“มนุษย์เป็นสัตว์ไม่กี่ชนิดที่จดจำใบหน้าของตัวเองได้ ใบหน้าจึงเป็นอวัยะที่สำคัญ ไม่ต่างจากตับ หัวใจ หรือสมอง เพราะใบหน้าคือจุดเริ่มต้นของตัวตน ลองนึกภาพตาม บางคนตื่นมาแค่เป็นสิวยังรู้สึกกังวลจนต้องหาคอนซีลเลอร์มาปิดบังไว้ แต่สำหรับบางคนที่เกิดมามีใบหน้าไม่ครบ เขาจะไปหลบตรงที่ไหนได้”

นี่คือเรื่องราวของ มูลนิธิสร้างรอยยิ้ม (Operation Smile Thailand) องค์กรการกุศลทางการแพทย์ที่ไม่แสวงหาผลกำไร และคำพูดข้างต้นเป็นของ ทันตแพทย์หญิงยุพเรศ นิมกาญจน์ ประธานมูลนิธิสร้างรอยยิ้มแห่งประเทศไทย ที่จะมาบอกเล่าเรื่องราว ‘การสร้างรอยยิ้ม’ พร้อมกับ รองศาสตราจารย์นายแพทย์อภิชัย อังสพัทธ์ ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการทางการแพทย์ภาคสนามที่ทำงานร่วมกับมูลนิธิฯ มากว่า 20 ปี 

Operation Smile Thailand มูลนิธิที่สร้างรอยยิ้มให้ผู้ป่วยปากแหว่งเพดานโหว่มากว่า 20 ปี
Operation Smile Thailand มูลนิธิที่สร้างรอยยิ้มให้ผู้ป่วยปากแหว่งเพดานโหว่มากว่า 20 ปี

เหล่าแพทย์เล็งเห็นปัญหาและความสำคัญของการได้รับการรักษา เพราะภาวะปากแหว่งเพดานโหว่ ส่งผลกระทบมากกว่าความบกพร่องทางร่างกาย เช่น พูดไม่ชัด กินข้าวไม่ได้ แต่รวมถึงปัญหาทางพัฒนาการ ครอบครัว สังคม การศึกษา และคุณภาพชีวิตในอนาคต

ทั้งสองจึงตัดสินใจเข้าร่วมเป็นอาสาสมัครในมูลนิธิสร้างรอยยิ้ม โดยมีจุดมุ่งหมายเช่นเดียวกัน คือต้องการช่วยเหลือผู้ป่วยปากแหว่งเพดานโหว่ที่ยากไร้และเข้าไม่ถึงการรักษา

เรานั่งคุยกับทั้งสองท่านถึงเรื่องราวของมูลนิธิสร้างรอยยิ้ม และการทำงานของอาสาสมัครกว่า 250 ชีวิต ซึ่งช่วยกันขับเคลื่อนสร้างรอยยิ้มให้กับเด็กๆ ทั่วประเทศไม่ต่ำกว่า 15,000 รอยยิ้ม

Operation Smile Thailand มูลนิธิที่สร้างรอยยิ้มให้ผู้ป่วยปากแหว่งเพดานโหว่มากว่า 20 ปี
01

เดินทางสร้างรอยยิ้ม

โดยเฉลี่ยแล้ว เด็กเกิดใหม่จำนวน 2,000 คนในแต่ละปี หรือคิดเป็นทารก 1 ใน 700 คน จะมีภาวะปากแหว่งหรือเพดานโหว่  

มูลนิธิสร้างรอยยิ้ม (Operation Smile Foundation) ก่อตั้งที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ใน พ.ศ. 2525 โดย นายแพทย์วิลเลียม แมกกี และภรรยา โดยพันธกิจหลักคือ ช่วยเหลือผู้ป่วยยากไร้ที่มีภาวะปากแหว่งเพดานโหว่ รวมถึงแผลไฟไหม้และความผิดปกติอื่นๆ บนใบหน้า โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ซึ่งขณะนี้มีสำนักงานกระจายอยู่ 38 ประเทศทั่วโลก

ใน พ.ศ. 2540 มูลนิธิสร้างรอยยิ้ม เริ่มโครงการครั้งแรกในประเทศไทย โดยทีมแพทย์อาสาจากนานาชาติ ทำการผ่าตัดรักษาโรคปากแหว่งเพดานโหว่ให้เด็กไทยจำนวน 172 คนโดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ จากนั้นในเดือนกันยายน พ.ศ. 2544 มูลนิธิสร้างรอยยิ้ม ประเทศไทย ก็ได้รับการรับรองเป็นมูลนิธิ

ทำไมการรักษาโรคปากแหว่งเพดานโหว่ถึงสำคัญ คุณหมอยุพเรศอธิบายว่า การที่เด็กทารกเกิดมาพร้อมกับลักษณะผิดปกติบนใบหน้า สิ่งที่สังเกตได้ชัดเจนคือทางกายภาพ โรคปากแหว่งเพดานโหว่ อาจเกิดเพียงอาการใดอาการหนึ่ง คือปากแหว่ง เพดานโหว่ หรือเกิดทั้งสองอย่างพร้อมกันก็ได้

อาการของโรคปากแหว่ง คือเกิดรอยแหว่งบริเวณริมฝีปากบน เพดานปาก บริเวณเนื้อเยื่อด้านในของเพดานปาก รอยแยกบริเวณกระดูกขากรรไกรบน หรือแผงเหงือกด้านบน การเกิดรอยแหว่งบริเวณดังกล่าวส่งผลให้ลักษณะกายภาพของหน้าเปลี่ยนไปข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้งสองข้าง ส่วนอาการของเพดานโหว่ เกิดขึ้นเมื่อเพดานปากทั้งสองด้านไม่ประสานกันอย่างสนิท ส่งผลให้เกิดรอยแยกบริเวณเพดานปากขึ้น แม้ไม่ได้ส่งผลต่อรูปหน้า แต่มักมีปัญหาการกลืนอาหาร การพูดไม่ชัด หรือการติดเชื้อในหู

นอกจากปัญหาทางกายภาพที่เห็นชัดเจนแล้ว ยังมีปัญหาอีกหลายส่วนที่ตามมา เช่น คนไข้ไม่อยากไปเจอใคร สิ่งนี้ก็ส่งผลกระทบต่อพัฒนาการด้านต่างๆ ของคนไข้อีกทอด 

นอกจากนี้ จำนวนเด็ก 1 ใน 10 ของผู้ป่วยปากแหว่งเพดานโหว่ อาจเสียชีวิตก่อนอายุครบ 1 ปี หากไม่ได้รับการรักษา เหตุผลเหล่านี้จึงทำให้แพทย์อาสาตบเท้าเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของมูลนิธิฯ เพราะมองว่าสามารถสร้างตัวตน หรือมอบโอกาสให้เด็กกลับมายิ้มได้อีกครั้ง

Operation Smile Thailand มูลนิธิที่สร้างรอยยิ้มให้ผู้ป่วยปากแหว่งเพดานโหว่มากว่า 20 ปี
Operation Smile Thailand มูลนิธิที่สร้างรอยยิ้มให้ผู้ป่วยปากแหว่งเพดานโหว่มากว่า 20 ปี

“กว่ายี่สิบปีที่ทำงานด้านอาสาสมัครจนเกือบจะเกษียณอายุข้าราชการ เรารู้แต่แรกว่าตัวงานเกี่ยวกับเด็กพิการ ปากแหว่งเพดานโหว่ โรคมือรั้งมือหงิกต่างๆ เป็นงานของศัลยแพทย์ตกแต่ง เป็นหน้าที่ของเรา ต่อมาแม้สาธารณสุขในประเทศไทยจะเข้มแข็ง ไม่มีค่าใช้จ่ายในการรักษา แต่เมื่อเราได้ไปออกหน่วยทำงาน เลยทำให้เห็นว่า แม้ไม่มีค่าใช้จ่ายในการรักษา แต่ก็ยังมีค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่งอกมาอยู่ดี” รองศาสตราจารย์นายแพทย์อภิชัยเอ่ย

คุณหมออธิบายเพิ่มเติมว่า ยกตัวอย่างเมื่อ 30 ปีก่อน ถ้าหากบอกครอบครัวคนไข้ให้เดินทางมาผ่าตัดโรคปากแหว่งที่โรงพยาบาลจุฬาฯ สิ่งนี้เปรียบเสมือนการบอกใครสักคนบินไปรักษาโรคที่ลอนดอน หรือนิวยอร์ก เพราะการจะเดินทางมากรุงเทพฯ แต่ละครั้งของคนไข้เหล่านี้ยากลำบาก มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอีกจำนวนมาก และต้องมาตรวจอาการหลายครั้งกว่าจะได้รับการรักษา

มูลนิธิสร้างรอยยิ้มจึงไปเติมเต็มจุดนี้ ผ่านการการออกหน่วยแพทย์ไปแต่ละจังหวัด ซึ่งการให้คนไข้เดินทางข้ามอำเภอในจังหวัดที่เขาคุ้นเคย ดีกว่าการเดินทางเข้ากรุงเทพฯ ที่มีค่าใช้จ่ายอีกมหาศาล ทั้งค่าเดินทาง ค่าอาหาร ค่าที่พัก เพราะคนต่างจังหวัดส่วนมากจะได้ค่าจ้างรายวัน การเดินทางมารักษาตัวที่กรุงเทพฯ หลายๆ ครั้ง จึงหมายถึงครอบครัวขาดรายได้ไปด้วย

“ผมดีใจที่เขาสบายขึ้นกับการเดินทาง แต่อาจจะลำบากเราเตรียมของเยอะหน่อย เพราะการรักษาต่างถิ่นต้องระวังเรื่องอันตรายมากๆ ทั้งทีมแพทย์ วิสัญญี พยาบาล ฯลฯ อาจฟังดูยุ่งยาก แต่มันคุ้มนะ ทีมแพทย์มีค่าใช้จ่ายส่วนตัวเพิ่มที่ไม่ได้สูงอะไร และอาสาสมัครเหล่านี้ก็ต้องเสียวันลาพักร้อนมาเอง เมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายของคนไข้แล้วแบบนี้คุ้มกว่า ผมมองว่าอาสาสมัครทุกคนคงจะเห็นพ้องต้องกันว่าสิ่งนี้มีประโยชน์มากกว่า เลยทำกันต่อมาเรื่อยๆ ”

Operation Smile Thailand มูลนิธิที่สร้างรอยยิ้มให้ผู้ป่วยปากแหว่งเพดานโหว่มากว่า 20 ปี
02

มอบตัวตน

สาเหตุการเกิดโรคปากแหว่งเพดานโหว่ ปัจจุบันยังไม่สามารถระบุได้ 100 เปอร์เซ็นต์ เพราะมีสาเหตุร่วมหลายอย่าง เช่น พันธุกรรม สภาพแวดล้อม อาหาร และยา การขาดสารอาหารบางอย่างหรือได้รับยาอันตรายบางอย่าง สิ่งเหล่านี้คือองค์ประกอบรวมๆ ที่ทำให้เกิดโรค

โรคเพดานโหว่สัมพันธ์กับปัญหาหลักๆ 2 อย่าง คือ 1) การกลืน การกิน รูปหน้า 2) พูดไม่ชัด ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญมาก เพราะเมื่อเด็กพูดไม่ชัดก็หางานที่ดีได้ยาก ส่งผลให้รายได้ไม่ดี ทางมูลนิธิจึงเข้ารักษาตั้งแต่เริ่มต้น โดยเริ่มผ่าตัดปากแหว่งเพดานโหว่ในผู้ป่วยอายุ 3 – 4 เดือน และจะนัดผ่าตัดเพดานโหว่ในอายุ 1 ปี

“เพราะโรคปากแหว่งเพดานโหว่ไม่ได้ส่งผลกระทบแค่กับตัวเด็กหรือคนไข้ แต่ส่งปัญหาไปทั้งครอบครัว ถ้าช่วยตรงนี้ได้ตั้งแต่ต้นมันคงดีกว่า สิ่งที่เราต้องการคือทำให้เขามั่นใจขึ้น เพราะสิ่งที่เด็กๆ หรือผู้ป่วยเหล่านี้ต้องการมากที่สุดคือการกลับไปเป็นปกติ” 

คุณหมออภิชัยเล่าต่อว่า เด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกาย อาจไม่อยากไปโรงเรียนเพราะโดนเพื่อนล้อ สมัยโบราณบ้านไหนมีลูกเป็นโรคปากแหว่งเพดานโหว่ ก็มักเก็บลูกไว้ในบ้าน จนทำให้ขาดการศึกษา ขาดปฏิสัมพันธ์กับสังคม บางครั้งเมื่อเด็กถูกล้อ ถูกกลั่นแกล้งมากๆ อาจส่งผลให้กลายเป็นเด็กที่ก้าวร้าวหรือเป็นโรคซึมเศร้าได้

ดังนั้น หลังการเข้ารับการผ่าตัดรักษาเเละพูดชัดแล้ว พัฒนาการด้านต่างๆ ของเด็กก็จะดีตามไปด้วย เพราะผู้ป่วยเหล่านี้ไม่ได้มีปัญหาในเรื่องสมอง เมื่อเด็กมีความมั่นใจ เข้ากับสังคมได้ ทุกอย่างก็จะไปตามครรลองของมัน คือ เรียนหนังสือดีขึ้น มีโอกาสได้งานที่ดีขึ้น มีสถานะทางสังคม และครอบครัวก็จะกลับสู่สมดุลปกติ

Operation Smile  Thailand มูลนิธิที่มุ่งแก้ไขภาวะปากแหว่งเพดานโหว่ให้เด็กๆ ทั่วไทย สร้างตัวตนและรอยยิ้มให้ทั้งครอบครัว
03

ออกหน่วยรักษา

         การออกหน่วยเป็นเพียงก้าวแรกของการเดินทาง 100 กิโลเมตรเท่านั้น นี่คือคำอธิบายการทำงานของมูลนิธิสร้างรอยยิ้มจากคุณหมอยุพเรศ โดยเฉลี่ยแล้วทางมูลนิธิจะออกหน่วยทีมแพทย์ใหญ่ๆ ประมาณปีละ 4 – 5 ครั้ง ไม่รวมการออกหน่วยย่อย ซึ่งการออกหน่วยแต่ละครั้งจะใช้เวลาเตรียมอุปกรณ์ เครื่องมือทางการแพทย์ การประสานงาน จัดตารางทีมอาสาสมัคร ไม่ต่ำกว่า 6 เดือน เพื่อให้การผ่าตัดปลอดภัยมากที่สุด และรองรับผู้ป่วยได้เพียงพอ

         การออกหน่วยใหญ่ เป็นการพาทีมอาสาสมัครไปอยู่ที่โรงพยาบาลปลายทางหรือจังหวัดนั้นๆ ประมาณ 7 – 10 วัน การเลือกจังหวัดหรือโรงพยาบาลในการช่วยเหลือผ่าตัดแต่ละครั้ง จะผ่านการสำรวจยอดผู้ป่วยก่อนว่าจังหวัดไหนต้องการความช่วยเหลือ ผ่านการร่วมมือกับโรงพยาบาลรัฐ ยกตัวอย่างอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก เป็นหน่วยประจำปีที่จะกำหนดไว้เลยว่า สัปดาห์แรกของเดือนพฤศจิกายน ทางมูลนิธิสร้างรอยยิ้มจะออกหน่วยรักษาที่นี่

         ชาวมูลนิธิสร้างรอยยิ้มอธิบายต่อว่า ที่ต้องแจ้งวันไว้ล่วงหน้า เพราะคนไข้ในพื้นที่อำเภอแม่สอดมีค่อนข้างเยอะและอยู่ในพื้นที่ห่างไกล บางคนอยู่บนเขา ไม่มีแม้แต่สัญญาณวิทยุ เพราะฉะนั้น การกำหนดวัน-เวลาไว้ล่วงหน้า จะทำให้คนไข้เตรียมร่างกาย เตรียมการเดินทางสำหรับเข้ารับผ่าตัดได้ ที่ผ่านมาคนไข้บางคนต้องเดินเท้า 2 วันออกจากหมู่บ้านบนเขา เพื่อมาจุดรอรถกระบะลงจากเขา และทางมูลนิธิต้องประสานงานให้คนไปรอรับคนไข้อีกทอดหนึ่ง ซึ่งการเดินทางในแต่ละครั้งใช้เวลาประมาณ 2 – 3 วัน การบอกคนไข้ล่วงหน้าจึงจำเป็นมาก 

นอกจากนี้ ทางมูลนิธิสร้างรอยยิ้มต้องประสานงานกับทางโรงพยาบาลอีกทีหนึ่ง เพื่อให้รับดูแลคนไข้ก่อน เพราะการเข้ารับผ่าตัด ผู้ป่วยต้องมีสุขภาพแข็งแรง หากเป็นหวัด เป็นไข้ หรือปอดบวม จะรับผ่าตัดให้ไม่ได้ เพราะมีความเสี่ยงต่อการดมยาสลบ  

“นอกจากการออกหน่วยผ่าตัดแล้ว ทางมูลนิธิสร้างรอยยิ้มยังมีโครงการ On Going คือสนับสนุนค่าใช้จ่ายเครื่องมือต่างๆ ที่จำเป็นต่อการรักษา โดยทางโรงพยาบาลไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย เช่น ทางโรงพยาบาลมีหมอศัลยแพทย์ตกแต่ง มีทันตแพทย์เพียงพอ แต่ขาดเครื่องมือ ก็ขอการสนับสนุนได้ หรือบางโรงพยาบาลมีเครื่องมือ แต่ทีมแพทย์ไม่เพียงพอต่อคนไข้ ก็ขอทีมแพทย์จากเราไปช่วยเหลือได้ โดยไม่ต้องจัดชุมทีมแพทย์ใหญ่ ”

นอกจากการรักษาคนไข้เป็นเรื่องสำคัญแล้ว คุณหมออภิชัยยังมองว่า การออกหน่วยรักษากับแพทย์รุ่นใหม่หรือแพทย์ที่มีความสนใจในเรื่องเดียวกัน จะส่งผลให้หมอเหล่านี้มีความชำนาญ และให้การรักษาอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ขณะเดียวกันตัวเองก็ได้เรียนรู้ไปพร้อมๆ กับหมอรุ่นใหม่เช่นกัน

Operation Smile  Thailand มูลนิธิที่มุ่งแก้ไขภาวะปากแหว่งเพดานโหว่ให้เด็กๆ ทั่วไทย สร้างตัวตนและรอยยิ้มให้ทั้งครอบครัว
04

รอยยิ้มของทุกคน

“สิ่งที่ผมเห็นจากการเป็นอาสาสมัครและลงภาคสนามมากว่ายี่สิบปี มีอะไรมากเกินกว่าจะอธิบายได้ ถ้าเราไปดูคนไข้ญาติคนไข้ก่อนผ่าตัดและหลังผ่าตัด เวลาจ้องเข้าไปนัยน์ตาของแม่หรือปู่ย่า พูดง่ายๆ ว่าการมองเห็นแค่ครั้งเดียว มันดีกว่าเรามาฟังเขานั่งอธิบาย แค่ดูด้วยตาเราก็รับรู้แล้วว่า เขาดีใจมากแค่ไหน

“ในแง่ของเด็กไม่รู้อะไรหรอก ก็ร้องไห้งอแงไปเพราะเจ็บแผลผ่าตัด แต่หน้าตาของครอบครัวแสดงออกมาเลยว่าพวกเขาดีใจมาก บางทีเห็นคุณพ่อคุณแม่เฝ้าลูกร้องไห้ทั้งคืน ไม่ได้นอน เพราะเด็กเจ็บแผล แต่ตื่นเช้ามาสีหน้าพวกเขาดูไม่เหนื่อยเลย ดูมีความสุขมากๆ เพราะสำหรับพวกเขาบางทีมันเป็นไปไม่ได้เลย 

“อย่างการออกหน่วยที่แม่สอด มีคนไข้จากประเทศเพื่อนบ้านเดินทางมารอมูลนิธิสร้างรอยยิ้มกว่าสองเดือน เพื่อทำใบอนุญาตต่างๆ แต่ก็มีคนที่มาแล้วผ่าตัดไม่ได้เพราะป่วยอยู่ เวลาเด็กป่วยแล้วดมยาสลบมันอันตรายมากๆ เราก็อธิบายตรงนี้ไป แต่ขณะเดียวกันเราก็เห็นสีหน้าเขาว่าเสียใจมากแค่ไหน ซึ่งเราจะบอกว่าใจเย็นๆ เดี๋ยวมาอีก เรามาตลอด ไม่ได้มาแค่ปีเดียว”

คุณหมออภิชัยยังเล่าเรื่องราวการผ่าตัดเคสของผู้ใหญ่ให้ฟังว่า มีคนไข้ผู้หญิงอายุ 65 ปีเข้ารับการผ่าตัด ซึ่งปกติแล้วการผ่าตัดปากแหว่งเพดานโหว่จะรีบรักษาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก

Operation Smile  Thailand มูลนิธิที่มุ่งแก้ไขภาวะปากแหว่งเพดานโหว่ให้เด็กๆ ทั่วไทย สร้างตัวตนและรอยยิ้มให้ทั้งครอบครัว

“ผมถามเขาว่าทำไมถึงเลือกผ่าตัดตอนนี้ เพราะเขามีครอบครัว มีลูก มีหลานแล้ว คนไข้ตอบว่าลูกชายเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ อยากพาไปออกงานด้วย หากมองในมุมนี้อาจคิดว่าเป็นเรื่องปกติ แต่จริงๆ ไม่เชิงแบบนั้น เพราะเขาเติบโตมาได้ว่าหกสิบห้าปี มีครอบครัว มีหลาน นั่นแปลว่าเขาเป็นคนที่เข้มแข็งมากๆ ไม่รู้สึกอะไร ในขณะเดียวกันครอบครัวที่เลี้ยงดูเขามาก็ใจนิ่งมากๆ ซึ่งหาได้ยากมาก สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่า สำหรับแกแล้วการผ่าตัดไม่มีความหมายอะไร แค่อยากดูดีตอนออกงานกับลูก 

“เราทำงานเพราะอยากให้ทุกคนมีชีวิต มีรูปหน้าที่ปกติ และอยากให้สังคมมองคนกลุ่มนี้เป็นคนปกติ เพราะเราต้องยอมรับว่าบางทีผ่าตัดแล้วก็ไม่ได้ออกมาปกติร้อยเปอร์เซ็นต์ หลังผ่าตัดก็อาจจะโดนบุลลี่ หรือถูกกีดกันอยู่ นี่แสดงให้เห็นว่าโรคปากแหว่งเพดานโหว่มีผลยาวนาน ตั้งแต่เด็กจนกระทั่งอายุมาก“

Operation Smile  Thailand มูลนิธิที่มุ่งแก้ไขภาวะปากแหว่งเพดานโหว่ให้เด็กๆ ทั่วไทย สร้างตัวตนและรอยยิ้มให้ทั้งครอบครัว
05

ก้าวต่อไปของภารกิจรอยยิ้ม

         “ตอนนี้ผมอายุห้าสิบแปดปี ในฐานะอาสาสมัคร ก็คงจะทำต่อไปจนกว่าจะไม่ไหว หรือเมื่อไหร่ที่รู้สึกว่าเป็นภาระให้กับคนในทีม”

นอกจากเรื่องราวการสร้างรอยยิ้มของคนไข้แล้ว สิ่งที่คุณหมออภิชัยเห็นความสำคัญในฐานะอาสาสมัคร คือการทำงานที่เข้มแข็งมีระบบมากๆ ของมูลนิธิสร้างรอยยิ้ม สอดคล้องกับคำพูดของคุณหมอยุพเรศ ซึ่งประทับใจตั้งแต่ไปออกหน่วยครั้งแรก และได้เห็นการทำงานของอาสาสมัครทุกคนที่ทำงานอย่างหนัก ไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อย

“เราไปสังเกตการณ์ เห็นความสามัคคีและทำงานด้วยใจ ครั้งแรกที่ออกหน่วยตอนนั้นมีผู้ป่วยกว่า ร้อยยี่สิบคน แต่เขาจัดระเบียบไว้ดีมาก ทั้งที่เป็นการเข้าช่วยเหลือในพื้นที่ห่างไกล นี่ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งทีทำให้ร่วมงานกับมูลนิธิฯ”

มูลนิธิสร้างรอยยิ้มจะไม่หยุดเพียงก้าวที่ร้อย ทุกฝ่ายมีความเห็นพ้องต้องกันว่า จะรักษาผู้ป่วยปากแหว่งเพดานโหว่ทั้งแนวตั้งและแนวนอน หมายถึงเมื่อมีเงินมากขึ้น ก็จะช่วยเหลือคนไข้ได้มากกว่านี้ หากเป็นคนไข้เดิมก็จะได้รับการรักษาที่ดีที่สุด เป็นเวลานานที่สุดเท่าที่ช่วงชีวิตจะทำได้ 

โดยก้าวต่อไปของมูลนิธิสร้างรอยยิ้ม คือการติดตามคนไข้ในระยะยาว นอกจากนี้ ยังมีงานด้านการศึกษา สนับสนุนการศึกษาของบุคลากรทางการแพทย์อย่างต่อเนื่อง พร้อมกับปลูกจิตสำนักทางสังคมผ่านโรงเรียนต่างๆ มี Smile Club เพื่อให้เด็กที่อยู่ในวัยเรียนเห็นความสำคัญของการไม่พูดล้อเลียน และการเสียสละแบ่งปัน เมื่อเอาทุกอย่างมารวมกัน สิ่งนี้แหละที่จะทำให้มูลนิธิฯ ยั่งยืน

Operation Smile  Thailand มูลนิธิที่มุ่งแก้ไขภาวะปากแหว่งเพดานโหว่ให้เด็กๆ ทั่วไทย สร้างตัวตนและรอยยิ้มให้ทั้งครอบครัว

ภาพ : Operation Smile Foundation

ผู้ป่วยปากแหว่งเพดานโหว่ที่ต้องการความช่วยเหลือจากมูลนิธิสร้างรอยยิ้ม ประเทศไทย สามารถติดต่อได้ที่ operationsmile.or.th หรือแจ้งต่อโรงพยาบาลที่เข้ารับการรักษาอยู่

Writer

พาฝัน หน่อแก้ว

เด็กวารสารศาสตร์ ผู้ใช้ชีวิตไปกับการเดินทางตามจังหวะเสียงเพลงโฟล์คซองและ R&B จุดอ่อนแพ้ทางของเซลล์ทุกชนิด

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

ทุกอย่างเริ่มต้นจากความอยากรู้อยากเห็นว่า “การรักษาช้างที่ดุมากทำร้ายคนเสียชีวิต!!” หรือ “การบุกป่าไป ‘รักษาช้าง’ ที่ยากลำบาก” เป็นอย่างไร จึงคลิกเข้าไปดูคลิปวิดีโอทั้งสองใน YouTube 

นั่นเป็นครั้งเเรกที่เราได้พบกับ หมอโบว์-สัตวแพทย์รัชดาภรณ์ ศรีสมุทร สัตวแพทย์หญิงรักษาช้าง เจ้าของช่อง ‘หมอเตี้ย’ 

คุณหมอหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส เตรียมเข็มฉีดยาให้ช้างอย่างคล่องแคล่ว และให้ยาช้างด้วยท่าทางทะมัดทะแมง สถานการณ์ที่ดูโหดหินสำหรับคนทั่วไป ไม่ได้ทำให้อารมณ์ขันของหมอคนนี้ลดลงแม้แต่น้อย เธอกลับทำให้การรักษาช้างดูสนุกน่าติดตาม หยอดเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเกี่ยวกับการรักษาช้างฉบับเข้าใจง่าย ทำให้เรารู้จักช้างมากกว่าเมื่อ 10 นาทีก่อนดูคลิปหลายเท่า 

ผู้หญิงคนนี้เท่จริง ๆ! หมอโบว์มีทัศนคติแบบไหนกัน แล้วอะไรในชีวิตที่พาเธอมาเจอกับช้าง ความอยากรู้อยากเห็นเริ่มก่อตัวขึ้นอีกครั้ง 

เรื่องแบบนี้หาดูในคลิปวิดีโอไหนก็คงไม่สนุกเท่าชวนตัวจริงมานั่งคุย โชคดีที่หมอโบว์พอจะมีเวลาชั่วโมงกับอีกหน่อยของเย็นวันเสาร์ที่ไม่ได้อยู่กับคนไข้ไซส์จัมโบ้ เราจึงถือโอกาสให้เธอพาไปรู้จัก ด.ญ.รัชดาภรณ์ ศรีสมุทร ช้าง และบทบาทการเป็นหมอ 

‘หมอโบว์’ สัตวแพทย์หญิงตัวเล็กผู้ใช้ความสูง 157 รักษาช้างหนัก 4 ตันเหมือนคนในครอบครัว

เด็กหญิงโบว์

เราเห็นหมอโบว์ใช้ชีวิตแบบลุย ๆ มีเรื่องที่ต้องทำตลอดทั้งวัน เดี๋ยวก็ทำกับข้าว เดี๋ยวก็ทำแผลให้ช้าง แต่ก็ยังยิ้มแย้มแจ่มใสดูมีพลังงานเหลือเฟืออยู่ตลอด จึงสงสัยว่าเธอเป็นสายผจญภัยมาตั้งแต่ไหนแต่ไรเลยหรือเปล่า

แต่เมื่อถามถึงวัยเด็ก หมอโบว์กลับบอกว่าตนเองเป็นเด็กหญิงขี้อายและพูดน้อย

“ตอนเด็กโบว์ขี้อายมาก จนอาจารย์โทรไปปรึกษาผู้ปกครองเลยว่า ทำไมเด็กคนนี้ไม่พูดกับใครเลย เหมือนเด็กเข้าสังคมยาก”

เด็กหญิงโบว์เลี้ยงสัตว์แทบทุกชนิดที่ครอบครัวเกษตรกรครอบครัวหนึ่งจะเลี้ยงได้ ตั้งแต่นก ไก่ ยันหมาพิตบูล ด้วยความที่คุณพ่อเป็นคนชอบสัตว์อยู่แล้ว จนวันหนึ่งที่เธอเสียเจ้าหมาพิตบูลไป สัตวแพทย์ในตอนนั้นก็ช่วยไม่ได้ และเธอเองก็ไม่มีความรู้เกี่ยวกับวิธีดูแลที่ถูกต้อง นอกจากน้ำตาที่เสียไป เธอคิดในใจว่าถ้าตัวเองมีความรู้บ้างก็คงจะทำอะไรได้มากกว่านี้ เป็นเหตุที่ทำให้เธอกลายมาเป็นสัตวแพทย์

หลายคนอาจคิดว่าหมอโบว์ชอบช้างมาตั้งแต่ตอนเรียน ที่จริงแล้วสัตว์ใหญ่ตัวแรกที่เธอชอบคือม้าต่างหาก จากการได้ลองขี่ม้าในวิชาเรียน ปรากฏว่าทำได้ดีจนครูฝึกถึงกับชวนให้เป็นนักกีฬาขี่ม้าเลยทีเดียว เราเกือบจะได้รู้จัก ‘หมอโบว์รักษาม้า’ แทนช้างไปเสียแล้ว 

พอถามว่าถ้าตอนนี้เลือกเป็นหมอม้าได้ จะเป็นไหม หมอโบว์ตอบทันทีเลยว่า “ไม่เลือกค่ะ” พร้อมกับเสียงหัวเราะ

“คนไทยเลี้ยงช้างเหมือนเป็นคนในครอบครัว ถ้าช้างป่วยก็เหมือนพ่อแม่ของเขาป่วย เวลาเรารักษาหายเลยรู้สึกชื่นใจมาก” 

หมอโบว์รักษาช้าง

จุดเริ่มต้นของ ‘หมอโบว์รักษาช้าง’ คือตอนที่ได้ไปฝึกงานช่วงปีท้าย ๆ ของการเรียนสัตวแพทย์

การพบกันครั้งแรกระหว่างหมอโบว์และช้างไม่ได้โรแมนติกอย่างที่หลายคนคิด ตั้งแต่ครั้งแรกก็ถูกช้างใช้งาสะบัดกระเด็นขณะที่เข้าไปหยอดตาให้ ทำเอาอาจารย์หมอที่อยู่ในเหตุการณ์คิดว่า ศิษย์ตัวเองคงจะขยาดช้างแน่แล้ว แต่ผิดคาด หมอโบว์ยังกลับมารับเคสช้างต่อ 

เหตุการณ์ครั้งนั้นไม่ได้ทำให้เธอกลัว เพราะช้างก็เพิ่งรู้จักหมอโบว์ ส่วนหมอโบว์ก็ไม่เคยเจอกับช้างมาก่อน จึงไม่รู้วิธีการเข้าหาช้างที่ถูกต้อง พอได้รักษาหลายเคสเข้า ก็เริ่มชอบเพื่อนไซส์ใหญ่ตัวนี้มากขึ้นเรื่อย ๆ

“เอาจริง ๆ มันเป็นความชอบส่วนตัว ชอบช้าง ชอบลักษณะนิสัยของช้าง ถึงเขาจะเป็นสัตว์ใหญ่แต่เป็นสัตว์ที่อบอุ่น รักเจ้าของมาก แล้วก็อายุยืน อายุ 70 – 80 ก็ยังอยู่กับเรา” ซึ่งหมายความว่าถ้าเราเริ่มเลี้ยงช้าง 1 เชือก เขาก็จะอยู่คู่กับเราไปทั้งชีวิตของคนเลี้ยง “เราแก่ เขาก็แก่ตาม”​ 

เมื่อเรียนจบ ก็ใช่ว่าหมอโบว์จะได้เป็นหมอช้างทันทีอย่างใจหวัง เพราะตอนนั้นไม่มีตำแหน่งว่างอยู่เลย เธอจึงเก็บเกี่ยวประสบการณ์รักษาสัตว์เล็ก ระหว่างรองานที่อยากได้เปิดรับสมัคร กระทั่งวันหนึ่ง โรงพยาบาลช้างกระบี่ ซึ่งขณะนั้นเป็นโรงพยาบาลช้างแห่งแรกและแห่งเดียวในภาคใต้ มีช้างป่วยติดเตียงอาการหนักอยู่ 2 เชือก ต้องการหมอดูแลช้างเพิ่ม หมอโบว์จึงรีบสมัครทันที ทั้ง ๆ ที่ประสบการณ์การรักษาในขณะนั้นเป็นศูนย์! 

การดูแลช้างป่วยติดเตียงไม่ใช่เรื่องง่าย ปกติจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่เกิน 3 เดือน ถ้าช้างเสียก็ต้องลาออก แต่ที่กล้าอาสารับเคสยากแม้ว่าประสบการณ์ยังน้อย ก็เพราะมีรุ่นพี่คอยดูแลให้คำแนะนำ รวมกับความอยากรักษาช้างมาก ได้งานรูปแบบไหนก็พร้อมเรียนรู้ภาคปฏิบัติจากเหตุการณ์ตรงหน้าอย่างเต็มที่ 

คนไข้รายแรกของหมอโบว์จึงเป็นช้างป่วยติดเตียงที่ชื่อเจ้าบัวสวรรค์และเจ้าโซฟา ถึงแม้ตอนนี้เจ้าโซฟาจะไม่อยู่แล้ว แต่เจ้าบัวสวรรค์ก็ยังเป็นหนึ่งในคนไข้ไซส์จัมโบ้ที่เป็นเพื่อนรักของหมอโบว์จนถึงปัจจุบัน 

‘หมอโบว์’ สัตวแพทย์หญิงตัวเล็กผู้ใช้ความสูง 157 รักษาช้างหนัก 4 ตันเหมือนคนในครอบครัว

ตัวใหญ่ใจเสาะ

‘หมอเตี้ย’ คือชื่อเรียกที่หมอโบว์ตั้งให้ตัวเอง เพราะส่วนสูงคือสิ่งเดียวที่เธอคิดว่าแตกต่างจากหมอรักษาช้างคนอื่น

“โบว์อาจจะตัวเตี้ยกว่าหมอคนอื่น (หัวเราะ) คนมักคิดว่าหมอช้างต้องสูง เพราะช้างตัวใหญ่ แต่พอมาเจอหมอโบว์ ‘เอ้า! ทำไมเหลือตัวแค่นี้’ แล้วจะฉีดยาถึงเหรอ” 

แต่จริง ๆ แล้ว คนจะสูงเท่าไหร่ก็สูงไม่เท่าช้าง ไม่ว่าจะสูง 157 หรือ 170 เซนติเมตร ก็ต้องมีเก้าอี้เสริมเหมือนกันหมด ช้างบางเชือกสูงถึง 3 เมตร การเป็นคนตัวเล็กก็มีประโยชน์ในแบบคนตัวเล็ก ไม่ได้เป็นอุปสรรคในการรักษาช้างแต่อย่างใด เพราะการทำแผลช้างบางครั้งก็ต้องการคนแขนเล็กเพื่อล้วงทำความสะอาดแผลได้สะดวกเหมือนกัน สัตวแพทย์ที่โรงพยาบาลช้างกระบี่ก็เป็นผู้หญิงทั้งหมด

แม้หมอที่ฝีมือดีและประสบการณ์มากกว่าเธอจะมีอีกเยอะ แต่หมอโบว์ก็เลือกแชร์ประสบการณ์ของตัวเองเพราะเห็นว่าช้างไม่ใช่สัตว์ที่ใครจะเจอได้ในชีวิตประจำวัน ถึงจังหวะนี้ เราเลยขอให้หมอโบว์เล่าชีวิตใน 1 วันของสัตวแพทย์ให้ฟังแบบคร่าว ๆ

“วันทำงานปกติที่ไม่ได้มีเคสหนัก เริ่มประมาณ 08.30 น. เลิก 16.30 น. ถ้ามีช้างป่วย นอนลุกไม่ขึ้น ก็ต้องเตรียมรถแบ็กโฮในการยกเพราะช้างหนักประมาณ 4 ตัน ช้างนอนนานไม่ได้ มันจะหายใจไม่ออกแล้วเสียชีวิต ถ้าต้องให้น้ำเกลือหรือให้ยาก็ต้องเฝ้า นอนกับช้างไปเลยทั้งคืน 

“ในกรณีที่เราปล่อยช้างไปพักผ่อนแล้วสุขภาพไม่แข็งแรง ต้องรอรับโทรศัพท์ในช่วงเช้า ตี 5 – 6 โมงเราก็ต้องไปดู ไปให้ยา ทุกวันจะมีช้างป่วยซึ่งเป็นเคสปกติที่ต้องทำแผลหรือให้ยามารอคิว” 

‘หมอโบว์’ สัตวแพทย์หญิงตัวเล็กผู้ใช้ความสูง 157 รักษาช้างหนัก 4 ตันเหมือนคนในครอบครัว

ช้างที่เข้ามาแต่ละตัวจะถูกจัดให้อยู่ในซอง เสมือนกับห้องพักผู้ป่วยที่มีหลังคาสูงและหลักมัดช้างเวลารักษา ถ้าช้างดุมากก็จะอยู่ซองที่ไกลเพื่อน หันหน้าออกจากตัวอื่น เพราะอาจจะทำร้ายคน ทำร้ายช้างด้วยกันเอง หรือทำร้ายหมอได้

การรักษาช้างต้องทำงานเป็นทีม นอกจากหมอ ๆ ต้องแตะมือกันสลับเวร แต่ละคนยังต้องมีผู้ช่วยอีก 4 – 5 คน คอยดูแลความปลอดภัย ช่วยผสมยาและส่งอุปกรณ์ให้ ที่ขาดไม่ได้คือควาญหรือเจ้าของช้าง เพราะพวกเขาคือคนที่ช้างไว้ใจที่สุดประหนึ่งคนในครอบครัว ช้างอาจจะตื่นกลัวหมอเหมือนเด็กกลัวคนแปลกหน้า และทำทุกอย่างเพื่อป้องกันตัวเอง ควาญต้องมัดเชือกช้างกับเสา ไม่งั้นหมออาจจะโดนเตะได้ บางครั้งหมอโบว์ก็ต้องออกไปรักษานอกสถานที่ด้วยเหมือนกัน ต้องสแตนด์บายเตรียมยาใส่กระเป๋า เตรียมเสื้อเผื่อไปนอนค้างคืน

หมอโบว์ถึงกับหัวเราะเมื่อเราสงสัยว่า กระเป๋ายาช้างจะมีขนาด XL แต่เนื่องจากสถานการณ์ที่ต้องเจอคาดเดาไม่ได้ ความคล่องตัวจึงเป็นเรื่องสำคัญ​

“ที่จริงมียาฉุกเฉินที่ต้องเตรียมไว้อยู่แล้ว เราหิ้วไปได้เลยทั้งลังพร้อมกับยาเพิ่มเติมตามอาการของโรค สมมติว่าช้างท้องอืด ก็ต้องเตรียมยาท้องอืดขนใส่กระเป๋าไป แล้วเดินทางไปกับรถโรงพยาบาลพร้อมคนขับรถ ในกรณีที่ต้องเอาช้างกลับมารักษาต่อที่โรงพยาบาล เราให้น้ำเกลือช้างก่อนได้ แล้วค่อยเอาขึ้นรถกลับมา ติดตามอาการอย่างใกล้ชิดตั้งแต่บ้านเขาจนถึงที่โรงพยาบาล”

ยาสำหรับช้างไม่ได้พิสดารอย่างที่คิด หลัก ๆ ที่ใช้ ส่วนใหญ่ก็คือยาคน แค่ใช้ในปริมาณที่เยอะกว่า อย่างเช่นยาฆ่าเชื้อ Cephalexin ที่ต้องใช้ประมาณ 30 – 40 ขวดต่อครั้ง น้ำเกลือก็ต้องใช้มากกว่าคนประมาณร้อยเท่า ทำให้การรักษาใช้เวลานานจนอาจลากยาวถึงตี 2 เลยทีเดียว 

ไม่ใช่แค่เรื่องยา โรคที่คนเป็นช้างก็เป็นได้เหมือนกัน เช่น โรคท้องอืด ซึ่งฟังดูเหมือนเป็นโรคธรรมดา แต่ก็เป็นเรื่องใหญ่ได้ เพราะช้างเป็นสัตว์ตัวใหญ่แต่ใจเสาะ ท้องอืดนิดเดียวก็กระวนกระวายจนขาดใจตายได้เลย! 

การทำให้ช้างหายป่วยก็ต้องใช้เวลามากกว่าสัตว์ชนิดอื่น ๆ แผลธรรมดาต้องใช้เวลารักษาอย่างน้อย 1 เดือน แผลสาหัสก็อาจจะต้องรักษากันเป็นปีหรือหลายปีก็ได้ แต่ไม่ว่าจะอาการหนักหรือเบา อยู่โรงพยาบาลนานหรือสั้น ช้างทุกตัวที่มาหาหมอ ณ โรงพยาบาลช้างกระบี่จะได้รับการรักษาฟรี

“ถ้าถามว่าโบว์มีนิสัยส่วนไหนที่เข้ากับช้างได้บ้าง ก็อาจจะเป็นคนใจเย็นมั้ง ช้างต้องรักษาแบบเดิมทุกวันจนกว่าจะหาย ต้องพยายามอดทนมากในการรักษา โบว์เป็นคนใจเย็น เป็นคนรอได้ แล้วก็เป็นคนที่ชอบเห็นพัฒนาการของช้างดีขึ้นอย่างช้า ๆ”

‘หมอโบว์’ สัตวแพทย์หญิงตัวเล็กผู้ใช้ความสูง 157 รักษาช้างหนัก 4 ตันเหมือนคนในครอบครัว

ภารกิจคนตัวเล็ก

แม้ทีมสัตวแพทย์จะเป็นผู้จัดการปัญหาเร่งด่วนที่ช้างและเจ้าของจะต้องเผชิญในทุก ๆ วัน แต่การดูแลรักษาสิ่งใดก็ตามอย่างมีประสิทธิภาพ ย่อมต้องใส่ใจการแก้ปัญหาทั้งในระยะสั้นและยาว เราจึงอยากรู้ว่าคนที่คลุกคลีกับช้างอย่างหมอโบว์ คิดว่าปัญหาเกี่ยวกับช้างในปัจจุบันมีอะไรบ้าง 

เธอบอกว่าความท้าทายหนึ่งที่สำคัญในการปฏิบัติงาน คือจำนวนงานวิจัยเกี่ยวกับการรักษาที่จำกัด ทำให้โรคบางโรคของช้างยังรักษาไม่ได้ 

“สมมติว่าหมาแมวท้องอืดเพราะกินอะไรเข้าไป เราผ่าท้องแล้วเอาของชิ้นนั้นออกมาได้เลย แต่ช้างยังไม่มีการผ่าตัดช่องท้อง เพราะช้างเป็นสัตว์ตัวใหญ่ หนังหนา เย็บแผลให้ติดไม่ได้ การผ่าช่องท้องจึงอันตรายกับช้างมาก รักษาได้เฉพาะพื้นฐานภายนอกเท่านั้น”

หมอโบว์ชวนเราถกประเด็นนี้ด้วยการคลี่ปัญหาที่ช้างเผชิญออกมาดูเพิ่มเติม เริ่มจากช่วงโควิดที่ผ่านมา ซึ่งทั้งช้างทั้งคนต่างได้รับผลกระทบ

“สัตวแพทย์ไม่ค่อยเจอปัญหาเท่าไหร่ แต่ช้างกับเจ้าของช้างต้องเจอปัญหาเยอะ ช้างมีอาชีพเกี่ยวกับการท่องเที่ยว เช่น การแสดงช้าง การนั่งหลังช้าง ซึ่งต้องอาศัยนักท่องเที่ยว ผู้ประกอบการบางท่านถึงขั้นปิดปาง ต้องส่งช้างกลับบ้าน หรือไม่ก็ต้องพักงานช้าง พอไม่มีรายได้ก็ต้องลดจำนวนควาญช้างหรือคนดูแลลง เพราะฉะนั้น การดูแลมันจะไม่ทั่วถึง บางเชือกผอมลง บางเชือกป่วยเป็นโรค” 

สำหรับการใช้งานช้าง หมอโบว์ไม่เห็นด้วยที่ให้ช้างทำงานหนักเกินไปไม่ว่างานใดก็ตาม ในส่วนนี้ไม่ได้หมายถึงงานใช้กำลังเพียงอย่างเดียว แต่ยังหมายถึงงานที่ทำให้ช้างได้รับอาหารไม่เหมาะสม เช่น การกินผลไม้ที่มีรสหวานมากเกินไปจนทำให้เกิดภาวะท้องอืดท้องเสียได้ การใช้ช้างทำงานควรอยู่ในระดับที่พอดี 

บางงานก็ให้ช้างทำได้ หากเจ้าของคอยดูแลว่าช้างมีอาหารและน้ำกินเพียงพอ ทำงานเหนื่อยไปหรือไม่ พักผ่อนพอหรือเปล่า สำหรับหมอโบว์ที่ใกล้ชิดกับทั้งควาญช้างและช้าง เธอเข้าใจดีว่าการที่ช้างเป็นสัตว์ใหญ่ ค่าดูแลย่อมสูงตามไปด้วย ควาญช้างทำงานคนเดียวอาจไม่พอ บางทีช้างก็ต้องทำงานเพื่อให้ทั้งตัวเองและเจ้าของพอมีพอกิน 

ปัจจุบันนี้ คนส่วนมากบนโลกขาดความสัมพันธ์กับธรรมชาติ ได้เห็นและรู้จักสัตว์ป่าน้อยลง เหมือนกับที่หมอโบว์พูดไว้ตั้งแต่ต้นว่า มีโอกาสน้อยนักในชีวิตประจำวันที่คนทั่วไปจะได้เจอกับช้าง 

พอรู้น้อย เห็นน้อย ก็ผูกพันน้อย ทำให้เกิดความเพิกเฉยต่อปัญหาที่ช้างกำลังเผชิญตามไปด้วย 

การที่คนตัวเล็ก ๆ หนึ่งคนจะแก้ปัญหาใหญ่ ๆ ได้ ส่วนหนึ่งคือการทำหน้าที่ของตนให้ดี และนำความถนัดของตัวเองมาใช้ให้เกิดประโยชน์ อย่างที่หมอโบว์บันทึกการรักษาแล้วนำมาแบ่งปันให้คนดูได้รู้จักช้างมากขึ้น ขณะเดียวกัน ความช่วยเหลือในระดับที่ใหญ่ขึ้นก็เป็นเรื่องจำเป็น สิ่งที่พอจะช่วยแก้ปัญหาระยะยาวได้ เห็นจะเป็นการให้ความรู้แก่คนเลี้ยงและคนทั่วไปเกี่ยวกับช้าง 

“บางคนซื้อช้างมาด้วยความที่เขามีตังค์ ก็เลยซื้อมาทั้ง ๆ ที่ไม่มีความรู้เรื่องการเลี้ยงช้าง หมอก็ต้องคอยบอกว่าช้างกินอะไรได้บ้างไม่ได้บ้าง สถาบันคชบาลแห่งชาติ ในพระอุปถัมภ์ฯ จึงมีการจัดงานประชุมช้างสำหรับคนเลี้ยงช้างหรือเจ้าของช้างเข้าร่วม เพื่อเรียนรู้วิธีการดูแลช้างอย่างถูกต้อง”

เราหวังว่าการนำประสบการณ์และแง่คิดของหมอโบว์มาเล่าต่อ จะเป็นอีกช่องทางที่ช่วยให้คนรู้จักช้างมากขึ้นอีกนิด และช่วยถ่ายทอดเสียงของทีมสัตวแพทย์ตัวเล็ก ซึ่งกำลังทำหน้าที่รักษาคนไข้ตัวใหญ่อยู่ทุกวัน เมื่อคนตัวเล็กกับสถาบันใหญ่ต่างทำหน้าที่ของตนเพื่อสิ่งเดียวกัน ก็ย่อมทำให้เป้าหมายนั้นสำเร็จ 

ภาพ : หมอโบว์-สัตวแพทย์รัชดาภรณ์ ศรีสมุทร

Writers

จันท์จุฑา ลดาวัลย์ ณ อยุธยา

ตอนเป็นเด็กหญิงคิดว่าถ้ามีพลังวิเศษไม่ได้ก็ขอเขียน ถ้าเขียนไม่ได้ก็ขอร้องเพลง ปัจจุบันเป็นนางสาวนักฝึกฝนตนเองให้ไวต่อความจริงใจ เพราะดันไปแอบชอบพลังวิเศษชนิดนี้ในตัวคน

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load