​ในบางค่ำคืน ระหว่างเดินไปบนถนนหนทางหรือนั่งเล่นอยู่ในสวนสาธารณะสักแห่ง คุณเคยเงยหน้ามองฟ้ามองดาวบ้างไหม แล้วสงสัยอะไรบ้างหรือเปล่า

​เรามาอยู่ตรงนี้ได้อย่างไร แล้วไกลออกไปในความมืดมิดมีอะไร สงสัยเหมือนกันไหม

​เติ้ล-ณัฐนนท์ ดวงสูงเนิน และ กร-กรทอง วิริยะเศวตกุล คือสองคนที่ตั้งคำถามถึงสิ่งที่อยู่ห่างไกลออกไป

​นอกจากตั้งคำถาม เขาทั้งสองและเพื่อนพ้องวัยมัธยมยังพยายามหาคำตอบ และรวมตัวกันก่อตั้งเว็บไซต์ spaceth.co เพื่อบอกเล่าเรื่องราวที่คล้ายจะไกลตัวอย่างอวกาศ มาเล่าจนคนอ่านอย่างเรารู้สึกว่า เรื่องราวเหล่านั้นอยู่ใกล้ชิดตัวเรากว่าที่คิดและสำคัญกับชีวิตกว่าที่คาด

บางทีเราอาจเข้าใจว่า เรามีชีวิตนี้ได้อย่างไรจากการทำความเข้าใจเรื่องจักรวาล-พวกเขาว่าอย่างนั้น

และเว็บไซต์ที่สร้างโดยกลุ่มเด็กมัธยมก็คว้ารางวัล Best New Blog ในงาน Thailand Best Blog Award 2017 มาครองชนิดผู้ใหญ่ที่นั่งอยู่ในฮอลล์วันประกาศผลพร้อมใจกันปรบมือเสียงดัง ยอมรับ

​วงโคจรของเรามาบรรจบกันในเช้าวันหนึ่ง แน่นอน-เราสนใจสิ่งที่พวกเขาสนใจ บทสนทนาจึงหนีไม่พ้นเรื่องราวของดวงดาว จักรวาล ยานอวกาศ ไปจนกระทั่งการเกิดขึ้นของมนุษยชาติ

ว่าแต่ ในบางค่ำคืน ระหว่างเดินไปบนถนนหนทางหรือนั่งเล่นอยู่ในสวนสาธารณะสักแห่ง คุณเคยเงยหน้ามองฟ้ามองดาวบ้างไหม แล้วสงสัยอะไรบ้างหรือเปล่า

spaceth.co, เพจ, ดาราศาสตร์, อวกาศ

คุณเคยพูดบนเวที TEDxKMITL ว่าคนสมัยก่อนไม่มีอะไรทำก็มองขึ้นไปบนท้องฟ้าแล้วตั้งคำถาม แล้วตอนเด็กๆ เวลามองขึ้นไปบนฟ้า คุณตั้งคำถามอะไรบ้างหรือเปล่า

เติ้ล: ไม่ตั้งคำถาม เพราะตอนเด็กๆ อยู่ในเมือง มองไม่เห็นอะไรเลย มองขึ้นไปไม่เห็นดาว ฉะนั้น เราก็จะเห็นดาวจากภาพถ่ายหรือว่าดูจากทีวี ตอนเด็กๆ ไม่เคยเห็นดาว ไม่เคยดูดาวเลย

มันเหมือนมีม่านอะไรบางอย่างมากั้นเรากับธรรมชาติเอาไว้ เราเกิดมา รอบตัวเราเต็มไปด้วยสิ่งปลูกสร้าง เท้าของเด็กในเมืองบางคนไม่เคยสัมผัสกับดินไม่เคยสัมผัสกับหญ้าเลย สมัยโบราณเวลาคนไม่มีอะไรทำก็มองขึ้นไปบนท้องฟ้า แต่กลายเป็นว่าเด็กที่เกิดในเมืองเขาได้รับมลภาวะทางแสงทำให้มองไม่เห็น

แล้วการมองฟ้า มองดาว เดินบนพื้นดิน สำคัญอย่างไรกับชีวิตมนุษย์

เติ้ล: มันทำให้เราได้ใกล้ชิดกับธรรมชาติ อาจจะฟังดูโลกสวยนะ ว่าใกล้ชิดกับธรรมชาติจังเลย แต่ผมมองว่าการได้สัมผัสกับดินหรือการได้มองเห็นดวงดาว มันเป็นสิ่งที่ทำให้เราตั้งคำถามว่า ทำไมถึงได้มีสิ่งนี้อยู่ ทำไมต้นไม้ถึงเป็นสีเขียว ทำไมท้องฟ้าถึงเป็นสีดำ ทำไมบนนั้นจึงมีดวงดาว ซึ่งมันคือสิ่งที่เป็นอย่างนั้นมาตั้งนานแล้ว ธรรมชาติก็อยู่ของมันเฉยๆ แค่เรามองไปหาธรรมชาติ แล้วเราตั้งคำถามกับมัน ไม่เหมือนกับการที่เราดูทีวีหรือเล่นมือถือแล้วข้อมูลวิ่งมาหา

อยู่ในเมืองไม่เห็นดาว แล้วหลงใหลดาราศาสตร์ได้ยังไง

เติ้ล: ถ้าถามว่าชอบดาราศาสตร์ตอนไหน ก็ชอบตั้งแต่อนุบาล ผมเป็นเด็กเจเนอเรชันที่พ่อแม่จะทิ้งเอาไว้กับบ้าน ทิ้งไว้กับหนังสือกับโทรทัศน์ โชคดีที่ช่วงนั้นรายการโทรทัศน์มีสารคดีมาออกเยอะ ช่วงปี 2003 นาซาส่งยานไปลงที่ดาวอังคารแล้วมีถ่ายทอดสด เราเลยได้เห็นว่าเขามีวิธีการลงจอดยังไง ตอนนั้นเลยเริ่มชอบเรื่องอวกาศขึ้นมา

สมัยเรียนชั้นประถมผมชอบเรื่องวิทยาศาสตร์ เพราะรู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่จับต้องได้ เราได้รู้ว่าทำไมต้นไม้เป็นสีเขียว ทำไมน้ำถึงไหลจากที่สูงลงที่ต่ำ เราได้รู้ในสิ่งที่เราอยากรู้จริงๆ น่าจะเป็นเพราะว่าเป็นเด็กที่ชอบตั้งคำถามด้วย

กร: ส่วนผมตอนนั้นนั่งดูทีวีอยู่ แล้วมีข่าวที่ว่าเขาตัดดาวพลูโตออกจากดาวเคราะห์ ตอนนั้นเลยสงสัยว่ามันโดนตัดเพราะอะไร ดาวพลูโตเป็นยังไง ทำไมเราถึงต้องไปตัดมัน ผมก็เลยไปหาอ่านเพิ่มเติมจึงรู้ว่ามันเคยเป็นดาวเคราะห์ที่อยู่ในระบบสุริยะ แล้วคำถามต่อไปก็คือ ระบบสุริยะเป็นยังไง ตอนนั้นพวกโซเชียลมีเดีย พวกอินเทอร์เน็ต เพิ่งแพร่หลายเข้ามา ก็เลยลองค้นหาอ่านเพิ่มเติม ตอนนั้นเริ่มรู้สึกว่าเราชอบเรื่องดาราศาสตร์ แต่ในหนังสือเรียนจะให้มาแค่ 3 หน้าสุดท้าย ผมก็เลยค่อยๆ หาอ่านเอง

spaceth.co, เพจ, ดาราศาสตร์, อวกาศ spaceth.co, เพจ, ดาราศาสตร์, อวกาศ

แล้วตอนเด็กๆ พวกคุณเรียนวิทยาศาสตร์เก่งกว่าคนอื่นไหม

กร: ไม่เลย ตอนนั้นวิกฤต จริงๆ ผมเคยได้วิทยาศาสตร์เกรด 1.5 ปัญหาที่เจอคือ เราต้องขยันทำแต้ม ขยันเก็บเกรด ซึ่งตอนนั้นเราเป็นเด็กกิจกรรม ต้องไปทำนั่นทำนี่ แต่เราไม่ได้มองว่าเกรดมันเป็นตัวตัดสิน เรามองว่าเกรดเป็นยังไงก็แล้วแต่ แต่ถ้าเราสนใจจริงๆ ถ้าเราเข้าใจมัน มันก็โอเค

เติ้ล: ผมเรียนวิชาดาราศาสตร์ได้เกรด 2.5 นี่เป็นเหตุผลที่เราไม่เลือกเรียนต่อสายวิทย์ และเลือกเรียนนิเทศศาสตร์ คือผมชอบเรียนรู้วิทยาศาสตร์ แต่ว่าไม่ได้ชอบเรียนวิทยาศาสตร์

เรียนรู้กับเรียนต่างกันยังไง

เติ้ล: เรียนรู้ มันเหมือนเราเรียนเพื่อตอบสนองความอยากอะไรบางอย่างข้างในของเรา แต่การเรียนมันเหมือนการทำให้ผ่านไปตามหลักสูตร คือเราไม่ชอบที่จะให้ใครมาบอกว่าคุณต้องเรียนอันนี้ เพื่อจะมารู้อันนี้ แล้วต้องมาสอบ ลักษณะของการออกแบบการศึกษาบ้านเรามันยังผิดสัดผิดส่วน มันเกิดจากการสอนให้จำก่อน ซึ่งถ้าวิธีการนี้มันเวิร์กจริง คนอื่นๆ ที่เขาเรียนแล้วเขาก็ต้องมาชอบดาราศาสตร์ด้วยสิ นี่ทำไมเรียนแล้วไม่ชอบ ทำไมเขาตั้งคำถามว่าเขาเรียนไปทำไม

ผมมองว่าวิทยาศาสตร์หรือศาสตร์อะไรก็ตามในโลก มันต้องเกิดจากการตั้งคำถามก่อน แล้วก็พอเราอยากรู้ เมื่อวันหนึ่งเรารู้เราจะจำได้ คือเราอาจจะเริ่มจากการสงสัยก่อน แล้วมันก็พัฒนามาเป็นการหาความรู้ แล้วมันก็กลายมาเป็นการจดจำ แต่ในห้องเรียนมันเหมือนย้อนกลับ ครูให้จำสมการก่อน จำวิธีการคิดก่อน ซึ่งทำให้เราไม่ได้ตั้งคำถาม

แล้วคุณตั้งคำถามเกี่ยวกับอวกาศหรือดวงดาวบ้างไหม

เติ้ล: ตอนเด็กๆ ช่วงประถมจะชอบถามแม่ว่าเราเกิดมาทำไม แม่ก็ตอบว่าไม่รู้ ซึ่งจริงๆ มันก็ไม่มีใครรู้หรอก คำถามที่ว่า ‘เราเกิดมาทำไม’ มันเป็นคำถามเชิงปรัชญาใช่มั้ย แต่ตอนเด็กๆ เราก็ไม่ได้มีไอเดียเรื่องปรัชญา ไม่รู้จักหรอกว่าเพลโตคือใคร โสเครติสคือใคร แต่ว่ามันเกิดจากความรู้สึกของเราว่า เอ๊ะ ทำไมคนเราต้องเกิดมา ทำไมเราต้องมีชีวิต เรามีชีวิตไปทำไม พอโตไปเราก็เลยรู้ว่าเราไม่ได้ตั้งคำถามนี้อยู่คนเดียว ผมเชื่อว่าหลายคนก็กำลังถามอยู่เหมือนกันว่าคนเราเกิดมาทำไม คนเรามีชีวิตนี้ไปทำไม

spaceth.co, เพจ, ดาราศาสตร์, อวกาศ

การตั้งคำถามนี้ส่งผลกับชีวิตอย่างไรบ้าง

เติ้ล: พอเราตั้งคำถามว่าเราเกิดมาทำไม เราก็ศึกษาไปเรื่อยๆ แล้วพบว่าเราเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยเติมเต็มธรรมชาติให้คงอยู่ โห มันกลายเป็นว่าชีวิตเรามีความหมายมากเลยนะ

คือต้องย้อนไปก่อนว่าชีวิตเกิดขึ้นได้ยังไง ถ้าย้อนไปจริงๆ มันก็คือตั้งแต่บิ๊กแบง ก่อนเกิดเอกภพ บิ๊กแบงมันสร้างสิ่งหนึ่งที่เรียกว่าความปั่นป่วน หรือในภาษาฟิสิกส์เขาจะใช้คำว่า ความไม่เป็นระเบียบ ลองนึกภาพว่าจากเดิมมันไม่มีอะไรเลย มีแต่ความว่างเปล่า แต่พอเกิดบิ๊กแบง มันก็เกิดความปั่นป่วน มันเกิดปฏิกิริยากันระหว่างอนุภาค เกิดเป็นแรงขึ้นมา เกิดเป็นโลก เกิดเป็นดวงอาทิตย์ สุดท้ายมันเกิดเป็นชีวิต เป็นตัวเรา อันนี้คือความปั่นป่วน

ผมก็เลยคิดว่าชีวิตคือความปั่นป่วน แล้วมันก็จะเป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนสิ้นชีวิต แล้วหลังจากนั้นเหมือนกับว่าทุกสิ่งจะจบใช่ไหม แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่ พอเราตายไปร่างกายของเราก็จะกลายเป็นธาตุกลับคืนไปสู่โลก สุดท้ายมันก็จะเป็นวงจรไม่มีที่สิ้นสุด

เคยมีความฝันประเภทอยากเหยียบดวงจันทร์หรืออยากไปดาวอังคารอะไรแบบนั้นบ้างไหม

เติ้ล: คนจะคิดว่าคนชอบดาราศาสตร์ เป้าหมายคือจะต้องเป็นนักบินอวกาศ แต่ผมไม่คิดแบบนั้น เป้าหมายของผมคืออยากเป็นคนที่ส่งต่อเรื่องของวิทยาศาสตร์มากกว่า เพราะว่าตอนเราย้อนไปดูวิทยาศาสตร์มันเป็นเรื่องของการส่งต่อจากนักวิทยาศาสตร์คนนี้ ทำงานอะไรบางอย่างขึ้นมา เกิดสิ่งสิ่งหนึ่ง เป็นปฏิกิริยาลูกโซ่ไปเรื่อยๆ ซึ่งเราไม่ได้เป็นนักวิทยาศาตร์ที่เก่งที่สุด ไม่ได้เป็นโปรแกรมเมอร์ที่เก่งที่สุด ไม่ได้เป็นนักบินอวกาศที่เก่งที่สุด แต่สิ่งที่เราทำได้ดีคือเรื่องของการสื่อสาร ก็เลยพอใจว่าฉันอยากจะเป็นนักสื่อสาร ฉันอยากจะเล่าเรื่องราวให้กับคนอื่นได้รู้

คุณและเพื่อนๆ เคยรู้สึกมั้ยว่าตัวเองกำลังสนใจเรื่องที่ใหญ่เกินตัว

เติ้ล: จริงๆ ทุกคนก็สนใจเรื่องที่ใหญ่เกินตัวอยู่แล้ว แค่การที่เรามานั่งคุยกันวันนี้มันก็เหมือนกับการสนใจเรื่องอื่นที่มันเกินตัวเราแล้ว ผมก็เลยมองว่ามนุษย์ถูกออกแบบมาให้เราสนใจเรื่องที่มันเกินตัวอยู่แล้ว ถ้าเราไม่สังเกตว่าพืชนี้กินได้ กินไม่ได้ เราก็คงไม่มีชีวิตรอดมาถึงทุกวันนี้หรอก

spaceth.co, เพจ, ดาราศาสตร์, อวกาศ spaceth.co, เพจ, ดาราศาสตร์, อวกาศ

ในมุมมองของคุณ คนไทยห่างไกลกับเรื่องอวกาศกว่าคนชาติอื่นๆ ไหม

เติ้ล: ไม่ ผมว่าคนทั่วโลกเหมือนกัน จริงๆ แล้วคนไทยเป็นชาติที่ค่อนข้างผูกพันกับเรื่องดวงดาวนะ คนสมัยก่อนเขาดูดาว เขารู้ว่าเมื่อตำแหน่งดาวมันเปลี่ยน ฤดูกาลเปลี่ยน สัตว์มันก็เปลี่ยนพฤติกรรม เขาก็เลยคิดว่ามันก็น่าจะทำให้มนุษย์เราเปลี่ยนแปลงได้เหมือนกัน มันก็เลยเกิดเป็นสิ่งที่เรียกว่า โหราศาสตร์

ผมเลยมองว่าโหราศาสตร์นี่แหละเป็นสิ่งที่บอกได้ว่าคนไทยสนใจเรื่องดวงดาว แต่ว่าสมัยนั้นวิทยาการอาจจะยังไม่ก้าวหน้า แต่พอเวลาผ่านมาเรื่อยๆ เราก็ได้เรียนรู้ในสิ่งที่เรียกว่าดาราศาสตร์ ซึ่งสองสิ่งนี้ก็จะอยู่ควบคู่ในพฤติกรรมของคนไทยมาตั้งนานแล้ว อย่างสมัยพระนารายณ์ ในเรื่อง บุพเพสันนิวาส ที่เราดูกัน นั่นเป็นยุคที่เกิดสุริยุปราคาเต็มดวง แล้วพระนารายณ์ก็ทอดพระเนตรด้วย หรืออย่างตอนรัชกาลที่ 4 ทรงทำนายสุริยุปราคาที่หว้ากอ

แต่ว่าทุกวันนี้โอกาสที่เราจะได้ศึกษาเรื่องพวกนี้มันมีน้อย เลยทำให้เรารู้สึกว่าภาพรวมเรื่องดาราศาสตร์หรือวิทยาศาสตร์ของไทยมันลดต่ำลงหรือเปล่า แต่ว่าจริงๆ แล้วถ้าดูตามกราฟแนวโน้มความสนใจ ผมว่ามันค่อนข้างนิ่ง คือถามว่าทำไมคนอเมริกาถึงได้สนใจเรื่องดาราศาสตร์ คำตอบคือเพราะว่ามันมีเรื่องการเมืองผูกเกี่ยวเข้าไป กลายเป็นว่าคนอเมริกายุคคุณลุง คุณน้า คุณอา เขาอินเรื่องอวกาศมากกว่าเด็ก เพราะเขาอยู่ร่วมในสมัยที่ จอห์น เอฟ. เคนเนดี บอกว่าจะไปดวงจันทร์ เขาอยู่ในยุคที่แข่งกับโซเวียต เขาได้เห็นสิ่งนั้นกับตา เขาได้เห็นประกาศทางทีวี เขาเลยอิน ลองสมมติประเทศเพื่อนบ้านอยากแข่งกับไทยเรื่องอวกาศ ผมเชื่อว่าคนไทยก็จะอินกับเรื่องของอวกาศนะ

อย่างที่คุณว่า ในห้องเรียนเราอาจจะสงสัยว่าเรียนดาราศาสตร์ไปทำไม แล้วสิ่งที่ spaceco.th เอามาเล่าคนอ่านเขาจะรู้ไปทำไม ตอบได้ไหม

กร: ถ้าคำตอบส่วนตัวก็คือ เรารู้เรื่องดาราศาสตร์เพื่อให้เรารู้จักตัวเอง ถ้าถามถึงที่มาตั้งแต่ต้น ก่อนจะมีตัวเรา มันก็เกิดมาจากบิ๊กแบง เพราะฉะนั้นถ้าถามว่าศึกษาดาราศาสตร์ไปทำไม คำตอบก็คือ มันคือจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง

เติ้ล: สิ่งที่เราทำมองเผินๆ อาจจะเป็นเหมือนเพจอวกาศ แต่ว่าจริงๆ แล้วมันเป็นการจับอวกาศมาเล่าในมุมต่างๆ มากกว่า เช่น อวกาศมาเจอปรัชญา อวกาศมาเจอภาษา อวกาศมาเจอสังคม การเมือง วัฒนธรรม ผมเลยมองว่ามันเป็นอีกมุมหนึ่งที่ถ้าคนเขามาอ่าน มันจะไม่ใช่แค่การอ่านข้อมูล แต่มันจะเป็นการอ่านวิธีคิดที่มีข้อมูลมาประกอบ ซึ่งอ่านแล้วก็จะรู้สึกสนุก

ทำไมจึงพยายามเชื่อมโยงอวกาศกับเรื่องอื่น ทั้งปรัชญา ภาษา สังคม การเมือง วัฒนธรรม

เติ้ล: เรามองโลกทั้งใบ แล้วทุกอย่างในโลกมันเชื่อมโยงกันหมด ถามว่าทุกวันนี้ถ้ายกประเด็นมาหนึ่งประเด็นแล้วเอามาเชื่อมโยงกับเรื่องอวกาศ เราก็ทำได้ทุกเรื่องนะ

spaceth.co, เพจ, ดาราศาสตร์, อวกาศ

อย่างเรื่องฟุตบอลโลกที่เพิ่งจบไปเชื่อมโยงได้มั้ย

เติ้ล: เยอะแยะเลย รู้มั้ยว่ารัสเซียเขาเปิดตัวโลโก้อย่างเป็นทางการบนสถานีอวกาศ รัสเซียเขาจะเล่นใหญ่ทุกอย่างกับอวกาศ อย่างตอนโอลิมปิกฤดูหนาว 2014 ที่โซชิ เขาก็ส่งคบเพลิงไปวิ่งบนอวกาศ ถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์โลกที่มีการวิ่งคบเพลิงบนนั้น

แล้วรู้ไหมว่าตอนนี้รัสเซียกลายเป็นประเทศเดียวที่สามารถส่งนักบินขึ้นสู่วงโคจรได้ เพราะว่าพอเมริกาเขาปลดระวางกระสวยอวกาศไปก็ไม่มียานรุ่นใหม่ๆ ที่จะส่งได้ อเมริกาก็เลยจะต้องจ้างรัสเซียส่งขึ้นไป จริงๆ แล้วรัสเซียเก่งเรื่องอวกาศมาก จนทุกวันนี้ก็ยังเป็นอย่างนั้นอยู่ เวลาเขามีเหตุการณ์อะไรบางอย่างที่สำคัญๆ ของประเทศ อย่างแรกที่เขาจะทำคือเขาจะจับส่งขึ้นอวกาศ เป็นการแสดงเชิงสัญลักษณ์ว่าเขาคือผู้นำด้านนี้

ข่าวอวกาศล่าสุดที่รู้แล้วรู้สึกตื่นเต้นคือข่าวไหน

กร: ที่ตื่นเต้นจริงๆ คือตอนที่ได้รู้จัก Exoplanet ครั้งแรก มันคือดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะที่ทำให้เราแทบจะโยนตำราทิ้ง เพราะเราเข้าใจมาตลอดว่าดาวเคราะห์มีแค่ 8 ดวง แต่สรุปแล้วมีการยืนยันว่ามีตั้ง 1,648 ดวง แล้วก็ยังมีอีกประมาณ 5,000 ดวงที่ยังรอการยืนยันอยู่ ตอนแรกเราเข้าใจว่าเอ็กโซแพลเน็ตเป็นแค่ความคิดของนักดาราศาสตร์ แต่สุดท้ายมันก็มีอยู่จริง เหมือนกับที่ TRAPPIST-1 เจอดาวเคราะห์ 7 ดวง ทำให้เรารู้ว่าจักรวาลยังมีอะไรอีกมากมายที่เราต้องตามหา ซึ่งมันเป็นความมหัศจรรย์นะ เพราะความจริงเราอาจจะไม่ได้อยู่คนเดียวในจักรวาลก็ได้

เติ้ล: ของผมคือข่าวที่บอกว่า AI ค้นพบดาวนอกระบบสุริยะ เพราะเราเป็นเด็กโอลิมปิกคอมพิวเตอร์ เราเลยจะอินเรื่องของการเขียนโปรแกรมและเรื่องของ AI ตอนนั้นเราได้รู้ว่าเดี๋ยวนี้ AI ฉลาดถึงขั้นค้นพบดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะได้แล้ว ซึ่งถือว่าฉลาดมากๆ ทุกวันนี้มีสองอย่างที่มีวิวัฒนาการคือ สิ่งมีชีวิต กับ AI แต่ AI สามารถพัฒนาได้ทุกๆ เสี้ยววินาที วันหนึ่งจะกลายเป็นมนุษย์หรือเปล่าเราก็ไม่รู้

แล้วทุกวันนี้ AI ก็ถูกเอามาใช้ในเรื่องของอวกาศเยอะมาก อย่างจรวด SpaceX ของอีลอน มัสก์ ก็ใช้ AI เข้ามาเกี่ยวข้อง หรือยานฟัลคอน 9 (Falcon 9) ก็ใช้ AI เทรนจนเป็นจรวดที่ทันสมัยที่สุดในโลก อย่างล่าสุดรัสเซียก็ใช้ในการช่วยพัฒนาการเดินทางไปอวกาศให้เหลือเวลาเพียงแค่ 3 ชั่วโมง

spaceth.co, เพจ, ดาราศาสตร์, อวกาศ

การรู้เรื่องเกี่ยวกับอวกาศ จักรวาล เกี่ยวกับดวงดาว ทำให้มุมมองต่อมนุษย์ของคุณเปลี่ยนไปไหม

เติ้ล: เปลี่ยนไปเยอะเลย มันมีภาพภาพหนึ่งชื่อว่าภาพ Pale Blue Dot มันเป็นรูปอวกาศมืดๆ แล้วก็มีจุดๆ หนึ่ง เป็นภาพที่ถ่ายโดยยานอวกาศที่ชื่อว่า Voyager ขณะที่มันกำลังจะเดินทางออกนอกระบบสุริยะ แล้วนักวิทยาศาสตร์คนหนึ่งเขาก็ลองสั่งว่า ลองหันกล้องไปถ่ายภาพสุดท้ายก่อนที่จะออกจากระบบสุริยะดูซิ จากภาพนั้นเราก็เลยเห็นว่าโลกมันเป็นแค่จุดจุดหนึ่งในภาพ ซึ่งภาพนั้นมันเป็นภาพที่เหมือนจะไร้ประโยชน์มากในเชิงวิทยาศาสตร์ แล้วนักวิทยาศาสตร์ชื่อ คาร์ล เซแกน เขาก็บรรยายถึงเรื่องมนุษยชาติจากภาพนี้

เขาบอกว่า ลองมองจุดเล็กๆ จุดนี้สิ ทุกสิ่งที่เคยกิดขึ้น ทุกสิ่งที่คุณเคยรู้จัก คนที่เกิดมา คนที่ตายไปแล้ว คนที่เข่นฆ่ากัน ล้วนเกิดขึ้นในจุดเล็กๆ จุดนี้ ภาพนี้มันบ่งบอกเลยว่า ดาราศาสตร์มันเป็นศาสตร์ที่ทำให้เราอ่อนน้อมถ่อมตัว คือมันทำให้เรารู้สึกว่าเราไม่ได้ตัวใหญ่ไปกว่าอะไรเลย เราเป็นแค่จุดเล็กๆ ที่ล่องลอยในอวกาศที่กว้างใหญ่ แล้วก็ไม่มีใครมาช่วยเรา ถ้าเกิดสงคราม ฆ่ากันตายไป สุดท้ายก็ไม่มีใครจากที่ไหนมาช่วยเรา แล้วก็ไม่มีดาวดวงไหนในปัจจุบันที่เราจะสามารถไปอยู่ได้แล้ว สิ่งที่เราต้องทำคือการดูแลโลก ดูแลเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน อยู่ด้วยกันแบบถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน อันนี้เป็นมุมหนึ่งของการศึกษาเรื่องจักรวาลที่ส่งผลต่อชีวิตเราในแง่ของการมองเพื่อนมนุษย์

ถ้ามนุษย์เป็นเพียงจุดเล็กๆ ในจักรวาล ซึ่งเหมือนไม่มีค่าอะไร แล้วแท้จริงแล้วคุณค่าของมนุษย์อยู่ตรงไหน

เติ้ล: คุณค่าของเราคือการมองย้อนกลับไปถึงที่มาของตัวเรา เหมือนกับว่าเรากำลังมองย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้นของตัวเองว่า ชีวิตเราเกิดจากสิ่งนี้นะ เกิดจากธาตุนี้นะ แล้วสุดท้ายเมื่อเราศึกษาย้อนกลับไป เราพบว่าคาร์บอนที่อยู่ในตัวเรา แคลเซียมที่อยู่ในฟันเรา หรือว่าธาตุทุกอย่างที่อยู่ในกระดูก มันไม่ได้เกิดขึ้นมาพร้อมกับโลก มันเกิดขึ้นมาในแกนกลางของดาวฤกษ์ที่อัดแน่นกันมากๆ แล้วสุดท้าย พอดาวฤกษ์มันตายมันก็ระเบิดออก แล้วสสารพวกนี้มันก็ฟุ้งกระจายไปทั่วจักรวาล แล้วมันก็เกิดมาเป็นตัวเรา เกิดมาเป็นสิ่งมีชีวิต เป็นสัตว์ พอเรามองย้อนกลับไปว่าจริงๆ มนุษย์อาจจะเป็นสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ที่ไม่มีค่า แต่ว่าคุณค่าของเราคือการที่เราได้ตั้งคำถามย้อนกลับไปถึงที่มาของตัวเอง

ทุกวันนี้เวลามองขึ้นไปบนท้องฟ้า ยังมีคำถามหรือรู้สึกอะไรกับมันบ้างมั้ย

เติ้ล: ผมก็ยังคงเป็นเด็กในเมืองอยู่นะ มองขึ้นไปบนท้องฟ้าก็ยังเห็นแต่สีดำเหมือนเดิม แต่สิ่งที่เรารู้สึกคือเวลาเราเห็นดวงดาวแค่ดวงเดียว ดวงเล็กๆ เราก็รู้สึกดีแล้วนะ เรารู้ว่านี่คือสิ่งที่เราจะศึกษา สิ่งที่เราจะอยู่กับมันไปทั้งชีวิต

ท้องฟ้าก็มืดเหมือนเดิม แต่สิ่งที่สว่างขึ้นมาคือแรงบันดาลใจที่อยู่ข้างในเรา

spaceth.co, เพจ, ดาราศาสตร์, อวกาศ

Writers

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

เอม มฤคทัต

นิสิตคณะนิเทศศาสตร์ที่อยากจะลองทำงานเขียน หลงรักทุกอย่างที่เป็นสีพีชและภาพยนตร์จิบลิ มีความสามารถพิเศษในการกินข้าววันละ 5 มื้อ

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Page Maker

คุยกับเหล่านักทำเพจน่าสนใจในโลกออนไลน์

12 กุมภาพันธ์ 2563
9 K

Artteller (ɑːt ˈteləʳ)

[N] a person who tells stories about art.

คำศัพท์ข้างบนไม่มีบนดิกชันนารี แต่เห็นครั้งแรกก็เข้าใจความหมายได้เลยโดยไม่ต้องพึ่งพจนานุกรมสำนักใด และยังเป็นชื่อของเพจศิลปะที่มีวิธีการเล่าเรื่องได้น่าสนใจมาก

Artteller เพจของนักศึกษาเภสัชฯ ที่อยากให้ศิลปะเป็นเรื่องเข้าใจง่าย

เพจนี้แหละที่ทำให้เรารู้เรื่องเหตุการณ์การหายสาบสูญของโมนาลิซ่า ที่ทำให้กลายเป็นงานระดับมาสเตอร์พีซภายในข้ามคืน

เพจนี้แหละที่ทำให้เรารู้จักช่างภาพเก่งๆ หลายคนผ่านผลงาน ความคิด และเรื่องราวของเขา

เพจนี้แหละที่ทำให้เรารู้ข่าวว่าภาพยนตร์สารคดีของ เดวิด ฮอกนีย์ (David Hockney) นักวาดภาพประกอบชาวอังกฤษ จะมาฉายที่กรุงเทพฯ โดยไม่ได้บอกแค่วันเวลาสถานที่ แต่เล่าถึงภูมิหลังชีวิตของศิลปิน

และเป็นเพจนี้อีกเช่นกันที่ทำให้เราได้อ่านบทสัมภาษณ์ บงจุนโฮ (Bong Jun Ho) ที่บรรจงแปลทันทีหลังจากประกาศรางวัลออสการ์เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา

Artteller คือเพจเกี่ยวกับศิลปะที่อยากให้คนเข้าใกล้และเข้าใจศิลปะมากขึ้น เนื้อหาส่วนใหญ่เล่าถึงงานวาดและภาพถ่ายทั้งในไทยและต่างประเทศด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย พร้อมเล่าถึงบริบทอื่นๆ ที่ทำให้เกิดงานชิ้นนั้น เพื่อให้คนอ่านเข้าถึงมันได้ง่ายขึ้น 

เตย-ภาสินี ประมูลวงศ์ เจ้าของเพจ Artteller

ถ้าไม่ได้เจอกับ เตย-ภาสินี ประมูลวงศ์ ในวันนั้น เราคงยังคิดว่าเจ้าของ Artteller เป็นคนที่กำลังเรียนหรือทำงานในแวดวงศิลปะ คนที่คลุกคลีกับงานสร้างสรรค์หรือแม้กระทั่งเป็นศิลปินเองด้วยซ้ำ

เราคิดผิดถนัด…

เพราะผู้หญิงที่นั่งตรงหน้า คือนักศึกษาคณะเภสัชศาสตร์ปี 5 ที่สะสมแต้มความรู้และความรักในศิลปะตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมา เธอสร้างเพจจากบันทึกในไดอารี่ที่ตั้งใจไว้อ่านคนเดียว เปลี่ยนบทสนทนาและข้อถกเถียงในชีวิตประจำวันให้เป็นโพสต์เกี่ยวกับศิลปะที่มีคนกดไลก์หลักร้อยไปจนถึงหลักพัน

เธอยังไปเยี่ยมชมงานแสดงศิลปะมามากมาย เพื่อให้ได้เห็นผลงานที่เธอรักเพียงสักครั้ง และนำเรื่องราวเหล่านั้นมาเล่าต่อให้คนอื่นๆ ฟัง

“เรียนเภสัชฯ แล้วมาทำเพจศิลปะได้ยังไง”

“นั่นสิ แต่เราเชื่อว่าอะไรที่เราอินเราจะเล่าได้ดี”

เตย-ภาสินี ประมูลวงศ์ เจ้าของเพจ Artteller

Art Introduction

วัยเด็กของเตยแตกต่างจากวัยเด็กของคนอื่นอยู่สักหน่อย เธอเติบโตมาพร้อมความผูกพันกับงานศิลปะจากที่พ่อแม่พาไปชมงานศิลปะและหมั่นซื้อหนังสือรวบรวมภาพอยู่เสมอ เธอสะสมความชอบศิลปะในตัวเองมาเรื่อยๆ ความฝันในวัยเด็กของเตยมี 2 อย่าง ถ้าไม่เป็นนักเขียน ก็ฝันอยากทำงานในพิพิธภัณฑ์

นิสัยการรักเขียนรักอ่านของเธอเริ่มมาจากสมัยประถมหนึ่ง ครั้งแรกที่เธออ่านหนังสือได้ ซึ่งนับว่าช้ากว่าเพื่อนในวัยเดียวกัน พอเริ่มอ่านได้ เธอก็อ่านมากขึ้นเรื่อยๆ เหมือนเก็บความอยากนี้ไว้มานาน จากนิทานเด็ก เป็นวรรณกรรม จากวรรณกรรม เป็นประวัติศาสตร์ แล้วก็มาเจอกับประวัติศาสตร์ศิลป์จนได้

“ในตอนเด็กเราศึกษาแต่ภาพถ่าย ภาพวาด เราได้แต่เพียงเห็นแต่ยังไม่เข้าใจความหมายของภาพขนาดนั้น พอโตมา หอสมุดที่โรงเรียนมีหนังสือเยอะมาก ส่วนใหญ่เป็นพวกหนังสือศิลปะ เราจึงได้อ่านหนังสือประวัติศาสตร์ศิลป์เยอะขึ้น ทำให้เข้าใจเรื่องศิลปะมากขึ้น 

“เมื่อย้อนกลับไปในสิ่งที่เราเข้าใจและสิ่งที่คิดมาตลอดเราก็รู้สึกท่วมท้นในใจ จึงเริ่มเขียนเกี่ยวกับงานศิลปะภาพถ่ายตอนเรียนมัธยม แต่ก็เป็นงานแบบเด็กๆ เขียนอ่านเล่นอยู่คนเดียว สนุกๆ

“สำหรับเรา การเขียนหนังสือเหมือนดูซีรีส์ เหมือนกระโดดหนังยาง เล่นเกม เพราะมันสนุกมากที่ได้ทำสิ่งเหล่านี้”

เตย-ภาสินี ประมูลวงศ์ เจ้าของเพจ Artteller

Art Telling

“เราเขียนหนังสือเยอะมากและเก็บไว้เป็นแคตตาล็อก”

เตยมีสมุดโน๊ตหลายเล่มที่เขียนมาตั้งแต่วัยเด็ก รวบรวมเรื่องราวเกี่ยวกับศิลปะผ่านมุมมองของตัวเอง งานส่วนใหญ่เป็นภาพวาด ในขณะเดียวกันบทสนทนาในชีวิตของเธอกับแฟนก็ยังวนเวียนเกี่ยวข้องกับศิลปะ ด้วยความที่มีแฟนเป็นช่างภาพ หัวข้อที่คุยกันระหว่างวันจึงหนีไม่พ้นศิลปะภาพถ่าย เทคนิคการถ่ายภาพ และช่างภาพ

“วันหนึ่งแฟนถามว่าทำไมไม่ทำเพจ สิ่งที่เธอเขียนควรนำไปถ่ายทอดคนอื่นต่อไม่ใช่เก็บไว้คนเดียว ในช่วงแรกๆ ที่ทำเพจมันจึงเป็นเรื่องภาพถ่ายส่วนใหญ่เพราะเราคุยกันเรื่องนี้อยู่แล้ว หลังๆ มาเราจึงค่อยเลือกอะไรที่เป็นภาพวาดมากยิ่งขึ้น”

จุดประสงค์หลักของเพจ Artteller คือต้องการให้คนมองว่าศิลปะเป็นเรื่องเข้าใจง่ายสำหรับทุกคน ไม่ว่าคุณจะเป็นนักเรียน กราฟิกดีไซเนอร์ นักบัญชี นักโบราณคดี สถาปนิก ทนาย หรือนักศึกษาเภสัชฯ เหมือนเตยเองก็ตาม

“มนุษย์มีภาษา แต่พอถึงจุดหนึ่งเราพบว่าภาษามันอธิบายไม่ได้ เช่น ความรู้สึกโกรธ เราโกรธเราจะใช้ภาษากายในการสื่อสารหรือเขียนออกมาว่าเราโกรธแค่ไหน แต่บางคนบอกว่าแค่นี้มันยังไม่พอที่จะอธิบายความโกรธ เขาจึงเอาความโกรธไปลงกับศิลปะ จากการใช้แปรงระบายสี ฉันโกรธภาพนั้นจึงกลายเป็นภาพแบบพอลล็อค (Jackson Pollock) สิ่งนี้คือภาษาใหม่ในการอธิบายสิ่งต่างๆ ที่รู้สึกอยู่ข้างใน ซึ่งบางครั้งอาจจะอธิบายยาก 

“มันยังมีคนกลุ่มใหญ่ที่รู้สึกว่าศิลปะเป็นเรื่องเข้าใจยาก เป็นเรื่องนามธรรม ซึ่งในมุมมองเรา ศิลปะทุกงานก็มีเหตุผล ทุกงานพูดถึงชีวิต พูดถึงวิธีการบางอย่างที่จะแสดงตัวเองออกมา สิ่งหนึ่งเลยที่จะทำให้คนกับศิลปะห่างกันได้ คือภาษา แต่อุปสรรคทางภาษาก็มีมากขึ้น บางทีเราไปพิพิธภัณฑ์เวลาอ่าน Artist Statement แล้วงง ซึ่งจริงๆ มันมีวิธีการเล่าให้คนทั่วไปเข้าใจได้ง่าย มันเลยต้องมีสื่อกลางที่จะทำให้คนมองศิลปะเป็นเรื่องเข้าใจได้ สนุกกับมันได้ ไม่จำเป็นต้องรู้สึกว่าเป็นของสูง และเมื่อไหร่ที่เราเข้าใจวิธีการ วิธีคิดของมัน เราก็จะอินมันมากขึ้น”

เตย-ภาสินี ประมูลวงศ์ เจ้าของเพจ Artteller
เตย-ภาสินี ประมูลวงศ์ เจ้าของเพจ Artteller

Art Appreciation

ถ้าพูดถึงการเดินทางของศิลปะ ในศตวรรษที่ 18 ศิลปะคือความงามหยดย้อย ความสมบูรณ์แบบ ภาพวาดนางในฝันวีนัสกลายเป็นตัวแทนของศิลปะในยุคนั้น ถัดมาในศตวรรษที่ 19 คนเริ่มตั้งคำถามว่า ศิลปะจำเป็นต้องละเอียดละออ ไร้ที่ติอย่างนั้นเลยเหรอ จึงเข้าสู่ช่วง Impressionism กำเนิดโกลด มอแน (Claud Monet) เจ้าของภาพที่ไม่เน้นเรื่องความเหมือน แต่เน้นที่อารมณ์ความรู้สึก ศิลปะเดินทางมาเรื่อยๆ จนถึงยุคที่ชายชื่อ มาร์แซล ดูว์ช็อง(Marcel Duchamp) นำโถส้วมไปวางในพิพิธภัณฑ์แล้วบอกว่า นี่คือศิลปะเหมือนกัน

แม้แต่ตัวศิลปะเองยังมีคอนเซปต์และรูปแบบที่แตกต่างไปตามยุคสมัย จึงไม่แปลกที่มันควรเป็นสิ่งที่คนทั่วไปเข้าใจและดื่มด่ำได้ และยิ่งไม่แปลกเข้าไปใหญ่ที่เจ้าของเพจที่ตั้งขึ้นเพื่อลดช่องว่างตรงนั้นจะไม่ใช่นักเรียนศิลปะ แต่เป็นนักศึกษาเภสัชศาสตร์ที่ตั้งใจจะเป็นเภสัชกรในอนาคต

“ศิลปะสำหรับเราเป็นอะไรก็ได้ที่พยายามอธิบายตัวเองออกมาในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง รูปแบบของมันเป็นอีกเรื่องหนึ่ง สำคัญคือมันผ่านวิธีคิดมาหรือเปล่าว่าจะแสดงความเป็นตัวตนของศิลปินออกมาอย่างไร”

คอนเทนต์ของ Artteller จึงไม่ได้บอกแค่เทคนิคหรือคอนเซปต์ของงานศิลปะ แต่จะเล่าไปถึงภูมิหลัง แนวคิดของศิลปิน บทสัมภาษณ์เก่าๆ ไปจนถึงบริบทสังคมในยุคนั้นๆ เพื่อให้คนอ่านเข้าใจผลงานชิ้นนั้นมากขึ้น

Artteller เพจของนักศึกษาเภสัชฯ ที่อยากให้ศิลปะเป็นเรื่องเข้าใจง่าย

“โพสต์ที่ได้รับเสียงตอบรับดีมากๆ คืองานชื่อ Family In Print ของ แนนซี โบโรวิก (Nancy Borowick) เขาถ่ายภาพพ่อแม่ที่กำลังป่วยเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย แต่มันกลับไม่เศร้า มันทำให้เรารู้สึกว่าชีวิตคือสิ่งที่ดี แฟนเราที่ทำงานอยู่ที่นิวยอร์กติดต่อเขาไปเพื่อขอสัมภาษณ์ แล้วเราเอาบทสัมภาษณ์มาเรียบเรียงใหม่เพื่อลงเพจ ฟีดแบ็กที่ได้กลับมาคือมันทำให้คนอ่านนึกถึงพ่อแม่ ทำให้คิดถึงหลายๆ คน สิ่งนี้ทำให้เราได้รับรู้ถึงความรู้สึกของเขา และดีใจที่เราได้เผยแพร่สิ่งเหล่านี้ออกไป ทั้งในมุมของเราที่เป็นผู้ชม และมุมของช่างภาพเองที่สร้างผลงาน”

Art in the Future

“เราเป็นคนหนึ่งที่เชื่อว่าวงการศิลปะจะไปต่อได้ไกล ต้องประกอบด้วยหลายส่วน เราต้องมีศิลปินที่สร้างงาน ผู้ซื้อ ผู้รวบรวม เราต้องมีคนที่มาช่วยสนับสนุน เราต้องมีคนมีนักวิจารณ์ศิลปะ หรือนักประวัติศาสตร์ศิลปะ นักบอกเล่าทางศิลปะที่จะช่วยให้การสื่อสารศิลปะกว้างขึ้นและเข้าใจได้มากขึ้น เรากำลังทำในส่วนที่พยายามพูดคุยกับคนนอกวงการมากขึ้น และเราเชื่อว่ามันจะขับเคลื่อนวงการศิลปะให้เดินไปข้างหน้าได้ ถ้าเกิดว่าเราทำให้มันดี

“เรารู้สึกว่าเราอยากเล่าเรื่องเกี่ยวกับศิลปะที่มันไม่ได้มีแค่สิ่งที่ทุกคนเห็นอยู่ทุกวัน เป็นการใช้ศิลปะในการเล่าเรื่องใหม่ๆ ด้วยการใช้วิธีการใหม่ๆ เพื่อให้คนเข้าใจมากขึ้น อยากเห็นงานจากผู้เสพงานศิลปะมากขึ้น ซึ่งสิ่งที่เราต้องการจริงๆ คืออยากสร้างกลุ่มที่คนที่รักงานศิลปะได้มานั่งคุยกัน มานั่งถกเถียง เรื่องความเชื่อ เรื่องความคิด เรื่องแนวคิด”

Artteller และเตยไม่ได้ต้องการให้คนเข้าใจศิลปะจากแค่รูปร่างสุดท้ายที่เราเห็น แต่เธออยากให้เราเข้าใจสิ่งที่อยู่เบื้องหลังการกดชัตเตอร์ของภาพบางภาพ การลงแปรงพู่กันของศิลปินบางคน อยากให้เราสัมผัสถึงความรู้สึกที่แฝงอยู่ในผลงานที่หลายครั้งเราอาจมองข้ามไป

“เพจนี้เป็นพื้นที่ที่เราได้เล่าเรื่องสิ่งที่เราสนใจในวันนี้ วันหนึ่งในอนาคตมันก็จะเปลี่ยนแปลงไปตามเรา โตไปตามเราที่เป็นคนทำ เราไม่รู้หรอกว่าในอนาคตมันจะเป็นอะไรได้บ้าง แต่เราอยากให้มันเป็นเพื่อนกับทุกคนได้ ไม่ว่าจะเด็ก ผู้ใหญ่ หรือคนแก่”

“เพราะแค่ทำเพจในทุกวันนี้ก็มีความสุขแล้วถูกไหม” เราถามเตย แม้จะเดาคำตอบในใจเธอจากการพูดคุยตลอดหนึ่งชั่วโมงที่ผ่านมาได้อยู่แล้ว

“ใช่ เรามีความสุข เพราะเพจนี้เหมือนเป็นการเล่าให้เพื่อนฟังและก็ดีใจที่มีเพื่อนมากขึ้น ถ้าเพจสร้างแรงบันดาลใจให้ใครได้เราก็ดีใจแหละ แต่จะดีใจมากกว่าถ้าเขาได้ไปสนุกกันต่อ ได้เข้าใจสิ่งอื่นๆ มากขึ้นในทุกๆ วัน สิ่งนี้แหละที่สำคัญ เมื่อคุณเข้าใจสิ่งหนึ่งมากขึ้น คุณจะอยู่กับมันได้มากขึ้น ได้เปิดโลกใหม่ๆ มากขึ้น”

เตย-ภาสินี ประมูลวงศ์ เจ้าของเพจ Artteller

Writers

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

พิชญาภัค เจริญวัง

ชอบอ่านเรื่องความรัก ชอบคิดเรื่องเพ้อฝัน ชอบเขียนคำคมและบทกลอน วันว่างๆ ชอบวาดรูปธรรมชาติเก็บไว้เป็นไดอารี่ของตัวเอง

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load