14 กุมภาพันธ์ 2562
10 K

“…เขามองร่างของเธอกอปรขึ้นจากแสงจันทร์เพ็ญในห้องหนังสือหายากชั้น 3 ตึก 2 เริ่มจากมวลแสงที่ค่อยสว่างจ้าขึ้นบนหนังสือเล่มนั้น ผายเปิดปกสีทองเหลืองของมันออกมาอย่างบรรจงประหนึ่งเวทมนตร์ จากนั้นกระดาษแต่ละแผ่นจึงหลุดลอยละล่องขึ้น บิดม้วนเข้าหากัน เปล่งประกายเป็นสัดส่วนอรชรของหญิงสาวสะพรั่ง…”

โอ๊ต มณเฑียร อ่านท่อนแรกของเรื่องสั้น ‘ศิลปิน ผู้ตกหลุมรัก หนังสือ’ ให้เราฟัง

ถ้อยคำที่ร้อยเรียงอย่างงดงาม สะกดเราให้ตกห้วงภวังค์แห่งตัวอักษร

โอ๊ต มณเฑียร, หนังสือ

โอ๊ต มณเฑียร, หนังสือ

ถ้อยคำเหล่านี้คือส่วนหนึ่งของงาน ‘ศิลปิน ผู้ตกหลุมรัก หนังสือ’ นิทรรศการแบบ mixed media ที่จัดในห้อง ‘วชิรญาณ 2’ ภายในตึกหลักของหอสมุดแห่งชาติ ที่ใช้บัตรประชาชนแลกบัตรเข้าไปได้เลยโดยไม่ต้องเสียค่าเข้าชมใดๆ ตั้งแต่วันวาเลนไทน์ 14 กุมภาพันธ์ 2562 ยาวไปจนถึง 28 เมษายน

ในมือโอ๊ตคือนิยายปกสีแดงเล่มบาง หน้าห้องมีตู้ไม้ที่บรรจุด้วยหนังสือเก่า รอบห้องมีหนังสือที่กลายเป็นงานศิลปะด้วยฝีมือของโอ๊ต และด้านหลังมีตู้บัตรรายการห้องสมุดที่ซ่อนความลับบางประการไว้ สื่อกลางต่างๆ มีจุดมุ่งหมายเดียวกัน คือเล่าเรื่องราวของหอสมุดแห่งชาติ

หอสมุดแห่งชาติ คือสถานที่เก็บหนังสือทุกเล่มในประเทศไทย ตามที่พระราชบัญญัติจดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ. 2550 กำหนดว่า หนังสือหรือสิ่งพิมพ์ทุกเล่มต้องส่งมาให้หอสมุดแห่งชาติจำนวน 2 ฉบับ เพื่อใส่ส่วนห้องสมุด 1 ฉบับ และเก็บเข้าคลังอีก 1 ฉบับ

“ที่แห่งนี้เป็นหนึ่งในพื้นที่ประวัติศาสตร์ของกรุงเทพฯ ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นห้องสมุดโดยเฉพาะ เราคิดว่ามันพิเศษ แต่คนอาจจะลืมไป” โอ๊ตพูดขึ้นระหว่างการสนทนาของเรา

ศิลปิน / ภัณฑารักษ์ / นักอ่าน / นักเขียน ผู้นี้ จึงขอสารภาพรักต่อสถาบันหนังสือด้วยการทำงานนี้ออกมา

ถ้อยเขียนของเราอาจไม่งดงามเท่าของโอ๊ต แต่อยากขอเขียนเล่าถึงเรื่องราวเบื้องหลังของนิทรรศการ ที่ล้ำค่าไม่น้อยไปกว่าผลงานสุดท้ายแล้ว

เมื่อฟังแล้ว เชื่อว่าคุณจะตกหลุมรักทั้งนิทรรศการและหอสมุดแห่งชาติเหมือนกับเรา

โอ๊ต มณเฑียร, หนังสือ โอ๊ต มณเฑียร, หนังสือ

ตีความสถานที่ผ่านศิลปะ

โอ๊ตเริ่มอธิบายกระบวนการสร้างงาน ‘ศิลปิน ผู้ตกหลุมรัก หนังสือ’ ด้วยคำว่า Artist Intervention

หากแปลตรงตัวคือ การแทรกแซงของศิลปิน แต่โอ๊ตเลือกแปลว่า การต่อยอด มากกว่า

นี่เป็นวิธีที่ใช้แพร่หลายกันทั่วโลก เพื่อกระตุ้นให้พิพิธภัณฑ์ คลังของมีค่า หรือหอจดหมายเหตุ กลับมามีชีวิตอีกครั้ง โดยองค์กรจะชวนศิลปินเข้ามาทำความเข้าใจองค์กร แล้วตีความออกมาเป็นงานศิลปะหรือนิทรรศการจัดแสดงในพื้นที่ขององค์กรนั้น

ตัวอย่างที่โอ๊ตยกให้ฟังคือ เคสของพิพิธภัณฑ์งานออกแบบและศิลปะ Victoria & Albert Museum ที่ประเทศอังกฤษ ซึ่งเดิมทีไม่ค่อยมีงานจากแถบแอฟริกาเท่าไร แถมของไม่น้อยในคลังยังเกี่ยวข้องกับเงินที่มาจากการค้าทาส ทางมิวเซียมจึงเชื้อเชิญศิลปินผิวสี Yinka Shonibare มาสร้างงาน ออกมาเป็นประติมากรรมที่ใช้ผ้าลายบาติกแอฟริกัน ตั้งอยู่ตามจุดต่างๆ ในพิพิธภัณฑ์

วิธีการนี้แยบยลตรงที่องค์กรไม่จำเป็นต้องวิพากษ์ตัวเอง เพราะยืมสายตาคนนอกมาช่วยวิพากษ์แทน ทำให้มีความสดใหม่ โดยไม่ต้องเปลี่ยนแปลงสิ่งที่อาจเปลี่ยนกันไม่ได้ง่ายๆ

โอ๊ตมีความเห็นว่า ถ้าใช้วิธีเดียวกันนี้ สร้างชีวิตชีวาให้หอสมุดแห่งชาติได้ก็คงดี

โอ๊ต มณเฑียร, หนังสือ

ผจญภัยในคลังสมบัติของชาติ

เมื่อได้วิธีการแล้ว ศิลปินหนุ่มก็เริ่มจากการเก็บข้อมูล

โอ๊ตเข้ามาที่หอสมุดแห่งชาติทุกวัน เพื่อทำความเข้าใจกับระบบ ตั้งข้อสงสัย และมองหาแรงบันดาลใจ เขาจดบันทึกเรื่องหอสมุดทุกวัน ทั้งเรื่องหนังสือที่อ่าน สิ่งที่เห็น และคนที่ได้พบเจอ

“ที่นี่เป็นเหมือนโลกพิศวง เป็น Wonderland ส่วนเราก็รับบทเป็น อลิซ ผู้สำรวจและซุกซนไปตามที่ต่างๆ” โอ๊ตบอกเราด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น

สิ่งหนึ่งที่ตราตรึงใจเขาเป็นพิเศษ คือตู้อักษรพระนามพระบรมวงศานุวงศ์ ในห้องหนังสือหายาก และตู้หนังสือที่มีชื่อบุคคลสำคัญ เช่น ห้องสมุดวิจิตรวาทการ ห้องสมุดอนุมานราชธน ตู้และหนังสือในตู้เหล่านี้มักอยู่ในโซนที่เรียกว่า ‘ชั้นปิด’ คือไม่อนุญาตให้คนทั่วไปเข้า ทำให้โอ๊ตสนใจและตั้งคำถามถึงที่มาที่ไปของพวกมัน

โอ๊ต มณเฑียร, หนังสือ โอ๊ต มณเฑียร, หนังสือ โอ๊ต มณเฑียร, หนังสือ

“ตู้พวกนี้เป็นสิ่งมหัศจรรย์สำหรับเรา มันสวยมาก หนังสือข้างในก็สวย แล้วก็น่าสงสัยว่าของใคร ทำไมมันมาอยู่ตรงนี้ ทำไมคนคนหนึ่งถึงตัดสินใจจะมอบตู้หนังสือพร้อมหนังสือข้างในให้แก่หอสมุด ความผูกพันของเขากับที่นี่คืออะไร” โอ๊ตเล่าถึงตู้ปิด แววตาเป็นประกาย

เหล่าตู้ปิดลึกลับนี่เอง คือแรงบันดาลใจหลักของโปรเจกต์นี้

โอ๊ต มณเฑียร, หนังสือ โอ๊ต มณเฑียร, หนังสือ โอ๊ต มณเฑียร, หนังสือ


รวมความประทับใจ ใส่ลงในหนังสือ

โอ๊ตเลือกกลั่นกรองความสนใจเรื่องตู้ปิดและสมบัติลับอื่นๆ ของหอสมุด ออกมาเป็นเรื่องสั้น

“ถ้าเล่าเรื่องที่นี่เป็นหนังสือประวัติศาสตร์ คนคงไม่ค่อยอ่าน แต่ถ้าเป็นนิยายรักคนรุ่นเราๆ คงอินได้ง่ายขึ้น” เขาบอก

โอ๊ตปล่อยจินตนาการให้วิ่งเล่นในหอสมุดอย่างเต็มที่ เขาไปเจอ มัทนะพาธา พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 6 ว่าด้วยมัทนา หญิงสาวที่โดนสาปให้เป็นกุหลาบ แล้วจะกลายร่างเป็นผู้หญิงทุกคืนจันทร์เต็มดวง จึงเลือกหยิบตัวละครมัทนามาเป็นตัวดำเนินเรื่อง โดยจินตนาการต่อไปเองว่าหากมัทนาไม่ได้เป็นดอกกุหลาบ แต่เป็นหนังสือ ห้องสมุดจะกลายเป็นสถานที่โรแมนติกขนาดไหน

ภาษาในเรื่องอาจฟังดูย้อนยุคเล็กน้อย เพราะโอ๊ตตั้งใจเลียนแบบสำเนียงของนักเขียนอย่าง อิศรา อมันตกุล, ธิดา บุนนาค และ ‘รงค์ วงษ์สวรรค์ ด้วยเหตุผลว่า เป็นภาษาที่ไม่ได้เน้นเล่าเรื่อง แต่เน้นเร้าความรู้สึกมากกว่า

ในหนังสือมีเลขเรียกหนังสือแทรกอยู่ตลอดเรื่อง หากอ่านๆ ไปแล้วสงสัยว่าตัวละครกำลังพูดถึงหนังสือเล่มไหน ก็ลองจดเลขเหล่านี้ไปเปิดดูและตามอ่านได้ด้วย เรียกว่าอ่านแค่หนึ่ง ก็ต่อยอดไปได้อีกหลายเล่ม

โอ๊ต มณเฑียร, หนังสือ


ให้บรรยากาศช่วยเล่าเรื่อง

ไม่ใช่แค่ในเรื่องสั้น แต่เรามองเห็นความรักของโอ๊ตล้นทั่วทุกมุมห้อง

“เราเขียนหนังสือขึ้นมาหนึ่งเล่ม แล้วจัดห้องทั้งห้องให้เป็นบรรยากาศที่สมบูรณ์แบบสำหรับการอ่านหนังสือเล่มนี้” โอ๊ตอธิบาย เขาเริ่มจากการจัดไฟให้ได้บรรยากาศ และยกเอาองค์ประกอบต่างๆ ในหนังสือออกมาวางบนโลกความเป็นจริง เช่นตู้ไม้ที่เต็มไปด้วยหนังสือเก่า ซึ่งเขายกมาจากบ้านตัวเอง โดยเลือกเติมตู้ด้วยหนังสือรุ่นเดียวกับหนังสือในตู้บนหอสมุด เพื่อให้ได้อารมณ์คล้ายว่านี่คือตู้ปิดอีกตู้ที่มีคนยกมาให้หอสมุด

โอ๊ต มณเฑียร, หนังสือ โอ๊ต มณเฑียร, หนังสือ

รวมถึงศิลปะบนหนังสือที่จัดแสดงอยู่รอบห้อง นี่คือผลงานจากนิทรรศการ Ex-Libris ที่เขาจัดเมื่อ 6 ปีก่อน โอ๊ตเลือกมาเพียงบางเรื่องที่ถูกพูดถึงในเรื่องสั้น เช่น ชาร์ลี กับ โรงงานช็อกโกแลต และ อยากให้เรื่องนี้ไม่มีโชคร้าย

โอ๊ต มณเฑียร, หนังสือ โอ๊ต มณเฑียร, หนังสือ

นอกจากนั้น เขายังให้โจนัส เดปท์ นักเปียโนแห่งชาติจากเบลเยียม คนรักของเขา ช่วยเล่นเปียโนจุฑาธุช เปียโนสองด้านหลังเดียวในประเทศไทย ที่สถิตอย่างนิ่งเงียบอยู่ในหอสมุดแห่งชาติ ก่อนอัดเสียงมาเพื่อเปิดบรรเลงคลอ สร้างบรรยากาศไปอีกขั้น

โอ๊ตขยิบตา บอกเราว่า ต้องอ่านเรื่องสั้นก่อน แล้วจึงจะเข้าใจว่าทุกองค์ประกอบของนิทรรศการร้อยเรียงกันอย่างไร

โอ๊ต มณเฑียร, หนังสือ

โอ๊ต มณเฑียร, หนังสือ


งานศิลปะในพื้นที่ราชการ

ทำงานกับหน่วยงานราชการ ยากไหม เราถาม

“ไม่เลย” โอ๊ตตอบ “องค์กรอย่างนี้ คนส่วนมากคิดว่าคงเข้ามาทำงานศิลปะได้ยาก ซึ่งตอนแรกเราก็คิดแบบนั้น แต่พอทำจริงๆ ทุกอย่างมันเกิดขี้นได้อย่างรวดเร็วมาก เพราะในนี้มีคนตัวเล็กๆ ที่ช่วยกันอยู่”

หากยังไม่เชื่อ ขอบอกว่างานนี้ใช้เวลาทำตั้งแต่เริ่มเสนอจนถึงจัดแสดงเพียง 2 เดือน โดยได้รับอนุมัติจากผู้อำนวยการหอตั้งแต่วันแรกที่เสนอแนวคิด และออกมาสำเร็จได้ทันวันแสดงอย่างฉิวเฉียด เพราะการร่วมมือของทุกฝ่าย ทั้งภัณฑารักษ์ที่ใจดีพาเดินดู ฝ่ายประชาสัมพันธ์ที่คอยช่วยเหลือเมื่อโอ๊ตต้องการ และคนตัวเล็กตัวน้อยในหอสมุดอีกมากมาย

สิ่งที่เราประทับใจที่สุด คือการเข้าเล่มและพิมพ์ปกเรื่องสั้น ที่ฝ่ายอนุรักษ์และซ่อมแซมทำให้อย่างดีจนเสร็จออกมาทันเวลา

ตัวอักษรสีทองเปล่งประกายบนหน้าปก เกิดจากการพิมพ์ด้วยตัวตะกั่วทีละตัว (letter press)

สวยจับใจเพราะทำด้วยหัวใจ

“เราอาจมองต่างกัน แต่ถ้ามัวแต่โฟกัสที่ความต่าง งานมันก็จะไม่ไปไหน ทั้งที่ทุกฝ่ายรักหนังสือ อยากให้คนมาใช้งาน ถ้าเรากลับมาที่โฟกัสตรงนี้ มันก็เวิร์กออกมาได้” โอ๊ตถอดบทเรียนให้ฟัง

โอ๊ต มณเฑียร, หนังสือ โอ๊ต มณเฑียร, หนังสือ


เกิดจากความรักทั้งนั้น

งานทั้งหมดนี้ต้องการสื่อสารอะไร

“เราอยากให้คนที่มารู้สึกว่าประสบการณ์การอ่านหนังสือที่ห้องสมุดมีเสน่ห์ คือต้องเดินทางมาถึงที่นี่ เพื่อมาเจอหนังสือที่ไม่ใช่ของเรา ที่เอากลับไปไม่ได้ มันเหมือนการได้พบรัก แล้วสุดท้ายคุณก็ต้องวางมันไว้” โอ๊ตอธิบาย

โรแมนติกกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว

คนหลายคนรักหนังสือหลายแบบ โอ๊ตรักด้วยการอ่าน คนอื่นอาจรักด้วยการสะสม แต่ทำไมต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งล่ะ หากมองดูไปรอบหอสมุดแห่งชาติ จะพบว่าที่แห่งนี้รักหนังสือทุกแบบพร้อมกันโดยไม่ต้องเลือก ทั้งในด้านสะสม บูรณะ ซ่อมแซม และเปิดให้คนเข้ามาอ่าน

เราอ่านหนังสือปกแดงของโอ๊ต แล้วรู้สึกถึงจิตวิญญาณของหอสมุดแห่งชาติได้ชัดเจน

อาจเพราะมันกลั่นกรองออกมาจากความรักกระมัง

โอ๊ต มณเฑียร, หนังสือ

โอ๊ต มณเฑียร, หนังสือ

ภาพ :   ปฎิพล รัชตอาภา
ดูรายละเอียดงานเพิ่มเติม ที่นี่

 

Writer

อลิษา ลิ้มไพบูลย์

นักอยากเขียนผู้เรียนปรัชญาเพื่อเยียวยาอาการคิดมาก เวลาว่างใช้ไปกับการร้องคอรัสเล่นๆ แบบจริงจัง และดูหนังอย่างจริงจังไปเล่นๆ

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

3 พฤศจิกายน 2565
4 K

เราเดินทางมาถึงจังหวัดที่ใฝ่ฝันอยากไปมานานช่วงสาย ๆ

ฤกษ์งามยามดี สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA ชวนเรามาเข้าร่วมกิจกรรม ‘เทศกาลน่าน’ หรือ ‘น่านเฟส’ ตอน Creative Space โดย CEA สำนักงานจังหวัดน่าน สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดน่าน มูลนิธิน่านศึกษา และกลุ่มสล่ากึ๊ด จัดต่อเนื่องกันข้ามปี เริ่มตุลาคม พ.ศ. 2565 – กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566 

แต่ก่อนจะไปเยี่ยมชมงานแรกของเทศกาล ณ ลานหน้าคุ้มเจ้าเทพมาลา สถาปัตยกรรมเก่าแก่ทรงคุณค่า CEA อาสาพาเราไปตระเวนชมของดีเมืองน่าน ไม่ใช่แค่อาหารอร่อยเท่านั้น แต่ยังมีกึ๊ดสเปซใจกลางเมืองอีกมากที่รวบรวมทั้งประวัติศาสตร์ วิถีล้านนา และชีวิตของคนรุ่นเก่า-ใหม่ไว้ด้วยกัน 

ยอมรับตามตรงว่าเรารับรู้เรื่องราวของที่นี่น้อยมาก ความประหลาดใจจึงเกิดขึ้นระหว่างทางหลายต่อหลายครั้ง

ตั้งแต่ได้เห็นว่าน่านเป็นเมืองที่กิจการโชห่วยยังไม่ตาย เนื่องจากไม่มีห้างดังเป็นของตัวเอง รวมถึงการได้รับรู้จากคนเก่าแก่ในพื้นที่ว่า จังหวัดนี้ที่ถูกทำวิจัยเรื่องการศึกษามาโดยตลอด เพราะปราศจากมหาวิทยาลัยขนาดใหญ่ที่รองรับเยาวชนได้ทั้งหมด ทั้งยังมีหัวกะทิอีกหลายหัว หลบซ่อนตัวอยู่อย่างคนไม่เคยมีแสงส่องถึง

รอคอยวันที่จะทำให้จังหวัดน่านของพวกเขา เต็มไปด้วยความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ไม่ใช่น่านเนิบ ๆ อีกต่อไป

จากคาเฟ่ถึงเฟสติวัล Creative Space จ.น่าน เมืองที่ไม่มีทั้งห้างดังและมหาลัยขนาดใหญ่
จากคาเฟ่ถึงเฟสติวัล Creative Space จ.น่าน เมืองที่ไม่มีทั้งห้างดังและมหาลัยขนาดใหญ่

บ้านๆน่านๆ

จากคอลัมน์ The Bookseller เรากลับมาเยี่ยม ‘บ้านๆน่านๆ’ อีกครั้ง และเขียนถึง ครูต้อม-ชโลมใจ ชยพันธนาการ ด้วยตัวเอง 

สถานที่แห่งนี้เป็นมากกว่าร้านหนังสือของคนในหรือเกสต์โฮมของคนนอก แท้จริงแล้วความฝันของครูต้อมยิ่งใหญ่กว่านั้นมาก

“เราต้องการให้คนทั่วโลกเลยนะ ไม่ใช่แค่คนในชุมชน” อดีตครูเอ่ยทั้งชุดผ้ากันเปื้อนของบาริสต้าจำเป็น 

“สังเกตว่าคนที่มาเยอะคือคนหนุ่มสาว ชาวต่างชาติ นักท่องเที่ยว นักเดินทาง ครูใช้คำว่าคนหนุ่มสาวเพราะบางทีเขาอายุเยอะนะ แต่เขามีหัวใจหนุ่มสาว 

“ส่วนคนที่แก่ทั้งกาย ใจ และความคิด เข้ามาก็จะบ่นว่าเด็กสมัยนี้ไม่อ่านหนังสือ แต่คนเหล่านั้นไม่เคยซื้อหนังสือของครูเลย”

พ.ศ. 2548 คือปีที่ครูต้อมกลับมาสอนที่โรงเรียนสตรีศรีน่านในวิชาภาษาไทย แม้เธอจะยอมรับว่าตัวเองเป็นครูที่ไม่ค่อยตรงตามระเบียบสังคมสักเท่าไร ถูกเรียกเข้าห้องปกครองมากกว่าเด็กนักเรียนด้วยซ้ำไป ครูต้อมก็คลุกคลีกับการขีด ๆ เขียน ๆ ในระบบอยู่พักใหญ่ กว่าจะได้พบว่าแท้จริงแล้วมีความสุขกับการเขียนหนังสือก็อายุ 40 ปีเข้าไปแล้ว 

เธอเริ่มมีความคิดชวนเด็ก ๆ มาทำหนังสือทำมือ ก่อตั้งเป็นชมรมคนรักตัวอักษร ดำเนินการเรื่อยมาจนนำพาให้ได้รู้จักกับเพื่อนฝูงที่เป็นนักเขียนมากมาย โดยที่ความคิดอยากมีห้องสมุดเป็นของตัวเองยังครุกรุ่นบางเบาในหัวใจเท่านั้น

“กระทั่งวันหนึ่งตัดสินใจว่าเราทำห้องสมุดดีกว่า ไม่ได้บอกเล่าให้ใครฟังเลยนะ กลัวเขาจะเย้ยหยันว่าบ้าที่ทำห้องสมุด”

ถึงจะกลัวคำดูถูก ร้านของเธอก็รายล้อมไปด้วยหนังสือที่คัดสรรมาแล้วเป็นอย่างดี ทั้งนิตยสาร วรรณกรรม ปรัชญา การเมือง เพื่อให้เยาวชนได้มีโอกาสเข้าถึงชุดความคิดใหม่ ๆ นอกตำราเรียน ภาพของสมุดยืมหนังสือที่เขียนด้วยปากกา ชวนให้คิดถึงวัยเด็กที่ห้องสมุดหาได้ไม่ยากเท่า 

จากคาเฟ่ถึงเฟสติวัล Creative Space จ.น่าน เมืองที่ไม่มีทั้งห้างดังและมหาลัยขนาดใหญ่
จากคาเฟ่ถึงเฟสติวัล Creative Space จ.น่าน เมืองที่ไม่มีทั้งห้างดังและมหาลัยขนาดใหญ่

นอกจากนี้ ยังเป็นพื้นที่ให้เหล่านักสร้างสรรค์ นักกวี หรือญาติมิตร เข้ามาใช้สอยอย่างเต็มที่ ท่ามกลางบรรยากาศผ่อนคลายเพียงเท้าเปล่าเหยียบลงบนพื้นไม้ หรือจะนอนเหยียดกายข้ามคืนบนเกสต์โฮมก็ยังได้ เพราะหากได้ลองหย่อนตัวนั่งลงพร้อมกับหนังสือดี ๆ สักเล่มแล้ว ก็คงยากจะลุกกลับ

“ครูไม่ชอบห้องสมุดแข็ง ๆ แบบที่เราเคยเจอตอนเด็ก ๆ เหมือนเรามองเห็นอดีต คนมาแล้วอาจจะมองว่าที่นี่มีของเก่า แต่เก่าของเรา มันเป็นเก่าที่มองสู่อนาคต

“ห้องสมุดนี้ไม่ได้เกิดจากครูเพียงคนเดียว จริงอยู่ที่ครูเป็นเจ้าของสถานที่เจ้าของไอเดีย แต่มันขับเคลื่อนได้ด้วยเพื่อน ๆ ที่อยู่ในแวดวงนักเขียน”

เราเชื่อคำครูต้อมสุดใจ ไม่ว่าจะหันมองไปทางไหน พี่หนึ่ง-วรพจน์ พันธุ์พงศ์ ก็จะตามติดคุณไปทุกที่ ทั้งรูปวาดบนผนังชั้นล่างหรือห้องสมุดชั้นบน แสดงให้เห็นว่า น่าน ไดอะล็อก ก็เป็นอีกหนึ่งกลุ่มที่แวะเวียนมาจัดวงเสวนาหลายครั้ง ให้นักอ่านและนักเขียนได้พบปะแลกเปลี่ยนประสบการณ์กัน 

ครูต้อมบอกว่า การได้พูดคุยเรื่องหนังสือเล่มโปรด คลอเสียงดนตรีสดไม่ไกล ถือเป็นความรื่นรมย์หนึ่งของชีวิตที่ควรสัมผัสสักครั้ง

“ครูไม่ชอบคำว่าอาสาสมัคร ไม่ชอบคำว่ารักบ้านเกิด ครูกลับมาบ้านเกิดเพราะบ้านเกิดโอบอุ้มครู กอดรับครู ไม่ได้รู้สึกว่าบ้านเกิดแย่ แล้วครูต้องกลับมาพัฒนา” บาริสต้า บรรณารักษ์ และอดีตข้าราชการครู แต่ยังมีหัวใจของครูผู้ให้เต็มเปี่ยม พูดพร้อมรอยยิ้ม

จากคาเฟ่ถึงเฟสติวัล Creative Space จ.น่าน เมืองที่ไม่มีทั้งห้างดังและมหาลัยขนาดใหญ่
จากคาเฟ่ถึงเฟสติวัล Creative Space จ.น่าน เมืองที่ไม่มีทั้งห้างดังและมหาลัยขนาดใหญ่

Hani Creative Space

ร้านต่อมาที่ล้อรถหยุดหมุน คือกิจการของ อะตอม-ณัฐชนน สมใจ คนกลับบ้านรุ่นใหม่ไฟแรง บัณฑิตจากมหาวิทยาลัยศิลปากรผู้จับพลัดจับผลูมาทำร้านจากความไม่ตั้งใจ บนลานกางเต็นท์ริมแม่น้ำของพ่อ

“เราคิดว่าทำไมต้องนั่งรถเมล์เบียดเสียดไปทำงาน รู้สึกว่าเราทำอะไรอยู่ แล้วถ้าต้องทำแบบนี้อีก 10 ปีจะไหวไหม สุดท้ายก็ตัดสินใจกลับมาที่บ้านดีกว่า”

เข้าตำราอยู่บ้านท่านอย่านิ่งดูดาย เขาเริ่มคิดว่าจะทำอะไรเสริมจากสิ่งที่พ่อมีอยู่เดิม แต่ไม่หนักเกินไปจนต้องกดดันตัวเอง ‘วิธีดริปกาแฟ’ จึงเป็นคำค้นหาของเขาบนยูทูบ 

โดย ฮานิ มาจากคำว่า ฮานิบ่าเฮ้ย เป็นคำเมืองกวน ๆ ตามสไตล์เจ้าของร้านที่คิดไว้เป็นมั่นหมายว่าหลังเรียนจบวิชาออกแบบ จะเป็นดีไซเนอร์ที่ทำอะไรตามใจตัวเอง แม้แต่สัญลักษณ์รูปวงกลมของร้าน ก็เกิดจากการตั้งคำถามว่าทำไมโลโก้ร้านกาแฟจะต้องยาวเสมอ เป็นไปได้ไหมที่จะมีแค่วงกลมสีฟ้าเท่านั้น ไม่ใช่ตราบนธงชาติของประเทศญี่ปุ่นอย่างที่หลายคนคิดกัน

จากคาเฟ่ถึงเฟสติวัล Creative Space จ.น่าน เมืองที่ไม่มีทั้งห้างดังและมหาลัยขนาดใหญ่
จากคาเฟ่ถึงเฟสติวัล Creative Space จ.น่าน เมืองที่ไม่มีทั้งห้างดังและมหาลัยขนาดใหญ่

ร้านของเขามีพื้นที่ประมาณ 3 ไร่เศษ แบ่งเป็นลานกางเต็นท์ของพ่อ 2 ไร่ และมีมุมกาแฟเล็ก ๆ ปากทางเข้า รายล้อมไปด้วยต้นไม้น้อยใหญ่ นอกนั้นเป็นส่วนที่อะตอมเปิดกว้างให้ผู้คนจับจองพื้นที่ เข้ามาทำกิจกรรมใต้หลังคามุงจาก

“ผมไม่ได้ระบุว่าพื้นที่กว้าง ๆ นี้จะต้องเป็นคาเฟ่ เราทิ้งท้ายไว้ว่าเป็น Creative Space จะมานั่งวาดรูปเล่น นอนเฉย ๆ ทำการบ้าน ทำงาน หรือจะมาจัด เวิร์กชอปกันเองก็ได้ 

“ความจริงอยากใช้คำว่า Co-working Space แต่เพราะว่าเราไม่ถึงขนาดนั้น ไม่มีแอร์ ไม่มีปลั๊ก อยากให้มันรีแลกซ์มากขึ้น เป็นแค่ Creative Space ก็พอ” 

น่าติดตามต่อไปว่าสมาชิกคนใหม่ล่าสุดของกลุ่มสล่ากึ๊ดจะสร้างสรรค์อะไรให้ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่อีกบ้าง

จากคาเฟ่ถึงเฟสติวัล Creative Space จ.น่าน เมืองที่ไม่มีทั้งห้างดังและมหาลัยขนาดใหญ่
จากคาเฟ่ถึงเฟสติวัล Creative Space จ.น่าน เมืองที่ไม่มีทั้งห้างดังและมหาลัยขนาดใหญ่

ลานหน้าคุ้มเจ้าเทพมาลา
กิจกรรม ‘น่านเฟส’ 

เมื่อถึงช่วงบ่ายก็เข้าสู่กิจกรรมโหมโรงอย่างเป็นทางการ โดยถือเป็นครั้งแรกที่มีงานเทศกาลเต็มรูปแบบจัดขึ้นหน้าคุ้มเจ้าเทพมาลา 

เราเริ่มต้นจากการเดินชมนิทรรศการ ‘Creative Space ในกำกึ๊ด ของสล่ากึ๊ด’ จัดแสดงในรูปแบบโปสเตอร์ บอกเล่าความฝันของชาวน่านในหลากหลายช่วงอายุ อาชีพ เพศสภาพ ว่าพื้นที่สร้างสรรค์แบบไหนที่พวกเขาอยากเห็น 

ต่อมาที่ชั้นสอง เป็นนิทรรศการ ‘ภาพเก่า เล่าเรื่อง เมืองน่าน’ หยิบยกภาพถ่ายในประวัติศาสตร์มาเล่าใหม่อีกครั้ง เพื่อย้ำเตือนคนรุ่นเก่า และบอกเล่าเรื่องราวให้คนรุ่นใหม่ฟัง มีทั้งภาพวิถีชีวิตผู้คนสมัยที่ยังใช้ผ้าขาวม้าสีเดียวกันหมด สถาปัตยกรรมเก่าแก่ ภาพทิวทัศน์งดงามในอดีตที่บัดนี้มีสิ่งปลูกสร้างเข้ามาทดแทน ถูกเก็บรวบรวมโดยหออัตลักษณ์นครน่าน (วิทยาลัยชุมชน)

ถัดมาอีกห้อง เราจะได้เห็นน่านในรูปลักษณ์ใหม่ที่ทันสมัยมากขึ้น ในนิทรรศการ ‘พื้นที่สร้างสรรค์ต้นแบบคุ้มเจ้าเทพมาลา’ ผลงานการพัฒนาต่อยอดอาคารเก่าที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ให้ตอบโจทย์วิถีชีวิตคนรุ่นใหม่ โดยนักศึกษาคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ

ก่อนจะเดินตามกลิ่นหอมมาจนถึงกิจกรรม ‘Coffee Extraction Experiment Table’ แปลงกึ๊ดสเปซให้เป็น Slow Bar โดยชมรมกาแฟพิเศษแห่งเมืองน่าน เราตื่นตาตื่นใจกว่าที่ไหน คงเพราะได้จิบกาแฟดี ๆ ไปพร้อม ๆ กับการฟังคนรักกาแฟอธิบายที่มาที่ไปของมันตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำด้วยความสุข 

พอมีแรงกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาหน่อย เราก็มุ่งหน้าไปร่วมเวิร์กชอปที่เล็งไว้ตั้งแต่งานยังไม่เปิดดี คือการทำตุง โดยชุมชนบ้านมณเฑียณ วัฒนธรรมเก่าแก่ของชาวล้านนาที่ทำด้วยผ้าหรือกระดาษ ง่ายต่อการที่คนไม่ถนัดงานฝีมือจะทำขาดรุ่งริ่ง ต้องวุ่นวายให้แม่ ๆ ป้า ๆ ช่วยสอนจนแทบจะจับมือทำ ได้ออกมาเป็นตุงรูปร่างอ้วนฉุ เพราะไม่กล้าใช้กรรไกรตัดให้ถี่มากกว่านี้ หากความเชื่อของชาวล้านนาคือการใช้ตุงสืบชะตา สะเดาะเคราะห์ ก็ไม่รู้ว่าตุงของเราจะนำพาความสุขหรือทุกข์กันแน่

ไม่ไกลจากกันมาก และยังไม่เข็ดหลาบ เราเข้าร่วมเวิร์กชอปการทำตาแหลว โดยชุมชนบ้านต้าม เป็นการสานไม้แบบล้านนาที่ว่ากันว่าใช้ไล่ผี ปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย เห็นรูปร่างคล้ายดอกไม้ดูไม่ยาก กลับยากเหลือเชื่อ จากการสานไม้ไขว้กันไปมาชวนให้งง เรียกเสียงหัวเราะจากแม่ ๆ ป้า ๆ อีกครั้ง เพราะลูกศิษย์ใหม่จากกรุงเทพฯ คนนี้ไม่ได้เรื่องเอาเสียเลย

ตั้งแต่บ่ายจรดเย็น จะเห็นได้ว่ามีคนเข้าออกคุ้มไม่ขาดสาย พ่อแม่จูงมือลูก ตายายจุงมือหลาน ชาวบ้านพากันแต่งกายสะสวยอย่างคนไม่ได้ออกงานมานาน ราวกับเป็นเทศกาลสำคัญบนปฏิทิน ช่วยเสริมให้เชื่อมั่นว่าคนน่านเองก็พร้อมสนับสนุนทุกความเป็นไปได้ใหม่ ๆ เพียงแต่ขาดแคลนพื้นที่สร้างสรรค์เท่านั้น เพราะนอกจากจะมีกิจกรรมมากมายให้ครอบครัวได้ทำร่วมกันแล้ว ในงานยังมีการแสดงพื้นบ้าน การร้องเพลงประสานเสียง โชว์การทำอาหารวัง (คุ้มหลวง) เมืองน่าน ตลาดสด รวมถึงการเสวนาเรื่องอนาคตน่าน รองรับความสนใจของคนทุกช่วงวัยอีกด้วย 

โรงเรียนสอนภาษาจีน ไคหนำ

นั่งรถมาไม่กี่อึดใจจากตัวเมือง เราเร่งรีบทำเวลากันเนื่องจากนัดคนสำคัญไว้ที่อำเภอเวียงสา ศูนย์รวมชาวไทยเชื้อสายจีนขนาดใหญ่ของ จ.น่าน

สุรชัย พุฒิกุลางกูร หรือ พี่ชัย คือคนนั้น

แต่ช้าก่อน เราไม่ได้มาพูดคุยกับเขาเรื่องการเป็น Illustrator มือหนึ่งของโลก หรือในนามเจ้าของบริษัท Illusion ที่ผลิตชิ้นงานระดับมาสเตอร์พีซให้กับวงการโฆษณามายาวนาน 

เราพบพี่ชัยในฐานะลูกหลานเมืองน่าน ผู้กลับบ้านมาคืนชีพโรงเรียนสอนภาษาจีน ไคหนำ กิจการเก่าของรุ่นปู่นับแต่ พ.ศ. 2485 ให้เป็นอีกหนึ่งพื้นที่สาธารณะของคนเมือง

“ในอดีต ถ้าพูดถึง Space เรานึกถึงวัด โรงเรียน ห้องสมุด แต่เราว่าในปัจจุบันควรนิยามคำว่า Space ใหม่ ที่นี่จึงกลายเป็น Art Space” 

โดยแนวคิดของพี่ชัย คือการบูรณะโรงเรียนสอนภาษาจีน ไคหนำ ให้เป็นเหมือนพิพิธภัณฑ์ 3 ยุคสมัย ตัวแทนของอดีตคือห้องเรียนและห้องสมุดบนชั้นสอง ตัวแทนของปัจจุบันคือโรงน้ำชาด้านล่าง นั่งกินดื่มแบบได้กลิ่นอายชาวจีน ส่วนตัวแทนของอนาคตคือโซนแกลเลอรี่แสดงงานเล็ก ๆ เพื่อคนในชุมชนละแวกนี้ เป็นพื้นที่จัดแสดงงานของศิลปินจากกรุงเทพฯ หรือจัดเวิร์กชอปเพื่อเชื่อมโยงชุมชนกับศิลปะและสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนท้องถิ่น

“คำว่าน่านเนิบ ๆ ถ้ามองจากข้างนอกมันอาจจะสวย แต่ขณะเดียวกันมันไปสร้างมายเซ็ตให้คนน่านใช้ชีวิตเนิบนาบเกินไป เราว่าจริง ๆ แล้วคนน่านก็กระฉับกระเฉง ทะเยอทะยานได้ เราจึงพยายามทำสิ่งนั้นที่นี่

“เราไม่ได้แยกตัวเองออกจากชุมชน ตั้งใจว่าโรงเรียนไคหนำจะไม่พูดถึงวัฒนธรรมพื้นเมืองของน่านเลย เพราะว่าเราเป็นสิ่งใหม่ 

“โอเค เราอนุรักษ์โรงเรียนไว้ แต่เราจะไม่ดึงอดีตมาหา เราจะเดินไปข้างหน้า และคิดว่าเราจะไปได้ไกลแค่ไหน”

แม้วันนี้ที่เดินทางมาถึง โรงเรียนของพี่ชัยจะยังสร้างไม่เสร็จดี แต่ทุกก้าวย่างที่ย่ำเดินก็รับรู้ได้ทันทีว่า เจ้าของต้องประกอบอาชีพอะไรสักอย่างที่อาศัยความประณีตระดับมิลลิเมตรเป็นแน่

ความลับก็คงเป็นเพราะเขาจะเกณฑ์พนักงานของบริษัท Illusion มาลงมือขัดเงาเนื้อไม้เองทุกแผ่นนั่นแหละ แอบกระซิบว่าพร้อมเปิดให้เข้าชมปลายปีนี้

ต่อให้มีโอกาสใช้ชีวิตอยู่น่านเพียงไม่กี่วัน เราสัมผัสได้ว่าที่แห่งนี้เต็มไปด้วยศิลปวัฒนธรรมทรงคุณค่ามากมาย สงบเงียบ กะทัดรัด ขนาดว่าหลับระหว่างทางยังไม่เต็มอิ่ม แต่ท้องอิ่มอย่าบอกใคร

เรื่องน่าประหลาดใจสุดท้ายคือการได้เห็นว่าคนน่านรุ่นใหม่ไม่มุ่งหวังจะเปลี่ยนแปลง และคนรุ่นเก่าเองก็เปิดกว้างให้เกิดการต่อยอดเป็นสิ่งใหม่ บางร้านอาจเริ่มต้นได้ไม่นาน บางกิจการอาจยังสร้างไม่เสร็จดี แต่อย่างน้อยแต้มต่อที่ที่นี่มีคือการร่วมมือกันของคนต่างความคิด ต่างวัย ภายใต้ความฝันเดียวกันว่า อยากให้บ้านของพวกเขากลายเป็นเมืองสร้างสรรค์ขององค์การยูเนสโก (UNESCO Creative Cities Network) สาขาหัตถกรรมและศิลปะพื้นบ้านในอนาคต

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

ไรวินทร์ วันทวีทรัพย์

ช่างภาพผู้หลงรักกล้องเก่าและชอบเสียงชัตเตอร์เป็นชีวิตจิตใจ IG : 551mm

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load