ก่อนกำเนิดสภากาชาดไทย ประเทศสยามใน พ.ศ.2436 กำลังประสบภาวะสงครามภายใต้ความขัดแย้งกับฝรั่งเศสในเหตุการณ์ ร.ศ.112 เป็นเหตุให้สยามได้ก่อตั้ง ‘สภาอุณาโลมแดง’ กิจการสังคมสงเคราะห์ด้านการรักษาพยาบาล เพื่อบรรเทาทุกข์ให้กับผู้ที่บาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก ต่อมา พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงมีพระราชประสงค์ให้ก่อตั้งโรงพยาบาล ภายใต้การดำเนินงานของสภาอุณาโลมแดงหรือสภากาชาดสยามนี้เป็นการถาวร โดยพระราชทานนามไว้เพื่อเป็นพระราชานุสาวรีย์แด่รัชกาลที่ 5 พระบิดาผู้ทรงริเริ่มสภาอุณาโลมแดงว่า ‘โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์’ 

โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ในปัจจุบัน ได้พัฒนาเป็นโรงพยาบาลขนาดใหญ่ ทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย และเป็นสถานที่ฝึกอบรมนิสิตของคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รวมถึงสนับสนุนการค้นคว้าวิจัยด้านการแพทย์ที่ได้รับมาตรฐานในระดับสากล

โรงพยาบาลเพิ่งได้ต้อนรับหอพักพยาบาลหลังใหม่ ผลงานการออกแบบของสถาปนิก Plan Architect แทนที่หอพักพยาบาลสูง 4 ชั้นหลังเก่า เพื่อเติมเต็มความต้องการที่อยู่อาศัยของบุคลากรทางการแพทย์ซึ่งเพิ่มจำนวนมากขึ้น แม้เป็นอาคารพักอาศัยรวมขนาดใหญ่ด้วยความสูงถึง 26 ชั้น กับห้องพักมากกว่า 500 ห้อง หอพักพยาบาลแห่งนี้ก็เกิดขึ้นด้วยแนวคิดการสร้างพื้นที่ให้คนเป็นพยาบาลอยู่โดยเฉพาะ และเปี่ยมด้วยการใช้เครื่องมืองานออกแบบแก้ปัญหาในทุกรายละเอียด ตั้งแต่ทิศทางการวางตึก จนถึงความสูงของราวกันตก 

คอลัมน์หมู่บ้านที่สนใจเรื่องการออกแบบที่อยู่ศัยหลากหลาย จึงไม่พลาดชวน วรา จิตรประทักษ์ และ นภสร เกียรติวิญญู สองสถาปนิกผู้ดูแลโครงการ มาเล่าถึงแนวคิดเบื้องหลังทั้งหมดให้ฟังอย่างละเอียด

หอพักพยาบาล โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ที่ออกแบบอย่างเข้าใจคนเป็นพยาบาล

เปิดตึกรับลม

โครงการหอพักพยาบาล โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เริ่มขึ้นจากการให้สถาปนิกส่งแบบเข้าประกวดแข่งขันในช่วงปลาย พ.ศ. 2558 โดย Plan Architect ผู้ชนะประกวดเล่าว่า มีโจทย์ที่ปรากฏในข้อกำหนดซึ่งแตกต่างจากโครงการโดยทั่วไป อย่างมีนัยสำคัญ 2 ข้อ ข้อแรกคือ ต้องสนองความต้องการของคณะพยาบาลที่นิยมอยู่อาศัยโดยเปิดหน้าต่างรับลม แทนการเปิดเครื่องปรับอากาศ และข้อสองคือ ต้องให้ระเบียงแต่ละห้องกว้างขวางพอสำหรับการปลูกต้นไม้

วรา จิตรประทักษ์ และ นภสร เกียรติวิญญู สองสถาปนิก ผู้ออกแบบหอพักพยาบาล โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย
วรา จิตรประทักษ์
วรา จิตรประทักษ์ และ นภสร เกียรติวิญญู สองสถาปนิก ผู้ออกแบบหอพักพยาบาล โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย
นภสร เกียรติวิญญู

“อาคารพักอาศัยรวมทั่วไปมักเป็นแบบ Double Loaded Corridor หรือแบบทางเดินร่วม มีทางเดินทางเดียว แล้วมีห้องพักขนานไปตามทางเดิน เหมือนอพาร์ตเมนต์ทั่วไป ประหยัด ประสิทธิภาพการใช้งานพื้นที่มาก แต่ก็ยากในการรับแสงและรับลมธรรมชาติเข้าสู่อาคาร

“สำหรับอาคารนี้ เราคิดว่าถ้าแยกตัวอาคารเป็น Single Loaded Corridor หรือแบบทางเดินเดียวสองทาง เอาลิฟต์คั่นไว้ตรงกลาง แล้วแบ่งห้องพักไปอยู่ทั้งสองฝั่ง จะทำให้เกิดปล่องระบายอากาศตรงกลาง แสงธรรมชาติเข้ามาที่ทางเดินตรงกลางได้ด้วย เวลากลางวันจะค่อนข้างสว่างโดยไม่ต้องเปิดไฟ และลมก็ยังผ่านถ่ายเทเข้ามาในอาคารได้” สองสถาปนิกจาก Plan Architect เริ่มต้นเล่าการตีโจทย์เป็นแนวคิด ซึ่งตรงกับคอนเซ็ปต์เอื้อประโยชน์แก่ผู้อยู่ในข้อแรก

หอพักพยาบาล โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ที่ออกแบบอย่างเข้าใจคนเป็นพยาบาล

หากฟังผิวเผิน อาจรู้สึกว่าเป็นการสูญเสียพื้นที่ใช้สอยจำนวนมาก แต่กลับกัน วราและนภสรอธิบายเพิ่มว่าเป็นการยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว มันมีประโยชน์ตรงจัดการไส้ในของอาคารอย่างตัวลิฟต์ให้อยู่ในตำแหน่งที่ไม่ไปเบียดบังพื้นที่ใช้สอยส่วนอื่น จัดสรรจำนวนห้องได้ครบถ้วนตามโจทย์ ไม่มีส่วนเกินจนต้องเพิ่มความสูงอาคาร ซึ่งจะมีภาระค่าใช้จ่ายในมิติอื่น และทางเดินสองฝั่งยังทำให้เกิดปล่องระบายอากาศใจกลาง ตามแนวคิดการรับลมเข้าสู่อาคารให้มากที่สุดได้ในเวลาเดียวกัน

หอพักพยาบาล โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ที่ออกแบบอย่างเข้าใจคนเป็นพยาบาล

อากาศร้อนจะลอยตัวจากต่ำขึ้นสูง ปล่องระบายอากาศนี้จึงมาพร้อมกับแนวคิดการออกแบบช่องรับลม 2 จุด เพื่อเป็นทางลมเข้า คือชั้นล่างสุด และกึ่งกลางอาคารที่กลายมาเป็นจุดเด่นด้านรูปลักษณ์ 

หอพักพยาบาล โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ที่ออกแบบอย่างเข้าใจคนเป็นพยาบาล
หอพักพยาบาลหลังใหม่ในรั้วโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ที่สร้างด้วยโจทย์สนุกจากผู้อยู่ 2 ข้อ คือให้เปิดหน้าต่างรับลม และระเบียงกว้างให้ปลูกต้นไม้ได้

“ในการเจาะช่องลม เราใช้การคว้านยูนิตออกมา โดยตั้งใจให้เป็นสัญลักษณ์ของตรา ‘อุณาโลมแดง’ เพื่อให้สื่อถึงองค์กรสภากาชาด เราผูกโยงสัญลักษณ์นี้ให้อาคารมีความหมายมากขึ้นกว่าการเป็นเพียงอาคารพักอาศัย ให้พยาบาลที่ทำงานอยู่ในองค์กร เขาได้มีความภาคภูมิใจในองค์กรด้วย” 

สัญลักษณ์อุณาโลมแดงที่สถาปนิกกล่าวถึง ปรากฏบนชั้น 13 – 17 ของอาคาร โดยกรุโถงทั้งหมดด้วยไม้เทียมเพื่อสร้างจุดเด่นบนอาคารสูงสีขาว ไม่เพียงการรับลมและแสงธรรมชาติเข้าสู่อาคารให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ยังทำหน้าที่เป็นส่วนกลางให้ผู้อยู่อาศัยออกมาใช้นั่งพักผ่อนได้ตามอัธยาศัย ส่วนชั้นล่างสุดก็เป็นส่วนต้อนรับของหอพัก 

หอพักพยาบาลหลังใหม่ในรั้วโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ที่สร้างด้วยโจทย์สนุกจากผู้อยู่ 2 ข้อ คือให้เปิดหน้าต่างรับลม และระเบียงกว้างให้ปลูกต้นไม้ได้
หอพักพยาบาลหลังใหม่ในรั้วโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ที่สร้างด้วยโจทย์สนุกจากผู้อยู่ 2 ข้อ คือให้เปิดหน้าต่างรับลม และระเบียงกว้างให้ปลูกต้นไม้ได้

เปิดระเบียงปลูกต้นไม้

อีกหนึ่งแนวคิดการพัฒนาโครงการให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตของพยาบาลมากที่สุด คือการเพิ่มพื้นที่เขียว และการวางผังการใช้งานในส่วนต่างๆ ตั้งแต่ตัวอาคาร ไปจนถึงที่วางราวตากผ้า

ที่ตั้งของหอพักหลังใหม่อยู่ใจกลางอาคารพักอาศัยหลังอื่นๆ ในโรงพยาบาล ประกอบกับที่ดินค่อนข้างแออัดเพราะล้อมรอบไปด้วยกลุ่มอาคารสูง แต่มีข้อดีคือแต่ละอาคารเว้นระยะห่างกัน จนเกิดเป็นที่ว่างขนาดพอเหมาะ หากรื้อหอพักพยาบาลเดิมออก แล้วพลิกการจัดวางใหม่ ก็จะเกิดที่ว่างด้านในใจกลาง ให้ทำเป็นพื้นที่สีเขียวเล็กๆ แบบ Pocket Park ได้

สวนเล็กๆ นี้ถูกรวมเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาโครงการ Plan Achitect จึงออกแบบพื้นที่ชั้น 1 ของอาคารที่เป็นโถงโล่ง ให้เดินทะลุออกไปยังแลนด์สเคปใหม่นี้ได้

หอพักพยาบาลหลังใหม่ในรั้วโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ที่สร้างด้วยโจทย์สนุกจากผู้อยู่ 2 ข้อ คือให้เปิดหน้าต่างรับลม และระเบียงกว้างให้ปลูกต้นไม้ได้
หอพักพยาบาลหลังใหม่ในรั้วโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ที่สร้างด้วยโจทย์สนุกจากผู้อยู่ 2 ข้อ คือให้เปิดหน้าต่างรับลม และระเบียงกว้างให้ปลูกต้นไม้ได้
หอพักพยาบาลหลังใหม่ในรั้วโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ที่สร้างด้วยโจทย์สนุกจากผู้อยู่ 2 ข้อ คือให้เปิดหน้าต่างรับลม และระเบียงกว้างให้ปลูกต้นไม้ได้

นอกจากนั้น แนวคิดการเพิ่มพื้นที่สีเขียวในโครงการก็ยังปรากฏในการออกแบบระเบียง หนึ่งในข้อกำหนดของการประกวดแบบว่า ต้องทำให้ระเบียงกว้างขวางพอสำหรับพยาบาลจะใช้งานอะไรก็ได้อย่างอิสระ รวมไปถึงการปลูกต้นไม้ ทั้งคู่คิดเพิ่มเติมจากโจทย์นั้น โดยนำแนวคิดเรื่องมุมมองและการสร้างความเป็นส่วนตัวมาเป็นส่วนหนึ่งในการออกแบบ มุมสามเหลี่ยมยื่นออกมาสลับฟันปลาอย่างแปลกตาที่เราเห็นด้านหน้าอาคารนั่นเอง

“เนื่องจากอาคารในละแวกมันประชันหน้ากันมาก เวลาเราอยู่ในห้องพัก แทบจะมองเห็นห้องฝั่งตรงข้าม เลยเป็นที่มาว่าเราทำระเบียงของแต่ละยูนิตให้เป็นสามเหลี่ยม มีมุมยื่นสลับกันไป เวลาเขาอยู่ในห้อง ก็มีมุมหลบเลี่ยงการปะทะโดยตรงกับห้องตรงข้าม เมื่อยืนเกาะราวระเบียง ก็จะรู้สึกว่ามีมุมมองเอียงๆ หลบจากอาคารข้างเคียงด้วย

“พอเราสลับแนวของแต่ละห้องแต่ละชั้น ระเบียงก็จะเกิดพื้นผิวที่รับแสงธรรมชาติได้มากกว่าหอพักทั่วไปนิดหนึ่ง เพื่อให้การปลูกต้นไม้และการตากผ้าถูกสุขอนามัยขึ้น”

พวกเขาคิดฟังก์ชันบนระเบียงไว้หลายอย่าง ทั้งการเก็บเครื่องปรับอากาศ การเก็บเครื่องซักผ้า หรือการตากผ้าอย่างไม่ทำให้รกหูรกตา โดยใช้แผงอะลูมิเนียมกันสายตา อีกหนึ่งข้อดีที่ตามมาคือ เป็นตัวบังแดดไม่ให้จ้าเกินไป แต่มีแสงพอให้ปลูกต้นไม้ได้

หอพักพยาบาลหลังใหม่ในรั้วโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ที่สร้างด้วยโจทย์สนุกจากผู้อยู่ 2 ข้อ คือให้เปิดหน้าต่างรับลม และระเบียงกว้างให้ปลูกต้นไม้ได้

ไม่เพียงมีประโยชน์เฉพาะกั้นสายตา ด้านความงาม แผงฟาซาดหรือหน้ากากอาคารสีขาวสะอาดนี้ สะท้อนการใช้งานภายในออกสู่รูปลักษณ์ภายนอกได้อย่างน่าสนใจ โดดเด่นด้วยการสลับสับหว่างไปมาในแต่ละชั้นอย่างสมมาตร

หอพักพยาบาลหลังใหม่ในรั้วโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ที่สร้างด้วยโจทย์สนุกจากผู้อยู่ 2 ข้อ คือให้เปิดหน้าต่างรับลม และระเบียงกว้างให้ปลูกต้นไม้ได้
หอพักพยาบาลหลังใหม่ในรั้วโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ที่สร้างด้วยโจทย์สนุกจากผู้อยู่ 2 ข้อ คือให้เปิดหน้าต่างรับลม และระเบียงกว้างให้ปลูกต้นไม้ได้

หอพักพยาบาล เพื่อพยาบาล

หอพักพยาบาลที่นี่เป็นสิทธิพิเศษด้านที่พักอาศัย โดยโรงพยาบาลจะมอบให้กับพยาบาลที่ไม่ได้แต่งงาน และกำหนดให้พยาบาล 2 คนพักร่วมกันใน 1 ห้อง

เมื่อคนสองคนที่อาจไม่ได้คุ้นเคยกันมาก่อนต้องมาอาศัยอยู่ด้วยกัน สถาปนิกจึงมีไอเดียจัดการปัญหาที่อาจเกิดจากการปะทะกันในอนาคต ด้วยการวางผังห้องพักแต่ละห้อง

“เราพยายามทำให้ห้องกว้างขึ้น เพื่อให้วางเตียงได้สองฝั่ง แล้วมีทางเดินอยู่ตรงกลาง พยาบาลแต่ละคนจะได้มีโซนเป็นของตัวเอง ห้องหนึ่งแบ่งออกเป็นครึ่งห้องของใครของมัน” เขาเล่าถึงความต่างกับห้องพักสำหรับ 2 คนที่เราเห็นทั่วไป เช่น ห้องของโรงแรม ซึ่งมักพบว่ามีเตียงอยู่ฝั่งหนึ่ง อีกฝั่งหนึ่งเป็นเคาน์เตอร์ยาวๆ แล้วก็มีทีวี 

หอพักพยาบาล โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ที่ออกแบบอย่างเข้าใจคนเป็นพยาบาล

ห้องพักที่ออกแบบขึ้นใหม่นี้ กำหนดให้มีขนาดประมาณ 5 x 8 เมตร รวมกับพื้นที่ระเบียง หรือรวมแล้วราว 40 ตารางเมตร ซึ่งถือว่ามีขนาดใหญ่หากเทียบกับห้องพักในอาคารชุดรูปแบบอื่น ความน่าสนใจอีกอย่างอยู่ที่สิ่งอำนวยความสะดวกในห้องกำหนดให้แยกใช้เป็นของตัวเอง ตั้งแต่เตียงนอน ตู้เสื้อผ้า ตู้เซฟ ตู้เย็น โต๊ะเครื่องแป้ง โทรทัศน์ หรือแม้แต่ราวตากผ้า

ส่วนห้องน้ำ ก็แยกห้องอาบน้ำ โถสุขภัณฑ์ และส่วนอ่างล้างหน้าออกจากกัน เผื่อเวลาผู้อาศัยต้องการใช้ห้องน้ำพร้อมกันในเวลาเร่งด่วน ก็ผลัดกันใช้แต่ละส่วนได้โดยไม่ต้องรอ

“เราได้ไปคุยกับผู้ใช้ก็กลายเป็นว่าเขาชอบมาก เพราะว่าเขาต้องการยิ่งกว่าที่เราคิดอีกคือ เขาต้องการทีวีสองเครื่อง เขาต้องการตู้เย็นสองตู้ด้วย เขาต้องการให้ทุกอย่างแยกกันหมดเลย” นภสรเล่าการเก็บฟีดแบ็กจากผู้ใช้จริง

การวางผังเช่นนี้ ยังสอดคล้องกับแนวคิดการรับลมเข้าสู่ห้องซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของโครงการ เขาแยกส่วนครัวและห้องน้ำออกมาไว้ในหน้าห้อง มีผนังบานเลื่อนกั้นจากส่วนที่นอนด้านใน เมื่อต้องการรับลม สามารถเปิดประตูระเบียง เปิดประตูบานเลื่อน และเปิดประตูหน้าห้อง ปิดไว้เพียงประตูมุ้งลวดด้านหน้า ก็จะทำให้อากาศไหลเวียนผ่านจากข้างนอกเข้าสู่ข้างใน และทะลุผ่านไปยังปล่องระบายอากาศในใจกลางอาคารได้อย่างมีประสิทธิภาพ

หอพักพยาบาล โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ที่ออกแบบอย่างเข้าใจคนเป็นพยาบาล
หอพักพยาบาล โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ที่ออกแบบอย่างเข้าใจคนเป็นพยาบาล

รายละเอียดการออกแบบทั้งหมด สถาปนิกทั้งสองพัฒนาขึ้นจากการสอบถามจากประสบการณ์ของผู้ประกอบวิชาชีพพยาบาลใกล้ตัว รวมถึงพูดคุยกับผู้คนหลายฝ่ายในระหว่างการพัฒนาแบบ ทั้งกับผู้บริหาร พยาบาลที่จะมาอาศัยอยู่จริง รวมถึงแม่บ้านทำความสะอาด ซึ่งมีส่วนร่วมในการให้ความคิดเห็น อันเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในจุดที่พวกเขาไม่อาจคำนึงถึงได้ทุกมิติ

ตั้งแต่เรื่องความถี่ของซี่ราวระเบียงที่ต้องกว้างพอให้ง่ายต่อการทำความสะอาด แต่ไม่มากเกินจนกรองแสงสว่างไม่ได้ ไปจนถึงเรื่องของความสูงราวระเบียงในจุดต่างๆ ต้องมากกว่าขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนด เพื่อช่วยลดความเสี่ยงต่อความต้องการทำร้ายตัวเองของผู้อยู่ เนื่องด้วยได้รับข้อมูลว่าผู้ประกอบอาชีพพยาบาลต้องประสบความเครียดในการทำงานสูง และพบภาวะเสี่ยงเช่นนี้ในเพื่อนร่วมงานเสมอ

“โชคดีที่ว่าโครงการนี้ไม่ถึงขั้นเป็นโครงการเชิงพาณิชย์ เขาเป็นหน่วยงานรัฐ เขาต้องคิดถึงเรื่องคุณภาพชีวิตของบุคลากรประมาณหนึ่ง เพราะว่าถ้าพยาบาลอยู่ดี เขาก็มีกำลังใจ ลดความเครียดได้ การออกแบบที่นี่หลายอย่างอาจดูมากเกินความจำเป็นจากโครงการอื่นๆ แต่คุณภาพชีวิตของคนก็จะดีขึ้น” วราให้ความคิดเห็น

“ถ้าเป็นงานในเชิงพาณิชย์ เราคงไม่ได้ทำแบบเดียวกันกับที่นี่” นภสรเสริม “งานราชการจะมีงบประมาณกับข้อกำหนดที่เขาต้องการเป๊ะๆ อยู่แล้ว ถ้าเราจัดสรรทุกอย่างให้ลงตัวได้ อยู่ในงบระมาณ แล้วเรายังเพิ่มความพิเศษให้เขาได้ด้วย เขาก็ไม่มีปัญหาว่าคุณจะมีลูกเล่นเพิ่มเติมอะไร”

หลังโครงการนี้เสร็จสมบูรณ์ พวกเขาได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากผู้อยู่อาศัย รวมถึงได้รับความสนใจจากผู้พัฒนาโครงการเอกชนหลายเจ้า จึงเป็นโอกาสดีที่โครงการนี้จะได้เป็นตัวอย่างให้กับการพัฒนาโครงการอาคารชุดทั้งหลายต่อไปในอนาคต

“ถ้าเราเอางานออกแบบตกแต่งเพื่อความสวยงาม ซึ่งเป็นเม็ดเงินมากประมาณหนึ่ง มาเติมใส่การจัดการพื้นที่ มาเติมใส่การใช้สอยในระยะยาว โครงการนั้นอาจแตกต่างและอาจดีขึ้น

“จังหวะนี้เราสื่อสารด้วยตัวเนื้องาน และนำโครงการขนาดใหญ่ ยูนิตเยอะนี้เป็นโครงการอ้างอิงได้ว่า ถ้าในงบประมาณเท่ากัน เราทำแบบนี้กับโครงการรูปแบบอื่นๆ ได้ โดยใช้การออกแบบเป็นเครื่องมือแก้ปัญหา” วราให้ความคิดเห็นปิดท้าย 

หอพักพยาบาล โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ที่ออกแบบอย่างเข้าใจคนเป็นพยาบาล
ภาพ : Panoramic Studio

Writer

กรกฎ หลอดคำ

เขียนเรื่องบ้านและงานออกแบบเป็นงานประจำ สนใจเรื่องราวทางสังคมและวัฒนธรรมในงานสถาปัตยกรรมเป็นพิเศษ

หมู่บ้าน

แนวคิดของผู้สร้างที่อยู่อาศัยเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีให้ผู้อยู่

“เราเป็นนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ขณะเดียวกันเราก็รู้ตัวว่าเราเป็นส่วนหนึ่งในการทำลายสิ่งแวดล้อมด้วยเหมือนกัน”

คุณต่อ-สุทธา เรืองชัยไพบูลย์ นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ พ่วงตำแหน่งประธานผู้อำนวยการ บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (MQDC) บอกกับเราอย่างตรงไปตรงมาก่อนจะเสริมว่า “อาชีพของเราเป็นการย้ายภูเขาเข้ามาอยู่ในเมือง หิน ไม้ ทราย ปูน ล้วนมาจากธรรมชาติทั้งหมด เรารู้ตัวว่าจะต้องลดผลกระทบที่มีต่อสิ่งแวดล้อมให้มากที่สุด”

101 The Third Place 101 The Third Place

ดูเหมือนว่า ‘101 The Third Place @True Digital Park’ ไลฟ์สไตล์คอมเพล็กซ์แห่งใหม่ย่านปุณณวิถี โดย MQDC จะเป็นผลลัพธ์ของการลดการย้ายภูเขาเข้ามาในเมือง แต่เป็นการสร้างพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ใจกลางเมืองแทน ด้วยการเพิ่มพื้นที่สีเขียวขนาด 5,000 ตารางเมตร ติดรถไฟฟ้าให้คนกรุงเทพฯ แวะสูดอากาศบริสุทธิ์ และนำนวัตกรรมล้ำสมัยมาจับคู่กับความยั่งยืน เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เป็นผลให้ 101 The Third Place ลดการใช้พลังงานของโครงการได้มากถึง 30 เปอร์เซ็นต์ และช่วยลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 15,000 ตันต่อปี หรือเท่ากับการขับรถบนถนนจำนวน 3,000 คัน (อ้างอิงจาก The US Environmental Protection Agency (Greenhouse Gas Emissions)

จากการออกแบบโครงการด้วยแนวคิด Sustainnovation ทำให้ 101 The Third Place ได้รับคัดเลือกเป็น 1 ใน 6 โครงการสนับสนุนการออกแบบเมืองอัจฉริยะของกระทรวงพลังงาน ปี 2017 และได้รับการยอมรับจากนานาชาติจนคว้ารางวัลโครงการมิกซ์ยูสยอดเยี่ยมจาก Asia Pacific Property Awards 2016-2017 รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ด้านความยั่งยืนจาก AEC Excellence Awards 2017 นับว่าเป็นโครงการแรกของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ได้รางวัลมาครอง

ถ้าอยากรู้ว่า 101 The Third Place ทำได้อย่างไร ไปอ่านพร้อมกัน!

101 The Third Place

101 The Third Place

The Great Good Place

101 The Third Place มีความหมายตามตัวเลข 101 (วัน-โอ-วัน) ของประเทศแถบตะวันตก หมายถึงการเริ่มต้นใหม่ ส่วนคำว่า Third Place มาจาก เรย์ โอลเดนบิร์ก (Ray Oldenburg) นักสังคมวิทยาเจ้าของหนังสือ The Great Good Place เขาเขียนในหนังสือว่า “ถ้าต้องการทำสถานที่ให้เป็น The Great Good Place จะต้องมี 3 สิ่งประกอบกันอย่างสมดุลและลงตัว คือ บ้าน (First Place) สถานที่ทำงาน (Second Place) และสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ (Third Place)”

คุณต่อบอกกับเราว่า ไลฟ์สไตล์คอมเพล็กซ์ของเขามีครบ!

“First Place ของเราเป็นคอนโดมิเนียม Second Place ของเราเป็นออฟฟิศแบบเปิดโล่ง ให้คนพบปะกันโดยบังเอิญ เพราะหลายนวัตกรรมมักเกิดจากความบังเอิญ บางทีเจอกันในร้านกาแฟ พูดคุยกัน 2 – 3 ประโยคก็ได้ไอเดียใหม่ๆ กลับมาด้วย และ Third Place ของเราคือ 101 The Third Place สำหรับผมอาจจะเป็นสวนสาธารณะ สำหรับน้องอาจจะเป็นห้องสมุด แต่สิ่งที่ MQDC กำลังทำคือการรวมทั้งสามพื้นที่เข้าด้วยกันเพื่อสร้างเป็น The Great Good Place”

101 The Third Place 101 The Third Place

ถ้าทำความเข้าใจกันอย่างง่าย Third Place เปรียบเสมือนการรวมไลฟ์สไตล์ไว้ครบในจุดเดียว ไม่ว่าจะเป็นศูนย์การค้า สวนสาธารณะ ห้องสมุด คาเฟ่ ฯลฯ คล้ายกับสารพัดย่านฮิตในประเทศญี่ปุ่น

ด้วย 101 The Third Place เป็นไลฟ์สไตล์คอมเพล็กซ์และมีจุดประสงค์พัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในโครงการและชุมชนใกล้เคียงให้ดีกว่าเดิม ด้านบนอาคารจึงออกแบบเป็นเลนสำหรับปั่นจักรยานและลู่วิ่งออกกำลังกาย ระยะทาง 1.3 กิโลเมตร (แล้วเสร็จปี 2563) และพิเศษสำหรับคนรักน้องหมา นอกจากจะพาสุนัขไปโซน Outdoor ได้ ยังมีห้องน้ำส่วนตัวเฉพาะน้องหมาตัวผู้อีกด้วย

101 The Third Place

The Green Good Place

หลังจากเดินบนสกายวอล์กที่เชื่อมกับบีทีเอสสถานีปุณณวิถีมาถึงตัวโครงการ เราเชื่อแล้วว่า 101 The Third Place ตั้งใจปลูกต้นไม้สีเขียวให้เป็นโอเอซิสขนาดใหญ่ใจกลางเมืองจริงๆ คุณต่อบอกกับเราว่าการเลือกทำสวนสาธารณะขนาดย่อมไม่ได้เป็นการตัดสินใจของเขาเพียงคนเดียว เสียงข้างมากมาจากกลุ่มตัวอย่างของการรีเสิร์ชก่อนจะทำโครงการ

จากคำถาม ควรทำอะไรดีบนพื้นที่ 43 ไร่ ใจกลางสุขุมวิท? กลุ่มตัวอย่างบอกคำตอบกับพวกเขาว่า

“ทำอะไรก็ได้ แต่อย่าทำ Luxury Mall เพราะริมถนนสุขุมวิทมีเต็มไปหมด เขาอยากได้พื้นที่ที่ใช้ชีวิต อยากมีสถานที่ที่เขาทำกิจกรรมทางสังคมได้ พาลูกมาเล่นได้ หรือจะมานั่งเฉยๆ โดยไม่ต้องทำอะไรก็ได้ เราเลยมีแนวคิดว่าอยากทำ Third Place หรือสถานที่พักผ่อนหย่อนใจให้กับคนเมืองและชุมชนใกล้เคียง”

จากคำตอบของกลุ่มตัวอย่าง คงไม่มีสถานที่ไหนเหมาะกับการทำกิจกรรม เดินเล่น ปิกนิก หรือหย่อนใจ ได้ดีเท่าสวนอีกแล้ว ปัญหาต่อไปไม่ใช่การสร้าง แต่เป็นการปลูก! คุณต่อบอกกับเราว่าต้นไม้ทั้งหมดไม่ได้ปลูกตามใจผู้อยู่ แต่ปลูกตามใจผู้อยู่…มาก่อน หมายถึงสัตว์ท้องถิ่นอย่างนก แมลง และกระรอก

101 The Third Place 101 The Third Place

“เมื่อก่อนพื้นที่ 40 กว่าไร่ตรงนี้มีต้นไม้เยอะแยะเลย เราทำรีเสิร์ชมาว่าแถวนี้มีนกจำนวนมาก เป็นนกตัวเล็กๆ ในกรุงเทพฯ แล้วก็มีกระรอก มันจะกินลูกหว้า ลูกชมพู่ และลูกส้ม เป็นอาหาร เราก็ปลูกต้นไม้เหล่านั้นให้พวกเขา และมีนกอีกประเภทชอบกินต้นแคนาดอกสีขาว เราก็ปลูกต้นแคนา

“เรารู้อยู่แล้วว่าต้นไม้ให้ออกซิเจนและร่มเงา แทนที่เราจะปลูกต้นไม้เฉพาะคนกลุ่มเดียว ทำไมเราไม่เลือกต้นไม้ที่สิ่งมีชีวิตอื่นใช้ได้ด้วยหละ เราเลยพยายามหาต้นไม้ที่เหมาะกับพวกเขา เราพยายามสร้างระบบนิเวศที่ดีเพื่อดึงเขากลับมาใช้ชีวิตร่วมกับเราเหมือนเดิม”

ประโยชน์ของสีเขียวแน่นอนว่าช่วยให้เราเจริญหูเจริญตา มองแล้วสบายใจ ยังช่วยลดความร้อนให้กับพื้นที่และชุมชนบริเวณใกล้เคียง รวมถึงเพิ่มพื้นที่ฟอกอากาศให้กับกรุงเทพฯ ให้กับประเทศไทย และให้กับโลกด้วย

101 The Third Place

101 The Third Place

The Great Sustainnovation Place

กว่าจะเป็นไลฟ์สไตล์คอมเพล็กซ์ภายใต้แนวคิด Sustainnovation บนพื้นที่ 40,000 ตารางเมตร ทางโครงการเลือกใช้โปรแกรม BIM (Building Information Modeling) เป็นโปรแกรมสามมิติมาช่วยในการก่อสร้างอาคาร ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบ การเลือกใช้วัสดุ ตลอดจนคำนวณเวลาการทำงานเพื่อลดระยะเวลาการก่อสร้างและลดพลังงาน ไม่เพียงแต่เป็นวิธีการประหยัดพลังงาน ยังช่วยประหยัดงบประมาณและทรัพยากรในการก่อสร้างโครงการอีกด้วย

แม้ว่าการออกแบบจะคำนวณด้วยโปรแกรมอย่างละเอียด เมื่อเจอหน้างานจริงย่อมคลาดเคลื่อน เป็นผลให้มีวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้างเหลือจากการสร้างอาคาร แต่จุดหมายปลายทางของวัสดุส่วนเกินไม่ได้อยู่ในถังขยะ เพราะเขานำเหล็ก ข้อพีวีซี และเศษไม้ มา Upcycling เป็นเฟอร์นิเจอร์สำหรับใช้ภายในโครงการ สีสันและรูปทรงป๊อปมากจนเรานึกว่าของใหม่! ไหนจะผนังจากลูกปูนที่แบ่งเฉดสีวางเรียงกันจนเป็นภาพ อีกไม่นานจะมีโครงการ Bag Sharing กระเป๋าจากเศษผ้าบังฝุ่นในไซต์ก่อสร้าง นำมาล้างสะอาดเย็บเป็นกระเป๋าใบสวยให้ผู้มาเยือนหยิบยืมไปใช้

101 The Third Place

101 The Third Place 101 The Third Place 101 The Third Place

การส่งเสริมและอนุรักษ์พลังงานรวมทั้งสิ่งแวดล้อมของโครงการยังไม่หมด! บริเวณหลังคาอาคารด้านในออกแบบด้วยการใช้ วัสดุ ETFE น้ำหนักเบา โครงสร้างเล็ก เมื่อโครงสร้างเล็กก็ประหยัดพลังงาน ช่วยลดความร้อนมากกว่าการติดตั้งกระจกซ้อนกัน 2 – 3 ชั้น หลักการทำงานของหลังคาทรงแปลกตาคือการเป่าลมเข้าไปตรงกลางระหว่างวัตถุสองชิ้น ทำให้อุณหภูมิด้านล่างลดต่ำลง เหมือนใช้การอัดอากาศเป็นฉนวน แถมแสงแดดยังทะลุผ่านและส่องถึงกองทัพสีเขียวได้ด้วย ถ้าติดกระจกได้แสงก็จริงแต่จะร้อนเป็นเตาอบเลย

101 The Third Place

101 The Third Place

ส่วนด้านบนหลังคาอาคารมีการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ขนาด 3,000 ตารางเมตร เพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ และจัดเก็บพลังงานรูปแบบ Li-ion Battery ซึ่งจ่ายพลังงานได้มากถึง 245,000 กิโลวัตต์ / ปี รวมถึงบริเวณทางเดินเชื่อมต่อจากสกายวอล์กมายังโครงการมีพื้น Pavegen เป็นทางเดินอัจฉริยะ ไม่ว่าใครผ่านไปผ่านมาก็ขอเดินผ่าน กระโดดผ่าน และวิ่งผ่าน สักหลายๆ รอบ เพราะเวลาเท้าเราเหยียบลงบนแผ่น Pavegen จะเกิดการสั่นสะเทือนและแปลงเป็นกระแสไฟฟ้า

ทุกการเดิน 1 ก้าวเท่ากับพลังงาน 5 วัตต์ และพลังงานนั้นจะต้องใช้ทันที ไม่เช่นนั้นจะสูญหาย ทางโครงการจึงจัดเก็บพลังงานในแบตเตอรี่ของ Toyota ที่ผ่านการใช้งานแล้วจากรถยนต์ไฮบริด โดยจะนำพลังงานไปใช้เป็นไฟส่องสว่างบริเวณทางเดินและใช้สำหรับชาร์จแบตโทรศัพท์ ยิ่งเดินมาก พลังงานยิ่งเพิ่มมาก!

101 The Third Place 101 The Third Place

นอกจากนวัตกรรมล้ำสมัยจะประยุกต์กับความยั่งยืนได้แล้ว ของดีและฟรีจากธรรมชาติเขาก็นำมาประยุกต์กับความยั่งยืนได้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นลม น้ำ หรือแสงแดด เช่น การหันมุมของอาคารไปในมุมที่ไม่ร้อนจนเกินไป เพื่อช่วยลดการใช้งานเครื่องปรับอากาศและกระจกราคาแพงๆ ที่ทนความร้อนได้ แม้ด้านนอกอาคารจะอุณหภูมิพุ่งสูง แต่บริเวณอาคารกลับลมพัดเย็นสบายตลอดเวลา ส่วนภายในอาคารที่ต้องใช้ความเย็นจากเครื่องปรับอากาศ คุณต่อนำข้อดีของการเป็นมิกซ์ยูสที่เป็นทั้งออฟฟิศ และไลฟ์สไตล์คอมเพล็กซ์มาใช้ในระบบปรับอากาศทั้งหมดของโครงการ

คุณต่อเลือกใช้เครื่องปรับอากาศแบบ District Cooling แทนการใช้เครื่องปรับอากาศประจำตามจุดต่างๆ ที่สุดแสนจะสิ้นเปลืองวัสดุอุปการณ์และพลังงานโลก ยกตัวอย่างวันเสาร์-อาทิตย์ออฟฟิศไม่ทำงาน แต่คนมาเดินในโครงการเยอะ ต้องเปิดเครื่องปรับอากาศให้เย็นฉ่ำ เขาก็เอาแอร์ที่เคยเติมในออฟฟิศมาใช้ในโครงการแทน หรือตอนเช้าวันจันทร์-ศุกร์โครงการยังไม่เปิด เขาก็เปิดแอร์ให้ออฟฟิศก่อน พอออฟฟิศเริ่มเย็นก็ค่อยมาเปิดแอร์ในโครงการ จะเห็นว่าระบบทำความเย็นแบบรวมศูนย์ประหยัดพลังงานกว่ามาก

ส่วนบริเวณโดยรอบของโครงการยังติดตั้งเครื่อง RVM (Reverse Vending Machines) ฝีมือคนไทยจำนวน 4 เครื่อง สำหรับกำจัดและแยกขยะพลาสติก โดยใช้เทคโนโลยีบีบ-อัดขวดให้มีขนาดเล็กลงเพื่อง่ายต่อการจัดเก็บ และผู้มาเยือนสามารถสะสมแต้มจากการแยกขยะพลาสติกเพื่อแลกซื้อสินค้ากับร้านค้าที่ร่วมรายการได้อีกด้วย

นอกจากขวดพลาสติก เศษอาหารก็เป็นอีกหนึ่งอย่างที่ยากจะกำจัด ยิ่งร้านอาหารมาก เศษอาหารก็ยิ่งมาก การจะส่งต่อเศษอาหารที่มีไม้จิ้มฟันและกระดาษทิชชูไปให้น้องหมูดูจะไม่ใช่ทางออกที่น่าสนใจเท่าการติดตั้งเครื่อง OKLIN สำหรับกำจัดเศษอาหารและกลายเป็นปุ๋ยในเวลาเพียง 24 ชั่วโมง

เจ้าเครื่องยักษ์ขนาดเท่ารถบรรจุเศษอาหารได้มากสุด 300 กิโลกกรัม เมื่อทิ้งให้เครื่องทำงานครบ 24 ชั่วโมงจะได้ปุ๋ยออกมาประมาณ 60 กิโลกรัมสำหรับบำรุงดินให้ต้นไม้รอบโครงการ หากเหลือจากการใช้งานในโครงการก็จะแจกจ่ายให้กับชุมชนใกล้เคียงด้วย โดยเศษอาหารทั้งหมดมาจากการร่วมมือร่วมใจในทุกวันของร้านอาหารภายในโครงการ จากตอนแรกคุณต่อคิดว่าเขาจะไปเพิ่มขั้นตอนยุ่งยากในการคัดแยกเศษอาหารให้กับน้องพนักงาน เพราะเครื่องไม่ย่อยพวกตะเกียบ กระดูก เปลือกหอย พลาสติก ฯลฯ  แต่เปล่าเลย! ทุกคนร่วมด้วยอย่างสุดใจ

101 The Third Place

101 The Third Place

“เราว่าทุกคนบนโลกมีจิตสำนึกที่จะเป็นคนดีและช่วยโลกอยู่แล้ว แต่เขาไม่รู้จะเริ่มตรงไหน การคัดแยกเศษอาหารก็เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัด ถ้ามีคนตั้งหลักให้ก่อน เขาก็พร้อมจะเอาด้วย

“หรือสมมติว่าเด็กมัธยมสักกลุ่มมาวิ่งเล่นบนพื้น Pavegen แล้วสักคนเขาคิดได้ว่าเขามีส่วนในการผลิตพลังงานทางเลือกนะ แล้วเขากลับไปบ้าน เวลาออกจากห้องนอนเขาปิดไฟ เขาไม่เปิดน้ำทิ้งเอาไว้ เขาบอกเพื่อนว่าพวกเราก็ช่วยทำให้โลกใช้พลังงานน้อยลงได้ เราว่ามันเป็นสิ่งที่มากกว่าการเหยียบบนพื้น Pavegen แล้วทำให้ไฟดวงหนึ่งมันติดได้”

คุณต่อเล่าถึงการทำประโยชน์ให้คนและชุมชนรอบข้าง ที่ไม่ใช่การทำประโยชน์ทางกายภาพเพียงอย่างเดียว ยังหมายรวมถึงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเชิงจิตวิทยา เป็นแรงกระตุ้นให้คนกลับบ้านไปแล้วอยากช่วยโลกประหยัดพลังงาน

101 The Third Place

The Great Place for All Well-being

ก่อนจะขอตัวไปกระโดดโลดเต้นบนพื้น Pavegen เราถามเขาว่า

คุณอัดสุดยอดนวัตกรรมและการประหยัดพลังงานเข้าไปมากมาย คาดหวังว่าคนมาเดินจะได้รับอะไรกลับไป

“การทำสิ่งที่ประหยัดพลังงาน แน่นอนว่ามันทำให้โลกน่าอยู่ขึ้น พวกเราเป็นนักพัฒนาอสังหาฯ เรารู้ว่าเราทำลายโลก แต่สิ่งที่พยายามทำเราไม่อยากแค่ประหยัดพลังงานแล้วเอาไปเก็บในห้องที่ไม่มีใครรู้ว่าเราใส่อุปกรณ์ไฮเทคเข้าไปมากขนาดไหน เราอยากให้เขาช่วยประหยัดพลังงานเหมือนเรา

“อยากให้เขารู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่ง เขาได้ช่วย เขาได้รับรู้ ให้เขามาจับสัมผัสและคิดเอง เราหวังว่าสิ่งที่เราพยายามสร้างขึ้นมาคงจะไปสะดุดใจเขาบ้าง เราว่าทุกคนอยากทำเพื่อโลกอยู่แล้ว แต่ไม่รู้จะเริ่มยังไง ไม่เป็นไร เราเริ่มให้ก่อน แล้วมาทำด้วยกัน สุดท้ายเขาเอาไปปรับใช้กับชีวิตประจำวัน นั่นน่าจะเป็นผลดีกับเขาและโลกมากที่สุด” เขาตอบพร้อมรอยยิ้ม

101 The Third Place 101 The Third Place

101 The Third Place

ที่อยู่ 101 ถนนสุขุมวิท แขวงบางจาก เขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร 10260

เว็บไซต์ : www.101thethirdplace.com

Facebook : 101 The Third Place

Writer

สุทธิดา อุ่นจิต

กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ สู่ ลาดพร้าว - สุขุมวิท , พูดภาษาพม่าได้นิดหน่อย เป็นนักสะสมกระเป๋าผ้า ชอบหวานน้อยแต่มักได้หวานมาก

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load