​ในบางค่ำคืน ระหว่างเดินไปบนถนนหนทางหรือนั่งเล่นอยู่ในสวนสาธารณะสักแห่ง คุณเคยเงยหน้ามองฟ้ามองดาวบ้างไหม แล้วสงสัยอะไรบ้างหรือเปล่า

​เรามาอยู่ตรงนี้ได้อย่างไร แล้วไกลออกไปในความมืดมิดมีอะไร สงสัยเหมือนกันไหม

​เติ้ล-ณัฐนนท์ ดวงสูงเนิน และ กร-กรทอง วิริยะเศวตกุล คือสองคนที่ตั้งคำถามถึงสิ่งที่อยู่ห่างไกลออกไป

​นอกจากตั้งคำถาม เขาทั้งสองและเพื่อนพ้องวัยมัธยมยังพยายามหาคำตอบ และรวมตัวกันก่อตั้งเว็บไซต์ spaceth.co เพื่อบอกเล่าเรื่องราวที่คล้ายจะไกลตัวอย่างอวกาศ มาเล่าจนคนอ่านอย่างเรารู้สึกว่า เรื่องราวเหล่านั้นอยู่ใกล้ชิดตัวเรากว่าที่คิดและสำคัญกับชีวิตกว่าที่คาด

บางทีเราอาจเข้าใจว่า เรามีชีวิตนี้ได้อย่างไรจากการทำความเข้าใจเรื่องจักรวาล-พวกเขาว่าอย่างนั้น

และเว็บไซต์ที่สร้างโดยกลุ่มเด็กมัธยมก็คว้ารางวัล Best New Blog ในงาน Thailand Best Blog Award 2017 มาครองชนิดผู้ใหญ่ที่นั่งอยู่ในฮอลล์วันประกาศผลพร้อมใจกันปรบมือเสียงดัง ยอมรับ

​วงโคจรของเรามาบรรจบกันในเช้าวันหนึ่ง แน่นอน-เราสนใจสิ่งที่พวกเขาสนใจ บทสนทนาจึงหนีไม่พ้นเรื่องราวของดวงดาว จักรวาล ยานอวกาศ ไปจนกระทั่งการเกิดขึ้นของมนุษยชาติ

ว่าแต่ ในบางค่ำคืน ระหว่างเดินไปบนถนนหนทางหรือนั่งเล่นอยู่ในสวนสาธารณะสักแห่ง คุณเคยเงยหน้ามองฟ้ามองดาวบ้างไหม แล้วสงสัยอะไรบ้างหรือเปล่า

spaceth.co, เพจ, ดาราศาสตร์, อวกาศ

คุณเคยพูดบนเวที TEDxKMITL ว่าคนสมัยก่อนไม่มีอะไรทำก็มองขึ้นไปบนท้องฟ้าแล้วตั้งคำถาม แล้วตอนเด็กๆ เวลามองขึ้นไปบนฟ้า คุณตั้งคำถามอะไรบ้างหรือเปล่า

เติ้ล: ไม่ตั้งคำถาม เพราะตอนเด็กๆ อยู่ในเมือง มองไม่เห็นอะไรเลย มองขึ้นไปไม่เห็นดาว ฉะนั้น เราก็จะเห็นดาวจากภาพถ่ายหรือว่าดูจากทีวี ตอนเด็กๆ ไม่เคยเห็นดาว ไม่เคยดูดาวเลย

มันเหมือนมีม่านอะไรบางอย่างมากั้นเรากับธรรมชาติเอาไว้ เราเกิดมา รอบตัวเราเต็มไปด้วยสิ่งปลูกสร้าง เท้าของเด็กในเมืองบางคนไม่เคยสัมผัสกับดินไม่เคยสัมผัสกับหญ้าเลย สมัยโบราณเวลาคนไม่มีอะไรทำก็มองขึ้นไปบนท้องฟ้า แต่กลายเป็นว่าเด็กที่เกิดในเมืองเขาได้รับมลภาวะทางแสงทำให้มองไม่เห็น

แล้วการมองฟ้า มองดาว เดินบนพื้นดิน สำคัญอย่างไรกับชีวิตมนุษย์

เติ้ล: มันทำให้เราได้ใกล้ชิดกับธรรมชาติ อาจจะฟังดูโลกสวยนะ ว่าใกล้ชิดกับธรรมชาติจังเลย แต่ผมมองว่าการได้สัมผัสกับดินหรือการได้มองเห็นดวงดาว มันเป็นสิ่งที่ทำให้เราตั้งคำถามว่า ทำไมถึงได้มีสิ่งนี้อยู่ ทำไมต้นไม้ถึงเป็นสีเขียว ทำไมท้องฟ้าถึงเป็นสีดำ ทำไมบนนั้นจึงมีดวงดาว ซึ่งมันคือสิ่งที่เป็นอย่างนั้นมาตั้งนานแล้ว ธรรมชาติก็อยู่ของมันเฉยๆ แค่เรามองไปหาธรรมชาติ แล้วเราตั้งคำถามกับมัน ไม่เหมือนกับการที่เราดูทีวีหรือเล่นมือถือแล้วข้อมูลวิ่งมาหา

อยู่ในเมืองไม่เห็นดาว แล้วหลงใหลดาราศาสตร์ได้ยังไง

เติ้ล: ถ้าถามว่าชอบดาราศาสตร์ตอนไหน ก็ชอบตั้งแต่อนุบาล ผมเป็นเด็กเจเนอเรชันที่พ่อแม่จะทิ้งเอาไว้กับบ้าน ทิ้งไว้กับหนังสือกับโทรทัศน์ โชคดีที่ช่วงนั้นรายการโทรทัศน์มีสารคดีมาออกเยอะ ช่วงปี 2003 นาซาส่งยานไปลงที่ดาวอังคารแล้วมีถ่ายทอดสด เราเลยได้เห็นว่าเขามีวิธีการลงจอดยังไง ตอนนั้นเลยเริ่มชอบเรื่องอวกาศขึ้นมา

สมัยเรียนชั้นประถมผมชอบเรื่องวิทยาศาสตร์ เพราะรู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่จับต้องได้ เราได้รู้ว่าทำไมต้นไม้เป็นสีเขียว ทำไมน้ำถึงไหลจากที่สูงลงที่ต่ำ เราได้รู้ในสิ่งที่เราอยากรู้จริงๆ น่าจะเป็นเพราะว่าเป็นเด็กที่ชอบตั้งคำถามด้วย

กร: ส่วนผมตอนนั้นนั่งดูทีวีอยู่ แล้วมีข่าวที่ว่าเขาตัดดาวพลูโตออกจากดาวเคราะห์ ตอนนั้นเลยสงสัยว่ามันโดนตัดเพราะอะไร ดาวพลูโตเป็นยังไง ทำไมเราถึงต้องไปตัดมัน ผมก็เลยไปหาอ่านเพิ่มเติมจึงรู้ว่ามันเคยเป็นดาวเคราะห์ที่อยู่ในระบบสุริยะ แล้วคำถามต่อไปก็คือ ระบบสุริยะเป็นยังไง ตอนนั้นพวกโซเชียลมีเดีย พวกอินเทอร์เน็ต เพิ่งแพร่หลายเข้ามา ก็เลยลองค้นหาอ่านเพิ่มเติม ตอนนั้นเริ่มรู้สึกว่าเราชอบเรื่องดาราศาสตร์ แต่ในหนังสือเรียนจะให้มาแค่ 3 หน้าสุดท้าย ผมก็เลยค่อยๆ หาอ่านเอง

spaceth.co, เพจ, ดาราศาสตร์, อวกาศ spaceth.co, เพจ, ดาราศาสตร์, อวกาศ

แล้วตอนเด็กๆ พวกคุณเรียนวิทยาศาสตร์เก่งกว่าคนอื่นไหม

กร: ไม่เลย ตอนนั้นวิกฤต จริงๆ ผมเคยได้วิทยาศาสตร์เกรด 1.5 ปัญหาที่เจอคือ เราต้องขยันทำแต้ม ขยันเก็บเกรด ซึ่งตอนนั้นเราเป็นเด็กกิจกรรม ต้องไปทำนั่นทำนี่ แต่เราไม่ได้มองว่าเกรดมันเป็นตัวตัดสิน เรามองว่าเกรดเป็นยังไงก็แล้วแต่ แต่ถ้าเราสนใจจริงๆ ถ้าเราเข้าใจมัน มันก็โอเค

เติ้ล: ผมเรียนวิชาดาราศาสตร์ได้เกรด 2.5 นี่เป็นเหตุผลที่เราไม่เลือกเรียนต่อสายวิทย์ และเลือกเรียนนิเทศศาสตร์ คือผมชอบเรียนรู้วิทยาศาสตร์ แต่ว่าไม่ได้ชอบเรียนวิทยาศาสตร์

เรียนรู้กับเรียนต่างกันยังไง

เติ้ล: เรียนรู้ มันเหมือนเราเรียนเพื่อตอบสนองความอยากอะไรบางอย่างข้างในของเรา แต่การเรียนมันเหมือนการทำให้ผ่านไปตามหลักสูตร คือเราไม่ชอบที่จะให้ใครมาบอกว่าคุณต้องเรียนอันนี้ เพื่อจะมารู้อันนี้ แล้วต้องมาสอบ ลักษณะของการออกแบบการศึกษาบ้านเรามันยังผิดสัดผิดส่วน มันเกิดจากการสอนให้จำก่อน ซึ่งถ้าวิธีการนี้มันเวิร์กจริง คนอื่นๆ ที่เขาเรียนแล้วเขาก็ต้องมาชอบดาราศาสตร์ด้วยสิ นี่ทำไมเรียนแล้วไม่ชอบ ทำไมเขาตั้งคำถามว่าเขาเรียนไปทำไม

ผมมองว่าวิทยาศาสตร์หรือศาสตร์อะไรก็ตามในโลก มันต้องเกิดจากการตั้งคำถามก่อน แล้วก็พอเราอยากรู้ เมื่อวันหนึ่งเรารู้เราจะจำได้ คือเราอาจจะเริ่มจากการสงสัยก่อน แล้วมันก็พัฒนามาเป็นการหาความรู้ แล้วมันก็กลายมาเป็นการจดจำ แต่ในห้องเรียนมันเหมือนย้อนกลับ ครูให้จำสมการก่อน จำวิธีการคิดก่อน ซึ่งทำให้เราไม่ได้ตั้งคำถาม

แล้วคุณตั้งคำถามเกี่ยวกับอวกาศหรือดวงดาวบ้างไหม

เติ้ล: ตอนเด็กๆ ช่วงประถมจะชอบถามแม่ว่าเราเกิดมาทำไม แม่ก็ตอบว่าไม่รู้ ซึ่งจริงๆ มันก็ไม่มีใครรู้หรอก คำถามที่ว่า ‘เราเกิดมาทำไม’ มันเป็นคำถามเชิงปรัชญาใช่มั้ย แต่ตอนเด็กๆ เราก็ไม่ได้มีไอเดียเรื่องปรัชญา ไม่รู้จักหรอกว่าเพลโตคือใคร โสเครติสคือใคร แต่ว่ามันเกิดจากความรู้สึกของเราว่า เอ๊ะ ทำไมคนเราต้องเกิดมา ทำไมเราต้องมีชีวิต เรามีชีวิตไปทำไม พอโตไปเราก็เลยรู้ว่าเราไม่ได้ตั้งคำถามนี้อยู่คนเดียว ผมเชื่อว่าหลายคนก็กำลังถามอยู่เหมือนกันว่าคนเราเกิดมาทำไม คนเรามีชีวิตนี้ไปทำไม

spaceth.co, เพจ, ดาราศาสตร์, อวกาศ

การตั้งคำถามนี้ส่งผลกับชีวิตอย่างไรบ้าง

เติ้ล: พอเราตั้งคำถามว่าเราเกิดมาทำไม เราก็ศึกษาไปเรื่อยๆ แล้วพบว่าเราเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยเติมเต็มธรรมชาติให้คงอยู่ โห มันกลายเป็นว่าชีวิตเรามีความหมายมากเลยนะ

คือต้องย้อนไปก่อนว่าชีวิตเกิดขึ้นได้ยังไง ถ้าย้อนไปจริงๆ มันก็คือตั้งแต่บิ๊กแบง ก่อนเกิดเอกภพ บิ๊กแบงมันสร้างสิ่งหนึ่งที่เรียกว่าความปั่นป่วน หรือในภาษาฟิสิกส์เขาจะใช้คำว่า ความไม่เป็นระเบียบ ลองนึกภาพว่าจากเดิมมันไม่มีอะไรเลย มีแต่ความว่างเปล่า แต่พอเกิดบิ๊กแบง มันก็เกิดความปั่นป่วน มันเกิดปฏิกิริยากันระหว่างอนุภาค เกิดเป็นแรงขึ้นมา เกิดเป็นโลก เกิดเป็นดวงอาทิตย์ สุดท้ายมันเกิดเป็นชีวิต เป็นตัวเรา อันนี้คือความปั่นป่วน

ผมก็เลยคิดว่าชีวิตคือความปั่นป่วน แล้วมันก็จะเป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนสิ้นชีวิต แล้วหลังจากนั้นเหมือนกับว่าทุกสิ่งจะจบใช่ไหม แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่ พอเราตายไปร่างกายของเราก็จะกลายเป็นธาตุกลับคืนไปสู่โลก สุดท้ายมันก็จะเป็นวงจรไม่มีที่สิ้นสุด

เคยมีความฝันประเภทอยากเหยียบดวงจันทร์หรืออยากไปดาวอังคารอะไรแบบนั้นบ้างไหม

เติ้ล: คนจะคิดว่าคนชอบดาราศาสตร์ เป้าหมายคือจะต้องเป็นนักบินอวกาศ แต่ผมไม่คิดแบบนั้น เป้าหมายของผมคืออยากเป็นคนที่ส่งต่อเรื่องของวิทยาศาสตร์มากกว่า เพราะว่าตอนเราย้อนไปดูวิทยาศาสตร์มันเป็นเรื่องของการส่งต่อจากนักวิทยาศาสตร์คนนี้ ทำงานอะไรบางอย่างขึ้นมา เกิดสิ่งสิ่งหนึ่ง เป็นปฏิกิริยาลูกโซ่ไปเรื่อยๆ ซึ่งเราไม่ได้เป็นนักวิทยาศาตร์ที่เก่งที่สุด ไม่ได้เป็นโปรแกรมเมอร์ที่เก่งที่สุด ไม่ได้เป็นนักบินอวกาศที่เก่งที่สุด แต่สิ่งที่เราทำได้ดีคือเรื่องของการสื่อสาร ก็เลยพอใจว่าฉันอยากจะเป็นนักสื่อสาร ฉันอยากจะเล่าเรื่องราวให้กับคนอื่นได้รู้

คุณและเพื่อนๆ เคยรู้สึกมั้ยว่าตัวเองกำลังสนใจเรื่องที่ใหญ่เกินตัว

เติ้ล: จริงๆ ทุกคนก็สนใจเรื่องที่ใหญ่เกินตัวอยู่แล้ว แค่การที่เรามานั่งคุยกันวันนี้มันก็เหมือนกับการสนใจเรื่องอื่นที่มันเกินตัวเราแล้ว ผมก็เลยมองว่ามนุษย์ถูกออกแบบมาให้เราสนใจเรื่องที่มันเกินตัวอยู่แล้ว ถ้าเราไม่สังเกตว่าพืชนี้กินได้ กินไม่ได้ เราก็คงไม่มีชีวิตรอดมาถึงทุกวันนี้หรอก

spaceth.co, เพจ, ดาราศาสตร์, อวกาศ spaceth.co, เพจ, ดาราศาสตร์, อวกาศ

ในมุมมองของคุณ คนไทยห่างไกลกับเรื่องอวกาศกว่าคนชาติอื่นๆ ไหม

เติ้ล: ไม่ ผมว่าคนทั่วโลกเหมือนกัน จริงๆ แล้วคนไทยเป็นชาติที่ค่อนข้างผูกพันกับเรื่องดวงดาวนะ คนสมัยก่อนเขาดูดาว เขารู้ว่าเมื่อตำแหน่งดาวมันเปลี่ยน ฤดูกาลเปลี่ยน สัตว์มันก็เปลี่ยนพฤติกรรม เขาก็เลยคิดว่ามันก็น่าจะทำให้มนุษย์เราเปลี่ยนแปลงได้เหมือนกัน มันก็เลยเกิดเป็นสิ่งที่เรียกว่า โหราศาสตร์

ผมเลยมองว่าโหราศาสตร์นี่แหละเป็นสิ่งที่บอกได้ว่าคนไทยสนใจเรื่องดวงดาว แต่ว่าสมัยนั้นวิทยาการอาจจะยังไม่ก้าวหน้า แต่พอเวลาผ่านมาเรื่อยๆ เราก็ได้เรียนรู้ในสิ่งที่เรียกว่าดาราศาสตร์ ซึ่งสองสิ่งนี้ก็จะอยู่ควบคู่ในพฤติกรรมของคนไทยมาตั้งนานแล้ว อย่างสมัยพระนารายณ์ ในเรื่อง บุพเพสันนิวาส ที่เราดูกัน นั่นเป็นยุคที่เกิดสุริยุปราคาเต็มดวง แล้วพระนารายณ์ก็ทอดพระเนตรด้วย หรืออย่างตอนรัชกาลที่ 4 ทรงทำนายสุริยุปราคาที่หว้ากอ

แต่ว่าทุกวันนี้โอกาสที่เราจะได้ศึกษาเรื่องพวกนี้มันมีน้อย เลยทำให้เรารู้สึกว่าภาพรวมเรื่องดาราศาสตร์หรือวิทยาศาสตร์ของไทยมันลดต่ำลงหรือเปล่า แต่ว่าจริงๆ แล้วถ้าดูตามกราฟแนวโน้มความสนใจ ผมว่ามันค่อนข้างนิ่ง คือถามว่าทำไมคนอเมริกาถึงได้สนใจเรื่องดาราศาสตร์ คำตอบคือเพราะว่ามันมีเรื่องการเมืองผูกเกี่ยวเข้าไป กลายเป็นว่าคนอเมริกายุคคุณลุง คุณน้า คุณอา เขาอินเรื่องอวกาศมากกว่าเด็ก เพราะเขาอยู่ร่วมในสมัยที่ จอห์น เอฟ. เคนเนดี บอกว่าจะไปดวงจันทร์ เขาอยู่ในยุคที่แข่งกับโซเวียต เขาได้เห็นสิ่งนั้นกับตา เขาได้เห็นประกาศทางทีวี เขาเลยอิน ลองสมมติประเทศเพื่อนบ้านอยากแข่งกับไทยเรื่องอวกาศ ผมเชื่อว่าคนไทยก็จะอินกับเรื่องของอวกาศนะ

อย่างที่คุณว่า ในห้องเรียนเราอาจจะสงสัยว่าเรียนดาราศาสตร์ไปทำไม แล้วสิ่งที่ spaceco.th เอามาเล่าคนอ่านเขาจะรู้ไปทำไม ตอบได้ไหม

กร: ถ้าคำตอบส่วนตัวก็คือ เรารู้เรื่องดาราศาสตร์เพื่อให้เรารู้จักตัวเอง ถ้าถามถึงที่มาตั้งแต่ต้น ก่อนจะมีตัวเรา มันก็เกิดมาจากบิ๊กแบง เพราะฉะนั้นถ้าถามว่าศึกษาดาราศาสตร์ไปทำไม คำตอบก็คือ มันคือจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง

เติ้ล: สิ่งที่เราทำมองเผินๆ อาจจะเป็นเหมือนเพจอวกาศ แต่ว่าจริงๆ แล้วมันเป็นการจับอวกาศมาเล่าในมุมต่างๆ มากกว่า เช่น อวกาศมาเจอปรัชญา อวกาศมาเจอภาษา อวกาศมาเจอสังคม การเมือง วัฒนธรรม ผมเลยมองว่ามันเป็นอีกมุมหนึ่งที่ถ้าคนเขามาอ่าน มันจะไม่ใช่แค่การอ่านข้อมูล แต่มันจะเป็นการอ่านวิธีคิดที่มีข้อมูลมาประกอบ ซึ่งอ่านแล้วก็จะรู้สึกสนุก

ทำไมจึงพยายามเชื่อมโยงอวกาศกับเรื่องอื่น ทั้งปรัชญา ภาษา สังคม การเมือง วัฒนธรรม

เติ้ล: เรามองโลกทั้งใบ แล้วทุกอย่างในโลกมันเชื่อมโยงกันหมด ถามว่าทุกวันนี้ถ้ายกประเด็นมาหนึ่งประเด็นแล้วเอามาเชื่อมโยงกับเรื่องอวกาศ เราก็ทำได้ทุกเรื่องนะ

spaceth.co, เพจ, ดาราศาสตร์, อวกาศ

อย่างเรื่องฟุตบอลโลกที่เพิ่งจบไปเชื่อมโยงได้มั้ย

เติ้ล: เยอะแยะเลย รู้มั้ยว่ารัสเซียเขาเปิดตัวโลโก้อย่างเป็นทางการบนสถานีอวกาศ รัสเซียเขาจะเล่นใหญ่ทุกอย่างกับอวกาศ อย่างตอนโอลิมปิกฤดูหนาว 2014 ที่โซชิ เขาก็ส่งคบเพลิงไปวิ่งบนอวกาศ ถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์โลกที่มีการวิ่งคบเพลิงบนนั้น

แล้วรู้ไหมว่าตอนนี้รัสเซียกลายเป็นประเทศเดียวที่สามารถส่งนักบินขึ้นสู่วงโคจรได้ เพราะว่าพอเมริกาเขาปลดระวางกระสวยอวกาศไปก็ไม่มียานรุ่นใหม่ๆ ที่จะส่งได้ อเมริกาก็เลยจะต้องจ้างรัสเซียส่งขึ้นไป จริงๆ แล้วรัสเซียเก่งเรื่องอวกาศมาก จนทุกวันนี้ก็ยังเป็นอย่างนั้นอยู่ เวลาเขามีเหตุการณ์อะไรบางอย่างที่สำคัญๆ ของประเทศ อย่างแรกที่เขาจะทำคือเขาจะจับส่งขึ้นอวกาศ เป็นการแสดงเชิงสัญลักษณ์ว่าเขาคือผู้นำด้านนี้

ข่าวอวกาศล่าสุดที่รู้แล้วรู้สึกตื่นเต้นคือข่าวไหน

กร: ที่ตื่นเต้นจริงๆ คือตอนที่ได้รู้จัก Exoplanet ครั้งแรก มันคือดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะที่ทำให้เราแทบจะโยนตำราทิ้ง เพราะเราเข้าใจมาตลอดว่าดาวเคราะห์มีแค่ 8 ดวง แต่สรุปแล้วมีการยืนยันว่ามีตั้ง 1,648 ดวง แล้วก็ยังมีอีกประมาณ 5,000 ดวงที่ยังรอการยืนยันอยู่ ตอนแรกเราเข้าใจว่าเอ็กโซแพลเน็ตเป็นแค่ความคิดของนักดาราศาสตร์ แต่สุดท้ายมันก็มีอยู่จริง เหมือนกับที่ TRAPPIST-1 เจอดาวเคราะห์ 7 ดวง ทำให้เรารู้ว่าจักรวาลยังมีอะไรอีกมากมายที่เราต้องตามหา ซึ่งมันเป็นความมหัศจรรย์นะ เพราะความจริงเราอาจจะไม่ได้อยู่คนเดียวในจักรวาลก็ได้

เติ้ล: ของผมคือข่าวที่บอกว่า AI ค้นพบดาวนอกระบบสุริยะ เพราะเราเป็นเด็กโอลิมปิกคอมพิวเตอร์ เราเลยจะอินเรื่องของการเขียนโปรแกรมและเรื่องของ AI ตอนนั้นเราได้รู้ว่าเดี๋ยวนี้ AI ฉลาดถึงขั้นค้นพบดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะได้แล้ว ซึ่งถือว่าฉลาดมากๆ ทุกวันนี้มีสองอย่างที่มีวิวัฒนาการคือ สิ่งมีชีวิต กับ AI แต่ AI สามารถพัฒนาได้ทุกๆ เสี้ยววินาที วันหนึ่งจะกลายเป็นมนุษย์หรือเปล่าเราก็ไม่รู้

แล้วทุกวันนี้ AI ก็ถูกเอามาใช้ในเรื่องของอวกาศเยอะมาก อย่างจรวด SpaceX ของอีลอน มัสก์ ก็ใช้ AI เข้ามาเกี่ยวข้อง หรือยานฟัลคอน 9 (Falcon 9) ก็ใช้ AI เทรนจนเป็นจรวดที่ทันสมัยที่สุดในโลก อย่างล่าสุดรัสเซียก็ใช้ในการช่วยพัฒนาการเดินทางไปอวกาศให้เหลือเวลาเพียงแค่ 3 ชั่วโมง

spaceth.co, เพจ, ดาราศาสตร์, อวกาศ

การรู้เรื่องเกี่ยวกับอวกาศ จักรวาล เกี่ยวกับดวงดาว ทำให้มุมมองต่อมนุษย์ของคุณเปลี่ยนไปไหม

เติ้ล: เปลี่ยนไปเยอะเลย มันมีภาพภาพหนึ่งชื่อว่าภาพ Pale Blue Dot มันเป็นรูปอวกาศมืดๆ แล้วก็มีจุดๆ หนึ่ง เป็นภาพที่ถ่ายโดยยานอวกาศที่ชื่อว่า Voyager ขณะที่มันกำลังจะเดินทางออกนอกระบบสุริยะ แล้วนักวิทยาศาสตร์คนหนึ่งเขาก็ลองสั่งว่า ลองหันกล้องไปถ่ายภาพสุดท้ายก่อนที่จะออกจากระบบสุริยะดูซิ จากภาพนั้นเราก็เลยเห็นว่าโลกมันเป็นแค่จุดจุดหนึ่งในภาพ ซึ่งภาพนั้นมันเป็นภาพที่เหมือนจะไร้ประโยชน์มากในเชิงวิทยาศาสตร์ แล้วนักวิทยาศาสตร์ชื่อ คาร์ล เซแกน เขาก็บรรยายถึงเรื่องมนุษยชาติจากภาพนี้

เขาบอกว่า ลองมองจุดเล็กๆ จุดนี้สิ ทุกสิ่งที่เคยกิดขึ้น ทุกสิ่งที่คุณเคยรู้จัก คนที่เกิดมา คนที่ตายไปแล้ว คนที่เข่นฆ่ากัน ล้วนเกิดขึ้นในจุดเล็กๆ จุดนี้ ภาพนี้มันบ่งบอกเลยว่า ดาราศาสตร์มันเป็นศาสตร์ที่ทำให้เราอ่อนน้อมถ่อมตัว คือมันทำให้เรารู้สึกว่าเราไม่ได้ตัวใหญ่ไปกว่าอะไรเลย เราเป็นแค่จุดเล็กๆ ที่ล่องลอยในอวกาศที่กว้างใหญ่ แล้วก็ไม่มีใครมาช่วยเรา ถ้าเกิดสงคราม ฆ่ากันตายไป สุดท้ายก็ไม่มีใครจากที่ไหนมาช่วยเรา แล้วก็ไม่มีดาวดวงไหนในปัจจุบันที่เราจะสามารถไปอยู่ได้แล้ว สิ่งที่เราต้องทำคือการดูแลโลก ดูแลเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน อยู่ด้วยกันแบบถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน อันนี้เป็นมุมหนึ่งของการศึกษาเรื่องจักรวาลที่ส่งผลต่อชีวิตเราในแง่ของการมองเพื่อนมนุษย์

ถ้ามนุษย์เป็นเพียงจุดเล็กๆ ในจักรวาล ซึ่งเหมือนไม่มีค่าอะไร แล้วแท้จริงแล้วคุณค่าของมนุษย์อยู่ตรงไหน

เติ้ล: คุณค่าของเราคือการมองย้อนกลับไปถึงที่มาของตัวเรา เหมือนกับว่าเรากำลังมองย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้นของตัวเองว่า ชีวิตเราเกิดจากสิ่งนี้นะ เกิดจากธาตุนี้นะ แล้วสุดท้ายเมื่อเราศึกษาย้อนกลับไป เราพบว่าคาร์บอนที่อยู่ในตัวเรา แคลเซียมที่อยู่ในฟันเรา หรือว่าธาตุทุกอย่างที่อยู่ในกระดูก มันไม่ได้เกิดขึ้นมาพร้อมกับโลก มันเกิดขึ้นมาในแกนกลางของดาวฤกษ์ที่อัดแน่นกันมากๆ แล้วสุดท้าย พอดาวฤกษ์มันตายมันก็ระเบิดออก แล้วสสารพวกนี้มันก็ฟุ้งกระจายไปทั่วจักรวาล แล้วมันก็เกิดมาเป็นตัวเรา เกิดมาเป็นสิ่งมีชีวิต เป็นสัตว์ พอเรามองย้อนกลับไปว่าจริงๆ มนุษย์อาจจะเป็นสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ที่ไม่มีค่า แต่ว่าคุณค่าของเราคือการที่เราได้ตั้งคำถามย้อนกลับไปถึงที่มาของตัวเอง

ทุกวันนี้เวลามองขึ้นไปบนท้องฟ้า ยังมีคำถามหรือรู้สึกอะไรกับมันบ้างมั้ย

เติ้ล: ผมก็ยังคงเป็นเด็กในเมืองอยู่นะ มองขึ้นไปบนท้องฟ้าก็ยังเห็นแต่สีดำเหมือนเดิม แต่สิ่งที่เรารู้สึกคือเวลาเราเห็นดวงดาวแค่ดวงเดียว ดวงเล็กๆ เราก็รู้สึกดีแล้วนะ เรารู้ว่านี่คือสิ่งที่เราจะศึกษา สิ่งที่เราจะอยู่กับมันไปทั้งชีวิต

ท้องฟ้าก็มืดเหมือนเดิม แต่สิ่งที่สว่างขึ้นมาคือแรงบันดาลใจที่อยู่ข้างในเรา

spaceth.co, เพจ, ดาราศาสตร์, อวกาศ

Writers

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

เอม มฤคทัต

นิสิตคณะนิเทศศาสตร์ที่อยากจะลองทำงานเขียน หลงรักทุกอย่างที่เป็นสีพีชและภาพยนตร์จิบลิ มีความสามารถพิเศษในการกินข้าววันละ 5 มื้อ

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Page Maker

คุยกับเหล่านักทำเพจน่าสนใจในโลกออนไลน์

Wild Chronicle – เชษฐา คือเพจเล่าเรื่องประวัติศาสตร์ ความขัดแย้ง และสงครามที่เกิดขึ้นในโลก 

ส่วน ปั๊บ-พงศ์ศรณ์ ภูมิวัฒน์ คือนักธุรกิจเต็มเวลาที่มีงานอดิเรกเป็นการทำเพจนี้ จะบอกว่าเป็นงานอดิเรกเสียทีเดียวก็คงไม่ถูกนัก เพราะเขาทุ่มเททั้งใจและเวลาให้กับมัน จนเนื้อหาในเพจได้รวมเล่มเป็นหนังสือ ได้แก่ พยัคฆ์ทมิฬสิ้นชาติ โลหิตอิสราเอล เชือดเช็ด เชเชน อสุราอาหม และ ประวัติย่อก่อการร้าย

จุดเด่นของเพจนี้ คือการอธิบายเรื่องยากๆ ให้เข้าใจง่าย เขาเล่าเรื่องความขัดแย้งจากมุมมองของทั้งสองฝ่าย เพื่อพยายามบอกว่า ไม่มีใครเลวหรือดีไปกว่าใคร ทุกคนต่างเป็นมนุษย์ มีอารมณ์ มีความทะเยอทะยาน มีอุดมการณ์ที่ยึดถือ มีพื้นเพ มีเงื่อนไขและปมชีวิตที่แตกต่างกันออกไป

เขาหวังว่าความขัดแย้งที่เขาบอกเล่าจะสะกิดใจคนอ่านให้เห็นใจ เข้าใจคนอื่นมากขึ้น และสุดท้ายจะสามารถมองย้อนกลับมาที่ตัวเอง ทำให้รู้จักตัวเองในที่สุด

จากกระทู้บน Pantip.com กลายเป็นเพจที่มีผู้ติดตามมากกว่า 230,000 คน นี่ยังไม่รวมกลุ่มบนเฟซบุ๊กที่มีสมาชิกอีกกว่า 120,000 คน ซึ่งเป็นเหมือนคอมมูนิตี้ที่เหนียวแน่น มีคนโพสต์แลกเปลี่ยนความรู้และมุมมองเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ สงคราม และเรื่องต่างประเทศ อยู่ทุกวัน

จากการเล่าเรื่องผ่านตัวอักษร มาเป็นทริปท่องเที่ยวพื้นที่สงครามที่ชวนลูกเพจไปเห็นพื้นที่จริง ได้คุยกับคนที่ผ่านเหตุการณ์จริง 

และนี่เป็นการบอกเล่าเรื่องราวของความฝันและความหวังของเจ้าของเพจ Wild Chronicle – เชษฐา

“ผมชอบอ่านเรื่องสงครามอยู่แล้ว”

ปั๊บชอบประวัติศาสตร์และการท่องเที่ยวมาตั้งแต่เด็กๆ เขาเรียนจบปริญญาตรีคณะรัฐศาสตร์ แม้จะไม่ได้ทำงานตรงสายหลังจากนั้น ก็ตามค้นคว้าศึกษาเรื่องในอดีต สงคราม และการเมืองรอบตัวอยู่ตลอด จนกระทั่งเมื่อ 7 ปีก่อน เขาตัดสินใจเขียนความรู้ที่สะสมมาลงเว็บไซต์ Pantip.com ในนาม ‘เชษฐา’

“ตอนนั้นผมอ่านเรื่องเกี่ยวกับกบฏพยัคฆ์ทมิฬในศรีลังกา อ่านมากๆ ก็อิน มันเป็นเรื่องของชาติที่สิ้นไปต่อหน้าต่อตาเลย ตอนนั้นไม่ได้อ่านหนังสือ แต่อ่านเว็บบอร์ดของฝั่งกบฏและเว็บบอร์ดฝั่งรัฐบาล ได้เห็นว่ารัฐบาลคิดยังไง กบฏคิดยังไง ประกอบกับการดูข่าวไปด้วย เราอยากเข้าใจว่าคนในชาติจะรู้สึกยังไง ก็เลยเอามาเขียนลงเว็บบอร์ดพันทิป

“ผมเป็นคนชอบอ่าน ชอบตามเรื่องสงครามอยู่แล้ว โดยตามจากข้อมูลทั้งสองฝั่ง พอตั้งกระทู้ก็อยากให้เป็นกระทู้ที่อ่านง่ายๆ อินเทอร์เน็ตเปลี่ยนพฤติกรรมคนหลายอย่าง อย่างหนึ่งคือนิสัยการอ่าน ผมคาดเดาว่าคนส่วนใหญ่ที่อ่านหนังสือบนอินเทอร์เน็ตไม่ชอบอ่านอะไรยาวๆ เลยลงรูปเยอะๆ ตัวอักษรน้อยๆ อธิบายให้เข้าใจง่ายที่สุด ให้คนสนุกตั้งแต่แรก แล้วค่อยๆ ใส่เนื้อหาที่ซับซ้อนหรือยากขึ้นมาหน่อยตามไป พอทำแล้วมีคนชอบเยอะ รู้สึกว่าตัวเองทำได้ดี เป็นสิ่งที่ทำแล้วมีคุณค่า”

“นี่เป็นการบอกเล่าเรื่องราวของความฝันและความหวังของคนเกือบสามล้านคนที่ได้ลุกโชนขึ้นมาเหมือนกองไฟอันแรงกล้า และเผาผลาญลุกลาม ไหม้ทำลายทุกสิ่งทุกอย่างพังพินาศ…”

ประโยคข้างต้นคือบทเกริ่นนำของกระทู้แรกของเขา ที่ตามมาด้วยภาพสลับตัวอักษร เขาออกแบบกระทู้เสมือนว่าเป็นเลย์เอาต์หน้าหนังสือหรือนิตยสาร อ่านง่ายและน่าติดตาม จนทำให้มีแฟนๆ รอตามอ่านเรื่องต่อไปมากมาย

“ก่อนหน้านี้ผมเคยเขียนนิยายตอนอายุสิบแปด ชื่อ ลำนำหกพิภพ ได้รางวัล Young Thai Artist Award หลังจากเล่มนั้นก็ไม่ได้เขียนอีกจนคิดว่าคงไม่ได้เป็นนักเขียนแล้ว แต่พอได้เขียนพันทิปแล้วดัง สนุก ก็เลยเขียนมาเรื่อยๆ 

“พอมีคนอ่านเยอะก็รู้สึกว่า ‘เฮ้ย เราก็มีแฟนนี่หว่า’ เพราะสมัยที่ออกหนังสือมีคนตามน้อยมาก (หัวเราะ) แล้วเราได้ทำประโยชน์บนอุดมการณ์ที่เรามีอยู่ ก็เลยกลายเป็นซีรีส์งานเขียนของตัวเอง ผมเริ่มจากเรื่อง พยัคฆ์ทมิฬสิ้นชาติ เชือดเช็ด เชเชน สงครามในรัสเซียใต้ อสุราอาหม ประวัติศาสตร์คนไทยที่อยู่ในอินเดียเหนือ ตอนแรกลงไปสามเรื่องบนพันทิปก่อน พอมันป๊อปปูลาร์มากๆ ก็เลยเอาไปลงเฟซบุ๊ก เพราะเฟซบุ๊กเข้ามา เราก็ปรับการเขียนบางอย่างให้เหมาะกับแพลตฟอร์ม ใช้ภาพเยอะเข้าไปอีก” (หัวเราะ)

“ผมอยากเข้าใจมนุษย์มากขึ้น”

ปั๊บก็เหมือนเด็กผู้ชายคนอื่นๆ ที่สนใจเรื่องการรบ การต่อสู้ และสงคราม แต่สิ่งที่เขาสนใจไปมากกว่านั้นคือเรื่องของมนุษย์ เนื้อหาหลักของเพจจึงเป็นเรื่องความขัดแย้งผ่านมุมมองคนทั้งสองฝ่ายแบบไม่เข้าข้างใครเป็นพิเศษ

“ผมอยากเข้าใจมนุษย์มากขึ้น อยากรู้ว่าแต่ละคนคิดยังไง ซึ่งสงครามมันเป็นภาวะ Extreme เป็นภาวะที่คนจะแสดงธาตุแท้ เป็นภาวะที่ทำให้เกิดอะไรประหลาดๆ ขึ้นมาหลายอย่าง เช่น เกิดประเทศที่ไม่มีอยู่จริง เป็นชนกลุ่มน้อยที่ถูกกดขี่ เลยต้องต่อสู้เพื่อสร้างประเทศใหม่ของตัวเองขึ้นมา ในประเทศเขามีการบริหารของตัวเอง เขาใช้ทหารเด็ก มีองค์กร มีการจัดการ สิ่งเหล่านี้ทำให้เราเข้าใจมนุษย์มากขึ้นในทางหนึ่ง 

“หรืออีกเคสก็น่าสนใจมาก ถ้าพูดเรื่องคุณค่าของชาติ ชาติไทยมั่นคงแล้ว เราหลายๆ คนก็อาจจะไม่ได้แคร์ชาติมาก ขี้เกียจเคารพธงชาติหรืออะไรแบบนั้น แต่ถ้ามองกลับมาที่มุมของชนกลุ่มน้อย เขาจะรู้สึกว่าชาติเป็นของมีน้อย ชาติเป็นของที่ถูกทำลายได้ตลอดเวลา เขาจะรักมาก จะพยายามทุกอย่างเพื่อรักษาชาติไว้ จะมีความเห็นที่แตกต่างกับเรา ซึ่งเรื่องพวกนี้มันน่าสนใจ มันสะท้อนให้เห็นว่า ถ้าคนเราถูกกดดันไปถึงจุดหนึ่งจะเกิดอะไรขึ้น

“อย่างประเทศไทยเมื่อก่อนก็มีเหตุการณ์คล้ายๆ อย่างนี้ สมัยกรุงศรีอยุธยาแตก เมืองไทยแตกออกเป็นห้ากลุ่ม พระเจ้าตากสินเลยต้องออกมากอบกู้ชาติ มนุษย์เราจะคล้ายๆ กัน ซึ่งการที่เราไปศึกษาคนอื่นมันทำให้เราเข้าใจตัวเองมากขึ้นด้วย”

คุณค่าของ Wild Chronicle – เชษฐา คือการอธิบายเรื่องยากๆ ให้เข้าใจง่าย ในขณะเดียวกัน เขาหวังว่าเรื่องราวบนเพจจะช่วยเปิดใจให้เข้าใจคนอื่นมากขึ้น

“ปัญหาใหญ่ของโลกนี้ คือคนเรามีอีโก้สูงจนไม่พยายามเข้าใจคนที่แตกต่างกับตัวเอง ยิ่งพอไม่รู้จักคนอื่นเลย ก็ง่ายมากที่จะเชื่อว่าตัวเองดีกว่าใครๆ อย่างเรื่องพยัคฆ์ทมิฬ บางคนอาจจะไม่เคยได้ยินมาก่อน หรือถ้าพอได้ยินมาบ้างก็คิดว่าเป็นพวกก่อการร้าย แต่พออ่านเรื่องราวจริงๆ เขาจะไม่เห็นคนกลุ่มนี้ว่าเป็นคนดีหรือคนเลว จะเห็นว่าเขาก็เป็นแค่คนเหมือนกับเรานี่แหละ เป็นคนที่มีรัก โลภ โกรธ หลง มีการดิ้นรนต่อสู้เพื่อชีวิตของตัวเอง”

“การอ่านกับไปจริงมันคนละเรื่องกันเลย”

จากการศึกษาผ่านตัวอักษร พัฒนาเป็นการเดินทางไปดูพื้นที่จริง ไปคุยกับคนที่ได้รับผลกระทบจากสงครามจริง Wild Chronicle – เชษฐา จึงเปลี่ยนจากการเล่าเรื่องผ่านข้อมูลที่เก็บสะสมมา เป็นการถ่ายทอดประสบการณ์ที่ได้ไปท่องเที่ยวพื้นที่ความขัดแย้งจริงๆ

“จุดเปลี่ยนคือทริปเคอร์ดิสถาน ผมได้คุยกับคนอัสซีเรีย สตอรี่ของเขาคือชาวเคิร์ดปกป้องและดีกับเขามาก แต่พอถามคนอัสซีเรียว่าชอบคนเคิร์ดไหม เขาบอกว่า ตอบไม่ได้ การได้คุยกับคนที่ถูกระเบิดแก๊สพิษแล้วไม่ตาย เลยต้องเห็นคนตายต่อหน้าทีละคนๆ ได้เข้าค่ายผู้ลี้ภัยเจอผู้หญิงที่ถูกไอซิสข่มขืน หรือคุยกับอาจารย์ชาวเคิร์ดที่บอกว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลางมาจากการที่คนไม่เข้าใจกัน เกิดจาก Culture of Hate ที่แต่ละกลุ่มสอนให้เกลียดกันเองทั้งที่วัฒนธรรมใกล้กันมาก อาหรับต้องเกลียดยิว ยิวต้องเกลียดเคิร์ด เคิร์ดต้องเกลียดเปอร์เซีย

“เขาบอกว่า วิธีการแก้คือต้องพยายามสร้างวัฒนธรรมใหม่ให้ดี มันได้เห็นว่าคนที่ผ่านสงครามมาเขาเป็นแบบนี้นะ การอ่านกับไปจริงมันคนละเรื่องกันเลย ตอนนี้ก็เลยคิดจะจัดทริปพาลูกเพจไปเที่ยวจริงจังสักที”

“ทุกอย่างมันมีเหตุผลของมันอยู่แล้ว”

หลังจากนี้ ปั๊บตั้งใจจะทำธุรกิจของตัวเองน้อยลง และทุ่มเทให้กับ Wild Chronicle – เชษฐา เขาบอกว่าชีวิตมาถึงจุดที่มีความต้องการข้อสูงสุดของทฤษฎีมาสโลว์ คือ Self-actualization หรือการได้บรรลุสิ่งที่ตัวเองเป็น

“ผมเริ่มให้ความสำคัญกับอุดมการณ์ เริ่มมีคำถามว่าถ้าเราตายไปแล้วโลกจะจำเรายังไง ความดีของแต่ละคนแตกต่างกัน แต่ความดีของผมคือสิ่งนี้ ผมสามารถทำสิ่งนี้ และเชื่อว่ามันเป็นสิ่งดี

“ผมอยากทำสื่อที่ทำให้คนเข้าใจคนอื่นและเข้าใจตัวเองได้ง่ายๆ สื่อตอนแรกก็คิดว่าจะเป็นหนังสือ ตอนนี้เป็นทั้งหนังสือ โพสต์เฟซบุ๊ก ทริป สัมมนา หรือแม้กระทั่งบอร์ดเกมเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ไทยที่อยากทำ แต่ไม่ว่าจะออกมาในรูปแบบไหน มันจะกลับไปตอบโจทย์ Vision หลักของเรา

“ต่อไปในอนาคตก็คงจะใหญ่และดีขึ้นเรื่อยๆ แต่ถ้าถามผม จริงๆ การที่ได้ทำสิ่งนี้มันเติมเต็มผมอยู่แล้ว เป้าหมายมันบรรลุตั้งแต่เริ่มทำแล้ว”

“เราจำเป็นต้องรู้เรื่องสงครามใช่ไหม” เราถามทิ้งท้ายก่อนจบบทสนทนาในวันนั้น

“จำเป็นครับ ประเทศที่เจริญแล้วเขาจะไม่ได้เขียนประวัติศาสตร์เหมือนที่เราเรียน เขาจะแฟร์ ไม่ได้บอกว่าเขาดีหรือเลว แต่บอกว่าจริงๆ มันก็เป็นแบบนี้แหละ อย่างที่อังกฤษเป็นเจ้าอาณานิคม เขาก็ไม่ได้ดี ไม่ได้เลว แต่มันเป็นไปแบบนั้น

“พอประวัติศาตร์เวอร์ชันที่เป็นกลางออกไป คนที่เป็นกระแสหลักกับคนที่เป็นชนกลุ่มน้อยจะอยู่ด้วยกันได้ เพราะจะแยกประวัติศาสตร์ออกจากอีโก้ของตัวเอง ช่วยลดความขัดแย้งที่ไม่จำเป็นออกไป แต่ประเทศที่เพิ่งสร้างชาติขึ้นมา เขาต้องการชาตินิยมให้เข้มแข็ง มั่นคง อย่างจีนเป็นชาตินิยม สอนหนังสือก็ชาตินิยม แง่ดีคนก็ทำเพื่อชาติ ในที่สุดชาติจะเจริญขึ้น หลังจากนั้นก็อาจจะมีข้อเสียมาบ้าง สุดท้ายก็แล้วแต่แนวทางของแต่ละประเทศๆ ไป แต่ทุกอย่างมันมีเหตุผลของมันอยู่แล้ว”

ในสถานการณ์บ้านเมืองไปจนถึงวิกฤตโรคระบาดในตอนนี้ ปั๊บเข้าใจดีจากประสบการณ์ที่ศึกษาเรื่องคนอื่นมามาก เขาเชื่อว่าการสื่อสารกับคน ถ้าใช้สิ่งที่ใกล้ตัวมากๆ จะเกิดอคติ อีโก้ แต่ถ้าเล่าเรื่องคนอื่น วันหนึ่งเราจะเริ่มเข้าใจเองได้ว่า ‘สิ่งที่เราเป็นอยู่ก็ไม่ต่างกันเลยนี่นา’

Writer

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load