“เข้าป่าครั้งนี้ได้เจอเสือดำเป็นครั้งแรกในชีวิต” เขาเล่าอย่างตื่นเต้น

“ขณะที่นั่งในบังไพรที่ติดริมห้วย ตอนแรกผมเห็นเม่นวิ่งมาก่อน พอซูมหน้าจอกล้องดูเห็นว่า มันถูกกัดที่ก้นและหน้า ในใจคิดอยู่ว่าตัวอะไรกัดมันมา ผ่านไป 5 นาที เสือดำตัวโตเต็มวัยก็เดินออกมา และมีขนเม่นติดอยู่ที่ปากของมัน”

ข้อความด้านบนนี้ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของบทละครหรือนิยายแนวผจญภัยในป่าใหญ่ แต่เป็นการเริ่มต้นบทสนทนาที่เราถาม โน้ต-วัชรบูล ลี้สุวรรณ ว่า การเข้าป่าครั้งล่าสุดของเขาเป็นอย่างไร

โน้ต วัชรบูล ลี้สุวรรณ นักแสดงผู้มุ่งเดินเข้าป่ามา10ปีเพื่อฟื้นความเข้าใจคนต่อผืนป่า

“ผมเห็นมันตอนกลางวันด้วย ปกติคนจะเห็นตอนโพล้เพล้ ตัวมันเท่ากับหมาลาบราดอร์”

ความตื่นเต้นที่แฝงในน้ำเสียงและท่วงทำนองในการเล่าประสบการณ์ที่ยังสดใหม่ กระตุ้นให้เราอยากรู้เรื่องในป่าดงพงไพรและสัตว์ป่าน้อยใหญ่ ที่ดูช่างเป็นโลกอีกใบที่เราหลายคนต่างไม่เคยไปสัมผัสด้วยตัวเอง

โน้ตเล่าว่า เมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อนหน้าเขามีโอกาสเข้าไปชมผืนป่า ณ หน่วยพิทักษ์ป่าห้วยมดแดง พื้นที่ส่วนปลายของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง บริเวณที่ติดกับเขื่อนศรีนครินทร์ ที่เดิมเป็นเพียงจุดสกัด ผืนป่าแห่งนั้นยังเงียบสงัดจากการย่างกรายของมนุษย์เข้าไปรบกวน

โน้ต วัชรบูล ลี้สุวรรณ นักแสดงผู้มุ่งเดินเข้าป่ามา10ปีเพื่อฟื้นความเข้าใจคนต่อผืนป่า

“คืนแรกผมนอนไม่หลับทั้งคืน เพราะเสียงสัตว์ยั้วเยี้ยมากจริงๆ ช่วงนี้เป็นหน้าแล้ง  สัตว์ต่างๆ จะมาอาศัยอยู่ใกล้ลำห้วย นอนแล้วได้ยินเสียงมันก้องอยู่ในหัว ตั้งแต่หัวค่ำได้ยินเสียงเก้งกวาง เสียงนกยูงร้อง เสียงนกตบยุง พอดึกๆ ก็ได้ยินเสียงนกเค้าเหยี่ยว และคืนนั้นช้างร้องทั้งคืน เพราะมันยกโขยงลงมาสองสามโขลง เจ้าหน้าที่บอกว่ามันมีลูกอ่อน แล้วมีเสือมากวน ตัวแม่หรือจ่าฝูงก็ร้องทั้งคืน มันแจ๋วมากๆ” เขายิ้มเปี่ยมสุขพลางเล่าต่อไม่หยุด

บ้านในป่า

“ที่มหัศจรรย์กว่านั้นคือ ควายป่าซึ่งเป็นสัตว์สงวนที่เหลือแค่ 70 ตัวในเมืองไทย หากินอยู่ในห้วยขาแข้งส่วนปลายๆ มาปรากฏตัวให้เรารับรู้ได้จริงๆ ตอนกลางคืนเจ้าหน้าที่มาสะกิดให้ฟังเสียงพวกมันข้ามน้ำมา ผมนั่งเงียบๆ ท่ามกลางความมืดในเต็นท์กลางป่า ได้เห็นเงาตะคุ่มของพวกมันเดินมา ย่ำผ่านข้างเต็นท์ และได้ยินแม้แต่เสียงพวกมันกัดหญ้า โคตรไม่น่าเชื่อ ไม่คิดเลยว่าจะมีโอกาสได้ใกล้ชิดกับมันขนาดนี้ แจ๋วจริงๆ เรียกได้ว่าการเข้าป่าครั้งนี้ประทับใจที่สุด”

มาถึงตรงนี้ หากสงสัยว่าทำไมเราจึงชวนเขามาเล่าเรื่องป่าดงพงไพรที่น่าตื่นตาตื่นใจ ก็ต้องขอเล่าเกริ่นไว้ก่อนว่า โน้ต วัชรบูล ที่คนรู้จักในฐานะดารา คือชายหนุ่มผู้หลงใหลธรรมชาติและสัตว์ป่าอย่างสุดหัวใจ หากจำกันได้ว่าช่วงหนึ่งเขาห่างหายไปจากละครและหน้าจอโทรทัศน์ นั่นเป็นเพราะเขามุ่งมั่นเดินเข้าป่าไปช่วยเจ้าหน้าที่ติดตั้งกล้องดักถ่ายภาพสัตว์

ความหลงใหลก่อตัวกลายเป็นความหวงแหนและก่อร่างเป็นอุดมการณ์ จนเขาตัดสินใจเข้าร่วมเดินเท้าคัดค้านโครงการสร้างเขื่อนแม่วงก์ร่วมกับ อาจารย์ศศิน เฉลิมลาภ นักธรณีวิทยาผู้ลั่นวาจาพิทักษ์ผืนป่าแห่งนั้น

เวลา 10 ปีที่เขาเดินเข้าป่าเพื่อฟังเสียงเพรียกจากธรรมชาติ โอบกอดผืนป่าใหญ่ แฝงตัวอยู่เฉียดใกล้สัตว์ป่ามากมาย เขาจึงมีเรื่องราวที่อยากจะเล่าให้ผู้คนซึ่งไม่เคยออกไปผจญไพรได้ฟังและทำความเข้าใจว่า สิ่งมหัศจรรย์ในโลกนี้ไม่ได้ห่างไกลจากตัวเราทุกคน

โน้ต วัชรบูล ลี้สุวรรณ นักแสดงผู้มุ่งเดินเข้าป่ามา10ปีเพื่อฟื้นความเข้าใจคนต่อผืนป่า

เด็กชายในป่าคอนกรีต

โน้ตเป็นเด็กกรุงเทพฯ ร้อยเปอร์เซ็นต์ เติบโตมาในเมืองป่าคอนกรีตที่วุ่นวาย ห่างไกลจากป่าเขียวชอุ่มผืนใหญ่อันอุดมด้วยสัตว์ป่านานาชนิด น่าแปลกที่ความรักป่าดงพงไพรผลิดอกออกใบขึ้นในใจของเขาตั้งแต่จำความได้ แม้ไม่มีใครในครอบครัวสนใจหรือปลูกฝังเรื่องนี้มาเป็นพิเศษ

เมื่อเริ่มเติบโตอยู่ในวัยที่อ่านหนังสือได้คล่อง เขาก็เริ่มอ่านหนังสือแนวผจญภัยในป่าอย่าง เพชรพระอุมา ของ พนมเทียน และล่องไพร ของ น้อย อินทนนท์ ซึ่งกลายเป็นจุดเริ่มต้นความหลงใหลที่เติบใหญ่ในใจเรื่อยมา

“ผมชอบเรื่องแบบนี้มาตั้งแต่เด็ก เหมือนเกิดแล้วฝังชิปมา เพราะรู้ตัวว่าชอบต้นไม้ ชอบป่ามากกว่าทะเล โตขึ้นอยากเข้าป่า หาหนังสือผจญภัยในป่ามาอ่านโดยที่ไม่มีใครบังคับ ผมไปค้นเจอในตู้หนังสือที่บ้าน ซึ่งน่าจะเป็นของคุณอาหรือคุณน้าผู้ชายที่อ่านแล้วเก็บไว้”

ความใฝ่ฝันที่อยากเข้าไปผจญภัยในผืนป่าใหญ่อยู่ในใจของเขาเสมอ ดินแดนเร้นลับที่นักเขียนต่างบรรยายถึงเสือบนคบไม้ โขลงช้าง หรือกระทิงที่ย่ำรอยตีนของตัวเอง คือสิ่งที่เขาอยากไปเห็นกับตา

ทว่าช่วงวัยเรียนที่ต้องคร่ำเคร่งกับการสอบเข้ามหาวิทยาลัยทำให้เขาต้องพักเรื่องนี้ไว้ นานจนเรียนจบและเริ่มเข้าทำงานในวงการบันเทิง จนวันที่ทุกอย่างลงตัวคลี่คลาย จึงได้โอกาสเข้าป่าดูสัตว์อย่างที่ตั้งใจ

“กว่าจะได้เข้าป่าครั้งแรกก็อายุ 26 – 27 แล้ว เงินก้อนแรกที่เก็บได้ผมเอาไปซื้อกล้องและเลนส์เทเลเลย แบบตั้งใจไปส่องนก ไปส่องสัตว์ โดยเฉพาะ”

โน้ต วัชรบูล

ล่องไพรเพื่อสลายตัวตน

ป่าผืนแรกที่โน้ตได้เข้าไปเยี่ยมเยือนเพื่อชื่นชมคือ ป่าในอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน

การล่องไพรครั้งแรกของเขาและน้องชายช่างน่าตื่นตาตื่นใจ แต่สุดท้ายป่าในความเป็นจริงกลับไม่เหมือนที่เล่าขานไว้ในนิยายผจญภัยที่อ่าน เขาไม่ได้สัมผัสความเร้นลับของป่าใหญ่เหมือนกับ รพินทร์ ไพรวัลย์ หรือ ศักดิ์ สุริยัน ตัวเอกในนิยาย

“เป็นคนละเรื่องกันเลย พอยิ่งโต ยิ่งอ่านหนังสือมากขึ้น ศึกษามากขึ้น จะรู้สึกว่าเมื่อก่อนป่าเป็นเหมือนวัตถุดิบในการสร้างเรื่องผจญภัย มีสัตว์ป่าที่น่ากลัว แต่ความจริงแล้วป่ามีสิ่งมีชีวิตที่อาศัยในระบบนิเวศ มีหน้าที่และวิวัฒนาการของมันมาเป็นแสนๆ ปี เราแค่เข้าไปชื่นชมมัน

“ครั้งแรกที่เข้าป่าก็สนุกนะ แต่เรารู้ว่ามันยังไม่สุด แก่งกระจานมีเสือดาว เสือโคร่ง แต่ก็หาเจอยาก ถึงแรกๆ ผมจะเป็นเหมือนคนที่เริ่มศึกษาธรรมชาติทั่วไปคือ เริ่มจากดูนก ถ่ายภาพนกก่อน แต่ลึกๆ ในใจผมอยากดูสัตว์ใหญ่ นั่นคือความฝัน ผมอยากเห็นมัน อยากรู้สึกว่าในธรรมชาตินี้มนุษย์เราอ่อนแอ เราวิ่งช้า หนังก็บาง เวลาไปยืนอยู่กับผู้ล่าอันดับหนึ่งของห่วงโซ่อาหารจะรู้สึกยังไง เราจะทลายตัวตนที่ปรุงแต่งได้มากขนาดไหน เราจะกลายเป็นแค่สิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งบนโลกเท่านั้น”

ต่อมาในช่วงน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 เขามีโอกาสได้ไปช่วยเจ้าหน้าที่พิทักษ์สัตว์ป่าติดตั้งกล้องดักถ่ายภาพ (Camera Trap) ซึ่งเป็นเครื่องมือช่วยประเมินความหนาแน่นของประชากรสัตว์ป่าในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง การทำงานครั้งนั้นเขาได้เห็นเสือโคร่ง กระทิง และวัวแดง ด้วยสองตาของตัวเอง ความประทับใจกลายเป็นความรักและหวงแหน และกลายเป็นแรงดึงดูดให้เขาเดินเข้าผืนป่าแห่งนี้อยู่บ่อยครั้ง

“ในความรู้สึกของผม ห้วยขาแข้งเป็นเหมือนจูราสสิค พาร์ค เป็นสถานที่ที่วิเศษมาก เป็นป่าดิบแล้งที่เหมือนไม่มีอะไร ฤดูแล้งมีไฟป่าจนไม่น่ามีสัตว์อยู่ได้ ไม่มีน้ำตก ไม่มีดอกไม้ แต่กลับเป็นที่ที่อุดมสมบูรณ์ มีสัตว์ป่าขนาดใหญ่มากมาย มีสิ่งมีชีวิตที่อยู่ตามวัฏจักรของมันจริงๆ โดยไม่มีมนุษย์เข้าไปยุ่ง มันโคตรมหัศจรรย์ ผมคิดว่าในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไม่มีที่ไหนเด็ดกว่านี้อีกแล้ว”

จากอาคันตุกะแปลกหน้า กลายมาเป็นคนคุ้นเคย

คุยมาได้สักพัก เราเริ่มสงสัยว่าทำไมเขาจึงมีโอกาสเข้าไปในผืนป่าจนรู้จักกับเจ้าหน้าที่หลายคนในนั้น เขาตอบทำนองว่า ที่ผู้ใหญ่เมตตาคงด้วยเพราะความเป็นดารา และความเป็น ‘ไอ้บ้า’ ที่หลงใหลเรื่องป่าๆ ไม่เหมือนกับคนรุ่นเดียวกันทั่วไป

“ที่ผ่านมาไม่มีใครสนใจเรื่องนี้มานานแล้ว ไม่มีใครสนใจว่าเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าทำอะไร ทีมวิจัยเสือโคร่งทำอะไร ไม่มีใครรู้ว่าเสือโคร่งในประเทศไทยมีเหลือประมาณ 80 – 100 ตัว ไม่มีใครรู้ด้วยซ้ำว่าเสือโคร่งไทยเป็นเสือโคร่งอินโดจีน ไม่ใช่เสือโคร่งเบงกอลที่อยู่ในสวนเสือ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันจะสูญพันธุ์และมีอยู่เฉพาะที่ห้วยขาแข้ง และไม่รู้ด้วยซ้ำว่าห้วยขาแข้งเป็นมรดกโลก แล้วมีไอ้บ้าคนหนึ่งรู้

“ผมไปงานคุณสืบ นาคะเสถียร ทุกปี ไปตั้งแต่ไม่รู้จักใครทั้งนั้น ไปทุกปีจนเจ้าหน้าที่คุ้นหน้าคุ้นตา เขาคงว่าไอ้นี่มันบ้าๆ บอๆ พอมีอะไรเขาก็เลยชวนไป เพราะเห็นว่าผมสนใจจริงนะ ยุคนี้ไม่ใช่ยุคที่คุณจะมาไม่รู้เรื่องราวธรรมชาติรอบตัวแล้ว”

ไม่น่าแปลกใจว่าทำไมเขารู้เรื่องราวของผืนป่าและสัตว์ป่ามากมาย เพราะเวลาว่างส่วนใหญ่เขาหมกมุ่นอยู่กับการศึกษาหาความรู้จากหนังสือมากมายหลายประเภท

“ผมอ่านหนังสือของทุกคน หนังสือของพี่เชน (ม.ล.ปริญญากร วรวรรณ ช่างภาพสัตว์ป่า) ผมมีทุกเล่ม หนังสือของต่างประเทศก็อ่าน ตำราวิชาการเกี่ยวกับเสือก็ซื้อมา คนอาจมองว่าเราเป็นช่างภาพถ่ายสัตว์ป่า แต่ผมไม่ใช่ ผมเป็นเพียงคนที่หลงใหลเรื่องราวของสิ่งมีชีวิตอื่นในโลก ผมชอบจะดูมัน และอยากจะเห็นมัน แบบที่ไม่เบียดเบียนพวกมันมากจนเกินไป”

ความสุขของความเป็นมนุษย์ที่สัมพันธ์กับธรรมชาติ

“ร้อน เหนื่อย เมื่อย รำคาญผึ้งด้วย” เขาบรรยายความรู้สึกขณะที่นั่งในบังไพรรอเก็บภาพสัตว์ป่าน้อยใหญ่ที่เดินผ่าน

“ขณะเดียวกันตอนที่นั่งนิ่งรออยู่อย่างนั้น ผมคิดอยู่ 2 อย่าง อย่างแรกคือ มันเป็นเกม เราไปในที่ของเขา เราไม่มีโอกาสไปตั้งกฎเกณฑ์อะไรได้ อย่างที่สองคือ เราอยู่สัมพันธ์กับธรรมชาติ ร่างกายและความรู้สึกแปรไปตามอุณหภูมิ ร่างกายปรับตัวได้ดีพอสมควรนะ อยู่ในบังไพร ตอนเช้าหนาวก็ใส่เสื้อ ร้อนก็ถอดออก เช็ดเหงื่อ เอาน้ำลูบหน้าลูบตัวให้หายเหนียว เย็นกลับไปอาบน้ำที่ลำห้วยหรือที่พักก็สดชื่นดี กินข้าวเสร็จอากาศเริ่มเย็นสบาย เราก็นอน ใช้ชีวิตไปตามวัฏจักรจริงๆ เวลาของเราเดินไปพร้อมกับธรรมชาติ กลางคืนป่าน่ากลัว เราก็อยู่ตามปกติวิสัยในที่แคบๆ ไม่ออกไปเพ่นพ่านที่ไหน ชีวิตเรียบง่ายและมีความสุขที่สุด สำหรับผมนะ”

ชีวิตที่ดำเนินไปตามวัฏจักรธรรมชาติ ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ ไร้สิ่งเร้ายวนใจ สภาพอันปกติเรียบง่ายดึงให้ตัวเองกลับมาอยู่กับปัจจุบัน

“มันเป็นการบำบัดอาการติดโซเชียล ในป่าไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ ไม่มีอะไรมารบกวน ผมรู้สึกมีสมาธิมากขึ้น ไม่ถึงขั้นปฏิบัติธรรม แต่ก็ใกล้ๆ อย่างน้อยรู้สึกหิวเราก็กิน โดยเราทำอาหารเอง ได้เห็นวัตถุดิบตรงหน้าที่เราทำ ปรุง และกินเข้าปาก เราอยู่กับสิ่งที่ทำ อยู่กับมือ อยู่กับตาของเรา แต่ถ้าอยู่ในเมืองเราก็จิ้มมือถือสั่ง เวลากินก็เปิดมือถือดูไปด้วย กินไปด้วย นี่มันไม่ใช่ความเป็นมนุษย์นะ”

โน้ต วัชรบูล ลี้สุวรรณ นักแสดงผู้มุ่งเดินเข้าป่ามา10ปีเพื่อฟื้นความเข้าใจคนต่อผืนป่า

เสียงสะท้อนแทนสัตว์ป่าและพงไพร

ย้อนไปในปี 2556 ที่มีการเดินเท้าของอาจารย์ศศิน เฉลิมลาภ จากจังหวัดนครสวรรค์ถึงกรุงเทพมหานคร เพื่อคัดค้านการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพเขื่อนแม่วงก์ โน้ตเป็นคนหนึ่งที่เข้าร่วมเดินด้วย รอยเท้าการก้าวเดินไปตามเส้นทางสายอนุรักษ์ทำให้คนรู้จักเขาในบทบาทใหม่ ที่ไม่ใช่เพียงนักแสดงหนุ่มหน้าตาดี และมีสื่อนอกสายบันเทิงให้ความสนใจไม่น้อย

“ตอนนั้นถ้าผมไม่ออกมาทำอะไรจะรู้สึกเสียดายไปตลอดชีวิต” น้ำเสียงของเขาแสดงถึงความรู้สึกในเวลานั้นได้

“ตอนแรกที่เขาเดินประท้วงกัน ผมไม่กล้านะ ไปปรึกษาทางช่องก่อนว่าจะไปได้ไหม ทางผู้ใหญ่ก็ขอปรึกษากัน เพราะว่าตอนนั้นมีการโยงเรื่องนี้เข้าไปเกี่ยวกับการเมือง แต่ผมไปด้วยใจรักสิ่งแวดล้อมเพียงเท่านั้น สุดท้ายก็ไป ไม่สนใจอะไรแล้ว ตอนไปก็ยังไม่รู้จักกับอาจารย์ศศิน แต่ไปเพราะไม่อยากรู้สึกผิดกับตัวเอง ถ้าเกิดเขื่อนขึ้นมา อย่างน้อยเราก็ได้ทำอะไรสักอย่างเพื่อปกป้อง อย่างน้อยก็ไม่เป็นตราบาปในใจ”

การย่ำไปตามอุดมการณ์เป็นเวลา 3 วันที่พอหาได้จากการทำงานรัดตัว กลายเป็นบทเรียนอันมีค่า การรวมพลังของคนตัวเล็กๆ กระตุกให้คนส่วนใหญ่ในสังคมหันมาสนใจ และมองว่าเรื่องสิ่งแวดล้อมนั้นเป็นเรื่องที่ไม่ห่างไกล อีกทั้งไม่ทิ้งให้นักอนุรักษ์ทำงานอย่างเดียวดายท่ามกลางกระแสที่ชักโยงใยไปถึงการเมือง

“ผมรู้สึกดีมากที่คนในสังคมรู้สึกว่าเขื่อนในยุคนี้ไม่น่าจะเป็นคำตอบแล้ว ยังมีทางเลือกอื่นในการจัดการน้ำในพื้นที่แห้งแล้ง และผมก็ได้เรียนรู้ว่าบางทีเราพูดก็ไม่เกิดประโยชน์ เราต้องเสียสละบางอย่าง ต้องยอมแลก หรือแสดงให้สังคมเห็นว่าเราเชื่อมั่นในเรื่องนี้จริงๆ เหมือนที่อาจารย์ศศินเดิน เขาก็เหนื่อยจริงๆ เดินจริงๆ เอาเหงื่อ เอาแรงกายตัวเองในการพิสูจน์ว่าสิ่งที่เชื่อเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ซึ่งสอนผมว่า พูดไปก็เท่านั้น ทำดีกว่า

“ช่วงจังหวะเวลานั้นเราได้แสดงความคิดเห็นแล้วมีคนฟัง เรื่องพวกนี้ทุกคนพูดมาก่อน แต่ถ้าไม่มีประเด็นการเมืองมาเกี่ยวข้องก็ไม่มีคนสนใจให้เป็นข่าว เรื่องสิ่งแวดล้อมต้องพูดไปเรื่อยๆ รอจังหวะว่าจะมีคนฟังหรือไม่ ฟีดแบ็กที่ได้ในตอนนั้นผมรู้สึกว่าถ้ามีคนด่าเพราะโยงเรื่องนี้ไปถึงความเชื่อทางการเมืองที่เป็นยุคของสีเสื้อ ว่าคุณออกมาเพราะสีเสื้อนี้ใช่ไหม ผมก็ป่วยการที่พูด แต่ทำในสิ่งที่ควรทำดีกว่า”

หลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้น โน้ตได้อุทิศตัวในการทำงานเพื่อสิ่งแวดล้อมจนเหมือนจะหายหน้าหายตาจากวงการบันเทิงไปพักใหญ่ ความเอาจริงเอาจังของเขาเป็นเหตุให้อาจารย์ศศินชักชวนมาช่วยทำงานเป็นหนึ่งในคณะกรรมการของมูลนิธิสืบนาคะเสถียรตั้งแต่ปี 2558 ซึ่งเขาตอบรับอย่างเต็มใจและช่วยงานมูลนิธิเรื่อยมา

โน้ต วัชรบูล ลี้สุวรรณ นักแสดงผู้มุ่งเดินเข้าป่ามา10ปีเพื่อฟื้นความเข้าใจคนต่อผืนป่า

ปัญหาใหญ่ไม่ใช่เรื่องบันเทิง

โน้ตออกตัวว่าตัวเองเป็นคนประเภทเก็บตัว เขาไม่ใช่คนชอบท่องเที่ยว ไม่มีโปรเจกต์ทำรายการทำนองพาไปเข้าป่า ไม่มีทีท่าว่าจะใช้ไลฟ์สไตล์ในการต่อยอดหารายได้ให้ตัวเอง ทุกสิ่งทุกอย่างทำลงไปเพราะความชอบ เหมือนเป็นงานอดิเรกเล็กๆ ที่อยากทำเรื่อยไป แต่หากมีประเด็นที่น่าสนใจก็พร้อมจะออกมาพูดให้สังคมตระหนักเช่นกัน

“ถ้าผมจะพูดอะไร ผมจะพูดตามที่ผมรู้สึก สมมติว่าป่าอยู่ในภาวะไม่ค่อยดี ก็พูดไม่ได้ว่ามันดีมาก สมบูรณ์มาก และประเด็นที่อยากจะพูดก็ไม่ค่อยบันเทิงเท่าไหร่ ออกแนวจริงจังมากกว่า”

ประเด็นปัจจุบันที่เขาสนใจคือ การใกล้สูญพันธุ์ของนกเงือกและนกชนหินแห่งผืนป่าฮาลา-บาลา เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแนวชายแดนไทย-มาเลเซีย

“นกชนหินทุกวันนี้กำลังถูกล่า เพราะตลาดค้าชิ้นส่วนสัตว์ป่าจะใช้โหนกของมันไปแกะสลักอย่างงาช้าง นกชนหินจึงกลายเป็นเหมือนผลิตภัณฑ์ใหม่ที่นำความซวยมาให้นกมากจริงๆ

“ผมรู้สึกเศร้าทุกครั้งที่ได้ยินเรื่องสัตว์ถูกล่าตามความเชื่อต่างๆ นี่มันปีอะไรแล้ว ข้อมูลในโซเชียลเน็ตเวิร์กก็มีมากมาย นี่ไม่ใช่ยุคที่มีความเชื่อว่ากินสัตว์นี้แล้วดี หรือมีมันแล้วประดับบารมี นี่มันไม่ใช่ยุคแล้ว”

ในผืนป่าไม่ได้มีปัญหาเพียงแค่การลักลอบทำลายต้นไม้หรือทำร้ายสัตว์ป่าเท่านั้น แต่เท่าที่เราทราบคือความยากลำบากในการทำงานและปัญหาสวัสดิการของผู้พิทักษ์ป่า ฐานะที่เขาได้เข้าไปอยู่ใกล้ชิดกับชีวิตผู้พิทักษ์ เราจึงลองถามโน้ตในเรื่องนี้

“คนน้อย งานเยอะ แล้วไม่ค่อยมีคนอยากทำ คนที่เก่งและชอบจริงๆ เขาก็แก่และต้องหยุดไป บางทีเด็กรุ่นใหม่ก็อยู่ไม่ไหว ทักษะการใช้ชีวิตในป่า ในการแกะรอยสัตว์ก็หายไป พวกเขาทำงานกันเหนื่อย เพราะพื้นที่เยอะ คนน้อย ไม่มีผลัด ต้องเดินกันทุกวัน ตอนนี้ก็ดีกว่าแต่ก่อนเยอะนะ เพราะมีคนในสังคมให้ความสนใจพวกเขา แต่อย่างเรื่องการทำประกันชีวิตให้ ไม่รู้ว่าติดขัดอะไร”

เมื่อถามหาทางออกให้กับปัญหา เขามีสีหน้าจริงจังขึ้น

“มันเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ซับซ้อน” เขาถอนใจ “ถ้าจะเปลี่ยนจริงๆ คนต้องพลิกนโยบายทั้งประเทศ สิ่งที่เราทำกันได้คือเอาวัสดุอุปกรณ์ไปให้เขา ซึ่งเดี๋ยวมันก็หมดไป นี่เป็นสิ่งที่ผมคิดไม่ออกว่าจะทำอะไร เพราะผมคนเดียวก็ทำไม่ได้ มูลนิธิสืบฯ เพียงองค์กรเดียวก็ทำไม่ได้”

โน้ต วัชรบูล ลี้สุวรรณ นักแสดงผู้มุ่งเดินเข้าป่ามา10ปีเพื่อฟื้นความเข้าใจคนต่อผืนป่า
โน้ต วัชรบูล ลี้สุวรรณ นักแสดงผู้มุ่งเดินเข้าป่ามา10ปีเพื่อฟื้นความเข้าใจคนต่อผืนป่า

เรื่องราวในป่าออกมาสู่เมือง

ปัจจุบันเขายังคงทำงานด้านสิ่งแวดล้อมกับหน่วยงานต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการบรรยายถึงความมหัศจรรย์ของป่าเมืองไทย และงานที่เขานิยามว่าเป็นการสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับธรรมชาติและชีวิตสัตว์ป่าให้กับคนเมืองอย่างถูกต้อง

“ทุกคนเข้าป่า ถามว่าเสือจะมากินต้องยิงหรือเปล่า” เขาเริ่มเล่าในประเด็นที่พบเจอบ่อย พลางส่ายหน้าคล้ายไม่เข้าใจ

“เสือไม่ได้เกิดมาเพื่อฆ่าคนหรือกินคนเป็นอาหาร มันอาศัยอยู่ในป่าของมันดีๆ เดินหากินของมันอยู่ดีๆ กลับโดนยิง เวลาเสือมันเจอคนมันก็วิ่งหนีแล้ว เพราะมันโดนล่ามาจนเมโมรีในสมองว่าถ้าเป็นกลิ่นมนุษย์ต้องหนีก่อน ไม่อย่างนั้นชีวิตจะไม่ปลอดภัย ถ้ามันเป็นอันตราย ช่างภาพสัตว์จะไปหมกตัวในบังไพรเงียบๆ ห้ามเปิดกลิ่นตัวเองออกไปทำไม แค่เสือมันได้กลิ่นคนมันก็กลัวแล้ว แต่บางทีมันเป็นจังหวะที่ไม่มีทางหนี วิ่งมาที่เรายืนอยู่ ก็แย่ไป”

แล้วทำไมคนเราถึงต้องเข้าป่า-เราโยนคำถามทิ้งท้าย

“การเข้าป่าเป็นการเปิดหูเปิดตา ให้รู้ว่าโลกมีมากกว่ากรุงเทพฯ โลกไม่ได้มีแค่แยกพญาไท เพลินจิต เราเป็นคน เราต้องสัมผัสธรรมชาติ ที่ผ่านมาเราก็สัมผัสมาตลอด เพียงแต่ในยุคสมัยนี้เองที่เราห่างจากมัน สำหรับผมการเข้าป่าคือการผ่อนคลาย ไม่มีเรื่องให้วุ่นวายใจ เราทำทุกอย่างไปตามสัญชาตญาณจริงๆ”

สุดท้ายโน้ตยังคงเข้าป่าไปโอบกอดธรรมชาติที่เขารักและหวงแหนต่อไป พร้อมส่งต่อเรื่องราวให้ ‘คนนอกป่า’ ได้รับรู้ เพื่อหวังว่าทุกคนจะเก็บรักษาขุมทรัพย์แห่งธรรมชาติที่มีค่าเอาไว้

“ผมอยากให้คนรู้ว่ามีสิ่งที่เจ๋งมากอยู่ในโลกใบนี้ เป็นที่อาศัยของสรรพสัตว์ชีวิตมากมายที่เหลือรอดอยู่บนโลก ซึ่งมีกำลังคนรุกล้ำเข้าไปเรื่อยๆ แต่ผมอยากเก็บมันไว้ให้คนอื่นที่ไม่มีโอกาสได้รู้ ได้สัมผัส ได้เจอ ได้มารับรู้บ้าง เผื่อเขาอยากจะเก็บสิ่งมหัศจรรย์เหล่านี้ไว้เหมือนกัน”

โน้ต วัชรบูล ลี้สุวรรณ นักแสดงผู้มุ่งเดินเข้าป่ามา10ปีเพื่อฟื้นความเข้าใจคนต่อผืนป่า

Writer

เชิญพร คงมา

อดีตเด็กยอดนักอ่านประจำโรงเรียน ชอบอ่านพอๆ กับชอบเขียน สนุกกับการเล่าเรื่องราวรักการเที่ยวเล่น ติดชิมของอร่อย และสนใจธรรมะ

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

หากเข้าไปดูประวัติของ วิลลี่ แมคอินทอช ในเว็บวิกิพีเดีย ข้อมูลที่มีขนาดยาวที่สุดคือ ผลงานละครโทรทัศน์ เริ่มต้นตั้งแต่สมัยที่วิลลี่เข้าวงการบันเทิงเมื่อ 30 ปีก่อน ไล่เรียงจนถึงปัจจุบัน (เอาแค่ พ.ศ. 2565 ก็ 4 เรื่องเข้าไปแล้ว) ทั้งที่ ‘นักแสดง’ คือหนึ่งในอาชีพที่ว่ากันว่ามี Turnover Rate สูงลิบ ลองนึกดูก็ได้ว่า มีนักแสดงไทยกี่คนที่คุณเคยดูเขาเล่นละครเมื่อสมัยเด็ก ๆ แล้ววันนี้ยังมีผลงานสม่ำเสมออยู่บ้าง

ในวันที่คลื่นลูกเก่าจางหาย และคลื่นลูกใหม่พัดมาในความเร็วสูงขึ้นทุกที เราได้คุยกับวิลลี่ถึงอาชีพที่ไม่ใช่ความฝันแรกของเขา แต่เป็นสิ่งที่เลือกทำมาตลอด 30 ปี พร้อมกับเรื่องราวระหว่างทางที่มีทั้งความสนุก การเรียนรู้จากนักแสดงรุ่นพี่ ชื่อเสียง ความสำเร็จ ความล้มเหลวที่ต้องปิดบริษัทพร้อมหนี้ 106 ล้านบาท รวมถึงประเด็นเกี่ยวกับละครไทยในปัจจุบัน ที่มีคนตั้งคำถามว่า เราย่ำอยู่กับที่ หรือจะไปได้ไกลกว่าเดิม

เรานั่งคุยกับเขาที่สตูดิโอ JSL ในระหว่างที่เขารออัดรายการ มาลัยไฟท์เตอร์ ทางช่อง 7HD ซึ่งเขารับหน้าที่เป็นพิธีกร

ไม่นานมานี้ วิลลี่เพิ่งคำนวณคร่าว ๆ ว่า อาจจะเหลือเวลาในชีวิตประมาณ 15,000 วัน เขาบอกตัวเองว่า “ฉิบหายแล้ว จะทำอะไรต้องรีบทำ” นั่นคือหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้วิลลี่ใส่เกียร์เดินหน้าเต็มกำลัง ทั้งเรื่องงาน รวมถึงบทบาทการเป็นพ่อ เพื่อให้ทุกวันที่เดินหน้ามีคุณค่าเท่าที่ทำได้

วิลลี่ แมคอินทอช นักแสดงอายุงาน 30 ปี ที่เคยปิดบริษัทพร้อมหนี้ 106 ล้านบาท

วิลลี่ แมคอินทอช ตอนวัยรุ่นเคยฝันว่าจะทำงานในวงการบันเทิงนานขนาดนี้ไหมครับ

ไม่มีทาง ขวางเลยล่ะ ตอนแรกผมอยากเป็นนักบิน เพราะพ่อเคยเป็นทหารอากาศของประเทศอังกฤษ ขับเครื่องบินรบในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 พอสงครามจบก็มาเป็นนักบินพาณิชย์ ส่วนแม่ทำงานอยู่บริษัทการบินไทย ซึ่งสมัย 30 กว่าปีก่อน ไม่มีอะไรที่มั่นคงเท่าอาชีพนี้แล้ว แต่ลองดูวันนี้สิ โควิด-19 เปลี่ยนทุกอย่างจากหน้ามือเป็นหลังมือ

ตอนเด็ก ๆ ผมจึงทำทุกอย่างเพื่อไปสู่เส้นทางนั้น ผมได้ทุนเรียนฟรี 4 ปีที่มหาวิทยาลัยมิชิแกนด้วยนะ แต่การเรียนขับเครื่องบินต้องจ่ายค่าน้ำมันเอง ผมใช้วิธีมาถ่ายแบบเก็บเงินที่เมืองไทยในช่วงวันหยุดคริสต์มาสกับปีใหม่ จากนั้นก็กลับไปเรียนที่อเมริกาต่อ แต่สุดท้ายก็จ่ายค่าน้ำมันไม่ไหว ตอนนั้นเสียค่าน้ำมันชั่วโมงละ 60 เหรียญ แล้วต้องเก็บชั่วโมงบินสะสม 1,000 ชั่วโมง ไหนจะค่าเช่าบ้านและค่ากินอยู่อีก ผมจึงเปลี่ยนแผนมาลองสอบเข้าการบินไทย เพราะถ้าสอบติด บริษัทจะส่งเรียนบินต่อ แต่ปรากฏว่าผมสอบไม่ผ่าน

ตอนนั้นพลาดเรื่องอะไรครับ

จิตวิทยา (หัวเราะ) คือเรื่องความรู้ไม่ได้มีปัญหา แต่ตอนทำ Aptitude Test เพื่อหาคนที่เหมาะสมจะเป็นนักบิน เช่น ไม่โลเลเกินไป ไม่มั่นใจเกินไป ปรึกษาทุกครั้งที่มีเหตุฉุกเฉิน ปรากฏว่าผมไม่ผ่าน ตอนนั้นเสียใจที่ทำให้พ่อแม่ผิดหวัง แต่ชีวิตก็ต้องเดินหน้าต่อ ผมจึงตัดสินใจหันมาทำอาชีพที่เลี้ยงดูตัวเองมาตั้งแต่เด็ก นั่นคือวงการบันเทิง ซึ่งทำให้ผมมีเงินไปเรียนที่อเมริกา ตอนนั้นคิดว่าคงได้ทำงานนี้แค่แป๊บ ๆ เพราะวงการบันเทิงมีคนหน้าใหม่เกิดขึ้นตลอดเวลา แต่พอผ่านมาถึงวันนี้ก็พิสูจน์ได้ว่า มันเป็นอาชีพหลักได้

ถ้าแบ่งชีวิตในวงการบันเทิงออกเป็นครึ่งแรกกับครึ่งหลัง ในครึ่งแรกของวิลลี่เป็นอย่างไร

เขาเคยพูดกันว่า ผมหล่อมากในช่วง 10 ปีแรก (หัวเราะ) ซึ่งไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองหล่อเลยนะ เพราะสมัยเรียนที่มิชิแกน หน้าตาแบบผมเป็นได้แค่คนขายแฮมเบอร์เกอร์ ที่นั่นมีคนหล่อกว่าเยอะแยะ แต่พอกลับเมืองไทย ผมอาจโชคดีที่เป็นนักแสดงหน้าฝรั่งในยุคนั้น นอกจากนี้ยังได้รับโอกาสที่ดีจาก พี่ไก่-วรายุฑ มิลินทจินดา และผู้จัดละครหลาย ๆ ท่าน

15 ปีแรกในวงการช่วงเวลาแห่งการเรียนรู้ ผมโชคดีที่ในยุคที่ผมเป็นพระเอก ผู้จัดละครเลือกนักแสดงระดับเทพมาประกบหมดเลย แล้วสมัยนั้นไม่มีโทรศัพท์มือถือ ไม่มีโลกออนไลน์ ช่วงพักเบรกนักแสดงก็นั่งคุยกันในกองทั้งวัน จากนั้นไปปะทะกันในฉาก เราก็พยายามเก็บรายละเอียดการแสดงจากรุ่นพี่ เช่น จังหวะการเล่น การรับส่งอารมณ์ แล้วความที่องค์ประกอบรอบตัวดีหมด ก็ทำให้คนดูมองว่าวิลลี่เล่นดี ซึ่งจริง ๆ ไม่ใช่หรอก เป็นเพราะผมอยู่ตรงกลางของสิ่งที่ดีมากอยู่แล้ว

วิลลี่ แมคอินทอช นักแสดงอายุงาน 30 ปี ที่เคยปิดบริษัทพร้อมหนี้ 106 ล้านบาท

ในวันนั้นยังไม่มีสถาบันสอนการแสดงมากมายเหมือนวันนี้ด้วย

ใช่ ตอนนั้นยังไม่มีอาชีพแอคติ้งโค้ชเลย ผมได้เรียนรู้จากนักแสดงรุ่นพ่อแม่และพี่ ๆ ที่อยู่รอบตัว ซึ่งเป็นวิชาที่เรียนจากที่ไหนไม่ได้ สำหรับผมคนที่สอนการแสดงได้ดีที่สุดคือคนที่ทำอาชีพนี้ เคยผ่านการแสดงมา เหมือนครูที่สอนขับเครื่องบินก็คือนักบิน

เวลาอยู่กองถ่ายผมจึงรู้สึกเหมือนอยู่มหาวิทยาลัย ครั้งหนึ่งทำงานกับ พี่ตั้ว-ศรัณยู วงษ์กระจ่าง ผมถึงขั้นซ่อนบทของตัวเอง แล้วขอดูของพี่ตั้ว เพราะอยากรู้ว่า เขาเขียนอะไรลงไปในบทบ้าง เพราะพี่ตั้วคือศาสตร์แห่งการจำ เล่นละครเวทีคนเดียวเป็นชั่วโมง โดยที่พูดไม่ผิดเลย

เจออะไรในคัมภีร์นั้นบ้างครับ

พี่ตั้วเขียนอธิบายว่า บทช่วงนี้ต้องสื่อความหมายและอารมณ์แบบไหน จังหวะนี้ต้องหยุดพูด ถึงตรงนั้นต้องหันหน้าไปทางซ้ายหรือขวายังเขียนเลย คือที่สุด! นี่กูได้คัมภีร์บู๊ลิ้มมาแล้ว (หัวเราะ)

หรือครั้งหนึ่ง อาเปี๊ยก-พิศาล อัครเศรณี เล่นเป็นพ่อผม ซึ่งหน้าตาและส่วนสูงไม่น่าเป็นพ่อลูกกันได้ (หัวเราะ) แต่เจอกันวันแรกก็คุยถูกคอมากจนอาชวนไปซาวน่าด้วยกัน ยังจำได้ว่า อาเปี๊ยกบอกว่า วิลลี่ ซาวน่าเสร็จกินข้าวโคตรอร่อยเลย

หลังจากวันนั้น เราเข้าฉากด้วยกัน เป็นบทที่ต้องทะเลาะแรง ๆ พอกำผู้กับสั่งเดินกล้อง ผมพูดประโยคว่า “ผมไม่ยอมพ่อหรอกนะ!” เท่านั้นแหละ อาเปี๊ยกตบหน้ากูหันเลย (หัวเราะ) ไม่บอกก่อนด้วยนะ แต่เขาไปเตี๊ยมกับผู้กำกับและตากล้องเรียบร้อยแล้ว

ตอนเสียงตบดัง ผั๊วะ! ผมรู้สึกฉิบหาย… บทในหัวหายหมดเลย ต้องพูดอะไรต่อเนี่ย พอนึกออกก็พยายามเล่นจนผู้กำกับสั่ง “คัต! ดีมาก!” หลังจากนั้นอาเปี๊ยกก็บอกว่า เย็นนี้ซาวน่าเหมือนเดิมป่าว

ผมก็แบบ เดี๋ยวนะ อาเพิ่งตบผม ไม่เคลียร์ด้วย อาก็บอกว่า มันเป็นส่วนหนึ่งของการแสดง (หัวเราะ)

ว่ากันว่าเหล็กต้องตีตอนร้อน แต่ทำไมพอ วิลลี่ แมคอินทอช เริ่มเป็นที่รู้จักในฐานะพระเอก ถึงตัดสินใจไปบวชนาน 6 เดือนครับ

ผมไม่รู้ว่าหรอกว่าตัวเองดังไหม ต้องให้คนอื่นบอก แต่ตอนนั้นอายุ 25 ปีพอดี และคิดอยากบวชมาสักพักแล้ว บวกกับตอนนั้นเริ่มคุยกับ เยลหลี (เยอราดีน แมคอินทอช) คิดว่าพอสึกออกมาจะขอเป็นแฟน ซึ่งต่อมาก็เป็นแบบนั้น โดยผมไปบวชกับ พระอาจารย์แบน (พระภาวนาวิสุทธิญาณเถร) ที่วัดดอยธรรมเจดีย์ เป็นวัดป่าที่จังหวัดสกลนคร

วิลลี่ก่อนบวชและหลังบวชแตกต่างกันไหมครับ

พลิกชีวิตเลยนะ ผมโชคดีที่ได้พระอาจารย์ที่ดี ท่านสอนให้มองเห็นแก่นแท้ของตัวตนว่า หน้าตาหรือชื่อเสียงเป็นเพียงภาพลวงตา มันไม่ใช่ของเรา ซึ่งก่อนหน้านั้นยอมรับว่าเคยยึดติดว่าเราเป็นนั่นนี่ แต่ 6 เดือนนั้น ผมอยู่แต่ในป่า นั่งดูตัวเองว่าเป็นอย่างไร และได้รู้ว่าไม่มีอะไรที่เป็นของเราเลย เราใช้ร่างนี้จนแก่ แล้วก็ตาย ถ้ามัวยึดติดจะมีแต่ทุกข์ใจ เอาแค่ประคับประคองให้ทำงานอยู่ในวงการได้ก็พอ ถ้าหลงอยู่กับความหล่อ ป่านนี้ผมคงไปทำศัลยกรรมที่เกาหลีแล้ว พอไม่เคยทำก็เลยได้แค่นี้ไง (หัวเราะ)

พอสึกมาก็ถ่ายละครเรื่อง รักเดียวของเจนจิรา ตอนนั้นผมยังสั้นอยู่เลย เป็นละครอีกเรื่องที่กระแสตอบรับดีมาก เพราะมีองค์ประกอบที่ดีหลายอย่าง ทั้งนักแสดงและทีมงานเก่ง ๆ บทดี เพลงเพราะ ทุกอย่างลงตัวไปหมด

วิลลี่ แมคอินทอช นักแสดงอายุงาน 30 ปี ที่เคยปิดบริษัทพร้อมหนี้ 106 ล้านบาท
วิลลี่ แมคอินทอช นักแสดงอายุงาน 30 ปี ที่เคยปิดบริษัทพร้อมหนี้ 106 ล้านบาท

ถามถึงชีวิตครึ่งหลังบ้าง หลังจาก รักเดียวของเจนจิรา เราได้เห็นละครของคุณเกือบทุกปีจนถึงวันนี้ รวมถึงบทบาทพิธีกร ผู้จัดรายการโทรทัศน์ มีเหตุการณ์ไหนที่น่าจำจดเป็นพิเศษบ้างครับ

ผมใช้ชีวิตเหมือน พี่ตูน บอดี้สแลม คือวิ่งตลอดเวลา ทำงานทุกวันจนไม่รู้ว่ามีอะไรที่ต้องจำบ้าง ทุกอย่างผ่านไปเร็วมาก คงต้องบอกว่าผมได้รับโอกาสดี ๆ เยอะ ต้องขอบคุณผู้จัดทุกท่าน จนถึงสถานีที่ให้เวลาผลิตรายการ นอกจากนี้ยังมีพี่ ๆ ในวงการให้ความช่วยเหลือ อย่าง พี่กิ๊ก (เกียรติ กิจเจริญ) ที่ช่วยเซ็ตบริษัท ลักษ์ 666 คิดรายการ สาระแน แถมยังขายโฆษณาให้ และเป็นเพื่อนเจ้าบ่าวตอนผมแต่งงานด้วย ใช้คุ้มมาก (หัวเราะ)

สิ่งที่พี่กิ๊กทำในวันนั้นก็ส่งผลให้ผมอยากส่งต่อด้วยนะ เวลามีเพื่อน ๆ หรือรุ่นน้องมาปรึกษาเกี่ยวกับการงานในวงการบันเทิง ผมบอกหมด ไม่เคยกั๊ก อยากเป็นผู้จัดรายการเหรอ มาคุยกัน เดี๋ยวช่วยไปขายของให้ด้วย ถึงตอนนี้ก็มีหลายคนที่เติบโตเป็นผู้ผลิตรายการ แต่ผมถอยออกจากบทบาทนั้นแล้ว เพราะเดินทางมาถึงช่วงที่เห็นความสำคัญของคุณภาพชีวิตมากกว่าความสำเร็จ

ผมเปิดบริษัทตอนอายุ 27 – 28 ปี ตอนนั้นไฟแรง ไม่กลัวอะไรทั้งนั้น พอรายการ สาระแน ติด ก็ลุยทำอย่างอื่น ทั้งภาพยนตร์ ละครเวที คลื่นวิทยุ นิตยสารดารา พอธุรกิจโตขึ้นเรื่อย ๆ ปลายทางก็คือการพาบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งยอมรับว่าเคยคิด แต่พอคุยกับหุ้นส่วน ทุกคนตัดสินใจว่าไม่เอาดีกว่า เนื่องจากคีย์หลักของบริษัทนี้ไม่ได้ขายสินค้า แต่เป็นมนุษย์ 3 คน คือ ผม หอย (เกียรติศักดิ์ อุดมนาค) และ เปิ้ล (นาคร ศิลาชัย) ซึ่งคุยกันว่าไม่อยากเปลี่ยนชีวิต ถ้าบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ คงมีไลฟ์สไตล์หลายเรื่องที่เราทำไม่ได้ ถ้าอย่างนั้นไม่เอาดีกว่า

อย่างผมมีครอบครัว มีลูก ก็อยากอยู่กับเขานาน ๆ ไม่อยากป่วยเพราะความเครียด ซึ่งเป็นเรื่องที่เจอตลอดเวลาตอนเป็นผู้จัด ไหนจะเรื่องต้นทุน เรตติ้ง การแข่งกับรายการอื่น มันเป็นสงครามเลยล่ะ ถึงแม้คุณจะได้ตำแหน่งที่หรูหราคือผู้จัดรายการ แต่สิ่งที่ต้องแลกคือ ความกังวลสารพัดว่าวันนี้ฝนจะตกไหม ดาราคนนั้นรีบไปอีเวนต์รึเปล่า วันนี้จ่ายไป 300,000 บาทแล้ว จะถ่ายได้ไหม… ความรู้สึกแบบนั้นผมไม่เอาแล้ว ขอรับผิดชอบแค่ตัวเอง ใช้ชีวิตเหมือนกวางน้อยในทะเลทรายซาฮารา หนีสิงโตให้ทัน แค่นั้นก็พอแล้ว

ทราบมาว่า บริษัท ลักษ์ 666 จํากัด ปิดตัวพร้อมกับหนี้รวม 106 ล้านบาท

ใช่ จริง ๆ เริ่มเอะใจตั้งแต่ตอน กสทช. มาแล้วว่าทุกอย่างจะเละเทะ พอตัดสินใจปิดบริษัท เราก็ขายทุกอย่าง แล้วนั่งบวกลบคูณหารว่า บริษัทมีหนี้สินเท่าไร ซึ่งเจ้าหนี้ส่วนใหญ่ก็คือคนในวงการบันเทิง มองหน้าก็รู้จักกันหมด ผมกับหอยคุยกันว่า ถ้าอยากทำงานในวงการนี้ต่อก็ต้องใช้หนี้ให้หมด คนจะจดจำไหมอยู่ที่ความรับผิดชอบ แบบนี้จะนอนตายตาหลับ ลูกหลานจะเดินผงาดเมื่อไหร่ก็ได้ ไม่มีด่างพร้อย

แต่วันที่คุยกับหอยเรื่องหนี้ เครียดมากนะ ความจริงจะยอมทิ้งชีวิตไป 3 ปีแล้วไม่ต้องเคลียร์หนี้ก็ได้ ประกาศออกไปว่า โอเคครับ วิลลี่กับหอยเจ๊ง ล้มละลาย แล้วก็ให้ศาลฟ้องตามกระบวนการ กับอีกวิธีคือก้มหน้าก้มตาหาเงินใช้ ชีวิตผมมักเจอทางแยกให้เลือกแบบนี้อยู่บ่อย ๆ โดยจะมีทางง่ายกับทางยาก ซึ่งผมเลือกทางยากมาตลอด เพราะเชื่อว่าถูกต้อง ทางง่ายอาจจะพาคุณไปเจอทางตันก็ได้ ผมกับหอยเลยตัดสินใจรับผิดชอบหนี้กันคนละครึ่ง ซึ่งเป็นเงินเยอะ แต่เราไม่หนี โชคดีที่เจ้าหนี้ก็ไม่ได้ดุดัน เราก็ทยอยเคลียร์จนหมด

แต่สารภาพว่า สิ่งที่ผมรู้สึกระแวงตลอดเวลาคือ จะอยู่วงการบันเทิงได้นานแค่ไหน เพราะตลอด 30 กว่าปีที่ผ่านมา มีเพื่อน ๆ หลายคนที่หายไปเยอะ บางคนกลับมาแล้วหายไปอีกก็มี จนบางครั้งรู้สึกไม่มีความมั่นคงเหมือนที่หลายคนพูดกัน แต่การที่ผมยังได้ทำงานในวงการนี้ มันเป็นเพราะดวงชะตาหรือเปล่า หรือเป็นการทำตัวของเรา หรือทั้งสองอย่างรวมกัน ผมก็บอกไม่ได้นะ คิดแค่ว่าจะอยู่ให้ได้ เพราะเลือกอาชีพนี้แล้ว เราต้องเลี้ยงดูแลพ่อแม่ได้ จ่ายค่าน้ำค่าไฟได้ เป็นความรู้สึกเหมือนคนทำอาชีพอื่น ๆ ทั่วไปนั่นแหละ

ถ้าให้เปรียบเทียบวิลลี่ในบทบาทนักแสดงกับนักธุรกิจ

ผมไม่ใช่นักธุรกิจที่ดี อาจเพราะเริ่มจากการเป็นนักแสดง และถูกบ่มมาตั้งแต่เด็กว่า ทำอย่างไรให้คนรัก ข่าวไม่ดีไม่ควรมี เพราะการมีคนชอบจะทำให้คุณทำอาชีพนี้ได้นาน แต่ยุคสมัยก็เปลี่ยนไปนะ สมัยนี้การมีข่าวเยอะ ๆ ก็ดี ขอดราม่าไว้ก่อน จะได้เป็นข่าวทุกวัน แต่อยู่นานหรือเปล่าไม่รู้

ข้อเสียเปรียบของการเป็นดาราอย่างผมคือ เมื่อถูกบ่มมาให้คนรักจะไม่เหมาะทำธุรกิจ เพราะคุณไม่มี Killer Instinct ไม่สามารถแทงเพื่อนข้างหลังแล้วบอกว่า มันเป็นเรื่องธุรกิจ เพราะคุณจะคิดตลอดว่า เพื่อนจะรักเราไหม เขาจะรู้สึกอย่างไร เพราะฉะนั้นผมไม่แทงใครข้างหลัง เพราะอยากให้คนไปงานศพแล้วร้องไห้เพราะคิดถึง 

เวลาทำธุรกิจ ผมเลยไม่เอาเงินมาเป็นที่ตั้ง แค่ไม่เจ๊งก็โอเคแล้ว ไม่จำเป็นต้องได้กำไรอู้ฟู่ อย่างผมทำฟาร์มผักก็ได้ประมาณหนึ่ง ทำธุรกิจอาหารปลาก็ได้ประมาณหนึ่ง ผมเลยต้องทำเยอะ เพื่อให้รวม ๆ แล้วดูดี

ทั้งหมดทั้งมวล ขึ้นอยู่กับว่าคุณปักธงในชีวิตอย่างไร อะไรในชีวิตที่สำคัญมากกว่า เพราะเมื่อคุณปักธงไว้อย่างหนึ่ง ก็อาจต้องเสียสละบางอย่างเพื่อมุ่งไปทางนั้น

วิลลี่ แมคอินทอช นักแสดงอายุงาน 30 ปี ที่เคยปิดบริษัทพร้อมหนี้ 106 ล้านบาท

ตอนนี้ปักธงไว้ที่ไหน และเรื่องอะไรบ้างครับ

ในเรื่องธุรกิจ ผมจะปักให้ไกลเกินความจริงไว้ก่อน เช่น ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่ทำกับหอยและ แหม่ม (คัทลียา แมคอินทอช) จะไปวางขายทั่วโลก โอ้โฮ โคตรยากเลย แต่ถ้าไม่ถึงก็ไม่เป็นไร พอคุณอายุ 80 ปีแล้วหันกลับมาดูจะเห็นว่ามาไกลมาก แต่ถ้าปักธงขายที่หน้าปากซอยบ้าน แป๊บเดียวก็ถึงแล้ว จากนั้นไงต่อล่ะ เพราะฉะนั้นผมจะคิดแบบนี้กับความฝันทุกเรื่อง ส่วนจะไปถึงไหมค่อยว่ากัน แต่อย่างน้อยเราจะไม่หลงทาง เพราะเส้นทางที่ใกล้ที่สุดในความสำเร็จคือเส้นตรง ผมจะได้ปักไว้เพื่อเดินตรงไปหามัน

แต่อย่างเดียวที่ไม่เคยปักหมุดเลยคือวงการบันเทิง เพราะไม่รู้ว่าที่สุดคืออะไร เช่น ผมต้องได้เล่น John Wick 5 ต้องกูเท่านั้น (หัวเราะ) ถ้าปักแบบนั้น ชีวิตผมเปลี่ยนเลยนะ ต้องไปเรียนยิงปืน ซึ่งผมตั้งเป้าแบบนั้นไม่ได้ เพราะแต่งงานมีครอบครัวแล้ว ถ้าจะพุ่งไปทางเดียวจะกระทบต่อบริบทในชีวิต

การทำอาชีพหนึ่งมายาวนาน 30 ปี อะไรที่สนุกที่สุดของการเป็นนักแสดงและพิธีกรครับ

ถามว่างานที่ทำหนักไหม หนักมาก หลายคนคิดว่าเป็นดาราแล้วสบาย แต่บางวันเราทำงาน 18 – 20 ชั่วโมง อดหลับอดนอน โดยต้องดูดีตลอดเวลา จริง ๆ เป็นอาชีพที่มีข้อไม่ดีเยอะ แต่ข้อดีคือคุณจะเด็กตลอดเวลา ทุกวันนี้ผมยังรู้สึกวัยรุ่น เพราะเราเล่นกันทั้งวัน ผมอายุ 50 กว่าแล้วยังสนุกกับการเล่นละคร หรือการเป็นพิธีกรก็ทำให้เราได้หัวเราะอยู่ตลอดเวลา

ตอนผมปิดบริษัท แล้วหันมารับจ้างอย่างเดียวเมื่อประมาณ 7 ปีก่อน ผมอายุ 40 กว่า ตอนนั้นนั่งคิดว่า ถ้าตายตอนอายุ 80 เท่ากับผ่านครึ่งทางมาแล้วนะ ผมเอา 40 ปี คูณ 365 วัน เท่ากับผมมีเวลาเหลืออยู่ประมาณ 15,000 วัน เฮ้ย น้อยฉิบหาย จะทำอะไรต้องรีบแล้ว ตั้งแต่นั้นผมจึงทำงานเยอะขึ้น ทำให้เต็มที่ ตื่นมาอาจเหนื่อยบ้าง แต่ต้องทำทุกวันให้มีคุณค่า เพราะเหลือเวลาน้อยมากแล้ว

ล่าสุดเห็นเป็นพิธีรายการใหม่ ‘มาลัยไฟท์เตอร์’ ซึ่งเป็นการหวนมาทำงานกับ JSL ทางช่อง 7HD ในรอบ 20 ปี

ใช่ครับ ที่นี่เป็นโรงเรียนสอนงานพิธีกรผม ตั้งแต่ตอนสึกใหม่ ๆ ที่ได้รับโอกาสเป็นพิธีกรรายการ สืบสะเด็ด ผมภูมิใจที่ได้ผ่านสถาบันนี้นะ ลองดูสิว่ามีพิธีกรคนไหนเคยผ่านที่นี่บ้าง มีทั้ง พี่ตา-ปัญญา นิรันดร์กุล, พี่ต๋อย-ไตรภพ ลิมปพัทธ์ แก๊งเสนาในรายการ ยุทธการขยับเหงือก มีแต่คนที่ประสบความสำเร็จทั้งนั้น หลายคนออกไปเปิดบริษัทของตัวเองจนใหญ่โต หรือเปิดบริษัทแล้วเจ๊งแบบผมก็มี (หัวเราะ)

มาลัยไฟท์เตอร์ เป็นรายการแข่งขันร้องเพลง โดยชวนคนทางบ้าน 5 คน จากหลากหลายอาชีพมาแข่งขันกัน แต่ก่อนจะถึงด่านนั้น เขาต้องแสดงตัวตนและความสามารถด้านอื่น เพื่อขอมาลัยจากแขกรับเชิญ 3 คน ซึ่งต้องเสี่ยงเลือกลูกทีมจากการพูด การเต้น การแต่งตัว หลังจากนั้นจึงเป็นการแข่งขันร้องเพลง

นอกจากเสียงเพลง ความสนุกหลักของการทำคอนเทนต์คือ คนไทยชอบการพูดคุยที่สนุกสนาน เล่นมุกให้ได้หัวเราะ บรรยากาศในรายการจึงเฟรนด์ลี่ ให้ความรู้สึกเหมือนงานวัดที่ชาวบ้านคุ้นเคย ซึ่งเป็นความสนุกที่ทำให้คนต่างชาติมาอยู่เมืองไทยเยอะ เป็นเสน่ห์ที่ไม่ต้องอาย ไม่ต้องเคอะเขิน ผมเคยใช้ชีวิตทั้งที่เมืองนอกและเมืองไทย เห็นมาแล้วทั้งสองแบบ และคิดว่าเสน่ห์ของเราไม่ใช่แค่การท่องเที่ยว แต่คือความเป็นไทย

อย่างเรื่องอาหารการกิน ถ้ามีคนคิดว่าทำไมคนไทยต้องมีกับข้าวตั้ง 5 จาน ไม่เหมือนฝรั่งที่ตักใส่จานเดียว ก็เพราะเราคือคนไทยไง อาหารกูอร่อย มันมีหลายอย่างที่เราพยายามจะเป็นเหมือนฝรั่ง ทั้งที่แต่ละประเทศมีเสน่ห์ของตัวเอง อย่างญี่ปุ่นก็มีวัฒนธรรมมากมายที่เขายึดมั่นไว้

สมัยเรียนจบมหาวิทยาลัยใหม่ ๆ ผมมีเพื่อนต่างชาติมาเที่ยวเมืองไทย พอดีตอนนั้นผมไปงานบวชเพื่อนอีกคนที่ต่างจังหวัด จึงบอกเขาว่าจะพาเพื่อนฝรั่งไปเที่ยวด้วย ปรากฏว่าพอไปถึง มันให้ที่บ้านล้มวัวตัวหนึ่ง ขนสาโทมาเลี้ยงรับรอง เท่านั้นไม่พอยังชวนเพื่อนบ้านให้ขนอาหารมาเติมอีก เพื่อนฝรั่งเห็นแล้วตกใจว่า ทำสเต๊กเลยเหรอ ไม่ต้องขนาดนั้นก็ได้นะ (หัวเราะ) แต่คนไทยเป็นแบบนี้ไง ถ้ากินไม่หมดก็ค่อยแจกจ่ายเพื่อนบ้าน เราเป็นชาติที่ปาร์ตี้เด็ดที่สุดในโลก แต่พยายามกลบมันไว้ เพราะมองว่าแบบนี้ไม่พัฒนา ผมก็งงว่าทำไมเราไม่โชว์ตรงนี้ให้โลกรู้

ชีวิตของวิลลี่ในมุมนักเรียนการบิน นักแสดง พิธีกร ผู้จัด นักธุรกิจ พระ พ่อ ที่อยากถูกจดจำว่า ‘ห้ามใจไม่ให้รักไม่ได้’

พูดถึงเรื่องไทยกับต่างชาติ ช่วงที่ผ่านมามีกระแสในโซเชียลมีเดียว่า ทำไมละครไทยมีแต่เรื่องแบบเดิม ๆ ไม่เหมือนซีรีส์เกาหลีหรืออเมริกา ในฐานะคนทำงานในวงการนี้มองอย่างไรครับ

เราไปให้สุดเหมือนฮอลลีวูดได้ยาก เพราะไม่มีงบเท่าเขา ถ้าได้เงินมากขนาดนั้นจะทุ่มเทชีวิตเป็นโจ๊กเกอร์ให้ดู แต่นี่เราต้องจ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าตัวก็ไม่ได้เยอะขนาดนั้น เลยต้องทำหลายอย่าง ผมกลับมองว่านักแสดงบ้านเราเก่ง เพราะต้องถอดหมวกหลายใบ วันนี้เป็นนักแสดงดราม่า พรุ่งนี้พิธีกร อีกวันเป็นตลก คือเราทำได้หมด แต่ไม่ได้เก่งไปทางเดียว

สิ่งที่เรามีเหมือนกันคือ กล้อง ไฟ และอุปกรณ์ที่ดีเท่าเขา หนังฮอลลีวูดหลายเรื่องมาถ่ายทำที่เมืองไทยก็ใช้ทีมงานและอุปกรณ์ของบ้านเรา สิ่งเดียวที่แตกต่างคือ ในวันนั้นเขาอาจถ่ายแค่ฉากเดียว อย่างคุณโจ๊กเกอร์ กว่าจะแต่งหน้าเซ็ตไฟได้อาจถ่ายทำได้วันละ 1 – 2 ฉาก แต่ถ้าเป็นของไทยต้องถ่ายวันละ 30 ฉาก พอซีนแรกเสร็จก็ต้องรีบไปฉากต่อไป เพราะมีเรื่องเสียโอทีตอน 4 ทุ่มอีก

ส่วนเนื้อเรื่อง ถ้าอยากให้ละครดี ซีรีส์ดี เนื้อร้องต้องดีถูกไหม คำถามคือ ใช้คนเขียนบทกี่คน มุมมองของ 1 คน คงเทียบกับ 30 คนไม่ได้ อย่างของเกาหลี ผมเชื่อว่าเซ็ตหนึ่งต้องมีคนเขียนประมาณ 30 คน บางเรื่องอาจมีคนคุมคาแรกเตอร์แบบ 1 ต่อ 1 เพื่อบอกนักแสดงว่า ตัวละครนี้พูดแบบนี้ ไม่ทำท่าทางแบบนั้น แต่พอตัดภาพมาที่เมืองไทย คนเดียวต้องเขียนบท 8 เรื่อง ถ้าจะแก้ไขเรื่องนี้ เราเริ่มตรงนี้ก่อน

อีกคำถามในโซเชียลมีเดียคือ ทำไมเราชอบทำละครแนวเดิม ๆ หรือรีเมกของเก่า

ถามว่าจะทำแบบเมืองนอกได้ไหม ทำได้ แต่ไม่ได้ทำ เพราะเราทำละครให้คุณป้าที่เรารักดู ถ้าจะปักธงว่าทำละครให้โลกดู บทก็จะคนละอย่าง ป้าจะดูไม่รู้เรื่องนะ ขึ้นอยู่กับว่าจะเอาธงไหน สิ่งที่ต้องยอมรับคือ มีคนชอบดูละครแบบเดิม อย่างแม่ผม พอมีแนวใหม่ที่ฮิต ๆ เขาก็ดูไม่รู้เรื่อง และต้องกลับมาดูของเก่า

แต่อีกสิ่งที่ต้องยอมรับคือ ละครไทยถูกตีกรอบเยอะ เล่าเรื่องรัฐบาลไม่ได้ ตำรวจไม่ดีก็ไม่มี บทละครเลยดูเป็นเรื่องของคนที่ไม่เคยทำงาน วัน ๆ ตระเวนตามล่านางเอก ผมเล่นละครมานานขนาดนี้ ยังไม่เคยทำอาชีพอะไรเลย อย่างมากสุดก็แค่เซ็นเช็ค คือว่างมาก 

แล้วสังเกตไหมว่า ละครไทยคุณรีดผ้าไปด้วยดูไปด้วยได้ เพราะทุกอย่างถูกอธิบายเหมือนละครวิทยุ เช่น คุณวิศรุตได้เจอคุณเฉิดฉายไหมครับ แล้วคุณปรียาวดีอยู่ที่ไหน เรามานั่งกินข้าวในครัวกันก่อนไหม คือเป็นการเล่าเรื่องที่ไม่ต้องดูจอก็รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่กับหนังฝรั่ง ถ้าคุณไม่จ้องจะไม่รู้ว่าเรื่องจะดำเนินต่อไปอย่างไร ถ้าอยากให้ละครไทยเปลี่ยนจริง ๆ คาแรกเตอร์แบบนี้ต้องสลัดทิ้ง

อันนี้ไม่ได้ว่าอะไรนะ ผมอยู่ในวงการและยอมรับสิ่งที่ทำอยู่ และที่พูดได้เพราะตอนนี้ไม่ได้อยู่ในบทบาทผู้จัดแล้ว แต่สมัยเปิดบริษัทผมก็ทำตามโจทย์พาณิชย์ เช่น ทำหนังต้องมีนักแสดงดัง ๆ โปสเตอร์ต้องมีตัวชู คือเข้าใจคนทำงาน เพราะฉะนั้นจึงอยากบอกเด็กรุ่นใหม่ว่า ถ้าไม่ชอบสิ่งที่เป็นอยู่ ก็สร้างสิ่งที่อยากเห็นขึ้นมา คุณอยู่ในวัยที่มีไฟในการทำสิ่งใหม่ แต่ปัญหาที่จะเจอคือ ถ้าแหวกแนวเกินไปจะคุยกับนายทุนยาก เพราะเขาอยู่ในวัยโอลด์สคูล ที่ผ่านมาผมเห็นหลายคนที่พยายามจนท้อ เพราะฉะนั้นเราต้องสนับสนุนให้คนรุ่นใหม่ไม่วนกลับมาที่ปลักเก่า

ถามถึง วิลลี่ แมคอินทอช ในบทบาทคุณพ่อของลูกชายอายุ 10 ขวบบ้าง

โอ้โฮ มีความสุขมาก (วิลลี่ยิ้มกว้างมาก) เมื่อก่อนผมรักตัวเองมาก รักมากกว่าเยลหลีด้วย เขาก็รู้นะ แต่พอมี วิน (ธาดาฤทธิ์ แมคอินทอช) ผมไม่เคยรักใครมากขนาดนี้ ผมรับกระสุนแทนได้เลย หรือถ้าลูกต้องการอวัยวะอะไรจากพ่อ ผมให้ได้หมด

ตอนนี้ผมทำหน้าที่พ่อได้ไม่ดีเท่าไร เพราะทำงานเยอะและมีเวลาให้เขาน้อย ถ้าถามลูกว่าต้องการอะไรที่สุด เขาคงบอกว่าเวลา ช่วยพาไปเที่ยวหน่อย แต่ผมเลือกที่จะสร้างฐานะทิ้งไว้ให้เขา ซึ่งสุดท้ายอาจเป็นปัญหาในอนาคตเหมือนละครทั่วไปก็ได้ แต่ให้ผมหยุดทำก็ไม่ได้ เพราะเป็นคนเดียวในบ้านที่ทำงาน

ตอนนี้พยายามบาลานซ์อยู่ ในหนึ่งสัปดาห์จะกำหนดให้มีวันว่าง 1 – 2 วัน เพื่ออยู่กับลูก ผมจะอยู่ใกล้ทั้งวันจนเขาเบื่อ พอวินถามว่า พ่อไม่มีอะไรทำหรือ ไปดูทีวีสิ ผมถึงจะไปมีเวลาส่วนตัว เพราะลูกโตเร็วมาก ถ้าวันหนึ่งเขาบอกว่า พ่อไม่มีส่วนในชีวิตกับเขามากนัก ผมคงเฮิร์ทมาก

เพราะฉะนั้นชีวิตผมจะแทบไม่มีวันพัก เราทำงาน 5 วัน ซึ่งเหนื่อยสุด ๆ ส่วนอีก 2 วันที่เหลือก็ให้ลูกเต็มที่ อย่างเช้าวันนี้ วินตื่นตี 5 แล้วเข้ามานอนดิ้นบนเตียงพ่อแม่ ผมก็ตื่นเลย โดยที่เขาไม่รู้ว่า พ่อทำงานถึง 4 – 5 ทุ่ม แล้วเมียผมก็วัยทอง เปิดแอร์ 18 องศาเซลเซียสแล้วยังบ่นว่าร้อน แต่ผมเนี่ยเอาผ้าห่มคลุมโปง หนาวจะตายอยู่แล้ว ถึงขั้นต้องตื่นมาอาบน้ำอุ่น เนี่ยชีวิตจริง ตลกไหม (หัวเราะ)

ชีวิตของวิลลี่ในมุมนักเรียนการบิน นักแสดง พิธีกร ผู้จัด นักธุรกิจ พระ พ่อ ที่อยากถูกจดจำว่า ‘ห้ามใจไม่ให้รักไม่ได้’

สิ่งที่นักแสดงไทย โดยเฉพาะ พระเอก-นางเอก ที่มีครอบครัวมักโดนถามเป็นประจำคือ จะให้ลูกเข้าวงการบันเทิงไหม แต่คุณทำในสิ่งตรงข้ามคือ ไม่โพสรูปลูกในโซเชียลมีเดียเลย

ผมไม่ได้เป็นดาราตั้งแต่เด็ก มาเข้าวงการตอนอายุ 17 ผมรู้สึกว่า ถ้าพาลูกเข้าตอนนี้เหมือนเป็นการยัดเยียด ประมาณว่าพ่อแม่เป็นที่รู้จัก ลูกก็ต้องเป็นแบบนั้นด้วย เวลาขายโฆษณาก็ขายแพ็กรวมครอบครัว ซึ่งไม่เป็นไร ผมทำงานคนเดียวได้ รอให้เขาโตแล้วเลือกเองดีกว่า จะเป็นศิลปินวาดรูปที่ไม่ต้องมีคนรู้จักเยอะก็ได้ หรือจะเป็นนักธุรกิจ นักบัญชี หรือถ้าอยากเข้าวงการก็ง่ายมาก พ่อทำงานตรงนี้อยู่แล้ว ไว้รอให้วินเลือกเองแล้วกัน

สิ่งที่ผมกังวลคือช่องว่างของเจเนอเรชันมากกว่า สมัยก่อนเราจะรู้จักดาราคนเดียวกับพ่อแม่ เพราะดูละครเรื่องเดียวกัน แต่ทุกวันนี้มีคอนเทนต์สำหรับคนหลากหลายช่วงวัย อย่างครั้งหนึ่งมีเด็กอายุ 15 มารายการที่ผมเป็นพิธีกร แล้วเข้ามาทักว่า สวัสดีครับพี่วิลลี่ พูดตรง ๆ ว่าผมเพิ่งรู้จักพี่เมื่อคืนจากยูทูบครับ (หัวเราะ)

ฟังแล้วก็จริงของเขา เพราะเด็กมีชีวิตอีกแบบ คำถามคือ เราจะปล่อยช่องว่างของวัยให้ห่างออกไปจนคุยกันไม่รู้เรื่องไหม ไม่อย่างนั้นเราจะเห็นการทะเลาะระหว่างเจเนอเรชันเยอะขึ้นเรื่อย ๆ เพราะแต่ละคนมองเหตุการณ์หนึ่งไม่เหมือนกันแล้ว สิ่งที่ต้องยอมรับคือ เด็กคืออนาคต เมื่อเขาไปทางนี้แล้ว ผู้ใหญ่ก็เบนมาหาหน่อยสิ ที่ผ่านมาเขาก็พยายามมาหา แต่เขาไม่เข้าใจคุณแค่นั้นเอง

ผมเห็นตรงนี้ชัด เพราะลูกผมอายุ 10 ขวบ และยึดทุกอย่างในบ้าน ทั้งคอมพิวเตอร์ ทีวี เพราะฉะนั้นเวลาเขาดูอะไร พ่อก็ต้องดูด้วยโดยไม่มีสิทธิกำหนด อย่างตอนนี้วินฟังเพลงแนวซาวนด์เอฟเฟกต์ ผมก็แบบ นี่ฟังอะไรเนี่ย ไม่ชอบ อัสนี-วสันต์ เหรอ แล้ววันที่ลูกโตไปกว่านี้ พ่อจะเข้าใจมันไหมเนี่ย เพราะฉะนั้นถ้าอยากเข้าใจเขา ผมก็ต้องเรียนรู้ไปด้วยกัน

วิลลี่ แมคอินทอช เริ่มต้นความฝันที่อยากเป็นนักบิน ก่อนจะเป็นนักแสดง พิธีกร และนักธุรกิจ ถ้าถึงวันที่ต้องจากโลกนี้ไป อยากให้คนจดจำแบบไหนครับ

อยากให้คนจำว่า ไอ้คนนี้มันเฟรนด์ลี่ ตลก และน่ารัก ห้ามใจไม่ให้รักไม่ได้… เสียดาย ไม่น่ารีบตายเลย อายุ 99 ปีเอง (หัวเราะ)

ถ้าตอนอายุ 17 ปี ผมสอบนักบินติด พ่อแม่ก็คงดีใจ แต่พอพลิกมาทำงานในวงการบันเทิง ก็กลายเป็นการเดินทางอีกแบบ ได้เจอทั้งเรื่องดีและไม่ดี ซึ่งเป็นปกติของชีวิต หลายคนจะอายเวลาบอกว่าทำธุรกิจเจ๊ง แต่ผมมองว่าความล้มเหลวคือประสบการณ์ที่ดีที่สอนว่า อย่าทำแบบนั้นอีก คนเก่ง ๆ ที่ประสบความสำเร็จในโลกก็เคยล้มหรือทำผิดพลาดมาแล้วทั้งนั้น แล้วเวลาคุณเล่าประวัติชีวิตตัวเอง ประสบการณ์แบบนี้จะทำให้สตอรี่สนุกขึ้นเยอะ ถ้าเป็นหนังก็โคตรเข้มข้นเลย

พอถึงเวลาตายแล้วได้ย้อนกลับมาดูจะรู้สึก โอ้โฮ ชีวิตไอ้นี่สนุกสุด ๆ

ชีวิตของวิลลี่ในมุมนักเรียนการบิน นักแสดง พิธีกร ผู้จัด นักธุรกิจ พระ พ่อ ที่อยากถูกจดจำว่า ‘ห้ามใจไม่ให้รักไม่ได้’
ชีวิตของวิลลี่ในมุมนักเรียนการบิน นักแสดง พิธีกร ผู้จัด นักธุรกิจ พระ พ่อ ที่อยากถูกจดจำว่า ‘ห้ามใจไม่ให้รักไม่ได้’

Writer

ปารัณ เจียมจิตต์ตรง

นักเขียนใส่แว่นที่ตกหลุมรักเรื่องราวในชีวิตของผู้คน ผ่านการพูดคุยและการฟัง

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load