14 กุมภาพันธ์ 2562
10 K

“…เขามองร่างของเธอกอปรขึ้นจากแสงจันทร์เพ็ญในห้องหนังสือหายากชั้น 3 ตึก 2 เริ่มจากมวลแสงที่ค่อยสว่างจ้าขึ้นบนหนังสือเล่มนั้น ผายเปิดปกสีทองเหลืองของมันออกมาอย่างบรรจงประหนึ่งเวทมนตร์ จากนั้นกระดาษแต่ละแผ่นจึงหลุดลอยละล่องขึ้น บิดม้วนเข้าหากัน เปล่งประกายเป็นสัดส่วนอรชรของหญิงสาวสะพรั่ง…”

โอ๊ต มณเฑียร อ่านท่อนแรกของเรื่องสั้น ‘ศิลปิน ผู้ตกหลุมรัก หนังสือ’ ให้เราฟัง

ถ้อยคำที่ร้อยเรียงอย่างงดงาม สะกดเราให้ตกห้วงภวังค์แห่งตัวอักษร

โอ๊ต มณเฑียร, หนังสือ

โอ๊ต มณเฑียร, หนังสือ

ถ้อยคำเหล่านี้คือส่วนหนึ่งของงาน ‘ศิลปิน ผู้ตกหลุมรัก หนังสือ’ นิทรรศการแบบ mixed media ที่จัดในห้อง ‘วชิรญาณ 2’ ภายในตึกหลักของหอสมุดแห่งชาติ ที่ใช้บัตรประชาชนแลกบัตรเข้าไปได้เลยโดยไม่ต้องเสียค่าเข้าชมใดๆ ตั้งแต่วันวาเลนไทน์ 14 กุมภาพันธ์ 2562 ยาวไปจนถึง 28 เมษายน

ในมือโอ๊ตคือนิยายปกสีแดงเล่มบาง หน้าห้องมีตู้ไม้ที่บรรจุด้วยหนังสือเก่า รอบห้องมีหนังสือที่กลายเป็นงานศิลปะด้วยฝีมือของโอ๊ต และด้านหลังมีตู้บัตรรายการห้องสมุดที่ซ่อนความลับบางประการไว้ สื่อกลางต่างๆ มีจุดมุ่งหมายเดียวกัน คือเล่าเรื่องราวของหอสมุดแห่งชาติ

หอสมุดแห่งชาติ คือสถานที่เก็บหนังสือทุกเล่มในประเทศไทย ตามที่พระราชบัญญัติจดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ. 2550 กำหนดว่า หนังสือหรือสิ่งพิมพ์ทุกเล่มต้องส่งมาให้หอสมุดแห่งชาติจำนวน 2 ฉบับ เพื่อใส่ส่วนห้องสมุด 1 ฉบับ และเก็บเข้าคลังอีก 1 ฉบับ

“ที่แห่งนี้เป็นหนึ่งในพื้นที่ประวัติศาสตร์ของกรุงเทพฯ ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นห้องสมุดโดยเฉพาะ เราคิดว่ามันพิเศษ แต่คนอาจจะลืมไป” โอ๊ตพูดขึ้นระหว่างการสนทนาของเรา

ศิลปิน / ภัณฑารักษ์ / นักอ่าน / นักเขียน ผู้นี้ จึงขอสารภาพรักต่อสถาบันหนังสือด้วยการทำงานนี้ออกมา

ถ้อยเขียนของเราอาจไม่งดงามเท่าของโอ๊ต แต่อยากขอเขียนเล่าถึงเรื่องราวเบื้องหลังของนิทรรศการ ที่ล้ำค่าไม่น้อยไปกว่าผลงานสุดท้ายแล้ว

เมื่อฟังแล้ว เชื่อว่าคุณจะตกหลุมรักทั้งนิทรรศการและหอสมุดแห่งชาติเหมือนกับเรา

โอ๊ต มณเฑียร, หนังสือ โอ๊ต มณเฑียร, หนังสือ

ตีความสถานที่ผ่านศิลปะ

โอ๊ตเริ่มอธิบายกระบวนการสร้างงาน ‘ศิลปิน ผู้ตกหลุมรัก หนังสือ’ ด้วยคำว่า Artist Intervention

หากแปลตรงตัวคือ การแทรกแซงของศิลปิน แต่โอ๊ตเลือกแปลว่า การต่อยอด มากกว่า

นี่เป็นวิธีที่ใช้แพร่หลายกันทั่วโลก เพื่อกระตุ้นให้พิพิธภัณฑ์ คลังของมีค่า หรือหอจดหมายเหตุ กลับมามีชีวิตอีกครั้ง โดยองค์กรจะชวนศิลปินเข้ามาทำความเข้าใจองค์กร แล้วตีความออกมาเป็นงานศิลปะหรือนิทรรศการจัดแสดงในพื้นที่ขององค์กรนั้น

ตัวอย่างที่โอ๊ตยกให้ฟังคือ เคสของพิพิธภัณฑ์งานออกแบบและศิลปะ Victoria & Albert Museum ที่ประเทศอังกฤษ ซึ่งเดิมทีไม่ค่อยมีงานจากแถบแอฟริกาเท่าไร แถมของไม่น้อยในคลังยังเกี่ยวข้องกับเงินที่มาจากการค้าทาส ทางมิวเซียมจึงเชื้อเชิญศิลปินผิวสี Yinka Shonibare มาสร้างงาน ออกมาเป็นประติมากรรมที่ใช้ผ้าลายบาติกแอฟริกัน ตั้งอยู่ตามจุดต่างๆ ในพิพิธภัณฑ์

วิธีการนี้แยบยลตรงที่องค์กรไม่จำเป็นต้องวิพากษ์ตัวเอง เพราะยืมสายตาคนนอกมาช่วยวิพากษ์แทน ทำให้มีความสดใหม่ โดยไม่ต้องเปลี่ยนแปลงสิ่งที่อาจเปลี่ยนกันไม่ได้ง่ายๆ

โอ๊ตมีความเห็นว่า ถ้าใช้วิธีเดียวกันนี้ สร้างชีวิตชีวาให้หอสมุดแห่งชาติได้ก็คงดี

โอ๊ต มณเฑียร, หนังสือ

ผจญภัยในคลังสมบัติของชาติ

เมื่อได้วิธีการแล้ว ศิลปินหนุ่มก็เริ่มจากการเก็บข้อมูล

โอ๊ตเข้ามาที่หอสมุดแห่งชาติทุกวัน เพื่อทำความเข้าใจกับระบบ ตั้งข้อสงสัย และมองหาแรงบันดาลใจ เขาจดบันทึกเรื่องหอสมุดทุกวัน ทั้งเรื่องหนังสือที่อ่าน สิ่งที่เห็น และคนที่ได้พบเจอ

“ที่นี่เป็นเหมือนโลกพิศวง เป็น Wonderland ส่วนเราก็รับบทเป็น อลิซ ผู้สำรวจและซุกซนไปตามที่ต่างๆ” โอ๊ตบอกเราด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น

สิ่งหนึ่งที่ตราตรึงใจเขาเป็นพิเศษ คือตู้อักษรพระนามพระบรมวงศานุวงศ์ ในห้องหนังสือหายาก และตู้หนังสือที่มีชื่อบุคคลสำคัญ เช่น ห้องสมุดวิจิตรวาทการ ห้องสมุดอนุมานราชธน ตู้และหนังสือในตู้เหล่านี้มักอยู่ในโซนที่เรียกว่า ‘ชั้นปิด’ คือไม่อนุญาตให้คนทั่วไปเข้า ทำให้โอ๊ตสนใจและตั้งคำถามถึงที่มาที่ไปของพวกมัน

โอ๊ต มณเฑียร, หนังสือ โอ๊ต มณเฑียร, หนังสือ โอ๊ต มณเฑียร, หนังสือ

“ตู้พวกนี้เป็นสิ่งมหัศจรรย์สำหรับเรา มันสวยมาก หนังสือข้างในก็สวย แล้วก็น่าสงสัยว่าของใคร ทำไมมันมาอยู่ตรงนี้ ทำไมคนคนหนึ่งถึงตัดสินใจจะมอบตู้หนังสือพร้อมหนังสือข้างในให้แก่หอสมุด ความผูกพันของเขากับที่นี่คืออะไร” โอ๊ตเล่าถึงตู้ปิด แววตาเป็นประกาย

เหล่าตู้ปิดลึกลับนี่เอง คือแรงบันดาลใจหลักของโปรเจกต์นี้

โอ๊ต มณเฑียร, หนังสือ โอ๊ต มณเฑียร, หนังสือ โอ๊ต มณเฑียร, หนังสือ


รวมความประทับใจ ใส่ลงในหนังสือ

โอ๊ตเลือกกลั่นกรองความสนใจเรื่องตู้ปิดและสมบัติลับอื่นๆ ของหอสมุด ออกมาเป็นเรื่องสั้น

“ถ้าเล่าเรื่องที่นี่เป็นหนังสือประวัติศาสตร์ คนคงไม่ค่อยอ่าน แต่ถ้าเป็นนิยายรักคนรุ่นเราๆ คงอินได้ง่ายขึ้น” เขาบอก

โอ๊ตปล่อยจินตนาการให้วิ่งเล่นในหอสมุดอย่างเต็มที่ เขาไปเจอ มัทนะพาธา พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 6 ว่าด้วยมัทนา หญิงสาวที่โดนสาปให้เป็นกุหลาบ แล้วจะกลายร่างเป็นผู้หญิงทุกคืนจันทร์เต็มดวง จึงเลือกหยิบตัวละครมัทนามาเป็นตัวดำเนินเรื่อง โดยจินตนาการต่อไปเองว่าหากมัทนาไม่ได้เป็นดอกกุหลาบ แต่เป็นหนังสือ ห้องสมุดจะกลายเป็นสถานที่โรแมนติกขนาดไหน

ภาษาในเรื่องอาจฟังดูย้อนยุคเล็กน้อย เพราะโอ๊ตตั้งใจเลียนแบบสำเนียงของนักเขียนอย่าง อิศรา อมันตกุล, ธิดา บุนนาค และ ‘รงค์ วงษ์สวรรค์ ด้วยเหตุผลว่า เป็นภาษาที่ไม่ได้เน้นเล่าเรื่อง แต่เน้นเร้าความรู้สึกมากกว่า

ในหนังสือมีเลขเรียกหนังสือแทรกอยู่ตลอดเรื่อง หากอ่านๆ ไปแล้วสงสัยว่าตัวละครกำลังพูดถึงหนังสือเล่มไหน ก็ลองจดเลขเหล่านี้ไปเปิดดูและตามอ่านได้ด้วย เรียกว่าอ่านแค่หนึ่ง ก็ต่อยอดไปได้อีกหลายเล่ม

โอ๊ต มณเฑียร, หนังสือ


ให้บรรยากาศช่วยเล่าเรื่อง

ไม่ใช่แค่ในเรื่องสั้น แต่เรามองเห็นความรักของโอ๊ตล้นทั่วทุกมุมห้อง

“เราเขียนหนังสือขึ้นมาหนึ่งเล่ม แล้วจัดห้องทั้งห้องให้เป็นบรรยากาศที่สมบูรณ์แบบสำหรับการอ่านหนังสือเล่มนี้” โอ๊ตอธิบาย เขาเริ่มจากการจัดไฟให้ได้บรรยากาศ และยกเอาองค์ประกอบต่างๆ ในหนังสือออกมาวางบนโลกความเป็นจริง เช่นตู้ไม้ที่เต็มไปด้วยหนังสือเก่า ซึ่งเขายกมาจากบ้านตัวเอง โดยเลือกเติมตู้ด้วยหนังสือรุ่นเดียวกับหนังสือในตู้บนหอสมุด เพื่อให้ได้อารมณ์คล้ายว่านี่คือตู้ปิดอีกตู้ที่มีคนยกมาให้หอสมุด

โอ๊ต มณเฑียร, หนังสือ โอ๊ต มณเฑียร, หนังสือ

รวมถึงศิลปะบนหนังสือที่จัดแสดงอยู่รอบห้อง นี่คือผลงานจากนิทรรศการ Ex-Libris ที่เขาจัดเมื่อ 6 ปีก่อน โอ๊ตเลือกมาเพียงบางเรื่องที่ถูกพูดถึงในเรื่องสั้น เช่น ชาร์ลี กับ โรงงานช็อกโกแลต และ อยากให้เรื่องนี้ไม่มีโชคร้าย

โอ๊ต มณเฑียร, หนังสือ โอ๊ต มณเฑียร, หนังสือ

นอกจากนั้น เขายังให้โจนัส เดปท์ นักเปียโนแห่งชาติจากเบลเยียม คนรักของเขา ช่วยเล่นเปียโนจุฑาธุช เปียโนสองด้านหลังเดียวในประเทศไทย ที่สถิตอย่างนิ่งเงียบอยู่ในหอสมุดแห่งชาติ ก่อนอัดเสียงมาเพื่อเปิดบรรเลงคลอ สร้างบรรยากาศไปอีกขั้น

โอ๊ตขยิบตา บอกเราว่า ต้องอ่านเรื่องสั้นก่อน แล้วจึงจะเข้าใจว่าทุกองค์ประกอบของนิทรรศการร้อยเรียงกันอย่างไร

โอ๊ต มณเฑียร, หนังสือ

โอ๊ต มณเฑียร, หนังสือ


งานศิลปะในพื้นที่ราชการ

ทำงานกับหน่วยงานราชการ ยากไหม เราถาม

“ไม่เลย” โอ๊ตตอบ “องค์กรอย่างนี้ คนส่วนมากคิดว่าคงเข้ามาทำงานศิลปะได้ยาก ซึ่งตอนแรกเราก็คิดแบบนั้น แต่พอทำจริงๆ ทุกอย่างมันเกิดขี้นได้อย่างรวดเร็วมาก เพราะในนี้มีคนตัวเล็กๆ ที่ช่วยกันอยู่”

หากยังไม่เชื่อ ขอบอกว่างานนี้ใช้เวลาทำตั้งแต่เริ่มเสนอจนถึงจัดแสดงเพียง 2 เดือน โดยได้รับอนุมัติจากผู้อำนวยการหอตั้งแต่วันแรกที่เสนอแนวคิด และออกมาสำเร็จได้ทันวันแสดงอย่างฉิวเฉียด เพราะการร่วมมือของทุกฝ่าย ทั้งภัณฑารักษ์ที่ใจดีพาเดินดู ฝ่ายประชาสัมพันธ์ที่คอยช่วยเหลือเมื่อโอ๊ตต้องการ และคนตัวเล็กตัวน้อยในหอสมุดอีกมากมาย

สิ่งที่เราประทับใจที่สุด คือการเข้าเล่มและพิมพ์ปกเรื่องสั้น ที่ฝ่ายอนุรักษ์และซ่อมแซมทำให้อย่างดีจนเสร็จออกมาทันเวลา

ตัวอักษรสีทองเปล่งประกายบนหน้าปก เกิดจากการพิมพ์ด้วยตัวตะกั่วทีละตัว (letter press)

สวยจับใจเพราะทำด้วยหัวใจ

“เราอาจมองต่างกัน แต่ถ้ามัวแต่โฟกัสที่ความต่าง งานมันก็จะไม่ไปไหน ทั้งที่ทุกฝ่ายรักหนังสือ อยากให้คนมาใช้งาน ถ้าเรากลับมาที่โฟกัสตรงนี้ มันก็เวิร์กออกมาได้” โอ๊ตถอดบทเรียนให้ฟัง

โอ๊ต มณเฑียร, หนังสือ โอ๊ต มณเฑียร, หนังสือ


เกิดจากความรักทั้งนั้น

งานทั้งหมดนี้ต้องการสื่อสารอะไร

“เราอยากให้คนที่มารู้สึกว่าประสบการณ์การอ่านหนังสือที่ห้องสมุดมีเสน่ห์ คือต้องเดินทางมาถึงที่นี่ เพื่อมาเจอหนังสือที่ไม่ใช่ของเรา ที่เอากลับไปไม่ได้ มันเหมือนการได้พบรัก แล้วสุดท้ายคุณก็ต้องวางมันไว้” โอ๊ตอธิบาย

โรแมนติกกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว

คนหลายคนรักหนังสือหลายแบบ โอ๊ตรักด้วยการอ่าน คนอื่นอาจรักด้วยการสะสม แต่ทำไมต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งล่ะ หากมองดูไปรอบหอสมุดแห่งชาติ จะพบว่าที่แห่งนี้รักหนังสือทุกแบบพร้อมกันโดยไม่ต้องเลือก ทั้งในด้านสะสม บูรณะ ซ่อมแซม และเปิดให้คนเข้ามาอ่าน

เราอ่านหนังสือปกแดงของโอ๊ต แล้วรู้สึกถึงจิตวิญญาณของหอสมุดแห่งชาติได้ชัดเจน

อาจเพราะมันกลั่นกรองออกมาจากความรักกระมัง

โอ๊ต มณเฑียร, หนังสือ

โอ๊ต มณเฑียร, หนังสือ

ภาพ :   ปฎิพล รัชตอาภา
ดูรายละเอียดงานเพิ่มเติม ที่นี่

 

Writer

อลิษา ลิ้มไพบูลย์

นักอยากเขียนผู้เรียนปรัชญาเพื่อเยียวยาอาการคิดมาก เวลาว่างใช้ไปกับการร้องคอรัสเล่นๆ แบบจริงจัง และดูหนังอย่างจริงจังไปเล่นๆ

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

20 กุมภาพันธ์ 2561
758

วันนี้ ในผืนน้ำขั้วโลกใต้อันไกลโพ้นไร้ผู้คน อนุภาคพลาสติกถูกพบลอยอยู่ในมหาสมุทรแอนตาร์กติก

ทุกวัน เราสั่งกาแฟจากร้านโปรดที่คนชงใจดีเขียนชื่อพร้อมรูปยิ้มรู้ใจให้เราเริ่มต้นวันแบบสดใสเหมือนลายเส้นง่ายๆ ชวนอารมณ์ดี

365 วัน เราใช้แก้วพลาสติก 365 ใบ หลอดดูด 365 หลอด

เพียงกิจกรรมเดียวที่เราทำในแต่ละวัน เราได้สะสมขยะพลาสติกไปแล้วนับไม่ถ้วน มีงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ Science ชี้ว่า ปริมาณขยะพลาสติกที่เล็ดลอดออกสู่มหาสมุทรในแต่ละปีมีมากถึง 8 ล้านตัน แถมยังมีรายงานจาก World Economic Forum อีกชิ้นทำนายว่า ถ้าเราทุกคนต่างนิ่งดูดาย ภายในปี 2050 โลกจะมีพลาสติกมากกว่าปลาในมหาสมุทรทั้งหมดรวมกันเสียอีก

พลาสติกบุกขั้วโลกใต้

ไม่แปลก ที่ล่าสุดพบว่ามีอนุภาคพลาสติกลอยอยู่ในมหาสมุทรแอนตาร์กติกแล้ว

ขั้วโลกใต้ ดินแดนร้างที่ไร้มนุษย์ตั้งรกราก จะมีก็แต่สถานีวิจัย เพนกวิน แมวน้ำ และสาหร่าย นั่นแหละ

การค้นพบดังกล่าวเป็นข้อมูลใหม่ในวงการวิทยาศาสตร์ซึ่งถูกค้นพบระหว่างการแข่งขัน Volvo Ocean Race การแข่งขันเรือยอชต์ในตำนานที่เริ่มต้นตั้งแต่ปี 1973 ‘การตรวจสุขภาพน้ำ’ เกิดขึ้นเมื่อปลายปีที่แล้ว จากตัวอย่างน้ำในมหาสมุทรระหว่าง 2 ช่วงการแข่งขัน จากลิสบอนไปเคปทาวน์ และจากเคปทาวน์มาถึงเมลเบิร์น

นั่นหมายความว่า ปัญหาขยะพลาสติกไปไกลและไปเร็วกว่าที่เราคิด

 

ตรวจสุขภาพน้ำในมหาสมุทร

Volvo Ocean Race

นับเป็นการริเริ่มที่ดี เพราะไหนๆ การแข่งขันเรือยอชต์รอบโลกสุดทรหดที่เดินทางกว่า 45,000 ไมล์ทะเล หรือกว่า 83,000 กิโลเมตรก็ต้องผ่าน 4 มหาสมุทรใน 6 ทวีปอยู่แล้ว แน่นอนว่า การล่องเรือบนเส้นทางอันยาวนานต้องผ่านน่านน้ำที่ไม่เคยมีผู้ใดแตะต้องมาก่อน ในปีนี้ Volvo Ocean Race จึงริเริ่มโครงการเพื่อความยั่งยืน โดยร่วมมือกับแคมเปญ Cleanseas ของ UN Environment ในการส่งต่อสัญญานอันตรายของยุคพลาสติกสู่ผู้คนทั่วโลก

Turn the Tide on Plastic คือหนึ่งในเรือที่เข้าร่วมการแข่งขัน ชื่อเรือที่ปรากฏชัดเจนอยู่บนใบเรือขนาดมหึมาพื้นที่กว่า 296 ตารางเมตร ปรากฏข้อความ ‘It’s Time to Turn the Tide’ เพื่อกระตุ้นเตือนว่า กลับลำเสีย เลิกใช้พลาสติกกันเถอะ นอกจากเรือลำนี้มีพันธกิจในการรณรงค์เรื่องการลดการใช้พลาสติก ให้ผู้คนตระหนักถึงวิกฤตการณ์ทางทะเลแล้ว ยังติดตั้งอุปกรณ์ตรวจสภาพน้ำ วัดความเค็ม ปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ และสาหร่ายในน้ำทะเล รวมถึงเซนเซอร์จับปริมาณอนุภาคพลาสติก เพื่อส่งข้อมูลที่บันทึกได้ในแต่ละจุดที่ระบุตำแหน่งด้วยจีพีเอส ให้กับ GEOMAR Helmholtz Centre for Ocean Research Kiel สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์ทางทะเลในเมืองคีล (Kiel) ประเทศเยอรมนี เพื่อศึกษาต่อในเชิงลึก ไม่นานมานี้ เรือ AkzoNobel อีกลำก็เพิ่งได้รับการติดตั้งเครื่องมือแบบเดียวกันเพื่อช่วยตรวจคุณภาพน้ำทะเลอีกแรง

Volvo Ocean Race Volvo Ocean Race

มากกว่านั้น ตลอดระยะทางที่เริ่มต้นจากอลิกันเต้ (Alicante) เมืองท่าในสเปน ตั้งแต่วันที่ 22 ตุลาคมที่ผ่านมา เรือที่เข้าร่วมแข่งขันทั้งหมด 7 ลำยังมีภารกิจในการปล่อยทุ่นตามที่ต่างๆ ระหว่างทางจนกว่าจะถึงจุดหมายปลายทางที่กรุงเฮก (Hague) ประเทศเนเธอร์แลนด์ ในเดือนมิถุนายน ทุ่นนี้ทำหน้าที่ตรวจสภาพน้ำและข้อมูลอุตุนิยมวิทยา ก่อนส่งต่อข้อมูลไปยังดาวเทียม ณ เวลาจริง แล้วรายงานผลให้นักวิทยาศาสตร์ใช้ประกอบการพยากรณ์อากาศและสภาพภูมิอากาศในอนาคต นับเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่ช่วยให้นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกเห็นภาพของมลภาวะในทะเลในปัจจุบัน

มีข้อมูลสนุกๆ ที่ทีมงาน Volvo Ocean Race เล่าให้เราฟังว่า มีทุ่นบางอันถูกปล่อยลงในบริเวณร้างอ้างว้างสุดๆ อย่าง Point Nemo จุดที่ห่างไกลผืนดินและเกาะใดๆ ในโลก ถ้าจะหาเพื่อนสักคน มนุษย์ที่อยู่ใกล้บริเวณนั้นที่สุด คือเจ้าหน้าที่ที่ประจำการบนสถานีอวกาศนานาชาติ

Volvo Ocean Race

Volvo Ocean Race

จากการบันทึกข้อมูลระหว่างการแข่งขัน มหาสมุทรใหญ่ในโลกเราต่างอยู่ในภาวะย่ำแย่ เพราะพบว่ามีอนุภาคพลาสติกเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิมจนน่ากังวล 152, 115 และ 89 คือ จำนวนอนุภาคพลาสติกที่พบปะปนในน้ำต่อลูกบาศก์เมตร ในบริเวณตะวันออกของแอฟริกาใต้ น่านน้ำออสเตรเลียใกล้เมลเบิร์น และมหาสมุทรแอตแลนติกใต้ไม่ไกลจากเคปทาวน์ ตามลำดับ

ส่วนในผืนน้ำกว้างใหญ่สุดขั้วโลกใต้ พบว่ามีอนุภาคพลาสติก 4 อนุภาคในน้ำ 1 ลูกบาศก์เมตร แม้เมื่อเทียบกับมหาสมุทรแห่งอื่นๆ แอนตาร์กติกจะมีจำนวนอนุภาคพลาสติกน้อยกว่า แต่ข้อมูลใหม่สดชิ้นนี้ฟ้องว่าพลาสติกได้เดินทางไปสู่พื้นที่อันไกลโพ้นไร้ผู้คนแล้ว นั่นคือสัญญาณที่เราไม่ควรละเลย

 

 

พฤติกรรมเล็กๆ ที่ส่งผลยิ่งใหญ่

อนุภาคพลาสติกที่ว่าก็มาจากพลาสติกที่เราต่างใช้ในชีวิตประจำวัน ที่แตกย่อยจากชิ้นใหญ่กลายเป็นเศษขนาดเล็กจิ๋วเกินกว่าตาเปล่าจะมองเห็น แล้วไหลลงมหาสมุทรในปลายทาง

Volvo Ocean Race

ชีวิตบนเรือตลอด 24 ชั่วโมงกว่านานกว่า 9 เดือนของนักแข่ง 7 ทีม 78 คน ทำให้พวกเขาได้เห็นความเปลี่ยนแปลงของสุขภาพน้ำทะเลโดยตรง นอกจากจะต้องใช้ชีวิตสุดทรหด เบียดเสียดกันบนเรือขนาด 65 ฟุต ผลัดเวรกันเดินเรือในทุกสภาพอากาศที่ธรรมชาติจัดสรรให้ พวกเขายังมีวิถีที่ต้องใช้ชีวิตเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างเคร่งครัด

พวกเขาใช้แปรงสีฟันไม้ไผ่ พวกเขาไม่ใช้หลอดดูดหรือพลาสติกที่ใช้ครั้งเดียวทิ้ง พวกเขาดื่มน้ำจากเครื่องทำน้ำจืดเพื่อลดการใช้ขวดน้ำขนาด 1 ลิตรราว 13,500 ขวด พวกเขาเก็บหีบห่ออาหารแช่แข็งที่นำไปบริโภคบนเรือเพื่อกลับมารีไซเคิล พวกเขาจดการใช้ไฟฟ้า น้ำ ขยะ ที่เกิดขึ้นตลอดการแข่งขันเพื่อวัดผลกระทบที่สร้างต่อสิ่งแวดล้อม พวกเขาใส่แว่นกันแดดทำจากตาข่ายจับปลารีไซเคิล พวกเขาทาครีมกันแดดที่ปราศจากส่วนประกอบที่เป็นอันตรายต่อแนวปะการังใต้ทะเล

Volvo Ocean Race

Volvo Ocean Race

สำหรับคนเมืองอย่างเรา ปัญหาพลาสติกล้นโลกเป็นประเด็นที่ (ดูเหมือน) ทุกคนจะกังวล แต่ในทางปฏิบัติ เราก็ยังไม่ได้ลด-ละ-เลิกใช้พลาสติกกันอย่างจริงจัง ในระหว่างการแวะพักใน 12 เมืองใหญ่ทั่วโลกตลอดการแข่งขัน Volvo Ocean Race มีการจัดเทศกาลกลางแจ้ง โดยตั้งชื่อพื้นที่จัดงานว่า Race Village ในหมู่บ้านนักแข่งเรือจำลองแห่งนี้มีหลากหลายกิจกรรมให้คนทุกวัยได้มาร่วมสนุก

ที่ Race Village ที่ฮ่องกง เราได้เห็นการรณรงค์เรื่องความยั่งยืนและลดการใช้พลาสติกที่ใช้ครั้งเดียวทิ้งผ่านทุกรายละเอียดในงานอย่างจริงจัง ตู้กดน้ำกระจายอยู่ทั่วงานเป็นตัวอย่างง่ายๆ ที่เราชื่นชอบและชื่นชม เพราะนั่นหมายความว่าในงานจะไม่มีน้ำบรรจุขวดพลาสติกขาย เป็นกุศโลบายเชิญชวนให้ทุกคนพกขวดน้ำมาเอง ผู้จัดงานบอกว่าระหว่างการจัดงานที่ผ่านมาใน 3 เมืองสามารถลดการใช้ขวดพลาสติกได้กว่า 80,000 ขวด

ใช่ การพกขวดน้ำติดตัวไปไหนต่อไหนด้วยก็ไม่ได้ลำบากอะไรนี่นา

Volvo Ocean Race

ภาชนะและช้อนส้อมที่ย่อยสลายได้ ถังขยะแยกประเภท โครงสร้างและเฟอร์นิเจอร์ที่ใช้ในการจัดงาน มาจากปีก่อนและจะถูกนำไปใช้ในเมืองต่อๆ ไป สารคดีเกี่ยวกับการอนุรักษ์ธรรมชาติให้ความรู้แฝงความบันเทิง ต่างช่วยฝังเมล็ดพันธ์ุแห่งจิตสำนึกไว้ให้ผู้ร่วมงาน

แม้จะดูไม่มากมาย แต่การเปลี่ยนแปลงเริ่มจากปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทีละน้อยของคนเล็กๆ เมื่อรวมกันก็มีผลยิ่งใหญ่ต่อโลกได้ อาจเรียกว่า Volvo Ocean Race เป็นแบบอย่างของการรณรงค์ที่ไม่เพียงแต่ป่าวประกาศ แต่ทำให้ดู

 

สอนและสื่อสารความยั่งยืน

ในงานเราได้พบกับลูซี่ ฮันท์ (Lucy Hunt) ผู้เป็น Sustainability Education Manager ประจำ Volvo Ocean Race เธอเป็นแกนนำในการส่งต่อแนวคิดเรื่องความยั่งยืนผ่านโปรแกรมการศึกษาออนไลน์ ควบคู่ไปกับการจัดเวิร์กช็อปตามเมืองต่างๆ ที่การแข่งขันแวะพัก

Wisdom คือมาสคอตประจำการแข่งขันที่เธอมักพาไปไหนต่อไหนด้วย เธอชี้ชวนให้เราเอามือล้วงเข้าไปในท้องของเจ้าตุ๊กตานกทะเลหน้าตาเป็นมิตร ในท้องของมันเต็มไปด้วยพลาสติก ฝาขวด แปรงสีฟัน เศษตาข่าย ท่อพีวีซี

อ๋อ เราเข้าใจผลกระทบที่พลาสติกมีต่อระบบนิเวศได้ทันที

Lucy Hunt

ด้วยปูมหลังการเป็นนักชีววิทยาทางทะเล ลูซี่พัฒนาหลักสูตรสนุกที่เข้าใจและเข้าถึงง่าย การงดหรือลดการใช้พลาสติกเป็นหัวใจของโปรแกรม ตามแนวคิด Turn the Tide on Plastic เช่นเดียวกับการแข่งขันในปีนี้ สื่อการสอนของเธอมุ่งไปยังเด็กอายุ 6 – 12 ปี มีการแปลแล้ว 6 ภาษา ถูกนำไปใช้โดยครูใน 30 ประเทศ เข้าถึงเด็กทั่วโลกแล้วกว่า 35,000 คน แม้เพิ่งเริ่มโครงการเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา แต่ผลตอบรับดีเกินคาด เพราะ “มีเด็กหญิงคนหนึ่งลุกขึ้นเขียนจดหมายถึงนายกรัฐมนตรีอังกฤษว่าให้แบนพลาสติก” ลูซี่หัวเราะ

“ครูหลายคนมาเล่าให้ฟังว่า เด็กๆ กระตือรือร้นมากในการช่วยลดการใช้พลาสติกในชีวิตประจำวัน พวกเขาเป็นคนบอกพ่อแม่ให้แยกขยะและรีไซเคิล”

Lucy Hunt

บทเรียนสำคัญ มหาสมุทรมีความสำคัญอย่างไร พลาสติกทำร้ายโลกเราอย่างไร เราจะช่วยกันลดขยะพลาสติกได้อย่างไร ทั้งหมดมาในรูปแบบการสอนหลากหลาย พร้อมกิจกรรมให้เด็กๆ ลงมือทำ สอดแทรกไปกับความรู้วิชาต่างสาขา ไม่ว่าจะภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ ภาษา ศิลปะ สเต็มศึกษา (STEM: Science, Technology, Engineering, Math) ไปจนถึงวิชาความเป็นพลเมืองโลก

 

หว่านเมล็ดพันธ์ุแห่งความหวัง

การทิ้งมรดกและแนวคิดที่ดีไว้ให้กับคนรุ่นหลังเป็นเป้าหมายของโครงการเพื่อความยั่งยืน หนึ่งในสื่อการสอนที่ลูซี่ใช้กับเด็กๆ เพื่อให้พวกเขาตระหนักถึงผลกระทบจากกิจกรรมประจำวันที่มีต่อระบบสิ่งแวดล้อมอย่างง่ายๆ คือการจดปริมาณการใช้พลาสติกในแต่ละวัน พอเด็กๆ รู้ว่ามีส่วนสร้างขยะพลาสติกในชีวิตประจำวันมากน้อยเพียงใด ทำให้พวกเขาอยากลดและงดการใช้พลาสติกไปโดยอัตโนมัติ

Race Village Hong Kong

บทเรียนสุดท้ายในโปรแกรมเรียกว่า พลาสติกฟุตพรินต์เชิงบวก ที่ทำให้เด็กๆ ได้ทำความรู้จักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ระบบเศรษฐกิจที่ต่อวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ โดยการนำวัตถุดิบที่ผ่านการผลิตและบริโภคแล้วเข้าสู่กระบวนการผลิตใหม่เพื่อลดการใช้วัตถุดิบและนำขยะกลับมาใช้ใหม่ให้ได้มากที่สุด บทนี้ยังรวมไปถึงการสอนให้เด็กๆ ใช้พลาสติกตามหลัก 5 R อันได้แก่ Rethink (คิดก่อนใช้), Refuse (งด), Reduce (ลด), Reuse (นำกลับมาใช้ซ้ำ) และ Recycle (รีไซเคิล) ด้วย

Race Village Hong Kong Race Village Hong Kong

แล้วทำอย่างไรดีถ้าทั้งห่วงโซ่การผลิตยังใช้พลาสติกอย่างบ้าคลั่ง “เราเริ่มได้ที่ตัวเรา” ลูซี่ยิ้ม “โดยส่วนตัว ฉันไม่ใช้หลอด เวลาไปไหนก็จะบอกว่า ‘ไม่เอาหลอดค่ะ’ แต่บางทีก็ลืมพูด ทำให้แอบโมโหตัวเองอยู่บ่อยๆ พอบอกไม่เอาหลอด บางทีก็โดนมองแปลกๆ อีกอย่างคือฉันพกแก้วและขวดน้ำส่วนตัวพกไปด้วยทุกที่ แค่ 2 อย่างง่ายๆ ก็ช่วยลดขยะพลาสติกได้มาก”

Race Village Hong Kong Race Village Hong Kong

พรุ่งนี้ เราสั่งกาแฟจากร้านโปรดที่คนชงใจดีเขียนชื่อพร้อมรูปยิ้มรู้ใจให้เราเริ่มต้นวันแบบสดใสเหมือนลายเส้นง่ายๆ ชวนอารมณ์ดี

อีก 1 ปีผ่านไป เราไม่เปลี่ยนพฤติกรรม เราใช้แก้วพลาสติกอีก 365 ใบ หลอดดูดอีก 365 หลอด

อีกไม่นาน เราสั่งซุปปลาเลิศรส แต่อาจได้ซด ‘ซุปพลาสติก’ แทน เพราะในวงล้อของวัฏฏะ ทุกสิ่งจะวนกลับมาหาเราเอง

ภาพ: Volvo Ocean Race, Volvo Car Thailand

Writer

พิมชนก พึ่งบุญ ณ อยุธยา

อินโทรเวิร์ด ที่ชอบ 'คุย' กับคน เพื่อสำรวจความคิดและถ่ายทอดเรื่องราวบันดาลใจ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load