“การทำสารคดีเป็นข้ออ้างที่ดีที่จะได้ไปสอดรู้สอดเห็นชีวิตคนอื่น ได้ไปอยู่ในที่ที่ไม่จำเป็นต้องไปอยู่ หรือที่ที่เขาไม่ให้ไปอยู่ ก็เหมือนการสัมภาษณ์ครั้งนี้ อยู่ดีๆ ก็มาเสือกเรื่องของเรา รู้ เข้าใจชีวิตเรา การทำสารคดีก็เหมือนกันแหละ เราก็อยากไปเข้าใจคนอื่น”

ชื่อของ ไก่-ณฐพล บุญประกอบ เริ่มเป็นที่คุ้นหูในวงกว้างตอนที่เขากำกับภาพยนตร์สารคดีเรื่อง 2215 เชื่อ บ้า กล้า ก้าว ที่เล่าถึงโครงการก้าวคนละก้าวของตูน บอดี้สแลม กับการวิ่งระยะไกลจากอำเภอเบตง จังหวัดยะลา ถึงอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย เพื่อระดมทุนให้กับโรงพยาบาลต่างๆ

Come and See หนังสารคดีในมุม ณฐพล บุญประกอบ ที่มองวัดพระธรรมกายแบบไร้ฝ่าย

เส้นทางการเป็นผู้กำกับของเขาเริ่มต้นจากการเลียนแบบพี่ชายมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นการวาดรูป อ่านการ์ตูน ฟัง Fat Radio เล่นดนตรี เรียนสายศิลป์-ฝรั่งเศส เข้าคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เลือกสาขาการภาพยนตร์และภาพนิ่ง แต่สุดท้าย ความสนใจของเขาก็เบนไปทางสารคดีจนตัดสินใจไปเรียนต่อปริญญาโทที่นิวยอร์ก

วิทยานิพนธ์ของไก่คือสารคดี Come and See ที่เราได้เห็นโปสเตอร์บนอินเทอร์เน็ตเมื่อไม่นานมานี้ หนังเล่าถึงความเชื่อที่แตกต่างและเหตุการณ์โจมตีวัดพระธรรมกายทางกฎหมายเมื่อ 2 – 3 ปีก่อน และกำลังจะได้ไปฉายในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติปูซานในอีกไม่กี่วัน

นั่นคือสิ่งที่หลายคนอาจจะรู้แล้วเกี่ยวกับเขา แต่บทสนทนาต่อไปนี้ทำให้เรารู้จักเขามากขึ้นว่า 

หนึ่ง คนในวงการหนังและโฆษณารู้จักเขาในนาม ‘เจ๊ไก่’

สอง ไก่ไม่ใช่ผู้กำกับสารคดี อย่างน้อยเขาก็ไม่ต้องการนิยามตัวเองว่าอย่างนั้น เขาว่าเขาเป็นนักสื่อสาร และสารคดีเป็นเพียงเครื่องมือที่จะนำสิ่งที่เขาอยากพูดไปสู่คนฟัง

สาม ข้อจำกัดทางภาษาคืออุปสรรคของการเรียนรู้และการทำหนังสำหรับเขา แต่สามารถข้ามผ่านมันไปได้ด้วยความตั้งใจและความพยายาม

สี่ คนทำหนังควรมีความคาดหวังต่อหนังทุกเรื่องที่ทำ และหนังทุกเรื่องไม่จำเป็นต้องดังก็ได้ถ้ามันตอบโจทย์นั้นแล้ว

ห้า เขาผิดหวังกับโรงเรียนในนิวยอร์กมาก จึงพยายามร่วมกิจกรรมนอกห้องเรียนให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งทำให้เขาเห็นภาพและบริบทของสังคมตัวเองได้ชัดขึ้น

หก อุปสรรคของอุตสาหกรรมสารคดีในเมืองไทยสำหรับเขาคือ ทั้งเรื่องคน เงิน และความเข้าใจของคน

เจ็ด สารคดียังเป็นหนังกระแสรองไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ซึ่งเขาคิดว่านั่นไม่ใช่ปัญหาเลยแม้แต่น้อย

แปด ก่อนจะมาเป็นสารคดี Come and See เขาอยากทำวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับชายที่เล่นดนตรีให้แมวฟังใน ดี.ซี.

และสุดท้าย ไก่เป็นคนมองโลกตามความเป็นจริงในทุกๆ เรื่อง ดังนั้น บทสัมภาษณ์ข้างล่างนี้จึงไม่ได้มีแค่ด้านบวก เพราะอย่างที่เขาบอก ว่าสารคดีเป็นเรื่องของคน แล้วคนจะมีด้านเดียวได้อย่างไร

ผู้กำกับคืออาชีพที่อยากเป็นมาตลอดเลยหรือเปล่า

มันไม่ใช่ความ ‘กูจะเป็นผู้กำกับหนัง’ มันเป็นไปเอง เราทำแล้วชอบ ถนัด มันไม่ใช่การเลือกหรือไม่เลือก

แต่ถ้าถามว่ามีโมเมนต์ที่ต้องเลือกว่าอยากจะไปทางไหนไหม ก็มีนะ สมัยเรียนเราชอบถ่าย ชอบตัด ชอบกำกับ ตอนเรียนจบมาได้สักพักก็มีจังหวะที่พี่ๆ โปรดิวเซอร์ที่ทำงานด้วยเริ่มถามแล้วว่า ตกลงอยากทำอะไรกันแน่ เพราะเห็นเราชอบทำหลายอย่าง เขาบอกว่า ต้องเลือกนะ เพราะสายงานมันไม่เหมือนกัน ซึ่งตอนนั้นก็แบบ เออ ไอ้เหี้ย ทำไงดีวะ ไปทางไหนดี สุดท้ายก็เลือกมาทางนี้

ซึ่งเราพยายามจะไม่จำกัดตัวเอง อันนี้จำคำเท่ๆ ของคนอื่นมาอีกที เราพยายามจะไม่จำกัดตัวเองเป็นคำนาม นักทำหนัง ตากล้อง พวกนี้คือคำนาม แต่เราจะใช้คำกริยา คือเราถ่ายหนัง เรากำกับหนัง เราเขียนบท จะทำอะไรก็ทำไป มันก็เป็นตัวกูนี่แหละ แค่ว่าในช่วงนั้นทำอะไรเท่านั้นเอง 

เสน่ห์ของการทำหนังคืออะไร

หลักๆ น่าจะมาตั้งแต่ตอนเรียนนิเทศฯ มีกิจกรรมที่ต้องทำวิดีโอ เอ็มวี ทำหนังสั้น แล้วตอนที่ฉายให้คนดูพร้อมกันทั้งคณะจะมีเสียงกรี๊ด เสียงเฮฮา เราไม่เคยรู้ตัวนะ แต่พอโตขึ้นมาแล้วมองย้อนกลับไป เลยได้รู้ว่าตรงนั้นเป็นรากฐานที่ทำให้เราอยากทำหนังที่สื่อสารกับคนหมู่มาก นี่คือหน้าที่ของสิ่งที่เราทำ

แล้วทำไมถึงตัดสินใจไปเรียนต่อสาขาสารคดี

ก็ตอนนั้นแหละที่มีคนถามว่าเราอยากเป็นอะไรกันแน่ เราอยากไปเรียนเป็นตากล้องไหมวะ หรือเราอยากไปเรียนเป็นผู้กำกับ คิดไม่ตกสักทีเพราะความสนใจเราหลากหลาย เราไม่ได้อยากเป็นตากล้องขนาดนั้น โฟกัสกับเรื่องภาพอย่างเดียวไม่ได้ และเราก็อาจจะทำได้ไม่ดีขนาดนั้นด้วย หรือจะไปเรียนกำกับล่ะ เราก็รู้สึกว่าการกำกับมันเป็นเรื่องระหว่างคนกับคน เป็นเรื่องวัฒนธรรม ซึ่งเราไม่แน่ใจว่าการเรียนต่อจะช่วยอะไรได้

ในขณะนั้นก็เริ่มสนใจสารคดีมากขึ้น ได้ทำ ‘รู้สู้! Flood’ แอนิเมชันปลาวาฬช่วงน้ำท่วมปี 54 กับพี่ๆ น้องๆ ที่คณะ เพื่อสร้างความเข้าใจในข้อมูลเกี่ยวกับน้ำท่วมให้กับคนทั่วไป หรือเวลาเขียนอะไรเกี่ยวกับสารคดีก็จะเขียนยาวกว่าหนัง Fiction แต่ก็ยังไม่ได้คิดว่าจะไปเรียนด้านนี้ จนกระทั่ง เบนซ์ (ธนชาติ ศิริภัทราชัย) เพื่อนเราตั้งแต่ประถมฯ ไปเรียนที่นิวยอร์กและเขียนหนังสือ New York 1st Time ซึ่งเราได้อ่านแล้วรู้สึกว่า โห มันไปเห็นโลกกว้างมาเยอะเลยว่ะ เราอยากไปเห็นบ้าง เบนซ์ก็แนะนำว่า เห้ยมึง ที่โรงเรียนเพิ่งมีสาขาสารคดีเปิดนะ เราเลยเริ่มคิด ด้วยทุนที่มี ด้วยเวลาที่มี สาขานี้ก็ไม่ได้มีสอนเยอะ สุดท้ายก็เลยไปเรียนตามไอ้เบนซ์

New York 2nd Time?

ไอ้เบนซ์ก็ปัจจัยหนึ่ง แต่อีกปัจจัยคือเรารู้สึกว่าสารคดีมันลึกลับ เราไม่รู้ว่าเบื้องหลังสิ่งที่เราชอบ  สิ่งที่เราอิน คอนเทนต์แบบนี้ ต้องมีวิธีการจัดการยังไง ในเมืองไทยแทบหาไม่ได้เลย คนทำน้อยมาก อุตสาหกรรมนี้แทบไม่มีอยู่เลยด้วยซ้ำ

แต่การที่รู้อยู่แล้วว่าเมืองไทยไม่มีอุตสาหกรรมนี้ไม่ได้ทำให้ลังเลที่จะไปเรียนเหรอ

ไม่เกี่ยว เพราะเราไม่ได้คิดว่าจะไปเพื่อที่จะกลับมารวย คือถ้ารวยก็ดี (หัวเราะ) แต่เราเชื่อว่าถ้าเราทำอะไรได้ดี มันก็จะมีที่ทางของมันเอง 

นอกจากแอนิเมชัน รู้ สู้! Flood ก่อนไปเรียนที่นิวยอร์กเคยทำสารคดีมาก่อนไหม

เคย เป็นสารคดีเกี่ยวกับการประกวดธุรกิจเพื่อสังคม ตอนนั้นไม่รู้อะไรเลย ทำแบบงูๆ ปลาๆ ไปถ่ายมา เสียงก็เหี้ย กล้องก็ห่วย เอามาตัดเองให้มันเสร็จ ทำอยู่ปีหนึ่ง ได้เรียนรู้ว่าการทำสารคดีมันเหนื่อย แต่มันเปิดโลกของเรา เพราะพาไปเจอคนในสังคมใหม่ๆ ได้เห็นคนแบบอื่น การทำงานแบบอื่น ทำให้เราเข้าใจมิติของสังคมที่ลึกขึ้น

Come and See หนังสารคดีที่มองวัดพระธรรมกายแบบไร้ฝ่าย

จากคนที่ทำสารคดีแบบงูๆ ปลาๆ มาก่อน พอได้ไปเรียนเกี่ยวกับสารคดีจริงๆ เจอเซอร์ไพรส์อะไรบ้าง

เซอร์ไพรส์ว่าแม้แต่คนทำสารคดีระดับโลกก็ยังไม่รู้เหี้ยอะไรเลย (หัวเราะ) 

อ้าวพี่…

ไม่ๆ เราชอบจินตนาการว่าคนที่ได้ออสการ์ชีวิตจะต้องหรู มีไม้วิเศษในการคิด ในการทำงาน พอไปเรียนเลยได้รู้ว่าในแง่สกิลล์การทำงาน ระหว่างเรากับฝรั่งไม่ได้ต่างกันมาก แต่เป็นเรื่องต้นทุนทางภาษามากกว่า การที่คนคนหนึ่งโตมากับภาษาอังกฤษ เขาสามารถเข้าถึงองค์ความรู้ที่ใหญ่กว่าภาษาไทยเป็นหมื่นแสนเท่า มันกว้างมากจนเข้าใจเลยว่า โอ้โห นี่คือกูสู้แบบขึ้นเขาอยู่นะ ในการมาอยู่ มาเรียนที่นี่ ต้องพยายามทำความเข้าใจวัฒนธรรมนี้และตามพวกมึงให้ทันเนี่ย 

ซึ่งในแง่การทำงาน การแก้ปัญหา ไหวพริบ ฝรั่งก็ไม่ได้ต่างจากเราขนาดนั้น แต่สุดท้ายเขามีแต้มต่อเรื่องภาษา มีแต้มต่อของการเป็น Citizen สังคม เพื่อนที่เขาทำงานอยู่ด้วย สภาพแวดล้อม หรือความเข้าใจต่างๆ ของคนทั่วไป

คิดง่ายๆ สมมติทำหนังอินดี้ในนิวยอร์ก หนังไม่ได้ดีมาก แต่พอฉายปุ๊บ The New York Times มาดู ขึ้นเว็บปึ้งไปทั่วโลก ในขณะที่กูทำหนังอยู่ House RCA (หัวเราะ) กว่าจะไปถึงตรงนั้นมันไกลมาก และสิ่งเหล่านี้มันเกินกว่าชีวิตคนคนหนึ่งไปมหาศาล มันคือการสั่งสมทางวัฒนธรรม ซึ่งก็โทษใครไม่ได้ มันเป็นภาพใหญ่ของโลกที่เคลื่อนไปเรื่อยๆ ปัจจัยมันเยอะมากๆ สิ่งนี้คือสิ่งที่เรียนรู้จากการไปเรียนนิวยอร์ก

บรรยากาศการเรียนฟิล์มที่นั่นมันเป็นยังไง

มีวิชาหนึ่งที่เราชอบมากชื่อ Process and Style ทุกอาทิตย์เขาจะเชิญคนทำหนังจากข้างนอกมาฉายหนัง เขาจะเล่าให้ฟังว่าทำอะไรไปบ้าง เจอปัญหาอะไร เรารู้สึกว่าจริงๆ แล้ววิธีการเรียนที่ดีที่สุดคือการเรียนจากข้อผิดพลาดของคนอื่น สารคดีมันกำหนดอะไรได้ไม่เยอะ ทฤษฎีมันก็มีอยู่แต่อาจจะไม่ได้จำเป็นขนาดนั้น 

แต่โดยรวมเราผิดหวังกับโรงเรียนมากๆ นะ (หัวเราะ) เพราะโรงเรียนก็เป็นธุรกิจ บางโรงเรียนก็พยายามจะรันให้ได้โดยการรับคนเข้ามามากๆ ลดเกณฑ์ของตัวเองลง หรือพยายามสร้างชื่อเสียงเพื่อดึงดูดลูกค้า คนที่มาสอนก็มีชื่อเสียงแต่อาจจะไม่ได้ให้ความสำคัญกับการสอน เพราะมันไม่ใช่อาชีพหลักของเขา

มีคนจากหลายสาขามาเรียนสาขาวิชานี้ บางคนเป็นนักข่าว บางคนเป็นนักกายภาพบำบัด เป็นคนที่อยากจะย้ายสาย โรงเรียนแบบนี้ก็จะรับคนเหล่านี้มา แต่เราดันมีพื้นฐานการทำหนัง 7 – 8 ปี มาตรฐานของโรงเรียนเลยไม่ได้สูงเท่าที่เราคาดหวัง แล้วโรงเรียนเป็น Project-based ไม่ค่อยสอนทฤษฎี เขาจะให้ทุกคนทำหนังแล้วมาถกกัน ปีสองทำทีสิส แล้วก็ถกทีสิสกันไปเลยทั้งปี มีสิบกว่าเรื่องก็ถกกันไปว่าถึงตรงไหนแล้ว เจอปัญหาอะไรเอามาคุยกัน คอมเมนต์เพื่อน พอโมเดลเป็นแบบนี้แล้วเพื่อนห่วยมากๆ หลายครั้งเราก็รู้สึกว่าเสียเวลา ซึ่งนั่นเป็นข้อดี คือกูมองให้มันดีหมด เพราะเสียเงินมาแล้วไง (หัวเราะ)

แล้วข้อดีคือ…

ข้อดีคือทำให้เราโกรธแค้นโลกใบนี้ ทำไมกูต้องเสียเวลาฟังมึงพูดสไลด์ที่มึงไม่ได้อ่านมาก่อนด้วยซ้ำ แม้ว่ามึงจะมีชื่อเสียงมากในวงการสารคดี

พอผิดหวังกับโรงเรียน เราเลยต้องไปอีเวนต์ต่างๆ มากมายที่มีทุกวันในนิวยอร์ก งานทอล์กประหลาดๆ ที่ไม่เกี่ยวกับฟิล์ม เช่น เรื่องการเขียนโค้ดคอมพิวเตอร์เพื่อศิลปะ เป็นโลกใหม่มากที่เราได้ไปเจอที่นู่น มันคือการเอาโค้ดมาเป็นวัตถุดิบในการสร้างงานอาร์ต เคยไปฟังหมอพูดเปรียบเทียบการผ่าตัดกับการทำงานฝีมือ ให้หมอไปเวิร์กช็อปปั้นดินเพื่อนำกลับมาประยุกต์ใช้กับการดูแลอวัยวะคน เคยไปฟังเรื่องควอนตัมด้วย มั่วซั่วมาก อยู่โน่นเราไม่ได้สนใจแค่เรื่องฟิล์มอย่างเดียว ทุกอย่างมันปรับใช้ด้วยกันได้หมดแหละถ้าเราเปิดรับ

Come and See หนังสารคดีในมุม ณฐพล บุญประกอบ ที่มองวัดพระธรรมกายแบบไร้ฝ่าย
Come and See หนังสารคดีในมุม ณฐพล บุญประกอบ ที่มองวัดพระธรรมกายแบบไร้ฝ่าย

การเป็นผู้กำกับแล้วได้ไปอยู่ในเมืองอย่างนิวยอร์กน่าจะเป็นความฝันของหลายๆ คน

มันมีอะไรให้เราดูเยอะ บางคนอาจจะมองว่าไปนิวยอร์กมึงต้องกลายเป็นคนใหม่ ต้องเก่ง เราว่าไม่เกี่ยว ถ้าเปรียบเทียบให้เห็นภาพ สมมติเราว่ายน้ำอยู่ในบึงเล็กๆ ชื่อว่าเมืองไทย บึงบึงหนึ่งที่มีทรัพยากร มีข้อมูลที่เข้าถึงได้ตามสภาพ พอไปอยู่นิวยอร์ก เหมือนเราถูกโยนลงไปในทะเลสาบที่มีทรัพยากรเยอะกว่ามากๆ แต่ทุกอย่างอยู่ที่ว่าเราจะว่ายมากเท่าไหร่ ไม่ได้เกี่ยวกับว่าบึงใหญ่แค่ไหน

อยู่นี่มันก็เข้าถึงได้แหละ ผ่านอินเทอร์เน็ต แต่อยู่โน่นมันเป็น Firsthand Experience เป็นประสบการณ์ตรง ได้คุย ได้เจอหลายๆ อย่างที่ไม่มีบนอินเทอร์เน็ต เลยเป็นข้อได้เปรียบ เราเลยพยายามเก็บเกี่ยวให้มากที่สุด เพราะกูขาดทุนกับโรงเรียนไปแล้ว (หัวเราะ)

อะไรในนิวยอร์กที่ส่งอิทธิพลคุณในฐานะผู้กำกับหรือกระทั่งคนคนหนึ่ง

เปรียบเทียบเหมือน… เกิดมาเราอาศัยอยู่ในสังคมหนึ่ง วัฒนธรรมหนึ่ง เรากินช็อกโกแลตยี่ห้อหนึ่งมาตลอดชีวิต แล้วมีช่วงเวลาหนึ่งที่เราเสือกไปกินอีกยี่ห้อหนึ่ง ซึ่งไม่เกี่ยวกับว่าอร่อยกว่าหรือไม่อร่อยกว่า แต่ทำให้เกิดการเปรียบเทียบขึ้น

การไปเที่ยวนี่ไม่นับว่าเป็นการไปอยู่เมืองนอกนะ ไม่เหมือนกันเลย เพราะการไปอยู่ที่นั่นมันเป็นการทำความเข้าใจการใช้ชีวิตใหม่หมด ต้องหาเพื่อนใหม่ ทำอะไรจิปาถะในชีวิต เราต้องรับรู้เรื่องราวเยอะมากๆ ทำให้มองกลับมาที่บ้านเรา ซึ่งสำหรับเรา เรารู้สึกว่าชัดขึ้น เราเห็นบางอย่างที่วนอยู่กับที่ เปลี่ยนแปลงได้ หรือควรจะเปลี่ยนในภาพกว้าง เห็นความเป็นไปได้บางอย่าง เห็นความกลัวของตัวเอง เห็นความกลัวของคนอื่น เราว่าการไปอยู่ก็ช่วยให้เห็นสิ่งเหล่านี้นะ ดูเหมือนเป็นเรื่องเล็ก แต่ในความรู้สึกเรามันสำคัญ

การเห็นปัญหา ความเป็นไปได้ และความกลัวในเรื่องราวต่างๆ มันน่าจะเป็นข้อได้เปรียบของคนทำสารคดีเหมือนกันนะ

เอาคำว่า สารคดี ออกไปเลย เราว่ามันเหมือนกัน สารคดีก็เป็นการแสดงออก เป็นการสื่อสารอย่างหนึ่ง ไม่ต้องมีคำนี้เลยก็ได้ เราพูดกันแบบไหนในสังคม เราพูดถึงเรื่องอะไร ความสนใจเราอยู่ที่ไหน คนในสังคมเปิดรับฟังกันแค่ไหน เราพูดคุยประเด็นที่ควรจะคุยลึกซึ้งแค่ไหน

สารคดีเป็นปลายทาง เป็นเครื่องมือหนึ่งที่มาช่วยในการสื่อสารเท่านั้นเอง มันอาจจะมีอิมแพคของมัน หรืออาจจะไม่มี บางคนอาจจะตั้งกำแพง สุดท้ายก็กลับไปที่ต้นตอ ซึ่งก็คือการรับรู้ของคนที่มีต่อเรื่องราวรอบตัวในสังคม และการแสดงออกว่าเปิดรับแค่ไหน

ซึ่งการพูดถึงเรื่องพวกนี้ในอเมริกาน่าจะเสรีมากๆ

ฟรีมากจนบางคนกลัว จนบางคนก็รู้สึกว่า ‘นี่มึงฟรีไปเปล่าวะ’ อย่างเราเคยไปถ่ายงานหนึ่งตรง Wall Street เขาบอกว่า โป๊ปจะเสด็จวันนี้ คนก็มาเต็มเลย แล้วมีแก๊งสุดโต่งมากมาถือป้ายประท้วงว่า ‘พระเจ้าเกลียดพวกตุ๊ด’ ‘สมน้ำหน้าไอ้พวกทหารตุ๊ดที่ตายไป’ อีกฝั่งก็ ‘Pope is faggot!’ แรงมาก ประท้วงกันไป แต่ก็อยู่บนพื้นฐานของกฎหมาย มีตำรวจมาเฝ้าและตั้งรั้ว ไม่มีการทำร้ายร่างกาย ซึ่งมีคนทำสารคดีเกี่ยวกับแก๊งนี้ไปแล้ว คือเรื่อง The Most Hated Family In America

แต่นิวยอร์กอาจจะเป็นตัวอย่างที่สุดโต่งเกินไป 

เอาจริงๆ มันเป็นปัญหาทางการสื่อสารเลยนะ ในแง่ที่บางทีทุกคนเหมารวมว่าอเมริกาเป็นอย่างโน้นอย่างนี้โดยมองจากนิวยอร์ก บางคนก็อาจจะเห็น Midwest เป็นแบบนี้ อเมริกาทั้งหมดก็คงจะเป็นแบบนี้ หรือทรัมป์คืออเมริกา แต่จริงๆ อเมริกามันกว้างมาก มันเป็นทวีปเลยนะ เราคุยกันแบบเหมารวมเยอะเกินไป มองว่าเมืองไทยเป็นแบบนี้ทั้งๆ ที่เมืองไทยก็กว้างนะ จริงๆ ทำหนังพี่ตูนนี่เห็นเลยว่ากว้างแค่ไหน (หัวเราะ)

อุตสาหกรรมสารคดีที่นั่นเฟื่องฟูไหม หรือก็ยังเล็กอยู่ดีเมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมหนังทั้งหมด

อันนี้ชอบเล่ามาก มีอีเวนต์หนึ่งชื่อ Doc NYC งานเทศกาลสารคดีที่เขาเคลมว่าใหญ่มาก เขานำหนังของนักศึกษาคณะเราไปฉาย ของเราก็ได้รับเลือก งานจัดที่สำนักงานใหญ่ของ Kickstarter เป็นพรีปาร์ตี้ที่เอาคนทำหนังมาเจอกันก่อนเทศกาลจะเริ่ม 

เราเข้าไปในห้องฉายหนังที่เล็กกว่าห้องนี้ (ห้องฉายหนังคณะนิเทศศาสตร์ ม.กรุงเทพ) ตอนแรกคิดว่าจะต้องเป็นเหมือนงานออสการ์

หรืออย่าง Ross Kaufman ที่ปรึกษาเราที่ได้รางวัลออสการ์จากหนังสารคดีเรื่อง Born into Brothels (2004) ซึ่งนึกว่าจะมีชีวิตหรูๆ แต่เขาก็ยังทำหนัง ทำโฆษณาหากินอยู่ ด้วยธรรมชาติของเนื้องานและความเข้าใจที่คนมีต่อสารคดี มันไม่มีทางเป็นกระแสหลัก มีกลุ่มคนดูระดับหนึ่ง แต่อเมริกาอาจจะเป็นฐานที่ใหญ่มาก ทำทีหนึ่งฉายทั่วโลกเพราะเป็นภาษาอังกฤษ กลับมาเรื่องภาษาอีกแล้วเห็นไหม เมืองไทยอาจจะเล็ก วัฒนธรรมย่อย (Subculture) ของไทยก็เลยจะเล็กสุดๆ เมื่อเทียบกับของอเมริกา แต่ด้วยเทคโนโลยี แพลตฟอร์มต่างๆ และอินเทอร์เน็ต มันก็เริ่มทำให้สารคดีเข้าถึงคนมากขึ้น

Come and See หนังสารคดีในมุมที่มองวัดพระธรรมกายแบบไร้ฝ่าย
Come and See หนังสารคดีในมุม ณฐพล บุญประกอบ ที่มองวัดพระธรรมกายแบบไร้ฝ่าย

แต่ยังไงสารคดีก็จะเป็นกระแสรอง 

และก็ไม่จำเป็นจะต้องเป็นกระหลัก เพราะสุดท้ายความเป็นกระแสรองกระแสหลักสำคัญยังไงล่ะ มันอยู่ที่ว่ามีงานที่ดีให้คนดูหรือเปล่า ดูเป็นเรื่องๆ ไป นี่คือหนังที่ดีหนึ่งเรื่อง และหนังเรื่องนี้สร้างขึ้นด้วยปัจจัยอะไร ในสังคมแบบไหน โจทย์ของเขาคืออะไร ไม่จำเป็นต้องไปจำกัดความเลยว่าวงการสารคดีจะรุ่งเรือง คนพยายามจะพูดว่าสารคดีกำลังเฟื่องฟู เราว่ามันไม่ใช่เรื่องจำนวน ไม่ใช่เรื่องรางวัลที่หนังได้ด้วยซ้ำ เรื่องเหล่านี้เป็นมายา

หนังเป็นแค่การสื่อสาร เราพูดกับใคร เนื้อหาเหมาะกับใคร เราต้องการจะพูดกับคนกลุ่มเล็กหรือกลุ่มใหญ่ และมันประสบความสำเร็จในเป้าหมายนั้นหรือเปล่า มันผลักดันให้เกิดแอคชั่นอะไร หรือเราไม่ได้คาดหวังเลย แต่มันดันฮิต ซึ่งคนทำหนังควรจะมีสิ่งเหล่านี้ การทำหนังเพื่อมุ่งไปสู่อะไรแบบ ‘ทำไมหนังไทยไม่ไปฮอลลีวูด’ นั่นแปลว่าอะไร อยากหรือไม่อยากก็ส่วนหนึ่ง แต่ถ้ากลับมามองแค่เรื่องภาษาก็จบแล้ว แล้วมันก็ไม่ได้จำเป็นสำหรับหนังทุกเรื่อง ในการทำหนังแต่ละเรื่องความคาดหวังมันต่างกันแหละ

แล้วความคาดหวังในการทำสารคดีของตัวเองเปลี่ยนไปไหมจากตอนเริ่มต้น

เรามีเป้าหมายในใจสำหรับทุกเรื่องนะ เราเป็นคน Realistic มาก ถ้ารู้ว่าโจทย์คืออะไร เราจะไม่กล้าคิดเกินจากนั้น สมมติว่ามีกระดาษเปล่าหนึ่งแผ่น แต่ไม่รู้ว่างบเท่าไหร่ เราจะไม่กล้าเขียนมั่วๆ เราเป็นคนติดกับการต้องทำได้จริง แล้วค่อยแก้โจทย์จากตรงนั้น พอทำหนังเรื่องหนึ่งเราจะไม่กล้าตั้งโจทย์ให้ไกลมาก 

เช่นสารคดี Come and See เรื่องนี้ โจทย์คือให้เราเรียนจบ เพราะตลอดการทำงานเรารู้อยู่แล้วว่าข้อจำกัดคืออะไร ประเด็นแบบนี้จะไปไกลได้แค่ไหน หรือถ้าเราจับมันไปอยู่ในกลุ่มแมสจะเกิดอะไรขึ้น เราบวกลบคูณหารในหัวตลอด ได้คำตอบมาว่า วิธีการฉายเราจะเป็นวงปิด เราอยากให้มันเกิดผลลัพธ์จากการพูดคุย ฉายในเทศกาลหนัง แล้วยังไงต่อค่อยดูเป็นสเต็ปๆ ไป เราไม่ได้ตั้งเป้าว่าหนังทุกเรื่องจะต้องดัง ต้องฉายโรง มันไม่จำเป็น เพราะเรื่องทุกเรื่องไม่ได้เหมาะกับทุกคน และคนทุกคนไม่พร้อมจะฟังทุกเรื่อง เราเป็นคนพูด เราต้องรู้ว่าจะพูดกับใคร และจะพูดด้วยน้ำเสียงแบบไหน บางคนที่มองว่าหนังคือศิลปะ เขาอาจจะด่าเราก็ได้นะ

แล้วอย่างหนังพี่ตูนล่ะ

ตอนเรียนจบเรามีธงว่าอยากอยู่ต่ออีกปีหนึ่ง เพราะเราอยากจะเห็นมากกว่านี้ ปีสองอยู่แต่ในห้องตัด ยังไม่เห็นนิวยอร์กเลยด้วยซ้ำ ปีที่สามก็ควรจะอยู่เพื่อจะได้เห็นอุตสาหกรรมหนังมากขึ้น พอหนังพี่ตูนเข้ามา เราก็บวกลบคูณหารในหัวแล้วรู้สึกว่าการทำหนังเรื่องนี้เป็นโอกาสที่ดีในการสร้างการรับรู้เรื่องสารคดีในเมืองไทย ทำเกี่ยวกับคนคนนี้ อีเวนต์นี้น่าจะช่วยให้คนดูเปิดรับสารคดีมากขึ้น ได้ทำงานกับทีมที่เราไว้ใจ และอาจจะเป็นการปูเส้นทางการทำงานของเราในเมืองไทย ปีหนึ่งที่เหลือก็เลยช่างมัน เราก็คาดหวังให้คนดูเยอะที่สุด ซึ่งก็ไม่ได้เยอะ (หัวเราะ)

แต่มันทำให้เราเห็นแลนด์สเคปของกลุ่มคนดูในเมืองไทยมากขึ้น คนกลุ่มแมส เปิดรับ ไม่เปิดรับ ข้อจำกัดของอีเวนต์ที่คนรู้กันทั้งประเทศ เขาจะกลับมาดูอีกครั้งไหม มันเป็นรายละเอียดที่ได้รู้มากขึ้น มีคนดูในทีวี ดูในโรง คนมองว่าสารคดีเป็นแบบไหน เรื่องนี้ก็ช่วยเปิดหลายคนเหมือนกันนะ ก็มีฟีดแบ็กที่ดี ถือเป็นสเต็ปแรกที่ดี

Come and See หนังสารคดีในมุม ณฐพล บุญประกอบ ที่มองวัดพระธรรมกายแบบไร้ฝ่าย

ปัจจัยแรกสุดที่คนทำหนังสารคดีต้องมีคืออะไร

การเลือกประเด็นที่เราสนุกหรือสนใจจริงๆ อยากติดตามคนคนนี้ อยากเข้าใจชีวิตเขา สิ่งนี้แหละที่จะเป็นแรงทำให้เราทำต่อไปได้เรื่อยๆ เพราะว่าการทำสารคดีมันเหนื่อย เราต้องมีความรับผิดชอบและต้องแบกสิ่งนี้นาน สารคดีเรื่องหนึ่งทำเป็นปี สองปี สามปี อย่าง Come and See ก็ทำมาสี่ปี 

เพราะฉะนั้น ถ้าเป็นเรื่องที่ไม่ได้อินหรือไม่ได้สนใจ มันก็ไม่สนุก มันจะเหนื่อย และพร้อมจะโยนทิ้งตลอดเวลา ทำไมกูต้องตื่นไปถ่ายวะ กูไม่รู้ด้วยซ้ำว่าหนังเรื่องนี้จะจบไหม ถ่ายมาสองปีตอนจบจะเป็นยังไงวะ หรือมันจะไม่จบ หรือมันจะไม่เวิร์ก กูขี้เกียจตัดแล้ว ฟุตเยอะ มันจะมีอะไรแบบนี้แทรกมาในหัวตลอด แต่ถ้ามันเป็นสิ่งที่เราอิน เราจะมีแรงอยู่แล้ว

ทีนี้มาเรื่อง Come and See ที่ตอนเริ่มเป็นแค่วิทยานิพนธ์ปริญญาโทให้เรียนจบ และตอนแรกจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับแมว

(หัวเราะ) ตอนแรกจะเป็นเรื่องนักดนตรีคนหนึ่งที่ทำดนตรีให้แมว เป็นนักเชลโลที่ค้นพบทฤษฎีวิทยาศาสตร์ว่าการใช้ Material แบบนี้ แต่งออกมาเป็นเพลงคลาสสิกแบบนี้ จะทำให้แมวผ่อนคลาย เขามีตัวตนจริงๆ นะ อยู่วอชิงตัน ดี.ซี. ชื่อ David Teie มีโปรเจกต์ใน Kickstarter ที่ฮิตมาก เพราะคนรักแมวเข้ามาสนับสนุน 

เรารู้สึกว่าเรื่องมันสนุก เลยไปขอถ่ายแล้วเอามาเสนอเป็นทีสิส ซึ่งอาจารย์ก็ ‘มึง… ใครจะแคร์วะว่าแมวจะแฮปปี้หรือเปล่า’ แต่เรารู้สึกว่าคนรักแมวมีอยู่ทั่วโลก แล้วเขาก็กำลังจะเซ็นสัญญากับค่ายเพลงใหญ่ของอังกฤษ ตอนนั้นเลยยังไม่ตัดใจนะ ยังอยากทำอยู่

เป็นช่วงเดียวกับที่กลับมาซัมเมอร์ที่เมืองไทยแล้วเจอดราม่าวัดธรรมกายพอดี เราก็รู้สึกว่า เห้ย ทำไมวัดนี้ยังอยู่ เราเคยไปงานบวชเพื่อนตอน ม.3 แล้วก็ไม่รู้เกี่ยวกับวัดนี้อีกเลย เพราะไม่ได้อยู่ในแวดวงชีวิตเรา ตอนที่ไปกลัวมากนะ ที่นี่คือที่ไหน ทำไมมันให้อารมณ์เหมือนการ์ตูน 20th Century Boys เลยตัดสินใจเปลี่ยนมาทำเรื่องนี้

แต่มันเป็นประเด็นถกเถียงมากเลยนะ

ใช่ แต่อยากเข้าใจ เราเห็นภาพคนนั่งสมาธิขวางตำรวจในข่าวแล้วเกิดคำถามว่าคนเหล่านี้คิดอะไรอยู่ เขาเป็นใคร ตอนแรกก็มีอคตินะ เพราะดูเป็นการกระทำที่สุดโต่งมากๆ

แล้วพอได้ทำ หนังเรื่องนี้เปลี่ยนความคิดตัวเองต่อความสุดโต่งนั้นไหม

เปลี่ยน มันเปลี่ยนความคิดเราไม่ใช่แค่ต่อวัด แต่ต่อหลายอย่างมาก ถ้าเปรียบเทียบเป็นสนามฟุตบอล เราเดินเข้ามาและเห็นสองทีมแข่งกันอยู่ เราอยากเข้าใจว่าทำไมทีมนี้เตะแบบนี้วะ ทำไมเตะประหลาดๆ แล้วทำไมอีกฝ่ายมันเตะแรงจัง 

การทำหนังเรื่องนี้ไม่ใช่แค่การทำความเข้าใจว่าทำไมเขาถึงเตะแบบนี้ และทำไมอีกฝ่ายถึงไม่เห็นด้วยกับการเตะแบบนี้ แต่คือการเรียนรู้ว่าฟุตบอลคืออะไร ทำไมกีฬานี้ถึงถูกคิดขึ้นมาแบบนี้ ทำไมถึงต้องเตะอยู่แค่ในสนามแบบนี้ ทำไมกรรมการถึงรับมือกับกีฬาด้วยวิธีแบบนี้ เป็นการมองอีกมุมหนึ่งที่ไม่ใช่แค่ว่าฝ่ายไหนถูกฝ่ายไหนผิด หรือมีถูกหรือผิดหรือเปล่า แต่เป็นการตั้งข้อสงสัยกลับไปในคำถามอีกที ไม่ใช่แค่หาคำตอบจากคำถามตั้งต้นอย่างเดียว

ถ้าคำถามตั้งต้นคือ ทำไมเขาจึงมานั่งสมาธิขวางตำรวจนะ การทำหนังเรื่องนี้ไม่ได้แค่ตอบคำถามว่าทำไม แต่คือการบอกว่าอะไรทำให้มาถึงจุดนี้ แล้วมันโอเคหรือเปล่า เรามีอคติแบบไหน หรือไม่มีอคติอะไรเลย มันคือการมองภาพมุมสูง

คนจะชอบถามว่า เป็นไง พอทำหนังเสร็จแล้วชอบวัดธรรมกายขึ้นไหม คำตอบของเราไม่ใช่เรื่องชอบหรือไม่ชอบ แต่คือการที่เราเข้าใจตัวเองมากขึ้น เข้าใจมุมมองที่ตัวเองมีต่อศาสนามากขึ้นในภาพกว้าง เข้าใจประเทศตัวเองมากขึ้นว่ารัฐรับมือกับศาสนายังไง

Come and See หนังสารคดีในมุม ณฐพล บุญประกอบ ที่มองวัดพระธรรมกายแบบไร้ฝ่าย

จากที่ดู เรารู้สึกว่าสารคดีเรื่องนี้เป็นกลางมาก คนที่ไม่ชอบวัดอยู่แล้วก็คงรู้สึกเหมือนเดิม ในขณะที่คนในวัดมาดู ความรู้สึกก็น่าจะไม่เปลี่ยนเหมือนกัน

คนชอบบอกว่า ดูหนังเรื่องนี้แล้วรู้สึกเป็นกลาง เราว่าอาจจะไม่ใช่คำว่าเป็นกลาง พอเราพูดว่าเป็นกลาง แปลว่าเรามองว่ามันคือซ้ายกับขวา แต่สำหรับเรามันไม่ใช่ซ้ายกับขวา มันคือการที่เราแฟร์ต่อสิ่งนี้ เราแฟร์ต่อทุกฝ่ายหรือเปล่า แฟร์ในการเปิดพื้นที่ให้เขาแสดงความคิดเห็นออกมาในอย่างที่เขาเป็นมากที่สุดหรือยัง 

ถ้าถามว่าเราพยายามจะบาลานซ์ให้มันเป็นกลางหรือเปล่า การบาลานซ์มันอาจจะต้องเป็นแบบที่ทุกคนมีห้านาทีเท่ากัน หรือกระทั่งการจะทำให้ฝ่ายหนึ่งดูเป็นตัวตลกก็ทำได้ง่ายมาก แต่เราไม่เลือกทำแบบนั้น เพราะเรารู้ว่ากำลังพาหนังไปไหน และสิ่งเหล่านั้นไม่จำเป็นเลย

เราว่ามันคือการเปิดพื้นที่ให้ทุกคนได้พูด สุดท้ายมันไม่ใช่การเลือกฝั่ง A หรือฝั่ง B เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าคนดูจะเข้าใจสิ่งนี้ โอเค ดูจบไม่ต้องเลือกนะว่าจะอยู่ฝ่ายไหน แต่เห็นหรือยังว่ากีฬานี้ถูกออกแบบมายังไงมากกว่า

ล้วเท่าที่เห็น หนังพาคนดูไปถึงตรงนั้นไหม

เราเคยให้อาจารย์เอาหนังมาฉายที่ ม.กรุงเทพ ให้เด็กร้อยกว่าคนดู ซึ่งเป็นรอบแรกที่คนทั่วไปดูโดยที่เขาไม่ได้อยากมาดูเอง แบบไม่รู้อีโหน่อีเหน่เลย ฉายเลย ดูจบอาจารย์ก็ให้เขียนคอมเมนต์ ทำให้เห็นภาพกว้างมากขึ้นว่าเจ็ดสิบถึงแปดสิบเปอร์เซ็นต์ก็ยังมองเป็นชอยส์ A หรือ B ที่ต้องเลือกฝ่ายอยู่ดี อาจจะมีสักคนสองคนที่มองมันจากมุมสูง 

และเราไปฉายให้คนที่วัดดู ก็มีเสียงหัวเราะตัวเองเยอะมาก ซึ่งเราช็อก มันเปิดโลกเรามาก ทำให้เห็นเลยว่า เลเยอร์ของกลุ่มสังคมหนึ่งที่เราคิดว่าเขาคิดเหมือนกันหมดก็ไม่จริง เขาก็วิพากษ์ตัวเอง มีกลุ่มคนที่ไม่ได้เห็นด้วยกับทุกอย่างในวัด กลุ่มคนที่พร้อมจะปรับเปลี่ยน มันก็มีอยู่ในทุกสังคมนั่นแหละ

ถ้าอย่างนั้น ความคาดหวังต่อ Come and See จากที่แค่จะทำให้เรียนจบเปลี่ยนไปหรือยัง 

ก็ไม่นะ (หัวเราะ) เรายังไม่ได้คาดหวังอะไรไปมากกว่านั้น ถ้ามันจะไม่ได้ฉายก็คงไม่เดือดร้อน เพราะเราต้องเดินต่อไป ต้องทำเรื่องอื่น และสำหรับเรา หนังเรื่องนี้มันทำหน้าที่เกินกว่าที่คิดมาเยอะมากแล้ว แต่ตอนนี้พอเริ่มมีทีมอื่นๆ เข้ามาช่วย ก็รู้สึกว่าอาจจะต้องพามันไปให้ไกลเหมือนกัน เพราะก่อนหน้านี้มีเราคนเดียวเลยรู้สึกว่าแค่นี้ก็พอแล้ว

หลังจากที่ทำสารคดีมาหลายเรื่อง คิดว่าสิ่งที่ทำให้อุตสาหกรรมสารคดีในบ้านเรายังไม่ไปไหนคืออะไร

มีสามอย่างที่เป็นอุปสรรคต่อสารคดีในเมืองไทย หนึ่งคือ ความเข้าใจของคนต่อสารคดี สารคดีเหมือนยาขม เหมือนลุงแก่ๆ มาสอนในความรู้ ดูตามทีวีก็พอ ไปดูในโรงทำไม นี่เป็นปัญหาทางวัฒนธรรม ทำให้คนไม่เปิดรับหรือตั้งกำแพง

นำมาสู่ส่วนที่สอง เงิน การทำสารคดีต้องใช้เวลา ต้องอาศัยเงินทุนที่ไม่ได้ไปกำหนดเนื้อหาหรือวิธีการของหนัง เพราะเราอาจจะค้นพบอะไรใหม่ๆ หรือวิธีการใหม่ๆ ตลอดช่วงเวลาที่ทำหนังห้าปี ทุนในการทำสารคดีเมืองไทยอาจจะยึดตามวิธีการของทีวีที่เริ่มจากส่งข้อเสนอ แล้วไปถ่ายมาหนึ่งเทปหกสิบนาที เป็นไปตามที่เขียนมาไหม แบบนี้ก็จะได้สารคดีแบบหนึ่ง 

แต่สารคดีแบบอื่นต้องการความยืดหยุ่นมากกว่านั้น เช่น สารคดีที่ต้องอาศัยการติดตามชีวิตคนคนหนึ่งเป็นเวลานาน ต้องยืดหยุ่นในการปรับเปลี่ยนเนื้อหา มันอาจจะต้องอาศัยเงินทุนอีกแบบหนึ่ง อย่างทุนที่เมืองนอกเขาไม่ได้ล็อกว่าหนังคุณต้องทำตามกระดาษที่ส่งมาให้ตอนแรก Proposal เป็นแค่ตัวแสดงว่าคุณสนใจและต้องการจะทำเรื่องนี้อย่างจริงจัง สุดท้ายถ้าหนังจะออกมาในทิศทางอื่น ก็ไม่มีใครมาดูว่ามันไม่ตรงกันหรอก ซึ่งวิธีการแบบนี้ทำให้เกิดสารคดีที่หลากหลาย และความเซอร์ไพรส์ก็เป็นเสน่ห์ของสารคดี 

ข้อที่สามคือ สารคดีนำเสนอความเทาของมนุษย์ ซึ่งคนไทยยังไม่พร้อมจะโชว์ตรงนั้น บ้านเรามองแค่ขาวดำ คนตายคือสีขาว สมมติเราจะทำเรื่องคนหนึ่งที่ตายไปแล้ว เราไปพูดด้านไม่ดีของเขาก็ไม่ได้แล้วนะ ญาติไม่ยอม และเราว่าส่วนใหญ่คนไทยก็ไม่ยอม เลยไม่มีการเรียนรู้จากบทเรียนที่ผิดพลาดในอดีต เพราะสังคมไม่เปิดรับให้เรื่องเหล่านี้ถูกถ่ายทอดออกมา มันเลยไม่เอื้อให้เกิดประเด็นดีๆ ให้พูดถึง ซึ่งจริงๆ มีเยอะมาก แต่ต้องต่อสู้กับอะไรหลายๆ อย่างเพื่อทำขึ้นมา อย่างสารคดีพี่ตูน พี่ตูนนี่ประเสริฐที่สุดแล้ว ไม่สกรีนอะไรเลย ลองนึกว่าถ้าเขาสกรีนขึ้นมาแล้วหนังมีแต่ด้านดีของเขา มันจะเหมือนเราทำ Propaganda ให้ใครอยู่ 

สุดท้ายการดูหนังสารคดีมันคือความเป็นมนุษย์แหละ มันคือเรื่องของคน แล้วคนจะมีด้านเดียวได้ยังไง

มีประเด็นไหนที่อยากทำต่อจากนี้ไหม

มี แต่บอกไม่ได้… 

จริงเหรอ

เป็นความลับ (หัวเราะ)

Come and See หนังสารคดีในมุม ณฐพล บุญประกอบ ที่มองวัดพระธรรมกายแบบไร้ฝ่าย

Writer

Avatar

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

Avatar

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

คนคุย

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

ทรงอย่างแบด แซดอย่างบ่อย เธอไม่อินกับผู้ชายแบดบอย โธ่ พ่อหนุ่ม…

แม้พยายามหลีกหนีจากเพลงนี้สักแค่ไหน เชื่อว่าทุกคนคงร้องว้ากในใจโดยอัตโนมัติ

101 ล้านวิว คือยอดล่าสุดของเพลงเสแสร้งที่เราเห็นบนยูทูบ ส่วน 43 ล้านคือผลลัพธ์ของเพลงที่โด่งดังข้ามปี เพราะแก๊งวัยรุ่นฟันน้ำนมหน้าเวทีที่ตะโกนร้องเสียงดังแข่งกับหนุ่มพังก์วัยใกล้ 30 

เป็นปรากฏการณ์ที่ไวรัลอยู่บนโซเชียลเกือบทุกวัน ลามไปถึงการบอกให้เด็ก ๆ กลับไปแปรงฟันก่อนนอนได้ยิ่งกว่าทันตแพทย์ กระทั่งการถูกติดต่อให้ไปแสดงสดตอนเช้าในโรงเรียนอนุบาล หรือการให้กำเนิดคำขวัญวันเด็กประจำ พ.ศ. 2566 อย่าง ‘สร้างสรรค์ความคิด ผูกมิตรซื่อตรง ก้าวอย่างมั่นคง ฟังทรงอย่างแบด’ 

วันนี้ เราเดินทางมาค่ายดังย่านอโศก เพื่อต่อคิวพูดคุยกับ ‘Paper Planes’ หัวหน้าแก๊งฟันน้ำนมผู้ยิ่งใหญ่ ภายใต้ลุคแบด ๆ และรอยสักบนเนื้อหนังมากมาย พวกเขาตอบทุกคำถามอย่างคนรู้จักชีวิต หัวเราะเสียงดัง แม้จะเชื่ออย่างสุดกำลังว่านั่นเป็นโชคชะตาที่พระเจ้ากลั่นแกล้ง แต่หากย้อนเวลากลับไปได้ ก็ยังยืนกรานจะขบถต่อทุกอย่าง เดิมพันชีวิตกับความชอบ ดื้อด้านไม่สนใจใคร ถ้าได้มาซึ่งชีวิตเท่ ๆ เหมือนในฝัน

นี่คือเรื่องราวของวงร็อกเครื่องบินกระดาษ ในวันที่พวกเขาติดลมบน 

เส้นทางบนก้านกุหลาบของ Paper Planes หัวหน้าแก๊งฟันน้ำนม วงร็อกของคนที่พระเจ้าไม่รัก
เส้นทางบนก้านกุหลาบของ Paper Planes หัวหน้าแก๊งฟันน้ำนม วงร็อกของคนที่พระเจ้าไม่รัก

Bring Me The Horizon

คำถามแรกไม่ถามไม่ได้ ลุควันนี้ทรงอย่างแบดรึเปล่า

ฮาย : ดูแบดไหม อุตส่าห์ใส่สีสันมาแล้วยังแบดอีกเหรอ

เซน : อุตส่าห์จะเนียนกับเด็ก ๆ แล้วนะ

งั้นจริง ๆ แล้วเป็นทรงแบบไหน

ฮาย : ก็ทรงแบดแหละ (หัวเราะ) แต่แค่ทรงเฉย ๆ จริง ๆ แล้วเป็นพวกปัญญาอ่อน

เซน : ส่วนผมทรงง่วงครับ (หัวเราะ)

ถ้าทรงก็ดูแบด แล้วคุณแซดบ่อยไหม

ฮาย : ช่วงนี้ผมมีแฟน ถ้าแซดก็แปลกอยู่ (หัวเราะ) 

เซน : ไม่งั้นชื่อเพลงมันจะเปลี่ยน เป็นอกหักแต่บอกแฟนไม่ได้ (หัวเราะ)

ส่วนมากพวกคุณจะแซดเรื่องอะไร 

ฮาย : ช่วงนี้มันจะเป็นเรื่องเล็ก ๆ เล่นบอลแพ้เพื่อน เล่นเกมแพ้เพื่อน ถ้าวันนั้นไม่ชนะใครเลยก็จะแซดทั้งวัน

เซน : เออ แซด เวลาไปทัวร์ ผมเคยแพ้ทั้งทริป 3 วันไม่ชนะเลย (หัวเราะ) 

พวกคุณสนิทกันตั้งแต่แรกเลยไหม

เซน : ตอนแรกไม่ค่อยครับ

ฮาย : จริง ๆ ผมอยู่กับวงมาก่อนแล้วเซนค่อยเข้ามาเป็นสมาชิกทีหลัง ช่วงแรก ๆ ก็เหมือนเรียนรู้กันมาเรื่อย ๆ แล้วช่วงหลังมาสนิทกัน 

อะไรทำให้มนุษย์สองคนนี้ต้องทำงานร่วมกัน

ฮาย : ผมว่าเซนเป็นคนที่เคมีเข้ากับผมนะ วิธีคิดได้ การวางตัวได้ ผมก็เลยเทรนเซนให้มาเป็นผู้ช่วยในการทำงานเบื้องหลัง จากนั้นก็ได้เรียนรู้บุคลิก ทัศนคติของเขา แล้วรู้สึกว่ามันคือเพื่อนที่ทำงานด้วยได้

เซน : การทำงานด้วยกันมันจะมีผู้นำกับผู้ตาม ผมรู้สึกว่าฮายมีความเป็นผู้นำ แล้วผมมีความเป็นผู้ตามที่มีความเชื่อมโยงกันและไปด้วยกันได้ ด้วยประสบการณ์ชีวิตหรือรสนิยมต่าง ๆ 

เรื่องไหนที่ฮายจะยอมให้เซนเป็นผู้นำ

ฮาย : เรื่องเงิน เพราะผมใช้ความเซอร์นำ เซนจะเรียบร้อยในเรื่องตัวเลขมากกว่า เวลาทำงานผมจะไม่คุยเรื่องเงินเลย บางครั้งเงินยังไม่ได้ก็ไม่รู้ เช็คยังไม่ได้ไปขึ้นก็ไม่รู้ ถ้าเซนไม่ทำเบิกให้แต่ละเดือน ผมก็ไม่รู้นะว่ามีเงินหายไป จะหลักกี่บาทก็ตาม ทำงานอย่างเดียว

เซน : แต่ว่าไม่ได้ชอบนะครับ ต้องทำเพราะไม่มีใครทำ (หัวเราะ) เพราะมันมีกันอยู่สองคน 

ที่มาของคำว่า Paper Planes มาจากเนื้อเพลง little boy with dreams of paper planes ของ วง Hands Like Houses ซึ่งเครื่องบินกระดาษเปรียบได้กับความฝัน แล้วความฝันของวง Paper Planes คืออะไร

เซน : ถ้าถามสมัยก่อนมันจะเล็กกว่านี้ เป็น Check Point ไปเรื่อย ๆ 

ฮาย : สมัยนี้ก็แค่ทำในสิ่งใกล้ ๆ ตัวให้มันเสร็จ เช่น ทำเพลงให้เสร็จ ไม่ได้ไม่เชิงไม่ฝันไกล แต่เรารู้สึกว่าการทำสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวมาก ๆ ให้สำเร็จก่อน สุดท้ายจะค่อย ๆ ไปของมันเอง เหมือนพอเราฝันไกลมาก ๆ แล้วเราจะมองข้ามช็อตไปเยอะ

เซน : เหมือนเราตีเทนนิส ตีให้โดนทุกลูกแค่นั้นน่ะพอ ยังไงก็ชนะ 

รู้สึกว่า สมัยเด็กคุณมีความฝันที่ใหญ่กว่านี้ไหม  

เซน : ผมแค่อยากเป็นศิลปินแค่นั้นเลย ซึ่งไม่รู้ว่าเป็นแล้วจะยังไงต่อ ตอนนี้เหมือนมันสานต่อจากก้าวนั้นขึ้นมา 

ฮาย : ของผมคล้ายเซนคืออยากดัง อยากมีคนรู้จักเยอะ ๆ อยากมีชื่อเสียง เพราะเราชอบการที่คนมีคนจำนวนมากมา Appreciate ผลงานของเรา รู้สึกว่าตัวเองมีค่าในแบบของเรานะ เพราะตอนเด็ก ๆ เราตามล่าสิ่งนี้ตลอด ด้วยการแข่งวิชาการ ออกไปร้องเพลงหน้าเสาธง มันปลูกฝังเรามาแบบนั้น

เส้นทางบนก้านกุหลาบของ Paper Planes หัวหน้าแก๊งฟันน้ำนม วงร็อกของคนที่พระเจ้าไม่รัก
เส้นทางบนก้านกุหลาบของ Paper Planes หัวหน้าแก๊งฟันน้ำนม วงร็อกของคนที่พระเจ้าไม่รัก

เส้นทางไปสู่ความฝันของพวกคุณโรยด้วยกลีบกุหลาบรึเปล่า

เซน : โรยด้วยก้านกุหลาบ 

ฮาย : มึงเอากลีบกุหลาบออกไปหมดเลย ไอ้เวร ถ้าเกิดพระเจ้ามีจริง ผมไม่ใช่ลูกรักพระเจ้า 

เพราะชีวิตผมไม่เคยราบรื่นเลย หนึ่ง ไม่ได้เกิดมาในครอบครัวที่ร่ำรวย สอง พ่อแม่ทะเลาะกันตลอดเวลา มีช่วงที่ผมต้องไปอยู่กับยายที่ต่างจังหวัด และพ่อแม่ก็เสียทั้งคู่ 

แล้วยายก็มีชีวิตแบบไม่ต้องไปตามล่าอะไรมากมาย มันค่อนข้างอึดอัด กลายเป็นว่าเราไม่พร้อมเรื่องอะไรเลย ไม่ว่าอยากได้อะไรเราก็ไม่ได้เหมือนคนอื่นเขา ชีวิตเรามีแค่การเรียนที่ต้องเรียนเพื่อให้ได้ทุนไปเรื่อย ๆ จนวันหนึ่งเราต้องตามความฝัน เท่ากับว่าเราสตาร์ทแบบติดลบ มันไม่สามารถใช้เวลากับความฝันได้เลย เหมือนต้องหาเงินไปด้วยเพื่อที่จะมีพลังชีวิตไปใช้กับความฝัน 

เราเริ่มออกจากบ้านมาอยู่คนเดียวตั้งแต่ช่วง 16 – 17 เช่าห้องราคาหลักร้อย แล้วก็เริ่มฝึกทำเพลง เริ่มเล่นดนตรีกลางคืน เริ่มไปไปยกของให้ศิลปิน จนมาถึงทุกวันนี้ ก็เลยยิ่งตอกย้ำในตัวเองว่าเราชอบให้คนภูมิใจ เพราะที่ผ่านมามันยากมาก ๆ การเป็นศิลปินของเราคือการอยู่ในที่ที่มีแสงจริง ๆ เราไม่ปฏิเสธเลยว่าเราทำเพลงเพราะอยากมีชื่อเสียง 

แล้วเซนเป็นลูกรักพระเจ้าไหม

เซน : ไม่ครับ เอาจริง ๆ ข้อหนึ่งที่ทำให้อยู่ด้วยกันได้ทุกวันนี้ เพราะตอนเด็กเรามีชีวิตคล้าย ๆ กัน อยู่ในสังคมที่ไม่ได้ซัพพอร์ตให้เรามีความคิดสร้างสรรค์ สิ่งเดียวที่ทำให้ผ่านตรงนั้นได้คือวิธีคิดที่ดี ลำบากมาจนถึงช่วงมหาลัยจนตั้งวงถึงค่อยดีขึ้นเรื่อย ๆ

เส้นทางบนก้านกุหลาบของ Paper Planes หัวหน้าแก๊งฟันน้ำนม วงร็อกของคนที่พระเจ้าไม่รัก

ถ้าชีวิตมันเดินมาด้วยก้านกุหลาบ เคยมีความรู้สึกว่า ไม่น่าเดินออกมาเลยไหม 

ฮาย : ผมเป็นคนดื้อแบบดื้อมาก ๆ เลยนะ ผมเป็นคนเรียนดีมาก ๆ แต่ช่วง ม.3 คือเลือกจะไม่เรียนต่อ อยากไปเรียนภาคสมทบวันเสาร์-อาทิตย์ เพราะอยากไว้ผมยาวแค่นั้นเลย ไปเรียนเทียบเพื่อให้ได้วุฒิเอามาสมัครมหาลัย แต่สุดท้ายไปจ่ายค่าเทอมเราก็ไม่ไปเรียนอีก 

แต่ถ้าย้อนกลับไปได้ก็คงเลือกทางเดิม เหมือนเดิม เพราะเราเป็นคนดื้อมาก ๆ แล้วก็ไม่น่าจะเปลี่ยนแปลงอะไรเพราะว่าเราเป็นคนแบบนี้เสมอ เรารู้ตัวเองว่าเปลี่ยนไม่ได้ 

เซน : ผมก็ไม่เคยคิด แค่จะมีความลังเลนิดหนึ่งว่า เฮ้ย มันจะสำเร็จจริงไหมวะ แต่ไม่เคยคิดว่าจะเลิกทำ ครอบครัวผมเขาก็ไม่ได้ห้ามเล่นดนตรี ยิ่งทำให้เรารู้สึกว่า เขาเชื่อใจเรานะ ยิ่งต้องพิสูจน์ให้เขาเห็น พอมาถึงวันที่ทำสำเร็จ มันก็ตอบเราเต็ม ๆ ว่า ถ้าพยายามในสิ่งที่เราทำจริง ๆ ให้ดีสุด ๆ ยังไงสักวันมันก็ต้องสำเร็จสักทาง

ไปเอาความขบถและความดื้อมาจากไหนมากมายขนาดนี้ 

ฮาย : มันมีที่มาที่ไปคล้าย ๆ กับเซน คือเราเป็นคนมีความคิดสร้างสรรค์ แต่อยู่ในสังคมที่ไม่ได้ให้ออกสิทธิ์ออกเสียงได้ มันประกอบไปด้วยคนที่ไม่ได้ต้องการมีความฝัน ซึ่งเขาไม่ผิด แต่เราอยู่ผิดที่ 

รู้สึกว่าเรามีความคิดขบถ มีความกดอัด กดแน่น เวลาได้ทำสิ่งที่ชอบเลยระเบิดออกมาค่อนข้างเยอะ ทำให้เราเลือกวิธีที่ค่อนข้างขบถ เช่น อยู่บ้านก็สบายอยู่แล้วแต่ออกไปเช่าห้องอยู่รูหนู ออกไปอดมื้อกินมื้อ ออกไปทำแบบนั้นทำไม แล้วก็พื้นฐานครอบครัวซึ่งไม่ได้ตามมาตรฐานที่ควรจะเป็น เหมือนเราเกิดมาผิดเพี้ยน เราไม่เชื่อในระบอบ เราเลยมีกฎเป็นของตัวเอง ยาวไปถึงการนับถือศาสนา คือเราเป็นคนพุทธ แต่เราเชื่อตัวเองมากกว่า เราเอาตัวเองเป็นศาสดาของชีวิต 

เซน : ใช่ เพราะว่าเราใช้ตัวเองพึ่งพาตัวเองมาตั้งแต่เด็ก 

นึกไม่ออกว่าอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบนั้น จะเติบโตมากับเพลง Emo Trap หรือ Pop Punk ได้ยังไง 

ฮาย : จริง ๆ มันเข้าถึงได้จากพวกโทรศัพท์จีนสมัยก่อน Mp3 เถื่อนที่เพื่อนเอามาเปิด เพลงที่ดังก็จะเป็นเพลงที่ค่ายใหญ่ควบคุมให้เราฟัง แต่จังหวะดีที่เราโตมากับเพลงร็อกที่ไม่ได้เป็นแนวเพลงมาตรฐาน เราโตมากับเพลงว้าก ๆ เช่น Retrospect, Sweet Mullet 

คิดว่าเพลงแนวนี้เป็นการขบถอีกรูปแบบหนึ่งรึเปล่า 

ฮาย : ใช่ เหมือนมันเลือกคนฟัง คนที่มีวิธีคิดแบบนี้ โตมาในสังคมแบบนี้ มันจะไม่อยากเหมือนคนอื่น มันต้องการกบฏต่ออะไรสักอย่าง กบฏทางด้านความคิด ประชดชีวิต 

เซน : มีความคิดว่าตัวเองเท่

ฮาย : เออ มีความคิดว่ายิ่งทำร้ายตัวเองยิ่งเท่ 

เส้นทางบนก้านกุหลาบของ Paper Planes หัวหน้าแก๊งฟันน้ำนม วงร็อกของคนที่พระเจ้าไม่รัก
เส้นทางบนก้านกุหลาบของ Paper Planes หัวหน้าแก๊งฟันน้ำนม วงร็อกของคนที่พระเจ้าไม่รัก

เคยมีช่วงชีวิตแบบนั้นด้วยเหรอ 

ฮาย : มี เคยไหมที่ไม่อกหักหรอกแต่ฟังเพลงอกหัก แล้วทำเหมือนพระเอก MV (หัวเราะ) ผมเชื่อว่า มีคนจำนวนมากนะที่คิดว่าเศร้าแล้วเท่ เป็นแซดบอยแล้วเท่ การเป็นคนที่มีเรื่องราวดี ๆ ในชีวิตมันไม่เท่เว้ย แม่งต้องมีปม ต้องเก็บกด ต้องทำร้ายตัวเองสักอย่าง ผมก็เลยคิดว่านั่นแหละที่มาของเด็กอีโมในช่วงนั้นที่ฮิตกันมาก ๆ เพราะว่ามันเท่ไง

เซน : แต่ก่อนที่จะไปฟังพวกนั้น จำได้ว่ายุคนั้นจังหวัดรอบ ๆ ผม เช่น นครสวรรค์ ลพบุรี เขาจะมีวงดนตรี Metal ดัง ๆ แล้วเราพึ่งหัดเล่นดนตรีก็เลยนั่งรถไปประกวดตามจังหวัดเขา แล้วเราเล่นเพลงพี่หนุ่ม กะลา เธอเป็นแฟนฉันแล้ว แต่วงอื่นแม่ง Metal หมดเลย ทำให้รู้สึกว่า อ้อ มีดนตรีแบบนี้ด้วย แล้วก็เป็นช่วงรอยต่อของ YouTube เข้ามาก็เลยศึกษามากขึ้น

ซึ่งพวกคุณก็ชื่นชอบเพลงแนวนั้นมาจนมาถึงวันนี้ แล้วยังยอมเสียสละสิ่งต่าง ๆ ในชีวิตเพื่อเดิมพันตัวเองกับความชอบ

ฮาย : ใช่ วันแรกที่ผมเดิมพันคือการสักที่คอ มันเป็นสัญลักษณ์ในใจของผม ซึ่งไม่แนะนำให้ทุกคนทำตาม ผมบอกกับตัวเองว่า เกิดมาครั้งเดียว ถ้าผมสักคอแล้วนั่นหมายความว่าผมสร้างเครื่องหมายให้กับการตัดสินจากคนอื่นแล้ว เพราะฉะนั้น ผมจะต้องทำให้ได้ ทำให้สุด ต้องทำให้คนมองข้ามสิ่งนี้ไป เหมือนการเอาเหล็กร้อนมาปั๊มแล้วฉันจะออกไปรบ วิธีคิดของผมตอนนั้นคือ โอเค สักคอแล้วก็ลุย ไม่มีทางอื่นแล้ว เพราะถ้าทำไม่สำเร็จ เราจะไม่ได้แค่เป็นคนที่ดูไม่ดี แต่เราจะดูไม่ดีมาก ๆ เพราะมีลุคแบบนี้ 

เซน : กึ่ง ๆ ทุบหม้อข้าวตัวเองทางความคิด

ฮาย : ประมาณนั้น ผมรู้สึกว่าถ้าล้มจะล้มเจ็บกว่าคนอื่น แต่ถ้าได้ก็เท่ากับคนอื่น ซึ่งแม่งไม่ต้องสักก็ทำเพลงได้ ทะลึ่งสัก แต่เออ ผมชอบเป็นแบบนั้น เพราะสำหรับผม มันทำให้ชีวิตผมมีความหมาย 

ตอนนั้นอยากให้ใครยอมรับมากที่สุด

ฮาย : อยากให้ตัวเองยอมรับ ผมจะมีความกบฏพระเจ้าตลอด เพราะผมไม่ใช่ลูกคนโปรด แต่ไม่เป็นไร เราจะพิสูจน์ว่าเราทำได้ด้วยตัวเอง ไม่ต้องพึ่งอะไรเลย 

การเป็นเด็กที่ตั้งท่าจะแหกกฎทุกอย่างตลอดเวลา ทำให้คุณเสียอะไรไปบ้างในชีวิต 

ฮาย : ช่วงแรก ๆ จะเป็นเรื่องของความ Aggressive พอเราเชื่อมั่นในตัวเองมาก ๆ มันทำให้เราไม่มองคนอื่น ทำให้เราเกาะอีโก้ไว้ แต่ว่าก็เป็นช่วงวัย ผมว่าเราต้องผ่านจุดนั้นมาถึงจะเป็นทั้งคนที่เก่งและตื่นรู้แล้วด้วย 

เซน : มันต้องมีหลอดของอีโก้ให้เต็มสุดก่อน แล้วเราค่อยเอามาผสมผสานกับเรื่องต่าง ๆ ในชีวิต

ฮาย : เพราะถ้าวันนั้นไม่เป็นคนสุดโต่ง เราอาจจะไม่ได้เป็นคนที่เก่งด้วยแล้วก็รู้แล้วด้วย อาจจะเป็นแค่คนดีแต่ไม่มีอะไรเลย 

มองว่าสิ่งที่เสียไปตามเรี่ยรายทางคุ้มค่าที่จะแลกไหม  

เซน : บางคนก็มองว่าไม่คุ้ม มันไม่ได้เป็นการแลกในสิ่งที่เราจ่ายน้อยกว่าแต่ได้มากกว่า บางทีสิ่งที่ได้รับมามันไม่เท่ากับสิ่งที่เราเสียด้วยซ้ำ แต่ถ้าคิดในแง่ตัวเราเอง คุ้ม เพราะสิ่งที่ได้มาก็เป็นสิ่งที่เราต้องการ 

เรียกว่าวัยต่อต้านได้ไหม 

ฮาย : ได้ วัยต่อต้าน วัยกบฏ (หัวเราะ)

ขอ Soundtrack of Life ของชีวิตวัยต่อต้านสักคนละเพลง  

ฮาย : วัยต่อต้านของผม คือเพลง Pray For Plagues – Bring Me The Horizon เพราะมันฟังไม่รู้เรื่องเลยแต่เท่ รู้สึกว่าถ้ากูฟังอันนี้กูจะไม่เหมือนคนอื่น และกูเท่ และกูแตกต่าง และกูอินเตอร์ (หัวเราะ) เพลงนี้เปลี่ยนชีวิตผมว่า โห มีเพลงที่สุดโต่งขนาดนี้เลยหรอ แล้วคนที่สร้างสรรค์เพลงนี้แม่งต้องเป็นคนยังไงวะ ต้องเป็นคนทุบกระดูกคนเอาเลือดคนมากินเปล่าวะ มันปลดปล่อยอะดรีนาลีนได้ดี มีอีโก้อยู่ในเพลง มีทุกอย่างครบหมด นิยามความเป็นตัวเราได้ดีมาก 

เซน : วัยต่อต้านของผมคือ Decode – Paramore แต่ว่า ผมก็อปเอาไปทำเพลงประกวด Hot Wave เลยมองกลับไปแล้วรู้สึกว่า มึงต่อต้านยังไงวะ มึงเข้าร่วมชัด ๆ (หัวเราะ) 

เส้นทางบนก้านกุหลาบของ Paper Planes หัวหน้าแก๊งฟันน้ำนม วงร็อกของคนที่พระเจ้าไม่รัก

The Velvet Underground

เห็นว่าทั้งสองคนทำเพลงใต้ดินมาก่อน อยากรู้ว่าชีวิตช่วงนั้นเป็นยังไง

ฮาย : ถ้าวงที่ไม่ดังจริง ๆ ต้องจ่ายเงินขึ้นไปเล่น ผมคิดว่าทำไม แต่ ณ ตอนนั้นเราก็แค่อยากเล่น ขึ้นไปเล่นเพลงคัฟเวอร์ 

วงการใต้ดินรวมแต่คนแนวเพลงเดียวกันหรือหลากหลายมาก  

ฮาย : พูดง่าย ๆ ว่า Underground มันจะเป็นเพลงนอกกระแสเนอะ สิ่งที่แตกต่างในตอนนั้นคือความหนักแน่นของแนวดนตรี ถ้าวงที่เกิดใหม่มันเบาลงก็อาจจะมีปัญหา ซึ่งไม่รู้ว่าตอนนี้ยังเป็นอยู่ไหมนะ แต่เป็นประสบการณ์ของเราแล้วกัน

แสดงว่าคุณขึ้นไปแสดงบนเวทีด้วยความคิดว่า ฉันอยากจะขึ้นไปอยู่บนดินให้ได้เหรอ  

ฮาย : ใช่ ตอนนั้นเราคิดว่าเริ่มจากใต้ดินก่อนค่อยไปบนดิน แต่ว่าจริง ๆ มันไม่เกี่ยวนี่หว่า แค่เราจะไปบางนาเราก็ไม่ต้องอ้อม เราก็ไปบางนาสิวะ (หัวเราะ) เราคิดว่าเราต้องเท่แบบพี่เขา เลยกลายเป็นว่าสุดท้ายการที่ขึ้นไปอยู่บนดินได้ ไม่ใช่เพราะเล่นใต้ดินมาก่อน เป็นเพราะเราเอาแผ่นเพลงไปส่ง 

เซน : เอาแผ่นเพลงไปส่งค่ายที่เราอยากจะอยู่ 

ฮาย : ใช่ แค่นั้นเลย

เพลงของพวกคุณตอนอยู่ใต้ดินเล่าเรื่องอะไร  

ฮาย : เพลงผมเป็น Google Translate คือแปลยังไงก็ได้ให้โหดที่สุด ฉันจะฆ่าเธอ กูไม่สนใจมึงหรอกกูจะเดินตามทางตัวเอง เขียนเนื้อเพลงภาษาไทย ไม่มีคำว่า Flow ไม่มีคำว่า Rhythm อะไรทั้งสิ้น ขอแค่ดนตรีมันไว้ก่อนแค่นั้น

เซน : ของผมจะทำเพลงแบบวิ่งไล่ตามความฝัน

ฮาย : เอางี้ วงผมชื่อว่า The Festival of Dead (หัวเราะ)

สมัยนี้มันจะมีคำหนึ่งที่เรียกว่าเบียวนะ

ฮาย : เบียว ใช่ มันคือความเบียวในตอนนั้น วงบ้าอะไรเทศกาลแห่งความตาย มึงตัวเล็กขนาดนี้มึงจะไปฆ่าใคร (หัวเราะ) จะเอาอะไรมา Dead บ้าเปล่า โห แล้วใส่เสื้อลายแห่งความตาย แต่ไว้ผมหน้าม้า 

เส้นทางบนก้านกุหลาบของ Paper Planes หัวหน้าแก๊งฟันน้ำนม วงร็อกของคนที่พระเจ้าไม่รัก

หัวหน้าแก๊งฟันน้ำนม

จำความตั้งใจแรกได้ไหมว่าอยากสร้าง Paper Planes ให้เป็นวงแบบไหน 

ฮาย : ตอนนั้นเราใช้แนวเพลงเป็นที่ตั้ง

เซน : อยากเป็นวงเท่ ๆ 

ฮาย : เออ ไม่รู้เป็นไร มีความเท่นำทางตลอด 

แล้วสลัดตัวตนที่เคยเป็น The Festival of Dead ออกไปได้ยังไง

ฮาย : ก็เพราะว่ามันบ่งบอกแล้วไงว่าเราไม่ใช่ชาว Dead (หัวเราะ) วันเวลาผ่านไปเราเริ่มรู้ตัวว่าไม่ได้ชอบเพลงแบบนั้น 

เซน : เหมือนกันครับ พอเราโตขึ้นจะรู้ว่าชอบอะไรจริง ๆ มันก็แค่ออกมาจากตรงที่ไม่ชอบ มาทำสิ่งที่ชอบแค่นั้น 

ในวงการร็อก แฟนคลับค่อนข้างยึดติดกับภาพลักษณ์เดิม ๆ แนวเพลงเดิม ๆ วงการนี้ต้อนรับวงร็อกหน้าใหม่ที่ฉีกการทำเพลงร็อกแบบเดิม ๆ กระจุยยังไงบ้าง

ฮาย : โอ้ย ช่วงแรกดราม่าเยอะสัด (หัวเราะ) ชาวร็อกสาย True ที่เขายึดติดกับแนวเพลง เขาก็จะไม่ค่อยชอบวง เพราะว่าวงพึ่งมาเพลงเดียวเอาแล้วหรอ เราก็โอเค ไม่เป็นไร ยืนยันในสิ่งที่ทำไปเพราะว่าเราเป็นคนแบบนี้จริง ๆ เมื่อไหร่ที่เริ่มดราม่า เรารู้สึกว่ามันคือการต้อนรับ เหมือนกับคนเริ่มให้ความสนใจ

แต่การฉีกออกมาจากกระแสหลักเสมอ ๆ ไม่มีอะไรรับประกันว่าจะปังหรือแป้ก 

ฮาย : เพราะเรามีอาชีพที่มั่นคงอยู่แล้ว (หัวเราะ) คือการทำงานเบื้องหลัง ผมเลยรู้สึกว่าลองอะไรตอนนี้ไม่เสียหายเลย แล้วเป็นความสนุกด้วย ตั้งใจจะทำให้ Paper Planes มีความกบฏ 

คุยกับเซนว่าทำยังไงก็ได้ให้เป็นหนึ่งเดียวในไทย เราไม่ได้หมายถึงการเป็นที่หนึ่ง แต่เราต้องการเป็นหนึ่งเดียว ฟังได้แค่ที่เราเท่านั้น เราคิดแบบนี้เพราะว่าทำเบื้องหลังมา เรารู้ว่าวิธีทำเพลงแบบ Mass มันไม่สำเร็จกับทุกแนว ยิ่งเป็นแนวร็อก แต่การเป็นหนึ่งเดียวจะทำให้เรามีทางเดิน 

เซน : ตอนที่เราทำเพลง ก็ไม่ได้หวังว่ามันจะต้องแบบ เฮ้ย เรามาทำเพลงที่มันฉีกจากเดิมดีกว่า เราก็ทำออกมาเอง แต่แค่ทำให้เป็นเราที่สุด

แต่วันหนึ่ง Paper Planes ก็จะแมส หวงไหมถ้าจะมี Paper Planes 2 3 4 

ฮาย : ไม่ค่อย เพราะเราว่า DNA ไม่มีทางเปลี่ยนได้ มันจะไม่เหมือนกัน 100% หรอก แต่เราจะรู้ว่า เอ้ย กูเท่ใช่ไหมล่ะ (หัวเราะ) แต่ว่าก็ยินดี เพราะอยากให้เพลงแนวนี้เยอะขึ้น เวลามันมี Festival หรืออะไรรวม ๆ กันมันสนุก

เซน : สุดท้ายแล้วเราก็ได้แรงบันดาลใจมาจากสิ่งที่เราฟังอยู่ดี แล้วพอมันถูกถ่ายไปที่คนอื่น เล่าในอีกภาษาหนึ่งของเขา ก็จะแตกต่างอยู่แล้ว

จากวัยรุ่นหัวขบถที่เชื่อว่าพระเจ้าไม่รัก สู่ Paper Planes ผู้เขย่าวงการร็อกไทยด้วยเพลงชาติเด็กอนุบาล
จากวัยรุ่นหัวขบถที่เชื่อว่าพระเจ้าไม่รัก สู่ Paper Planes ผู้เขย่าวงการร็อกไทยด้วยเพลงชาติเด็กอนุบาล

พูดได้ไหมว่าความสำเร็จของเพลงเสแสร้งทำให้พิสูจน์ตัวเองไปแล้วขั้นหนึ่ง  

ฮาย : ผมว่าได้ มันตอบคำถามในใจผมหลายอย่าง ผมทำเพลงให้คนอื่นมาได้ร้อยล้านวิวแต่มันเป็นการแค่โปรดิวซ์ ยังไม่ใช่ผลงานของเราสักที ผมคุยกับตัวเองว่า ถ้ามีความสามารถมากขนาดนั้น วันหนึ่งเราก็ทำของตัวเองได้สิวะ พอมาสำเร็จกับ Paper Planes มันตอบโจทย์ชีวิตผมในสายงานนี้ไปแล้วว่า ต่อให้ไม่ใช่สินค้ายอดนิยมแต่เราทำให้มันฮิตได้ กูมีเพลงร้อยล้านวิว ไม่มีใครสามารถดูแคลนเราได้แล้วว่าทำแต่เพลงคนอื่นดัง 

อย่างเพลง ทรงอย่างแบด ผมก็คุยกับเซนว่าไม่สามารถทำเพลงแสแสร้งเพลงที่สองได้แล้ว แต่วิธีคิดของเสแสร้งคือการทำโดยธรรมชาติและเราว่ามันเท่ที่สุด สนุกที่สุด ก็เลยได้เพลงนี้ออกมา พอมันมีกระแสในเด็ก ๆ ยิ่งทำให้สิ่งที่เราคิดมันถูก เพราะเด็ก ๆ เขารับความธรรมชาติ เขาจะไม่รับการปรุงแต่ง 

ตอนแต่ง ทรงอย่างแบด เสร็จ มีความรู้สึกว่า ต้องดังแน่ ๆ บ้างไหม

ฮาย : เราว่ามันจะมีกระแส แต่ไม่รู้ว่าจะไปถึงขนาดไหน ผมไปทำกันต่างจังหวัดแล้วทุกคนระหว่างทำคือ Hype กันมาก ๆ กระโดดโลดเต้น ตอนนั้นประชุมออนไลน์เสร็จก็คือขอพี่ ๆ ว่าขอปล่อยเพลงนี้ก่อน หาผู้กำกับเอ็มวี ณ ตอนนั้นกันเลย ประชุมอีกรอบหนึ่ง แล้วเพลงนี้ก็ถูกมาปล่อยก่อนเพราะเราอยากปล่อยมาก

เซน : พอทำเสร็จแล้วมันสนุกจนอยากปล่อยแล้ว เราไม่อยากให้ความสดตรงนี้มันหายไป 

รู้ตัวตอนไหนว่ามันกลายเป็นเพลงชาติของเด็ก ๆ ไปแล้ว

ฮาย : ตอนที่เขาเขียนข่าวเนี่ยแหละ เพลงชาติเด็กอนุบาล เราก็ตามอ่านตาม ตลกดี ตอนแรกมันยังอยู่ในโซเชียลเราก็ อ้อ เด็ก ๆ คงจะชอบแหละ แต่พอเวลาเราไปสนามบิน อยู่ในไฟลต์เดียวกัน ลงเครื่องก็มาขอถ่ายรูป สักพักหนึ่งเริ่มในห้าง สักพักเด็ก ๆ มากอดตามงาน เราเลยรู้สึกว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นจริง มันเริ่มเข้ามาอยู่ในชีวิตจริงเราแล้ว ไม่ใช่กระแสที่เกิดขึ้นชั่วคราว เรามองว่ามันกว้างกว่านั้นมาก ๆ

เซน : จนกลายเป็นความทรงจำของเด็ก ๆ ไปแล้ว อยู่ในช่วงหนึ่งของชีวิตเขาไปแล้วตอนนี้

รู้สึกยังไงที่เมื่อก่อนมี Bring Me The Horizon เป็นไอดอล ตอนนี้กลายเป็น Bring Me The Horizon ของเด็ก ๆ 

ฮาย : ดี เหมือนเป็นซุปเปอร์ฮีโร่เวอร์ชันเทา ๆ รู้สึกเท่

เซน : ยังยึดถือความเท่เหมือนเดิม 

ฮาย : เหมือนตอนเด็ก ๆ ที่เราชอบพี่คนนี้มาก ๆ แล้วก็คิดว่าพี่เขาเท่มาก ๆ ซึ่งเด็ก ๆ ก็น่าจะคิดว่ากูเท่มาก 

เซน : แล้วเราก็รู้ความรู้สึกของคนที่เราชอบตอนเด็ก ๆ แล้ว พี่เขาคงรู้สึกเหมือนเราอะ (หัวเราะ)

ฮาย : ลองนึกภาพพูดกับแม่ว่าแบบ โอ้ย โคตรเท่เลยวงเนี้ย 

จำวันแรกที่น้อง ๆ เข้ามาเกาะเวทีแล้วตะโกนร้องเพลงกับคุณได้ไหม 

ฮาย : จำได้ วันนั้นอากาศดี 

เซน : เกิดโดยไม่คาดคิดด้วยครับ เพราะว่าจริง ๆ ต้องเล่นอีกที่หนึ่ง แต่กลายเป็นว่าย้ายออกมาเล่นในโซนข้างนอก เด็ก ๆ มายืนรอตั้งแต่เพลงแรก 

ฮาย : แล้วพอเด็กมายืนรอ เราก็เลยเป็นอัตโนมัติคือ ทรงอย่างแบด (ทำท่ายืนไมค์) แล้วพอคนถ่ายคลิปไปมันก็เริ่มไวรัล แล้วงานที่สองต่อจากนั้นผมก็คุยกับเด็ก ๆ ว่า อย่าลืมแปรงฟันนะ (หัวเราะ) ซึ่งเราไม่ได้คิดอะไร ล่าสุดไอ้เซนคือเป่า ยิง ฉุบ กับเด็กบนเวทีแล้ว ตลกดี 

เด็ก 7 – 8 ขวบฟังเพลงร็อกแล้วนะ มองว่าทิศทางของวงการร็อกไทยจะเป็นยังไงในอนาคต 

เซน : ตอนนี้เขารู้แค่ว่าเขาสนุก แต่เขายังไม่รู้หรอกว่าเขาชอบเพลงร็อกหรือไม่ชอบเพลงร็อก ก็อยากให้ยังสนุกเรื่อย ๆ แล้วพอเขาเริ่มรู้ตัวเองว่าชอบก็คงจะเป็นทิศทางที่ดี 

ฮาย : เขารู้จักคำว่าความชอบเมื่อไหร่ก็น่าจะดี เราคงทำตามแบบของเราไปเหมือนเดิม ถ้าเกิดน้อง ๆ ชอบก็เป็นกำไรชีวิตของพวกเรา

ในฐานะที่ตอนนี้กลายเป็นไอดอลของเด็ก ๆ ถ้าให้แนะนำสักเรื่อง อยากให้เด็ก ๆ หยิบเอานิสัยอะไรของคุณไป 

ฮาย : อยากให้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข เพราะช่วงเด็ก ๆ ไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเยอะมาก แล้วมันเป็นช่วงที่ยาวนานเหมือนกันนะจริง ๆ ตั้งแต่เกิดมาจนถึงประมาณสักเกือบ ๆ 20 ปี

เซน : ตอนอยู่ยุคนั้นเราก็ไม่รู้ตัวนะ พอมองผ่านไปแล้วมันไวมาก 

ฮาย : วิธีคิดมันไม่ควรถูกฝังอะไรไว้มากมาย เพราะว่าแต่ละคนก็มีชีวิตของตัวเอง แล้วก็ใช้ชีวิตในแบบของตัวเอง เราต้องอยู่ร่วมกับคนที่ดีในบางเรื่องและแย่ในบางเรื่อง เพราะฉะนั้น ถ้าเขาแย่ในเรื่องนี้ก็อย่าเพิ่งตัดสินเขาทั้งหมด เพราะว่าวันหนึ่งเราจะต้องอยู่ร่วมกับคนที่อาจจะดี 30% แต่แย่ 70% แต่เราอยู่กับเขาได้ แต่เป็นเรื่องที่น้อง ๆ จะรู้เองอยู่แล้ว ก็เลยคิดว่าน่าจะแนะนำได้แค่เรื่องใช้ชีวิตให้มีความสุขแค่นั้นเลย 

เซน : ถ้าอยู่ในสถานการณ์ที่ลำบากคงต้องหาที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ ถ้าย้อนมองตัวเองตอนเด็ก สิ่งที่ทำให้เราผ่านในจุดที่แย่มาได้ ก็คือเรารู้ว่าจะไปทางไหน ผ่านช่วงแย่ ๆ แล้วจะทำให้เป็นเราในทุกวันนี้

จากวัยรุ่นหัวขบถที่เชื่อว่าพระเจ้าไม่รัก สู่ Paper Planes ผู้เขย่าวงการร็อกไทยด้วยเพลงชาติเด็กอนุบาล
จากวัยรุ่นหัวขบถที่เชื่อว่าพระเจ้าไม่รัก สู่ Paper Planes ผู้เขย่าวงการร็อกไทยด้วยเพลงชาติเด็กอนุบาล

สมมติเด็ก ๆ เดินไปบอกพ่อแม่ว่า หนูอยากเจาะหู สักคอแบบฮาย อยากกรีดตาแบบเซน ทำยังไง 

ฮาย : คงคล้าย ๆ เราในตอนเด็ก การสักเป็นเรื่องของวิธีคิดด้วย แล้วก็ Norm ของสังคมที่ไม่ไปถึงไหนเลย ถ้าเราฉลาดคิดหน่อยคงต้องเรียงลำดับความสำคัญ สักได้แต่ช่วงไหน เราจะรับผิดชอบตรงนั้นได้ไหม หรือจะเอาเท่อย่างเดียวก็ได้ มันเป็นชีวิตของเขา เราไม่มีสิทธิ์ห้ามใครอยู่แล้ว แม้จะแอบไปเจาะหรืออะไรก็ตาม 

สนับสนุนให้ทุกคนมีความคิดเป็นของตัวเอง 

ฮาย : ผมสนับสนุนให้ทุกคนไม่ตัดสินใครจากภายนอก เพราะอยากให้การมองคนสักเป็นคนไม่ดีหมดไปได้แล้ว มันไม่เกี่ยวเลยว่าสักแล้วจะเป็นคนไม่ดีหรือดีมาก

เซน : แล้วยิ่งตอนนี้พ่อแม่ผู้ปกครองของเด็ก ๆ เขาก็ดูเปิดใจนะที่ให้เราเป็นไอดอลของลูก ๆ เราอาจจะเป็นประกายเล็ก ๆ ให้เขารู้สึกว่า การมองว่าคนทรงแบบนี้ดูไม่ดีมันเปลี่ยนไปแล้ว 

ดื้อนะ 

เซน : ต้องมีนะ ต้องมีนิดหนึ่ง

ฮาย : เราว่าการดื้อคือการยึดมั่นในตัวเอง การมั่นใจในสิ่งที่เขาคิด ทำให้เราพุ่งได้ตรงและพุ่งได้แรง 

เซน : แล้วการที่ Paper Planes เป็นอย่างทุกวันนี้ได้ก็เพราะว่าเราดื้อครับ พี่ที่ค่ายก็ปวดหัวอยู่ 

เชื่อมากว่า Paper Planes และดนตรีแนวนี้จะต้องเต็มไปด้วยคำวิพากษ์วิจารณ์ อะไรทำให้คุณยืนหยัดในสิ่งที่ทำ

ฮาย : เพราะอีโก้บาง ๆ สำหรับผม แต่ว่าเราควบคุมได้ มันคือการยึดถือและเชื่อในระบบความคิดของตัวเอง เหมือนกับเราเจอเรื่องแบบนี้มาตลอด เรียนรู้กับมันมาตลอด คนที่รู้มากที่สุดก็น่าจะเป็นเรา คนที่จะเห็นข้อผิดพลาด จะเลือกซ้ายเลือกขวาก็ควรจะเป็นเรา เพราะฉะนั้น การยึดถือตัวเองกับเรื่องของศิลปะเป็นสิ่งที่ควรจะมี ไม่งั้นเราก็จะไหลไปเรื่อย ๆ

เคยมีช่วงชีวิตที่ไม่เท่เลยบ้างไหม

ฮาย : ช่วงชีวิตที่ไม่เท่ก็คือช่วงชีวิตที่อยู่ด้วยกันเนี่ยแหละ (หัวเราะ) เราว่าเราไม่ได้เป็นคนที่อยู่ใน Beauty Standard ขนาดนั้น เราเลยต้องหาอัตลักษณ์อะไรที่เป็นตัวเอง คนเท่มันมองไม่เบื่อ 

เซน : เราแค่หาเหตุผลเข้าข้างตัวเอง

ฮาย : ไม่ใช่ไรหรอก คือกูไม่หล่อไงไอเวร 

เซน : คุยกับบางคน บอกว่า อุ้ย หน้าไม่หล่อเลย เออ แต่กูเท่อะ (หัวเราะ)

ฮาย : ประมาณนั้นแหละ ว่าง่าย ๆ ก็คือหาอะไรมาสู้กับพวกหล่อสวย (หัวเราะ)

ฮายและเซนที่นั่งอยู่ตรงนี้เป็นเวอร์ชันเท่ที่สุดแล้วรึยัง

ฮาย : ยังนะ ยังเท่ได้มากกว่านี้

เซน : มองเห็นตัวเองตอนแก่ ๆ ผมว่าตอนนั้นผมเท่กว่า 

เห็นภาพตัวเองในอีก 5 ปียังไง

ฮาย : ผมเคยคิดว่าอยากทำตัวให้เท่กว่าเด็ก ๆ การทำตัวให้เด็กคือการลงไปแข่งในลีกที่เราไม่มีทางชนะ ผมเลยอยากเป็นในแบบของเรานี่แหละ ผ่านมากี่ยุค กี่สมัย สิ่งที่ยังคงอยู่คือการเป็นตัวเอง การมีเอกลักษณ์

เซน : นึกถึง Flea มือเบส Red Hot Chili Peppers ไม่ว่าจะแก่ยังไงก็ยังเท่เหมือนเดิม เขาไม่ได้แต่งตัวเด็ก แต่ความเป็นเด็กในตัวเขายังอยู่ พอเขามีเอกลักษณ์มาก ๆ แล้วมันเท่เสมอเลย 

ถ้าได้เล่นคอนเสิร์ตเช้าในโรงเรียนอนุบาลจริง ๆ จะออกแบบโชว์ยังไง

ฮาย : ก่อนออกแบบโชว์ผมจะออกแบบตารางการนอนก่อน เพราะผมนอนเกือบเช้าทุกวัน 

เซน : บางทีก็นอนตอนเคารพธงชาติ 

ฮาย : ผมเลยคิดว่างั้นเดี๋ยวเล่นเสร็จแล้วเราค่อยนอนดีกว่า (หัวเราะ) 

ถ้าออกแบบโชว์ ผมจะเล่นเพลง ทรงอย่างแบด 5 เวอร์ชันพอ เพราะว่าเพลงอื่นเด็ก ๆ จะไม่รู้จัก เช่น หนึ่ง เวอร์ชั่นหลัก สอง เวอร์ชั่น Musicbox สาม เวอร์ชันรีมิกซ์สามช่า สี่ เพลงเพื่อชีวิต ผมเชื่อว่าเด็กเขาจะร้องทุกรอบ 

เซน : ใครร้องดังสุดแจกไมโล 

ฮาย : แล้วในนั้นก็จะมีแต่ของเด็ก ๆ ขนม ไมโล โอวัลติน ยาสีฟงยาสีฟัน ตุ๊กตงตุ๊กตา แล้วปกติในร้านเหล้าจะพูดว่า ใครยังไม่เมายกแก้วขึ้น ผมก็จะพูดว่า ใครอยากสูงยกนมขึ้นมาหน่อยโว้ย แล้วก็ชนนมกับเด็ก ๆ 

จะตั้งชื่อคอนเสิร์ตเช้าว่าอะไร 

ฮาย : มีคนเคยบอกอยู่คำหนึ่ง เทคนิคไมโล เทคโนโอวัลติน แม่งคิดได้ยังไงวะ

จากวัยรุ่นหัวขบถที่เชื่อว่าพระเจ้าไม่รัก สู่ Paper Planes ผู้เขย่าวงการร็อกไทยด้วยเพลงชาติเด็กอนุบาล
Polaroid : มณีนุช บุญเรือง

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

Avatar

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load