“การทำสารคดีเป็นข้ออ้างที่ดีที่จะได้ไปสอดรู้สอดเห็นชีวิตคนอื่น ได้ไปอยู่ในที่ที่ไม่จำเป็นต้องไปอยู่ หรือที่ที่เขาไม่ให้ไปอยู่ ก็เหมือนการสัมภาษณ์ครั้งนี้ อยู่ดีๆ ก็มาเสือกเรื่องของเรา รู้ เข้าใจชีวิตเรา การทำสารคดีก็เหมือนกันแหละ เราก็อยากไปเข้าใจคนอื่น”

ชื่อของ ไก่-ณฐพล บุญประกอบ เริ่มเป็นที่คุ้นหูในวงกว้างตอนที่เขากำกับภาพยนตร์สารคดีเรื่อง 2215 เชื่อ บ้า กล้า ก้าว ที่เล่าถึงโครงการก้าวคนละก้าวของตูน บอดี้สแลม กับการวิ่งระยะไกลจากอำเภอเบตง จังหวัดยะลา ถึงอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย เพื่อระดมทุนให้กับโรงพยาบาลต่างๆ

Come and See หนังสารคดีในมุม ณฐพล บุญประกอบ ที่มองวัดพระธรรมกายแบบไร้ฝ่าย

เส้นทางการเป็นผู้กำกับของเขาเริ่มต้นจากการเลียนแบบพี่ชายมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นการวาดรูป อ่านการ์ตูน ฟัง Fat Radio เล่นดนตรี เรียนสายศิลป์-ฝรั่งเศส เข้าคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เลือกสาขาการภาพยนตร์และภาพนิ่ง แต่สุดท้าย ความสนใจของเขาก็เบนไปทางสารคดีจนตัดสินใจไปเรียนต่อปริญญาโทที่นิวยอร์ก

วิทยานิพนธ์ของไก่คือสารคดี Come and See ที่เราได้เห็นโปสเตอร์บนอินเทอร์เน็ตเมื่อไม่นานมานี้ หนังเล่าถึงความเชื่อที่แตกต่างและเหตุการณ์โจมตีวัดพระธรรมกายทางกฎหมายเมื่อ 2 – 3 ปีก่อน และกำลังจะได้ไปฉายในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติปูซานในอีกไม่กี่วัน

นั่นคือสิ่งที่หลายคนอาจจะรู้แล้วเกี่ยวกับเขา แต่บทสนทนาต่อไปนี้ทำให้เรารู้จักเขามากขึ้นว่า 

หนึ่ง คนในวงการหนังและโฆษณารู้จักเขาในนาม ‘เจ๊ไก่’

สอง ไก่ไม่ใช่ผู้กำกับสารคดี อย่างน้อยเขาก็ไม่ต้องการนิยามตัวเองว่าอย่างนั้น เขาว่าเขาเป็นนักสื่อสาร และสารคดีเป็นเพียงเครื่องมือที่จะนำสิ่งที่เขาอยากพูดไปสู่คนฟัง

สาม ข้อจำกัดทางภาษาคืออุปสรรคของการเรียนรู้และการทำหนังสำหรับเขา แต่สามารถข้ามผ่านมันไปได้ด้วยความตั้งใจและความพยายาม

สี่ คนทำหนังควรมีความคาดหวังต่อหนังทุกเรื่องที่ทำ และหนังทุกเรื่องไม่จำเป็นต้องดังก็ได้ถ้ามันตอบโจทย์นั้นแล้ว

ห้า เขาผิดหวังกับโรงเรียนในนิวยอร์กมาก จึงพยายามร่วมกิจกรรมนอกห้องเรียนให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งทำให้เขาเห็นภาพและบริบทของสังคมตัวเองได้ชัดขึ้น

หก อุปสรรคของอุตสาหกรรมสารคดีในเมืองไทยสำหรับเขาคือ ทั้งเรื่องคน เงิน และความเข้าใจของคน

เจ็ด สารคดียังเป็นหนังกระแสรองไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ซึ่งเขาคิดว่านั่นไม่ใช่ปัญหาเลยแม้แต่น้อย

แปด ก่อนจะมาเป็นสารคดี Come and See เขาอยากทำวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับชายที่เล่นดนตรีให้แมวฟังใน ดี.ซี.

และสุดท้าย ไก่เป็นคนมองโลกตามความเป็นจริงในทุกๆ เรื่อง ดังนั้น บทสัมภาษณ์ข้างล่างนี้จึงไม่ได้มีแค่ด้านบวก เพราะอย่างที่เขาบอก ว่าสารคดีเป็นเรื่องของคน แล้วคนจะมีด้านเดียวได้อย่างไร

ผู้กำกับคืออาชีพที่อยากเป็นมาตลอดเลยหรือเปล่า

มันไม่ใช่ความ ‘กูจะเป็นผู้กำกับหนัง’ มันเป็นไปเอง เราทำแล้วชอบ ถนัด มันไม่ใช่การเลือกหรือไม่เลือก

แต่ถ้าถามว่ามีโมเมนต์ที่ต้องเลือกว่าอยากจะไปทางไหนไหม ก็มีนะ สมัยเรียนเราชอบถ่าย ชอบตัด ชอบกำกับ ตอนเรียนจบมาได้สักพักก็มีจังหวะที่พี่ๆ โปรดิวเซอร์ที่ทำงานด้วยเริ่มถามแล้วว่า ตกลงอยากทำอะไรกันแน่ เพราะเห็นเราชอบทำหลายอย่าง เขาบอกว่า ต้องเลือกนะ เพราะสายงานมันไม่เหมือนกัน ซึ่งตอนนั้นก็แบบ เออ ไอ้เหี้ย ทำไงดีวะ ไปทางไหนดี สุดท้ายก็เลือกมาทางนี้

ซึ่งเราพยายามจะไม่จำกัดตัวเอง อันนี้จำคำเท่ๆ ของคนอื่นมาอีกที เราพยายามจะไม่จำกัดตัวเองเป็นคำนาม นักทำหนัง ตากล้อง พวกนี้คือคำนาม แต่เราจะใช้คำกริยา คือเราถ่ายหนัง เรากำกับหนัง เราเขียนบท จะทำอะไรก็ทำไป มันก็เป็นตัวกูนี่แหละ แค่ว่าในช่วงนั้นทำอะไรเท่านั้นเอง 

เสน่ห์ของการทำหนังคืออะไร

หลักๆ น่าจะมาตั้งแต่ตอนเรียนนิเทศฯ มีกิจกรรมที่ต้องทำวิดีโอ เอ็มวี ทำหนังสั้น แล้วตอนที่ฉายให้คนดูพร้อมกันทั้งคณะจะมีเสียงกรี๊ด เสียงเฮฮา เราไม่เคยรู้ตัวนะ แต่พอโตขึ้นมาแล้วมองย้อนกลับไป เลยได้รู้ว่าตรงนั้นเป็นรากฐานที่ทำให้เราอยากทำหนังที่สื่อสารกับคนหมู่มาก นี่คือหน้าที่ของสิ่งที่เราทำ

แล้วทำไมถึงตัดสินใจไปเรียนต่อสาขาสารคดี

ก็ตอนนั้นแหละที่มีคนถามว่าเราอยากเป็นอะไรกันแน่ เราอยากไปเรียนเป็นตากล้องไหมวะ หรือเราอยากไปเรียนเป็นผู้กำกับ คิดไม่ตกสักทีเพราะความสนใจเราหลากหลาย เราไม่ได้อยากเป็นตากล้องขนาดนั้น โฟกัสกับเรื่องภาพอย่างเดียวไม่ได้ และเราก็อาจจะทำได้ไม่ดีขนาดนั้นด้วย หรือจะไปเรียนกำกับล่ะ เราก็รู้สึกว่าการกำกับมันเป็นเรื่องระหว่างคนกับคน เป็นเรื่องวัฒนธรรม ซึ่งเราไม่แน่ใจว่าการเรียนต่อจะช่วยอะไรได้

ในขณะนั้นก็เริ่มสนใจสารคดีมากขึ้น ได้ทำ ‘รู้สู้! Flood’ แอนิเมชันปลาวาฬช่วงน้ำท่วมปี 54 กับพี่ๆ น้องๆ ที่คณะ เพื่อสร้างความเข้าใจในข้อมูลเกี่ยวกับน้ำท่วมให้กับคนทั่วไป หรือเวลาเขียนอะไรเกี่ยวกับสารคดีก็จะเขียนยาวกว่าหนัง Fiction แต่ก็ยังไม่ได้คิดว่าจะไปเรียนด้านนี้ จนกระทั่ง เบนซ์ (ธนชาติ ศิริภัทราชัย) เพื่อนเราตั้งแต่ประถมฯ ไปเรียนที่นิวยอร์กและเขียนหนังสือ New York 1st Time ซึ่งเราได้อ่านแล้วรู้สึกว่า โห มันไปเห็นโลกกว้างมาเยอะเลยว่ะ เราอยากไปเห็นบ้าง เบนซ์ก็แนะนำว่า เห้ยมึง ที่โรงเรียนเพิ่งมีสาขาสารคดีเปิดนะ เราเลยเริ่มคิด ด้วยทุนที่มี ด้วยเวลาที่มี สาขานี้ก็ไม่ได้มีสอนเยอะ สุดท้ายก็เลยไปเรียนตามไอ้เบนซ์

New York 2nd Time?

ไอ้เบนซ์ก็ปัจจัยหนึ่ง แต่อีกปัจจัยคือเรารู้สึกว่าสารคดีมันลึกลับ เราไม่รู้ว่าเบื้องหลังสิ่งที่เราชอบ  สิ่งที่เราอิน คอนเทนต์แบบนี้ ต้องมีวิธีการจัดการยังไง ในเมืองไทยแทบหาไม่ได้เลย คนทำน้อยมาก อุตสาหกรรมนี้แทบไม่มีอยู่เลยด้วยซ้ำ

แต่การที่รู้อยู่แล้วว่าเมืองไทยไม่มีอุตสาหกรรมนี้ไม่ได้ทำให้ลังเลที่จะไปเรียนเหรอ

ไม่เกี่ยว เพราะเราไม่ได้คิดว่าจะไปเพื่อที่จะกลับมารวย คือถ้ารวยก็ดี (หัวเราะ) แต่เราเชื่อว่าถ้าเราทำอะไรได้ดี มันก็จะมีที่ทางของมันเอง 

นอกจากแอนิเมชัน รู้ สู้! Flood ก่อนไปเรียนที่นิวยอร์กเคยทำสารคดีมาก่อนไหม

เคย เป็นสารคดีเกี่ยวกับการประกวดธุรกิจเพื่อสังคม ตอนนั้นไม่รู้อะไรเลย ทำแบบงูๆ ปลาๆ ไปถ่ายมา เสียงก็เหี้ย กล้องก็ห่วย เอามาตัดเองให้มันเสร็จ ทำอยู่ปีหนึ่ง ได้เรียนรู้ว่าการทำสารคดีมันเหนื่อย แต่มันเปิดโลกของเรา เพราะพาไปเจอคนในสังคมใหม่ๆ ได้เห็นคนแบบอื่น การทำงานแบบอื่น ทำให้เราเข้าใจมิติของสังคมที่ลึกขึ้น

Come and See หนังสารคดีที่มองวัดพระธรรมกายแบบไร้ฝ่าย

จากคนที่ทำสารคดีแบบงูๆ ปลาๆ มาก่อน พอได้ไปเรียนเกี่ยวกับสารคดีจริงๆ เจอเซอร์ไพรส์อะไรบ้าง

เซอร์ไพรส์ว่าแม้แต่คนทำสารคดีระดับโลกก็ยังไม่รู้เหี้ยอะไรเลย (หัวเราะ) 

อ้าวพี่…

ไม่ๆ เราชอบจินตนาการว่าคนที่ได้ออสการ์ชีวิตจะต้องหรู มีไม้วิเศษในการคิด ในการทำงาน พอไปเรียนเลยได้รู้ว่าในแง่สกิลล์การทำงาน ระหว่างเรากับฝรั่งไม่ได้ต่างกันมาก แต่เป็นเรื่องต้นทุนทางภาษามากกว่า การที่คนคนหนึ่งโตมากับภาษาอังกฤษ เขาสามารถเข้าถึงองค์ความรู้ที่ใหญ่กว่าภาษาไทยเป็นหมื่นแสนเท่า มันกว้างมากจนเข้าใจเลยว่า โอ้โห นี่คือกูสู้แบบขึ้นเขาอยู่นะ ในการมาอยู่ มาเรียนที่นี่ ต้องพยายามทำความเข้าใจวัฒนธรรมนี้และตามพวกมึงให้ทันเนี่ย 

ซึ่งในแง่การทำงาน การแก้ปัญหา ไหวพริบ ฝรั่งก็ไม่ได้ต่างจากเราขนาดนั้น แต่สุดท้ายเขามีแต้มต่อเรื่องภาษา มีแต้มต่อของการเป็น Citizen สังคม เพื่อนที่เขาทำงานอยู่ด้วย สภาพแวดล้อม หรือความเข้าใจต่างๆ ของคนทั่วไป

คิดง่ายๆ สมมติทำหนังอินดี้ในนิวยอร์ก หนังไม่ได้ดีมาก แต่พอฉายปุ๊บ The New York Times มาดู ขึ้นเว็บปึ้งไปทั่วโลก ในขณะที่กูทำหนังอยู่ House RCA (หัวเราะ) กว่าจะไปถึงตรงนั้นมันไกลมาก และสิ่งเหล่านี้มันเกินกว่าชีวิตคนคนหนึ่งไปมหาศาล มันคือการสั่งสมทางวัฒนธรรม ซึ่งก็โทษใครไม่ได้ มันเป็นภาพใหญ่ของโลกที่เคลื่อนไปเรื่อยๆ ปัจจัยมันเยอะมากๆ สิ่งนี้คือสิ่งที่เรียนรู้จากการไปเรียนนิวยอร์ก

บรรยากาศการเรียนฟิล์มที่นั่นมันเป็นยังไง

มีวิชาหนึ่งที่เราชอบมากชื่อ Process and Style ทุกอาทิตย์เขาจะเชิญคนทำหนังจากข้างนอกมาฉายหนัง เขาจะเล่าให้ฟังว่าทำอะไรไปบ้าง เจอปัญหาอะไร เรารู้สึกว่าจริงๆ แล้ววิธีการเรียนที่ดีที่สุดคือการเรียนจากข้อผิดพลาดของคนอื่น สารคดีมันกำหนดอะไรได้ไม่เยอะ ทฤษฎีมันก็มีอยู่แต่อาจจะไม่ได้จำเป็นขนาดนั้น 

แต่โดยรวมเราผิดหวังกับโรงเรียนมากๆ นะ (หัวเราะ) เพราะโรงเรียนก็เป็นธุรกิจ บางโรงเรียนก็พยายามจะรันให้ได้โดยการรับคนเข้ามามากๆ ลดเกณฑ์ของตัวเองลง หรือพยายามสร้างชื่อเสียงเพื่อดึงดูดลูกค้า คนที่มาสอนก็มีชื่อเสียงแต่อาจจะไม่ได้ให้ความสำคัญกับการสอน เพราะมันไม่ใช่อาชีพหลักของเขา

มีคนจากหลายสาขามาเรียนสาขาวิชานี้ บางคนเป็นนักข่าว บางคนเป็นนักกายภาพบำบัด เป็นคนที่อยากจะย้ายสาย โรงเรียนแบบนี้ก็จะรับคนเหล่านี้มา แต่เราดันมีพื้นฐานการทำหนัง 7 – 8 ปี มาตรฐานของโรงเรียนเลยไม่ได้สูงเท่าที่เราคาดหวัง แล้วโรงเรียนเป็น Project-based ไม่ค่อยสอนทฤษฎี เขาจะให้ทุกคนทำหนังแล้วมาถกกัน ปีสองทำทีสิส แล้วก็ถกทีสิสกันไปเลยทั้งปี มีสิบกว่าเรื่องก็ถกกันไปว่าถึงตรงไหนแล้ว เจอปัญหาอะไรเอามาคุยกัน คอมเมนต์เพื่อน พอโมเดลเป็นแบบนี้แล้วเพื่อนห่วยมากๆ หลายครั้งเราก็รู้สึกว่าเสียเวลา ซึ่งนั่นเป็นข้อดี คือกูมองให้มันดีหมด เพราะเสียเงินมาแล้วไง (หัวเราะ)

แล้วข้อดีคือ…

ข้อดีคือทำให้เราโกรธแค้นโลกใบนี้ ทำไมกูต้องเสียเวลาฟังมึงพูดสไลด์ที่มึงไม่ได้อ่านมาก่อนด้วยซ้ำ แม้ว่ามึงจะมีชื่อเสียงมากในวงการสารคดี

พอผิดหวังกับโรงเรียน เราเลยต้องไปอีเวนต์ต่างๆ มากมายที่มีทุกวันในนิวยอร์ก งานทอล์กประหลาดๆ ที่ไม่เกี่ยวกับฟิล์ม เช่น เรื่องการเขียนโค้ดคอมพิวเตอร์เพื่อศิลปะ เป็นโลกใหม่มากที่เราได้ไปเจอที่นู่น มันคือการเอาโค้ดมาเป็นวัตถุดิบในการสร้างงานอาร์ต เคยไปฟังหมอพูดเปรียบเทียบการผ่าตัดกับการทำงานฝีมือ ให้หมอไปเวิร์กช็อปปั้นดินเพื่อนำกลับมาประยุกต์ใช้กับการดูแลอวัยวะคน เคยไปฟังเรื่องควอนตัมด้วย มั่วซั่วมาก อยู่โน่นเราไม่ได้สนใจแค่เรื่องฟิล์มอย่างเดียว ทุกอย่างมันปรับใช้ด้วยกันได้หมดแหละถ้าเราเปิดรับ

Come and See หนังสารคดีในมุม ณฐพล บุญประกอบ ที่มองวัดพระธรรมกายแบบไร้ฝ่าย
Come and See หนังสารคดีในมุม ณฐพล บุญประกอบ ที่มองวัดพระธรรมกายแบบไร้ฝ่าย

การเป็นผู้กำกับแล้วได้ไปอยู่ในเมืองอย่างนิวยอร์กน่าจะเป็นความฝันของหลายๆ คน

มันมีอะไรให้เราดูเยอะ บางคนอาจจะมองว่าไปนิวยอร์กมึงต้องกลายเป็นคนใหม่ ต้องเก่ง เราว่าไม่เกี่ยว ถ้าเปรียบเทียบให้เห็นภาพ สมมติเราว่ายน้ำอยู่ในบึงเล็กๆ ชื่อว่าเมืองไทย บึงบึงหนึ่งที่มีทรัพยากร มีข้อมูลที่เข้าถึงได้ตามสภาพ พอไปอยู่นิวยอร์ก เหมือนเราถูกโยนลงไปในทะเลสาบที่มีทรัพยากรเยอะกว่ามากๆ แต่ทุกอย่างอยู่ที่ว่าเราจะว่ายมากเท่าไหร่ ไม่ได้เกี่ยวกับว่าบึงใหญ่แค่ไหน

อยู่นี่มันก็เข้าถึงได้แหละ ผ่านอินเทอร์เน็ต แต่อยู่โน่นมันเป็น Firsthand Experience เป็นประสบการณ์ตรง ได้คุย ได้เจอหลายๆ อย่างที่ไม่มีบนอินเทอร์เน็ต เลยเป็นข้อได้เปรียบ เราเลยพยายามเก็บเกี่ยวให้มากที่สุด เพราะกูขาดทุนกับโรงเรียนไปแล้ว (หัวเราะ)

อะไรในนิวยอร์กที่ส่งอิทธิพลคุณในฐานะผู้กำกับหรือกระทั่งคนคนหนึ่ง

เปรียบเทียบเหมือน… เกิดมาเราอาศัยอยู่ในสังคมหนึ่ง วัฒนธรรมหนึ่ง เรากินช็อกโกแลตยี่ห้อหนึ่งมาตลอดชีวิต แล้วมีช่วงเวลาหนึ่งที่เราเสือกไปกินอีกยี่ห้อหนึ่ง ซึ่งไม่เกี่ยวกับว่าอร่อยกว่าหรือไม่อร่อยกว่า แต่ทำให้เกิดการเปรียบเทียบขึ้น

การไปเที่ยวนี่ไม่นับว่าเป็นการไปอยู่เมืองนอกนะ ไม่เหมือนกันเลย เพราะการไปอยู่ที่นั่นมันเป็นการทำความเข้าใจการใช้ชีวิตใหม่หมด ต้องหาเพื่อนใหม่ ทำอะไรจิปาถะในชีวิต เราต้องรับรู้เรื่องราวเยอะมากๆ ทำให้มองกลับมาที่บ้านเรา ซึ่งสำหรับเรา เรารู้สึกว่าชัดขึ้น เราเห็นบางอย่างที่วนอยู่กับที่ เปลี่ยนแปลงได้ หรือควรจะเปลี่ยนในภาพกว้าง เห็นความเป็นไปได้บางอย่าง เห็นความกลัวของตัวเอง เห็นความกลัวของคนอื่น เราว่าการไปอยู่ก็ช่วยให้เห็นสิ่งเหล่านี้นะ ดูเหมือนเป็นเรื่องเล็ก แต่ในความรู้สึกเรามันสำคัญ

การเห็นปัญหา ความเป็นไปได้ และความกลัวในเรื่องราวต่างๆ มันน่าจะเป็นข้อได้เปรียบของคนทำสารคดีเหมือนกันนะ

เอาคำว่า สารคดี ออกไปเลย เราว่ามันเหมือนกัน สารคดีก็เป็นการแสดงออก เป็นการสื่อสารอย่างหนึ่ง ไม่ต้องมีคำนี้เลยก็ได้ เราพูดกันแบบไหนในสังคม เราพูดถึงเรื่องอะไร ความสนใจเราอยู่ที่ไหน คนในสังคมเปิดรับฟังกันแค่ไหน เราพูดคุยประเด็นที่ควรจะคุยลึกซึ้งแค่ไหน

สารคดีเป็นปลายทาง เป็นเครื่องมือหนึ่งที่มาช่วยในการสื่อสารเท่านั้นเอง มันอาจจะมีอิมแพคของมัน หรืออาจจะไม่มี บางคนอาจจะตั้งกำแพง สุดท้ายก็กลับไปที่ต้นตอ ซึ่งก็คือการรับรู้ของคนที่มีต่อเรื่องราวรอบตัวในสังคม และการแสดงออกว่าเปิดรับแค่ไหน

ซึ่งการพูดถึงเรื่องพวกนี้ในอเมริกาน่าจะเสรีมากๆ

ฟรีมากจนบางคนกลัว จนบางคนก็รู้สึกว่า ‘นี่มึงฟรีไปเปล่าวะ’ อย่างเราเคยไปถ่ายงานหนึ่งตรง Wall Street เขาบอกว่า โป๊ปจะเสด็จวันนี้ คนก็มาเต็มเลย แล้วมีแก๊งสุดโต่งมากมาถือป้ายประท้วงว่า ‘พระเจ้าเกลียดพวกตุ๊ด’ ‘สมน้ำหน้าไอ้พวกทหารตุ๊ดที่ตายไป’ อีกฝั่งก็ ‘Pope is faggot!’ แรงมาก ประท้วงกันไป แต่ก็อยู่บนพื้นฐานของกฎหมาย มีตำรวจมาเฝ้าและตั้งรั้ว ไม่มีการทำร้ายร่างกาย ซึ่งมีคนทำสารคดีเกี่ยวกับแก๊งนี้ไปแล้ว คือเรื่อง The Most Hated Family In America

แต่นิวยอร์กอาจจะเป็นตัวอย่างที่สุดโต่งเกินไป 

เอาจริงๆ มันเป็นปัญหาทางการสื่อสารเลยนะ ในแง่ที่บางทีทุกคนเหมารวมว่าอเมริกาเป็นอย่างโน้นอย่างนี้โดยมองจากนิวยอร์ก บางคนก็อาจจะเห็น Midwest เป็นแบบนี้ อเมริกาทั้งหมดก็คงจะเป็นแบบนี้ หรือทรัมป์คืออเมริกา แต่จริงๆ อเมริกามันกว้างมาก มันเป็นทวีปเลยนะ เราคุยกันแบบเหมารวมเยอะเกินไป มองว่าเมืองไทยเป็นแบบนี้ทั้งๆ ที่เมืองไทยก็กว้างนะ จริงๆ ทำหนังพี่ตูนนี่เห็นเลยว่ากว้างแค่ไหน (หัวเราะ)

อุตสาหกรรมสารคดีที่นั่นเฟื่องฟูไหม หรือก็ยังเล็กอยู่ดีเมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมหนังทั้งหมด

อันนี้ชอบเล่ามาก มีอีเวนต์หนึ่งชื่อ Doc NYC งานเทศกาลสารคดีที่เขาเคลมว่าใหญ่มาก เขานำหนังของนักศึกษาคณะเราไปฉาย ของเราก็ได้รับเลือก งานจัดที่สำนักงานใหญ่ของ Kickstarter เป็นพรีปาร์ตี้ที่เอาคนทำหนังมาเจอกันก่อนเทศกาลจะเริ่ม 

เราเข้าไปในห้องฉายหนังที่เล็กกว่าห้องนี้ (ห้องฉายหนังคณะนิเทศศาสตร์ ม.กรุงเทพ) ตอนแรกคิดว่าจะต้องเป็นเหมือนงานออสการ์

หรืออย่าง Ross Kaufman ที่ปรึกษาเราที่ได้รางวัลออสการ์จากหนังสารคดีเรื่อง Born into Brothels (2004) ซึ่งนึกว่าจะมีชีวิตหรูๆ แต่เขาก็ยังทำหนัง ทำโฆษณาหากินอยู่ ด้วยธรรมชาติของเนื้องานและความเข้าใจที่คนมีต่อสารคดี มันไม่มีทางเป็นกระแสหลัก มีกลุ่มคนดูระดับหนึ่ง แต่อเมริกาอาจจะเป็นฐานที่ใหญ่มาก ทำทีหนึ่งฉายทั่วโลกเพราะเป็นภาษาอังกฤษ กลับมาเรื่องภาษาอีกแล้วเห็นไหม เมืองไทยอาจจะเล็ก วัฒนธรรมย่อย (Subculture) ของไทยก็เลยจะเล็กสุดๆ เมื่อเทียบกับของอเมริกา แต่ด้วยเทคโนโลยี แพลตฟอร์มต่างๆ และอินเทอร์เน็ต มันก็เริ่มทำให้สารคดีเข้าถึงคนมากขึ้น

Come and See หนังสารคดีในมุมที่มองวัดพระธรรมกายแบบไร้ฝ่าย
Come and See หนังสารคดีในมุม ณฐพล บุญประกอบ ที่มองวัดพระธรรมกายแบบไร้ฝ่าย

แต่ยังไงสารคดีก็จะเป็นกระแสรอง 

และก็ไม่จำเป็นจะต้องเป็นกระหลัก เพราะสุดท้ายความเป็นกระแสรองกระแสหลักสำคัญยังไงล่ะ มันอยู่ที่ว่ามีงานที่ดีให้คนดูหรือเปล่า ดูเป็นเรื่องๆ ไป นี่คือหนังที่ดีหนึ่งเรื่อง และหนังเรื่องนี้สร้างขึ้นด้วยปัจจัยอะไร ในสังคมแบบไหน โจทย์ของเขาคืออะไร ไม่จำเป็นต้องไปจำกัดความเลยว่าวงการสารคดีจะรุ่งเรือง คนพยายามจะพูดว่าสารคดีกำลังเฟื่องฟู เราว่ามันไม่ใช่เรื่องจำนวน ไม่ใช่เรื่องรางวัลที่หนังได้ด้วยซ้ำ เรื่องเหล่านี้เป็นมายา

หนังเป็นแค่การสื่อสาร เราพูดกับใคร เนื้อหาเหมาะกับใคร เราต้องการจะพูดกับคนกลุ่มเล็กหรือกลุ่มใหญ่ และมันประสบความสำเร็จในเป้าหมายนั้นหรือเปล่า มันผลักดันให้เกิดแอคชั่นอะไร หรือเราไม่ได้คาดหวังเลย แต่มันดันฮิต ซึ่งคนทำหนังควรจะมีสิ่งเหล่านี้ การทำหนังเพื่อมุ่งไปสู่อะไรแบบ ‘ทำไมหนังไทยไม่ไปฮอลลีวูด’ นั่นแปลว่าอะไร อยากหรือไม่อยากก็ส่วนหนึ่ง แต่ถ้ากลับมามองแค่เรื่องภาษาก็จบแล้ว แล้วมันก็ไม่ได้จำเป็นสำหรับหนังทุกเรื่อง ในการทำหนังแต่ละเรื่องความคาดหวังมันต่างกันแหละ

แล้วความคาดหวังในการทำสารคดีของตัวเองเปลี่ยนไปไหมจากตอนเริ่มต้น

เรามีเป้าหมายในใจสำหรับทุกเรื่องนะ เราเป็นคน Realistic มาก ถ้ารู้ว่าโจทย์คืออะไร เราจะไม่กล้าคิดเกินจากนั้น สมมติว่ามีกระดาษเปล่าหนึ่งแผ่น แต่ไม่รู้ว่างบเท่าไหร่ เราจะไม่กล้าเขียนมั่วๆ เราเป็นคนติดกับการต้องทำได้จริง แล้วค่อยแก้โจทย์จากตรงนั้น พอทำหนังเรื่องหนึ่งเราจะไม่กล้าตั้งโจทย์ให้ไกลมาก 

เช่นสารคดี Come and See เรื่องนี้ โจทย์คือให้เราเรียนจบ เพราะตลอดการทำงานเรารู้อยู่แล้วว่าข้อจำกัดคืออะไร ประเด็นแบบนี้จะไปไกลได้แค่ไหน หรือถ้าเราจับมันไปอยู่ในกลุ่มแมสจะเกิดอะไรขึ้น เราบวกลบคูณหารในหัวตลอด ได้คำตอบมาว่า วิธีการฉายเราจะเป็นวงปิด เราอยากให้มันเกิดผลลัพธ์จากการพูดคุย ฉายในเทศกาลหนัง แล้วยังไงต่อค่อยดูเป็นสเต็ปๆ ไป เราไม่ได้ตั้งเป้าว่าหนังทุกเรื่องจะต้องดัง ต้องฉายโรง มันไม่จำเป็น เพราะเรื่องทุกเรื่องไม่ได้เหมาะกับทุกคน และคนทุกคนไม่พร้อมจะฟังทุกเรื่อง เราเป็นคนพูด เราต้องรู้ว่าจะพูดกับใคร และจะพูดด้วยน้ำเสียงแบบไหน บางคนที่มองว่าหนังคือศิลปะ เขาอาจจะด่าเราก็ได้นะ

แล้วอย่างหนังพี่ตูนล่ะ

ตอนเรียนจบเรามีธงว่าอยากอยู่ต่ออีกปีหนึ่ง เพราะเราอยากจะเห็นมากกว่านี้ ปีสองอยู่แต่ในห้องตัด ยังไม่เห็นนิวยอร์กเลยด้วยซ้ำ ปีที่สามก็ควรจะอยู่เพื่อจะได้เห็นอุตสาหกรรมหนังมากขึ้น พอหนังพี่ตูนเข้ามา เราก็บวกลบคูณหารในหัวแล้วรู้สึกว่าการทำหนังเรื่องนี้เป็นโอกาสที่ดีในการสร้างการรับรู้เรื่องสารคดีในเมืองไทย ทำเกี่ยวกับคนคนนี้ อีเวนต์นี้น่าจะช่วยให้คนดูเปิดรับสารคดีมากขึ้น ได้ทำงานกับทีมที่เราไว้ใจ และอาจจะเป็นการปูเส้นทางการทำงานของเราในเมืองไทย ปีหนึ่งที่เหลือก็เลยช่างมัน เราก็คาดหวังให้คนดูเยอะที่สุด ซึ่งก็ไม่ได้เยอะ (หัวเราะ)

แต่มันทำให้เราเห็นแลนด์สเคปของกลุ่มคนดูในเมืองไทยมากขึ้น คนกลุ่มแมส เปิดรับ ไม่เปิดรับ ข้อจำกัดของอีเวนต์ที่คนรู้กันทั้งประเทศ เขาจะกลับมาดูอีกครั้งไหม มันเป็นรายละเอียดที่ได้รู้มากขึ้น มีคนดูในทีวี ดูในโรง คนมองว่าสารคดีเป็นแบบไหน เรื่องนี้ก็ช่วยเปิดหลายคนเหมือนกันนะ ก็มีฟีดแบ็กที่ดี ถือเป็นสเต็ปแรกที่ดี

Come and See หนังสารคดีในมุม ณฐพล บุญประกอบ ที่มองวัดพระธรรมกายแบบไร้ฝ่าย

ปัจจัยแรกสุดที่คนทำหนังสารคดีต้องมีคืออะไร

การเลือกประเด็นที่เราสนุกหรือสนใจจริงๆ อยากติดตามคนคนนี้ อยากเข้าใจชีวิตเขา สิ่งนี้แหละที่จะเป็นแรงทำให้เราทำต่อไปได้เรื่อยๆ เพราะว่าการทำสารคดีมันเหนื่อย เราต้องมีความรับผิดชอบและต้องแบกสิ่งนี้นาน สารคดีเรื่องหนึ่งทำเป็นปี สองปี สามปี อย่าง Come and See ก็ทำมาสี่ปี 

เพราะฉะนั้น ถ้าเป็นเรื่องที่ไม่ได้อินหรือไม่ได้สนใจ มันก็ไม่สนุก มันจะเหนื่อย และพร้อมจะโยนทิ้งตลอดเวลา ทำไมกูต้องตื่นไปถ่ายวะ กูไม่รู้ด้วยซ้ำว่าหนังเรื่องนี้จะจบไหม ถ่ายมาสองปีตอนจบจะเป็นยังไงวะ หรือมันจะไม่จบ หรือมันจะไม่เวิร์ก กูขี้เกียจตัดแล้ว ฟุตเยอะ มันจะมีอะไรแบบนี้แทรกมาในหัวตลอด แต่ถ้ามันเป็นสิ่งที่เราอิน เราจะมีแรงอยู่แล้ว

ทีนี้มาเรื่อง Come and See ที่ตอนเริ่มเป็นแค่วิทยานิพนธ์ปริญญาโทให้เรียนจบ และตอนแรกจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับแมว

(หัวเราะ) ตอนแรกจะเป็นเรื่องนักดนตรีคนหนึ่งที่ทำดนตรีให้แมว เป็นนักเชลโลที่ค้นพบทฤษฎีวิทยาศาสตร์ว่าการใช้ Material แบบนี้ แต่งออกมาเป็นเพลงคลาสสิกแบบนี้ จะทำให้แมวผ่อนคลาย เขามีตัวตนจริงๆ นะ อยู่วอชิงตัน ดี.ซี. ชื่อ David Teie มีโปรเจกต์ใน Kickstarter ที่ฮิตมาก เพราะคนรักแมวเข้ามาสนับสนุน 

เรารู้สึกว่าเรื่องมันสนุก เลยไปขอถ่ายแล้วเอามาเสนอเป็นทีสิส ซึ่งอาจารย์ก็ ‘มึง… ใครจะแคร์วะว่าแมวจะแฮปปี้หรือเปล่า’ แต่เรารู้สึกว่าคนรักแมวมีอยู่ทั่วโลก แล้วเขาก็กำลังจะเซ็นสัญญากับค่ายเพลงใหญ่ของอังกฤษ ตอนนั้นเลยยังไม่ตัดใจนะ ยังอยากทำอยู่

เป็นช่วงเดียวกับที่กลับมาซัมเมอร์ที่เมืองไทยแล้วเจอดราม่าวัดธรรมกายพอดี เราก็รู้สึกว่า เห้ย ทำไมวัดนี้ยังอยู่ เราเคยไปงานบวชเพื่อนตอน ม.3 แล้วก็ไม่รู้เกี่ยวกับวัดนี้อีกเลย เพราะไม่ได้อยู่ในแวดวงชีวิตเรา ตอนที่ไปกลัวมากนะ ที่นี่คือที่ไหน ทำไมมันให้อารมณ์เหมือนการ์ตูน 20th Century Boys เลยตัดสินใจเปลี่ยนมาทำเรื่องนี้

แต่มันเป็นประเด็นถกเถียงมากเลยนะ

ใช่ แต่อยากเข้าใจ เราเห็นภาพคนนั่งสมาธิขวางตำรวจในข่าวแล้วเกิดคำถามว่าคนเหล่านี้คิดอะไรอยู่ เขาเป็นใคร ตอนแรกก็มีอคตินะ เพราะดูเป็นการกระทำที่สุดโต่งมากๆ

แล้วพอได้ทำ หนังเรื่องนี้เปลี่ยนความคิดตัวเองต่อความสุดโต่งนั้นไหม

เปลี่ยน มันเปลี่ยนความคิดเราไม่ใช่แค่ต่อวัด แต่ต่อหลายอย่างมาก ถ้าเปรียบเทียบเป็นสนามฟุตบอล เราเดินเข้ามาและเห็นสองทีมแข่งกันอยู่ เราอยากเข้าใจว่าทำไมทีมนี้เตะแบบนี้วะ ทำไมเตะประหลาดๆ แล้วทำไมอีกฝ่ายมันเตะแรงจัง 

การทำหนังเรื่องนี้ไม่ใช่แค่การทำความเข้าใจว่าทำไมเขาถึงเตะแบบนี้ และทำไมอีกฝ่ายถึงไม่เห็นด้วยกับการเตะแบบนี้ แต่คือการเรียนรู้ว่าฟุตบอลคืออะไร ทำไมกีฬานี้ถึงถูกคิดขึ้นมาแบบนี้ ทำไมถึงต้องเตะอยู่แค่ในสนามแบบนี้ ทำไมกรรมการถึงรับมือกับกีฬาด้วยวิธีแบบนี้ เป็นการมองอีกมุมหนึ่งที่ไม่ใช่แค่ว่าฝ่ายไหนถูกฝ่ายไหนผิด หรือมีถูกหรือผิดหรือเปล่า แต่เป็นการตั้งข้อสงสัยกลับไปในคำถามอีกที ไม่ใช่แค่หาคำตอบจากคำถามตั้งต้นอย่างเดียว

ถ้าคำถามตั้งต้นคือ ทำไมเขาจึงมานั่งสมาธิขวางตำรวจนะ การทำหนังเรื่องนี้ไม่ได้แค่ตอบคำถามว่าทำไม แต่คือการบอกว่าอะไรทำให้มาถึงจุดนี้ แล้วมันโอเคหรือเปล่า เรามีอคติแบบไหน หรือไม่มีอคติอะไรเลย มันคือการมองภาพมุมสูง

คนจะชอบถามว่า เป็นไง พอทำหนังเสร็จแล้วชอบวัดธรรมกายขึ้นไหม คำตอบของเราไม่ใช่เรื่องชอบหรือไม่ชอบ แต่คือการที่เราเข้าใจตัวเองมากขึ้น เข้าใจมุมมองที่ตัวเองมีต่อศาสนามากขึ้นในภาพกว้าง เข้าใจประเทศตัวเองมากขึ้นว่ารัฐรับมือกับศาสนายังไง

Come and See หนังสารคดีในมุม ณฐพล บุญประกอบ ที่มองวัดพระธรรมกายแบบไร้ฝ่าย

จากที่ดู เรารู้สึกว่าสารคดีเรื่องนี้เป็นกลางมาก คนที่ไม่ชอบวัดอยู่แล้วก็คงรู้สึกเหมือนเดิม ในขณะที่คนในวัดมาดู ความรู้สึกก็น่าจะไม่เปลี่ยนเหมือนกัน

คนชอบบอกว่า ดูหนังเรื่องนี้แล้วรู้สึกเป็นกลาง เราว่าอาจจะไม่ใช่คำว่าเป็นกลาง พอเราพูดว่าเป็นกลาง แปลว่าเรามองว่ามันคือซ้ายกับขวา แต่สำหรับเรามันไม่ใช่ซ้ายกับขวา มันคือการที่เราแฟร์ต่อสิ่งนี้ เราแฟร์ต่อทุกฝ่ายหรือเปล่า แฟร์ในการเปิดพื้นที่ให้เขาแสดงความคิดเห็นออกมาในอย่างที่เขาเป็นมากที่สุดหรือยัง 

ถ้าถามว่าเราพยายามจะบาลานซ์ให้มันเป็นกลางหรือเปล่า การบาลานซ์มันอาจจะต้องเป็นแบบที่ทุกคนมีห้านาทีเท่ากัน หรือกระทั่งการจะทำให้ฝ่ายหนึ่งดูเป็นตัวตลกก็ทำได้ง่ายมาก แต่เราไม่เลือกทำแบบนั้น เพราะเรารู้ว่ากำลังพาหนังไปไหน และสิ่งเหล่านั้นไม่จำเป็นเลย

เราว่ามันคือการเปิดพื้นที่ให้ทุกคนได้พูด สุดท้ายมันไม่ใช่การเลือกฝั่ง A หรือฝั่ง B เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าคนดูจะเข้าใจสิ่งนี้ โอเค ดูจบไม่ต้องเลือกนะว่าจะอยู่ฝ่ายไหน แต่เห็นหรือยังว่ากีฬานี้ถูกออกแบบมายังไงมากกว่า

ล้วเท่าที่เห็น หนังพาคนดูไปถึงตรงนั้นไหม

เราเคยให้อาจารย์เอาหนังมาฉายที่ ม.กรุงเทพ ให้เด็กร้อยกว่าคนดู ซึ่งเป็นรอบแรกที่คนทั่วไปดูโดยที่เขาไม่ได้อยากมาดูเอง แบบไม่รู้อีโหน่อีเหน่เลย ฉายเลย ดูจบอาจารย์ก็ให้เขียนคอมเมนต์ ทำให้เห็นภาพกว้างมากขึ้นว่าเจ็ดสิบถึงแปดสิบเปอร์เซ็นต์ก็ยังมองเป็นชอยส์ A หรือ B ที่ต้องเลือกฝ่ายอยู่ดี อาจจะมีสักคนสองคนที่มองมันจากมุมสูง 

และเราไปฉายให้คนที่วัดดู ก็มีเสียงหัวเราะตัวเองเยอะมาก ซึ่งเราช็อก มันเปิดโลกเรามาก ทำให้เห็นเลยว่า เลเยอร์ของกลุ่มสังคมหนึ่งที่เราคิดว่าเขาคิดเหมือนกันหมดก็ไม่จริง เขาก็วิพากษ์ตัวเอง มีกลุ่มคนที่ไม่ได้เห็นด้วยกับทุกอย่างในวัด กลุ่มคนที่พร้อมจะปรับเปลี่ยน มันก็มีอยู่ในทุกสังคมนั่นแหละ

ถ้าอย่างนั้น ความคาดหวังต่อ Come and See จากที่แค่จะทำให้เรียนจบเปลี่ยนไปหรือยัง 

ก็ไม่นะ (หัวเราะ) เรายังไม่ได้คาดหวังอะไรไปมากกว่านั้น ถ้ามันจะไม่ได้ฉายก็คงไม่เดือดร้อน เพราะเราต้องเดินต่อไป ต้องทำเรื่องอื่น และสำหรับเรา หนังเรื่องนี้มันทำหน้าที่เกินกว่าที่คิดมาเยอะมากแล้ว แต่ตอนนี้พอเริ่มมีทีมอื่นๆ เข้ามาช่วย ก็รู้สึกว่าอาจจะต้องพามันไปให้ไกลเหมือนกัน เพราะก่อนหน้านี้มีเราคนเดียวเลยรู้สึกว่าแค่นี้ก็พอแล้ว

หลังจากที่ทำสารคดีมาหลายเรื่อง คิดว่าสิ่งที่ทำให้อุตสาหกรรมสารคดีในบ้านเรายังไม่ไปไหนคืออะไร

มีสามอย่างที่เป็นอุปสรรคต่อสารคดีในเมืองไทย หนึ่งคือ ความเข้าใจของคนต่อสารคดี สารคดีเหมือนยาขม เหมือนลุงแก่ๆ มาสอนในความรู้ ดูตามทีวีก็พอ ไปดูในโรงทำไม นี่เป็นปัญหาทางวัฒนธรรม ทำให้คนไม่เปิดรับหรือตั้งกำแพง

นำมาสู่ส่วนที่สอง เงิน การทำสารคดีต้องใช้เวลา ต้องอาศัยเงินทุนที่ไม่ได้ไปกำหนดเนื้อหาหรือวิธีการของหนัง เพราะเราอาจจะค้นพบอะไรใหม่ๆ หรือวิธีการใหม่ๆ ตลอดช่วงเวลาที่ทำหนังห้าปี ทุนในการทำสารคดีเมืองไทยอาจจะยึดตามวิธีการของทีวีที่เริ่มจากส่งข้อเสนอ แล้วไปถ่ายมาหนึ่งเทปหกสิบนาที เป็นไปตามที่เขียนมาไหม แบบนี้ก็จะได้สารคดีแบบหนึ่ง 

แต่สารคดีแบบอื่นต้องการความยืดหยุ่นมากกว่านั้น เช่น สารคดีที่ต้องอาศัยการติดตามชีวิตคนคนหนึ่งเป็นเวลานาน ต้องยืดหยุ่นในการปรับเปลี่ยนเนื้อหา มันอาจจะต้องอาศัยเงินทุนอีกแบบหนึ่ง อย่างทุนที่เมืองนอกเขาไม่ได้ล็อกว่าหนังคุณต้องทำตามกระดาษที่ส่งมาให้ตอนแรก Proposal เป็นแค่ตัวแสดงว่าคุณสนใจและต้องการจะทำเรื่องนี้อย่างจริงจัง สุดท้ายถ้าหนังจะออกมาในทิศทางอื่น ก็ไม่มีใครมาดูว่ามันไม่ตรงกันหรอก ซึ่งวิธีการแบบนี้ทำให้เกิดสารคดีที่หลากหลาย และความเซอร์ไพรส์ก็เป็นเสน่ห์ของสารคดี 

ข้อที่สามคือ สารคดีนำเสนอความเทาของมนุษย์ ซึ่งคนไทยยังไม่พร้อมจะโชว์ตรงนั้น บ้านเรามองแค่ขาวดำ คนตายคือสีขาว สมมติเราจะทำเรื่องคนหนึ่งที่ตายไปแล้ว เราไปพูดด้านไม่ดีของเขาก็ไม่ได้แล้วนะ ญาติไม่ยอม และเราว่าส่วนใหญ่คนไทยก็ไม่ยอม เลยไม่มีการเรียนรู้จากบทเรียนที่ผิดพลาดในอดีต เพราะสังคมไม่เปิดรับให้เรื่องเหล่านี้ถูกถ่ายทอดออกมา มันเลยไม่เอื้อให้เกิดประเด็นดีๆ ให้พูดถึง ซึ่งจริงๆ มีเยอะมาก แต่ต้องต่อสู้กับอะไรหลายๆ อย่างเพื่อทำขึ้นมา อย่างสารคดีพี่ตูน พี่ตูนนี่ประเสริฐที่สุดแล้ว ไม่สกรีนอะไรเลย ลองนึกว่าถ้าเขาสกรีนขึ้นมาแล้วหนังมีแต่ด้านดีของเขา มันจะเหมือนเราทำ Propaganda ให้ใครอยู่ 

สุดท้ายการดูหนังสารคดีมันคือความเป็นมนุษย์แหละ มันคือเรื่องของคน แล้วคนจะมีด้านเดียวได้ยังไง

มีประเด็นไหนที่อยากทำต่อจากนี้ไหม

มี แต่บอกไม่ได้… 

จริงเหรอ

เป็นความลับ (หัวเราะ)

Come and See หนังสารคดีในมุม ณฐพล บุญประกอบ ที่มองวัดพระธรรมกายแบบไร้ฝ่าย

Writer

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

เพียงไม่กี่วันก่อนคุณจะได้อ่านบทสัมภาษณ์ชิ้นนี้ ชื่อของ อิน-สาริน รณเกียรติ คงปรากฏขึ้นบนหน้าจอให้คุณเห็นบ่อยครั้ง ในฐานะนักแสดงนำซีรีส์วายเรื่องแรกของช่องน้อยสี ที่อาจทำให้คุ้นหน้าคุ้นตาเขามากขึ้น

บางคนอาจร้องอ๋อ ว่าเคยเห็นผู้ชายคนนี้แล้วตั้งแต่เขายังใส่กางเกงนักเรียนสีดำ บางคนก็อาจจำได้ ว่าอินคือบัณฑิตสถาปัตย์ฯ จุฬาฯ คนนั้น ที่โด่งดังแม้จะยังไม่ทันเข้าวงการดี 

แต่ใครจะรู้ ว่านาฬิกาชีวิตหนึ่งวันของอินไม่ได้จบลงแค่ผู้กำกับสั่งคัต

ในวงการบันเทิง เขาเป็นนักแสดงหนุ่มมากความสามารถ

ในบ้าน เขาเป็นทายาทสืบทอดธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

ในทุกขณะที่เข็มนาฬิกากระดิกไหวไปมา อินกำลังเป็นสถาปนิกที่ออกแบบและดูแลโครงการของตัวเอง

เขาในลุคเสื้อยืดกางเกงยีนธรรมดา เอกเขนกบนโซฟาห้องแต่งตัวรอการสนทนายามบ่าย จนเราอดคิดไม่ได้ว่า ผู้ชายที่ดูสบาย ๆ คนนี้เหรอ จะซ่อนความเครียดมากมายไว้ภายใต้รอยยิ้มหวาน 

สิ่งที่น่าสนใจกว่าการหาคำตอบว่าเขาทำทุกบทบาทในหนึ่งวันได้ยังไง จึงกลายเป็นการตั้งคำถามว่า อิน สาริน เปลี่ยนไปอย่างไร หลังอุทิศชีวิตให้กับงาน

เรียนแบบเซเว่น ทำงาน 24 ชม. ชีวิต Work-ไร้ Balance ของ 'อิน สาริน' สถาปนิกนักธุรกิจ

In-sight
ปูนเปลือย

ครอบครัวของณัฐในละคร คุณหมีปาฏิหาริย์ ค่อนข้าง Toxic ถ้าเทียบระหว่างครอบครัวของณัฐในละครกับครอบครัวของอิน มีความเหมือนหรือแตกต่างกันยังไง

มันคือคู่ตรงข้าม ครอบครัวอินไม่มีปัญหาเลย ไม่เคยทะเลาะกันเลย ไม่มีความ Toxic เลย ครอบครัวพี่ณัฐเนี่ยเป็นครอบครัวที่ขาดการพูดคุย แต่ครอบครัวของอินพูดคุยกันเยอะมาก เรื่องเล็ก เรื่องใหญ่ แนวทาง ปัญหาชีวิต เราคุยเรื่องพวกนี้กันบนโต๊ะกินข้าว

ครอบครัวมีส่วนปลุกปั้นให้อินเป็นอินทุกวันนี้

ใช่ 

ถ้าอย่างนั้น ตัวตนของคุณได้รับอิทธิพลมาจากใครในบ้านบ้าง

ไม่ได้จากใครเลย (หัวเราะ) เรื่องจริง อินไม่เหมือนป๊า ไม่เหมือนแม่เลย แม่เป็นสายชิลล์ แสวงหาความสุขในชีวิต ส่วนป๊ามี Work-Life Balance ดี มีความสุขในชีวิต ส่วนเราเป็นสายทำงานเหมือนกับพี่สาว แต่ไม่รู้ได้มาจากใคร ป๊าก็ยังถามว่าเอามาจากใคร

เห็นว่าคุณพ่อเป็นสถาปนิก

ป๊าเป็นช่างใหญ่มาก่อน เขาทำอสังหาฯ ทำบริษัทของตัวเอง เป็นสถาปนิกเองด้วย

การมีพ่อเป็นสถาปนิก มีครอบครัวทำอสังหาริมทรัพย์ ส่งผลกับความคิดเรายังไงบ้าง

ส่งผลมาก ยอมรับว่าเราเลือกเรียนสถาปัตย์เพราะคิดว่าจะกลับมาต่อยอดธุรกิจครอบครัวด้วย ที่บ้านไม่ได้บังคับหรอก แต่เขาจะใช้วิธีหล่อหลอม เช่น ตอนเด็ก ๆ เขาจะพาเราไปประกวดระบายสีน้ำ ประกวดวาดรูป ซึ่งจริง ๆ ป๊าแอบช่วยเรามาตลอด (หัวเราะ) เราก็เลยซึมซับสิ่งนี้ เริ่มชอบ พอโตมาก็เลยเลือกทางนี้ด้วยตัวเอง

บุคลิกคุณดูเนี้ยบ เรียบร้อย ภาพลักษณ์ภายนอกก็ดูสะอาด คุณเป็นมาตั้งแต่เมื่อไร

อินเนี่ยนะเรียบร้อย โอมายก็อด ถ้าอินเป็นอย่างนั้นได้จริง ๆ ก็ดีนะ

แล้วคุณเป็นคนยังไง

อินมองตัวเองว่าไม่เรียบร้อยเลย แล้วก็อยากเรียบร้อยมากกว่านี้ด้วยซ้ำ ซึ่งเราคาแรกเตอร์ชัดมาตั้งแต่เด็กแล้ว เป็นคนคิดเร็ว ทำเร็ว พูดเร็ว 

ตอนเรียนสถาปัตย์แรก ๆ ได้เกรด 2 คุณมีวิธีแก้ไขยังไงถึงจบมาด้วยเกียรตินิยมอันดับ 2

ความขยันครับ เกรด 2.7 – 2.8 ตอนนั้นถือว่าน้อยมากนะสำหรับเด็กจุฬาฯ เพราะว่าทุกคนเก่งกันมาก เรามาจากโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัยที่มีกิจกรรมเยอะมาก พอมาอยู่จุฬาฯ เหมือนโดนย้ายโลก เขารวมแต่คนหัวกะทิ เด็กอินเตอร์ พูดภาษาอังกฤษล้วน ปีหนึ่งปรับตัวไม่ได้เลย ฟังก็ไม่ออก แต่เพื่อนไปถึงไหนแล้ว เราค่อย ๆ ถีบตัวเองขึ้นมา 

สมัยมัธยมเราเป็นเด็กนั่งหลังห้อง ขึ้นมหาวิทยาลัยเราต้องไปนั่งหน้าสุด ไม่งั้นเรียนไม่ทันเขา เพื่อนที่คบก็ต้องขอไปคบกับแก๊งที่จะชวนเราไปอ่านหนังสือ คบเพื่อนดีพาให้ได้ดี อันนี้คือเรื่องจริง ปีสี่อินได้เกรด 3.8 ถ้าตัดเกรดแค่ปีนี้เราคงได้เกียรตินิยมอันดับหนึ่งไปแล้ว ขอบคุณเพื่อนทุกคนเลยที่ช่วยเรา

เพราะอะไรถึงต้องพยายามเพื่อให้จบมาด้วยเกรดดี ๆ

เราไม่ได้ต้องการเกรดดี แต่เวลาทำอะไรสักอย่างก็อยากทำให้มันได้ดี แค่นั้นเอง

เรียนแบบเซเว่น ทำงาน 24 ชม. ชีวิต Work-ไร้ Balance ของ 'อิน สาริน' สถาปนิกนักธุรกิจ

In-design
ก่อร่างสร้างตึก

คุณชอบเรียนสถาปัตย์ด้วย ตั้งใจเรียนด้วย มีความฝันว่าอยากกลับมาต่อยอดธุรกิจสถาปัตย์ที่บ้านด้วย คุณหลงใหลอะไรในสถาปัตยกรรม

อินชอบออกแบบมาก (ลากเสียง) มันเหมือนการออกแบบชีวิต คนเรามีจุดมุ่งหมายว่าโตขึ้นฉันจะเป็นคนแบบนี้ การออกแบบบ้านหรือสิ่งปลูกสร้างก็เหมือนกัน แล้วเราเป็นคนชอบความสวยงาม บ้านมุมนี้จะเป็นยังไง เป็นธีมไหน อย่างโครงการ Community Mall เล็ก ๆ ที่กำลังสร้างก็เป็นการใส่ตัวตนของเราลงไป

ตัวตนแบบไหน

เวลาออกแบบหรือทำอะไรก็ตาม ไม่มีงานไหนที่ไม่ขึ้นกับกลุ่มลูกค้า อินทำขนม ก็ดู Marketing ดูความต้องการของคน ทำร้านอาหาร ทำโครงการ เรามีกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการจะสื่อ อินจะใช้ Customer Centric คือการใช้ลูกค้าเป็นศูนย์กลาง เซ็ต Target Group ขึ้นมาก่อน เราจะทำอะไร เพื่อขายใคร นี่คือคำถามที่หนึ่ง แล้วพอเรารู้เป้าหมาย เราก็จะรู้ว่าเขาเป็นแบบไหน อย่างโครงการนี้จะขายกลุ่ม First Jobber เป็นวัยรุ่นที่ค้นหาตัวเองเจอแล้ว ไม่ได้เปลี่ยนไปตามเทรนด์ โครงการเราก็มีตัวตนชัดเจน คือยังมีความเป็นวัยรุ่นอยู่ แต่ไม่ได้เป็นวัยรุ่นสยามที่เด็กขนาดนั้น

แต่สุดท้ายยังไงเราก็จะทิ้งจริตหรือทิ้งกลิ่นของเราเอาไว้อยู่ดี เราชอบแบบ Rustic Style คือแอบซ่อนความดิบเอาไว้

เล่าถึงโครงการ Community Mall นี้ให้ฟังหน่อย

ชื่อโครงการ OURS เป็น Eatery & Hangout ร้านอาหารเน้นพวกสตาร์ทอัพที่ไม่ได้อยู่ในห้าง แล้วก็พวก Boutique Shop ส่วน Hangout ก็เป็นหมูกระทะ ชาบู ร้าน All-Day Dining แล้วก็จะมีสวนส่วนกลางนั่งทานได้ คล้าย ๆ กับโครงการ theCOMMONS แต่อยู่ที่ถนนเจริญนครซอย 10 ตอนนี้ก่อสร้างได้ 60 เปอร์เซ็นต์แล้วครับ

ในโครงการนี้คุณมีส่วนร่วมในการทำมากน้อยแค่ไหน 

อินทำตั้งแต่ดีลเทศบาล ขุดท่อระบายน้ำท่วม ถมที่ ดีลจัดซื้อ จัดทำทีม Marketing จ้างสถาปนิก จ้างแม่บ้าน จ้างยาม เซ็ตระบบ หาลูกบ้าน ทำ Presentation เราทำทุกอย่าง เพราะโครงการนี้มันคืออินเลย

เดี๋ยวเสร็จจากสัมภาษณ์นี้ก็ต้องไปไซต์งานครับ ช่วงนี้ไปทุกวัน เพราะเรายังไม่ใช่บริษัทใหญ่ เวลาต้องตัดสินใจว่าจะเอา A หรือ B เราต้องเป็นคนเข้าไปดูเอง 

เป็นครั้งแรกที่คุณทำธุรกิจเต็มตัว

ใช่ครับ ครั้งแรก เราตกใจมากที่ทำได้ แล้วก็เหนื่อยมาก เพิ่งรู้ว่าการทำอะไรอย่างหนึ่งมันเหนื่อยมากขนาดนี้ เราทำธุรกิจมาตลอด เพียงแต่ที่ผ่านมาอินมีพาร์ตเนอร์ ร้าน Holiday Pastry ร้าน HYE แต่โครงการนี้อินดูคนเดียว ต้องทำเองหมด

ใช้สายตาแบบไหนในการทำงาน

เราต้องมีสายตาของนักวางแผน ต้องบอกว่าอินได้สิ่งนี้มาจากการเรียนสถาปัตย์ เพราะตอนเรียนมันหนักมาก เรียนเป็นเซเว่น 7 วัน 24 ชั่วโมง ทุกอย่างต้องผ่านการออกแบบ ต้องวางแผนใช้ชีวิตเลยว่าเราจะทำอะไร ที่ไหน เมื่อไร ยังไง ให้งานเสร็จทัน สิ่งเหล่านี้อินติดมาใช้ในชีวิตจริง เราเลยเป็นคนวางแผนตลอดเวลา เพื่อให้มันไปข้างหน้าได้เร็วและรอบคอบมากที่สุด

In-detail
เนี้ยบแต่ดิบ

แฟนคลับมักจะบอกว่าเวลาที่พูดถึงสถาปัตย์ คุณจะเต็มไปด้วยแพสชัน สะท้อนออกมาจากดวงตาเลย

เรามีแพสชันมากครับ สถาปัตย์สำหรับเราคือศิลปะ มันสนุก เหมือนเล่นเดอะซิมส์ เราไม่จำเป็นต้องสร้างบ้านในชีวิตจริงก็ได้ แต่ถ้าเราลองหลับตาว่าเราอยากมีบ้าน เดินไปเลี้ยวซ้ายเจอสิ่งนี้ มีห้องน้ำตรงนี้ ขึ้นไปชั้นสองเป็นยังไง มีความสุขจะตาย อินนั่งคิดได้เป็นชั่วโมง ๆ เรามีความสุขที่ได้ออกแบบ การเรียนสถาปัตย์ดีตรงที่ 

หนึ่ง เราฝึกความอดทนมาตั้งแต่สมัยเรียน สอง คือเราได้วิชาการออกแบบที่ไม่ใช่แค่ออกแบบบ้าน ชีวิตจริงก็เริ่มจากสถาปัตย์ ออกแบบการตลาด ออกแบบลูกค้า มันคือทุกอย่าง 

คุณกำลังหมายถึงการเรียนแบบเซเว่นน่ะเหรอ

มันเวิร์กครับ (ตอบอย่างมั่นใจ) เวิร์กกับเรา แต่ก็เหนื่อยมากนะ คือสถาปัตย์เป็นงานภาคปฏิบัติไม่ใช่งานอ่านหนังสือ แต่เวลาเราแนะนำคน เราก็บอกเสมอว่าต้องมี Work-Life Balance ที่ดี แต่อินเข้าใจว่าเราอายุ 27 เป็นวัยสร้างตัว ไม่ผิดเลยที่เราจะเหนื่อย ไม่ใช่แค่อิน เพื่อนรอบตัวก็เป็นวัยเหนื่อยหอบแฮ่ก อินทำงานมานาน เราเลยมาถึงอีกสเต็ปที่ต้องเป็น SME ที่ใหญ่มากขึ้นแล้ว 

นอกจากเรื่องธุรกิจ คุณนำการมองเห็นดีเทลของสิ่งต่าง ๆ มาใช้ในชีวิตประจำวันด้วยไหม

ใช้ด้วยครับ การมองภาพกว้างเป็นสิ่งสำคัญ แต่การมองเห็นจุดเล็ก ๆ ก็สำคัญ เพราะถ้าเราเก็บรายละเอียดจุดเล็ก ๆ ได้ เราจะไม่พลาด

คล้าย ๆ จะเป็น Perfectionnist นะ

อินเป็น แต่ไม่ดีนะ เพราะบางอย่างเราเป๊ะเกินไป 

เช่น

เราเป็นคนไม่ปล่อยอะไรเลย สมมติ เดินเข้าไปในครัวกลางของ Holiday Pastry ถ้ากวาดสายตามองไปจากตรงนี้ อินจับจุดได้เลยว่ามีอะไรผิดอยู่บ้างโดยทันที ไม่ต้องมีใครบอก อินก็จะรู้สึกว่า เฮ้อ (ถอนหายใจ) ทำไมหัวหน้าครัวหรือผู้จัดการถึงไม่เห็น แต่ตอนนี้เราพยายามจะมองในมุมคนอื่นว่า ใช่ว่าทุกคนจะคิดเหมือนเรา เราต้องมีความอะลุ่มอล่วย พยายามผ่อนปรนมากขึ้น

ส่งผลอะไรกับคุณและคนรอบข้างบ้าง

เราเครียด แล้วเราก็กลายเป็นคน Toxic เพราะที่บ้านทุกคนแฮปปี้ เพื่อน ๆ พาร์ตเนอร์ทุกคนแฮปปี้ เขาก็เครียดเหมือนเราแหละ แต่เขาจัดการความเครียดได้ เขาไม่เอาความเครียดไปลงกับคนรอบข้าง แต่บางครั้งอินทำไม่ได้ ซึ่งเรารู้ตัว แล้วก็พยายามจัดการอยู่

ไม่ได้เป็นคนอย่างนี้ตั้งแต่แรก

ใช่ ไม่ได้เป็น เพิ่งมาเป็นช่วงที่งานเยอะ ๆ 

เรียนแบบเซเว่น ทำงาน 24 ชม. ชีวิต Work-ไร้ Balance ของ 'อิน สาริน' สถาปนิกนักธุรกิจ
เรียนแบบเซเว่น ทำงาน 24 ชม. ชีวิต Work-ไร้ Balance ของ 'อิน สาริน' สถาปนิกนักธุรกิจ

ทำไมคุณถึงชอบทำงานขนาดนี้

(คิดนาน) อินว่าหลายปัจจัยที่หลอมตัวตนเรา อินพยายามถามตัวเองเหมือนกัน เพราะเราไม่เหมือนคนที่บ้าน แรก ๆ อาจจะเห็นความสบายมาจนเบื่อ พ่อแม่เราก็ไม่ได้ทำงานออฟฟิศ ตอนเด็กเราจะรู้สึกว่าทำไมพ่อแม่ของเพื่อน ๆ มีงานทำ (หัวเราะ) พ่อแม่เราก็ทำนะแต่เป็นพวกธุรกิจส่วนตัว อีกอย่างคือก่อนเป็นดารา เราก็พอมีชื่อเสียง คนจะมองเราจากภายนอกก่อน ถ้าเกิดเราเก่งพอให้เขามองเราจากความสามารถก่อนก็คงจะดีนะ

เราไม่ได้มองว่าต้องหาเงินเพื่อใช้เอง เรามองว่าเราจะเติบโตไปเป็นคนที่เลี้ยงคนอื่นได้ยังไง เราเลยต้องรีบ อันนี้ก็คงเป็นอีกสิ่งที่สำคัญ คือ โตยังไงให้เลี้ยงพ่อแม่ได้ สำหรับบ้านอินยากนะ เพราะพ่อแม่เรามีชีวิตที่ดีของเขาอยู่แล้ว เราต้องทำยังไงให้โตกว่าเขา ถ้าโตเท่าเขาเนี่ยไม่ยาก แต่ถ้าโตกว่าเนี่ยยากมาก ๆ มันเป็นเหมือน Legacy เราก็อยากทำของตัวเองให้ดียิ่งขึ้น

จำเป็นต้องมีอะไรบ้างถึงจะโตกว่าพ่อแม่ได้

ก็คงเป็นเรื่องของการต่อยอดแหละ ถ้าเป็นอสังหาฯ ป๊าอินก็ทำโกดัง ลานจอดรถ ห้องเย็น ของเราก็เริ่มทำ Community Mall ทำคอนโด ต่อยอดขึ้นไป Food and Beverage ก็เป็นอีกธุรกิจที่เราตั้งใจกับมันมาก เรามีร้าน Holiday Pastry กับร้านหมูกระทะที่กำลังจะเปิด Flagship Store ปีหน้าก็จะขยายสาขาเข้าห้าง 

อย่างที่บอกว่าเราเป็นคนตั้งใจทำงานมาก ๆ เรื่องของกินก็ต้องให้ดีให้อร่อยที่สุด เราอยากทำของดีให้คนกิน เพราะเราเป็นนักชิม แต่ไม่ใช่นักทำ เราจึงค้นหาเชฟเก่ง ๆ จากโรงแรม จากร้านอาหารมาอยู่กับเรา การทำขนมก็เป็นเรื่องที่มาจาก Pain Point ของอินว่าเคยไปเดินเจอเค้กแมคคาเดเมีย แล้วเขาให้ถั่วน้อยมาก จนรู้สึกว่าเราต้องทำเองแล้วแหละ กลายเป็นคอนเซ็ปต์ของร้านอินว่า ขนมทุกอย่างจะต้องจัดหนักจัดเต็ม เป็นขนมที่ทุกคนกินแล้วแฮปปี้

คุณเริ่มทำงานหาเงินมาตั้งแต่เมื่อไร

ถ้าทำพาร์ตไทม์ หาอะไรทำ ก็ทำมาตั้งแต่ปีหนึ่ง เราขายของ ไปเดินสำเพ็งเพื่อหาหินมาร้อยขาย สนุกดี เวลาอยากทำอะไรเราไม่ได้เริ่มต้นว่าเราต้องได้เงิน เราเริ่มเพราะมันน่าทำ แต่พอทำแล้วก็จริงจัง เลยมีเรื่องของ Marketing เข้ามาเกี่ยว เพื่อให้ธุรกิจนั้นโตและอยู่รอด

ถ้าให้รีแคปชีวิตตั้งแต่จบมหาวิทยาลัยมาคือวุ่นวายมาก (หัวเราะ) ไม่เคยสุขสบายกับใครเขาเลย เพราะเราทำงานเยอะ เผอิญว่างานในวงการบันเทิงกับงานส่วนตัวต่างกันมาก ไม่ใช่งานใกล้ ๆ กันที่ไม่ต้องสลับความคิดเยอะ แต่เราต้องสลับจากเบื้องหน้าไปเบื้องหลัง มันเลยเหนื่อยมาก เพราะเราต้องทำให้ได้ดีทั้งคู่ 

แต่คุณก็ไม่ได้เรียนเรื่อง Marketing มาก่อน

ไม่ได้เรียน แต่เรามีเพื่อนจบ Marketing ทั้งนั้นเลย พาร์ตเนอร์เราทุกคนดีมาก เขาเรียนจบจากที่ดี ๆ เราก็ใช้วิธีขอเขา คุยกับเขา ถามเลยว่าวิธีการทำเป็นยังไง 

แล้วเขาจะได้อะไรจากคุณกลับไป

ได้มุมมองใหม่ ๆ อินว่าอินเป็นคนอ่านเกมขาดมาก อินรู้ว่าอินทำอะไรไปเพื่อใคร และทำยังไงให้ถูกจริตคนเหล่านั้น 

ทำไมคุณถึงอ่านเกมขาด

อินเป็นคนช่างสังเกต อินจะรู้ว่าถ้าเราขาย Niche ไม่ได้ขาย Mass จริตแบบไหนที่พอดีกับเขา อย่างขนมเราก็จะรู้ว่าโปรดักต์นี้ออกมาเพื่อตอบโจทย์กลุ่ม Niche ทุกโปรดักต์จะมีเรื่องเล่าเยอะมาก

คุณบอกว่าเป็น Perfectionist แต่การทำธุรกิจมักเต็มไปด้วยความเสี่ยง ความผิดพลาด คุณรับมือกับสิ่งเหล่านั้นได้ไหม

ตอนนี้เรายังไม่พลาด แต่เราก็เตรียมไว้เพราะต้องมีพลาดอยู่แล้ว เราทำใจแล้วแหละ อินมองว่าเรากำลังปูพรม สมมติทำ 10 แล้วเสีย 3 อินว่าเราไม่เจ๊งนะ ถ้าจากวันนี้นับไปอีก 3 เดือนแล้วธุรกิจเป็นเลขแดง เราก็ไม่ได้มองแค่ 3 เดือนนี้ เรามองไปอีกหนึ่งปีข้างหน้าว่าเราจะโตได้อีกขนาดไหน มันคือการถัวเฉลี่ย แต่เราต้องดูเกมไว้ล่วงหน้าครับ

คุณจัดสรรเวลาชีวิตยังไง

ก็ 24 ชั่วโมง ทั้งวันครับ

แต่นั่นไม่ได้เรียกว่าจัดสรร

มันจัดสรรแล้วครับ ถ้าไม่ได้จัด เราก็ไม่มีทางทำทุกอย่างได้หรอก อีกวิธีหนึ่งคือการหาทีมดี ๆ หาพาร์ตเนอร์ดี ๆ เคล็ดลับของอินคือเราทำหลายอย่างคนเดียวไม่ไหว คนหนึ่งคนมีข้อจำกัด แต่ถ้าเราหาแขน หาขา หาสมองให้เราได้ เราก็จะสบายขึ้นครับ

ยากไหมกว่าที่คุณจะกล้าไว้ใจให้ใครสักคนเป็นพาร์ตเนอร์

เรื่องไว้ใจไม่ยากครับ เพราะเราทำงานกับคนเดือนสองเดือน ก็จะรู้สึกได้ว่าคุณได้ไปต่อรึเปล่า สิ่งที่ยากคือการจัดการเวลาให้ได้

คุณดูเหมือนคนที่มีครบ มีพร้อมทุกอย่าง ฐานะ หน้าตา ความสามารถ ยังมีอะไรที่คุณขาดไปหรือตามหาอยู่

นิสัย (ตอบทันที) เพื่อนสนิทชอบด่าเรา ว่ามึงมีครบทุกอย่างยกเว้นนิสัยดี ๆ (หัวเราะ) คือเราเป็นคนเครียดมาก ทำแต่งาน ถ้าไม่หยุดพูดเรื่องงาน งานมันก็จะไม่จบ จนเมื่อวานเราได้ยินพาร์ตเนอร์คุยเล่นกันตอนประชุม เราก็กลับไปนอนคิดที่บ้านว่า ‘ลืมไปเลยว่ามนุษย์คุยเล่นกันแบบนี้ได้ด้วย’ 

ฟังดูเหมือนตลกนะ แต่เรื่องจริงไม่ตลกเลย เราลืมไปว่าคุยจิปาถะกับพนักงานได้ ซึ่งอินไม่มี แม้แต่กับเพื่อน อาจจะเป็นเพราะเพื่อนสนิททุกคนโดนจับมาทำงานด้วยรึเปล่าก็ไม่รู้

มีวิธีบริหารความสัมพันธ์กับเพื่อนไหม

เราเป็นคนมีอะไรแล้วพูดเลย เคลียร์ใจตั้งแต่วันแรก ชอบบอกชอบ ไม่ชอบบอกไม่ชอบ แต่ต้องฟัง เพราะทุกคนหวังดี

อีกด้านของนักแสดงหนุ่ม ‘อิน สาริน’ กับการเป็นสถาปนิกควบนักธุรกิจ เจ้าของ Community Mall สร้างใหม่ ผู้หยุดคิดเรื่องงานไม่ได้
อีกด้านของนักแสดงหนุ่ม ‘อิน สาริน’ กับการเป็นสถาปนิกควบนักธุรกิจ เจ้าของ Community Mall สร้างใหม่ ผู้หยุดคิดเรื่องงานไม่ได้

เคยอยู่เฉย ๆ ไม่ทำอะไรนานสุดกี่วัน

เราอยู่ไม่ได้เลยครับ เราว่าน่าจะต้องไปหาหมอเลยแหละ อินน่าจะเป็นโรคเครียด เราเป็นคนนอนบิดแขน บิดขา มือเกร็ง ดูซีรีส์ก็ไม่ได้ เพื่อนดูอาทิตย์เดียวจบ แต่เราใช้เวลา 3 – 6 เดือน ดูได้ไม่ถึง 5 นาทีก็ต้องทำงาน เพราะเรารู้สึกว่าการดูซีรีส์มันเสียเวลา เราต้องหยุดแล้วพิมพ์งานสิ

แล้วคุณมองคนที่ไม่มีความฝัน นอนอยู่บ้านเฉย ๆ ยังไง

ไม่เป็นไร คุณมีความสุขไหมล่ะ ถ้ามีความสุขก็พอแล้วครับ อินก็ไม่มีใครกดดันให้ทำงาน อินแค่ชอบทำ 

In-terior
ตกแต่งภายใน

ถ้างานมีผลกระทบกับชีวิตขนาดนี้ คุณมีคิดบ้างไหมว่าจะลดธุรกิจลงสักอย่าง หรือเบาลง

เราตั้งใจจะเลิกอยู่แหละ แต่ตอนนี้บอกตามตรงว่ายังเลิกไม่ได้ เพราะเป็นช่วงขาขึ้นของอิน โครงการ ร้านอาหาร ทุกอย่างจำเป็นต้องทำ ก็แล้วแต่เป้าหมายของแต่ละคนนะ บางคนเปิดคาเฟ่เล็ก ๆ มีพนักงาน 4 – 5 คนก็พอใจแล้ว แต่สำหรับอิน เราอยากเป็น F&B เจ้าใหญ่ ๆ หวังว่าปีหน้าจะเป็นปีที่เราเติบโตแบบพุ่งจรวด เพราะฉะนั้นเราต้องเตรียมทีม เตรียมใจให้ดี ส่วนมากเราจะหาทีมมาช่วยมากกว่าลด แต่ธุรกิจต้องเพิ่มขึ้น เราหยุดทำงานไม่ได้หรอกครับ ถ้าปีหน้าสบาย ๆ ขึ้นได้ เราก็จะปรับ

แล้วมันจะหยุดอยู่ตรงไหน

เราไม่รู้หรอกครับ แต่เราก็ต้องรอดูกันไป อีก 3 ปีมาเจอกันใหม่ อาจจะเป็นอีกแบบหนึ่ง

แบบไหนที่คุณอยากเป็น

มี 3 อย่างที่เราแพลนไว้คือ Food & Beverage อสังหาฯ การแสดง เราต้องเต็มที่ ให้ไปให้ดีทุกอย่าง ในมุม Food & Beverage คือเราต้องเป็นหนึ่งในนั้นให้ได้ภายใน 3 ปี เราต้องทันสมัย ต้องแตกต่าง ส่วนอสังหาฯ ที่บ้าน อินก็ยังใหม่มาก เพราะไม่ใช่แค่เรื่องสถาปนิก แต่มีเรื่องการดีลกับราชการ เดินระบบไฟฟ้า น้ำประปา วิ่งนู่นนี่สารพัด เรามีตัวคนเดียวกับทีมอีกไม่กี่คน อินคิดว่าอยากทำให้ดีแล้วจะยกให้ที่บ้าน เป็น Passive Income ที่เขาจะเก็บเงินได้ต่อไป 

ส่วนการแสดง ยังไงก็เป็นสิ่งที่เราชอบ เป็นแขนงเดียวในนี้ที่ไม่เครียด สบาย คนอื่นอาจจะเครียด แต่อินรู้สึกว่าเราไม่ต้องคิด ไม่ต้องบรีฟ คนอื่นเขาคิดให้เราเสร็จสรรพหมดแล้ว บทก็เขียนมาแล้ว ผู้กำกับก็มี เราก็แค่ทำตัวโล่ง ๆ และเชื่อฟังเขา 

เกี่ยวไหมที่คุณไม่ต้องสวมบทเป็นตัวเอง การแสดงจึงเป็นงานที่ไม่เครียด

เกี่ยวครับ อย่างเต้าหู้จะเป็นคนร่าเริง คิดบวก ในชั่วโมงที่เป็นเต้าหู้เราก็มีความสุขมาก เพราะต้องเชื่อในตัวละคร ซึ่งมันน่าเศร้าตรงที่เพื่อนบอกว่าเราไม่ได้อะไรจากเต้าหู้มาเลย เมื่อวานแม่ก็เพิ่งบอกแบบนี้ตอนกินข้าว เราตอบแม่ไปว่าเต้าหู้ไม่มีอยู่จริง ไม่รู้เหรอ (หัวเราะ) 

เราพยายามจะเอาความคิดบวกของเต้าหู้มา ซึ่งคิดบวกไม่ได้แปลว่าโลกสวยนะ การมองโลกในแง่ดีเป็นเรื่องที่ดีมาก ใช้ได้กับทุกอย่าง เราจะมองทุกปัญหาเป็นเรื่องเล็กและแก้ไขได้ เต้าหู้เองก็มีหน้าที่แก้ไขปัญหาให้คนอื่นเหมือนกัน

อีกด้านของนักแสดงหนุ่ม ‘อิน สาริน’ กับการเป็นสถาปนิกควบนักธุรกิจ เจ้าของ Community Mall สร้างใหม่ ผู้หยุดคิดเรื่องงานไม่ได้

คุณเคยบอกไว้ว่าต้องรีแคปชีวิตตัวเองทุกปี เพราะอาชีพดาราเป็นเหมือนสินค้า ช่วยอธิบายเพิ่มเติมหน่อย

อินทำขนม ขนมคือสินค้า อินทำอสังหาฯ โครงการของอินคือสินค้า อินเป็นดารา ตัวอินคือสินค้า อินกำลังขายตัวเองอยู่ เพราะฉะนั้น อินมองว่าลูกค้าเขาก็มาช้อปปิ้งซูเปอร์มาร์เก็ต มีเชลฟ์ให้เลือกเยอะแยะ มีดาราให้เลือกทุกรูปแบบ แล้วทำยังไงให้เราเป็นสินค้าที่ฮิต เป็นสินค้ากลาง ๆ ที่ใคร ๆ ก็หยิบเราไปได้ มันต้องผ่านการประเมิน เราทำ SWOT Analysis ความเป็นอินเลยนะ เราดีตรงไหน ขาดอะไรบ้าง แต่ไม่เหมือนสินค้าตรงที่คนเรามีคาแรกเตอร์ ต้องทำยังไงให้พอดีกับตัวเรา ทำแล้วสบายใจ แต่ก็ตอบโจทย์คนดูด้วย ไม่ใช่ว่าทำเพื่อคนดูอย่างเดียว แต่เราไม่เป็นตัวเองเลย

คุณนำฟีดแบ็กคนอื่นมาใช้ในการสร้าง Branding ให้ตัวเองมากน้อยแค่ไหน

ส่วนมากฟีดแบ็กของเราจะเป็นเชิงบวก เราต้องพยายามมองจุดดี-จุดด้อยตัวเอง การมีแต่ฟีดแบ็กดี ๆ ไม่ได้ทำให้เราเหลิง เพราะวันนี้บวก เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็ลบ โซเชียลก็คือโซเชียล เราก็ Appreciated และขอบคุณทุกคำติชม 

หลายคนมองภาพนักแสดงในจอกับชีวิตจริงเป็นคนคนเดียวกัน อินในฐานะนักแสดง กับอิน สาริน เหมือนกันไหม

ไม่เหมือนครับ ไม่เหมือนเลย เพราะแสดงไงครับ (หัวเราะ) ใคร ๆ ก็บอกว่าไม่เหมือนในทีวีเลย ทุกบทบาทไม่ใช่ตัวอินเลย เวลาเราวางตัวก็ไม่ใช่ ไม่ได้แปลว่าเรากำลังปลอมนะ แต่เราว่ามันเป็นหน้าที่ อย่างตอนนี้ที่เราสัมภาษณ์อยู่ เราก็ต้องทำให้ดี พอกลับถึงบ้าน เราก็ทิ้งตัว สบาย ๆ หรือพอเราเป็นคนเบื้องหลัง ก็มีนิสัยอีกแบบหนึ่ง 

ต้องพยายามทำตัวเองให้เข้าถึงง่ายขึ้น

เพราะเคยมีคนมากรอกหูว่าอินเป็นคนเข้าถึงยาก แต่อินเข้าถึงง่ายใช่ไหม (เราตอบอินกลับว่าใช่ ง่ายมาก) ถ้างั้นก็จบแล้วครับ

อีกด้านของนักแสดงหนุ่ม ‘อิน สาริน’ กับการเป็นสถาปนิกควบนักธุรกิจ เจ้าของ Community Mall สร้างใหม่ ผู้หยุดคิดเรื่องงานไม่ได้

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load