​ในบางค่ำคืน ระหว่างเดินไปบนถนนหนทางหรือนั่งเล่นอยู่ในสวนสาธารณะสักแห่ง คุณเคยเงยหน้ามองฟ้ามองดาวบ้างไหม แล้วสงสัยอะไรบ้างหรือเปล่า

​เรามาอยู่ตรงนี้ได้อย่างไร แล้วไกลออกไปในความมืดมิดมีอะไร สงสัยเหมือนกันไหม

​เติ้ล-ณัฐนนท์ ดวงสูงเนิน และ กร-กรทอง วิริยะเศวตกุล คือสองคนที่ตั้งคำถามถึงสิ่งที่อยู่ห่างไกลออกไป

​นอกจากตั้งคำถาม เขาทั้งสองและเพื่อนพ้องวัยมัธยมยังพยายามหาคำตอบ และรวมตัวกันก่อตั้งเว็บไซต์ spaceth.co เพื่อบอกเล่าเรื่องราวที่คล้ายจะไกลตัวอย่างอวกาศ มาเล่าจนคนอ่านอย่างเรารู้สึกว่า เรื่องราวเหล่านั้นอยู่ใกล้ชิดตัวเรากว่าที่คิดและสำคัญกับชีวิตกว่าที่คาด

บางทีเราอาจเข้าใจว่า เรามีชีวิตนี้ได้อย่างไรจากการทำความเข้าใจเรื่องจักรวาล-พวกเขาว่าอย่างนั้น

และเว็บไซต์ที่สร้างโดยกลุ่มเด็กมัธยมก็คว้ารางวัล Best New Blog ในงาน Thailand Best Blog Award 2017 มาครองชนิดผู้ใหญ่ที่นั่งอยู่ในฮอลล์วันประกาศผลพร้อมใจกันปรบมือเสียงดัง ยอมรับ

​วงโคจรของเรามาบรรจบกันในเช้าวันหนึ่ง แน่นอน-เราสนใจสิ่งที่พวกเขาสนใจ บทสนทนาจึงหนีไม่พ้นเรื่องราวของดวงดาว จักรวาล ยานอวกาศ ไปจนกระทั่งการเกิดขึ้นของมนุษยชาติ

ว่าแต่ ในบางค่ำคืน ระหว่างเดินไปบนถนนหนทางหรือนั่งเล่นอยู่ในสวนสาธารณะสักแห่ง คุณเคยเงยหน้ามองฟ้ามองดาวบ้างไหม แล้วสงสัยอะไรบ้างหรือเปล่า

spaceth.co, เพจ, ดาราศาสตร์, อวกาศ

คุณเคยพูดบนเวที TEDxKMITL ว่าคนสมัยก่อนไม่มีอะไรทำก็มองขึ้นไปบนท้องฟ้าแล้วตั้งคำถาม แล้วตอนเด็กๆ เวลามองขึ้นไปบนฟ้า คุณตั้งคำถามอะไรบ้างหรือเปล่า

เติ้ล: ไม่ตั้งคำถาม เพราะตอนเด็กๆ อยู่ในเมือง มองไม่เห็นอะไรเลย มองขึ้นไปไม่เห็นดาว ฉะนั้น เราก็จะเห็นดาวจากภาพถ่ายหรือว่าดูจากทีวี ตอนเด็กๆ ไม่เคยเห็นดาว ไม่เคยดูดาวเลย

มันเหมือนมีม่านอะไรบางอย่างมากั้นเรากับธรรมชาติเอาไว้ เราเกิดมา รอบตัวเราเต็มไปด้วยสิ่งปลูกสร้าง เท้าของเด็กในเมืองบางคนไม่เคยสัมผัสกับดินไม่เคยสัมผัสกับหญ้าเลย สมัยโบราณเวลาคนไม่มีอะไรทำก็มองขึ้นไปบนท้องฟ้า แต่กลายเป็นว่าเด็กที่เกิดในเมืองเขาได้รับมลภาวะทางแสงทำให้มองไม่เห็น

แล้วการมองฟ้า มองดาว เดินบนพื้นดิน สำคัญอย่างไรกับชีวิตมนุษย์

เติ้ล: มันทำให้เราได้ใกล้ชิดกับธรรมชาติ อาจจะฟังดูโลกสวยนะ ว่าใกล้ชิดกับธรรมชาติจังเลย แต่ผมมองว่าการได้สัมผัสกับดินหรือการได้มองเห็นดวงดาว มันเป็นสิ่งที่ทำให้เราตั้งคำถามว่า ทำไมถึงได้มีสิ่งนี้อยู่ ทำไมต้นไม้ถึงเป็นสีเขียว ทำไมท้องฟ้าถึงเป็นสีดำ ทำไมบนนั้นจึงมีดวงดาว ซึ่งมันคือสิ่งที่เป็นอย่างนั้นมาตั้งนานแล้ว ธรรมชาติก็อยู่ของมันเฉยๆ แค่เรามองไปหาธรรมชาติ แล้วเราตั้งคำถามกับมัน ไม่เหมือนกับการที่เราดูทีวีหรือเล่นมือถือแล้วข้อมูลวิ่งมาหา

อยู่ในเมืองไม่เห็นดาว แล้วหลงใหลดาราศาสตร์ได้ยังไง

เติ้ล: ถ้าถามว่าชอบดาราศาสตร์ตอนไหน ก็ชอบตั้งแต่อนุบาล ผมเป็นเด็กเจเนอเรชันที่พ่อแม่จะทิ้งเอาไว้กับบ้าน ทิ้งไว้กับหนังสือกับโทรทัศน์ โชคดีที่ช่วงนั้นรายการโทรทัศน์มีสารคดีมาออกเยอะ ช่วงปี 2003 นาซาส่งยานไปลงที่ดาวอังคารแล้วมีถ่ายทอดสด เราเลยได้เห็นว่าเขามีวิธีการลงจอดยังไง ตอนนั้นเลยเริ่มชอบเรื่องอวกาศขึ้นมา

สมัยเรียนชั้นประถมผมชอบเรื่องวิทยาศาสตร์ เพราะรู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่จับต้องได้ เราได้รู้ว่าทำไมต้นไม้เป็นสีเขียว ทำไมน้ำถึงไหลจากที่สูงลงที่ต่ำ เราได้รู้ในสิ่งที่เราอยากรู้จริงๆ น่าจะเป็นเพราะว่าเป็นเด็กที่ชอบตั้งคำถามด้วย

กร: ส่วนผมตอนนั้นนั่งดูทีวีอยู่ แล้วมีข่าวที่ว่าเขาตัดดาวพลูโตออกจากดาวเคราะห์ ตอนนั้นเลยสงสัยว่ามันโดนตัดเพราะอะไร ดาวพลูโตเป็นยังไง ทำไมเราถึงต้องไปตัดมัน ผมก็เลยไปหาอ่านเพิ่มเติมจึงรู้ว่ามันเคยเป็นดาวเคราะห์ที่อยู่ในระบบสุริยะ แล้วคำถามต่อไปก็คือ ระบบสุริยะเป็นยังไง ตอนนั้นพวกโซเชียลมีเดีย พวกอินเทอร์เน็ต เพิ่งแพร่หลายเข้ามา ก็เลยลองค้นหาอ่านเพิ่มเติม ตอนนั้นเริ่มรู้สึกว่าเราชอบเรื่องดาราศาสตร์ แต่ในหนังสือเรียนจะให้มาแค่ 3 หน้าสุดท้าย ผมก็เลยค่อยๆ หาอ่านเอง

spaceth.co, เพจ, ดาราศาสตร์, อวกาศ spaceth.co, เพจ, ดาราศาสตร์, อวกาศ

แล้วตอนเด็กๆ พวกคุณเรียนวิทยาศาสตร์เก่งกว่าคนอื่นไหม

กร: ไม่เลย ตอนนั้นวิกฤต จริงๆ ผมเคยได้วิทยาศาสตร์เกรด 1.5 ปัญหาที่เจอคือ เราต้องขยันทำแต้ม ขยันเก็บเกรด ซึ่งตอนนั้นเราเป็นเด็กกิจกรรม ต้องไปทำนั่นทำนี่ แต่เราไม่ได้มองว่าเกรดมันเป็นตัวตัดสิน เรามองว่าเกรดเป็นยังไงก็แล้วแต่ แต่ถ้าเราสนใจจริงๆ ถ้าเราเข้าใจมัน มันก็โอเค

เติ้ล: ผมเรียนวิชาดาราศาสตร์ได้เกรด 2.5 นี่เป็นเหตุผลที่เราไม่เลือกเรียนต่อสายวิทย์ และเลือกเรียนนิเทศศาสตร์ คือผมชอบเรียนรู้วิทยาศาสตร์ แต่ว่าไม่ได้ชอบเรียนวิทยาศาสตร์

เรียนรู้กับเรียนต่างกันยังไง

เติ้ล: เรียนรู้ มันเหมือนเราเรียนเพื่อตอบสนองความอยากอะไรบางอย่างข้างในของเรา แต่การเรียนมันเหมือนการทำให้ผ่านไปตามหลักสูตร คือเราไม่ชอบที่จะให้ใครมาบอกว่าคุณต้องเรียนอันนี้ เพื่อจะมารู้อันนี้ แล้วต้องมาสอบ ลักษณะของการออกแบบการศึกษาบ้านเรามันยังผิดสัดผิดส่วน มันเกิดจากการสอนให้จำก่อน ซึ่งถ้าวิธีการนี้มันเวิร์กจริง คนอื่นๆ ที่เขาเรียนแล้วเขาก็ต้องมาชอบดาราศาสตร์ด้วยสิ นี่ทำไมเรียนแล้วไม่ชอบ ทำไมเขาตั้งคำถามว่าเขาเรียนไปทำไม

ผมมองว่าวิทยาศาสตร์หรือศาสตร์อะไรก็ตามในโลก มันต้องเกิดจากการตั้งคำถามก่อน แล้วก็พอเราอยากรู้ เมื่อวันหนึ่งเรารู้เราจะจำได้ คือเราอาจจะเริ่มจากการสงสัยก่อน แล้วมันก็พัฒนามาเป็นการหาความรู้ แล้วมันก็กลายมาเป็นการจดจำ แต่ในห้องเรียนมันเหมือนย้อนกลับ ครูให้จำสมการก่อน จำวิธีการคิดก่อน ซึ่งทำให้เราไม่ได้ตั้งคำถาม

แล้วคุณตั้งคำถามเกี่ยวกับอวกาศหรือดวงดาวบ้างไหม

เติ้ล: ตอนเด็กๆ ช่วงประถมจะชอบถามแม่ว่าเราเกิดมาทำไม แม่ก็ตอบว่าไม่รู้ ซึ่งจริงๆ มันก็ไม่มีใครรู้หรอก คำถามที่ว่า ‘เราเกิดมาทำไม’ มันเป็นคำถามเชิงปรัชญาใช่มั้ย แต่ตอนเด็กๆ เราก็ไม่ได้มีไอเดียเรื่องปรัชญา ไม่รู้จักหรอกว่าเพลโตคือใคร โสเครติสคือใคร แต่ว่ามันเกิดจากความรู้สึกของเราว่า เอ๊ะ ทำไมคนเราต้องเกิดมา ทำไมเราต้องมีชีวิต เรามีชีวิตไปทำไม พอโตไปเราก็เลยรู้ว่าเราไม่ได้ตั้งคำถามนี้อยู่คนเดียว ผมเชื่อว่าหลายคนก็กำลังถามอยู่เหมือนกันว่าคนเราเกิดมาทำไม คนเรามีชีวิตนี้ไปทำไม

spaceth.co, เพจ, ดาราศาสตร์, อวกาศ

การตั้งคำถามนี้ส่งผลกับชีวิตอย่างไรบ้าง

เติ้ล: พอเราตั้งคำถามว่าเราเกิดมาทำไม เราก็ศึกษาไปเรื่อยๆ แล้วพบว่าเราเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยเติมเต็มธรรมชาติให้คงอยู่ โห มันกลายเป็นว่าชีวิตเรามีความหมายมากเลยนะ

คือต้องย้อนไปก่อนว่าชีวิตเกิดขึ้นได้ยังไง ถ้าย้อนไปจริงๆ มันก็คือตั้งแต่บิ๊กแบง ก่อนเกิดเอกภพ บิ๊กแบงมันสร้างสิ่งหนึ่งที่เรียกว่าความปั่นป่วน หรือในภาษาฟิสิกส์เขาจะใช้คำว่า ความไม่เป็นระเบียบ ลองนึกภาพว่าจากเดิมมันไม่มีอะไรเลย มีแต่ความว่างเปล่า แต่พอเกิดบิ๊กแบง มันก็เกิดความปั่นป่วน มันเกิดปฏิกิริยากันระหว่างอนุภาค เกิดเป็นแรงขึ้นมา เกิดเป็นโลก เกิดเป็นดวงอาทิตย์ สุดท้ายมันเกิดเป็นชีวิต เป็นตัวเรา อันนี้คือความปั่นป่วน

ผมก็เลยคิดว่าชีวิตคือความปั่นป่วน แล้วมันก็จะเป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนสิ้นชีวิต แล้วหลังจากนั้นเหมือนกับว่าทุกสิ่งจะจบใช่ไหม แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่ พอเราตายไปร่างกายของเราก็จะกลายเป็นธาตุกลับคืนไปสู่โลก สุดท้ายมันก็จะเป็นวงจรไม่มีที่สิ้นสุด

เคยมีความฝันประเภทอยากเหยียบดวงจันทร์หรืออยากไปดาวอังคารอะไรแบบนั้นบ้างไหม

เติ้ล: คนจะคิดว่าคนชอบดาราศาสตร์ เป้าหมายคือจะต้องเป็นนักบินอวกาศ แต่ผมไม่คิดแบบนั้น เป้าหมายของผมคืออยากเป็นคนที่ส่งต่อเรื่องของวิทยาศาสตร์มากกว่า เพราะว่าตอนเราย้อนไปดูวิทยาศาสตร์มันเป็นเรื่องของการส่งต่อจากนักวิทยาศาสตร์คนนี้ ทำงานอะไรบางอย่างขึ้นมา เกิดสิ่งสิ่งหนึ่ง เป็นปฏิกิริยาลูกโซ่ไปเรื่อยๆ ซึ่งเราไม่ได้เป็นนักวิทยาศาตร์ที่เก่งที่สุด ไม่ได้เป็นโปรแกรมเมอร์ที่เก่งที่สุด ไม่ได้เป็นนักบินอวกาศที่เก่งที่สุด แต่สิ่งที่เราทำได้ดีคือเรื่องของการสื่อสาร ก็เลยพอใจว่าฉันอยากจะเป็นนักสื่อสาร ฉันอยากจะเล่าเรื่องราวให้กับคนอื่นได้รู้

คุณและเพื่อนๆ เคยรู้สึกมั้ยว่าตัวเองกำลังสนใจเรื่องที่ใหญ่เกินตัว

เติ้ล: จริงๆ ทุกคนก็สนใจเรื่องที่ใหญ่เกินตัวอยู่แล้ว แค่การที่เรามานั่งคุยกันวันนี้มันก็เหมือนกับการสนใจเรื่องอื่นที่มันเกินตัวเราแล้ว ผมก็เลยมองว่ามนุษย์ถูกออกแบบมาให้เราสนใจเรื่องที่มันเกินตัวอยู่แล้ว ถ้าเราไม่สังเกตว่าพืชนี้กินได้ กินไม่ได้ เราก็คงไม่มีชีวิตรอดมาถึงทุกวันนี้หรอก

spaceth.co, เพจ, ดาราศาสตร์, อวกาศ spaceth.co, เพจ, ดาราศาสตร์, อวกาศ

ในมุมมองของคุณ คนไทยห่างไกลกับเรื่องอวกาศกว่าคนชาติอื่นๆ ไหม

เติ้ล: ไม่ ผมว่าคนทั่วโลกเหมือนกัน จริงๆ แล้วคนไทยเป็นชาติที่ค่อนข้างผูกพันกับเรื่องดวงดาวนะ คนสมัยก่อนเขาดูดาว เขารู้ว่าเมื่อตำแหน่งดาวมันเปลี่ยน ฤดูกาลเปลี่ยน สัตว์มันก็เปลี่ยนพฤติกรรม เขาก็เลยคิดว่ามันก็น่าจะทำให้มนุษย์เราเปลี่ยนแปลงได้เหมือนกัน มันก็เลยเกิดเป็นสิ่งที่เรียกว่า โหราศาสตร์

ผมเลยมองว่าโหราศาสตร์นี่แหละเป็นสิ่งที่บอกได้ว่าคนไทยสนใจเรื่องดวงดาว แต่ว่าสมัยนั้นวิทยาการอาจจะยังไม่ก้าวหน้า แต่พอเวลาผ่านมาเรื่อยๆ เราก็ได้เรียนรู้ในสิ่งที่เรียกว่าดาราศาสตร์ ซึ่งสองสิ่งนี้ก็จะอยู่ควบคู่ในพฤติกรรมของคนไทยมาตั้งนานแล้ว อย่างสมัยพระนารายณ์ ในเรื่อง บุพเพสันนิวาส ที่เราดูกัน นั่นเป็นยุคที่เกิดสุริยุปราคาเต็มดวง แล้วพระนารายณ์ก็ทอดพระเนตรด้วย หรืออย่างตอนรัชกาลที่ 4 ทรงทำนายสุริยุปราคาที่หว้ากอ

แต่ว่าทุกวันนี้โอกาสที่เราจะได้ศึกษาเรื่องพวกนี้มันมีน้อย เลยทำให้เรารู้สึกว่าภาพรวมเรื่องดาราศาสตร์หรือวิทยาศาสตร์ของไทยมันลดต่ำลงหรือเปล่า แต่ว่าจริงๆ แล้วถ้าดูตามกราฟแนวโน้มความสนใจ ผมว่ามันค่อนข้างนิ่ง คือถามว่าทำไมคนอเมริกาถึงได้สนใจเรื่องดาราศาสตร์ คำตอบคือเพราะว่ามันมีเรื่องการเมืองผูกเกี่ยวเข้าไป กลายเป็นว่าคนอเมริกายุคคุณลุง คุณน้า คุณอา เขาอินเรื่องอวกาศมากกว่าเด็ก เพราะเขาอยู่ร่วมในสมัยที่ จอห์น เอฟ. เคนเนดี บอกว่าจะไปดวงจันทร์ เขาอยู่ในยุคที่แข่งกับโซเวียต เขาได้เห็นสิ่งนั้นกับตา เขาได้เห็นประกาศทางทีวี เขาเลยอิน ลองสมมติประเทศเพื่อนบ้านอยากแข่งกับไทยเรื่องอวกาศ ผมเชื่อว่าคนไทยก็จะอินกับเรื่องของอวกาศนะ

อย่างที่คุณว่า ในห้องเรียนเราอาจจะสงสัยว่าเรียนดาราศาสตร์ไปทำไม แล้วสิ่งที่ spaceco.th เอามาเล่าคนอ่านเขาจะรู้ไปทำไม ตอบได้ไหม

กร: ถ้าคำตอบส่วนตัวก็คือ เรารู้เรื่องดาราศาสตร์เพื่อให้เรารู้จักตัวเอง ถ้าถามถึงที่มาตั้งแต่ต้น ก่อนจะมีตัวเรา มันก็เกิดมาจากบิ๊กแบง เพราะฉะนั้นถ้าถามว่าศึกษาดาราศาสตร์ไปทำไม คำตอบก็คือ มันคือจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง

เติ้ล: สิ่งที่เราทำมองเผินๆ อาจจะเป็นเหมือนเพจอวกาศ แต่ว่าจริงๆ แล้วมันเป็นการจับอวกาศมาเล่าในมุมต่างๆ มากกว่า เช่น อวกาศมาเจอปรัชญา อวกาศมาเจอภาษา อวกาศมาเจอสังคม การเมือง วัฒนธรรม ผมเลยมองว่ามันเป็นอีกมุมหนึ่งที่ถ้าคนเขามาอ่าน มันจะไม่ใช่แค่การอ่านข้อมูล แต่มันจะเป็นการอ่านวิธีคิดที่มีข้อมูลมาประกอบ ซึ่งอ่านแล้วก็จะรู้สึกสนุก

ทำไมจึงพยายามเชื่อมโยงอวกาศกับเรื่องอื่น ทั้งปรัชญา ภาษา สังคม การเมือง วัฒนธรรม

เติ้ล: เรามองโลกทั้งใบ แล้วทุกอย่างในโลกมันเชื่อมโยงกันหมด ถามว่าทุกวันนี้ถ้ายกประเด็นมาหนึ่งประเด็นแล้วเอามาเชื่อมโยงกับเรื่องอวกาศ เราก็ทำได้ทุกเรื่องนะ

spaceth.co, เพจ, ดาราศาสตร์, อวกาศ

อย่างเรื่องฟุตบอลโลกที่เพิ่งจบไปเชื่อมโยงได้มั้ย

เติ้ล: เยอะแยะเลย รู้มั้ยว่ารัสเซียเขาเปิดตัวโลโก้อย่างเป็นทางการบนสถานีอวกาศ รัสเซียเขาจะเล่นใหญ่ทุกอย่างกับอวกาศ อย่างตอนโอลิมปิกฤดูหนาว 2014 ที่โซชิ เขาก็ส่งคบเพลิงไปวิ่งบนอวกาศ ถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์โลกที่มีการวิ่งคบเพลิงบนนั้น

แล้วรู้ไหมว่าตอนนี้รัสเซียกลายเป็นประเทศเดียวที่สามารถส่งนักบินขึ้นสู่วงโคจรได้ เพราะว่าพอเมริกาเขาปลดระวางกระสวยอวกาศไปก็ไม่มียานรุ่นใหม่ๆ ที่จะส่งได้ อเมริกาก็เลยจะต้องจ้างรัสเซียส่งขึ้นไป จริงๆ แล้วรัสเซียเก่งเรื่องอวกาศมาก จนทุกวันนี้ก็ยังเป็นอย่างนั้นอยู่ เวลาเขามีเหตุการณ์อะไรบางอย่างที่สำคัญๆ ของประเทศ อย่างแรกที่เขาจะทำคือเขาจะจับส่งขึ้นอวกาศ เป็นการแสดงเชิงสัญลักษณ์ว่าเขาคือผู้นำด้านนี้

ข่าวอวกาศล่าสุดที่รู้แล้วรู้สึกตื่นเต้นคือข่าวไหน

กร: ที่ตื่นเต้นจริงๆ คือตอนที่ได้รู้จัก Exoplanet ครั้งแรก มันคือดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะที่ทำให้เราแทบจะโยนตำราทิ้ง เพราะเราเข้าใจมาตลอดว่าดาวเคราะห์มีแค่ 8 ดวง แต่สรุปแล้วมีการยืนยันว่ามีตั้ง 1,648 ดวง แล้วก็ยังมีอีกประมาณ 5,000 ดวงที่ยังรอการยืนยันอยู่ ตอนแรกเราเข้าใจว่าเอ็กโซแพลเน็ตเป็นแค่ความคิดของนักดาราศาสตร์ แต่สุดท้ายมันก็มีอยู่จริง เหมือนกับที่ TRAPPIST-1 เจอดาวเคราะห์ 7 ดวง ทำให้เรารู้ว่าจักรวาลยังมีอะไรอีกมากมายที่เราต้องตามหา ซึ่งมันเป็นความมหัศจรรย์นะ เพราะความจริงเราอาจจะไม่ได้อยู่คนเดียวในจักรวาลก็ได้

เติ้ล: ของผมคือข่าวที่บอกว่า AI ค้นพบดาวนอกระบบสุริยะ เพราะเราเป็นเด็กโอลิมปิกคอมพิวเตอร์ เราเลยจะอินเรื่องของการเขียนโปรแกรมและเรื่องของ AI ตอนนั้นเราได้รู้ว่าเดี๋ยวนี้ AI ฉลาดถึงขั้นค้นพบดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะได้แล้ว ซึ่งถือว่าฉลาดมากๆ ทุกวันนี้มีสองอย่างที่มีวิวัฒนาการคือ สิ่งมีชีวิต กับ AI แต่ AI สามารถพัฒนาได้ทุกๆ เสี้ยววินาที วันหนึ่งจะกลายเป็นมนุษย์หรือเปล่าเราก็ไม่รู้

แล้วทุกวันนี้ AI ก็ถูกเอามาใช้ในเรื่องของอวกาศเยอะมาก อย่างจรวด SpaceX ของอีลอน มัสก์ ก็ใช้ AI เข้ามาเกี่ยวข้อง หรือยานฟัลคอน 9 (Falcon 9) ก็ใช้ AI เทรนจนเป็นจรวดที่ทันสมัยที่สุดในโลก อย่างล่าสุดรัสเซียก็ใช้ในการช่วยพัฒนาการเดินทางไปอวกาศให้เหลือเวลาเพียงแค่ 3 ชั่วโมง

spaceth.co, เพจ, ดาราศาสตร์, อวกาศ

การรู้เรื่องเกี่ยวกับอวกาศ จักรวาล เกี่ยวกับดวงดาว ทำให้มุมมองต่อมนุษย์ของคุณเปลี่ยนไปไหม

เติ้ล: เปลี่ยนไปเยอะเลย มันมีภาพภาพหนึ่งชื่อว่าภาพ Pale Blue Dot มันเป็นรูปอวกาศมืดๆ แล้วก็มีจุดๆ หนึ่ง เป็นภาพที่ถ่ายโดยยานอวกาศที่ชื่อว่า Voyager ขณะที่มันกำลังจะเดินทางออกนอกระบบสุริยะ แล้วนักวิทยาศาสตร์คนหนึ่งเขาก็ลองสั่งว่า ลองหันกล้องไปถ่ายภาพสุดท้ายก่อนที่จะออกจากระบบสุริยะดูซิ จากภาพนั้นเราก็เลยเห็นว่าโลกมันเป็นแค่จุดจุดหนึ่งในภาพ ซึ่งภาพนั้นมันเป็นภาพที่เหมือนจะไร้ประโยชน์มากในเชิงวิทยาศาสตร์ แล้วนักวิทยาศาสตร์ชื่อ คาร์ล เซแกน เขาก็บรรยายถึงเรื่องมนุษยชาติจากภาพนี้

เขาบอกว่า ลองมองจุดเล็กๆ จุดนี้สิ ทุกสิ่งที่เคยกิดขึ้น ทุกสิ่งที่คุณเคยรู้จัก คนที่เกิดมา คนที่ตายไปแล้ว คนที่เข่นฆ่ากัน ล้วนเกิดขึ้นในจุดเล็กๆ จุดนี้ ภาพนี้มันบ่งบอกเลยว่า ดาราศาสตร์มันเป็นศาสตร์ที่ทำให้เราอ่อนน้อมถ่อมตัว คือมันทำให้เรารู้สึกว่าเราไม่ได้ตัวใหญ่ไปกว่าอะไรเลย เราเป็นแค่จุดเล็กๆ ที่ล่องลอยในอวกาศที่กว้างใหญ่ แล้วก็ไม่มีใครมาช่วยเรา ถ้าเกิดสงคราม ฆ่ากันตายไป สุดท้ายก็ไม่มีใครจากที่ไหนมาช่วยเรา แล้วก็ไม่มีดาวดวงไหนในปัจจุบันที่เราจะสามารถไปอยู่ได้แล้ว สิ่งที่เราต้องทำคือการดูแลโลก ดูแลเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน อยู่ด้วยกันแบบถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน อันนี้เป็นมุมหนึ่งของการศึกษาเรื่องจักรวาลที่ส่งผลต่อชีวิตเราในแง่ของการมองเพื่อนมนุษย์

ถ้ามนุษย์เป็นเพียงจุดเล็กๆ ในจักรวาล ซึ่งเหมือนไม่มีค่าอะไร แล้วแท้จริงแล้วคุณค่าของมนุษย์อยู่ตรงไหน

เติ้ล: คุณค่าของเราคือการมองย้อนกลับไปถึงที่มาของตัวเรา เหมือนกับว่าเรากำลังมองย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้นของตัวเองว่า ชีวิตเราเกิดจากสิ่งนี้นะ เกิดจากธาตุนี้นะ แล้วสุดท้ายเมื่อเราศึกษาย้อนกลับไป เราพบว่าคาร์บอนที่อยู่ในตัวเรา แคลเซียมที่อยู่ในฟันเรา หรือว่าธาตุทุกอย่างที่อยู่ในกระดูก มันไม่ได้เกิดขึ้นมาพร้อมกับโลก มันเกิดขึ้นมาในแกนกลางของดาวฤกษ์ที่อัดแน่นกันมากๆ แล้วสุดท้าย พอดาวฤกษ์มันตายมันก็ระเบิดออก แล้วสสารพวกนี้มันก็ฟุ้งกระจายไปทั่วจักรวาล แล้วมันก็เกิดมาเป็นตัวเรา เกิดมาเป็นสิ่งมีชีวิต เป็นสัตว์ พอเรามองย้อนกลับไปว่าจริงๆ มนุษย์อาจจะเป็นสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ที่ไม่มีค่า แต่ว่าคุณค่าของเราคือการที่เราได้ตั้งคำถามย้อนกลับไปถึงที่มาของตัวเอง

ทุกวันนี้เวลามองขึ้นไปบนท้องฟ้า ยังมีคำถามหรือรู้สึกอะไรกับมันบ้างมั้ย

เติ้ล: ผมก็ยังคงเป็นเด็กในเมืองอยู่นะ มองขึ้นไปบนท้องฟ้าก็ยังเห็นแต่สีดำเหมือนเดิม แต่สิ่งที่เรารู้สึกคือเวลาเราเห็นดวงดาวแค่ดวงเดียว ดวงเล็กๆ เราก็รู้สึกดีแล้วนะ เรารู้ว่านี่คือสิ่งที่เราจะศึกษา สิ่งที่เราจะอยู่กับมันไปทั้งชีวิต

ท้องฟ้าก็มืดเหมือนเดิม แต่สิ่งที่สว่างขึ้นมาคือแรงบันดาลใจที่อยู่ข้างในเรา

spaceth.co, เพจ, ดาราศาสตร์, อวกาศ

Writers

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

เอม มฤคทัต

นิสิตคณะนิเทศศาสตร์ที่อยากจะลองทำงานเขียน หลงรักทุกอย่างที่เป็นสีพีชและภาพยนตร์จิบลิ มีความสามารถพิเศษในการกินข้าววันละ 5 มื้อ

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Page Maker

คุยกับเหล่านักทำเพจน่าสนใจในโลกออนไลน์

ยินดีต้อนรับผู้อ่านทุกท่าน สู่บทสัมภาษณ์ที่มีรอยยิ้มตลอดทางและครึกครื้นไปกับฉากทัศน์ที่อรรถรสได้สาแก่ใจ เพราะตั้งแต่ “พี่คะ..ฉากแท่มแท้ม..เขาแท่มแท้มกันจริงไหม” จนไปถึง “มึงฆ่าน้องกูนะ มึงทำเหี้ยแบบนี้ได้ยังไง!”

ทำให้ต้องยอมรับจริง ๆ ว่านี่เป็นบทสัมภาษณ์ที่หลากรสชาติ มากเครื่องเคียง ที่สุดเรื่องหนึ่งในชีวิตของผู้เขียน 

เธอคนนี้คือ ครูลูกแก้ว-วริศรา บำรุงเวช ครูสอนการแสดง, Acting Coach, TikToker และอีกหลายบทบาทในโลกที่เธอสามารถเป็นได้ เราชวนเธอมาถ่ายทอดเรื่องราวชีวิต ตั้งแต่ขึ้นรถตู้ไปเรียนแอคติ้งที่กรุงเทพฯ ตอนอายุ 17 แล้วสอบเข้านิเทศฯ การแสดง ฝึกฝนตนเองจนป็นทั้ง ‘ครู’ และ ‘โค้ช’ ของสถาบันสอนการแสดง The Drama Academy 

ไม่เท่านั้น เธอยังเป็น TikToker ที่มีผู้ติดตามมากกว่า 200,000 คน ด้วยการนำเสนอคอนเทนต์รูปแบบ Q & A ที่เน้นตอบคำถามเบื้องหลังการแสดง ลึกบ้าง ตื้นบ้าง แต่สำคัญตรงไหนล่ะ ? ถ้าคำว่า ‘ในวงการ’ ก็มีแต่เรื่องที่เรา ๆ อยากรู้ 

เพื่อความบันเทิงในระหว่างอ่านบทสัมภาษณ์ต่อไปนี้ ผู้เขียนต้องรบกวนให้ผู้อ่านกดเปิดเสียงครูลูกแก้วในความคิด ปรับไดนามิกให้สุด พร้อมจินตนาการความเล่นใหญ่รัชดาลัยในระหว่างพูดคุยกันตั้งแต่ต้นจนจบของแอคติ้งโค้ชผู้นี้

บางเรื่องใครฟังก็ขำไม่ออก บางเรื่องใครบอกก็หลุดขำกันทุกคน 

ทางผมพร้อมแล้ว คุณผู้อ่านพร้อมนะครับ 

เทปเดิน..ซีน 1..คัท 1..เทค 1…แอคชั่น !

Krulukkaew แอคติ้งโค้ชที่ใช้ TikTok ตอบทุกข้อสงสัยในวงการ ตั้งแต่วิธีเป็นดารายันเลิฟซีน

เดี๋ยวก่อนนะ คุณจบนิเทศฯ แต่เคยไม่รู้จักคำว่า ‘นิเทศศาสตร์’ มาก่อนเหรอ

ชีวิตเรารู้จักแต่หมอ พยาบาล ครู จนเพื่อนบอกว่า ‘มึงน่าจะเรียนนิเทศฯ นะ’ เพราะสมัยมัธยมเราเป็นเด็กกิจกรรม ด้วยความเด็กต่างจังหวัดก็งงว่า นิเทศฯ มันคืออะไรวะ ก็เลยต่ออินเทอร์เน็ตแล้วค้นหาคำว่า ‘นิเทศศาสตร์’ มันก็ขึ้นมาว่า ‘นิเทศ จุฬาฯ’ พอลองอ่านรายละเอียด เห้ย นี่มันกูชัด ๆ

อะไรที่ทำให้มั่นใจว่า ‘เห้ย นี่มันกูชัด ๆ’

เราเป็นเด็กต่างจังหวัดที่เรียนดีประมาณหนึ่ง เลือกสายวิทย์ตอน ม.ต้น เคยไปออกงานประกวดชื่อ Scient Show เป็นโชว์กลทางวิทยาศาสตร์ เราก็เข้าใจว่าเราชอบวิทย์มาตลอด แต่ที่ไหนได้ เราชอบโชว์ (หัวเราะ) เราชอบตอนที่ได้แสดง ไม่ได้ชอบวิทยาศาสตร์ พอขึ้น ม.ปลาย เราก็เรียนไม่ค่อยไหว ในหัวมีคำถามเยอะมาก เริ่มรู้สึกว่ามันไม่ใช่แล้วนะ 

ไม่ใช่แล้วทำยังไงต่อ

ก็คุยกับพ่อแม่ เขาอยากให้เราเป็นหมอ จริง ๆ เขาก็ไม่ได้ห้ามเรามากนะ ค่อนข้างน่ารัก แต่เพราะเป็นข้าราชการครู บวกกับคนยุคนั้นในต่างจังหวัด เขามองว่าการทำงานในวงการเป็นเรื่องไกลตัว เราจะไปยืนตรงนั้นได้เหรอ ซึ่งตัวเราไม่ได้คิดไปไกลขนาดนั้นเลย คิดสั้น ๆ ว่าชอบ ก็เรียน 

เราค่อนข้างมั่นใจมากว่า ถ้าเราเรียนในสิ่งที่ชอบ มันต้องมีลู่ทางสิวะ ต้อง Survive ได้

คุณรอดจาก ‘เด็กสายวิทย์’ จนมาเจอทางที่ตัวเองรักได้ยังไง

ตอนนั้นบอกแม่ว่า ‘แม่ ไปอ่านนิเทศฯ จุฬามา มันตรงมากเลยนะ’ แม่บอกว่า ‘กระแสนิยมแน่นอน’ เราก็ยังบอกแม่อีกว่า เอาจริง ๆ นะ ที่ผ่านมาหนูเป็นคนที่มั่นใจในตัวเองและดูแลตัวเองได้ แม่คิดว่าหนูเรียนนิเทศฯ ไปแล้วจะไม่มีงานเหรอ  

แล้วสมัยก่อนมันก็มีวิชาแนะแนว ให้เราทำควิซ ผลสรุปออกมาเป็นนิเทศบ้าง อักษรบ้าง ผลมันออกมาฝั่งแบบคอมมูฯ (Communication) หมดเลย แล้วในยุคนั้นก็มีเว็บเด็กดี เขาจัดอบรมการแสดง เราก็ไปสมัครทำกิจกรรมกับเขา จนพ่อแม่รู้สึกว่าลูกน่าจะชอบจริง ๆ คงไม่ใช่กระแสแล้ว พออายุสิบเจ็ดก็เลยขอเงินแม่มาเรียนแอคติ้งที่กรุงเทพฯ ตอนนั้นเป็นโรงเรียนของ ครูเล็ก ภัทราวดี นั่งรถตู้จากสุพรรณฯ มาเรียนทุกอาทิตย์ 

เรารู้สึกว่านี่มันคือฉันนน นี่ฉันไปอยู่ที่ไหนมา มันใช่ไปหมด ถูกต้องไปหมดเลย (มือครูลูกแก้วมือเริ่มปัดป่ายในอากาศ) ตอนอยู่ต่างจังหวัดเราไม่เคยรู้เรื่องพวกนี้มาก่อน อินเทอร์เน็ตยุคนั้นก็ไม่ได้เข้าถึงอะไรมาก 

ยังจำการแสดงครั้งแรกของตัวเองได้ไหม

จำได้ เราเล่นเป็นโสเภณี ! 

สมัยเรียนก็มีเล่นละครนิเทศจุฬาฯ ในหอประชุม ตอนนั้นเล่นอยู่สองเรื่อง คือ วิมานมายา กับ ฟินาเล่ ตอนนั้นเล่นแย่มากเลยนะ กะโหลกกะลามาก แล้วตอน วิมานมายา เราเล่นเป็นโสเภณี ส่วน ฟินาเล่ เรื่องราวมันเกี่ยวกับโรงละคร ได้รับบทเป็นตัวละครหนึ่งที่เป็นตัวประกอบที่อยากได้บทมาก ๆ ก็สนุกดี 

แล้วชีวิตจริงคุณรับบทเป็นอะไร

มันมีสองคำ ต้องแยกก่อนนะ หนึ่ง ครูสอนการแสดง สอง แอคติ้งโค้ช 

Krulukkaew แอคติ้งโค้ชที่ใช้ TikTok ตอบทุกข้อสงสัยในวงการ ตั้งแต่วิธีเป็นดารายันเลิฟซีน

ครูสอนการแสดง กับ แอคติ้งโค้ช ต่างกันยังไง

ครูสอนการแสดงต้องสอนการแสดงตั้งแต่ระดับพื้นฐานไล่ไปถึงระดับแอดวานซ์ ซึ่งอาชีพครูสอนการแสดงจำเป็นมาก ถ้าเกิดนักแสดงข้ามไปเวิร์กชอปโดยที่พื้นฐานไม่แน่น มันเหมือนเอานักกีฬาที่ไม่ผ่านการเทรนไปลงสนาม แบบนั้นไม่เวิร์กแน่ ๆ ส่วนแอคติงโค้ชก็เหมือนโค้ชนักฟุตบอลที่อยู่ริมสนาม ถ้าเขาเล่นไม่ได้ เรามีหน้าที่ทำให้เขาเล่นได้

เรายกตัวอย่าง ครูเงาะ (รสสุคนธ์ กองเกตุ) เขาน่าจะเป็นคนแรก ๆ ที่ถูกพูดในเรื่องแอคติ้งโค้ชของประเทศไทย ซึ่งมันเริ่มมาจากหนังเรื่อง แฟนฉัน (2003) เรื่องนั้นนักแสดงเด็กเยอะใช่ไหม แล้วผู้กำกับดูแลยาก ก็เลยมีอาชีพนี้ขึ้นมาเพื่อดูแลเด็กให้เด็กเล่นให้ได้ เพราะสมัยก่อนเด็กจะท่องบทกันแบบ

ทำ-ไม-เหรอ – (ครูลูกแก้วเลียนเสียงใส ๆ ของเด็ก ไม่มีน้ำหนักแบบอ่านท่อง) 

ฉัน-รัก-เธอ – (ทำท่าตามคำ ชี้ตัวเองและอีกฝ่าย เหมือนท่าเต้นเพลงออกกำลังกายยามเช้าของเด็กเล็ก)

แต่เราช่วยให้พูดให้เป็นธรรมชาติได้ ก็ฉันรักเธออะ หรือถ้าผู้กำกับอยากให้นักแสดงร้องไห้ฟูมฟาย เราก็มีหน้าที่บิลด์อารมณ์ให้เขารู้สึก ต้องใช้จินตนาการทุกวิถีทางให้นักแสดงรู้สึกตามนั้น

Krulukkaew แอคติ้งโค้ชที่ใช้ TikTok ตอบทุกข้อสงสัยในวงการ ตั้งแต่วิธีเป็นดารายันเลิฟซีน

แล้วแอคติ้งโค้ชคนนี้เคยทำใคร ‘ร้องไห้’ มาบ้าง

ปิงปอง ไดอารี่ตุ๊ดซี่ส์ เราไปแค่ฉากร้องไห้เลย เพราะ พี่เติ้ล (กิตติภัค ทองอ่วม) ที่เป็นผู้กำกับเขาเก่งเรื่องคอมเมดี้อยู่แล้ว แต่ฉากนั้นปิงปองต้องร้องไห้ เขาก็ห่วงว่าจะร้องไห้ได้ไหม ก็เลยจ้างเราไปแค่ครึ่งวัน พอปิงปองร้องไห้เสร็จ เราก็สวัสดี รับเงิน กลับบ้าน คือไปแค่นั้นจริง ๆ ไปเพื่อทำให้ปิงปองร้องไห้ (ฉากที่ว่านี้อยู่ใน ไดอารี่ตุ๊ดซี่ส์ เดอะซีรีส์ Season 3 Ep 9 ฉากที่ปิงปองถูกคนรักบอกยุติความสัมพันธ์ในห้องพัก แล้วร้องไห้หนักอย่างสิ้นหวัง เป็นฉากสะเทือนใจที่หลายคนยังจำกันได้ดี)

นอกจากทำนักแสดงร้องไห้ อาชีพแอคติ้งโค้ชต้องทำอะไรอีก

มีสองพาร์ต พาร์ตเวิร์กชอปกับพาร์ตไปหน้าเซ็ต

พาร์ตเวิร์กชอปเราก็จะอ่านบท แล้วประเมินว่าตัวละครที่ให้เราเวิร์กฯ เป็นตัวหลักกี่คน แล้วทักษะอะไรบ้างที่เขาต้องการจากเรื่องนี้ เช่น ซีรีส์วาย ต้องการเคมีคู่ ก็ต้องนัดตัวเอกเพื่อมาเวิร์กชอปปรับเคมีก่อน หรือถ้าทำซีรีส์คอมเมดี้ นักแสดงก็ต้องมาทุกคน เพื่อมาทำพื้นฐานคอมเมดี้ด้วยกัน

ส่วนพาร์ตหน้าเซ็ต ก็ทำงานเหมือนทีมงานคนหนึ่ง เราต้องดูเบรกดาวน์ วันนี้มีถ่ายซีนอะไร อยู่หน้าเซ็ตก็ต่อบทให้นักแสดง บรีฟนักแสดง เสริมเรื่องแอคติ้งว่าในหัวต้องคิดอะไรเพื่อบิลด์อารมณ์ แล้วก็ดูแลนักแสดงหลังจากนั้นด้วย สมมติว่าเขาต้องร้องไห้ ก็ต้องปรับอารมณ์หรือช่วยเหลือเขาตรงนั้น 

การโค้ชครั้งไหนที่ท้าทายคุณที่สุด

เรื่องแรก ๆ ทำหนังผี เพื่อน..ที่ระลึก (2017) กับ เพื่อนเฮี้ยนโรงเรียนหลอน (2014) ที่ท้าทายคือ หนังผีจะมี Emotional Extreme สุดโต่งมาก แล้วตอนนั้นเรายังเด็กกว่านี้ มีความกังวลว่าจะใช้วิธีนั้นได้ไหม วิธีนี้ได้ไหม ถ้าลำบากขึ้นมาอีกก็ เรื่อง เคว้ง (2019 ซีรีส์ไทยเรื่องแรกของเน็ตฟลิกซ์ประเทศไทย) เหนื่อยที่โลเคชัน แถมลำบากตรง Multiple Characters คือเราต้องดูแลตัวละครเยอะมาก เราจะทำให้มันต่างกันได้ยังไง แล้วถ้าฉากนั้นต้องดราม่าหลายคน เราจะไปอยู่ตรงไหน อยู่กับใคร บางทีก็ต้องให้คนที่ดูแลตัวเองได้ดูแลกันไปก่อน 

คุณบิลด์นักแสดงยังไง สาธิตให้ดูหน่อย

ลองคิดซิ ถ้าสมมติว่าออกจากประตูนี้ไป แล้วไม่มีเขามันจะเป็นยังไง 

เราพูดแค่นี้ แล้วนักแสดงบางคนก็ดูแลตัวเองได้เลยก็มี หรือบางคนเป็นสายที่ชอบให้คนมาแอทแท็กเยอะ ๆ สมมติว่าในฉากที่ตัวละครต้องรู้สึกผิดที่ทำให้คนตาย อาจจะบิลด์ในเบอร์ที่..

มึงฆ่าน้องกูนะ มึงทำเหี้ยแบบนี้ได้ยังไง! 

แต่เราก็ต้องรู้นะว่าทรงของนักแสดงเขาเป็นประมาณไหน (หัวเราะ) หรือบางคนมาในรูปแบบ ‘นักร้องตาม’ เขาร้องก่อนไม่ได้ แต่ถ้าเห็นอีกคนร้อง เขาจะร้องด้วย เราก็จะร้องไห้ใส่ก่อนเลย สิ่งสำคัญคือ เราต้องรู้ว่าใช้วิธีการไหนกับเด็กคนไหน 

Krulukkaew แอคติ้งโค้ชที่ใช้ TikTok ตอบทุกข้อสงสัยในวงการ ตั้งแต่วิธีเป็นดารายันเลิฟซีน

เคยอินกับบทมาก ๆ จนเกิดผลกระทบกับตัวเองบ้างไหม

สำหรับเราไม่เคย พอสั่งคัตเราก็ปรับตัวได้ปกติ เพราะถูกสอนมาว่าศิลปินคือเจ้าของปากกา เราถือมัน เราก็ต้องวาง ดังนั้น อยู่กับปัจจุบัน คัตปุ๊บก็ไปกินน้ำกินท่าเปลี่ยนร่างกาย เปลี่ยนการโฟกัส เปลี่ยนจินตนาการที่อยู่ในหัว (แล้วเด็กที่คุณเคยโค้ช เจอปัญหาแบบนี้ไหม) มีนะ ประมาณว่ากลับบ้านไปแล้วโทรมาว่า ครู หนูเอาไม่ออก หนูยังคิดวนอยู่ เราก็ตอบให้เขาค่อย ๆ หายใจแล้วอยู่กับลมหายใจปัจจุบัน หนูคือใคร ใช่ตัวละครไหม ถ้าไม่ใช่ ไปทำในสิ่งที่ตัวละครจะไม่มีวันทำ 

เราเคยอ่านเรื่อง วาคีน ฟีนิกซ์ (Joaquin Phoenix) ตอนที่เขาเล่น Joker (2019) เขาบอกว่าเขาจูนเอาต์ได้ เพราะตอนเป็นโจ๊กเกอร์ เขาอยู่กับความฮังเกอร์ ความหิวโหยตลอดเวลา ต้องลดน้ำหนัก ต้องอยู่กับมายด์เซ็ตของโจ๊กเกอร์ แต่พอเขาตัดปุ๊บ ไม่เป็นโจ๊กเกอร์ละ เขาก็บินกลับบ้านที่แอลเอ ก็อ้าว นี่ไงหมาฉัน ไม่ใช่หมาโจ๊กเกอร์ มันการกลับมาอยู่กับปัจจุบัน 

จากครูสอนการแสดงและแอคติ้งโค้ช อะไรบิวต์ให้มาเปิดช่อง TikTok  

ตอนแรกเลย รุ่นน้องที่รู้จักในคณะทำงานที่ TikTok เขามาอบรมสอนตัดต่อให้เด็กที่นี่ ซึ่งตอนนั้นเราเป็นครูอยู่ ก็เลยโหลด TikTok มาด้วย แล้วทำอะไรโง่ ๆ เล่นไปด้วย ทีนี้ไปเจอพี่คนหนึ่งเป็นเพื่อนกันในเฟซบุ๊ก ชื่อ ครูฝน ภักดี เขาสอนบุคลิกภาพ ครูฝนมาคุยกับเราว่าตอนนี้โรงเรียนสี่ชั้นเต็มหมดแล้ว เพราะคนมาจาก TikTok เราก็เลยแบบ จริงเหรอ

จนช่วงโควิด-19 รอบแรก ครูเงาะเขาให้เรามาดูแลโรงเรียนให้ เป็นเหมือนครูใหญ่คอยจัดการคลาส ทำคอร์สออนไลน์อะไรดี ทำยังไงให้โรงเรียนอยู่ได้ ก็เลยรู้สึกว่าเราต้องสร้างตัวตน พวกเราจะพึ่งบารมีแม่ (ครูเงาะ) ไปตลอดได้เหรอ ก็เลยลองทำดู 

ฉากเปิดตัวใน TikTok ของครูลูกแก้วคืออะไร

เป็นคลิป สาเหตุที่ทำให้คุณยิ้มไม่สวย คือหนึ่ง ยิ้มแหย ๆ สอง ปากยิ้มแต่ตาไม่ยิ้ม ก็ต้องแก้ที่จินตนาการหน่อยว่า คุณมีความรู้สึกมีความสุขจริง ๆ เวลาถ่ายรูป เมืองไทยเราติดนิสัยยิ้ม = รอด มันก็จะติดยิ้มกันแบบที่มันไม่ได้สนุก ไม่ได้ออกมาจากข้างใน คนตามคลิปนี้เยอะเลยนะ คือนับแต่นั้นมาก็ทำคลิปเรื่อย ๆ

@krulukkaew

สาเหตุของการยิ้มไม่สวยและวิธีการแก้ไข #krulkacting #tiktokuni

♬ original sound – Warissara Bumrungwac – ครูลูกแก้ว

ตอนแรกไม่เชื่อด้วยซ้ำว่าจะมีคนติดตามถึงสองแสนคน เพราะมันดู Niche Market มาก แต่พอทำไปเรื่อย ๆ เห้ย มันมีคนอยากรู้เยอะ แถมไม่ต้องใช้เวลาคิดคอนเทนต์ เพราะเราทำคอนเทนต์จากคำถาม มีคนมาถามทุกวัน แล้วก็อัดตอบ 

คุณคิดว่าคาแรกเตอร์ของ TikTok ต่างจากแพลตฟอร์มอื่นยังไง 

เราว่า TikTok รวบรวมคนที่อยากแสดง คิดไปคิดมาคือทาร์เก็ตของเราอยู่ในนั้น อัลกอริธึมมันง่าย คนมาตามเราง่ายมาก เขาแค่กดดูไปเรื่อย ๆ แต่ไม่ใช่ Loyalty Fan ไม่ใช่เราไม่มีนะ มันก็มีบ้าง จากใน TikTok เขาก็จะมาติดตามเราในแพลตฟอร์มอื่น ๆ ด้วย เพราะหน้าโปรไฟล์เรามันเชื่อมไปไอจีได้ ไลน์ก็ได้ ถ้าเขาสนใจก็ซื้อคอร์สเรียนได้เลย อีกเหตุผลที่เราต้องทำ ก็เพราะเป็นปลั๊กเชื่อมไปสู่แพลตฟอร์มอื่น ๆ ที่เขาอยากติดตามเรามากกว่า

แล้วคาแรกเตอร์ของคนที่เล่น TikTok เป็นแบบไหน

TikTok มีเด็กน้อยเยอะนะ มีช่วงหนึ่งเมื่อปีที่แล้ว เราเข้าสัมมนาเกี่ยวกับเด็กวัยรุ่น ทำให้เรารู้ว่าเด็กเปิดแอปฯ ค้างอยู่สองแอปฯ คือ Instagram กับ TikTok เพราะเขาชอบ Short Story กัน Reel ก็เลยมา เพราะไม่งั้นก็โดน TikTok กินเรียบ ฉะนั้น TikTok คือ Young Gen มาก ๆ แต่เราก็เจอเด็กที่เติบโตแล้วกับเด็กจริง ๆ นะ เคยเจอคอมเมนต์ที่เห็นแล้วต้องทำใจอย่างเดียว เช่น เป็นครูเหรอ ไม่เห็นจะเล่นดีเลย แบบนี้ก็มี เราก็ช่างเขา ปล่อยเขาไป 

ซึ่งเราเคยคุยกับเพื่อนที่เป็นนักจิตวิทยานะ เขาบอกว่าบางทีต้องเข้าใจก่อนว่า คนคนนั้นอาจคิดว่าเขาสนิทกับเรา เพราะเขาเห็นหน้าเราทุกวัน บางทีเขาไม่ได้ตั้งใจ แต่ด้วยความสนิท เขาก็เลยแสดงออกแบบนั้น

คอนเทนต์หลักของครูลูกแก้วคือการตอบคำถาม มีคำถามไหนพีค ๆ บ้าง

“คนที่ตายในทีวี เขาตายจริงไหมคะ” 

“เขาโดนต่อยจริงไหม” 

“โดนเข็มฉีดยาแทงจริงไหม” 

“ดาราเขามีกลิ่นตัวไหมคะ”

“ฉากแท่มแท้ม เขาแท่มแท้มกันจริงไหม”

หนูลูก นี่ถามจริง ๆ ใช่ไหม เราเอ็นดูนะ คืออยู่ใน TikTok ต้องจิตใจแข็งแรง มีคนหนึ่งเคยถามว่า “ถ้าพระเอกกับนางเอกจูบกันแล้วเขาท้อง ต้องไปทำแท้งไหม” ถามแบบนี้ประมาณสามสี่คลิปเลยนะ เราก็โอเคลูก การท้องเกิดจากไข่และสเปิร์มปฏิสนธิกัน ทีนี้ในการแสดงมันไม่มีถึงขั้นที่ให้ไข่กับสเปิร์มมันมาปฏิสนธิกันได้ ก็ไม่ท้องนะคะ 

@krulukkaew

Reply to @maxs75201 ถ้านักแสดงเสียชีวิตระหว่างถ่ายทำ ทำไง #tiktokแนะแนว #tiktokuni #ฉันเพิ่งรู้

♬ original sound – ครูลูกแก้ว – ครูลูกแก้ว

ส่วนคำถามที่ถามบ่อยที่สุดก็ อยากเป็นนักแสดงต้องทำยังไง ซึ่งเราแก้ปัญหาด้วยการทำคลิปลงยูทูบ ความยาวประมาณสิบสี่นาที พูดไปเลย อยากเป็นนักแสดงต้องทำอะไรบ้าง ทีนี้พอใครถามใน TikTok ก็จะบอกเลยว่าให้ดูคลิปนี้ 

บางคนถามเรื่องเกี่ยวกับทักษะก็มี เช่น เทคนิคการจำบท เทคนิคการร้องไห้ ซึ่งอันไหนที่คนถามเยอะ เราก็จะเอามาทำเป็นอัลบั้มคลิป รวบรวมไว้เป็นหมวด ๆ เช่น Acting Challenge เทคนิคแอคติ้งต่าง ๆ การถ่ายทำ และเบื้องหลังการถ่ายทำ วิธีการส่งแคสเขาต้องทำอะไรบ้าง

คำถามแบบไหนที่จะเข้ารอบ 

เราดูว่าอันไหนที่เป็นประโยชน์ก็อัดตอบลงในคลิป เช่น ตากล้องต้องมีสคริปต์ไหม ออกกองฝนตกใช้อะไร เราเคยทำหนังฝนตกมาก่อน เรามีรูป มีคลิป ก็เลยทำเป็นโพสต์วิดีโอดีกว่า ซึ่งเนื้อหาบางทีก็วน ๆ เอาเรื่องเทคนิคกลับมาพูดบ้าง เอาเรื่องความมั่นใจกลับมาพูดบ้าง 

มีช่วงหนึ่งเด็กจะถามในแง่ตัวเองจะขาดสิ่งนั้น เช่น หนูหน้าไม่ดี คงเป็นนักแสดงไม่ได้หรอกใช่ไหมคะ นักแสดงต้องรวยทุกคนไหมคะ ต้องขาวไหมคะถึงจะเป็นนักแสดงได้ – แล้วรัศมีแขล่ะ พี่เบนซ์ พรชิตา, แนท น้ำตาล เขาก็เป็นได้ 

หรือหนูมีสิว หนูก้นลาย หนูมีแผลเป็น หนูเป็นนักแสดงได้ไหม คือพอเป็นวัยรุ่นเขาจะกังวลเรื่องภาพลักษณ์-รูปลักษณ์ของตัวเอง เรื่องพวกนี้ยิ่งรู้สึกว่ายิ่งต้องอยู่ใน TikTok เพื่อจะบอกว่า You’re beautiful in your way นะ เราสวยในแบบของเรา นักแสดงก็เป็นมนุษย์ สิวเขามีปกติ ถ้ามีก็รักษา 

เด็กไม่มั่นใจเพราะอะไร

คิดว่าจังหวะวัยรุ่นนะ เราอยากได้รับการยอมรับจากเพื่อน แล้วคำคอมเมนต์จากเพื่อนมีอิทธิพลมาก เช่น “มึงไม่เห็นจะสวยเลย” “มึงเป็นดาราไม่ได้หรอก” “หน้าบาน อีอ้วน” มันคือคำที่เพื่อนบูลลี่ แล้วตอนวัยรุ่นเรายังไม่สตรองพอ เรายังหาตัวเองไม่เจอ ก็จะรู้สึกเขว รวมถึงบางบ้านถ้าโดนพ่อแม่ด่ามาด้วย ทีนี้ก็กู่ไม่กลับ 

อยากเปลี่ยนความเข้าใจเรื่องพวกนี้ไหม 

ใช่ค่ะ ตลอด เราสอนเด็กวัยรุ่นเยอะและเชื่อว่าความมั่นใจมันส่งผลกับชีวิตเยอะด้วย ไม่ว่าจะเป็นนักแสดงหรือเป็นใครก็ตาม เราไม่อยากให้คุณอยู่กับปัญหาตลอดเวลา ก็เลยจริงจังกับประเด็นความมั่นใจ ซึ่งสำหรับเด็ก เรื่องความมั่นใจจะ ‘Effect by ความสวย’ คิดว่าคนนั้นคนนี้จะรู้สึกยังไงกับเรา แต่ความจริงคือ เราห้ามความคิดใครไม่ได้ ถ้าคุณวิ่งตามให้คนอื่นชอบ เหนื่อย อยากใช้ชีวิตเหนื่อยไหมล่ะ 

ครูลูกแก้ววางบทตัวเองในโลกออนไลน์ไว้ยังไง

เราอยากเป็น ‘พื้นที่ปลอดภัย’ ในโลกของวงการ 

เพราะวงการ ‘ไม่ปลอดภัย’ เหรอ

มีเด็กโดนหลอกจากมิจฉาชีพเยอะ จากการไปแคสงาน หลอกด้วยการบอกว่าเราชอบเธอมาก อยากได้เธอไปเล่น แต่ต้องจ่ายค่าเรียนมาก่อนนะ สองหมื่น แล้วเขาก็เอาเงินสองหมื่นมาจ้างโปรดักชันที่ไม่มืออาชีพมาสอนง่อย ๆ แล้วก็อัดให้เล่นหนังลงยูทูบ เราก็บอกเลยว่า ถ้าเขาจะปั้นเรานะ เราจะไม่เสียตังค์แม้แต่บาทเดียว แต่ถ้าอยากเรียนโรงเรียนการแสดง ก็ให้มาเรียนโรงเรียนที่มีชื่อ ที่เรารู้ว่าเราจะได้เรียนกับใคร ซึ่งทุกครั้งที่มีคนอินบ็อกซ์มาบอกเราแบบนี้ เราจะขออนุญาตเขาแคปฯ ไปเตือนคนอื่นเลย

คุณเรียนรู้อะไรจากบทบาทที่เป็นอยู่

ถ้าในบทบาทการสอน เราเรียนรู้ว่าวิธีการเก่า ๆ มันไม่เวิร์กกับเด็กทุกคนแล้ว เขาจะไม่ได้อยู่กับการหลับหูหลับตาทำไป สมมติให้ทำท่าน่าเกลียด ก็จะมีคำถามว่า ทำไมต้องทำท่าน่าเกลียด จะเป็นนักแสดงนะ เราก็ตอบว่า เพื่อให้เราไม่คิดเยอะ ว่าคนอื่นจะมองเรายังไง ซึ่งการดีลกับเด็ก Gen นี้ ต้องบอกเป้าหมายเขาด้วยว่าทำไปเพื่ออะไร ส่วนการแอคติงมันทำให้เราเป็นคนที่เข้าใจตัวเอง พอเข้าใจตัวเองมันก็ง่ายต่อการใช้ชีวิต 

บางอย่างเราไม่รู้ตัวว่าเราเป็นแบบนี้ แต่เราจะรู้เมื่ออยู่ในห้องการแสดง เช่น แต่ก่อนเป็นคนที่ไม่มีพาร์ตอ่อนหวานเท่าไหร่ ไม่ขอร้องใคร ไม่ขอความช่วยเหลือใคร เพราะโตมาแบบผู้หญิงเก่ง สมมติจะจีบผู้ชาย ก็ไม่เคยโชว์ความอ่อนหวาน แต่พอเราแสดง เรารู้ว่าเราก็มีพาร์ตนี้ได้นะ เราขอความช่วยเหลือก็ได้นะ ชีวิตมันก็ง่ายขึ้นเลย และการออกกองก็ทำให้เราอยู่กับปัจจุบันมากขึ้น เราต้องสลัดความหงุดหงิดหรืออะไรก็ตามในซีนที่แล้วให้เร็วที่สุด เพราะชัยชนะของแอคติ้งโค้ช ผู้กำกับ หรือนักแสดง มันขึ้นอยู่กับซีนต่อซีน 

แล้วการเป็น TikToker ตอบแทนคุณยังไง

มันสอนเราเรื่อง Personality Branding สำคัญมากจริง ๆ แล้วมันช่วยจริง ๆ ในโลกยุคนี้ มันทำให้คนเกิดความ Trust ในตัวเรา แต่เราต้องให้ก่อนนะ เขาถึงจะมาซื้อสินค้าหรือตัวตนเรา 

ฉากต่อไปของครูลูกแก้วเป็นแบบไหน

เราอยากเป็นผู้จัด เพราะรู้สึกว่าแอคติงโค้ชมันเป็นปลายน้ำ บทมายังไง เราก็ต้องโค้ชสิ่งนั้น แต่บางทีบทก็ไม่ Make Sense ในอนาคตก็เลยอยากเป็นต้นน้ำ และจริง ๆ เราก็อยากทำซีรีส์เป็นของตัวเองด้วย 

ปีหน้า ถ้าสถานการณ์โควิด-19 ดีขึ้น เรามีโปรเจกต์รออยู่เยอะมาก ทั้งซีรีส์ หนังผี หนังคอมเมดี้ แล้วก็มีโปรเจกต์กับโรงเรียนที่คิดว่าคงขยับขยายอะไรได้อีกเยอะ แต่ถ้าโควิด-19 ยังไม่หมด ก็จะพัฒนาไปทางออนออนไลน์แทน

 เข้าฉากกับ ครูลูกแก้ว-วริศรา บำรุงเวช TikToker ที่ตอบทุกคำถามในชีวิตการทำงาน เบื้องหลังการแสดง และวงการบันเทิงไทย จนมีผู้ติดตามมากกว่า 200,000 คน

ติดตามครูลูกแก้วได้ที่ : www.tiktok.com/@krulukkaew

Writer

กันติกร ธะนีบุญ

อดีตผู้ช่วยบรรณาธิการโต๊ะสารคดีที่ชอบอ่าน-เขียนเทียบเท่ากัน ปัจจุบันเป็น Copywriter และนักเขียนอิสระ ผู้หลงใหลในชุดเอี๊ยมและงานศิลปะทุกชนิด

Photographer

วรุตม์ ไฉไลพันธุ์

เมื่อก่อนเป็นช่างภาพหนังสือเดินทาง ปัจจุบันเป็นช่างภาพกักตัวครับ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load