เป้-อารักษ์ อมรศุภศิริ เป็นอีกหนึ่งคนที่เราคุ้นหน้าคุ้นตากันเป็นอย่างดี แต่บอกไม่ได้ว่าบทบาทหลักของเขาคืออะไรกันแน่ 

เมื่อสิบกว่าปีก่อน บทบาทแรกของเขาที่ปรากฏในวงการบันเทิงคือการเป็นนายแบบ ก่อนจะได้มาเป็นมือกีตาร์วง Slur ซึ่งเป็นอีกจุดสำคัญในชีวิตของเขา เพราะนอกเหนือไปจากลวดลายกีตาร์แสบซ่าต่างจากวงอื่นๆ ในยุคเดียวกัน ทุกคนยังจดจำเป้ได้ทันทีเพราะลุคผมยาว ใส่ขาเดฟ ที่เป็นเหมือนชนวนให้แฟชั่นลุคหนุ่มเซอร์กลายเป็นที่นิยมในเวลาต่อมา

เป้ อารักษ์ อมรศุภศิริ จากร็อกสตาร์สู่พิธีกรรายการเกษตรอีซี่ และชายวัย 36 ที่อยากเป็นคนที่ดีขึ้น

จากนั้นไม่นาน เขาเดินเข้าสู่เส้นทางสายการแสดงเป็นครั้งแรกจาก บอดี้..ศพ#19 ภาพยนตร์เรื่องนี้เองที่เป็นประตูเปิดไปสู่การเป็นนักแสดงเต็มตัวของเป้ เขาได้รับโอกาสให้เล่นหนัง เล่นละครอีกนับไม่ถ้วน จนกลายเป็นนักแสดงดาวรุ่งสุดๆ คนหนึ่งในขณะนั้น

ช่วงหนึ่งที่งานการแสดงของเขาล้นมือ เป้ต้องออกจากวงเพื่อทุ่มเวลาให้กับการแสดง แต่แล้วเขาก็ทิ้งความรักในเสียงดนตรีไปไม่ได้ เขากลับมาในฐานะศิลปินเดี่ยว ที่เขาเองก็ยอมรับว่าไม่ได้เป็นที่นิยมเท่าไหร่ แต่ก็ยัง ‘ดันทุรัง’ (ตามคำพูดของเขา) ทำในสิ่งที่เชื่อต่อ จนตอนนี้กำลังจะมีอัลบั้มที่ 4 BIG ที่เตรียมปล่อยให้ฟังพร้อมกันในเดือนพฤศจิกายนนี้ 

และที่มากไปกว่านั้น เป้ไม่ได้หยุดอยู่แค่การเป็นดารา นักดนตรี นายแบบ แต่เขายังค้นหากิจกรรมและความสนใจใหม่ให้ตัวเองอยู่เรื่อยๆ อย่างการเล่นกีฬากลางแจ้งและฝึกศิลปะการต่อสู้หลายประเภท ล่าสุดก็ได้เป็นพิธีกรรายการเกี่ยวกับการเกษตร ซึ่งค่อนข้างฉีกไปจากสิ่งที่เราคุ้นเคยในความเป็นเขา

การมีบทบาทที่หลากหลายนี้เอง ทำให้เป้ได้มองเห็นแง่มุมต่างๆ ของคนในสายอาชีพที่ต่างกัน จากประสบการณ์และการพบเจอผู้คนที่หลากหลายมากว่า 15 ปี ตัวตนของเป้ก็ยังเป็นคนเฮฮาอารมณ์ดีเหมือนเดิม แต่การเติบโตในวงการทำให้เขาเปลี่ยนการมองชีวิต และการปฏิบัติกับคนรอบข้างต่างไปจากช่วงแรกๆ ที่เข้าวงการ ไม่แน่ว่า สิ่งเหล่านี้อาจเป็นเหตุผลที่เรายังได้เห็นผลงานของผู้ชายคนนี้อยู่เรื่อยๆ

ตลอดเวลาที่นั่งคุยกัน เขาตื่นเต้นและกระตือรือร้นที่จะเปิดเพลงทั้งหมดในอัลบั้มใหม่ให้พวกเราได้ฟังก่อนใคร พอฟังจบ ต้องบอกว่าเป็นรสชาติใหม่ที่ต่างจากงานที่ผ่านๆ มา ทั้งหลากอารมณ์ในเนื้อหา ดนตรีเข้มข้น และเต็มไปด้วยเซอร์ไพรส์

และที่เซอร์ไพรส์กว่าคือไม่คิดว่าเป้จะเล่นเปียโนและร้องเพลงในอัลบั้มให้เราฟังสดๆ ด้วย

เป้ อารักษ์ อมรศุภศิริ จากร็อกสตาร์สู่ พิธีกรรายการเกษตรอีซี่ และชายวัย 36 ที่อยากเป็นคนที่ดีขึ้น

เป็นมาแล้วทั้งนักดนตรี นักแสดง นายแบบ ใครจะคิดว่าวันหนึ่งคุณจะมาเป็นพิธีกรรายการการเกษตร

ก่อนหน้านี้ผมไปออกรายการ เจาะใจ ซึ่งคุณลุงสมบัติ ปัจจุบันแกเสียไปแล้ว แกทำสวนที่เกิดขึ้นและจบลงภายในสวน มาจากแนวพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 ผลผลิตที่ได้ออกมามีทั้งผลไม้และปุ๋ย เอามาขายโดยที่สวนของเขาไม่ต้องเติมอะไรเข้าไปอีกเลย ทุกอย่างอยู่ได้เองอย่างยั่งยืน เขาสอนแนวคิดนี้ให้ผมตอนนั้น แล้วผมก็อยากรู้เรื่องการเกษตรมากขึ้น

ประกอบกับว่า พี่ต่ายโปรดิวเซอร์รายการ เกษตรซ้าด มาชวน เป็นจังหวะที่ดี ซึ่งรายการนั้นคอนเซปต์มันคือคุณไม่จำเป็นต้องทำการเกษตรมาก่อนก็เป็นเกษตรกรได้ พอมา เกษตรอีซี่ ก็ยิ่งย้ำไอเดียว่ามันไม่ยากเกินไป ถ้าคุณตั้งใจก็ทำได้จริงๆ นะ

แล้วได้ลองปลูกอะไรเองบ้างหรือยัง

มีปลูกเองบ้างที่บ้านใหม่ กับในห้องนิดๆ หน่อยๆ แล้วก็ไปทำสวน ปลูกไม้ยืนต้นที่ฉะเชิงเทรา พ่อไปซื้อที่ไว้เป็นที่ทำกิน ผมกะไปลุยเองเลย ทีแรกผมคิดว่าผมแข็งแรงแล้วจะขุดดินเองได้ แต่จริงๆ ผมสู้เขาไม่ได้ เขาควงเสียมด้วยมือเดียวอะ (หัวเราะ) พอดีผมรู้ว่าพี่คนหนึ่งเป็นตัวจริงด้านการปลูกต้นไม้ ก็ให้เขามาช่วย ในวันหนึ่งถ้ามีโอกาสก็อาจจะได้ใช้สิ่งที่ได้จากรายการจริงๆ ตอนนี้ผมยังชอบเล่นหนัง เล่นละครอยู่ แต่ผมอยากจะกระจายความรู้นี้ให้คนที่เขาพร้อม เพราะเหมือนมีหลายคนมาทักทายว่า ฉันดูรายการเธอแล้วฉันไปปลูกอันนี้เลยนะ ฉันไปศึกษาต่อ จะไปทำที่นะ คิดว่ามันมีประโยชน์กับทุกคนก็เลยทำรายการนี้ต่อ

การเป็นพิธีกรรายการการเกษตร ทำให้ตัวเป้ได้เรียนรู้อะไรบ้าง

สิ่งที่เรารู้จากรายการ คือคนที่เราไปสัมภาษณ์ เขาทำมาร์เก็ตติ้งดีอยู่แล้ว เราถึงรู้จักและไปสัมภาษณ์ได้ หลายๆ คนอาจจะทำมาร์เก็ตติ้งไม่ดี แต่ผลิตภัณฑ์ดี คนก็รู้จัก ผมเลยมองว่าทั้งมาร์เก็ตติ้งและคุณภาพผลผลิตทางการเกษตรสำคัญมาก ถ้าผลิตภัณฑ์คุณดี มาร์เก็ตติ้งอาจจะไม่ได้ยากเกินไป เพราะเรามีอินเทอร์เน็ต มีกรุ๊ปในเฟซบุ๊ก ที่มีคนสนใจเยอะ อาจจะไม่ได้หลักหมื่น หลักแสน แต่แค่หลักพันของสวนคุณก็ขายไม่พอแล้ว

เดิมทีตั้งใจว่าจะมาเป็นนักดนตรี คิดไหมว่าจะมาถึงจุดนี้

ไม่คิดเลยครับ ตอนแคสต์เรื่อง บอดี้ ศพ #19 ก็คิดว่าได้เล่นเรื่องนี้แล้ว คงไม่มีเรื่องหน้าแล้วแหละ คิดว่าอีกสองปีจะไปทำอย่างอื่น กลับไปทำบริษัทพ่อ แต่กลายเป็นว่าก็อยู่มายาวๆ

เป้ อารักษ์ อมรศุภศิริ จากร็อกสตาร์สู่ พิธีกรรายการเกษตรอีซี่ และชายวัย 36 ที่อยากเป็นคนที่ดีขึ้น
เป้ อารักษ์ อมรศุภศิริ จากร็อกสตาร์สู่ พิธีกรรายการเกษตรอีซี่ และชายวัย 36 ที่อยากเป็นคนที่ดีขึ้น

อะไรทำให้อยู่ในวงการมาได้ถึง 15 ปี

เรื่องการแสดงยังอยู่ได้อยู่ แต่มันก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ เรื่องช่อง เรื่องสังกัด แต่ยังไม่รู้ว่าจะอยู่ได้ถึงเมื่อไหร่ แต่เรื่องดนตรี ผมดันทุรังอยู่นะ ไม่ได้รับรายได้เพียงพอจากดนตรีมาก็สองปีแล้ว

ผมกับ Whattheduck เป็นเหมือนหุ้นส่วนกัน ผมออกค่าทำเพลง ค่ายออกค่าโปรโมต ตั้งแต่อัลบั้ม เหล็กกับไม้ มา Aragochina มาชุดล่าสุด BIG เนี่ย ถ้านับตามยอดจริงๆ ผมติดลบ คือยังไม่ได้อะไรคืนมาเท่าไหร่ เพราะเรายังเล่นคอนเสิร์ตได้ไม่พอที่จะครอบคลุมค่าทำอัลบั้ม ซึ่งเราไม่ได้ตัวแดงคนเดียว ทำให้ Whattheduck ตัวแดงไปด้วย เขาออกค่าเอ็มวีไปก็ยังไม่ได้เงินคืน เพราะเขาหักค่าเปอร์เซ็นต์จากการเล่นคอนเสิร์ต สมมติว่าขายซีดี เหล็กกับไม้ หมด ขายเสื้อหมด เอามาหักค่าต้นทุนก็ยังไม่พอ แต่ตอนนี้เราก็ยังสู้กันอยู่ ค่ายก็ยังให้ผมสู้อยู่

ทำไมถึงชอบการแสดง

การเล่นหนัง เล่นละคร มันทำให้เราหายเข้าไปในช่วงเวลาหนึ่ง ไม่ใช่แค่ตัวละครนะ การทำงานด้วย เหมือนเราไปอยู่กับคนที่เขาพยายามสร้างทุกอย่างขึ้นมาหน้ากล้อง ทั้งที่ข้างหลังกล้องวุ่นวายเละเทะ ยิ่งเรามาทำกำกับเองยิ่งสนุก เหมือนเอาประสบการณ์หน้ากล้องมาอยู่หลังกล้อง

เรามีฝันอย่างอื่นด้วย เราอยากทำหนัง เราเล่นละครมาเรื่อยๆ ถ้าเทียบกับดาราคนอื่นๆ ผมโตมาในกองถ่าย เพราะทุกปีผมอยู่ในกองถ่าย น่าจะประมาณหนึ่งในสามต่อปี คิดเป็นหนึ่งในสี่ของช่วงเวลาในชีวิต รู้สึกคุ้นเคยกับการถ่ายทำมากๆ ถ้าเรามีเรื่องอยากจะเล่า ก็อยากจะเป็นผู้กำกับ เขียนบทบ้าง เลยลองมาทำด้านนี้ คือเอ็มวี เห็นหน้าเธอฉันเจอแต่ปัญหา กับเพลงอื่นๆ ในอัลบั้ม BIG เนี่ย จะทำเองหมดเลย ต้องขอบคุณผู้กำกับเอ็มวีที่เคยร่วมงานมากับผมตั้งแต่สมัยที่ไปขอให้เขาทำ แล้วเขายอมทำ คุณจอห์น (กิตติธัช ตั้งกิจศิริ) สองมือ โปรดักชั่น คุณพงษ์ (ฐิติพงศ์ เกิดทองทวี) Hello Filmmaker พี่มุกว้าว (ปิยะกานต์ บุตรประเสริฐ) น้องจีน (คำขวัญ ดวงมณี) หรือแม้แต่รุ่นใหญ่ๆ อาจจะพูดชื่อไม่หมดขอโทษด้วย แต่พวกเขาเป็นคนสร้างประสบการณ์ให้ผมกล้าทำเอ็มวี

เป็นคนกำกับง่ายกว่าเล่นเองไหม

กลายเป็นว่าเป็นคนเล่นง่ายกว่าประมาณหนึ่งเลย พอมาทำเองมันยากกว่าเพราะต้องดีลกับนักแสดงอย่างที่เราเคยเป็น เราต้องอ้อนให้เขาไปนั่งหน้ากองไฟ แบบที่เราก็เคยยึกยักกับเขานี่หว่า ผมเรียกมันว่า Occupational Hazard มันคือความเสี่ยงในอาชีพที่นักแสดงต้องเจอ คุณอาจจะคิดว่านักแสดงสบาย ไม่มีอะไรแบบนี้ มันจริงครึ่งหนึ่ง แต่อีกครึ่งหนึ่งมันน่ากลัวครับ (หัวเราะ) บางทีต้องไปกระโดดน้ำตีลังกาลงคลองที่ไม่เห็นอะไรเลยตอนตีสอง อันนี้ผมก็เคยมาแล้ว มันไม่ได้ยากเกินไปหรอก แต่บางคนที่เขาไม่เข้าใจเขาอาจจะไม่ยอมทำ ฉันได้ค่าตัวเท่านี้ ฉันจะไปเสี่ยงเพื่ออะไร

ล่าสุด ออกแบบ (ชุติมณฑน์ จึงเจริญสุขยิ่ง) มาเล่นเอ็มวี เห็นหน้าเธอฉันเจอแต่ปัญหา ต้องใส่หัวที่เป็นลวดอันหนึ่งแล้วจุดไฟข้างบน ไฟที่เป็นไฟหมูจุ่มมันจุดยาก จุดอันหนึ่งติด อีกอันหนึ่งดับ สิบนาทีนั้นเป็นขั้นตอนจุดอย่างเดียว แล้วไฟอยู่บนหัวคุณ ไม่มีเซฟอะไรเลยนะ หัว ลวด ไฟ คือถ้าเทียนมันหยดลงหัวออกแบบ ผมก็ไม่รู้จะทำยังไง แล้วตอนดับเนี่ย เป่าก็ไม่ได้ ถ้าน้ำตาเทียนกระเด็นไปโดนน้องออกแบบจะทำยังไง เอาผ้าไปชุบน้ำ แปะไปบนไฟ ผ้าก็ยังติดไฟ เราไม่คิดว่าไฟจะยิ่งใหญ่หรือควบคุมยากขนาดนั้น

การอยู่ข้างหน้ากล้องหรือหลังกล้อง สิ่งที่เหมือนกันคือเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

มันเป็นการทำให้ปัญหาเฉพาะหน้ามีน้อยที่สุดครับ แต่สุดท้ายก็มีอยู่ดี อย่างเอ็มวี เห็นหน้าเธอฉันเจอแต่ปัญหาผมพยายามทำให้ปัญหาเฉพาะหน้ามันเหลือน้อยที่สุดแล้ว ผมพยายามคิดก่อนตลอดว่า จะเอา เบิร์ด (อดิศักดิ์ พวงอก มือกีตาร์วง Desktop Error) มาควงไฟ แล้วจะเอาออกแบบไปอยู่หน้าไฟ แต่ฉันต้องไปลองยืนเองก่อน จะได้เชื่อได้ว่าไม่เป็นไร ไม่ร้อน แต่หัวไฟเนี่ย ไม่รู้ช่วงจังหวะการแต่งหน้าหรืออะไรที่ทำให้น้องเขาต้องเข้าไปนั่งก่อน แล้วเขาก็ต้องรู้สึกถึงไฟลุกบนหัวก่อน แล้วมันก็เหวอมาก ขนาดผมไปนั่งเองที่หลังยังรู้สึกว่าน่ากลัวเลย ก็เป็นความผิดพลาดที่เกิดขึ้น

เป้ อารักษ์ อมรศุภศิริ จากร็อกสตาร์สู่ พิธีกรรายการเกษตรอีซี่ และชายวัย 36 ที่อยากเป็นคนที่ดีขึ้น

การทำงานเป็นผู้กำกับท้าทายยังไงบ้าง

ถ้าผมเป็นผู้กำกับเฉยๆ มีกอง มีเงินมาให้ มันอาจจะง่ายกว่านี้ แต่นี่ผมเป็นผู้กำกับ เป็นโปรดิวเซอร์ เป็นผู้จัดการกองด้วย (หัวเราะ) เรามีผู้ช่วย คอยดูการถ่ายทำ แต่การติดต่อเอาทุกคนมารวมกัน คือหน้าที่โปรดิวเซอร์ คือผม ที่เมื่อกี้ต้องคุยโทรศัพท์บ่อยๆ เพราะอยากได้ป้ายไฟมาในเอ็มวีใหม่ ก็ต้องคุยกับทีมอาร์ต ปกติแค่ผู้กำกับบอกโปรดิวเซอร์ โปรดิวเซอร์จะไปหาให้ อันนี้ก็เหมือนกัน แต่ดันเป็นคนเดียวกัน (หัวเราะ) แล้วการเป็นผู้กำกับหนึ่งคน ที่ต้องให้อีกสิบยี่สิบ คนทำตาม มันไม่ง่าย ถ้ารถตู้ที่จะมาถึงกองเกิดเสียขึ้นมาคันหนึ่ง ผมเข้าใจเลยนะว่าที่สมัยก่อนผมท้องเสียแล้วไปถ่ายไม่ได้ โปรดิวเซอร์หรือผู้กำกับในละครเขาจะเซ็งแค่ไหน ก็ลองดูครับ ผมสามสิบหกแล้วก็ถึงเวลาที่จะมาอยู่ข้างหลัง ใช้ประสบการณ์ทำอย่างอื่นบ้าง

พอทำงานกับคนมาเยอะๆ ได้เข้าใจคนมากขึ้นไหม

ต้องใจเย็นๆ ครับ ทุกคนมีธรรมชาติและความต้องการที่ไม่เหมือนกัน มีขีดจำกัดไม่เท่ากัน มีความสู้ไม่เท่ากัน ผมใจร้อนกรณีเดียว คือกูไม่เอามึงแล้ว กูด่าจบแล้ว ไม่เจอมึงอีกได้เลยนะ แต่ถ้ายังรู้สึกว่าอยากทำอะไรกับเขาอยู่ หรือยังเห็นแก่มิตรภาพ ผมจะไม่ใจร้อนเลย

จากประสบการณ์คือเราสร้างบ้าน เราจะตกแต่งภายใน แล้วนี่เป็นเพื่อนตั้งแต่สมัยเด็กๆ เขารับทำ แต่ตัวเขาไม่ได้ทำเอง ส่งลูกน้องมา แล้วงานก็ช้า เขาทำหน้าที่เป็นคนแก้ตัวให้อย่างเดียว ไม่รู้เลยว่าโพรเซสไปถึงไหนแล้ว กลายเป็นมาว่าเราอีก ก็เลยไม่ทำแล้ว

แต่กับคนในกองผมไม่เคยทะเลาะ ไม่โวยวายอะไรเลย เรารู้ว่าทุกคนมีเงื่อนไขไม่เหมือนกัน ถ้ายังอยากอยู่ด้วยกัน ทำงานด้วยกันก็ต้องใจเย็นๆ ผมเคยถาม พี่ยอร์ช (ฤกษ์ชัย พวงเพ็ชร์) ว่าพี่เคยโวยวายไหม เขาใจดีมาก น่ารักมาก และเป็นคนที่ทุกคนอยากคุยด้วย อยากเป็นน้องเขา พี่ยอร์ชบอกว่าเคย แล้วรู้สึกว่ามันเอาบรรยากาศเดิมก่อนจะโมโหโวยวายกลับมาไม่ได้แล้ว ก็เลยเลิก ไม่โวยวายอีกเลย สำหรับผมผมก็มีจุดนั้นแหละที่แตะโดน ปกติไม่มี

คุณเพิ่งปล่อยเพลง เห็นหน้าเธอฉันเจอแต่ปัญหา ไปเมื่อไม่นานมานี้

ผมไปเจอสาว เห็นหน้าปุ๊บแล้วรู้สึกเลยว่า ซวยแล้ว คือผมมีแฟนอยู่แล้ว แต่ถ้าเขามาคุยกับกูนี่ ทิ้งทุกอย่างเลยนะ รวมถึงแฟนด้วย คิดในใจ ไม่ได้ทำให้เกิดขึ้นนะครับ แล้วก็ได้ประโยคนี้มาก่อน

“แค่เห็นหน้าเธอ ก็แทบจะทนไม่ไหว ถ้าเป็นนกกระจอกเทศ ฉันคงเอาหัวจุ่มทราย”

เสร็จแล้วประมาณเดือนกว่าก็ไปเจอเขาอีกสถานที่หนึ่งคือ Maho Rasop Festival เราดู YOUNG BONG โคตรมัน แล้วเจอเขา เขากับเพื่อนบอกว่าให้เต้น เซโรงัง ให้ดูหน่อย หลังจากคืนนั้นก็กลับมาแต่งเพลงแบบ YOUNG BONG ด้วยเนื้อหาที่ร้องว่า “อย่าบอกว่าเซโรงังมาตั้งแต่เช้า” เราดู YOUNGOHM, YOUNG BONG มา รู้สึกว่าพรมแดนภาษาเราควรจะโป่งได้ พองได้ ฮิปฮอปเขาโหดกว่าผม เขาสาวเยอะ ผมอาจจะสุภาพกว่า ไม่ได้กล้าพูดขนาดนั้น ก็ทำให้เราพัฒนาเรื่องกรอบภาษาไปได้มากขึ้น ความรู้สึกก็ประมาณหนึ่ง แต่มาขยายเอามัน แล้วก็เอาเรื่องอื่นมาพูดให้สนุกขึ้น ตลกขึ้น มันปากขึ้น แบบ ‘อยากมีลูกเป็นทีมบอล’ แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ทำอะไรเขานะ (หัวเราะ) 

เป้ อารักษ์ อมรศุภศิริ จากร็อกสตาร์สู่ พิธีกรรายการเกษตรอีซี่ และชายวัย 36 ที่อยากเป็นคนที่ดีขึ้น
เป้ อารักษ์ อมรศุภศิริ จากร็อกสตาร์สู่ พิธีกรรายการเกษตรอีซี่ และชายวัย 36 ที่อยากเป็นคนที่ดีขึ้น

ทำไมเนื้อเพลงชอบพูดถึงสาวร้ายๆ (Femme Fatale) อย่าง ไม่ต้องทำหรอกบุญ หรือ มาเลเซีย ก็เจอแต่ผู้หญิงร้ายๆ มาหักอก

เราชอบทำตัวเป็น Loser ในเพลง มันสะใจกว่า เราได้บ่นจากมุมมองคนที่โดนกระทำ มันปากกว่า ถ้าจะไปอวดตัวเองแบบฮิปฮอป ฉันสาว ฉันเจ๋ง ฉันมีสาวเยอะ “I got 99 problems but a bitch ain’t one” ผมชอบฟังนะ แต่ทำเองไม่ค่อยได้ รู้สึกไม่ใช่ตัวเรา แต่ถ้ามองว่าเราโดนกระทำ แล้วไปด่าคนที่ทำเรา สนุกกว่า ด่าด้วย ชมด้วย ขอบคุณด้วย ขอโทษด้วยในเวลาเดียวกัน เป็นความชอบเราด้วยมั้งครับ แต่ ไม่ต้องทำหรอกบุญ นี่เพลงด่าล้วนๆ เลย เรื่องความรักนี่เอามาเคลือบครับ จริงๆ เป็นเรื่องนิสัยคนแบบในเพลงมากกว่า

จริงๆ แล้วไม่ได้เป็น Loser ใช่ไหม

ก็ผลัดๆ กันครับ หลายๆ ครั้งก็ Loser เวลาเจอคนที่หน้าตาเป็นปัญหา เราจะทำตัวไม่ค่อยถูก หรือนิสัยแบบนี้เราแพ้แน่นอน แต่เราก็พยายามจะเอาชนะ ยิ่งคนแบบนี้อยู่ในความสัมพันธ์แล้วเราพยายามจะเอาชนะ เราจะแพ้ไปเรื่อยๆ ผมว่าเป็นเหมือนกันทุกเพศนะที่อยากเอาชนะ ถ้าแฟนทิ้งแล้วแฟนไปมีคนอื่น แทนที่เราจะช่างมัน มันห่วย เราจะไปเอาคืนเพื่ออยากจะเอาชนะเขา

เรื่อง Loser อื่นก็กีฬา เราไม่ใช่คนแข็งแรงแต่เกิด ข้อมือเราก็เล็ก คอเราก็ยาว ไม่ได้เหมาะกับจะไปซัดใครหรอก แต่ว่าตอนเด็กๆ ต่อยแล้วแพ้บ่อย ก็เลยไปเรียน เรียนแล้วก็เริ่มชนะบ้าง แพ้บ้าง แต่หลังๆ ก็ยังแพ้อยู่ นั่นคือเรื่องสนุกๆ แหละ เพราะกีฬาที่ผมเล่น ผมก็ไม่ได้เก่งเซิร์ฟ ยูโด มวย ไม่เก่งเลย แต่ก็ชอบเล่น ถ้าเล่นกับคนที่ไม่เป็น เราอาจจะเก่ง ถ้าเล่นกับคนที่เก่งเราอาจจะแพ้

ฟังดูเป็นคนพลังเยอะ

ใช่ เราชอบทำอะไรที่สนุก พอไปทำแล้วก็ชอบ ด้วยอาชีพมันก็พาเราไปด้วย เราต้องหัดขี่ม้า หัดทำอาหาร หัดยิงปืน ในพวกนี้ผมไม่ได้ชอบเลย ไปเลือกยูโดกับชกมวยแทน ไม่ใช่ว่าทุกอย่างจะทำให้เราชอบได้ แล้วเราก็ไม่ได้เล่นทุกอย่าง เวลาไปทะเลผมก็ไม่ได้จะไปดำน้ำ ผมอยากเซิร์ฟมากกว่า

เป้ อารักษ์ อมรศุภศิริ จากร็อกสตาร์สู่ พิธีกรรายการเกษตรอีซี่ และชายวัย 36 ที่อยากเป็นคนที่ดีขึ้น
เป้ อารักษ์ อมรศุภศิริ จากร็อกสตาร์สู่ พิธีกรรายการเกษตรอีซี่ และชายวัย 36 ที่อยากเป็นคนที่ดีขึ้น

เวลาชอบหลายอย่าง จะเสียความชำนาญหลายอย่างไป สู้เก่งอย่างเดียวไปเลยไม่ดีกว่าหรอ

ถ้าพูดถึงกีฬาต่อสู้ เล่นอย่างเดียวไม่ดี ถ้าเราเจอกับสิ่งที่ไม่มีกติกา เราจะใช้หลายอย่างเข้าไปผสมได้ แต่เหตุผลว่าทำไมไม่เล่นเซิร์ฟอย่างเดียว มาเล่นกีฬาต่อสู้ด้วย คือถ้าเซิร์ฟอยู่เอกมัยผมก็เล่นอย่างเดียวแหละ (หัวเราะ) นี่เราก็ตัดปีนเขาไปแล้ว เพราะเราไม่มีเวลาเหมือนเมื่อก่อน เหลือต่อสู้กับเซิร์ฟ

แล้วถ้าให้เลือกเก่งอย่างเดียว ทำอย่างเดียวล่ะ

ร้องเพลง เล่นเปียโน ซึ่งผมก็ซ้อมแทบจะทุกวันครับ หลังโควิดซ้อมน้อยลงเพราะกลับไปทำงานแล้ว แต่ช่วงโควิดวันละสามชั่วโมง นอกจากซีรีส์ก็มีดนตรีเนี่ยแหละ (หัวเราะ)

แต่คนมีภาพจำว่าเป้เป็นมือกีตาร์ที่เก่ง

กีตาร์ผมเล่นแต่เด็กแล้ว แต่ผมก็ไม่ได้เก่ง เจอน้องๆ สมัยนี้เล่น เจอภูมิ วิภูริศ ผมรู้สึกว่ายอมแพ้ อย่างตอน Slur มันง่ายไง แต่เอาจริงเมื่อก่อนผมเก่งกว่าตอนนี้นะ ผมนั่งฟัง Slur ชุดสองแล้วคิดว่า เชี่ย เล่นได้ไงวะเนี่ย ตอนนี้ไม่ได้ฝึกแบบนั้นแล้ว พอออกอัลบั้มเดี่ยวก็เน้นตีคอร์ด แต่งเพลงซะเยอะ แต่ตอนนี้เล่นเปียโนเพราะว่ามันช่วยเรื่องร้องด้วย ตอนเราฝึกเรียนร้องเพลงจริงจัง ก็มากดเปียโนเพื่อไล่เสียง กีตาร์มันจะร้องเพี้ยนง่ายกว่า

ตอนนี้เจอปัญหาอะไรในชีวิตบ้าง

เพลงไม่ดัง (หัวเราะ) แต่มันก็ชินแล้ว เรารู้ตัวว่าถ้าไม่ดังจะต้องทำยังไง ความสัมพันธ์ การงาน ไม่มีปัญหา เอาเป็นว่าตั้งแต่อายุยี่สิบ ผมไม่มีปัญหาที่แต่ละคนเป็นแล้วเขาปวดหัวมาก คือเรื่องเงิน ผมไม่ได้รวยมากนะ แต่ผมไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองมีปัญหา ไม่ได้หมายความว่าฉันอยากได้อะไรแล้วต้องได้ แต่หมายความว่าฉันอยากอยู่แบบสมถะ โดยที่ไม่ต้องรู้สึกเดือดร้อน นี่คือเรื่องสำคัญนะ 

แต่เอาจริง ถ้ามีปัญหาเรื่องความสัมพันธ์ อย่างหนึ่งที่ช่วยได้เลยคือการแต่งเพลง สมมติเราโดนสุภาพสตรีคนหนึ่งหักอกมา เราแต่งเพลงได้เพลงหนึ่งจะลืมเขาได้เร็วมาก เป็นวิธีแก้ปัญหาของผมที่ขอแนะนำให้ลองใช้กันดู ถ้าเราเสียใจ อกหักมา แล้วเทิร์นความเศร้านั้นให้มีประโยชน์ กลายเป็นศิลปะ หรือเอามันมาพัฒนาตัวเอง สมมติว่าโดนแฟนที่เป็นนักกีฬาฟุตบอลบอกเลิก สิ่งที่ฉันทำได้ตอนนั้นคือฉันไปนั่งอยู่ข้างสนามเก้าสิบนาที เอาน้ำให้เขากิน ทำไมตอนนี้ฉันไม่ไปเข้าฟิตเนสเพื่อเอาเวลาเก้าสิบนาทีนั้นทำให้ตัวเองแข็งแรงขึ้นล่ะ อย่างของผมคือการแต่งเพลง ถ้าหนึ่งคนได้สองเพลงนี่คือประสบความสำเร็จสุดๆ ยิ่งเห็นหน้า ยิ่งสะใจ เพราะเราได้เขามาช่วย มาแท็กทีมกัน แต่บางคนก็อยากรู้นะว่าเพลงนี้หมายถึงเขาหรือเปล่า แต่เก้าสิบแปดเปอร์เซ็นต์ไม่ได้สนใจ มีสองเปอร์เซ็นต์ที่ไลน์มาถาม ชุดนี้ก็มีหลายเพลงที่เป็นคนเดียวกับชุดที่แล้ว

เป็นคนที่ยังคบแฟนเก่าเป็นเพื่อนเหรอ

ผมว่าถ้ามีโอกาสพัฒนาความสัมพันธ์กันกับอีกคนจนถึงจุดหนึ่ง แล้วเขาไม่ได้ทำร้ายเรานอกจากความสัมพันธ์ครั้งนั้นที่ไม่เวิร์ก ถ้าเราเลิกกันไปแล้วเราจะสนิทกันมาก ซี้กันประมาณหนึ่งแบบเพื่อน แต่รู้สึกว่าไม่ต้องทำร้ายกันอีกแล้ว น่าจะคบกันได้ แต่ไม่ใช่ร้อยเปอร์เซ็นต์กับทุกกรณี

มีโอกาสจะกลับไปทำเพลงแบบชุด ออโต้อีโรติก ที่พูดถึงชีวิตและการเมืองอีกไหม

มันท้าทายที่จะทำเพลงแบบใหม่ให้ทุกคนสนุกตามได้ ดนตรีที่เราฟังสมัยนี้เราก็ไม่ได้ฟังโฟล์กอย่างเดียวแล้ว เราฟัง Weeknd ฟัง Billie Eilish เลยรู้สึกว่าการทำแบบเก่ามันง่ายเกินไป เราอยากจะไปสู้ในลีกที่เราฟังปัจจุบัน เปิดมาปุ๊บฟังฮิปฮอป R&B ฟัง YOUNGOHM มันไม่ใช่ลีกเก่าแล้ว หลายคนที่เป็นวงเก่าๆ เขาอาจจะยังทำเหมือนเดิม ทุกคนในวงมีส่วนร่วมในเพลงมันจะช้าในการปรับเปลี่ยน แต่เราเป็นศิลปินเดี่ยวเราจะปรับยังไงก็ได้ นั่นคือความท้าทายใหม่ๆ ไม่แน่ชุดหน้าผมอาจจะกลับไปทำเป็นโฟล์กก็ได้ แต่ว่าก็ยังไม่รู้ครับ

แต่จะพูดเรื่องสังคมมั้ย ผมเริ่มคิดน้อยลงตอนที่เฟซบุ๊กมันดัง สารคดีของ Bob Dylan เรื่อง Rolling Thunder Revue ที่คุณ Hurricane ที่เป็นนักชกโดนทำร้ายโดยคดีอะไรสักอย่าง แล้วบ็อบจะไปขอให้ค่ายเพลงออกเพลง Hurricane ตอนนี้ แต่พอมันมีเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ ทุกคนสามารถพ่นปัญหาสังคมอย่างทันท่วงที ทุกคนมีพื้นที่ให้พูดแล้ว เราไม่ต้องไปพูดแทนเขาแล้ว เลยเลิกพูดเรื่องสังคม การเมืองทั้งหมด รู้สึกว่าเราไม่มีประโยชน์แล้ว กลับมาสู่ความสนุกสนานเฮฮาเต็มที่ ส่วนตัว ความรักอกหัก ให้คนฟังเขาไปแทนค่าได้ หรือเขาสนุกตาม เปิดฟังระหว่างเขากำลังขับรถไปกาญจนบุรี ก็อาจจะเป็นเรื่องที่ดี

เป้ อารักษ์ อมรศุภศิริ จากร็อกสตาร์สู่ พิธีกรรายการเกษตรอีซี่ และชายวัย 36 ที่อยากเป็นคนที่ดีขึ้น
เป้ อารักษ์ อมรศุภศิริ จากร็อกสตาร์สู่ พิธีกรรายการเกษตรอีซี่ และชายวัย 36 ที่อยากเป็นคนที่ดีขึ้น

นึกถึงตอนอยู่ Slur แล้วย้อนมาดูตัวเองตอนนี้ เป้ อารักษ์ เติบโตขึ้นแค่ไหน 

ผมเห็นตัวเองแล้วรู้สึกว่า ถ้าให้ทำแบบนั้นอีกตอนนี้ คงไม่เอาแล้ว ผมเคยหลับตอนสัมภาษณ์นะ กล้องตั้งอยู่ วงนั่งอยู่สี่คน แล้วผมบอกเขาว่าผมเหนื่อยมาก ไม่ได้นอนเลย ขอนอนได้ไหม เขาบอกเอาเลย ผมก็หลับ พังปะล่ะ (เน้นเสียง) มาดูตอนนี้คงคิดว่า อะไรของมึง มีหลายอย่างที่แย่มากๆ ที่ผมทำกับหลายๆ คน ผมเคยทำให้หนังสือเล่มหนึ่งเกลียดผมไปเลยเพราะว่ามาสายจัดๆ ด้วยเหตุผลว่าเมาค้าง ทำให้ทั้งวงตกเครื่องเพราะว่าติดแฟน มาสาย เคยไปเล่นงานมหาลัยแล้วดูดบุหรี่บนเวที คาบไปทั้งเพลงแล้วดูดไปเรื่อยๆ อาจารย์เขาจะไล่ลงแต่เราไม่รู้ตัว ตอนนั้นเราก็เป็นนักศึกษาอีกมหาลัยหนึ่ง ใครๆ ก็ดูดบุหรี่บนเวทีปะ ไม่เห็นเป็นไรเลย ถ้าย้อนกลับไปเราจะไม่ดูดบุหรี่บนเวทีงานมหาลัย มันไม่ใช่ ตอนนี้ก็มีกาลเทศะมากขึ้น สมัยก่อนพังมาก

จุดเปลี่ยนที่ทำให้กลับไปทบทวนตัวเองคืออะไร

พอมันดังมากๆ หลงตัวเองมากๆ มันมองไม่เห็นหรอก คิดว่าถ้าคุณมีรูปหน้าตัวเองอยู่ทุกสี่แยก ไม่มีใครทำอะไรคุณได้หรอก และคุณจะไม่เชื่อเขา เพราะเราก็เคยเป็น พอมันดังน้อยลง คนเริ่มสนใจน้อยลง มันเลยมองเห็น สิ่งที่มันควรจะเป็น มันมีประสบการณ์ด้วยว่าทำแบบนั้นไม่เวิร์ก แบบนี้สบายกว่า

คิดว่าจะอยู่วงการไปอีกนานแค่ไหน 

อันนี้ตอบไม่ได้ ต้องให้คนอื่นตอบให้เรา (หัวเราะ) อยากอยู่ไปเรื่อยๆ แต่ถ้าไม่มีงานเราก็จะอยู่ไม่ได้

เป้ อารักษ์ อมรศุภศิริ จากร็อกสตาร์สู่ พิธีกรรายการเกษตรอีซี่ และชายวัย 36 ที่อยากเป็นคนที่ดีขึ้น

เคยกลับไปอ่านบทสัมภาษณ์เก่าๆ ของตัวเองไหม

พอสัมภาษณ์เยอะๆ เรื่องจะค่อนข้างวนๆ เหมือนเดิม แต่ยุคใหม่จะไม่ค่อยเหมือนเดิมแล้ว ไปอ่านบทสัมภาษณ์คนอื่นดีกว่า (หัวเราะ) 

คำถามที่ตอบยากที่สุดเวลาถูกสัมภาษณ์ 

คำถามที่เราต้องโกหกตอบยากที่สุด เช่นเรื่องความสัมพันธ์ที่เราไม่อยากพูด แล้วไมค์อยู่ตรงหน้าเรา กล้องเยอะๆ ผมต้องโกหกบ่อย แต่มันเป็นการโกหกเพื่อทำให้ตัวเองสบายขึ้น เราไม่ได้ไม่อยากอวดแฟนหรอก เราอยากอวด แต่ไม่เราอยากมาตอบคำถามอีกทีตอนเลิก ตอนที่รักกันเราชอบอยู่แล้ว ไม่อยากมาเลิกกัน เพราะตอนเลิกมันหนักหนามากจนเราไม่อยากกลับไปโดนอีกรอบ งั้นโอเค ถ้าเราไม่เริ่มที่จะมี ก็จะได้ไม่ต้องเลิก คงจะเรื่องนี้ที่ตอบยาก เรื่องอื่นตอบได้หมดเลย

พอมาอยู่ใต้สปอตไลต์ เป็นที่สนใจของหลายๆ คน ก็ใช้ชีวิตยากเหมือนกันนะ เป้รับมือยังไง 

ผมโชคดีมากที่ตอนนี้ไม่ได้ดังเท่าเมื่อก่อน ทุกอย่างมันง่ายขึ้นไปหมด แต่ถามว่าเงินมันน้อยลงไหม มันน้อยลง แต่มันผ่านช่วงที่ยากๆ มาแล้ว ช่วงนี้กลายเป็นว่า ถ้าเราประคองระดับไว้ประมาณนี้หรือน้อยกว่านี้ ในแง่ผลงาน มันก็อาจจะโอเคนะ เราก็ยังอยู่ได้ ไม่ได้รู้สึกโดนกดดันว่าจะอยู่ไม่ได้แล้ว มันเป็นยุคสมัยด้วยมั้งครับ เพราะว่าสมัยก่อนจำนวนบุคคลที่โดนกดดัน คือดาราที่ดังมันมีน้อย ในยุคผมมันเริ่มเยอะขึ้น แต่ยุคนี้มันเยอะที่สุด คนไม่ได้กดดันคนเดียวแล้ว เขาก็ไปกดดันคนอื่น ตอนนี้สบาย จะเดินไปไหนก็ได้

อยากให้คนมองเราในบทบาทไหน เพราะทำมาหลายอย่างมากจริงๆ

เป็นอะไรก็ได้ แล้วแต่คุณจะชอบอะไร ขอให้ชอบแล้วกัน (หัวเราะ) แต่บทบาทของเราตอบโจทย์ได้หลายคนจริงๆ บางคนชอบตอนเป็นมือกีตาร์ Slur แกะกีตาร์เพลงเราเล่นตอนเด็กๆ บางคนชอบเพลงเราชุดแรก (ออโต้อีโรติก) บางคนอาจจะชอบยุคที่เล่นละคร แจ๋วใจร้ายกับคุณชายเทวดา, เธอกับเขาและรักของเรา หรือ สุดเขตสเลดเป็ด หรือตั้งแต่ ขุนพันธ์ 2 ผมมีเพื่อนเป็นแก๊งห้อยพระเข้ามาทักเยอะมาก (อวดพระที่คอ) อันนี้เป็นองค์เดียวที่ผมได้มาจากหนัง

ยังอยากเป็นอะไรอีกไหม

อยากเป็นนักดนตรีที่ออกไปทัวร์เล่นสดเยอะๆ อีกครั้ง เหมือนตอนเล่น Slur สนุกมากเลยตอนนั้น อยากเป็นนักแสดงที่ได้เล่นบทบาทอะไรไปเรื่อยๆ แล้วก็อยากเป็นผู้กำกับ

อายุกำลังจะเข้าสู่เลข 4 ได้เจอ Midlife Crisis หรือยัง

ยิ่งเป็นนักแสดงที่มีโอกาสเจออะไรหลายๆ อย่าง รู้สึกว่าสิ่งที่เราโดนสอนตั้งแต่ยุคเบบี้บูมเมอร์ว่า ฉันต้องมีบ้าน มีรั้วเตี้ย มีครอบครัว มีลูกสองคน ไปเรียนมหาลัย เรียนจบ รับปริญญา แบบนั้นไม่ใช่เรา ผมจบมหิดล เกรดเฉลี่ย 3.2 และไม่รับปริญญา

การที่มนุษย์จะต้องสืบพันธุ์ แต่ทุกวันนี้คนเลี้ยงลูกด้วยมือถือและ YouTube ผมว่าถ้าเป็นไปได้ ผมก็ไม่อยากจะเลี้ยงแบบนั้น แล้วเด็กมันเครียด น้องๆ ที่ผมเจอมันเครียด ไม่ได้โทษโทรศัพท์นะ แค่คุณจะใช้ชีวิตความเป็นอยู่ ได้เงินเดือนสามหมื่น จะอยากมีบ้านได้ไหมเดี๋ยวนี้ นอกจากจะเป็นหนี้ไปสามสิบปี เรารู้สึกว่าระบบมันไม่เหมาะกับมนุษย์แล้ว ถ้ายังอยู่กันแบบนี้ ถ้าจะเลี้ยงลูกต้องเลี้ยงด้วยใจ

Crisis ของผมคือผมไม่ต้องเป็นอย่างที่คนอื่นเขาเป็น ผมมีเพื่อนกลุ่มมหาลัยที่แต่งงาน มีลูก ตามครรลอง ซึ่งเขาเป็นคนเก่ง เรียนเก่ง หน้าที่การงานดี ซึ่งผมดีใจกับเขาด้วย ตัดภาพมากลุ่มเพื่อนประสานมิตรที่ผมอยู่ ไม่มีใครแต่งงานเลย มีแต่พวกคนที่ดูเหมือนเด็กอายุยี่สิบห้าตลอดเวลา ออกไปเล่นสเก็ต เล่นเซิร์ฟกัน ไปแข่งรถ ขี่มอเตอร์ไซค์ ก็คิดว่าเราอาจจะเข้ากับกลุ่มนี้ก็ได้นะ ไม่จำเป็นต้องไปเข้ากลุ่มนั้น มันทำให้รู้สึกว่าถ้าเรายังไม่อยากทำตาม American Dream เราก็ไม่ต้องทำสิ

เป้ อารักษ์ อมรศุภศิริ จากร็อกสตาร์สู่ พิธีกรรายการเกษตรอีซี่ และชายวัย 36 ที่อยากเป็นคนที่ดีขึ้น

เพราะสังคมบีบให้เราโตช้า

ใช่ ผมมีโอกาสได้รู้จักคนใหม่ๆ มากขึ้น ในขณะเดียวกันก็มีโอกาสรู้จักคนใกล้ตัวน้อยลงเหมือนกัน แต่เรายังอยู่ช่วงกึ่งกลาง ไม่ได้ใช้ชีวิตแบบใหม่มากๆ ที่น้องๆ เขาใช้ TikTok เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ เป็นเรื่องจริงกันไปหมดแล้ว เรายังมองเป็นเรื่องตลกอยู่ ไม่จริง จะบ่นอะไรในเฟซบุ๊กก็เรื่องของมึงดิ ตัวจริงอาจจะอีกแบบหนึ่ง

กลัวแก่ไหม 

ช่วงนี้ร่างกายผมเจ็บแล้วหายช้านะครับ แต่กลัวพ่อแม่ป่วย ตอนนี้พ่อแม่ยังไม่ได้ป่วยรุนแรง ถ้าอะไรจะเกิดกับผมนะ อย่างเดียวเลยคือถ้าพ่อ แม่ น้องสาว เพื่อนซี้ เป็นอะไรขึ้นมา ผมทำตัวไม่ถูก อย่างอื่นผมรับมือได้ อาจจะต้องเอาไปแช่น้ำแข็งแบบ Hope Frozen แต่ก็คงจะทำไม่ได้

ในวัยนี้ ความคาดหวังที่เรามีต่อคนอื่น มีมากขึ้นหรือน้อยลง 

น้อยลงครับ สมัยก่อนเราเป็นเบื้องหน้า คนอื่นจะมาเอาใจเรา คือเราถ่ายไปแล้วยี่สิบคิว อีกยี่สิบคิวจะไปเปลี่ยนตัวก็ไม่ทันแล้ว พอมาทำงานเบื้องหลังจริงๆ เรารู้สึกว่าจะต้องเข้าใจธรรมชาติของแต่ละคน บางคนมีเรื่องส่วนตัว เราบอกว่าจะให้ถ่ายที่นี่ แต่เขาบอกว่าถ่ายไม่ได้เพราะมีเหตุผลส่วนตัวบางอย่างซึ่งเราฟังไม่ขึ้น แต่สำหรับเขาเป็นเรื่องใหญ่ เราจะโอเค เข้าใจได้ ไม่คาดหวังดีกว่า ในขณะที่บางทีเราทำงานกับคนในค่ายที่เขาดูแลศิลปินหลายคน จะไปคาดหวังให้เขาทำ ร้อยเปอร์เซ็นต์ บางอย่างก็ไม่ได้ แต่อะไรที่ถ้าต่ำกว่ามาตรฐานก็ไม่ปล่อย

แล้วที่คนอื่นคาดหวังกับเราล่ะ

ผมมีความรู้สึกว่าเขาคาดหวังมากขึ้นครับ ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือเปล่า ในกองละครที่ถ่ายอยู่ ทีมงานเขาสุดยอดมาก โปรดักชันดีเป็นอันดับต้นๆ ที่ผมเคยทำด้วย แต่พอเป็นเวอร์ชันนี้ เขาคาดหวังให้ผมทำตัวเป็นรุ่นใหญ่ จำบทได้หมด ร้องไห้เมื่อไหร่ก็ได้ จะให้โดดน้ำ ล้ม ต้องทำได้หมด ขณะเดียวกัน ถ้าเราเป็นตัวแสดงนำที่แก่สุด เราก็คาดหวังให้ตัวเองเก่งที่สุดในการทำงานประมาณหนึ่งเหมือนกัน เช่นเดียวกับวงดนตรี ถ้าเรานัดเพื่อนแล้วเราไปสาย ก็ไม่ได้ละ เพราะเราคือหัวหน้าแก๊ง เช่นกันกับงานกำกับ พ่อชวนกินข้าว พ่อบอกเลื่อนนัดไปหน่อยได้ไหม เราบอกไม่ได้ป๊า เป้เป็นหัวหน้าแล้ว เป้ไปสายไม่ได้ อาจจะเป็นเราคาดหวังกับตัวเองมากขึ้น แต่บางอย่างที่เราไปคาดหวังไม่ได้ ไปเซิร์ฟมา ตัวดำ คาดหวังให้ร่างกายฟื้นแบบเมื่อก่อนได้เร็ว ไม่ได้แล้ว ตอนนี้ยังเมื่อยอยู่เลย (หัวเราะ)

มีแต่ความคาดหวัง ตอนนี้ได้ทำอะไรให้ตัวเองบ้างหรือยัง 

ทำให้ตัวเองตลอดเลย เห็นแก่ตัวสุดๆ ทำอัลบั้มก็ทำให้ตัวเอง ให้คนอื่นมาทำให้เรา ละครก็ทำเพื่อเงินให้ตัวเอง เพื่อศิลปะที่ตัวเองอยากรับใช้ ทำหนังก็เหมือนกัน ทำให้ตัวเองมีความสุข สั่งน้อง AR ซื้อแซนด์วิชเนื้อมากิน ก็เพื่อตัวเอง แค่ข้าวแต่ละมื้อหรือกาแฟแต่ละแก้ว เราว่าทำให้ตัวเองเยอะแล้ว แต่ของใหญ่ๆ เราไม่ค่อยได้ทำ… อ้อ มีนาฬิกากับนวมคู่ละหมื่น ไม่ได้รวยอะไร แต่ก็ทำให้ตัวเองอีกนั่นแหละ

แต่ที่บอกว่าผมเห็นแก่ตัวเพราะผมไม่ต้องมีคนอื่นให้ดูแล เพื่อนบางคนเขามีลูกกันแล้ว มันเหมือนเริ่มชีวิตใหม่ ชีวิตทุกอย่างทำเพื่อลูก ตอนนี้ผมทำเพื่อความฝันตัวเองกับพ่อแม่ ยังไม่อยากเพิ่มภาระ ถ้าวันหนึ่งอยากจะมีขึ้นมา หรือมันพลาดขึ้นมาเนี่ยก็มีได้ (ยิ้ม)

แล้วอยากทำอะไรให้คนอื่นบ้าง ด้วยบทบาทของเป้ สามารถให้อะไรได้เยอะเลย 

ผมตอบไปหมดแล้วในเพลง ไม่ต้องทำหรอกบุญ คือ “เมื่อใดที่เธออยากทำดี ไม่ต้องไปทำในที่ไกลๆ แค่ทำให้คนรอบข้างสบายใจ มันก็จะดีกว่าบุญไหนๆ” รู้สึกว่ามันง่ายกว่า ยั่งยืน อยู่ได้ตลอดมากกว่า ถ้ามีโอกาส ไปทำบุญทำทาน ทำโครงการดีๆ ได้ แต่ถ้าธรรมชาติของนายไม่ใช่แบบนั้น ก็ดูแลพ่อแม่ ดูแลเพื่อน ดูแลคนที่ทำงานให้นาย สัมภาษณ์นาย หรือแม้แต่ค่ายที่ให้เงินทำงาน ให้โอกาสเรา ดูแลแค่นี้ให้ดีก็พอแล้ว นี่คือการทำอะไรให้คนอื่นในแบบที่ผมคิดว่า ถ้าทุกคนทำแบบนี้จะดีมาก ความจริงศาสนาคริสต์มีคำสอนอยู่แค่สองอย่าง คือรักพระเจ้า หรือเชื่อในความรักของพระเจ้า อีกอันคือ รักเพื่อนบ้าน มันง่ายมาก ถ้าทุกคน Love Neighbors ก็ไม่ตีกัน จบเลย คำสอนนี้มาก่อนที่จะมีโบสถ์ด้วยซ้ำ

อยากบอกอะไรกับคนที่กำลังจะอายุ 36 เหมือนๆ กัน

ดูแลผมให้ดีๆ ครับ ผมโชคดีที่พ่อผมไม่ล้าน ถ้าเป็นร็อกสตาร์แล้วหัวล้าน มันไม่ได้ (หัวเราะ)

เป้ อารักษ์ อมรศุภศิริ จากร็อกสตาร์สู่ พิธีกรรายการเกษตรอีซี่ และชายวัย 36 ที่อยากเป็นคนที่ดีขึ้น

Writer

Avatar

มนต์ทิพา วิโรจน์พันธุ์

อดีตบรรณาธิการ Fungjaizine ที่นอกจากเรื่องเหล้าแล้ว ก็ชอบเล่าเรื่อง ดนตรี ภาพยนตร์ และอาหาร เป็นพิเศษ

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

คนคุย

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

ทรงอย่างแบด แซดอย่างบ่อย เธอไม่อินกับผู้ชายแบดบอย โธ่ พ่อหนุ่ม…

แม้พยายามหลีกหนีจากเพลงนี้สักแค่ไหน เชื่อว่าทุกคนคงร้องว้ากในใจโดยอัตโนมัติ

101 ล้านวิว คือยอดล่าสุดของเพลงเสแสร้งที่เราเห็นบนยูทูบ ส่วน 43 ล้านคือผลลัพธ์ของเพลงที่โด่งดังข้ามปี เพราะแก๊งวัยรุ่นฟันน้ำนมหน้าเวทีที่ตะโกนร้องเสียงดังแข่งกับหนุ่มพังก์วัยใกล้ 30 

เป็นปรากฏการณ์ที่ไวรัลอยู่บนโซเชียลเกือบทุกวัน ลามไปถึงการบอกให้เด็ก ๆ กลับไปแปรงฟันก่อนนอนได้ยิ่งกว่าทันตแพทย์ กระทั่งการถูกติดต่อให้ไปแสดงสดตอนเช้าในโรงเรียนอนุบาล หรือการให้กำเนิดคำขวัญวันเด็กประจำ พ.ศ. 2566 อย่าง ‘สร้างสรรค์ความคิด ผูกมิตรซื่อตรง ก้าวอย่างมั่นคง ฟังทรงอย่างแบด’ 

วันนี้ เราเดินทางมาค่ายดังย่านอโศก เพื่อต่อคิวพูดคุยกับ ‘Paper Planes’ หัวหน้าแก๊งฟันน้ำนมผู้ยิ่งใหญ่ ภายใต้ลุคแบด ๆ และรอยสักบนเนื้อหนังมากมาย พวกเขาตอบทุกคำถามอย่างคนรู้จักชีวิต หัวเราะเสียงดัง แม้จะเชื่ออย่างสุดกำลังว่านั่นเป็นโชคชะตาที่พระเจ้ากลั่นแกล้ง แต่หากย้อนเวลากลับไปได้ ก็ยังยืนกรานจะขบถต่อทุกอย่าง เดิมพันชีวิตกับความชอบ ดื้อด้านไม่สนใจใคร ถ้าได้มาซึ่งชีวิตเท่ ๆ เหมือนในฝัน

นี่คือเรื่องราวของวงร็อกเครื่องบินกระดาษ ในวันที่พวกเขาติดลมบน 

เส้นทางบนก้านกุหลาบของ Paper Planes หัวหน้าแก๊งฟันน้ำนม วงร็อกของคนที่พระเจ้าไม่รัก
เส้นทางบนก้านกุหลาบของ Paper Planes หัวหน้าแก๊งฟันน้ำนม วงร็อกของคนที่พระเจ้าไม่รัก

Bring Me The Horizon

คำถามแรกไม่ถามไม่ได้ ลุควันนี้ทรงอย่างแบดรึเปล่า

ฮาย : ดูแบดไหม อุตส่าห์ใส่สีสันมาแล้วยังแบดอีกเหรอ

เซน : อุตส่าห์จะเนียนกับเด็ก ๆ แล้วนะ

งั้นจริง ๆ แล้วเป็นทรงแบบไหน

ฮาย : ก็ทรงแบดแหละ (หัวเราะ) แต่แค่ทรงเฉย ๆ จริง ๆ แล้วเป็นพวกปัญญาอ่อน

เซน : ส่วนผมทรงง่วงครับ (หัวเราะ)

ถ้าทรงก็ดูแบด แล้วคุณแซดบ่อยไหม

ฮาย : ช่วงนี้ผมมีแฟน ถ้าแซดก็แปลกอยู่ (หัวเราะ) 

เซน : ไม่งั้นชื่อเพลงมันจะเปลี่ยน เป็นอกหักแต่บอกแฟนไม่ได้ (หัวเราะ)

ส่วนมากพวกคุณจะแซดเรื่องอะไร 

ฮาย : ช่วงนี้มันจะเป็นเรื่องเล็ก ๆ เล่นบอลแพ้เพื่อน เล่นเกมแพ้เพื่อน ถ้าวันนั้นไม่ชนะใครเลยก็จะแซดทั้งวัน

เซน : เออ แซด เวลาไปทัวร์ ผมเคยแพ้ทั้งทริป 3 วันไม่ชนะเลย (หัวเราะ) 

พวกคุณสนิทกันตั้งแต่แรกเลยไหม

เซน : ตอนแรกไม่ค่อยครับ

ฮาย : จริง ๆ ผมอยู่กับวงมาก่อนแล้วเซนค่อยเข้ามาเป็นสมาชิกทีหลัง ช่วงแรก ๆ ก็เหมือนเรียนรู้กันมาเรื่อย ๆ แล้วช่วงหลังมาสนิทกัน 

อะไรทำให้มนุษย์สองคนนี้ต้องทำงานร่วมกัน

ฮาย : ผมว่าเซนเป็นคนที่เคมีเข้ากับผมนะ วิธีคิดได้ การวางตัวได้ ผมก็เลยเทรนเซนให้มาเป็นผู้ช่วยในการทำงานเบื้องหลัง จากนั้นก็ได้เรียนรู้บุคลิก ทัศนคติของเขา แล้วรู้สึกว่ามันคือเพื่อนที่ทำงานด้วยได้

เซน : การทำงานด้วยกันมันจะมีผู้นำกับผู้ตาม ผมรู้สึกว่าฮายมีความเป็นผู้นำ แล้วผมมีความเป็นผู้ตามที่มีความเชื่อมโยงกันและไปด้วยกันได้ ด้วยประสบการณ์ชีวิตหรือรสนิยมต่าง ๆ 

เรื่องไหนที่ฮายจะยอมให้เซนเป็นผู้นำ

ฮาย : เรื่องเงิน เพราะผมใช้ความเซอร์นำ เซนจะเรียบร้อยในเรื่องตัวเลขมากกว่า เวลาทำงานผมจะไม่คุยเรื่องเงินเลย บางครั้งเงินยังไม่ได้ก็ไม่รู้ เช็คยังไม่ได้ไปขึ้นก็ไม่รู้ ถ้าเซนไม่ทำเบิกให้แต่ละเดือน ผมก็ไม่รู้นะว่ามีเงินหายไป จะหลักกี่บาทก็ตาม ทำงานอย่างเดียว

เซน : แต่ว่าไม่ได้ชอบนะครับ ต้องทำเพราะไม่มีใครทำ (หัวเราะ) เพราะมันมีกันอยู่สองคน 

ที่มาของคำว่า Paper Planes มาจากเนื้อเพลง little boy with dreams of paper planes ของ วง Hands Like Houses ซึ่งเครื่องบินกระดาษเปรียบได้กับความฝัน แล้วความฝันของวง Paper Planes คืออะไร

เซน : ถ้าถามสมัยก่อนมันจะเล็กกว่านี้ เป็น Check Point ไปเรื่อย ๆ 

ฮาย : สมัยนี้ก็แค่ทำในสิ่งใกล้ ๆ ตัวให้มันเสร็จ เช่น ทำเพลงให้เสร็จ ไม่ได้ไม่เชิงไม่ฝันไกล แต่เรารู้สึกว่าการทำสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวมาก ๆ ให้สำเร็จก่อน สุดท้ายจะค่อย ๆ ไปของมันเอง เหมือนพอเราฝันไกลมาก ๆ แล้วเราจะมองข้ามช็อตไปเยอะ

เซน : เหมือนเราตีเทนนิส ตีให้โดนทุกลูกแค่นั้นน่ะพอ ยังไงก็ชนะ 

รู้สึกว่า สมัยเด็กคุณมีความฝันที่ใหญ่กว่านี้ไหม  

เซน : ผมแค่อยากเป็นศิลปินแค่นั้นเลย ซึ่งไม่รู้ว่าเป็นแล้วจะยังไงต่อ ตอนนี้เหมือนมันสานต่อจากก้าวนั้นขึ้นมา 

ฮาย : ของผมคล้ายเซนคืออยากดัง อยากมีคนรู้จักเยอะ ๆ อยากมีชื่อเสียง เพราะเราชอบการที่คนมีคนจำนวนมากมา Appreciate ผลงานของเรา รู้สึกว่าตัวเองมีค่าในแบบของเรานะ เพราะตอนเด็ก ๆ เราตามล่าสิ่งนี้ตลอด ด้วยการแข่งวิชาการ ออกไปร้องเพลงหน้าเสาธง มันปลูกฝังเรามาแบบนั้น

เส้นทางบนก้านกุหลาบของ Paper Planes หัวหน้าแก๊งฟันน้ำนม วงร็อกของคนที่พระเจ้าไม่รัก
เส้นทางบนก้านกุหลาบของ Paper Planes หัวหน้าแก๊งฟันน้ำนม วงร็อกของคนที่พระเจ้าไม่รัก

เส้นทางไปสู่ความฝันของพวกคุณโรยด้วยกลีบกุหลาบรึเปล่า

เซน : โรยด้วยก้านกุหลาบ 

ฮาย : มึงเอากลีบกุหลาบออกไปหมดเลย ไอ้เวร ถ้าเกิดพระเจ้ามีจริง ผมไม่ใช่ลูกรักพระเจ้า 

เพราะชีวิตผมไม่เคยราบรื่นเลย หนึ่ง ไม่ได้เกิดมาในครอบครัวที่ร่ำรวย สอง พ่อแม่ทะเลาะกันตลอดเวลา มีช่วงที่ผมต้องไปอยู่กับยายที่ต่างจังหวัด และพ่อแม่ก็เสียทั้งคู่ 

แล้วยายก็มีชีวิตแบบไม่ต้องไปตามล่าอะไรมากมาย มันค่อนข้างอึดอัด กลายเป็นว่าเราไม่พร้อมเรื่องอะไรเลย ไม่ว่าอยากได้อะไรเราก็ไม่ได้เหมือนคนอื่นเขา ชีวิตเรามีแค่การเรียนที่ต้องเรียนเพื่อให้ได้ทุนไปเรื่อย ๆ จนวันหนึ่งเราต้องตามความฝัน เท่ากับว่าเราสตาร์ทแบบติดลบ มันไม่สามารถใช้เวลากับความฝันได้เลย เหมือนต้องหาเงินไปด้วยเพื่อที่จะมีพลังชีวิตไปใช้กับความฝัน 

เราเริ่มออกจากบ้านมาอยู่คนเดียวตั้งแต่ช่วง 16 – 17 เช่าห้องราคาหลักร้อย แล้วก็เริ่มฝึกทำเพลง เริ่มเล่นดนตรีกลางคืน เริ่มไปไปยกของให้ศิลปิน จนมาถึงทุกวันนี้ ก็เลยยิ่งตอกย้ำในตัวเองว่าเราชอบให้คนภูมิใจ เพราะที่ผ่านมามันยากมาก ๆ การเป็นศิลปินของเราคือการอยู่ในที่ที่มีแสงจริง ๆ เราไม่ปฏิเสธเลยว่าเราทำเพลงเพราะอยากมีชื่อเสียง 

แล้วเซนเป็นลูกรักพระเจ้าไหม

เซน : ไม่ครับ เอาจริง ๆ ข้อหนึ่งที่ทำให้อยู่ด้วยกันได้ทุกวันนี้ เพราะตอนเด็กเรามีชีวิตคล้าย ๆ กัน อยู่ในสังคมที่ไม่ได้ซัพพอร์ตให้เรามีความคิดสร้างสรรค์ สิ่งเดียวที่ทำให้ผ่านตรงนั้นได้คือวิธีคิดที่ดี ลำบากมาจนถึงช่วงมหาลัยจนตั้งวงถึงค่อยดีขึ้นเรื่อย ๆ

เส้นทางบนก้านกุหลาบของ Paper Planes หัวหน้าแก๊งฟันน้ำนม วงร็อกของคนที่พระเจ้าไม่รัก

ถ้าชีวิตมันเดินมาด้วยก้านกุหลาบ เคยมีความรู้สึกว่า ไม่น่าเดินออกมาเลยไหม 

ฮาย : ผมเป็นคนดื้อแบบดื้อมาก ๆ เลยนะ ผมเป็นคนเรียนดีมาก ๆ แต่ช่วง ม.3 คือเลือกจะไม่เรียนต่อ อยากไปเรียนภาคสมทบวันเสาร์-อาทิตย์ เพราะอยากไว้ผมยาวแค่นั้นเลย ไปเรียนเทียบเพื่อให้ได้วุฒิเอามาสมัครมหาลัย แต่สุดท้ายไปจ่ายค่าเทอมเราก็ไม่ไปเรียนอีก 

แต่ถ้าย้อนกลับไปได้ก็คงเลือกทางเดิม เหมือนเดิม เพราะเราเป็นคนดื้อมาก ๆ แล้วก็ไม่น่าจะเปลี่ยนแปลงอะไรเพราะว่าเราเป็นคนแบบนี้เสมอ เรารู้ตัวเองว่าเปลี่ยนไม่ได้ 

เซน : ผมก็ไม่เคยคิด แค่จะมีความลังเลนิดหนึ่งว่า เฮ้ย มันจะสำเร็จจริงไหมวะ แต่ไม่เคยคิดว่าจะเลิกทำ ครอบครัวผมเขาก็ไม่ได้ห้ามเล่นดนตรี ยิ่งทำให้เรารู้สึกว่า เขาเชื่อใจเรานะ ยิ่งต้องพิสูจน์ให้เขาเห็น พอมาถึงวันที่ทำสำเร็จ มันก็ตอบเราเต็ม ๆ ว่า ถ้าพยายามในสิ่งที่เราทำจริง ๆ ให้ดีสุด ๆ ยังไงสักวันมันก็ต้องสำเร็จสักทาง

ไปเอาความขบถและความดื้อมาจากไหนมากมายขนาดนี้ 

ฮาย : มันมีที่มาที่ไปคล้าย ๆ กับเซน คือเราเป็นคนมีความคิดสร้างสรรค์ แต่อยู่ในสังคมที่ไม่ได้ให้ออกสิทธิ์ออกเสียงได้ มันประกอบไปด้วยคนที่ไม่ได้ต้องการมีความฝัน ซึ่งเขาไม่ผิด แต่เราอยู่ผิดที่ 

รู้สึกว่าเรามีความคิดขบถ มีความกดอัด กดแน่น เวลาได้ทำสิ่งที่ชอบเลยระเบิดออกมาค่อนข้างเยอะ ทำให้เราเลือกวิธีที่ค่อนข้างขบถ เช่น อยู่บ้านก็สบายอยู่แล้วแต่ออกไปเช่าห้องอยู่รูหนู ออกไปอดมื้อกินมื้อ ออกไปทำแบบนั้นทำไม แล้วก็พื้นฐานครอบครัวซึ่งไม่ได้ตามมาตรฐานที่ควรจะเป็น เหมือนเราเกิดมาผิดเพี้ยน เราไม่เชื่อในระบอบ เราเลยมีกฎเป็นของตัวเอง ยาวไปถึงการนับถือศาสนา คือเราเป็นคนพุทธ แต่เราเชื่อตัวเองมากกว่า เราเอาตัวเองเป็นศาสดาของชีวิต 

เซน : ใช่ เพราะว่าเราใช้ตัวเองพึ่งพาตัวเองมาตั้งแต่เด็ก 

นึกไม่ออกว่าอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบนั้น จะเติบโตมากับเพลง Emo Trap หรือ Pop Punk ได้ยังไง 

ฮาย : จริง ๆ มันเข้าถึงได้จากพวกโทรศัพท์จีนสมัยก่อน Mp3 เถื่อนที่เพื่อนเอามาเปิด เพลงที่ดังก็จะเป็นเพลงที่ค่ายใหญ่ควบคุมให้เราฟัง แต่จังหวะดีที่เราโตมากับเพลงร็อกที่ไม่ได้เป็นแนวเพลงมาตรฐาน เราโตมากับเพลงว้าก ๆ เช่น Retrospect, Sweet Mullet 

คิดว่าเพลงแนวนี้เป็นการขบถอีกรูปแบบหนึ่งรึเปล่า 

ฮาย : ใช่ เหมือนมันเลือกคนฟัง คนที่มีวิธีคิดแบบนี้ โตมาในสังคมแบบนี้ มันจะไม่อยากเหมือนคนอื่น มันต้องการกบฏต่ออะไรสักอย่าง กบฏทางด้านความคิด ประชดชีวิต 

เซน : มีความคิดว่าตัวเองเท่

ฮาย : เออ มีความคิดว่ายิ่งทำร้ายตัวเองยิ่งเท่ 

เส้นทางบนก้านกุหลาบของ Paper Planes หัวหน้าแก๊งฟันน้ำนม วงร็อกของคนที่พระเจ้าไม่รัก
เส้นทางบนก้านกุหลาบของ Paper Planes หัวหน้าแก๊งฟันน้ำนม วงร็อกของคนที่พระเจ้าไม่รัก

เคยมีช่วงชีวิตแบบนั้นด้วยเหรอ 

ฮาย : มี เคยไหมที่ไม่อกหักหรอกแต่ฟังเพลงอกหัก แล้วทำเหมือนพระเอก MV (หัวเราะ) ผมเชื่อว่า มีคนจำนวนมากนะที่คิดว่าเศร้าแล้วเท่ เป็นแซดบอยแล้วเท่ การเป็นคนที่มีเรื่องราวดี ๆ ในชีวิตมันไม่เท่เว้ย แม่งต้องมีปม ต้องเก็บกด ต้องทำร้ายตัวเองสักอย่าง ผมก็เลยคิดว่านั่นแหละที่มาของเด็กอีโมในช่วงนั้นที่ฮิตกันมาก ๆ เพราะว่ามันเท่ไง

เซน : แต่ก่อนที่จะไปฟังพวกนั้น จำได้ว่ายุคนั้นจังหวัดรอบ ๆ ผม เช่น นครสวรรค์ ลพบุรี เขาจะมีวงดนตรี Metal ดัง ๆ แล้วเราพึ่งหัดเล่นดนตรีก็เลยนั่งรถไปประกวดตามจังหวัดเขา แล้วเราเล่นเพลงพี่หนุ่ม กะลา เธอเป็นแฟนฉันแล้ว แต่วงอื่นแม่ง Metal หมดเลย ทำให้รู้สึกว่า อ้อ มีดนตรีแบบนี้ด้วย แล้วก็เป็นช่วงรอยต่อของ YouTube เข้ามาก็เลยศึกษามากขึ้น

ซึ่งพวกคุณก็ชื่นชอบเพลงแนวนั้นมาจนมาถึงวันนี้ แล้วยังยอมเสียสละสิ่งต่าง ๆ ในชีวิตเพื่อเดิมพันตัวเองกับความชอบ

ฮาย : ใช่ วันแรกที่ผมเดิมพันคือการสักที่คอ มันเป็นสัญลักษณ์ในใจของผม ซึ่งไม่แนะนำให้ทุกคนทำตาม ผมบอกกับตัวเองว่า เกิดมาครั้งเดียว ถ้าผมสักคอแล้วนั่นหมายความว่าผมสร้างเครื่องหมายให้กับการตัดสินจากคนอื่นแล้ว เพราะฉะนั้น ผมจะต้องทำให้ได้ ทำให้สุด ต้องทำให้คนมองข้ามสิ่งนี้ไป เหมือนการเอาเหล็กร้อนมาปั๊มแล้วฉันจะออกไปรบ วิธีคิดของผมตอนนั้นคือ โอเค สักคอแล้วก็ลุย ไม่มีทางอื่นแล้ว เพราะถ้าทำไม่สำเร็จ เราจะไม่ได้แค่เป็นคนที่ดูไม่ดี แต่เราจะดูไม่ดีมาก ๆ เพราะมีลุคแบบนี้ 

เซน : กึ่ง ๆ ทุบหม้อข้าวตัวเองทางความคิด

ฮาย : ประมาณนั้น ผมรู้สึกว่าถ้าล้มจะล้มเจ็บกว่าคนอื่น แต่ถ้าได้ก็เท่ากับคนอื่น ซึ่งแม่งไม่ต้องสักก็ทำเพลงได้ ทะลึ่งสัก แต่เออ ผมชอบเป็นแบบนั้น เพราะสำหรับผม มันทำให้ชีวิตผมมีความหมาย 

ตอนนั้นอยากให้ใครยอมรับมากที่สุด

ฮาย : อยากให้ตัวเองยอมรับ ผมจะมีความกบฏพระเจ้าตลอด เพราะผมไม่ใช่ลูกคนโปรด แต่ไม่เป็นไร เราจะพิสูจน์ว่าเราทำได้ด้วยตัวเอง ไม่ต้องพึ่งอะไรเลย 

การเป็นเด็กที่ตั้งท่าจะแหกกฎทุกอย่างตลอดเวลา ทำให้คุณเสียอะไรไปบ้างในชีวิต 

ฮาย : ช่วงแรก ๆ จะเป็นเรื่องของความ Aggressive พอเราเชื่อมั่นในตัวเองมาก ๆ มันทำให้เราไม่มองคนอื่น ทำให้เราเกาะอีโก้ไว้ แต่ว่าก็เป็นช่วงวัย ผมว่าเราต้องผ่านจุดนั้นมาถึงจะเป็นทั้งคนที่เก่งและตื่นรู้แล้วด้วย 

เซน : มันต้องมีหลอดของอีโก้ให้เต็มสุดก่อน แล้วเราค่อยเอามาผสมผสานกับเรื่องต่าง ๆ ในชีวิต

ฮาย : เพราะถ้าวันนั้นไม่เป็นคนสุดโต่ง เราอาจจะไม่ได้เป็นคนที่เก่งด้วยแล้วก็รู้แล้วด้วย อาจจะเป็นแค่คนดีแต่ไม่มีอะไรเลย 

มองว่าสิ่งที่เสียไปตามเรี่ยรายทางคุ้มค่าที่จะแลกไหม  

เซน : บางคนก็มองว่าไม่คุ้ม มันไม่ได้เป็นการแลกในสิ่งที่เราจ่ายน้อยกว่าแต่ได้มากกว่า บางทีสิ่งที่ได้รับมามันไม่เท่ากับสิ่งที่เราเสียด้วยซ้ำ แต่ถ้าคิดในแง่ตัวเราเอง คุ้ม เพราะสิ่งที่ได้มาก็เป็นสิ่งที่เราต้องการ 

เรียกว่าวัยต่อต้านได้ไหม 

ฮาย : ได้ วัยต่อต้าน วัยกบฏ (หัวเราะ)

ขอ Soundtrack of Life ของชีวิตวัยต่อต้านสักคนละเพลง  

ฮาย : วัยต่อต้านของผม คือเพลง Pray For Plagues – Bring Me The Horizon เพราะมันฟังไม่รู้เรื่องเลยแต่เท่ รู้สึกว่าถ้ากูฟังอันนี้กูจะไม่เหมือนคนอื่น และกูเท่ และกูแตกต่าง และกูอินเตอร์ (หัวเราะ) เพลงนี้เปลี่ยนชีวิตผมว่า โห มีเพลงที่สุดโต่งขนาดนี้เลยหรอ แล้วคนที่สร้างสรรค์เพลงนี้แม่งต้องเป็นคนยังไงวะ ต้องเป็นคนทุบกระดูกคนเอาเลือดคนมากินเปล่าวะ มันปลดปล่อยอะดรีนาลีนได้ดี มีอีโก้อยู่ในเพลง มีทุกอย่างครบหมด นิยามความเป็นตัวเราได้ดีมาก 

เซน : วัยต่อต้านของผมคือ Decode – Paramore แต่ว่า ผมก็อปเอาไปทำเพลงประกวด Hot Wave เลยมองกลับไปแล้วรู้สึกว่า มึงต่อต้านยังไงวะ มึงเข้าร่วมชัด ๆ (หัวเราะ) 

เส้นทางบนก้านกุหลาบของ Paper Planes หัวหน้าแก๊งฟันน้ำนม วงร็อกของคนที่พระเจ้าไม่รัก

The Velvet Underground

เห็นว่าทั้งสองคนทำเพลงใต้ดินมาก่อน อยากรู้ว่าชีวิตช่วงนั้นเป็นยังไง

ฮาย : ถ้าวงที่ไม่ดังจริง ๆ ต้องจ่ายเงินขึ้นไปเล่น ผมคิดว่าทำไม แต่ ณ ตอนนั้นเราก็แค่อยากเล่น ขึ้นไปเล่นเพลงคัฟเวอร์ 

วงการใต้ดินรวมแต่คนแนวเพลงเดียวกันหรือหลากหลายมาก  

ฮาย : พูดง่าย ๆ ว่า Underground มันจะเป็นเพลงนอกกระแสเนอะ สิ่งที่แตกต่างในตอนนั้นคือความหนักแน่นของแนวดนตรี ถ้าวงที่เกิดใหม่มันเบาลงก็อาจจะมีปัญหา ซึ่งไม่รู้ว่าตอนนี้ยังเป็นอยู่ไหมนะ แต่เป็นประสบการณ์ของเราแล้วกัน

แสดงว่าคุณขึ้นไปแสดงบนเวทีด้วยความคิดว่า ฉันอยากจะขึ้นไปอยู่บนดินให้ได้เหรอ  

ฮาย : ใช่ ตอนนั้นเราคิดว่าเริ่มจากใต้ดินก่อนค่อยไปบนดิน แต่ว่าจริง ๆ มันไม่เกี่ยวนี่หว่า แค่เราจะไปบางนาเราก็ไม่ต้องอ้อม เราก็ไปบางนาสิวะ (หัวเราะ) เราคิดว่าเราต้องเท่แบบพี่เขา เลยกลายเป็นว่าสุดท้ายการที่ขึ้นไปอยู่บนดินได้ ไม่ใช่เพราะเล่นใต้ดินมาก่อน เป็นเพราะเราเอาแผ่นเพลงไปส่ง 

เซน : เอาแผ่นเพลงไปส่งค่ายที่เราอยากจะอยู่ 

ฮาย : ใช่ แค่นั้นเลย

เพลงของพวกคุณตอนอยู่ใต้ดินเล่าเรื่องอะไร  

ฮาย : เพลงผมเป็น Google Translate คือแปลยังไงก็ได้ให้โหดที่สุด ฉันจะฆ่าเธอ กูไม่สนใจมึงหรอกกูจะเดินตามทางตัวเอง เขียนเนื้อเพลงภาษาไทย ไม่มีคำว่า Flow ไม่มีคำว่า Rhythm อะไรทั้งสิ้น ขอแค่ดนตรีมันไว้ก่อนแค่นั้น

เซน : ของผมจะทำเพลงแบบวิ่งไล่ตามความฝัน

ฮาย : เอางี้ วงผมชื่อว่า The Festival of Dead (หัวเราะ)

สมัยนี้มันจะมีคำหนึ่งที่เรียกว่าเบียวนะ

ฮาย : เบียว ใช่ มันคือความเบียวในตอนนั้น วงบ้าอะไรเทศกาลแห่งความตาย มึงตัวเล็กขนาดนี้มึงจะไปฆ่าใคร (หัวเราะ) จะเอาอะไรมา Dead บ้าเปล่า โห แล้วใส่เสื้อลายแห่งความตาย แต่ไว้ผมหน้าม้า 

เส้นทางบนก้านกุหลาบของ Paper Planes หัวหน้าแก๊งฟันน้ำนม วงร็อกของคนที่พระเจ้าไม่รัก

หัวหน้าแก๊งฟันน้ำนม

จำความตั้งใจแรกได้ไหมว่าอยากสร้าง Paper Planes ให้เป็นวงแบบไหน 

ฮาย : ตอนนั้นเราใช้แนวเพลงเป็นที่ตั้ง

เซน : อยากเป็นวงเท่ ๆ 

ฮาย : เออ ไม่รู้เป็นไร มีความเท่นำทางตลอด 

แล้วสลัดตัวตนที่เคยเป็น The Festival of Dead ออกไปได้ยังไง

ฮาย : ก็เพราะว่ามันบ่งบอกแล้วไงว่าเราไม่ใช่ชาว Dead (หัวเราะ) วันเวลาผ่านไปเราเริ่มรู้ตัวว่าไม่ได้ชอบเพลงแบบนั้น 

เซน : เหมือนกันครับ พอเราโตขึ้นจะรู้ว่าชอบอะไรจริง ๆ มันก็แค่ออกมาจากตรงที่ไม่ชอบ มาทำสิ่งที่ชอบแค่นั้น 

ในวงการร็อก แฟนคลับค่อนข้างยึดติดกับภาพลักษณ์เดิม ๆ แนวเพลงเดิม ๆ วงการนี้ต้อนรับวงร็อกหน้าใหม่ที่ฉีกการทำเพลงร็อกแบบเดิม ๆ กระจุยยังไงบ้าง

ฮาย : โอ้ย ช่วงแรกดราม่าเยอะสัด (หัวเราะ) ชาวร็อกสาย True ที่เขายึดติดกับแนวเพลง เขาก็จะไม่ค่อยชอบวง เพราะว่าวงพึ่งมาเพลงเดียวเอาแล้วหรอ เราก็โอเค ไม่เป็นไร ยืนยันในสิ่งที่ทำไปเพราะว่าเราเป็นคนแบบนี้จริง ๆ เมื่อไหร่ที่เริ่มดราม่า เรารู้สึกว่ามันคือการต้อนรับ เหมือนกับคนเริ่มให้ความสนใจ

แต่การฉีกออกมาจากกระแสหลักเสมอ ๆ ไม่มีอะไรรับประกันว่าจะปังหรือแป้ก 

ฮาย : เพราะเรามีอาชีพที่มั่นคงอยู่แล้ว (หัวเราะ) คือการทำงานเบื้องหลัง ผมเลยรู้สึกว่าลองอะไรตอนนี้ไม่เสียหายเลย แล้วเป็นความสนุกด้วย ตั้งใจจะทำให้ Paper Planes มีความกบฏ 

คุยกับเซนว่าทำยังไงก็ได้ให้เป็นหนึ่งเดียวในไทย เราไม่ได้หมายถึงการเป็นที่หนึ่ง แต่เราต้องการเป็นหนึ่งเดียว ฟังได้แค่ที่เราเท่านั้น เราคิดแบบนี้เพราะว่าทำเบื้องหลังมา เรารู้ว่าวิธีทำเพลงแบบ Mass มันไม่สำเร็จกับทุกแนว ยิ่งเป็นแนวร็อก แต่การเป็นหนึ่งเดียวจะทำให้เรามีทางเดิน 

เซน : ตอนที่เราทำเพลง ก็ไม่ได้หวังว่ามันจะต้องแบบ เฮ้ย เรามาทำเพลงที่มันฉีกจากเดิมดีกว่า เราก็ทำออกมาเอง แต่แค่ทำให้เป็นเราที่สุด

แต่วันหนึ่ง Paper Planes ก็จะแมส หวงไหมถ้าจะมี Paper Planes 2 3 4 

ฮาย : ไม่ค่อย เพราะเราว่า DNA ไม่มีทางเปลี่ยนได้ มันจะไม่เหมือนกัน 100% หรอก แต่เราจะรู้ว่า เอ้ย กูเท่ใช่ไหมล่ะ (หัวเราะ) แต่ว่าก็ยินดี เพราะอยากให้เพลงแนวนี้เยอะขึ้น เวลามันมี Festival หรืออะไรรวม ๆ กันมันสนุก

เซน : สุดท้ายแล้วเราก็ได้แรงบันดาลใจมาจากสิ่งที่เราฟังอยู่ดี แล้วพอมันถูกถ่ายไปที่คนอื่น เล่าในอีกภาษาหนึ่งของเขา ก็จะแตกต่างอยู่แล้ว

จากวัยรุ่นหัวขบถที่เชื่อว่าพระเจ้าไม่รัก สู่ Paper Planes ผู้เขย่าวงการร็อกไทยด้วยเพลงชาติเด็กอนุบาล
จากวัยรุ่นหัวขบถที่เชื่อว่าพระเจ้าไม่รัก สู่ Paper Planes ผู้เขย่าวงการร็อกไทยด้วยเพลงชาติเด็กอนุบาล

พูดได้ไหมว่าความสำเร็จของเพลงเสแสร้งทำให้พิสูจน์ตัวเองไปแล้วขั้นหนึ่ง  

ฮาย : ผมว่าได้ มันตอบคำถามในใจผมหลายอย่าง ผมทำเพลงให้คนอื่นมาได้ร้อยล้านวิวแต่มันเป็นการแค่โปรดิวซ์ ยังไม่ใช่ผลงานของเราสักที ผมคุยกับตัวเองว่า ถ้ามีความสามารถมากขนาดนั้น วันหนึ่งเราก็ทำของตัวเองได้สิวะ พอมาสำเร็จกับ Paper Planes มันตอบโจทย์ชีวิตผมในสายงานนี้ไปแล้วว่า ต่อให้ไม่ใช่สินค้ายอดนิยมแต่เราทำให้มันฮิตได้ กูมีเพลงร้อยล้านวิว ไม่มีใครสามารถดูแคลนเราได้แล้วว่าทำแต่เพลงคนอื่นดัง 

อย่างเพลง ทรงอย่างแบด ผมก็คุยกับเซนว่าไม่สามารถทำเพลงแสแสร้งเพลงที่สองได้แล้ว แต่วิธีคิดของเสแสร้งคือการทำโดยธรรมชาติและเราว่ามันเท่ที่สุด สนุกที่สุด ก็เลยได้เพลงนี้ออกมา พอมันมีกระแสในเด็ก ๆ ยิ่งทำให้สิ่งที่เราคิดมันถูก เพราะเด็ก ๆ เขารับความธรรมชาติ เขาจะไม่รับการปรุงแต่ง 

ตอนแต่ง ทรงอย่างแบด เสร็จ มีความรู้สึกว่า ต้องดังแน่ ๆ บ้างไหม

ฮาย : เราว่ามันจะมีกระแส แต่ไม่รู้ว่าจะไปถึงขนาดไหน ผมไปทำกันต่างจังหวัดแล้วทุกคนระหว่างทำคือ Hype กันมาก ๆ กระโดดโลดเต้น ตอนนั้นประชุมออนไลน์เสร็จก็คือขอพี่ ๆ ว่าขอปล่อยเพลงนี้ก่อน หาผู้กำกับเอ็มวี ณ ตอนนั้นกันเลย ประชุมอีกรอบหนึ่ง แล้วเพลงนี้ก็ถูกมาปล่อยก่อนเพราะเราอยากปล่อยมาก

เซน : พอทำเสร็จแล้วมันสนุกจนอยากปล่อยแล้ว เราไม่อยากให้ความสดตรงนี้มันหายไป 

รู้ตัวตอนไหนว่ามันกลายเป็นเพลงชาติของเด็ก ๆ ไปแล้ว

ฮาย : ตอนที่เขาเขียนข่าวเนี่ยแหละ เพลงชาติเด็กอนุบาล เราก็ตามอ่านตาม ตลกดี ตอนแรกมันยังอยู่ในโซเชียลเราก็ อ้อ เด็ก ๆ คงจะชอบแหละ แต่พอเวลาเราไปสนามบิน อยู่ในไฟลต์เดียวกัน ลงเครื่องก็มาขอถ่ายรูป สักพักหนึ่งเริ่มในห้าง สักพักเด็ก ๆ มากอดตามงาน เราเลยรู้สึกว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นจริง มันเริ่มเข้ามาอยู่ในชีวิตจริงเราแล้ว ไม่ใช่กระแสที่เกิดขึ้นชั่วคราว เรามองว่ามันกว้างกว่านั้นมาก ๆ

เซน : จนกลายเป็นความทรงจำของเด็ก ๆ ไปแล้ว อยู่ในช่วงหนึ่งของชีวิตเขาไปแล้วตอนนี้

รู้สึกยังไงที่เมื่อก่อนมี Bring Me The Horizon เป็นไอดอล ตอนนี้กลายเป็น Bring Me The Horizon ของเด็ก ๆ 

ฮาย : ดี เหมือนเป็นซุปเปอร์ฮีโร่เวอร์ชันเทา ๆ รู้สึกเท่

เซน : ยังยึดถือความเท่เหมือนเดิม 

ฮาย : เหมือนตอนเด็ก ๆ ที่เราชอบพี่คนนี้มาก ๆ แล้วก็คิดว่าพี่เขาเท่มาก ๆ ซึ่งเด็ก ๆ ก็น่าจะคิดว่ากูเท่มาก 

เซน : แล้วเราก็รู้ความรู้สึกของคนที่เราชอบตอนเด็ก ๆ แล้ว พี่เขาคงรู้สึกเหมือนเราอะ (หัวเราะ)

ฮาย : ลองนึกภาพพูดกับแม่ว่าแบบ โอ้ย โคตรเท่เลยวงเนี้ย 

จำวันแรกที่น้อง ๆ เข้ามาเกาะเวทีแล้วตะโกนร้องเพลงกับคุณได้ไหม 

ฮาย : จำได้ วันนั้นอากาศดี 

เซน : เกิดโดยไม่คาดคิดด้วยครับ เพราะว่าจริง ๆ ต้องเล่นอีกที่หนึ่ง แต่กลายเป็นว่าย้ายออกมาเล่นในโซนข้างนอก เด็ก ๆ มายืนรอตั้งแต่เพลงแรก 

ฮาย : แล้วพอเด็กมายืนรอ เราก็เลยเป็นอัตโนมัติคือ ทรงอย่างแบด (ทำท่ายืนไมค์) แล้วพอคนถ่ายคลิปไปมันก็เริ่มไวรัล แล้วงานที่สองต่อจากนั้นผมก็คุยกับเด็ก ๆ ว่า อย่าลืมแปรงฟันนะ (หัวเราะ) ซึ่งเราไม่ได้คิดอะไร ล่าสุดไอ้เซนคือเป่า ยิง ฉุบ กับเด็กบนเวทีแล้ว ตลกดี 

เด็ก 7 – 8 ขวบฟังเพลงร็อกแล้วนะ มองว่าทิศทางของวงการร็อกไทยจะเป็นยังไงในอนาคต 

เซน : ตอนนี้เขารู้แค่ว่าเขาสนุก แต่เขายังไม่รู้หรอกว่าเขาชอบเพลงร็อกหรือไม่ชอบเพลงร็อก ก็อยากให้ยังสนุกเรื่อย ๆ แล้วพอเขาเริ่มรู้ตัวเองว่าชอบก็คงจะเป็นทิศทางที่ดี 

ฮาย : เขารู้จักคำว่าความชอบเมื่อไหร่ก็น่าจะดี เราคงทำตามแบบของเราไปเหมือนเดิม ถ้าเกิดน้อง ๆ ชอบก็เป็นกำไรชีวิตของพวกเรา

ในฐานะที่ตอนนี้กลายเป็นไอดอลของเด็ก ๆ ถ้าให้แนะนำสักเรื่อง อยากให้เด็ก ๆ หยิบเอานิสัยอะไรของคุณไป 

ฮาย : อยากให้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข เพราะช่วงเด็ก ๆ ไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเยอะมาก แล้วมันเป็นช่วงที่ยาวนานเหมือนกันนะจริง ๆ ตั้งแต่เกิดมาจนถึงประมาณสักเกือบ ๆ 20 ปี

เซน : ตอนอยู่ยุคนั้นเราก็ไม่รู้ตัวนะ พอมองผ่านไปแล้วมันไวมาก 

ฮาย : วิธีคิดมันไม่ควรถูกฝังอะไรไว้มากมาย เพราะว่าแต่ละคนก็มีชีวิตของตัวเอง แล้วก็ใช้ชีวิตในแบบของตัวเอง เราต้องอยู่ร่วมกับคนที่ดีในบางเรื่องและแย่ในบางเรื่อง เพราะฉะนั้น ถ้าเขาแย่ในเรื่องนี้ก็อย่าเพิ่งตัดสินเขาทั้งหมด เพราะว่าวันหนึ่งเราจะต้องอยู่ร่วมกับคนที่อาจจะดี 30% แต่แย่ 70% แต่เราอยู่กับเขาได้ แต่เป็นเรื่องที่น้อง ๆ จะรู้เองอยู่แล้ว ก็เลยคิดว่าน่าจะแนะนำได้แค่เรื่องใช้ชีวิตให้มีความสุขแค่นั้นเลย 

เซน : ถ้าอยู่ในสถานการณ์ที่ลำบากคงต้องหาที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ ถ้าย้อนมองตัวเองตอนเด็ก สิ่งที่ทำให้เราผ่านในจุดที่แย่มาได้ ก็คือเรารู้ว่าจะไปทางไหน ผ่านช่วงแย่ ๆ แล้วจะทำให้เป็นเราในทุกวันนี้

จากวัยรุ่นหัวขบถที่เชื่อว่าพระเจ้าไม่รัก สู่ Paper Planes ผู้เขย่าวงการร็อกไทยด้วยเพลงชาติเด็กอนุบาล
จากวัยรุ่นหัวขบถที่เชื่อว่าพระเจ้าไม่รัก สู่ Paper Planes ผู้เขย่าวงการร็อกไทยด้วยเพลงชาติเด็กอนุบาล

สมมติเด็ก ๆ เดินไปบอกพ่อแม่ว่า หนูอยากเจาะหู สักคอแบบฮาย อยากกรีดตาแบบเซน ทำยังไง 

ฮาย : คงคล้าย ๆ เราในตอนเด็ก การสักเป็นเรื่องของวิธีคิดด้วย แล้วก็ Norm ของสังคมที่ไม่ไปถึงไหนเลย ถ้าเราฉลาดคิดหน่อยคงต้องเรียงลำดับความสำคัญ สักได้แต่ช่วงไหน เราจะรับผิดชอบตรงนั้นได้ไหม หรือจะเอาเท่อย่างเดียวก็ได้ มันเป็นชีวิตของเขา เราไม่มีสิทธิ์ห้ามใครอยู่แล้ว แม้จะแอบไปเจาะหรืออะไรก็ตาม 

สนับสนุนให้ทุกคนมีความคิดเป็นของตัวเอง 

ฮาย : ผมสนับสนุนให้ทุกคนไม่ตัดสินใครจากภายนอก เพราะอยากให้การมองคนสักเป็นคนไม่ดีหมดไปได้แล้ว มันไม่เกี่ยวเลยว่าสักแล้วจะเป็นคนไม่ดีหรือดีมาก

เซน : แล้วยิ่งตอนนี้พ่อแม่ผู้ปกครองของเด็ก ๆ เขาก็ดูเปิดใจนะที่ให้เราเป็นไอดอลของลูก ๆ เราอาจจะเป็นประกายเล็ก ๆ ให้เขารู้สึกว่า การมองว่าคนทรงแบบนี้ดูไม่ดีมันเปลี่ยนไปแล้ว 

ดื้อนะ 

เซน : ต้องมีนะ ต้องมีนิดหนึ่ง

ฮาย : เราว่าการดื้อคือการยึดมั่นในตัวเอง การมั่นใจในสิ่งที่เขาคิด ทำให้เราพุ่งได้ตรงและพุ่งได้แรง 

เซน : แล้วการที่ Paper Planes เป็นอย่างทุกวันนี้ได้ก็เพราะว่าเราดื้อครับ พี่ที่ค่ายก็ปวดหัวอยู่ 

เชื่อมากว่า Paper Planes และดนตรีแนวนี้จะต้องเต็มไปด้วยคำวิพากษ์วิจารณ์ อะไรทำให้คุณยืนหยัดในสิ่งที่ทำ

ฮาย : เพราะอีโก้บาง ๆ สำหรับผม แต่ว่าเราควบคุมได้ มันคือการยึดถือและเชื่อในระบบความคิดของตัวเอง เหมือนกับเราเจอเรื่องแบบนี้มาตลอด เรียนรู้กับมันมาตลอด คนที่รู้มากที่สุดก็น่าจะเป็นเรา คนที่จะเห็นข้อผิดพลาด จะเลือกซ้ายเลือกขวาก็ควรจะเป็นเรา เพราะฉะนั้น การยึดถือตัวเองกับเรื่องของศิลปะเป็นสิ่งที่ควรจะมี ไม่งั้นเราก็จะไหลไปเรื่อย ๆ

เคยมีช่วงชีวิตที่ไม่เท่เลยบ้างไหม

ฮาย : ช่วงชีวิตที่ไม่เท่ก็คือช่วงชีวิตที่อยู่ด้วยกันเนี่ยแหละ (หัวเราะ) เราว่าเราไม่ได้เป็นคนที่อยู่ใน Beauty Standard ขนาดนั้น เราเลยต้องหาอัตลักษณ์อะไรที่เป็นตัวเอง คนเท่มันมองไม่เบื่อ 

เซน : เราแค่หาเหตุผลเข้าข้างตัวเอง

ฮาย : ไม่ใช่ไรหรอก คือกูไม่หล่อไงไอเวร 

เซน : คุยกับบางคน บอกว่า อุ้ย หน้าไม่หล่อเลย เออ แต่กูเท่อะ (หัวเราะ)

ฮาย : ประมาณนั้นแหละ ว่าง่าย ๆ ก็คือหาอะไรมาสู้กับพวกหล่อสวย (หัวเราะ)

ฮายและเซนที่นั่งอยู่ตรงนี้เป็นเวอร์ชันเท่ที่สุดแล้วรึยัง

ฮาย : ยังนะ ยังเท่ได้มากกว่านี้

เซน : มองเห็นตัวเองตอนแก่ ๆ ผมว่าตอนนั้นผมเท่กว่า 

เห็นภาพตัวเองในอีก 5 ปียังไง

ฮาย : ผมเคยคิดว่าอยากทำตัวให้เท่กว่าเด็ก ๆ การทำตัวให้เด็กคือการลงไปแข่งในลีกที่เราไม่มีทางชนะ ผมเลยอยากเป็นในแบบของเรานี่แหละ ผ่านมากี่ยุค กี่สมัย สิ่งที่ยังคงอยู่คือการเป็นตัวเอง การมีเอกลักษณ์

เซน : นึกถึง Flea มือเบส Red Hot Chili Peppers ไม่ว่าจะแก่ยังไงก็ยังเท่เหมือนเดิม เขาไม่ได้แต่งตัวเด็ก แต่ความเป็นเด็กในตัวเขายังอยู่ พอเขามีเอกลักษณ์มาก ๆ แล้วมันเท่เสมอเลย 

ถ้าได้เล่นคอนเสิร์ตเช้าในโรงเรียนอนุบาลจริง ๆ จะออกแบบโชว์ยังไง

ฮาย : ก่อนออกแบบโชว์ผมจะออกแบบตารางการนอนก่อน เพราะผมนอนเกือบเช้าทุกวัน 

เซน : บางทีก็นอนตอนเคารพธงชาติ 

ฮาย : ผมเลยคิดว่างั้นเดี๋ยวเล่นเสร็จแล้วเราค่อยนอนดีกว่า (หัวเราะ) 

ถ้าออกแบบโชว์ ผมจะเล่นเพลง ทรงอย่างแบด 5 เวอร์ชันพอ เพราะว่าเพลงอื่นเด็ก ๆ จะไม่รู้จัก เช่น หนึ่ง เวอร์ชั่นหลัก สอง เวอร์ชั่น Musicbox สาม เวอร์ชันรีมิกซ์สามช่า สี่ เพลงเพื่อชีวิต ผมเชื่อว่าเด็กเขาจะร้องทุกรอบ 

เซน : ใครร้องดังสุดแจกไมโล 

ฮาย : แล้วในนั้นก็จะมีแต่ของเด็ก ๆ ขนม ไมโล โอวัลติน ยาสีฟงยาสีฟัน ตุ๊กตงตุ๊กตา แล้วปกติในร้านเหล้าจะพูดว่า ใครยังไม่เมายกแก้วขึ้น ผมก็จะพูดว่า ใครอยากสูงยกนมขึ้นมาหน่อยโว้ย แล้วก็ชนนมกับเด็ก ๆ 

จะตั้งชื่อคอนเสิร์ตเช้าว่าอะไร 

ฮาย : มีคนเคยบอกอยู่คำหนึ่ง เทคนิคไมโล เทคโนโอวัลติน แม่งคิดได้ยังไงวะ

จากวัยรุ่นหัวขบถที่เชื่อว่าพระเจ้าไม่รัก สู่ Paper Planes ผู้เขย่าวงการร็อกไทยด้วยเพลงชาติเด็กอนุบาล
Polaroid : มณีนุช บุญเรือง

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

Avatar

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load