจะไม่ Healthy เขายอมเปิด ถึงแม้มันจะทำให้เขาช้ำ จุดเริ่มต้นมันดีอยู่แล้ว

การเดินทางของผู้กำกับ ไพลิน วีเด็ล และ Hope Frozen สารคดีไทยที่ติดลิสต์ออสการ์

มันก็มีกระบวนการของมัน

มันมีความระแวงอยู่ตลอดเลยทั้งสองปีว่า เราถ่ายมากไปไหม เริ่มมีผลกระทบในทางร้ายกับครอบครัวไหม มันเป็นสิ่งที่ดีไหมหากเขาต้องเล่าเรื่องนี้ครั้งแล้วครั้งเล่า เราก็เริ่มมีความเกรงใจมากขึ้น ซึ่งคือทางนู้นก็เข้าใจ ทางนี้ก็เข้าใจ แต่เราไม่รู้จักกัน จนเกือบหนึ่งปีก่อนที่ครอบครัวจะไว้ใจพอให้ Hard Drive ที่มีไฟล์ภาพและวีดีโอของน้องไอนส์ตั้งแต่ประมาณสองขวบ ตอนที่รู้ว่าน้องไอนส์เป็นมะเร็งสมอง เขาคงพอทราบว่าการเก็บภาพครั้งนี้อาจจะเป็นโมเมนต์สุดท้ายที่จะได้เก็บภาพของน้องที่ทำอะไรก็แล้วแต่ มันคงมีความสำคัญมากขึ้น เขาก็คงเก็บภาพมากขึ้น

อย่างตอนที่ถ่ายรู้สึกว่ามันมี Sensitive Issue เกิดขึ้นบ้างไหม เราจะถ่ายส่วนนี้ดีหรือเปล่า เราจัดการกับความรู้สึกนี้อย่างไร 

วิธีทำงานของเราคือถ่ายไว้ก่อนค่อยไปตัดสินใจในห้องตัด เพราะว่าพอเราทำงานในระยะยาว เราไม่รู้ว่าอะไรจะเปลี่ยนไป แต่เราก็บอกครอบครัวว่ามีอะไร ไม่อยากให้ถ่ายเลยก็บอกได้ เราจะให้เกียรติเขา

วันที่ถ่ายวันแรกคือถ่ายอะไร จำได้ไหม 

ครั้งแรกที่ถ่ายเลยคือเขาชวนไปบ้านที่อยู่ใกล้ๆ หัวหิน เขาก็ชวนมาที่บ้านสวนของเขา 

แล้ววันสุดท้ายที่เราถ่าย 

วันสุดท้ายคือบ้านของเขาที่กรุงเทพฯ ถ่ายน้องไอนส์ไอนส์ (ลูกสาวคนที่สอง)

ตอนที่เราตัดสินใจครั้งแรกว่าจะทำเรื่องนี้กับวันสุดท้ายที่มันเสร็จ เราคิดว่าจะมาถึงจุดนี้ไหม

มีหลายครั้งมากที่ท้อ เพราะการหาทุนมันยากมากๆ เราถ่ายเท่าที่เราถ่ายได้เองด้วยทุนตัวเองไปแล้ว บัญชีเงินฝากเกลี้ยงเลย ก็เกือบสองปี เราสมัครไปเกือบสิบสี่ทุน ไม่ได้เลย ในสิบสี่ทุนนั้น เจ็ดเป็น Pitching ก็ไป Pitch เจ็ดครั้ง หกครั้งไม่ได้ ครั้งสุดท้ายเลยเราไม่ได้ถ่ายทำแล้ว รอทุนอย่างเดียว เพราะมันไม่มีอะไรจะถ่ายแล้ว เพื่อนที่ทำงานมาเขาก็ไม่มีแรงแล้วเหมือนกัน จบเท่าที่มันได้ ก็ไป Pitch ที่เชฟฟิลด์ อังกฤษ จึงได้ทุนก้อนใหญ่พอที่จะเดินต่อไปได้ 

การเดินทางของผู้กำกับ ไพลิน วีเด็ล และ Hope Frozen สารคดีไทยที่ติดลิสต์ออสการ์
การเดินทางของผู้กำกับ ไพลิน วีเด็ล และ Hope Frozen สารคดีไทยที่ติดลิสต์ออสการ์

เคยถามตัวเองไหมว่าทำไมต้องทำต่อ

(ถอนหายใจ) มีคนถามอยู่เยอะ หลายคนคิดว่ามันเป็นแรงบันดาลใจที่ Positive เหมือนเราทำเพื่อความสุขของเรา แต่มันไม่ใช่นะ มันเป็นโรคจิตมากกว่า (หัวเราะ) คือเริ่มมาแล้ว เราไม่รู้จักการยอมแพ้ ถ้าเรายอมแพ้ มันแย่กว่าที่เราจะอดทนเดินต่อไป เพราะเราเป็นคนที่ถ้าทำอะไรไม่เสร็จจะอึดอัดมากๆ อึดอัดแบบเกลียดตัวเองเลย เราเดินต่อไปเพราะว่าเราไม่อยากมีความรู้สึกนั้น เราไม่อยากเป็นคนที่ทำอะไรไม่เสร็จ มันก็บาลานซ์กันไป มีบางวันที่เรามีแรงบันดาลใจ เพราะว่าเราไปเห็นโมเมนต์น่ารักในครอบครัว หรือว่าโมเมนต์ที่แบบเราเข้าใจเขาร้อยเปอร์เซ็นต์เลย ฉากนี้เราเริ่มเข้าใจว่าเขาคือใคร เริ่มมีความผูกพัน เราก็เริ่มคิดออกว่าจะตัดอย่างไร

นี่เราเพิ่งไปสอนที่หลวงพระบางมาหนึ่งอาทิตย์ สอนการ Pitching ก็มีคนถามว่าพอไม่ได้ทุนสิบสี่ครั้ง หลังจากมีความผิดหวัง คุณเอาแรงจากไหนไปทำต่อ ทุกครั้งที่ไม่ได้ เราอาจจะไปเดินเล่น เดินในป่า ต้องใช้การเดินเพราะว่าเราชอบเดินไปคิดไป เราถอดความคิดออกมาให้หมดว่า ไม่ได้ไม่เป็นไร ชีวิตเราไม่ได้มีอยู่แค่นี้ ครอบครัวเรายังอยู่ มันต้องดูภาพกว้างของชีวิตเรา เราอาจจะหมกมุ่นกับเรื่องนี้มานาน จนเราไม่เห็นสิ่งดีๆ อย่างอื่น ก็จะไปทำอะไรที่มันให้ของขวัญตัวเองนิดหนึ่ง สักพักก็ทำงานเป็นนักข่าว ต้องทำอะไรที่มันไม่เหมือนกับสารคดีเลย ให้เราออกไปสักหนึ่งถึงสองอาทิตย์ แล้วไอเดียการตัดต่อหรือไอเดียสำหรับสารคดีมันจะเริ่มกลับมาใหม่

เพราะสารคดีมันมีอารมณ์มากกว่าข่าว เราเลยถอดถอนใจได้บ่อยครั้งกว่าหรือเปล่า

ใช่ค่ะ พอเราทำข่าวเราจะเน้นการให้ข้อมูล เหมือนกับเป็นการศึกษาสำหรับสังคม มันก็มีสารคดีข่าวที่อยู่ตรงกลาง มีอารมณ์เหมือนกัน ถึงจะเป็นสารคดีข่าวเจาะลึกมันก็ยังมีอารมณ์อยู่ แต่พอทำสารคดีแบบ Creative Non-fiction หรือ Character Driven (ให้คาแรกเตอร์เป็นตัวดำเนินเรื่อง) ซึ่งสารคดีแบบเทศกาลโดยเฉพาะมันคือการเล่าเรื่องแบบไม่ได้เน้นการให้ข้อมูล แต่คือเน้นการให้ความเข้าใจ ถ้าเราจะให้ความเข้าใจกับคน เราต้องไปดึงอารมณ์เขา ต้องไปแตะใจเขา ต้องมีความอินกับเรื่องนี้ระดับหนึ่ง เพราะว่าถ้าเขาไม่อินกับคาแรกเตอร์ในสารคดี เขาก็จะไม่มีวันเข้าใจ 

การเดินทางของผู้กำกับ ไพลิน วีเด็ล และ Hope Frozen สารคดีไทยที่ติดลิสต์ออสการ์

ชีวิตในเรื่องแตกต่างจากสายตาของฝรั่งที่ใครๆ ก็ตามที่มองเห็นสารคดีไทย เขาไม่รู้ว่ามันมีแบบนี้ด้วย ซึ่งจริงๆ มี แต่แค่ไม่เคยได้รับการพูดถึง

อีกอย่างหนึ่งที่ผลักดันให้เราทำขนาดนี้ คือพอเราทำข่าว เราเน้นเนื้อหาที่ให้ความรู้ ส่วนใหญ่เพราะว่าเราทำให้ต่างประเทศ เราต้องทำข่าวเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนบ้าง เผด็จการบ้าง การค้ามนุษย์บ้าง เป็นการนำสิ่งที่ไม่ค่อยดีมาเปิดเผย แต่มันเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เป็นสิ่งที่เราจะทำต่อไป แต่พอเราทำเยอะมากๆ เวลาไปคุยกับเพื่อนที่เป็นคนต่างชาติ เขาจะมีภาพพจน์เมืองไทยว่าเราเป็นเหยื่อตลอดเวลา เขาจะคิดว่าเมืองไทยเป็นประเทศที่แตกต่างจากเขา ยากจน มีปัญหาเยอะ ประเทศเขาจะไม่มีวันเป็นอย่างนั้น 

แต่พอเรามานำเสนอคาแรกเตอร์ที่คล้ายเขาหน่อย มีปรัชญาความเป็นความตาย มีเทคโนโลยีที่จะเปลี่ยนแปลงความคิดของเขาไป มันก็เลยเป็นเรื่องที่คนเริ่มคิดว่า คาแรกเตอร์นี้ไม่ได้ด้อยกว่าเขา คล้ายเขา ฐานะก็คล้ายเขา ความคิดก็คล้ายๆ กัน เขาก็เริ่มคิดว่าเราเท่าเทียมกันนะ เราไม่ได้แตกต่างจากเขามากขนาดนั้น กลายเป็นว่ามันก็ไม่ได้ทำแค่เรื่องสารคดีของน้องคนเดียว แต่ไปทำให้เขาเห็นว่าเมืองไทยก็มีนักวิทยาศาสตร์นะ (หัวเราะ) เราถามทุกครั้งเลย พอไปฉายหนังที่เทศกาล เราก็จะถามว่าครั้งสุดท้ายที่เห็นนักวิทยาศาสตร์ในเมืองไทยคือเมื่อไหร่ เขาบอกว่าไม่เคยเห็นเลย

มองความตายในเรื่องเป็นอย่างไร เอาตัวเองก่อนก็ได้ อย่างในเรื่องมันไม่ใช่การตายแล้วหายไป แต่ถูกแช่ไว้ก่อน

มันก็เป็นหนึ่งในประเด็นที่เรายกคำถามขึ้นมา หลายๆ คนอาจจะคิดว่าการไม่ปล่อยวางเป็นสิ่งที่ไม่ดี แต่ว่าพอเรามาทำความเข้าใจกับครอบครัวนี้ ถามตัวเองว่าถ้าเป็นเรา เราจะปล่อยวางได้ไหม แล้วทุกคนควรที่จะปล่อยวางไหม ซึ่งศาสนาพุทธก็บอกว่าควร แต่เราต้องถามกลับไปว่าแต่ละคนนับถือศาสนาอะไร เราถูกสั่งสอนมาจากพ่อแม่ว่าอะไร เรามีประสบการณ์ชีวิตว่าอย่างไร ไม่ใช่ว่าการปล่อยวางเป็นสิ่งที่ดีไปหมด ความรักมันมีหลายรูปแบบ นี่คือวิธีที่ครอบครัวนี้รักลูกเขา เราเป็นคนที่ไม่ค่อยชอบวิจารณ์ความคิดของคนอื่น ถ้ามันไม่ใช่เรื่องที่มีผลกระทบร้ายๆ ต่อใคร มันอยู่ที่ว่าเราเติบโตมาอย่างไร มันอยู่ที่ว่าตัวเราเองเชื่ออะไร แต่ละคนมันก็เชื่อไม่เหมือนกันอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นไม่มีคำตอบที่ถูกหรือผิด

ความตายของครอบครัวนี้มันคือสิ่งนี้ มันคือความทรงจำ มันคือการแช่แข็ง มันคือความไม่ปล่อยวางระดับหนึ่ง นี่คือความรัก นี่คือความตายสำหรับเขา หลายคนก็จะถามว่า แล้วไพลินเชื่อไหมว่าไครออนิกส์ทำได้หรือไม่ได้ แล้วอยากจะแช่แข็งตัวเองไหม เราบอกว่าเราไม่สำคัญพอที่จะแช่แข็ง เราจะแช่แข็งไปทำไม มันมีอิทธิพลต่อสังคมอย่างไร มันไม่มี เราเป็นแค่นักทำสารคดี แต่ว่าถ้าเราเป็นพ่อแม่ เราไม่รู้เลยเพราะเราไม่มีลูก เราไม่รู้ว่าเราจะเป็นเหมือนครอบครัวนี้ไหม

การเดินทางของผู้กำกับ ไพลิน วีเด็ล และ Hope Frozen สารคดีไทยที่ติดลิสต์ออสการ์
การเดินทางของผู้กำกับ ไพลิน วีเด็ล และ Hope Frozen สารคดีไทยที่ติดลิสต์ออสการ์

เราชอบประโยคหนึ่งที่คุณพ่อเขาพูด เขาไม่ได้พูดแค่ว่าเขาจะแช่ลูกเขา แต่เขาพูดว่าลูกเขาก็อาจจะเป็นความหวังของคนอื่น ถ้ามันสำเร็จ มันจะไม่ใช่แค่ลูกเขาจะได้อยู่ต่อ แต่มันอาจจะหมายถึงการที่คนอื่นได้เห็นกระบวนการนี้ว่ามันสำเร็จจริงๆ 

ก็มีอยู่ระดับหนึ่งที่เขาคิดว่าการใช้เงินไปทำไครออนิกส์กับลูกเป็นการช่วยผลักดันให้เทคโนโลยีนี้ได้มีการวิจัยมากขึ้น เพราะว่าเงินที่เขาใช้เป็นสมาชิก ALCOR (The Alcor Life Extension Foundation) มันก็มีส่วนหนึ่งที่เข้าไปใช้ทำวิจัย ตอนนี้มีหลักฐานอยู่ในระดับแรกเริ่มว่ามันแช่แข็งได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ยังอยู่ขั้นต้นๆ เพราะฉะนั้นเราก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันจะไปได้ถึงไหนหรือว่าเป็นไปได้หรือไม่ ซึ่งถ้าถามครอบครัวนี้ เขาคิดเลยว่ามันต้องเป็นไปได้

ต้องเล่าถึงตัวคุณพ่อว่าเขาเป็น Medical Engineer เขาเล่าเรื่องนี้ให้ฟังว่าเขาทำรายงานเรื่อง AI เมื่อสามสิบปีที่แล้ว แล้วก็พรีเซนต์ที่งานเสวนาในมหาวิทยาลัย ทุกคนหัวเราะใส่เขา เหมือนกับว่า AI จะมีเหรอ มันเป็นไปไม่ได้หรอก นี่คือ Science Fiction ปรากฏว่ามันก็อยู่ในมือถือเราหมดเลย Google ก็เป็น AI Facebook ก็เป็น AI พวกอัลกอริทึมก็เป็น AI เขาเลยรู้สึกว่าเขาถูกมาครั้งหนึ่งแล้ว เพราะฉะนั้น เขาก็จะมีความเชื่อในตัวเอง ถ้าคิดว่าเป็นไปได้ มันก็มีส่วนที่เป็นไปได้ว่าคนอื่นผิด เขาจึงมั่นใจกับความคิดของเขามาก

การทำหนังที่เกี่ยวกับความตาย แม้มันจะให้ความรู้สึกปล่อยวางหรือดูไม่ฟูมฟาย แต่จริงๆ แล้วมีคนบอกว่า พอคุณเลือกที่จะทำหนัง มันคือการไม่ปล่อย มันก็คือการเก็บต่างหาก คุณคิดว่าถูกไหม

ส่วนหนึ่งใช่ แต่ว่าขั้นตอนของการทำหนังคล้ายๆ ไปหาหมอจิต (หัวเราะ) เหมือนเป็นการริเริ่มของการปล่อยวาง ถ้าเราเก็บไว้ในใจโดยเฉพาะ มันก็จะอยู่อย่างนั้นแหละ มันไม่มีการทยอยเอาออกไป แทนที่จะเก็บในใจเราก็มาเก็บในเทป แล้วเทปเนี่ยเราเอาไปวางที่อื่นได้ เราไม่ต้องเห็นมันก็ได้ เราลืมมันได้ แต่ถ้ามันอยู่ในใจเรา มันไม่มีวันลืมหรอก เราก็คิดว่ามันคือการทยอยเอาคอนเทนต์นั้นออกมาไว้ที่อื่น ซึ่งใช่ ขั้นตอนนั้นคือ การเก็บ พอทำจบเราว่ามันปล่อยวางได้มากกว่า สำหรับครอบครัวนี้ก็เหมือนกัน เขาคงไม่ได้คิดว่าสารคดีเรื่องนี้จะเก็บไว้เพื่อไอนส์ เพราะเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันจะออกมาอย่างไร แต่พอเห็นภาพยนตร์เรื่องนี้ครั้งแรกเขาก็ขอเอาไปไว้ที่ ALCOR ได้ไหม ไม่ใช่เฉพาะแค่ตัวหนัง แต่รวมถึงพวกฟุตเทจทั้งหลายก็เอาไปด้วย เขาหวังว่าพอน้องไอนส์ตื่นขึ้นมา น้องจะได้เห็นว่าครอบครัวเขาเป็นใคร 

การเดินทางของผู้กำกับ ไพลิน วีเด็ล และ Hope Frozen สารคดีไทยที่ติดลิสต์ออสการ์

ตอนที่ไปเทศกาลภาพยนตร์ Hot Docs เป็นอย่างไรบ้าง แล้วก็นำพาไปสู่ออสการ์ 

ทุกอย่างมันเป็นสิ่งที่ไม่ได้คาดคิดไว้เลย เพราะว่าทุกขั้นตอนของการทำสารคดีมันยาก ขั้นแรกเราสมัครหลายๆ เทศกาล Tribeca, Sundance ก็เข้าไม่ได้เลย แต่ว่า Sundance เขาน่ารักมาก เขาบอกว่าคุณได้เข้าไปถึงรอบสุดท้าย เราชอบมากแม้ยังไม่ถึงระดับที่เราเอาเข้าเทศกาลได้ แต่อยากจะคุยด้วย เขาก็นัดคุยผ่าน Skype แล้วให้คำติมาว่าเราไม่ได้เพราะอะไร เขาบอกว่าเขาไม่เข้าใจคาแรกเตอร์ คือตอนนั้นพวก Archive เราไม่มีเวลาที่จะดูให้หมด เราก็เลยใช้น้อยมาก เขายังไม่ค่อยมีความอินกับคาแรกเตอร์พวกนี้ คือยังไม่เข้าใจ ยังไม่เห็นโมเมนต์ที่ใกล้ชิดของครอบครัวนี้ พอเรามานั่งคิดว่าจะทำอย่างไร เพราะว่าเราไปถ่ายหลังน้องเสีย โมเมนต์ที่อยู่กับน้องมันไม่มีแล้ว เราเลยกลับไปดู Archive อย่างละเอียด แล้วก็เพิ่ม Archive เข้าไปเยอะมาก รู้สึกว่าอย่างนี้ช่วยให้พอเข้าสมัคร Hot Docs ก็เข้าได้

แต่พอเข้าไปช่วงแรกเขาบอกว่า ได้เข้าไปในเซกชัน World Showcase ซึ่งเป็นเซคชันที่ไม่ได้เป็นการแข่งขัน เราก็ผิดหวังนิดหน่อย ตั้ง World Premiere เราก็อยากได้เซคชันที่แข่งขันนิดๆ มันจะมี Exposure มากกว่า แต่ไม่เป็นไร อย่างน้อยก็เป็นเทศกาลที่ใหญ่ที่สุด มันไปไกลเท่าที่เราจะทำได้แล้ว ประมาณสามอาทิตย์ก่อนเทศกาล เขามาบอกว่าเปลี่ยนใจ เอาเข้าการแข่งขันด้วย เราไม่รู้เพราะอะไรแต่ดีใจมากๆ ที่แคนาดาคนดูหนังเก่ง เราไม่ต้องโปรโมตอะไรมากก็มีคนมาเต็ม โรงหนังเขาประมาณสองร้อยคน ใหญ่มาก Q&A ก็ไปได้ราบรื่น คนอินกับหนังเรา สิ่งที่เราชอบมากคือเราชอบดูคนดู มันก็ชื่นใจระดับหนึ่ง

ตอนประกาศรางวัล พอถึงรางวัล Best International Feature Documentary เป็นรางวัลสุดท้าย ได้ยินชื่อ Hope Frozen ขึ้นมา จับมือนีน่า (Editor) ลากกันขึ้นเวที อึ้งมากๆ ไม่รู้จะขอบคุณใครอย่างไร มั่วไปหมด เบลอมาก จำไม่ได้ว่าพูดอะไรไป พอขึ้นไปถ่ายรูป รางวัลของเขาเป็นแก้ว ก็ทำตกบนเวที (หัวเราะ) ตื่นเต้นมาก ทุกอย่างเหมือนเราอยู่ในความฝัน เหมือนไม่ได้เป็นจริง แล้วเพิ่งมารู้วันต่อมาว่าเป็นปีแรกหรือปีที่สองที่ Hot Docs เป็นเทศกาลหนึ่งที่เขาอนุมัติว่าถ้าได้รับรางวัลนี้ก็เข้าออสการ์ได้ ซึ่งปกติการมีสิทธิ์เข้าชิงออสการ์ต้องไปฉายที่ LA กับ New York ต้องมีคนเขียนวิจารณ์ มันถึงจะมีสิทธิ์เข้าชิง แล้วในอเมริกามีอยู่เทศกาลเดียวที่อนุมัติ ถ้าชนะก็ให้เข้าได้โดยอัตโนมัติ หลังจากนั้นครอบครัวก็ดีใจกับเราทุกอย่าง เพราะสนับสนุนมาตลอด

การเดินทางของผู้กำกับ ไพลิน วีเด็ล และ Hope Frozen สารคดีไทยที่ติดลิสต์ออสการ์

แล้วตอนที่ได้รางวัล รู้สึกอย่างไรกับมัน

คือพอได้รับรางวัล มันไม่ใช่สิ่งที่อยู่ในมือ มันคือสิ่งที่อยู่ในใจ ถ้าเขาไม่ได้มีรางวัลที่เป็นสิ่งของให้ เราก็ดีใจพอๆ กัน เพราะเรามีทีมงานที่พยุงเรามาตลอด แล้วเราเป็นทั้ง Director กับ Producer คัทแรกยี่สิบนาทีเราก็ตัดเอง เหมือนเราทำมาเอง เหมือนมีลูก แต่ถ้ามีลูกที่เป็นคนก็เหมือนมีได้สี่คนแล้วนะ สี่ปี คือมันมากกว่านั้นด้วยซ้ำ ก็เลยรู้สึกว่าเหมือนถอนหายใจ มันเริ่มรู้สึกคุ้มแล้ว เหมือนสี่ปีที่ทำมา เหมือนเรารู้สึกว่าเราบ้าไหม เรามีความคลั่งไหม

ซึ่งคำตอบคือ บ้าแหละ

แต่อย่างน้อยก็มีเหตุผล สมมติว่าถ้าอยู่แค่ World Showcase ไม่ได้แข่ง ไม่ได้เข้าเทศกาลอะไรอีก เราก็รู้สึกว่าโอเค นี่คือเท่าที่เราทำได้ นี่คือฝีมือของเรา ก็เป็นความภูมิใจระดับหนึ่ง แต่พอชนะถึงระดับนี้ เรารู้สึกว่ามีแรงทำต่อ เหมือนกับว่าเรามีอะไรสักอย่างที่คนอื่นก็เห็นเหมือนกันนะ ไม่ใช่แค่เราคิดว่าเราทำได้นะ คนอื่นก็คิดว่าเราทำได้ ทีมเล็กๆ ที่พยุงเรามากลายเป็นทีมใหญ่มาก เหมือนมีอีกหลายๆ คนที่เห็นด้วยว่าเราควรที่จะทำแบบนี้ต่อ

รางวัลจริงๆ สำหรับพี่ไพลินคืออะไรในการทำเรื่องนี้

รางวัลคือการให้คนรู้ว่ามันมีเรื่องนี้อยู่ เพราะถ้าเราไม่ได้รับรางวัล มันก็จะนิ่งๆ เงียบๆ คนอาจไม่รู้จัก มันไม่ใช่ว่าเขาต้องรู้จักเรานะ แต่เขาต้องรู้จักเรื่องนี้ คนในนี้ แล้วก็สิ่งที่ทำให้คนดูรู้สึก เราชอบที่สุดเลยพอเราดูคนดูแล้วเห็นเขาหัวเราะ ร้องไห้ ในจุดที่เราดีไซน์ให้เขาหัวเราะ แล้วก็ร้องไห้ เหมือนกับเราดีไซน์ประสบการณ์ให้เขาแล้วมันมีผลจริงอย่างที่เราอยากได้ นั่นคือสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกมีพลังขึ้นมา

การเดินทางของผู้กำกับ ไพลิน วีเด็ล และ Hope Frozen สารคดีไทยที่ติดลิสต์ออสการ์

พออยู่กับมันมา 3 – 4 ปี แล้วไปเทศกาล ตอนนี้ก็เป็นช่วงพักจากการทัวร์แล้ว เรามีได้อะไรบางอย่างกลับมาจากการทำเรื่องนี้เพิ่มเติมไหม 

ไม่ค่อยมีมาก แต่หนึ่งคือมีความมั่นใจมากขึ้น ช่วงแรกทุกครั้งที่ฉาย เรากลัวว่าจะมีใครคอมเมนต์อะไรมาบ้าง เราชินกับการที่มีคนมาคอมเมนต์เยอะเพราะเราเป็นนักข่าว ทุกครั้งที่ทำข่าวก็จะมีคนมาคอมเมนต์เพียบเลย ซึ่งเราไม่ได้กลัวแบบนั้น เรากลัวเขาคอมเมนต์มาแล้วมันแย่ แต่เขาถูก ซึ่งสองถึงสามครั้งที่ฉายครั้งแรกเรานึกว่าจะมีอะไรมากกว่านี้ แต่พอไม่มีเราก็เริ่มมั่นใจ พอไปฉายก็เริ่มสบายใจมากขึ้น เริ่มสนุกกับมัน ไม่ต้องมานั่งเครียดทุกวันๆ แล้วนะ พอถูกถามมาทุกอย่างแล้ว เราก็เริ่มรู้ว่าต้องตอบอย่างไรให้เขาเข้าใจ

ย้อนไปสมัยวัยรุ่นคุณเริ่มจากการเป็นพิธีกรรายการ Teen Talk มาเป็นนักข่าวหลายสำนัก ก่อนจะเติบโตทางด้านสื่อสารมวลชนจนมาเป็นผู้กำกับสารคดี ยังรู้สึกว่าอยากไปไหนต่อหรืออยากลองสำรวจอะไรใหม่ๆ อีกไหม

ก็มีอยู่นะ เพราะว่าการทำสารคดีนี่ใช้เวลายาวมาก กว่าจะไปเจอ Subject ที่เราอยู่กับเขาได้หลายๆ ปีมันยาก เราก็เลยมาลอง Fiction ดูไหม แต่ก็ยังไม่มีอะไรจริงจัง มีคนเสนอซีรีส์มา กำลังพิจารณาอยู่ว่าเราจะตอบไปอย่างไร เราจะเดินต่ออย่างไร เราก็ยังอยากทำข่าวต่อเพราะเป็นสิ่งที่เราคิดว่ามันสำคัญแล้วก็มีรายได้ (หัวเราะ) ถ้าเราทำแค่สารคดีก็ไม่มีอะไรไว้กินไว้ใช้ ก็ Money Frozen ไปด้วย เราคงจะทำข่าวต่อไป แล้วก็ดูว่าไปเจออะไร

มีหลายคนที่อยากให้เราไป Produce นั่นคืออีกงานที่เราคิดว่าควรจะทำ เพราะว่าเหมือนกับเราสมัครไปทุกทุน แล้วไปเจอกับโปรแกรมเมอร์เกือบทุกเทศกาล ไปเจอกับนักลงทุนหลายๆ คน ก็เริ่มมีความรู้ที่ไม่รู้จะถ่ายทอดให้ใคร ตอนนี้กำลังคุยกับ พี่ลี (ลี ชาตะเมธีกุล) ว่ามีโปรเจกต์ไหนก็ให้คำแนะนำได้นะ อยากไปช่วยนะ โดยเฉพาะโปรเจกต์ไทย เราอยากจะชูงานไทยให้มันมีโปรไฟล์ที่ใหญ่กว่านี้ แล้วก็มีหนังพม่าที่อยากให้เรา Produce เป็นสารคดีเหมือนกัน นอกจากนี้ ก็มีหนังที่อเมริกาเกี่ยวกับปัญหาโลกร้อนที่เราก็ช่วยอยู่

การเดินทางของผู้กำกับ ไพลิน วีเด็ล และ Hope Frozen สารคดีไทยที่ติดลิสต์ออสการ์

เรายังมีความหวังกับสารคดีไทยอีกไหมคะ

มีสิ เพราะว่ามันไม่ได้เป็นปัญหาที่คอนเทนต์ พรสวรรค์อยู่ที่นี่หมด เราทำอะไรเราเก็บมาหมด มันอยู่ที่การสนับสนุนซึ่งจริงๆ แล้วถ้าเทียบกับสี่ปีก่อน มันมีการสนับสนุนมากขึ้นเรื่อยๆ แต่มันก็ยังยาก เพราะแม้จะมีเงินทุน มีกองทุนอะไรมามากกว่าเดิม แต่ก็มีคนสมัครมากกว่าเดิมเหมือนกัน การแข่งขันสูง เรื่องนี้เราก็สมัครทุกทุนที่มี ทั้ง DMZ, Busan, Purin, กระทรวงวัฒนธรรม แค่ทุนในทวีปเรายังไม่ได้เลย ทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับเรื่องนี้เป็นความฟลุกๆ หมดเลย รู้สึกว่ามัน…

เป็นจังหวะบางอย่าง

หลายคนบอกว่าทำเรื่องที่สองจะง่ายขึ้น แต่เราไม่แน่ใจนะ (หัวเราะ)

เราพูดคุยถึงความหวังของภาพยนตร์กันต่อ ไม่ใช่เพียงสารคดี ไพลินยังมีโปรเจกต์อีกมากมายที่รอคอยเธอเข้าไปศึกษาและทำความเข้าใจ เพราะว่าสุดท้ายแล้วพื้นฐานของภาพยนตร์มันคือการบันทึกเรื่องราวชีวิตหลากหลายรูปแบบ

ชีวิตที่ดำเนินต่อไป แม้ร่างกายหรือเรื่องราวของใครๆ ได้จากไปแล้ว แต่เมื่อไหร่ที่มีแสงบนหน้าจอ พวกเขาจะกลับมาอีกครั้ง

และความหวังของเราก็ยังคงไม่สูญสลาย ใช่ หากเราเพียงแค่ได้บันทึก

การเดินทางของผู้กำกับ ไพลิน วีเด็ล และ Hope Frozen สารคดีไทยที่ติดลิสต์ออสการ์

Writer

พวงสร้อย อักษรสว่าง

นักเล่าเรื่อง ที่สลับไปมาระหว่างงานเขียนและภาพเคลื่อนไหว

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

ขบฟันกั้นกอดวันทองไว้ ขุนช้างร้องไปชิงไว้หวา

เพชฌฆาตดาบยาวก้าวย่างมา ขุนแผนโถมถาคร่อมเมียไว้

ฉุดคร่าคว้ากันอยู่ดันดึง ฟันผึงถูกขุนแผนหาเข้าไม่

ดาบยู่บู้พับยับเยินไป เข้ากลุ้มรุมฉุดได้ขุนแผนมา

ขุนแผนฮึดฮัดกัดฟันเกรี้ยว บิดตัวเป็นเกลียววางกูหวา

เพชฌฆาตแกว่งดาบวาบวาบมา ย่างเท้าก้าวง่าแล้วฟันลง

ต้องคอนางวันทองขาดสะบั้น ชีวิตวับดับพลันเป็นผุยผง

พอพระไวยถึงโผนโจนม้าลง ตรงเข้ากอดตีนแม่แน่นิ่งไป

หลังจากพระพันวษาทรงสั่งประหารนางวันทองด้วยข้อหาเป็นหญิงหลายใจ เลือกไม่ได้ว่าจะอยู่กับขุนแผนหรือขุนช้าง พระไวย บุตรของขุนแผนกับนางวันทองจึงไปทูลขอชีวิต จนในที่สุดก็ได้รับพระราชทานอภัยโทษ แต่เมื่อเจ้ากรมยมราชเห็นคนควบม้ามาพร้อมธงขาวส่งสัญญาณยกเลิก เจ้ากรมกลับคิดว่าพระเจ้าแผ่นดินกริ้วที่ตนสั่งประหารช้า จึงรีบให้เพชฌฆาตตัดคอนางวันทองไปเสียก่อน!?

“อ้าว!!!”

รู้ตอนจบกี่ครั้งก็อดอุทานไม่ได้กับความตายอันน่าสลดของ นางวันทอง โฉมงามผู้เกิดในยุคสมัยที่ไม่อาจเลือกอะไรเพื่อชีวิตตัวเอง

ใครหลายคนคงจดจำตัวละครจากวรรณคดีรักสามเส้าเรื่อง ขุนช้างขุนแผน กันได้เป็นอย่างดี เพราะมีบรรจุอยู่ในวิชาภาษาไทยหลายระดับ แต่น่าเสียดายว่าเป็นการหยิบยกมาเพียงบางช่วงบางตอน นักเรียนจึงไปไม่ถึงจุดจบของเรื่องโดยสมบูรณ์เสียที 

แต่การไปไม่ถึงหน้ากระดาษแผ่นสุดท้าย กลับทำให้เกิดสำนวนที่พูดกันอย่างติดปากมาจนถึงปัจจุบันอย่าง ‘วันทองสองใจ’ ซึ่งมักมีความหมายสื่อถึงพฤติกรรมของผู้หญิงมากรัก เลือกไม่ได้ จิตใจโลเล

ในจุดนี้ ไม่ใช่เราเพียงคนเดียวที่อัดอั้นตันใจจนอยากหยิบปากกามาเปลี่ยนชีวิตของวันทองเสียใหม่ เพราะ มุ เจ้าของผลงานอันโด่งดังเรื่อง วันทองไร้ใจ ที่ขึ้นแท่นเป็นการ์ตูนยอดนิยมอันดับ 1 บนแพลตฟอร์มการ์ตูนดิจิทัล WEBTOON ขณะนี้ ได้ลงมือเปลี่ยนพล็อตชีวิตของวันทองด้วยตัวเองจนมีผู้ติดตามกว่า 4 แสนคน มีคนอ่านไปมากกว่า 18.5 ล้านครั้ง! แถมยังมีแฟนคลับนำไปคอสเพลย์กันอย่างจริงจังตั้งแต่ตัวเอกยันตัวประกอบ! ความปังครั้งนี้จึงเป็นหนึ่งในเครื่องการันตีว่า ชีวิตวันทองจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป!

โดยวันทองในเวอร์ชันใหม่ แท้จริงแล้วเป็นสาวยุคปัจจุบันอีกคนที่ตื่นขึ้นมาในร่างของตัวละครในวรรณคดี เธอต้องเผชิญหน้ากับตัวละครอีกมากมายที่เคยได้ยินชื่อ ไม่ว่าจะเป็น สายทอง หรือนางศรีประจัน รวมถึงโจทก์หัวใจอย่าง ขุนช้าง และ ขุนแผน

‘มุ’ นักวาด ‘วันทองไร้ใจ’ Webtoon ดัดแปลงจากขุนช้างขุนแผน ที่คนอ่านไปแล้ว 18 ล้านครั้ง

นอกจากนี้ ความน่าสนใจของเรื่องยังไม่ได้หยุดเพียงว่า สาวหลงยุคคนนี้จะทำอย่างไรกับชีวิตที่ถูกบังคับให้อยู่กับขนบธรรมเนียมและแนวคิดแบบเดิม ๆ แต่เธอจะทำอย่างไรไม่ให้จบชีวิตลงที่ลานประหารต่างหาก!

เราชวนคุณมุพูดคุยเกี่ยวกับมุมมองด้านวรรณคดีจากคนที่เรียนเอกภาษาไทย รวมถึงเจาะลึกเบื้องหลังการทำงาน และความอัดอั้นตันใจที่นำมาสู่การสร้างเนื้อเรื่องและตอนจบรูปแบบใหม่ของตัวเอง

ต่อจากนี้ วันทองไม่ต้องโดนหาว่าสองใจอีกต่อไป เพราะเธอจะไร้ใจไปเลย!

ว่าแต่ทำไมวันทองต้องไร้ใจด้วย

เป็นการตั้งล้อสำนวนวันทองสองใจค่ะ ในเรื่องคือเลือกไม่ได้ระหว่างขุนแผนกับขุนช้าง เราเลยไม่เอาทั้งสองคน ก็ไร้ใจไป แต่ถ้าไม่เอาเลยสักคนจริง ๆ เรื่องนี้คงอยู่ WEBTOON หมวดโรแมนซ์ไม่ได้ (หัวเราะ)

‘มุ’ นักวาด ‘วันทองไร้ใจ’ Webtoon ดัดแปลงจากขุนช้างขุนแผน ที่คนอ่านไปแล้ว 18 ล้านครั้ง

คุณไม่ชอบเนื้อเรื่อง ขุนช้างขุนแผน แบบเดิม เลยเขียนเวอร์ชันใหม่

ต้องเล่าก่อนว่า ตอนนั้นติดอ่านนิยายจีน ชอบอ่านแนวทะลุมิติเข้าไปในนิยาย หรือแนวทะลุมิติเข้าไปแก้ไขชีวิตตัวเอง ก็เลยคิดว่าของไทยน่าจะมีบ้าง เลยนึกถึงวันทองขึ้นมา เรื่องแรกเป็นแนวทะลุมิติเหมือนกันค่ะ แต่เป็นเรื่องจีน ก่อนหน้านี้เขียนให้ Comico Thailand ตอนนั้นอยากล้อว่ามีแนวทะลุมิติเยอะ ก็เลยเอาทุกคนมาทะลุมิติหมดเลย แนวเบาสมอง ชื่อ เอ้า! ทะลุมิติกันเข้าไป๊

ส่วนเรื่อง วันทองไร้ใจ คือเราคิดว่าพวกตัวเอกของเรื่องแนวนี้มักจะชีวิตรันทด ไม่ได้รับความยุติธรรม วันทองก็เข้าแก๊ปอยู่นะ จริง ๆ เคยมีคนเขียนนิยายเกี่ยวกับวันทอง หรือคนอื่นทะลุมิติที่เป็นตัวละครใน ขุนช้างขุนแผน อยู่แล้ว เราไม่ใช่คนแรกที่เขียน แต่ตอนที่เราอ่าน ขุนช้างขุนแผน เหมือนเราดูละครแล้วขัดใจ ทำไมนางเอกต้องตายด้วยล่ะ! ไม่ได้ผิดสักหน่อย! เราเลยอยากให้วันทองได้มีสิทธิ์มีเสียง ได้แก้ไขชีวิตตัวเอง เพราะเธอคือนางในวรรณคดีที่น่าสงสารอีกคนหนึ่ง

‘มุ’ นักวาด ‘วันทองไร้ใจ’ Webtoon ดัดแปลงจากขุนช้างขุนแผน ที่คนอ่านไปแล้ว 18 ล้านครั้ง
การ์ตูนเรื่อง เอ้า! ทะลุมิติกันเข้าไป๊

แสดงว่าจริง ๆ แล้วมีนางในวรรณคดีที่น่าสงสารอีกหลายคน

ใช่ค่ะ

หลายคนมองว่า โมรา กากี ก็กลายเป็นตัวแทนของผู้หญิงหลายใจไปเหมือนกัน

ไม่คิดว่าทั้งสองเป็นตัวแทนผู้หญิงหลายใจ แต่เป็นตัวแทนของผู้หญิงที่เลือกอะไรไม่ได้เลยมากกว่า อย่างโมรา สะท้อนชีวิตสมัยก่อนที่ผู้หญิงต้องขึ้นอยู่กับผู้ชาย ผู้ชายเก่ง ฉันก็รอด ถ้าผู้ชายไม่เก่ง ฉันก็ตายตาม โมราเลยดิ้นรนให้อยู่ในความครอบครองของผู้ชายที่เก่งกว่า แต่มันขัดกับศีลธรรมของสิ่งที่สมัยนั้นคิดว่าดีงาม เธอเลยกลายเป็นตัวร้าย เธอเจอผู้ชายคนนี้ก่อนก็ต้องอยู่กับเขาเท่านั้น ทั้ง ๆ ที่เธอเพิ่งเกิดจากผอบ ยังไม่รู้เรื่องอะไรเลย

ส่วนกากี อันนี้เป็นพล็อตนิยายอีโรติก (หัวเราะ) ถูกครุฑพาไปอยู่บนวิมานชั้นฟ้า ให้ทำยังไงล่ะ ไม่ยอมแล้วให้กระโดดเมฆตายหรอ แล้วมีคนธรรพ์ไปซ้ำอีก จะให้ทำยังไง เลือกอะไรไม่ได้เลย แต่ไม่รู้ว่าทำไมวันทองสองใจถึงติดหูคนมากกว่า

อีกอย่างคือเรามีการเอาขนบของทางอินเดียมาด้วยว่า ผู้หญิงต้องผุดผ่อง รักเดียวใจเดียว ถ้าหากสามีตายต้องเผาตัวเองตายตาม เป็นการรับอิทธิพลมา และเมื่อก่อนมีความเชื่อว่าผู้หญิงคือสมบัติของพ่อแม่ แต่งงานไปก็เป็นสมบัติของสามี ผู้หญิงจึงไม่มีแนวคิดว่า เราเป็นคน เป็นตัวเอง ไม่ใช่ของใคร มันก็เลยไปในแนวนั้น

ซึ่งสิ่งเหล่านี้เราไม่ได้เห็นในเรื่อง วันทองไร้ใจ

(หัวเราะ) เพราะว่าเรื่องนี้นางเอกไม่ได้เป็นคนในยุคนั้น เธอเป็นคนยุคปัจจุบันทะลุมิติไป เธอเลยออกมือออกไม้ได้มากกว่า แต่เธอจะไปฉอดทุกคนที่ขวางหน้าก็ไม่ได้ ตรงนี้คือข้อจำกัด เธอต้องอยู่ให้ได้ ถึงไม่อยากประนีประนอมก็ต้องทำหน่อย ไม่งั้นจะถูกหาว่าบ้า

‘มุ’ นักวาด ‘วันทองไร้ใจ’ Webtoon ดัดแปลงจากขุนช้างขุนแผน ที่คนอ่านไปแล้ว 18 ล้านครั้ง

ฟังแล้วรู้เลยว่าผู้หญิงถูกกดทับในวรรณคดีอยู่บ่อย ๆ

เพราะว่าวรรณคดีเป็นภาพสะท้อนสังคมในอดีต สมัยก่อนสถานะผู้หญิงเป็นอย่างไร ในวรรณคดีก็สะท้อนออกมาเป็นแบบนั้นเลย อย่างตอนนี้ถ้าเทียบกับวรรณคดี สิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนไปจริง ๆ คือผู้หญิงเป็นคนเขียนเองมากขึ้น จากแต่ก่อนที่ผู้ชายจะเป็นคนเขียนวรรณคดี มันก็ช่วยไม่ได้ที่เนื้อเรื่องจะเป็นไปในมุมมองของผู้ชาย แต่ก่อนมีหน้าที่แบ่งแยกชัดเจนระหว่างผู้หญิงกับผู้ชาย ผู้หญิงต้องอยู่ในบ้าน ผู้ชายอยู่นอกบ้าน ปัจจุบันยังมีบ้าง แต่ก็เปลี่ยนไป ซึ่งสะท้อนผ่านสื่อ ผ่านเรื่องราวของยุคสมัยอย่างที่เราเห็นกัน

ในวรรณคดี สิ่งที่คนเขียนยุคนั้นเขียนออกมาก็สะท้อนเรื่องของคนยุคนั้น พอเราเขียนก็เลยสะท้อนเรื่องของยุคนี้แบบไม่รู้ตัวเช่นเดียวกัน ต่อ ๆ ไปก็จะมีเรื่องอื่น ๆ เพิ่มมา เช่น พ่อค้า ชนชั้น เรื่องทาส แต่อันนี้เป็นทาสในสมัยก่อน หรือความคิดที่ว่าเวลาทำงานจะต้องทำถวายหัว มีบางกลุ่มที่คิดแบบนี้อยู่ในปัจจุบัน แต่อันนี้ต้องรอซีซั่นหน้า

แล้วพอจะมีวรรณคดีหรือนิทานเรื่องไหนบ้างไหมที่ผู้หญิงไม่ถูกกดทับ หรือค่อนข้างมีอิสระมากกว่าที่เรานึกออก

มีเรื่องเดียวเท่าที่คิดออกตอนนี้คือ แก้วหน้าม้า มีสิทธิ์มีเสียงหน่อย มีอำนาจ มีอิทธิฤทธิ์ กำหนดชีวิตตัวเองได้มากกว่า อย่างน้อยก็มากกว่าตัวละครหญิงคนอื่น ๆ 

ตอนที่เขียนเรื่อง วันทองไร้ใจ ขึ้นมา คุณมีเป้าหมายไหมว่าอยากให้ใครมาอ่าน

ตอนแรกคือแค่คนที่อัดอั้นตันใจเหมือนเรา (หัวเราะ) เธอคิดเหมือนฉันใช่ไหม (หัวเราะ) แต่ตอนที่มีการประกวดวาดการ์ตูนของ WEBTOON ในปี 2020 เขาให้วาดเรื่องแนวไหนก็ได้ เราเลยลองส่งเรื่องนี้ไป แต่ไม่ผ่าน ตอนหลังเขาถึงค่อยมาติดต่อว่าสนใจจะวาดไหม เพราะเนื้อเรื่องน่าสนใจ ก็เลยได้วาด เรื่องนี้น่าจะได้รับการติดต่อประมาณปี 2021

หลังจากนั้นคุณก็ได้เขียนต่อยาว ๆ เลย แถมลายเส้นยังสวยมากด้วย เริ่มวาดภาพจริงจังตั้งแต่เมื่อไหร่

มาเริ่มฝึกตอนที่มีเว็บบอร์ด สมัยมหาวิทยาลัย และมีเพื่อนที่ชอบวาดด้วยกันก็ได้แลกเปลี่ยนผลงานกัน เหมือนเป็นการช่วยกระตุ้นเรา เราก็ได้เรียนรู้กับคนที่เรียนมาโดยตรงหรือกับคนที่วาดมาเยอะกว่า

แต่ตอนอนุบาลก็วาดเป็นงานอดิเรกค่ะ วาดเด็กผู้หญิง ดอกไม้ วาดแล้วมีเพื่อนชมก็ยิ่งวาด พอโตขึ้นมาหน่อยสักประถมก็เริ่มวาดเป็นเรื่อง เขียนเองอ่านเอง เป็นลายเส้นญี่ปุ่นหน่อย เพราะชอบการ์ตูนตาหวาน แรงบันดาลใจตอนวาดก็มาจากคุณพ่อด้วย คุณพ่อวาดให้ดู เราก็วาดตาม

แต่ตอนเรียนมหาวิทยาลัย คณะที่เรียนไม่ได้เกี่ยวกับวาดรูปนะคะ เรามาฝึกเอง เปลี่ยนลายเส้นด้วย เพราะตอนแรกก็ไม่ใช่คนวาดสวย ส่วนการเรียนเอกภาษาไทยอาจจะช่วยบ้าง เพราะเราเรียนวิเคราะห์วรรณกรรมมาเยอะ ก็พอมีพื้นฐานการลำดับเรื่อง

‘มุ’ นักวาด ‘วันทองไร้ใจ’ Webtoon ดัดแปลงจากขุนช้างขุนแผน ที่คนอ่านไปแล้ว 18 ล้านครั้ง

การที่เรียนเอกภาษาไทยคงทำให้คุณต้องคลุกคลีอยุ่กับวรรณคดีเยอะเลย

เยอะค่ะ เพราะต้องเรียนวรรณคดีซ้ำไปซ้ำมาหลายตัวเหมือนกัน คนอื่นเรียน ขุนช้างขุนแผน ช่วงมัธยมครั้งหรือสองครั้ง แต่พอเราเรียนเอกวรรณคดีจึงเอ็กซ์ตร้าเข้าไปอีก ไม่ถึงกับเรียนจนจบหลายรอบ แต่ได้เรียนจนจบและได้เห็นเวอร์ชันที่หลากหลาย

เท่าที่ตกตะกอนมา คุณคิดว่าอะไรคือคุณค่าของวรรณคดีเรื่อง ขุนช้างขุนแผน

ถ้าตามที่เรียนมา มันเป็นความจริงที่วรรณคดีเรื่องนี้บันทึกประวัติศาสตร์ สังคม ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านในสมัยนั้นได้ค่อนข้างจะครบถ้วน ถือว่าแตกต่างจากเรื่องอื่นที่เป็นจักร ๆ วงศ์ ๆ ในรั้วในวัง เรื่องนี้เป็นชีวิตชาวบ้านจริง ๆ 

โดยส่วนตัวคิดว่าเนื้อเรื่องสนุก ตื่นเต้น มีความลุ้น บางฉากมีความเป็นละคร ดราม่าเหมือนซีรีส์เกาหลีอยู่บ้างเหมือนกัน เช่น ฉากที่วันทองจะถูกลากไปแต่งงานกับขุนช้าง แล้วขุนแผนจะมาช่วยไหม ฉากนั้นคือลุ้นมาก แต่พออ่าน ๆ ไปปรากฏว่า ขุนแผนมา ไม่สนใจ นางเอกโดนลากเข้าห้องหอ ม่ายยยย!!! มีความเมโลดราม่าหน่อย หรือจังหวะถูกประหาร พระพันวษาให้อภัยแล้ว คนอ่านก็เสียดายเล่น หรืออีกฉากคือ ขุนแผนผ่าท้องนางบัวคลี่เพื่อทำกุมารทอง อันนี้จะมีความสยอง เป็นตัวเอกสายดาร์ก

รู้สึกยังไงตอนที่ขุนแผนใช้ความรุนแรง

จริง ๆ แอบตั้งคำถามว่า ทำไมคนแบบนี้ถึงมาเป็นพระเอกได้เนี่ย (หัวเราะ)

‘มุ’ นักวาด ‘วันทองไร้ใจ’ Webtoon ดัดแปลงจากขุนช้างขุนแผน ที่คนอ่านไปแล้ว 18 ล้านครั้ง

ก็เลยเป็นที่มาของการอยากเปลี่ยนพระเอกของเรื่องหรือเปล่า

ส่วนหนึ่งค่ะ ตอนแรกไม่ได้คิดว่าจะต้องมีพระเอกคนใหม่เลย ตอนแรกจะเอนไปทางให้ขุนช้างเป็นพระเอกด้วยซ้ำ แต่พอเขียน ๆ ไปแล้วรู้สึกว่า ให้มีคนใหม่ไปเลยน่าจะสนุกกว่าในเมื่อเราดัดแปลงใหม่

หรือจริง ๆ แล้ว ขุนแผนไม่มีคุณสมบัติจะเป็นพระเอกแล้ว

(หัวเราะ) ถ้าในความคิดของเราจะให้เขาเป็นพระเอกก็ได้ แต่เนื้อเรื่องจะเป็นอีกแบบไปเลย วันทองจะต้องเหนื่อยหนักมากในการจะเปลี่ยนผู้ชายสักคนหนึ่ง ก็เลยคิดว่าถ้าเป็นคนใหม่มาเลยจะได้อีกรสชาติหนึ่ง เราอยากให้เรื่องนี้เป็นผลงานออริจินัลของเรา ไม่ใช่เอาขุนช้างขุนแผนมารีเมก

‘มุ’ นักวาด ‘วันทองไร้ใจ’ Webtoon ดัดแปลงจากขุนช้างขุนแผน ที่คนอ่านไปแล้ว 18 ล้านครั้ง

ตอนที่คิดพล็อตเรื่องนี้ขึ้นมา คิดว่าจะมีคนสนใจไหม

ก็แอบคิดว่าน่าจะมีคนสนใจ น่าจะมีคนคิดเหมือนกับเราเยอะนะ เพราะก่อนหน้านี้ก็มีคนเขียนนิยายมาก่อน ผลตอบรับตอนประกวดถือว่าดีค่ะ มีคนอ่านเยอะกว่าที่คิด มีคนอัดอั้นตันใจเหมือนเรา (หัวเราะ)

จากวันแรกจนถึงตอนนี้ คุณเดินไปไกลกว่าจุดประสงค์เดิมตอนที่เริ่มเขียนบ้างไหม

ตอนแรกเราคิดแค่เอานางเอกไปฟาดกับผู้ชายสองคนนี้ แต่พอเขียนไปเรื่อย ๆ ก็เริ่มใส่รายละเอียดเพิ่ม นางเอกไม่ได้จะไปต่อกรกับขุนแผนเหมือนตอนแรก ๆ เพราะคนที่เธอต้องต่อกรมากที่สุดคือ แม่ศรีประจัน เพราะสุดท้ายคนที่เป็นเจ้าของชีวิตวันทองในตอนนี้คือแม่ ไม่ใช่ขุนแผน เป็น Last Boss ของซีซั่นแรก ด้วยความเป็นแม่ เรายังทำอะไรมากไม่ได้ ต้องหาวิธีอื่นที่จะทำให้เรามีชีวิตอิสระจากเขาได้ โดยไม่ทำให้เขาเจ็บช้ำมากเกินไป 

ตอนที่วาดนางวันทอง มีการใส่ตัวตนของคนวาดลงไปในตัวละครบ้างไหม

นิสัยเราสองคนไม่เหมือนกันเท่าไหร่ (หัวเราะ) เราไม่ค่อยจะไปฉอดใคร แต่อะไรที่เราอยากทำ เราจะให้ตัวละครทำแทน ถ้าให้เหมือนกัน คือเรื่องทัศนคติว่าเราคิดอย่างไร ซึ่งจะคล้ายกัน มีความเหมือนแค่บางส่วน

ถ้าอย่างนั้นวันทองเวอร์ชันนี้มีต้นแบบมาจากไหน

เหล่าทวิตเตี้ยนทั้งหลายค่ะ ชาวทวิตเตอร์ เราคิดว่าถ้าเป็นคนในทวิตเตอร์จะคิดอย่างไร (หัวเราะ) เป็นเหมือนเฟมินิสต์ แค่บังเอิญเล่นทวิตเตอร์

‘มุ’ นักวาด ‘วันทองไร้ใจ’ Webtoon ดัดแปลงจากขุนช้างขุนแผน ที่คนอ่านไปแล้ว 18 ล้านครั้ง

พูดถึงการทำงาน ได้ข่าวว่าตอนแรกคุณทำงานแบบโซโลคนเดียว

ตอนแรกทำคนเดียว แต่ไป ๆ มา ๆ ไม่ไหว ตอนนี้เลยมี 3 คน เพิ่มมาทีละคน ๆ ให้เพื่อนมาช่วย ทำทุกอย่างเลยประมาณ 10 ตอนแรก มีแค่เรากับโปรแกรมช่วยบ้าง ใช้ 3D ช่วยทำฉาก หรือใช้หุ่นโมเดลสามมิติก็ร่างได้ไวขึ้น แต่สุดท้ายก็ไม่ไหว ต้องให้คนช่วยจริง ๆ 

‘มุ’ นักวาด ‘วันทองไร้ใจ’ Webtoon ดัดแปลงจากขุนช้างขุนแผน ที่คนอ่านไปแล้ว 18 ล้านครั้ง
‘มุ’ นักวาด ‘วันทองไร้ใจ’ Webtoon ดัดแปลงจากขุนช้างขุนแผน ที่คนอ่านไปแล้ว 18 ล้านครั้ง
‘มุ’ นักวาด ‘วันทองไร้ใจ’ Webtoon ดัดแปลงจากขุนช้างขุนแผน ที่คนอ่านไปแล้ว 18 ล้านครั้ง
‘มุ’ นักวาด ‘วันทองไร้ใจ’ Webtoon ดัดแปลงจากขุนช้างขุนแผน ที่คนอ่านไปแล้ว 18 ล้านครั้ง

พวกโปรแกรมก็เรียนรู้การใช้งานเองทั้งหมดเลยไหม

ใช่ค่ะ ยากเอาเรื่อง เรื่อง วันทองไร้ใจ เป็นเรื่องแรกที่ใช้ 3D ประกอบ เพราะเรือนไทยหาโหลดฉากไม่ได้ แล้วเราต้องใช้หลายมุม ถ้าปั้นเป็น 3D จะคุ้มกว่า เพราะเราปรับได้หลายมุม ก็เลยลองปั้นเอง ตอนแรกใช้ SketchUp แต่เพราะเราไม่มีพื้นฐานเลยเริ่มต้นลำบาก บังเอิญมาเจอโปรแกรมที่มันง่ายขึ้นก็เลยใช้

สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon
สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon
สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon
สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon
สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon
สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon

ตอนทำงานคนเดียว อะไรคือสิ่งที่ท้าทายที่สุด

ลงสี 50 กว่าช่องค่ะ มันเยอะ อดนอนอยู่พักหนึ่ง (หัวเราะ) เพราะต้องส่งงานวันศุกร์ เนื่องจากมีกำหนดออนแอร์ ตอนนี้ยังทำทัน เพราะเราทำตอนตุนไว้ก่อน เรารู้ตัวว่าต้องมีเลทแน่นอน เลยมีทำตุนเอาไว้ 1 ตอนใช้เวลา 6 – 7 วัน บางตอนที่รายละเอียดไม่เยอะ 5 วันครึ่งหรือ 6 วันก็เสร็จ

ต้องมีการทำการบ้านระหว่างตอนเยอะไหม

มีบ้าง อย่างการเปิดเสภา หรือเปิดพจนานุกรมเทียบ แต่หลัก ๆ คือเสภา ขุนช้างขุนแผน เรายึดของห้องสมุดวชิรญาณเป็นหลัก ถ้าหากมีฉากไหนที่เราสงสัยลำดับเนื้อเรื่อง ตลอดจนสีผ้าก็ไปเปิดดูได้ โชคดีที่มีออนไลน์ แต่อันนี้เป็นเรื่องของรายละเอียด

สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon
สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon
สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon

ดูละเอียดจนถึงลายผ้าเลยทีเดียว

ใช่ค่ะ อย่างน้อยก็ตอนต้น ๆ แต่พอดำเนินเรื่องไป เราจะเริ่มปรับไปเรื่อย ๆ ไม่ได้อิงตามเดิมเป๊ะแล้ว แต่บางตัวละครออกมาครั้งแรกเป็นฉากที่มีในเรื่อง เราก็อยากให้สีตรงกัน อย่างตอนแรกที่วันทองออกมาก็จะใส่สีแดง วาดไปสักพักก็เปลี่ยนเป็นสีชมพูแทน ตรงนี้เราไม่ได้ใส่คำอธิบายอะไร เพราะเป็นความฟินส่วนตัวที่ได้ใส่ลงไป แต่ก็มีคนรู้นะคะ คนที่เรียนมา เราประมาทคนอ่านไม่ได้เลยค่ะ มีคนที่รู้มากกว่าเราอยู่เสมอ

สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon
สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon
สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon

กว่าจะเป็นหนึ่งตอนนี่ทำอะไรหลายอย่างเลย หลังเสร็จงานค้นคว้าแล้วคุณต้องทำอะไร

การบ้านอันนี้จะไปอยู่ตรงเขียนสตอรี่บอร์ด เขียนเสร็จแล้วก็เริ่มร่าง ตัดเส้น ส่งให้ผู้ช่วยคนที่หนึ่งเทสี แล้วส่งให้ผู้ช่วยคนที่สองลงเงา ใส่เครื่องประดับ จากนั้นก็ส่งกลับมาให้เราแต่งสี ใส่ฉากหลัง พิมพ์คำพูด แล้วส่งกลับไปให้ผู้ช่วยคนที่หนึ่งจัดฟอนต์ให้อีกที จากนั้นส่งกลับมาให้เรา มันจะส่งไปส่งมาหน่อยนะคะ ส่งมาให้เราดูความเรียบร้อย แล้วส่งให้ผู้ดูแล WEBTOON เขาจะเช็กคำผิด บางทีก็มีแก้บางช่อง เช่น ตอนจบขอค้างกว่านี้หน่อย เรื่องตรงนี้ละเอียดอ่อน ช่วยเพิ่มอะไรหน่อย

สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon
สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon

การบ้านที่ต้องทำหนักที่สุดของเรื่องนี้คืออะไร

ความเป็นอยู่ในยุคนั้น เพราะตอนแรกไม่มีในหัวเลยว่าคนยุคนั้นอยู่กันอย่างไร เราจะนึกเนื้อเรื่องไม่ออก ต้องไปศึกษาตรงนั้นก่อนค่ะ

สำหรับสถาปัตยกรรม บ้านเรือน มีหนังสือเล่มไหนที่คุณใช้อ้างอิงบ้างไหม

อาจจะไม่ถึงกับเป็นหนังสือ แต่อย่างบ้านของนางวันทอง เราใช้พระตำหนักทับขวัญที่จังหวัดนครปฐมเป็นต้นแบบ มีเมืองโบราณด้วย ช่วยได้เยอะ บางอย่างที่มันหาไม่ได้ เช่น สภาพความเป็นอยู่ โชคดีที่มีละครทำมาก่อน เขาค้นคว้ามาแล้ว เราก็ขอมาใช้บ้าง บุพเพสันนิวาส นี่ช่วยได้เยอะเลยค่ะ เพราะพอ บุพเพฯ ออกมาก็มีหนังสือเกี่ยวกับอยุธยาตามมาเยอะมาก เราจึงได้เดินตามรอยเขา

สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon

แบบนี้ถึงจะเป็นนักศึกษาเอกภาษาไทยที่ผันตัวมาเป็นนักวาดการ์ตูน แต่การอ่านหนังสือก็ขาดไม่ได้เลย

ใช่ค่ะ เป็นนิสัยส่วนตัวด้วยว่า เวลาเราคิดพล็อต จะชอบคิดจากข้อมูลมากกว่า

สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon

แต่จินตนาการเองก็เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ บางตัวละครจึงไม่มีอยู่จริงในวรรณคดี

อย่างปรงทองกับเปลวคำก็ใส่เข้าไปเพื่อให้เรื่องมีความเป็นของเรามากขึ้น เป็นโอเอซิสของเรื่อง เป็นจุดดึงดูดความสนใจของคนอ่าน เพราะถ้ามีแค่ขุนช้างกับขุนแผน คนที่ไม่ชอบทั้งสองคนก็จะไม่มีเมน เราเลยใส่สองคนนี้เข้าไปให้ แล้วก็เหมือนชูใจคนวาดด้วย อย่างปรงนี่ คนวาดชอบ อยากวาดผู้หญิงน่ารักค่ะ

สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon

เท่าที่ฟังมาคุณทำงานกับประวัติศาสตร์และค่านิยมอยู่ตลอด มีเรื่องอะไรที่กังวลบ้างไหม

บางอย่างเป็นข้อมูลที่ไม่ใช่ปฐมภูมิ ไม่ได้เป็นข้อมูลแรกเริ่มดั้งเดิม ของบางคนอาจจะผ่านการวิเคราะห์ สังเคราะห์มาแล้ว เราก็ไม่ทราบ ไม่แน่ใจว่าถูกไหม อย่างเรื่องช้างใช้เท้าหลังเดินก่อน เราก็ต้องไปเปิดคลิปช้างเดินดู แต่ข้อดีคือเราเซ็ตให้นางเอกทะลุเข้าไปในวรรณคดี ไม่ใช่ย้อนอดีต ในเสภาจะมีการปนกันของยุคสมัยอยู่ บางฉากก็เหมือนอยู่ในอยุธยา แต่บางเมนูอาหารหรือเสื้อผ้าบางอย่างกลับเป็นสมัยรัตนโกสินทร์ มันจึงปนกันอยู่ในนั้น เราเลยไม่ได้ซีเรียสเรื่องยุคสมัยมาก เรายึดว่าเป็นเรื่องในวรรณคดี ถ้าแยกออกมาทีละยุคจะเป็นงานที่หนักไปหน่อย (หัวเราะ)

คุณมองเห็นความน่ากลัวของค่านิยมจากเรื่องนี้บ้างไหม

ส่วนมากพอเกิดเป็นค่านิยม เราก็ไหลไปตามนั้น ไม่ได้ตรวจสอบตัวเองจนไหลไปตามกระแส บางครั้งจึงเกิดการทำร้ายกันเองด้วยค่านิยม ความเชื่อ อย่างวันทองนี่ไม่มีโอกาสแม้แต่จะได้คิดด้วยซ้ำว่าเธอคิดได้ เลือกได้ เขาไม่เอ๊ะเลย เราก็ไม่เอ๊ะ พอไปเรื่อย ๆ จึงเกิดเป็นค่านิยมมองผู้หญิงเป็นสิ่งของ วันทองเป็นคนยุคนั้น เขาก็อยู่อย่างนั้น แล้วคนที่กำหนดค่านิยมในยุคนั้นก็เป็นชนชั้นสูง ขุนนางด้วย

หลังเปลี่ยนแปลงกระบวนการทำงานมาพอสมควร อะไรคือความท้าทายในการทำงานชิ้นนี้

เรื่องทำเป็นทีมนี่แหละค่ะ ก่อนหน้านี้ทำงานคนเดียวมาก่อน มันจึงเป็นเหมือนการเรียนรู้กันระหว่างผู้ช่วยและทีมงานว่า เราจะทำอย่างไรให้ตารางเวลาลงตัว เป็นครั้งแรกที่ได้จ้างคน เพราะเพิ่งมีเงินจ้างค่ะ (หัวเราะ) เป็นเรื่องแรกที่มีคนติดตามเยอะขนาดนี้ เลยมีความกดดันด้วย กลัวว่าเราจะมีอะไรบ้งโดยที่ไม่รู้ตัวแล้วเผลอปล่อยออกไป แต่โชคดีที่ทำงานเป็นทีมก็เลยมีคนช่วยดู

ตอนนี้ก็ทำงานการ์ตูนเป็นอาชีพหลักเลย เพราะถ้าไม่หลักคงจะไม่มีเวลาวาดใช่ไหม

ไม่สามารถทำงานอื่นได้เลย จากที่เคยรับมาก็ต้องวางกองไว้ก่อน เพื่อเรื่อง วันทองไร้ใจ

สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon
สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon

ถามเรื่องความต่างระหว่างเรื่องของคุณกับวรรณคดีไปเยอะแล้ว มีอะไรที่ไม่แตกต่างกันบ้างไหม

อันที่จริงก็มีบางอย่างที่พยายามคงไว้ เช่น ประเพณี ข้าวปลาอาหาร อันนี้คือเอามาจากเสภา และความปากจัดของแม่ศรีประจันก็ด้วย นอกนั้นก็มีเปลี่ยนไปเยอะเลย

กระแสตอบรับตอนที่เรื่องนี้ออกไปแล้วทำให้ใจฟูบ้างไหม

ดีกว่าที่คิดเยอะเลยค่ะ รู้สึกดีใจที่มีคอมเมนต์ให้อ่านทุกสัปดาห์ ชอบมากที่ได้อ่านความเห็นของทุกคน มีคนที่สังเกตเยอะ ๆ ก็ทำให้เราดีใจ เช่น รายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เราไม่ได้บอก หรือแม้กระทั่งเกิดการถกเถียงกันว่า ขุนแผนก็ไม่ได้แย่นะ มันเป็นเพราะสภาพสังคมในสมัยนั้น เขาเลยเป็นแบบนี้

เหล่าผู้อ่านน่ารักมาก ต้องขอบคุณทุกท่านที่สนับสนุนมาก ๆ WEBTOON เราเขียนเป็นสัปดาห์ต่อสัปดาห์ เราไม่รู้เลยว่าจะเขียนได้ยาวแค่ไหน จะถูกตัดจบไหม แต่เพราะได้รับการสนับสนุนจากทุกคนเลยได้เขียนต่อยาว ๆ ทุกคนช่วยเปย์อ่านล่วงหน้า ทำให้ได้เงินมาสนับสนุนผู้ช่วย อันนี้สำคัญมาก ช่วยได้เยอะจริง ๆ ค่ะ อ้อ! เห็นคอมเมนต์ของเพื่อนบ้านชาวลาวด้วย เขามาอ่านก็ดีใจจริง ๆ อนาคตอยากให้ไปต่างประเทศ มีการแปลด้วย อันนี้ก็ได้แต่ภาวนาค่ะ

แฟนคลับคุณแน่นหนามาก ชุมชนวันทองไร้ใจแข็งแกร่งจนมีคนนำไปคอสเพลย์ด้วย

อันนี้ดีใจมาก เป็นความใฝ่ฝันของนักวาดหลายคน แต่งกันสวยเหมือนหลุดออกมาจากในเรื่องเลย ขนาดเป็นตัวละครที่ไม่ใช่ตัวหลักอย่างแม่ศรีประจันก็มี แปลกใจมาก ต้องขอบคุณอีกครั้งนะคะ

ก่อนจากกันขอถามย้ำอีกครั้งว่า จุดจบวันทองจะเหมือนเดิมไหม

(หัวเราะ) ต้องไม่เหมือนเดิมอยู่แล้ว เพราะไม่ใช่วันทองแล้ว แต่เป็นนางเอกคนใหม่ เนื้อเรื่องก็ต้องต่าง ติดตามกันต่อไปนะคะ

สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon

ภาพ : มุ

Writer

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load