14 กุมภาพันธ์ 2562
10 K

“…เขามองร่างของเธอกอปรขึ้นจากแสงจันทร์เพ็ญในห้องหนังสือหายากชั้น 3 ตึก 2 เริ่มจากมวลแสงที่ค่อยสว่างจ้าขึ้นบนหนังสือเล่มนั้น ผายเปิดปกสีทองเหลืองของมันออกมาอย่างบรรจงประหนึ่งเวทมนตร์ จากนั้นกระดาษแต่ละแผ่นจึงหลุดลอยละล่องขึ้น บิดม้วนเข้าหากัน เปล่งประกายเป็นสัดส่วนอรชรของหญิงสาวสะพรั่ง…”

โอ๊ต มณเฑียร อ่านท่อนแรกของเรื่องสั้น ‘ศิลปิน ผู้ตกหลุมรัก หนังสือ’ ให้เราฟัง

ถ้อยคำที่ร้อยเรียงอย่างงดงาม สะกดเราให้ตกห้วงภวังค์แห่งตัวอักษร

โอ๊ต มณเฑียร, หนังสือ

โอ๊ต มณเฑียร, หนังสือ

ถ้อยคำเหล่านี้คือส่วนหนึ่งของงาน ‘ศิลปิน ผู้ตกหลุมรัก หนังสือ’ นิทรรศการแบบ mixed media ที่จัดในห้อง ‘วชิรญาณ 2’ ภายในตึกหลักของหอสมุดแห่งชาติ ที่ใช้บัตรประชาชนแลกบัตรเข้าไปได้เลยโดยไม่ต้องเสียค่าเข้าชมใดๆ ตั้งแต่วันวาเลนไทน์ 14 กุมภาพันธ์ 2562 ยาวไปจนถึง 28 เมษายน

ในมือโอ๊ตคือนิยายปกสีแดงเล่มบาง หน้าห้องมีตู้ไม้ที่บรรจุด้วยหนังสือเก่า รอบห้องมีหนังสือที่กลายเป็นงานศิลปะด้วยฝีมือของโอ๊ต และด้านหลังมีตู้บัตรรายการห้องสมุดที่ซ่อนความลับบางประการไว้ สื่อกลางต่างๆ มีจุดมุ่งหมายเดียวกัน คือเล่าเรื่องราวของหอสมุดแห่งชาติ

หอสมุดแห่งชาติ คือสถานที่เก็บหนังสือทุกเล่มในประเทศไทย ตามที่พระราชบัญญัติจดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ. 2550 กำหนดว่า หนังสือหรือสิ่งพิมพ์ทุกเล่มต้องส่งมาให้หอสมุดแห่งชาติจำนวน 2 ฉบับ เพื่อใส่ส่วนห้องสมุด 1 ฉบับ และเก็บเข้าคลังอีก 1 ฉบับ

“ที่แห่งนี้เป็นหนึ่งในพื้นที่ประวัติศาสตร์ของกรุงเทพฯ ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นห้องสมุดโดยเฉพาะ เราคิดว่ามันพิเศษ แต่คนอาจจะลืมไป” โอ๊ตพูดขึ้นระหว่างการสนทนาของเรา

ศิลปิน / ภัณฑารักษ์ / นักอ่าน / นักเขียน ผู้นี้ จึงขอสารภาพรักต่อสถาบันหนังสือด้วยการทำงานนี้ออกมา

ถ้อยเขียนของเราอาจไม่งดงามเท่าของโอ๊ต แต่อยากขอเขียนเล่าถึงเรื่องราวเบื้องหลังของนิทรรศการ ที่ล้ำค่าไม่น้อยไปกว่าผลงานสุดท้ายแล้ว

เมื่อฟังแล้ว เชื่อว่าคุณจะตกหลุมรักทั้งนิทรรศการและหอสมุดแห่งชาติเหมือนกับเรา

โอ๊ต มณเฑียร, หนังสือ โอ๊ต มณเฑียร, หนังสือ

ตีความสถานที่ผ่านศิลปะ

โอ๊ตเริ่มอธิบายกระบวนการสร้างงาน ‘ศิลปิน ผู้ตกหลุมรัก หนังสือ’ ด้วยคำว่า Artist Intervention

หากแปลตรงตัวคือ การแทรกแซงของศิลปิน แต่โอ๊ตเลือกแปลว่า การต่อยอด มากกว่า

นี่เป็นวิธีที่ใช้แพร่หลายกันทั่วโลก เพื่อกระตุ้นให้พิพิธภัณฑ์ คลังของมีค่า หรือหอจดหมายเหตุ กลับมามีชีวิตอีกครั้ง โดยองค์กรจะชวนศิลปินเข้ามาทำความเข้าใจองค์กร แล้วตีความออกมาเป็นงานศิลปะหรือนิทรรศการจัดแสดงในพื้นที่ขององค์กรนั้น

ตัวอย่างที่โอ๊ตยกให้ฟังคือ เคสของพิพิธภัณฑ์งานออกแบบและศิลปะ Victoria & Albert Museum ที่ประเทศอังกฤษ ซึ่งเดิมทีไม่ค่อยมีงานจากแถบแอฟริกาเท่าไร แถมของไม่น้อยในคลังยังเกี่ยวข้องกับเงินที่มาจากการค้าทาส ทางมิวเซียมจึงเชื้อเชิญศิลปินผิวสี Yinka Shonibare มาสร้างงาน ออกมาเป็นประติมากรรมที่ใช้ผ้าลายบาติกแอฟริกัน ตั้งอยู่ตามจุดต่างๆ ในพิพิธภัณฑ์

วิธีการนี้แยบยลตรงที่องค์กรไม่จำเป็นต้องวิพากษ์ตัวเอง เพราะยืมสายตาคนนอกมาช่วยวิพากษ์แทน ทำให้มีความสดใหม่ โดยไม่ต้องเปลี่ยนแปลงสิ่งที่อาจเปลี่ยนกันไม่ได้ง่ายๆ

โอ๊ตมีความเห็นว่า ถ้าใช้วิธีเดียวกันนี้ สร้างชีวิตชีวาให้หอสมุดแห่งชาติได้ก็คงดี

โอ๊ต มณเฑียร, หนังสือ

ผจญภัยในคลังสมบัติของชาติ

เมื่อได้วิธีการแล้ว ศิลปินหนุ่มก็เริ่มจากการเก็บข้อมูล

โอ๊ตเข้ามาที่หอสมุดแห่งชาติทุกวัน เพื่อทำความเข้าใจกับระบบ ตั้งข้อสงสัย และมองหาแรงบันดาลใจ เขาจดบันทึกเรื่องหอสมุดทุกวัน ทั้งเรื่องหนังสือที่อ่าน สิ่งที่เห็น และคนที่ได้พบเจอ

“ที่นี่เป็นเหมือนโลกพิศวง เป็น Wonderland ส่วนเราก็รับบทเป็น อลิซ ผู้สำรวจและซุกซนไปตามที่ต่างๆ” โอ๊ตบอกเราด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น

สิ่งหนึ่งที่ตราตรึงใจเขาเป็นพิเศษ คือตู้อักษรพระนามพระบรมวงศานุวงศ์ ในห้องหนังสือหายาก และตู้หนังสือที่มีชื่อบุคคลสำคัญ เช่น ห้องสมุดวิจิตรวาทการ ห้องสมุดอนุมานราชธน ตู้และหนังสือในตู้เหล่านี้มักอยู่ในโซนที่เรียกว่า ‘ชั้นปิด’ คือไม่อนุญาตให้คนทั่วไปเข้า ทำให้โอ๊ตสนใจและตั้งคำถามถึงที่มาที่ไปของพวกมัน

โอ๊ต มณเฑียร, หนังสือ โอ๊ต มณเฑียร, หนังสือ โอ๊ต มณเฑียร, หนังสือ

“ตู้พวกนี้เป็นสิ่งมหัศจรรย์สำหรับเรา มันสวยมาก หนังสือข้างในก็สวย แล้วก็น่าสงสัยว่าของใคร ทำไมมันมาอยู่ตรงนี้ ทำไมคนคนหนึ่งถึงตัดสินใจจะมอบตู้หนังสือพร้อมหนังสือข้างในให้แก่หอสมุด ความผูกพันของเขากับที่นี่คืออะไร” โอ๊ตเล่าถึงตู้ปิด แววตาเป็นประกาย

เหล่าตู้ปิดลึกลับนี่เอง คือแรงบันดาลใจหลักของโปรเจกต์นี้

โอ๊ต มณเฑียร, หนังสือ โอ๊ต มณเฑียร, หนังสือ โอ๊ต มณเฑียร, หนังสือ


รวมความประทับใจ ใส่ลงในหนังสือ

โอ๊ตเลือกกลั่นกรองความสนใจเรื่องตู้ปิดและสมบัติลับอื่นๆ ของหอสมุด ออกมาเป็นเรื่องสั้น

“ถ้าเล่าเรื่องที่นี่เป็นหนังสือประวัติศาสตร์ คนคงไม่ค่อยอ่าน แต่ถ้าเป็นนิยายรักคนรุ่นเราๆ คงอินได้ง่ายขึ้น” เขาบอก

โอ๊ตปล่อยจินตนาการให้วิ่งเล่นในหอสมุดอย่างเต็มที่ เขาไปเจอ มัทนะพาธา พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 6 ว่าด้วยมัทนา หญิงสาวที่โดนสาปให้เป็นกุหลาบ แล้วจะกลายร่างเป็นผู้หญิงทุกคืนจันทร์เต็มดวง จึงเลือกหยิบตัวละครมัทนามาเป็นตัวดำเนินเรื่อง โดยจินตนาการต่อไปเองว่าหากมัทนาไม่ได้เป็นดอกกุหลาบ แต่เป็นหนังสือ ห้องสมุดจะกลายเป็นสถานที่โรแมนติกขนาดไหน

ภาษาในเรื่องอาจฟังดูย้อนยุคเล็กน้อย เพราะโอ๊ตตั้งใจเลียนแบบสำเนียงของนักเขียนอย่าง อิศรา อมันตกุล, ธิดา บุนนาค และ ‘รงค์ วงษ์สวรรค์ ด้วยเหตุผลว่า เป็นภาษาที่ไม่ได้เน้นเล่าเรื่อง แต่เน้นเร้าความรู้สึกมากกว่า

ในหนังสือมีเลขเรียกหนังสือแทรกอยู่ตลอดเรื่อง หากอ่านๆ ไปแล้วสงสัยว่าตัวละครกำลังพูดถึงหนังสือเล่มไหน ก็ลองจดเลขเหล่านี้ไปเปิดดูและตามอ่านได้ด้วย เรียกว่าอ่านแค่หนึ่ง ก็ต่อยอดไปได้อีกหลายเล่ม

โอ๊ต มณเฑียร, หนังสือ


ให้บรรยากาศช่วยเล่าเรื่อง

ไม่ใช่แค่ในเรื่องสั้น แต่เรามองเห็นความรักของโอ๊ตล้นทั่วทุกมุมห้อง

“เราเขียนหนังสือขึ้นมาหนึ่งเล่ม แล้วจัดห้องทั้งห้องให้เป็นบรรยากาศที่สมบูรณ์แบบสำหรับการอ่านหนังสือเล่มนี้” โอ๊ตอธิบาย เขาเริ่มจากการจัดไฟให้ได้บรรยากาศ และยกเอาองค์ประกอบต่างๆ ในหนังสือออกมาวางบนโลกความเป็นจริง เช่นตู้ไม้ที่เต็มไปด้วยหนังสือเก่า ซึ่งเขายกมาจากบ้านตัวเอง โดยเลือกเติมตู้ด้วยหนังสือรุ่นเดียวกับหนังสือในตู้บนหอสมุด เพื่อให้ได้อารมณ์คล้ายว่านี่คือตู้ปิดอีกตู้ที่มีคนยกมาให้หอสมุด

โอ๊ต มณเฑียร, หนังสือ โอ๊ต มณเฑียร, หนังสือ

รวมถึงศิลปะบนหนังสือที่จัดแสดงอยู่รอบห้อง นี่คือผลงานจากนิทรรศการ Ex-Libris ที่เขาจัดเมื่อ 6 ปีก่อน โอ๊ตเลือกมาเพียงบางเรื่องที่ถูกพูดถึงในเรื่องสั้น เช่น ชาร์ลี กับ โรงงานช็อกโกแลต และ อยากให้เรื่องนี้ไม่มีโชคร้าย

โอ๊ต มณเฑียร, หนังสือ โอ๊ต มณเฑียร, หนังสือ

นอกจากนั้น เขายังให้โจนัส เดปท์ นักเปียโนแห่งชาติจากเบลเยียม คนรักของเขา ช่วยเล่นเปียโนจุฑาธุช เปียโนสองด้านหลังเดียวในประเทศไทย ที่สถิตอย่างนิ่งเงียบอยู่ในหอสมุดแห่งชาติ ก่อนอัดเสียงมาเพื่อเปิดบรรเลงคลอ สร้างบรรยากาศไปอีกขั้น

โอ๊ตขยิบตา บอกเราว่า ต้องอ่านเรื่องสั้นก่อน แล้วจึงจะเข้าใจว่าทุกองค์ประกอบของนิทรรศการร้อยเรียงกันอย่างไร

โอ๊ต มณเฑียร, หนังสือ

โอ๊ต มณเฑียร, หนังสือ


งานศิลปะในพื้นที่ราชการ

ทำงานกับหน่วยงานราชการ ยากไหม เราถาม

“ไม่เลย” โอ๊ตตอบ “องค์กรอย่างนี้ คนส่วนมากคิดว่าคงเข้ามาทำงานศิลปะได้ยาก ซึ่งตอนแรกเราก็คิดแบบนั้น แต่พอทำจริงๆ ทุกอย่างมันเกิดขี้นได้อย่างรวดเร็วมาก เพราะในนี้มีคนตัวเล็กๆ ที่ช่วยกันอยู่”

หากยังไม่เชื่อ ขอบอกว่างานนี้ใช้เวลาทำตั้งแต่เริ่มเสนอจนถึงจัดแสดงเพียง 2 เดือน โดยได้รับอนุมัติจากผู้อำนวยการหอตั้งแต่วันแรกที่เสนอแนวคิด และออกมาสำเร็จได้ทันวันแสดงอย่างฉิวเฉียด เพราะการร่วมมือของทุกฝ่าย ทั้งภัณฑารักษ์ที่ใจดีพาเดินดู ฝ่ายประชาสัมพันธ์ที่คอยช่วยเหลือเมื่อโอ๊ตต้องการ และคนตัวเล็กตัวน้อยในหอสมุดอีกมากมาย

สิ่งที่เราประทับใจที่สุด คือการเข้าเล่มและพิมพ์ปกเรื่องสั้น ที่ฝ่ายอนุรักษ์และซ่อมแซมทำให้อย่างดีจนเสร็จออกมาทันเวลา

ตัวอักษรสีทองเปล่งประกายบนหน้าปก เกิดจากการพิมพ์ด้วยตัวตะกั่วทีละตัว (letter press)

สวยจับใจเพราะทำด้วยหัวใจ

“เราอาจมองต่างกัน แต่ถ้ามัวแต่โฟกัสที่ความต่าง งานมันก็จะไม่ไปไหน ทั้งที่ทุกฝ่ายรักหนังสือ อยากให้คนมาใช้งาน ถ้าเรากลับมาที่โฟกัสตรงนี้ มันก็เวิร์กออกมาได้” โอ๊ตถอดบทเรียนให้ฟัง

โอ๊ต มณเฑียร, หนังสือ โอ๊ต มณเฑียร, หนังสือ


เกิดจากความรักทั้งนั้น

งานทั้งหมดนี้ต้องการสื่อสารอะไร

“เราอยากให้คนที่มารู้สึกว่าประสบการณ์การอ่านหนังสือที่ห้องสมุดมีเสน่ห์ คือต้องเดินทางมาถึงที่นี่ เพื่อมาเจอหนังสือที่ไม่ใช่ของเรา ที่เอากลับไปไม่ได้ มันเหมือนการได้พบรัก แล้วสุดท้ายคุณก็ต้องวางมันไว้” โอ๊ตอธิบาย

โรแมนติกกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว

คนหลายคนรักหนังสือหลายแบบ โอ๊ตรักด้วยการอ่าน คนอื่นอาจรักด้วยการสะสม แต่ทำไมต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งล่ะ หากมองดูไปรอบหอสมุดแห่งชาติ จะพบว่าที่แห่งนี้รักหนังสือทุกแบบพร้อมกันโดยไม่ต้องเลือก ทั้งในด้านสะสม บูรณะ ซ่อมแซม และเปิดให้คนเข้ามาอ่าน

เราอ่านหนังสือปกแดงของโอ๊ต แล้วรู้สึกถึงจิตวิญญาณของหอสมุดแห่งชาติได้ชัดเจน

อาจเพราะมันกลั่นกรองออกมาจากความรักกระมัง

โอ๊ต มณเฑียร, หนังสือ

โอ๊ต มณเฑียร, หนังสือ

ภาพ :   ปฎิพล รัชตอาภา
ดูรายละเอียดงานเพิ่มเติม ที่นี่

 

Writer

Avatar

อลิษา ลิ้มไพบูลย์

นักอยากเขียนผู้เรียนปรัชญาเพื่อเยียวยาอาการคิดมาก เวลาว่างใช้ไปกับการร้องคอรัสเล่นๆ แบบจริงจัง และดูหนังอย่างจริงจังไปเล่นๆ

Photographer

Avatar

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

10 พฤษภาคม 2561
10 K

แม้เราแทบจะอ่านประโยคของภาษาแปลกตาที่ปรากฏเป็นครั้งแรกในการวางกราฟิกไม่ออกเลย แต่วลีเด็ดของ อองตวน เดอ แซง-เต็กซูเปรี (Antoine de Saint-Exupéry) นี้ก็จุดประกายความหวังอันเจิดจ้าขึ้นมาในหัวใจ ให้ความหวังแล้วว่าหนังสือ เจ้าชายน้อย ฉบับล้านนาจะเป็นจริงขึ้นมาได้

เจ้าชายน้อย ฉบับล้านนา

…นี่คือความลับของฉัน มันเป็นเรื่องธรรมดามาก เราจะเห็นอะไรได้ก็ด้วยหัวใจเท่านั้น สิ่งสำคัญไม่อาจเห็นได้ด้วยตา…

คงจริงอย่างว่า การเอาหัวใจเข้าไปสัมผัสกับสิ่งที่สายตาไม่อาจสื่อความหมาย นับเป็นคุณค่าอันลึกซึ้งที่ไม่อาจเปรียบมาเป็นอักขระใดๆได้ อุปสรรคและปัญหานานาที่เราร่วมฝ่าฟันมาเริ่มเห็นเป็นรูปเป็นร่าง ก็ด้วยจากน้ำมือและน้ำใจของเหล่ากัลยาณมิตรที่ต่างก็ใช้หัวใจและความรู้สึกร่วมสร้างมันขึ้นมา จนได้ เจ้าชายน้อย ฉบับล้านนา ตามที่เราตั้งใจไว้

โครงการเจ้าชายน้อยภาษาถิ่นนี้เริ่มจากความรู้สึกรักและเชื่อในความรักที่มนุษย์ควรมอบให้แก่กัน โดยมิได้แบ่งชนชาติ ศาสนา หรือแม้แต่วรรณะใดๆ โดยมีวรรณกรรมอย่าง เจ้าชายน้อย ของแซง-เต็กซูเปรี นักเขียนชาวฝรั่งเศส ผู้ถ่ายทอดมุมมองของความรัก มิตรภาพ และทุกสิ่งทุกเรื่องที่มนุษย์ทุกผู้ทุกนาม ทุกเผ่าพันธุ์ บนดาวโลกดวงนี้ควรจะตระหนักว่าสิ่งใดสำคัญหรือสิ่งใดมีค่ามีความหมายในอันที่จะยึดโยงชีวิตให้อบอุ่นอย่างแท้จริง

เจ้าชายน้อย ฉบับล้านนา เจ้าชายน้อย ฉบับล้านนา

การดำเนินเรื่องอย่างเรียบง่าย โดยมีตัวละครอย่างเจ้าชายน้อย และการใช้สัญญลักษณ์อย่างดอกกุหลาบ หมาจิ้งจอก งู อีกทั้งผู้คนในแบบต่างๆ ซึ่งความเป็นไปของนิสัยใจคอและการดำรงชีวิตของตัวละครเป็นบุคลาธิษฐานให้เราใคร่ครวญ เป็นสื่อการเข้าถึงความหมายของความรัก ความอ่อนโยน มิตรภาพ ที่ทั้งตั้งคำถามและให้คำตอบแก่ผู้อ่านตามแต่จิตใจใครจะหยั่งรู้และตีความได้อย่างน่ามหัศจรรย์

หนังสือเล่มนี้ได้ชื่อว่าเป็นอภิปรัชญาที่ถ่ายทอดผ่านวรรณกรรม จนได้รับการต้อนรับอย่างกว้างขวางจากนักอ่านทั่วโลก และเป็นหนังสือที่ถูกนำไปแปลและตีพิมพ์เป็นภาษาต่างๆ มากที่สุดในโลก แม้แต่ประเทศที่ไม่เคยว่างเว้นจากภาวะสงครามอย่างอัฟกานิสถานก็ยังเห็นคุณค่าของวรรณกรรมดีๆ เล่มนี้ โดยมีการแปลภาษาอัฟกันออกมาเผยแพร่ด้วยเช่นกัน

เจตนาเบื้องต้นคือการเผยแพร่คุณค่าของวรรณกรรมเล่มนี้เป็นภาษาล้านนา เพื่อประโยชน์อันเกิดแก่กลุ่มชาติพันธุ์บางท้องถิ่น และผู้ที่ต้องการศึกษาภาษาไทยและตัวอักษรล้านนา เราจึงพูดคุย ทำความเข้าใจ และสรุปตรงกันว่าจะเลือกใช้วิธี ‘การปริวรรต’ ซึ่งหมายถึง ‘การแทนคำ’ ในการทำ เจ้าชายน้อย ฉบับภาษาล้านนาเป็นครั้งแรก

เจ้าชายน้อย ฉบับล้านนา

และเมื่อแซ็ง-เต็กซูเปรีให้ความสำคัญกับเรื่องคุณค่าของความรักและความรู้สึกของมนุษย์ที่มีต่อกัน ผู้ที่มาปริวรรต เจ้าชายน้อย ฉบับล้านนาจึงต้องเป็นผู้เข้าใจในวรรณกรรมและเข้าถึงความรู้สึกอย่างลึกซึ้ง ซึ่งเราก็ได้รับเกียรติจากกวีล้านนา อย่างอาจารย์วิลักษณ์ ศรีป่าซาง มาเป็นผู้ตรวจทานความหมาย พร้อมกับอาจารย์ดิเรก อินจันทร์ ผู้เชี่ยวชาญภาษาล้านนาแห่งมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ เข้ามาช่วยในเรื่องการปริวรรตเนื้อหาตามวัตถุประสงค์หลักของการทำงานครั้งนี้ โดยเราเลือกการปริวรรตหรือการแทนคำในสำนวนของ พี่เอ๋-อริยา ไพฑูรย์ ซึ่งยังคงความหมายของผู้เขียนและผู้แปลเป็นภาษาไทยอย่างครบถ้วน

เมื่อต้นฉบับภาษาไทยถึงมืออาจารย์ผู้เชี่ยวชาญทั้งสองแล้ว ดูเหมือนงานชิ้นนี้ก็ปราศจากปัญหาใดๆ แต่เมื่อถึงขั้นตอนการพิมพ์เป็นตัวเมือง อุปสรรคที่เรามิได้คาดไว้ก็เกิดขึ้น เนื่องจากตัวเมืองหรืออักษรล้านนานั้นต้องถูกสร้างขึ้น มิได้มีแป้นพิมพ์มาตรฐานอย่างภาษาหลักๆ ทั่วไป อาจารย์ดิเรกจึงต้องวางตัวอักษรเมืองทีละตัวจนประกอบเป็นคำ จากนั้นจึงต่อแต่ละคำให้เป็นประโยค จนรวมความเป็นเรื่องราวอย่างที่เราได้เห็น

การวางแต่ละคำอย่างประณีตบรรจง ลงรายละเอียดอย่างช้าๆ จนจบเรื่อง แต่เรื่องกลับไม่จบ… เมื่อถึงขั้นตอนการวางกราฟิกเพื่อให้เรื่องราวสอดคล้องกับภาพประกอบตามต้นฉบับของผู้เขียน ตัวอักษรเมืองที่วางไว้อย่างสวยงามก็เกิดสลับที่สลับทาง เว้นช่องว่างไม่ได้อย่างที่วางไว้ ทำให้ต้องกลับมาแก้ไขทั้งหมดอีกรอบ เหมือนกับต้องเริ่มนับหนึ่งกันใหม่

เหล่านี้คือข้อจำกัดที่ทำให้เกิดความยุ่งยากและล่าช้า  แต่ด้วยความปรารถนา ความตั้งใจ ของทุกคน (โดยเฉพาะอาจารย์ดิเรกและทางทีมผู้รับผิดชอบการจัดอาร์ตเวิร์ก) ทุกอย่างที่เป็นอุปสรรคจึงผ่านพ้นด้วยความอ่อนน้อมถ่อมตนในการทำงานร่วมกัน วรรณกรรมเล่มนี้จึงเสร็จสิ้นอย่างสวยงาม อีกทั้งยังซ่อนนัยความเป็นล้านนาไว้ในการออกแบบ เลือกปกที่เป็นภาพภูเขาสูง และการใช้สีแดงอย่างสีจิตรกรรมฝาผนังของช่างแต้มแบบล้านนาเป็นลายเส้น

นอกจากมิตรหน้าใหม่ที่มาพร้อมกับ เจ้าชายน้อย ฉบับล้านนา มิตรผู้อารีที่เป็นผู้สนับสนุนโครงการเจ้าชายน้อย ฉบับภาษาถิ่นนี้ให้เกิดขึ้นได้คือ ฌอง-มาร์ค พร๊อพสต์ กงสุลกิตติมศักดิ์แห่งประเทศเยอรมนี ประจำเมืองโลซานน์ และผู้ก่อตั้งมูลนิธิฌอง-มาร์ค พร๊อพสต์ เพื่อเจ้าชายน้อย (Fondation Jean-Marc Probst pour le Petit Prince) ที่สนับสนุนการจัดพิมพ์หนังสือฉบับนี้เพื่อนำไปแจกสถานศึกษา โรงเรียน มหาวิทยาลัยต่างๆ ทางภาคเหนือของไทย และยังร่วมให้การสนับสนุนต่อเนื่องไปถึงภาษาถิ่นต่อๆ ไปคือภาษากะเหรี่ยงและภาษายาวี เพื่อแจกเด็กๆ ตามภูมิภาคต่างๆ

เจ้าชายน้อย

เจ้าชายน้อย

ยังมีนักสะสมหนังสือ เจ้าชายน้อย จำนวนหนึ่งที่ได้ข่าวสารการแปลภาษาล้านนาที่กระจายไปทั่ว ส่งข้อความผ่านโซเชียลมีเดียเพื่อขอซื้อหนังสือ ซึ่งเราต้องปฏิเสธไปว่าเราจัดทำขึ้นเพื่อแจกสถานศึกษาต่างๆ ในภาคเหนือเท่านั้น ไม่ได้มีจำหน่ายแต่อย่างใด นักสะสมบางคนจึงเสนอจะส่ง เจ้าชายน้อย ในคอลเลกชันส่วนตัวมาแลกเปลี่ยนกับฉบับล้านนา ซึ่งในฐานะผู้สะสมคนหนึ่ง ผมยินดีที่จะนำหนังสือส่วนหนึ่งส่งไปแลกเปลี่ยนกัน ความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างมิตรภาพที่ไม่เคยพบหน้าค่าตากันมาก่อนเริ่มปรากฏขึ้นในรูปแบบพัสดุไปรษณีย์ที่ส่งมาจากหลายประเทศ ทั้งสเปน โปรตุเกส อเมริกาใต้ พร้อมกับหนังสือ เจ้าชายน้อย หลากเวอร์ชัน แปลกตาและน่าสนใจยิ่งนัก หลายคนส่งคอลเลกชันฉบับเด็ดของตัวเองมาแลกเปลี่ยน อย่างฉบับภาษาออเรอเบช (Aurebesh) ภาษาเฉพาะที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นมาใช้ในภาพยนตร์อมตะอย่าง Star Wars เป็นต้น

และสุดท้าย หากภารกิจจากการแปลและการอ่านวรรณกรรมเล่มนี้ของทุกคนสามารถแปรเปลี่ยนหวนความรู้สึกอันดำมืดที่เป็นความอคติใดๆ ต่อกัน มาตระหนักในคุณค่าของความรักและมิตรภาพที่แท้จริง  ก็อาจนับได้ว่าการเดินทางของวรรณกรรมเล่มนี้ได้ส่งผ่านดวงใจของผู้นั้นให้บรรลุถึงความหมายที่ซ่อนอยู่อย่างงดงาม และอาจกล่าวด้วยความสง่างามว่า…

“สำหรับเธอ ฉันเป็นเหมือนสุนัขจิ้งจอกอื่นนับร้อยพัน แต่ถ้าเธอฝึกฉันให้เชื่อง เราก็จะต้องการกันและกัน”

Writer & Photographer

Avatar

สุพจน์ โล่ห์คุณสมบัติ

อดีตพนักงานสายการบิน Swiss Air ที่ผันตัวมาเป็นนักเดินทางช่างเขียน นอกจากหนังสือท่องเที่ยวหลายเล่มที่เขาเขียนพร้อมกับการเดินทาง เขายังได้หนังสือเจ้าชายน้อยฉบับภาษาต่างประเทศจากเกือบทั่วโลกมาเป็นของสะสมที่เขารัก และได้นำสิ่งนี้มาเผยแพร่เป็นภาษาถิ่นเพื่อแจกจ่ายเด็กต่างภูมิภาคต่างๆ ของไทยอีกด้วย

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load