“เข้าป่าครั้งนี้ได้เจอเสือดำเป็นครั้งแรกในชีวิต” เขาเล่าอย่างตื่นเต้น

“ขณะที่นั่งในบังไพรที่ติดริมห้วย ตอนแรกผมเห็นเม่นวิ่งมาก่อน พอซูมหน้าจอกล้องดูเห็นว่า มันถูกกัดที่ก้นและหน้า ในใจคิดอยู่ว่าตัวอะไรกัดมันมา ผ่านไป 5 นาที เสือดำตัวโตเต็มวัยก็เดินออกมา และมีขนเม่นติดอยู่ที่ปากของมัน”

ข้อความด้านบนนี้ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของบทละครหรือนิยายแนวผจญภัยในป่าใหญ่ แต่เป็นการเริ่มต้นบทสนทนาที่เราถาม โน้ต-วัชรบูล ลี้สุวรรณ ว่า การเข้าป่าครั้งล่าสุดของเขาเป็นอย่างไร

โน้ต วัชรบูล ลี้สุวรรณ นักแสดงผู้มุ่งเดินเข้าป่ามา10ปีเพื่อฟื้นความเข้าใจคนต่อผืนป่า

“ผมเห็นมันตอนกลางวันด้วย ปกติคนจะเห็นตอนโพล้เพล้ ตัวมันเท่ากับหมาลาบราดอร์”

ความตื่นเต้นที่แฝงในน้ำเสียงและท่วงทำนองในการเล่าประสบการณ์ที่ยังสดใหม่ กระตุ้นให้เราอยากรู้เรื่องในป่าดงพงไพรและสัตว์ป่าน้อยใหญ่ ที่ดูช่างเป็นโลกอีกใบที่เราหลายคนต่างไม่เคยไปสัมผัสด้วยตัวเอง

โน้ตเล่าว่า เมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อนหน้าเขามีโอกาสเข้าไปชมผืนป่า ณ หน่วยพิทักษ์ป่าห้วยมดแดง พื้นที่ส่วนปลายของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง บริเวณที่ติดกับเขื่อนศรีนครินทร์ ที่เดิมเป็นเพียงจุดสกัด ผืนป่าแห่งนั้นยังเงียบสงัดจากการย่างกรายของมนุษย์เข้าไปรบกวน

โน้ต วัชรบูล ลี้สุวรรณ นักแสดงผู้มุ่งเดินเข้าป่ามา10ปีเพื่อฟื้นความเข้าใจคนต่อผืนป่า

“คืนแรกผมนอนไม่หลับทั้งคืน เพราะเสียงสัตว์ยั้วเยี้ยมากจริงๆ ช่วงนี้เป็นหน้าแล้ง  สัตว์ต่างๆ จะมาอาศัยอยู่ใกล้ลำห้วย นอนแล้วได้ยินเสียงมันก้องอยู่ในหัว ตั้งแต่หัวค่ำได้ยินเสียงเก้งกวาง เสียงนกยูงร้อง เสียงนกตบยุง พอดึกๆ ก็ได้ยินเสียงนกเค้าเหยี่ยว และคืนนั้นช้างร้องทั้งคืน เพราะมันยกโขยงลงมาสองสามโขลง เจ้าหน้าที่บอกว่ามันมีลูกอ่อน แล้วมีเสือมากวน ตัวแม่หรือจ่าฝูงก็ร้องทั้งคืน มันแจ๋วมากๆ” เขายิ้มเปี่ยมสุขพลางเล่าต่อไม่หยุด

บ้านในป่า

“ที่มหัศจรรย์กว่านั้นคือ ควายป่าซึ่งเป็นสัตว์สงวนที่เหลือแค่ 70 ตัวในเมืองไทย หากินอยู่ในห้วยขาแข้งส่วนปลายๆ มาปรากฏตัวให้เรารับรู้ได้จริงๆ ตอนกลางคืนเจ้าหน้าที่มาสะกิดให้ฟังเสียงพวกมันข้ามน้ำมา ผมนั่งเงียบๆ ท่ามกลางความมืดในเต็นท์กลางป่า ได้เห็นเงาตะคุ่มของพวกมันเดินมา ย่ำผ่านข้างเต็นท์ และได้ยินแม้แต่เสียงพวกมันกัดหญ้า โคตรไม่น่าเชื่อ ไม่คิดเลยว่าจะมีโอกาสได้ใกล้ชิดกับมันขนาดนี้ แจ๋วจริงๆ เรียกได้ว่าการเข้าป่าครั้งนี้ประทับใจที่สุด”

มาถึงตรงนี้ หากสงสัยว่าทำไมเราจึงชวนเขามาเล่าเรื่องป่าดงพงไพรที่น่าตื่นตาตื่นใจ ก็ต้องขอเล่าเกริ่นไว้ก่อนว่า โน้ต วัชรบูล ที่คนรู้จักในฐานะดารา คือชายหนุ่มผู้หลงใหลธรรมชาติและสัตว์ป่าอย่างสุดหัวใจ หากจำกันได้ว่าช่วงหนึ่งเขาห่างหายไปจากละครและหน้าจอโทรทัศน์ นั่นเป็นเพราะเขามุ่งมั่นเดินเข้าป่าไปช่วยเจ้าหน้าที่ติดตั้งกล้องดักถ่ายภาพสัตว์

ความหลงใหลก่อตัวกลายเป็นความหวงแหนและก่อร่างเป็นอุดมการณ์ จนเขาตัดสินใจเข้าร่วมเดินเท้าคัดค้านโครงการสร้างเขื่อนแม่วงก์ร่วมกับ อาจารย์ศศิน เฉลิมลาภ นักธรณีวิทยาผู้ลั่นวาจาพิทักษ์ผืนป่าแห่งนั้น

เวลา 10 ปีที่เขาเดินเข้าป่าเพื่อฟังเสียงเพรียกจากธรรมชาติ โอบกอดผืนป่าใหญ่ แฝงตัวอยู่เฉียดใกล้สัตว์ป่ามากมาย เขาจึงมีเรื่องราวที่อยากจะเล่าให้ผู้คนซึ่งไม่เคยออกไปผจญไพรได้ฟังและทำความเข้าใจว่า สิ่งมหัศจรรย์ในโลกนี้ไม่ได้ห่างไกลจากตัวเราทุกคน

โน้ต วัชรบูล ลี้สุวรรณ นักแสดงผู้มุ่งเดินเข้าป่ามา10ปีเพื่อฟื้นความเข้าใจคนต่อผืนป่า

เด็กชายในป่าคอนกรีต

โน้ตเป็นเด็กกรุงเทพฯ ร้อยเปอร์เซ็นต์ เติบโตมาในเมืองป่าคอนกรีตที่วุ่นวาย ห่างไกลจากป่าเขียวชอุ่มผืนใหญ่อันอุดมด้วยสัตว์ป่านานาชนิด น่าแปลกที่ความรักป่าดงพงไพรผลิดอกออกใบขึ้นในใจของเขาตั้งแต่จำความได้ แม้ไม่มีใครในครอบครัวสนใจหรือปลูกฝังเรื่องนี้มาเป็นพิเศษ

เมื่อเริ่มเติบโตอยู่ในวัยที่อ่านหนังสือได้คล่อง เขาก็เริ่มอ่านหนังสือแนวผจญภัยในป่าอย่าง เพชรพระอุมา ของ พนมเทียน และล่องไพร ของ น้อย อินทนนท์ ซึ่งกลายเป็นจุดเริ่มต้นความหลงใหลที่เติบใหญ่ในใจเรื่อยมา

“ผมชอบเรื่องแบบนี้มาตั้งแต่เด็ก เหมือนเกิดแล้วฝังชิปมา เพราะรู้ตัวว่าชอบต้นไม้ ชอบป่ามากกว่าทะเล โตขึ้นอยากเข้าป่า หาหนังสือผจญภัยในป่ามาอ่านโดยที่ไม่มีใครบังคับ ผมไปค้นเจอในตู้หนังสือที่บ้าน ซึ่งน่าจะเป็นของคุณอาหรือคุณน้าผู้ชายที่อ่านแล้วเก็บไว้”

ความใฝ่ฝันที่อยากเข้าไปผจญภัยในผืนป่าใหญ่อยู่ในใจของเขาเสมอ ดินแดนเร้นลับที่นักเขียนต่างบรรยายถึงเสือบนคบไม้ โขลงช้าง หรือกระทิงที่ย่ำรอยตีนของตัวเอง คือสิ่งที่เขาอยากไปเห็นกับตา

ทว่าช่วงวัยเรียนที่ต้องคร่ำเคร่งกับการสอบเข้ามหาวิทยาลัยทำให้เขาต้องพักเรื่องนี้ไว้ นานจนเรียนจบและเริ่มเข้าทำงานในวงการบันเทิง จนวันที่ทุกอย่างลงตัวคลี่คลาย จึงได้โอกาสเข้าป่าดูสัตว์อย่างที่ตั้งใจ

“กว่าจะได้เข้าป่าครั้งแรกก็อายุ 26 – 27 แล้ว เงินก้อนแรกที่เก็บได้ผมเอาไปซื้อกล้องและเลนส์เทเลเลย แบบตั้งใจไปส่องนก ไปส่องสัตว์ โดยเฉพาะ”

โน้ต วัชรบูล

ล่องไพรเพื่อสลายตัวตน

ป่าผืนแรกที่โน้ตได้เข้าไปเยี่ยมเยือนเพื่อชื่นชมคือ ป่าในอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน

การล่องไพรครั้งแรกของเขาและน้องชายช่างน่าตื่นตาตื่นใจ แต่สุดท้ายป่าในความเป็นจริงกลับไม่เหมือนที่เล่าขานไว้ในนิยายผจญภัยที่อ่าน เขาไม่ได้สัมผัสความเร้นลับของป่าใหญ่เหมือนกับ รพินทร์ ไพรวัลย์ หรือ ศักดิ์ สุริยัน ตัวเอกในนิยาย

“เป็นคนละเรื่องกันเลย พอยิ่งโต ยิ่งอ่านหนังสือมากขึ้น ศึกษามากขึ้น จะรู้สึกว่าเมื่อก่อนป่าเป็นเหมือนวัตถุดิบในการสร้างเรื่องผจญภัย มีสัตว์ป่าที่น่ากลัว แต่ความจริงแล้วป่ามีสิ่งมีชีวิตที่อาศัยในระบบนิเวศ มีหน้าที่และวิวัฒนาการของมันมาเป็นแสนๆ ปี เราแค่เข้าไปชื่นชมมัน

“ครั้งแรกที่เข้าป่าก็สนุกนะ แต่เรารู้ว่ามันยังไม่สุด แก่งกระจานมีเสือดาว เสือโคร่ง แต่ก็หาเจอยาก ถึงแรกๆ ผมจะเป็นเหมือนคนที่เริ่มศึกษาธรรมชาติทั่วไปคือ เริ่มจากดูนก ถ่ายภาพนกก่อน แต่ลึกๆ ในใจผมอยากดูสัตว์ใหญ่ นั่นคือความฝัน ผมอยากเห็นมัน อยากรู้สึกว่าในธรรมชาตินี้มนุษย์เราอ่อนแอ เราวิ่งช้า หนังก็บาง เวลาไปยืนอยู่กับผู้ล่าอันดับหนึ่งของห่วงโซ่อาหารจะรู้สึกยังไง เราจะทลายตัวตนที่ปรุงแต่งได้มากขนาดไหน เราจะกลายเป็นแค่สิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งบนโลกเท่านั้น”

ต่อมาในช่วงน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 เขามีโอกาสได้ไปช่วยเจ้าหน้าที่พิทักษ์สัตว์ป่าติดตั้งกล้องดักถ่ายภาพ (Camera Trap) ซึ่งเป็นเครื่องมือช่วยประเมินความหนาแน่นของประชากรสัตว์ป่าในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง การทำงานครั้งนั้นเขาได้เห็นเสือโคร่ง กระทิง และวัวแดง ด้วยสองตาของตัวเอง ความประทับใจกลายเป็นความรักและหวงแหน และกลายเป็นแรงดึงดูดให้เขาเดินเข้าผืนป่าแห่งนี้อยู่บ่อยครั้ง

“ในความรู้สึกของผม ห้วยขาแข้งเป็นเหมือนจูราสสิค พาร์ค เป็นสถานที่ที่วิเศษมาก เป็นป่าดิบแล้งที่เหมือนไม่มีอะไร ฤดูแล้งมีไฟป่าจนไม่น่ามีสัตว์อยู่ได้ ไม่มีน้ำตก ไม่มีดอกไม้ แต่กลับเป็นที่ที่อุดมสมบูรณ์ มีสัตว์ป่าขนาดใหญ่มากมาย มีสิ่งมีชีวิตที่อยู่ตามวัฏจักรของมันจริงๆ โดยไม่มีมนุษย์เข้าไปยุ่ง มันโคตรมหัศจรรย์ ผมคิดว่าในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไม่มีที่ไหนเด็ดกว่านี้อีกแล้ว”

จากอาคันตุกะแปลกหน้า กลายมาเป็นคนคุ้นเคย

คุยมาได้สักพัก เราเริ่มสงสัยว่าทำไมเขาจึงมีโอกาสเข้าไปในผืนป่าจนรู้จักกับเจ้าหน้าที่หลายคนในนั้น เขาตอบทำนองว่า ที่ผู้ใหญ่เมตตาคงด้วยเพราะความเป็นดารา และความเป็น ‘ไอ้บ้า’ ที่หลงใหลเรื่องป่าๆ ไม่เหมือนกับคนรุ่นเดียวกันทั่วไป

“ที่ผ่านมาไม่มีใครสนใจเรื่องนี้มานานแล้ว ไม่มีใครสนใจว่าเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าทำอะไร ทีมวิจัยเสือโคร่งทำอะไร ไม่มีใครรู้ว่าเสือโคร่งในประเทศไทยมีเหลือประมาณ 80 – 100 ตัว ไม่มีใครรู้ด้วยซ้ำว่าเสือโคร่งไทยเป็นเสือโคร่งอินโดจีน ไม่ใช่เสือโคร่งเบงกอลที่อยู่ในสวนเสือ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันจะสูญพันธุ์และมีอยู่เฉพาะที่ห้วยขาแข้ง และไม่รู้ด้วยซ้ำว่าห้วยขาแข้งเป็นมรดกโลก แล้วมีไอ้บ้าคนหนึ่งรู้

“ผมไปงานคุณสืบ นาคะเสถียร ทุกปี ไปตั้งแต่ไม่รู้จักใครทั้งนั้น ไปทุกปีจนเจ้าหน้าที่คุ้นหน้าคุ้นตา เขาคงว่าไอ้นี่มันบ้าๆ บอๆ พอมีอะไรเขาก็เลยชวนไป เพราะเห็นว่าผมสนใจจริงนะ ยุคนี้ไม่ใช่ยุคที่คุณจะมาไม่รู้เรื่องราวธรรมชาติรอบตัวแล้ว”

ไม่น่าแปลกใจว่าทำไมเขารู้เรื่องราวของผืนป่าและสัตว์ป่ามากมาย เพราะเวลาว่างส่วนใหญ่เขาหมกมุ่นอยู่กับการศึกษาหาความรู้จากหนังสือมากมายหลายประเภท

“ผมอ่านหนังสือของทุกคน หนังสือของพี่เชน (ม.ล.ปริญญากร วรวรรณ ช่างภาพสัตว์ป่า) ผมมีทุกเล่ม หนังสือของต่างประเทศก็อ่าน ตำราวิชาการเกี่ยวกับเสือก็ซื้อมา คนอาจมองว่าเราเป็นช่างภาพถ่ายสัตว์ป่า แต่ผมไม่ใช่ ผมเป็นเพียงคนที่หลงใหลเรื่องราวของสิ่งมีชีวิตอื่นในโลก ผมชอบจะดูมัน และอยากจะเห็นมัน แบบที่ไม่เบียดเบียนพวกมันมากจนเกินไป”

ความสุขของความเป็นมนุษย์ที่สัมพันธ์กับธรรมชาติ

“ร้อน เหนื่อย เมื่อย รำคาญผึ้งด้วย” เขาบรรยายความรู้สึกขณะที่นั่งในบังไพรรอเก็บภาพสัตว์ป่าน้อยใหญ่ที่เดินผ่าน

“ขณะเดียวกันตอนที่นั่งนิ่งรออยู่อย่างนั้น ผมคิดอยู่ 2 อย่าง อย่างแรกคือ มันเป็นเกม เราไปในที่ของเขา เราไม่มีโอกาสไปตั้งกฎเกณฑ์อะไรได้ อย่างที่สองคือ เราอยู่สัมพันธ์กับธรรมชาติ ร่างกายและความรู้สึกแปรไปตามอุณหภูมิ ร่างกายปรับตัวได้ดีพอสมควรนะ อยู่ในบังไพร ตอนเช้าหนาวก็ใส่เสื้อ ร้อนก็ถอดออก เช็ดเหงื่อ เอาน้ำลูบหน้าลูบตัวให้หายเหนียว เย็นกลับไปอาบน้ำที่ลำห้วยหรือที่พักก็สดชื่นดี กินข้าวเสร็จอากาศเริ่มเย็นสบาย เราก็นอน ใช้ชีวิตไปตามวัฏจักรจริงๆ เวลาของเราเดินไปพร้อมกับธรรมชาติ กลางคืนป่าน่ากลัว เราก็อยู่ตามปกติวิสัยในที่แคบๆ ไม่ออกไปเพ่นพ่านที่ไหน ชีวิตเรียบง่ายและมีความสุขที่สุด สำหรับผมนะ”

ชีวิตที่ดำเนินไปตามวัฏจักรธรรมชาติ ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ ไร้สิ่งเร้ายวนใจ สภาพอันปกติเรียบง่ายดึงให้ตัวเองกลับมาอยู่กับปัจจุบัน

“มันเป็นการบำบัดอาการติดโซเชียล ในป่าไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ ไม่มีอะไรมารบกวน ผมรู้สึกมีสมาธิมากขึ้น ไม่ถึงขั้นปฏิบัติธรรม แต่ก็ใกล้ๆ อย่างน้อยรู้สึกหิวเราก็กิน โดยเราทำอาหารเอง ได้เห็นวัตถุดิบตรงหน้าที่เราทำ ปรุง และกินเข้าปาก เราอยู่กับสิ่งที่ทำ อยู่กับมือ อยู่กับตาของเรา แต่ถ้าอยู่ในเมืองเราก็จิ้มมือถือสั่ง เวลากินก็เปิดมือถือดูไปด้วย กินไปด้วย นี่มันไม่ใช่ความเป็นมนุษย์นะ”

โน้ต วัชรบูล ลี้สุวรรณ นักแสดงผู้มุ่งเดินเข้าป่ามา10ปีเพื่อฟื้นความเข้าใจคนต่อผืนป่า

เสียงสะท้อนแทนสัตว์ป่าและพงไพร

ย้อนไปในปี 2556 ที่มีการเดินเท้าของอาจารย์ศศิน เฉลิมลาภ จากจังหวัดนครสวรรค์ถึงกรุงเทพมหานคร เพื่อคัดค้านการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพเขื่อนแม่วงก์ โน้ตเป็นคนหนึ่งที่เข้าร่วมเดินด้วย รอยเท้าการก้าวเดินไปตามเส้นทางสายอนุรักษ์ทำให้คนรู้จักเขาในบทบาทใหม่ ที่ไม่ใช่เพียงนักแสดงหนุ่มหน้าตาดี และมีสื่อนอกสายบันเทิงให้ความสนใจไม่น้อย

“ตอนนั้นถ้าผมไม่ออกมาทำอะไรจะรู้สึกเสียดายไปตลอดชีวิต” น้ำเสียงของเขาแสดงถึงความรู้สึกในเวลานั้นได้

“ตอนแรกที่เขาเดินประท้วงกัน ผมไม่กล้านะ ไปปรึกษาทางช่องก่อนว่าจะไปได้ไหม ทางผู้ใหญ่ก็ขอปรึกษากัน เพราะว่าตอนนั้นมีการโยงเรื่องนี้เข้าไปเกี่ยวกับการเมือง แต่ผมไปด้วยใจรักสิ่งแวดล้อมเพียงเท่านั้น สุดท้ายก็ไป ไม่สนใจอะไรแล้ว ตอนไปก็ยังไม่รู้จักกับอาจารย์ศศิน แต่ไปเพราะไม่อยากรู้สึกผิดกับตัวเอง ถ้าเกิดเขื่อนขึ้นมา อย่างน้อยเราก็ได้ทำอะไรสักอย่างเพื่อปกป้อง อย่างน้อยก็ไม่เป็นตราบาปในใจ”

การย่ำไปตามอุดมการณ์เป็นเวลา 3 วันที่พอหาได้จากการทำงานรัดตัว กลายเป็นบทเรียนอันมีค่า การรวมพลังของคนตัวเล็กๆ กระตุกให้คนส่วนใหญ่ในสังคมหันมาสนใจ และมองว่าเรื่องสิ่งแวดล้อมนั้นเป็นเรื่องที่ไม่ห่างไกล อีกทั้งไม่ทิ้งให้นักอนุรักษ์ทำงานอย่างเดียวดายท่ามกลางกระแสที่ชักโยงใยไปถึงการเมือง

“ผมรู้สึกดีมากที่คนในสังคมรู้สึกว่าเขื่อนในยุคนี้ไม่น่าจะเป็นคำตอบแล้ว ยังมีทางเลือกอื่นในการจัดการน้ำในพื้นที่แห้งแล้ง และผมก็ได้เรียนรู้ว่าบางทีเราพูดก็ไม่เกิดประโยชน์ เราต้องเสียสละบางอย่าง ต้องยอมแลก หรือแสดงให้สังคมเห็นว่าเราเชื่อมั่นในเรื่องนี้จริงๆ เหมือนที่อาจารย์ศศินเดิน เขาก็เหนื่อยจริงๆ เดินจริงๆ เอาเหงื่อ เอาแรงกายตัวเองในการพิสูจน์ว่าสิ่งที่เชื่อเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ซึ่งสอนผมว่า พูดไปก็เท่านั้น ทำดีกว่า

“ช่วงจังหวะเวลานั้นเราได้แสดงความคิดเห็นแล้วมีคนฟัง เรื่องพวกนี้ทุกคนพูดมาก่อน แต่ถ้าไม่มีประเด็นการเมืองมาเกี่ยวข้องก็ไม่มีคนสนใจให้เป็นข่าว เรื่องสิ่งแวดล้อมต้องพูดไปเรื่อยๆ รอจังหวะว่าจะมีคนฟังหรือไม่ ฟีดแบ็กที่ได้ในตอนนั้นผมรู้สึกว่าถ้ามีคนด่าเพราะโยงเรื่องนี้ไปถึงความเชื่อทางการเมืองที่เป็นยุคของสีเสื้อ ว่าคุณออกมาเพราะสีเสื้อนี้ใช่ไหม ผมก็ป่วยการที่พูด แต่ทำในสิ่งที่ควรทำดีกว่า”

หลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้น โน้ตได้อุทิศตัวในการทำงานเพื่อสิ่งแวดล้อมจนเหมือนจะหายหน้าหายตาจากวงการบันเทิงไปพักใหญ่ ความเอาจริงเอาจังของเขาเป็นเหตุให้อาจารย์ศศินชักชวนมาช่วยทำงานเป็นหนึ่งในคณะกรรมการของมูลนิธิสืบนาคะเสถียรตั้งแต่ปี 2558 ซึ่งเขาตอบรับอย่างเต็มใจและช่วยงานมูลนิธิเรื่อยมา

โน้ต วัชรบูล ลี้สุวรรณ นักแสดงผู้มุ่งเดินเข้าป่ามา10ปีเพื่อฟื้นความเข้าใจคนต่อผืนป่า

ปัญหาใหญ่ไม่ใช่เรื่องบันเทิง

โน้ตออกตัวว่าตัวเองเป็นคนประเภทเก็บตัว เขาไม่ใช่คนชอบท่องเที่ยว ไม่มีโปรเจกต์ทำรายการทำนองพาไปเข้าป่า ไม่มีทีท่าว่าจะใช้ไลฟ์สไตล์ในการต่อยอดหารายได้ให้ตัวเอง ทุกสิ่งทุกอย่างทำลงไปเพราะความชอบ เหมือนเป็นงานอดิเรกเล็กๆ ที่อยากทำเรื่อยไป แต่หากมีประเด็นที่น่าสนใจก็พร้อมจะออกมาพูดให้สังคมตระหนักเช่นกัน

“ถ้าผมจะพูดอะไร ผมจะพูดตามที่ผมรู้สึก สมมติว่าป่าอยู่ในภาวะไม่ค่อยดี ก็พูดไม่ได้ว่ามันดีมาก สมบูรณ์มาก และประเด็นที่อยากจะพูดก็ไม่ค่อยบันเทิงเท่าไหร่ ออกแนวจริงจังมากกว่า”

ประเด็นปัจจุบันที่เขาสนใจคือ การใกล้สูญพันธุ์ของนกเงือกและนกชนหินแห่งผืนป่าฮาลา-บาลา เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแนวชายแดนไทย-มาเลเซีย

“นกชนหินทุกวันนี้กำลังถูกล่า เพราะตลาดค้าชิ้นส่วนสัตว์ป่าจะใช้โหนกของมันไปแกะสลักอย่างงาช้าง นกชนหินจึงกลายเป็นเหมือนผลิตภัณฑ์ใหม่ที่นำความซวยมาให้นกมากจริงๆ

“ผมรู้สึกเศร้าทุกครั้งที่ได้ยินเรื่องสัตว์ถูกล่าตามความเชื่อต่างๆ นี่มันปีอะไรแล้ว ข้อมูลในโซเชียลเน็ตเวิร์กก็มีมากมาย นี่ไม่ใช่ยุคที่มีความเชื่อว่ากินสัตว์นี้แล้วดี หรือมีมันแล้วประดับบารมี นี่มันไม่ใช่ยุคแล้ว”

ในผืนป่าไม่ได้มีปัญหาเพียงแค่การลักลอบทำลายต้นไม้หรือทำร้ายสัตว์ป่าเท่านั้น แต่เท่าที่เราทราบคือความยากลำบากในการทำงานและปัญหาสวัสดิการของผู้พิทักษ์ป่า ฐานะที่เขาได้เข้าไปอยู่ใกล้ชิดกับชีวิตผู้พิทักษ์ เราจึงลองถามโน้ตในเรื่องนี้

“คนน้อย งานเยอะ แล้วไม่ค่อยมีคนอยากทำ คนที่เก่งและชอบจริงๆ เขาก็แก่และต้องหยุดไป บางทีเด็กรุ่นใหม่ก็อยู่ไม่ไหว ทักษะการใช้ชีวิตในป่า ในการแกะรอยสัตว์ก็หายไป พวกเขาทำงานกันเหนื่อย เพราะพื้นที่เยอะ คนน้อย ไม่มีผลัด ต้องเดินกันทุกวัน ตอนนี้ก็ดีกว่าแต่ก่อนเยอะนะ เพราะมีคนในสังคมให้ความสนใจพวกเขา แต่อย่างเรื่องการทำประกันชีวิตให้ ไม่รู้ว่าติดขัดอะไร”

เมื่อถามหาทางออกให้กับปัญหา เขามีสีหน้าจริงจังขึ้น

“มันเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ซับซ้อน” เขาถอนใจ “ถ้าจะเปลี่ยนจริงๆ คนต้องพลิกนโยบายทั้งประเทศ สิ่งที่เราทำกันได้คือเอาวัสดุอุปกรณ์ไปให้เขา ซึ่งเดี๋ยวมันก็หมดไป นี่เป็นสิ่งที่ผมคิดไม่ออกว่าจะทำอะไร เพราะผมคนเดียวก็ทำไม่ได้ มูลนิธิสืบฯ เพียงองค์กรเดียวก็ทำไม่ได้”

โน้ต วัชรบูล ลี้สุวรรณ นักแสดงผู้มุ่งเดินเข้าป่ามา10ปีเพื่อฟื้นความเข้าใจคนต่อผืนป่า
โน้ต วัชรบูล ลี้สุวรรณ นักแสดงผู้มุ่งเดินเข้าป่ามา10ปีเพื่อฟื้นความเข้าใจคนต่อผืนป่า

เรื่องราวในป่าออกมาสู่เมือง

ปัจจุบันเขายังคงทำงานด้านสิ่งแวดล้อมกับหน่วยงานต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการบรรยายถึงความมหัศจรรย์ของป่าเมืองไทย และงานที่เขานิยามว่าเป็นการสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับธรรมชาติและชีวิตสัตว์ป่าให้กับคนเมืองอย่างถูกต้อง

“ทุกคนเข้าป่า ถามว่าเสือจะมากินต้องยิงหรือเปล่า” เขาเริ่มเล่าในประเด็นที่พบเจอบ่อย พลางส่ายหน้าคล้ายไม่เข้าใจ

“เสือไม่ได้เกิดมาเพื่อฆ่าคนหรือกินคนเป็นอาหาร มันอาศัยอยู่ในป่าของมันดีๆ เดินหากินของมันอยู่ดีๆ กลับโดนยิง เวลาเสือมันเจอคนมันก็วิ่งหนีแล้ว เพราะมันโดนล่ามาจนเมโมรีในสมองว่าถ้าเป็นกลิ่นมนุษย์ต้องหนีก่อน ไม่อย่างนั้นชีวิตจะไม่ปลอดภัย ถ้ามันเป็นอันตราย ช่างภาพสัตว์จะไปหมกตัวในบังไพรเงียบๆ ห้ามเปิดกลิ่นตัวเองออกไปทำไม แค่เสือมันได้กลิ่นคนมันก็กลัวแล้ว แต่บางทีมันเป็นจังหวะที่ไม่มีทางหนี วิ่งมาที่เรายืนอยู่ ก็แย่ไป”

แล้วทำไมคนเราถึงต้องเข้าป่า-เราโยนคำถามทิ้งท้าย

“การเข้าป่าเป็นการเปิดหูเปิดตา ให้รู้ว่าโลกมีมากกว่ากรุงเทพฯ โลกไม่ได้มีแค่แยกพญาไท เพลินจิต เราเป็นคน เราต้องสัมผัสธรรมชาติ ที่ผ่านมาเราก็สัมผัสมาตลอด เพียงแต่ในยุคสมัยนี้เองที่เราห่างจากมัน สำหรับผมการเข้าป่าคือการผ่อนคลาย ไม่มีเรื่องให้วุ่นวายใจ เราทำทุกอย่างไปตามสัญชาตญาณจริงๆ”

สุดท้ายโน้ตยังคงเข้าป่าไปโอบกอดธรรมชาติที่เขารักและหวงแหนต่อไป พร้อมส่งต่อเรื่องราวให้ ‘คนนอกป่า’ ได้รับรู้ เพื่อหวังว่าทุกคนจะเก็บรักษาขุมทรัพย์แห่งธรรมชาติที่มีค่าเอาไว้

“ผมอยากให้คนรู้ว่ามีสิ่งที่เจ๋งมากอยู่ในโลกใบนี้ เป็นที่อาศัยของสรรพสัตว์ชีวิตมากมายที่เหลือรอดอยู่บนโลก ซึ่งมีกำลังคนรุกล้ำเข้าไปเรื่อยๆ แต่ผมอยากเก็บมันไว้ให้คนอื่นที่ไม่มีโอกาสได้รู้ ได้สัมผัส ได้เจอ ได้มารับรู้บ้าง เผื่อเขาอยากจะเก็บสิ่งมหัศจรรย์เหล่านี้ไว้เหมือนกัน”

โน้ต วัชรบูล ลี้สุวรรณ นักแสดงผู้มุ่งเดินเข้าป่ามา10ปีเพื่อฟื้นความเข้าใจคนต่อผืนป่า

Writer

เชิญพร คงมา

อดีตเด็กยอดนักอ่านประจำโรงเรียน ชอบอ่านพอๆ กับชอบเขียน สนุกกับการเล่าเรื่องราวรักการเที่ยวเล่น ติดชิมของอร่อย และสนใจธรรมะ

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

สารภาพตั้งแต่แรกว่าบรรทัดแรกว่า ผมคิดอยู่นานมากว่า คุณสมสุข กัลย์จาฤก คือใครในครอบครัวกันตนา

ทั้งที่เธอเป็นถึงศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (ละครวิทยุ-ละครโทรทัศน์) พ.ศ. 2561

เมื่อพูดถึงความสำเร็จตลอด 70 ปีที่ผ่านมาของ ‘กันตนา’ แสงไฟมักถูกสาดส่องเข้าใส่ผู้ก่อตั้ง และผู้ที่เป็นแทบจะทุกอย่างของกันตนาอย่าง คุณประดิษฐ์ กัลย์จาฤก ถัดจากนั้นเสียงปรบมือก็เป็นของรุ่นลูกที่มีหัวเรี่ยวหัวแรงอย่าง คุณตั้ม-จาฤก กัลย์จาฤก และ คุณต๊ะ-นิรัตติศัย กัลย์จาฤก ผู้เข้ามาสานต่อ และเปลี่ยนแปลงกันตนาจากคณะละครวิทยุสู่ผู้ผลิตรายการโทรทัศน์ ภาพยนตร์ แอนิเมชัน แล็บโพสต์โปรดักชัน จนกลายเป็นบริษัทธุรกิจบันเทิงที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ

แล้วเสียงชื่นชมก็ยังดังต่อเนื่องมาถึงรุ่นหลานอย่าง เต้-ปิยะรัฐ กัลย์จาฤก (The Face Thailand) เต็นท์-กัลป์ กัลย์จาฤก (‘อิน จัน’ Extraordinary Siamese Story: Eng and Chang) และ ติ้ว-นฤชล กัลย์จาฤก (หมาดำ) ที่สร้างสรรค์ผลงานใหม่ ๆ ให้กันตนายังคงเป็นผู้ผลิตที่ยังดูหนุ่มสาวอยู่เสมอ

แต่น้อยคนนักที่จะรู้จัก คุณสมสุข กัลย์จาฤก ภรรยาของคุณประดิษฐ์ ที่ร่วมก่อร่างสร้างกันตนามาด้วยกัน คุณประดิษฐ์ทำงานเบื้องหน้า คุณสมสุขทำงานเบื้องหลัง เธอเขียนบทละครวิทยุมาแล้วราว 300 เรื่อง หลากหลายแนว และนามปากกาที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดคือ ‘กุสุมา สินสุข’ ซึ่งสามีเป็นผู้ตั้งให้ โดยได้แรงบันดาลใจจากตัวละคร ‘ตะละแม่กุสุมา’ ในเรื่อง ผู้ชนะสิบทิศ ของยาขอบ

ละครที่เธอเขียนถูกนำมาทำเป็นละครโทรทัศน์และภาพยนตร์มากมาย เช่น สุสานคนเป็น ห้องหุ่น เงินปากผี ปะการังสีดำ ตุ๊กตาผี เจ้าสาวในชุดสีดำ และ ซีอุย

คุณย่าวัย 94 ปี ไม่ได้เขียนบทละครวิทยุมา 30 กว่าปีแล้ว แต่เปลี่ยนมารับหน้าที่บรรณาธิการบทละคร คอยดูแลปรับแต่งบทละครทุกชนิดของกันตนา จนเมื่อไม่กี่ปีมานี้ เธอส่งต่อหน้าที่นี้ให้ลูกสาว ตุ๊กตา-จิตรลดา (ดิษยนันทน์) กัลย์จาฤก รับช่วงแทน แต่ถึงอย่างนั้น เธอก็ยังติดตามผลงานของลูก ๆ หลาน ๆ อยู่เสมอ

คุณย่าสมสุขบอกว่า ในชีวิตนี้ให้สัมภาษณ์สื่อนับครั้งได้ เพราะหน้าที่ออกสื่อเป็นของคุณประดิษฐ์และลูก ๆ หลานๆ เธอทำงานอยู่เบื้องหลังเงียบ ๆ ก็พอใจแล้ว

แต่เมื่อ The Cloud ขอสัมภาษณ์ผ่านหน้าจอ โดยมีหลานรักอย่าง ติ้ว นฤชล ร่วมชวนคุยด้วย คุณย่าก็ยินดี

สมสุข กัลย์จาฤก วัย 94 ปีผู้อยู่เบื้องหลังบทละครกันตนากว่า 300 เรื่องตลอด 70 ปี

ชีวิตคนทำละครวิทยุ

“สมัยนั้นยังไม่มีเทป ต้องไปแสดงสด ๆ ที่สถานีวิทยุเลย ไปกันทั้งคณะ หกเจ็ดคนขึ้นรถไปคันเดียวกัน ไปเล่นทีละสถานี เสร็จงานก็พากันไปกินข้าว” คุณย่าสมสุขย้อนเล่าบรรยากาศการทำงานละครวิทยุของคณะกันตนาในยุคเริ่มต้น

สำหรับคนที่เพิ่งเคยได้ยินคำว่า ‘ละครวิทยุ’ เป็นครั้งแรก มันคือความบันเทิงชนิดหนึ่งที่เหล่านักแสดง ‘เล่น’ ละครด้วยการใช้เสียง บางคนอาจจะดัดเสียงรับบทมากกว่าหนึ่งตัวละคร แล้วหยิบอุปกรณ์ต่าง ๆ มาทำเป็นเสียงประกอบ เพื่อให้คนดูจินตนาการภาพตาม เผยแพร่ทางวิทยุ ยุคหนึ่งถือเป็นความบันเทิงหลักที่คนติดกันทั้งบ้านทั้งเมือง

“เราเป็นคนเขียนบท ต้องเขียนบทให้ทัน ไปถึงสถานีก็แจกบทให้คนละชุด เขาก็รับไปอ่าน ไม่เคยเห็นเขาซ้อมกันนะ ตอนจะแสดงก็ถือบทยืนล้อมไมโครโฟน ทำไม้ทำมือบอกมุกกัน พยักหน้าให้คิว ก็จะใส่เพลงกันสด ๆ ตรงนั้น” นักเขียนบทละครวิทยุมือหนึ่งของกันตนาเล่า

สมสุข กัลย์จาฤก วัย 94 ปีผู้อยู่เบื้องหลังบทละครกันตนากว่า 300 เรื่องตลอด 70 ปี
คุณสมสุข-ประดิษฐ์ กัลย์จาฤก และนักแสดงละครวิทยุคณะกันตนา

ละครวิทยุของกันตนาในยุคนั้นโด่งดังถึงขนาดมีรายการตอบจดหมายทางวิทยุที่คุณประดิษฐ์ต้องมาตอบจดหมายกองพะเนินของแฟนคลับทุกวัน ยิ่งไปกว่านั้น กันตนายังทำในสิ่งที่ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นไปได้

“คนยุคนั้นติดละครวิทยุมาก ฟังแล้วเขาก็อยากเห็นหน้าพระเอกนางเอก คุณประดิษฐ์เลยทำกันตนาโชว์ พาทีมไปทุกจังหวัดเลย ไปเช่าโรงหนัง เขาเรียกว่า เช่าวิก เอาละครวิทยุเรื่องดังมาเล่นสด ให้นักแสดงไปพากย์บนเวที มีดนตรีเล่นสด มีตลกไปโชว์ด้วย ดิฉันเป็นคนเก็บเงิน พอคนรู้ว่ากันตนาจะมา เขาก็มาดูกันแน่นเลย” คุณย่าบอกว่านี่คือช่วงเวลาการทำกันตนาที่มีความสุขที่สุด

ดิฉันก็แค่อยากช่วยสามี

ที่บ้านกันตนามีห้องที่เรียกว่า ‘ห้องบท’ ใครต้องการติดต่อขอซื้อบท ทีมงานจะเอาบทไปใช้ หรือนักศึกษาจะมาขอศึกษา ก็จะมาที่ห้องนี้ ผลงานบทละครวิทยุกว่า 300 เรื่องของคุณย่าสมสุขถูกเก็บรักษาอย่างดีในห้องนี้

นักเขียนบทละครวิทยุระดับศิลปินแห่งชาติผู้นี้ เรียนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จากโรงเรียนเขมะสิริอนุสสรณ์ แล้วศึกษาต่อชั้นเตรียมอุดม ที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา แผนกอักษรศาสตร์ พ.ศ. 2485 เรียนไปได้ปีเดียวก็เกิดสงครามมหาเอเชียบูรพา

“ดิฉันเรียนไม่จบเพราะมีสงคราม ต้องย้ายไปเรียนที่วัดนั้นวัดนี้ในกรุงเทพฯ จะต้องถูกส่งไปเรียนที่อยุธยาด้วย คุณแม่ท่านมีลูกคนเดียว เลยบอกให้เราลาออก ก็เลยเรียนไม่จบค่ะ” คุณย่าเล่าด้วยน้ำเสียงชัดถ้อยชัดคำ

หลังสงครามสิ้นสุดลง นางสาวสมสุข อินทรทูต ก็เข้ารับราชการในฝ่ายธุรการที่สำนักพระราชวัง จึงได้พบกับคุณประดิษฐ์ที่ต้องลงเรือข้ามฟากไปทำงานที่กรมแพทย์ทหารเรือ จนในที่สุดก็ได้แต่งงานกันใน พ.ศ. 2493

นอกจากงานหลวง คุณประดิษฐ์ยังมีงานราษฎร์เป็นนักแสดงละครวิทยุของคณะกันตถาวร โดยมีหัวหน้าคณะคือ คุณเอิบ กันตถาวร ต้นตระกูลของ คุณกันต์ กันตถาวร เมื่อคุณเอิบเลือกเขียนบทอย่างเดียว ก็มอบหมายให้คุณประดิษฐ์รับหน้าที่ผู้กำกับ และเป็นหัวหน้าทีมนำคณะกันตถาวรเดินทางไปเล่นตามสถานีวิทยุ

เมื่อคุณเอิบเริ่มมีปัญหาสุขภาพ ในขณะที่คุณประดิษฐ์ก็อยากมีคณะของตัวเอง คุณเอิบจึงเสนอให้นำทีมงานของกันตถาวรไปอยู่ด้วย พร้อมกับตั้งชื่อคณะให้ใหม่ว่า ‘กันตนา’

พ.ศ. 2494 คุณประดิษฐ์และคุณสมสุขจึงร่วมกันตั้งคณะละครวิทยุกันตนา

สมสุข กัลย์จาฤก วัย 94 ปีผู้อยู่เบื้องหลังบทละครกันตนากว่า 300 เรื่องตลอด 70 ปี

คณะกันตนา นำละครวิทยุเรื่อง สิ่งที่ได้จากสมรภูมิ เข้าประกวดได้รับรางวัลถ้วยทองคำชนะเลิศ พ.ศ.2501

สิ่งที่อยู่ในความคิดของคุณย่าสมสุขตอนลาออกจากราชการมาทำละครวิทยุเต็มตัวตามสามีซึ่งลาออกจากราชการมานานแล้ว มีเพียงอย่างเดียวคือ

“ไม่เคยคิดเรื่องทำบริษัท หรือคาดหวังว่าจะต้องเป็นยังไง รู้เพียงอย่างเดียวว่าต้องช่วยสามี เขาตั้งคณะเราก็ต้องช่วยกัน คิดแค่นั้นเองค่ะ”

ขึ้นต้นให้ตกใจ

“บทละครของกันตนาขึ้นมาก็จะเข้าไดอะล็อก ตกอกตกใจ ตื่นเต้น ให้คนสนใจก่อนเลย เอ๊ะ ทำไมเธอทำอย่างนั้น อย่างนี้ล่ะ” คุณย่าเผยสูตรเฉพาะที่คิดขึ้นเอง ต่างจากละครวิทยุของคณะอื่นที่มักเริ่มด้วยการบรรยายฉาก

“ถ้าเอาเรื่องมาจากบทประพันธ์ก็ต้องบรรยายตามบทประพันธ์ เวลาอ่านเป็นหนังสือมันก็ซาบซึ้งดี แต่พอเป็นละครวิทยุอ่านยาว ๆ จะน่าเบื่อ จะทำเกินเลยไปมากก็ไม่ได้ ต้องเคารพบทประพันธ์ เราถึงไม่เอาบทประพันธ์มาทำ แต่เขียนขึ้นเอง จะได้เป็นไดอะล็อกโต้ตอบกัน วิทยุใช้เสียงได้อย่างเดียว เราก็ต้องทำให้เขาสนใจให้เขาตื่นเต้น” คุณย่าเล่าถึงที่มาของการเริ่มต้นเขียนบทละครวิทยุ

สมสุข กัลย์จาฤก วัย 94 ปีผู้อยู่เบื้องหลังบทละครกันตนากว่า 300 เรื่องตลอด 70 ปี

ละครวิทยุออกอากาศทุกวัน จึงต้องการบททุกวัน ถ้าวันไหนเล่นเรื่องเดียวต้องใช้บท 8 หน้า วันไหนเล่น 2 เรื่อง ต้องเขียนบท 16 หน้า ไม่ว่าจะไปเดินทางไปไหน เธอจึงต้องพกพิมพ์ดีดติดตัวไปเขียนบทด้วยเสมอ

“ไม่เคยคิดไม่ออกนะคะ มันเป็นหน้าที่ ถึงเวลาต้องด้นให้เสร็จให้ได้ ไม่เคยไม่ทัน อันนี้เป็นคุณสมบัติอย่างหนึ่งของคนทำงานละครวิทยุหรือโทรทัศน์ ต้องรับผิดชอบ ไม่ใช่แค่เขียนให้ทัน แต่ต้องขึ้นต้นให้คนสนใจ แล้วจบให้คนอยากติดตาม”

บทละครวิทยุเรื่องแรกในชีวิตของคุณย่าสมสุขคือเรื่อง หญิงก็มีหัวใจ เมื่อ พ.ศ. 2501 ได้แรงบันดาลใจมาจากเนื้อเพลง ผู้หญิงก็มีหัวใจ ของ รวงทอง ทองลั่นธม “เนื้อเพลงสั้น ๆ แค่ ปวดใจยิ่งนัก ความรักทำลายจนตรม แต่จินตนาการมันยืดยาว คุณก็ต้องคิดไปสิว่า มีเหตุการณ์อะไรทำให้ปวดใจ เราก็นึกขึ้นมา”

บางทีเธอก็แต่งเรื่องจากข่าวใหญ่ในหน้าหนังสือพิมพ์อย่าง ซีอุย หรือ บันทึกรักพิมพ์ฉวี ที่จินตนาการจากข่าวฆาตกรรมพยาบาลสาว ‘นวลฉวี เพชรรุ่ง’

สมสุข กัลย์จาฤก วัย 94 ปีผู้อยู่เบื้องหลังบทละครกันตนากว่า 300 เรื่องตลอด 70 ปี

“เราเห็นข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์เขียนนิดเดียวว่า ที่สิงคโปร์มีหัวหน้าช่างก่อสร้างพลัดตกตึกลงมา ทีแรกนึกว่าเป็นผู้ชาย พอชันสูตรถึงรู้ว่าเป็นผู้หญิง แปลว่าเขาปลอมตัวเป็นผู้ชายมาตลอดเพื่อทำมาหากิน เราก็เอามาเขียนเป็นเรื่อง ผูู้หญิงคนหนึ่ง เอามาทำเป็นละครโทรทัศน์ (พ.ศ. 2525) ได้รางวัลด้วยนะ”

จากข่าวยาเสพติด นักเขียนบทหญิงคนนี้ก็เอามาเขียนเป็นบทละครวิทยุเรื่อง อาชญากรสังคม แค่มีฉากเอายาเสพติดใส่กาแฟ เธอและสามีก็ถูกตำรวจบุกมาค้นรถยนต์แล้วเชิญไปสอบปากคำที่วังปารุสก์ ซึ่งเป็นที่ตั้งกรมตำรวจในขณะนั้น จนกระทั่งตำรวจเห็นว่าคนเขียนไม่ได้มีความข้องเกี่ยวกับยาเสพติด จึงพาไปดูยาเสพติดของกลางทั้งหมด แล้วให้ข้อมูลอย่างละเอียด จะได้ช่วยกันสื่อสารถึงพิษภัยของยาเสพติด

ดิฉันเป็นคนเขียนเรื่องผีที่กลัวผีมาก

“เริ่มแรกไม่ได้เขียนเรื่องสยองขวัญเลย เขียนเป็นเรื่องชีวิตซะเยอะ เราก็ลองมาเขียนเรื่องผีดูบ้าง” คุณย่าสมสุขย้อนเล่าที่มาของเรื่องสยองขวัญ ซึ่งแทบจะกลายเป็นเครื่องหมายการค้าของกันตนา

ที่มาของเรื่อง ห้องหุ่น คือมีคุณป้าคนหนึ่งเล่าให้ฟังว่าที่เมืองนนท์ มีช่างปั้นหุ่นอยู่หลายคน แต่ไม่ได้เล่าเป็นเรื่องผีสางแต่อย่างใด นักเขียนบทคนนี้ก็เอามาจินตนาการต่อจนกลายเป็นละครวิทยุและละครโทรทัศน์ชื่อดัง

“ตอนนั้นบ้านอยู่ศรีย่าน ที่ข่าวว่าที่บางกระบือมีคนตายแล้วฟื้นได้ ซึ่งในสมัยนั้นมันเป็นไปไม่ได้ เขาพาไปวัดแล้วฟื้นขึ้นมา ข่าวนี้ดังมาถึงบ้านเรา เราก็เออมีแบบนี้ด้วย ก็เลยเอามาเขียนเป็นเรื่อง สุสานคนเป็น

นักเขียนบทละครวิทยุระดับศิลปินแห่งชาติ เจ้าของผลงานทั้งแนวสยองขวัญและไซไฟอย่าง ห้องหุ่น และสุสานคนเป็น

นักเขียนบทผู้ขึ้นชื่อเรื่องจินตนาการสยองขวัญเล่าความลับให้ฟังว่า “ดิฉันเป็นคนเขียนเรื่องผีที่กลัวผีมาก เรื่องที่เขียนแล้วกลัวที่สุดก็คือ ผีพยาบาท บางทีเขียน ๆ ไป ยังต้องหันหลังไปดูว่า เอ๊ะ มีอะไรหรือเปล่า กลัวจริง ๆ”

นักเขียนบทละครวิทยุระดับศิลปินแห่งชาติ เจ้าของผลงานทั้งแนวสยองขวัญและไซไฟอย่าง ห้องหุ่น และสุสานคนเป็น

จินตนาการอยู่ที่ตัวเราเอง ไม่ต้องไปซื้อไปหาที่ไหน

นอกจากเรื่องสยองขวัญแล้ว เมื่อครึ่งศตวรรษก่อนคุณย่าสมสุขก็ยังเขียนแนววิทยาศาสตร์ไว้หลายเรื่อง เช่น แฝดล่องหน มนุษย์ประหลาด และ สุรีรัตน์ล่องหน

นักเขียนบทละครวิทยุระดับศิลปินแห่งชาติ เจ้าของผลงานทั้งแนวสยองขวัญและไซไฟอย่าง ห้องหุ่น และสุสานคนเป็น

“เป็นจินตนาการล้วน ๆ เลยค่ะ ก็ยังแปลกใจอยู่ เหมือนสุนทรภู่เขียนว่ามีเรือเหาะ แล้วก็มีเครื่องบินจริง ๆ จินตนาการเป็นสิ่งที่ดีมากเลย อยู่ที่ตัวของเราเองทั้งนั้น ไม่ต้องไปซื้อไปหาที่ไหน” คุณย่าพยายามนึกตัวอย่าง

“เรื่อง จุดเจ็บในดวงใจ ตัวเอกเป็นผู้หญิงหน้าตาน่าเกลียด จนไปเจอหมอทำศัลยกรรมใบหน้า สมัยก่อนยังไม่มีนะ แล้วหมอก็ไปหลงรักคนที่ตัวเองทำศัลยกรรมให้ ยังคุยกับลูกอยู่ว่า สมัยนี้มีศัลยกรรมแบบนี้แล้วจริง ๆ “

ส่วนเรื่อง หมาดำ ที่ได้แรงบันดาลใจจากข่าวหนังสือพิมพ์ว่า มีชายคนหนึ่งขุดหลุมฝังศพหน้าบ้าน คนก็แปลกใจว่ามาฝังศพอะไรตรงนี้ เขาบอกว่าเป็นศพหมา จึงกลายมาเป็นเรื่อง หมาดำ ที่ผู้ชายคนหนึ่งสร้างผีหมาดำขึ้นมาหลอกคนอื่น ถ้าเป็นสมัยนี้ก็ต้องบอกว่ามันคือเทคนิคโฮโลแกรม แล้วในเรื่องนี้ตัวเอกก็ยังใช้สมาร์ทวอชที่ควบคุมทุกอย่างได้จากนาฬิกาข้อมือ

พลิกหน้ามือเป็นหลังมือ

คุณย่าสมสุขบอกว่า ถ้าต้องนำเรื่องราวของกันตนามาเขียนเป็นบทละคร ฉากที่สำคัญที่สุดของเรื่องคือ รุ่นลูกเอาเทปละครวิทยุไปออกอากาศทั่วประเทศ

“พอมีระบบอัดเทป เราน่าจะเป็นรายแรก ๆ ที่สร้างห้องอัดเสียงที่บ้าน แล้วส่งเทปไปตามสถานี เราทำละครวิทยุมานานก็ไม่ได้รวยนะ เราทำแทบตายส่งที่เดียว ได้ตอนละสามพันบาท แต่ลูก (ตั้ม-จาฤก กัลย์จาฤก) เอาเทปที่เราทำไว้แล้วมานั่งก๊อปปี้ทั้งวันทั้งคืน แล้วไปเหมาเวลาสถานีวิทยุทั่วประเทศ มีกี่สิบสถานีเช่าหมด แล้วส่งเทปไป คุณประดิษฐ์โกรธตั้มมาก บอกว่าเธอไปเช่าทั่วประเทศแบบนี้ ถ้าไม่มีเงินจ่ายขึ้นมาจะทำยังไง เรากลัวกันมาก ตอนนั้นไม่มีใครทำแบบนี้ แต่ตั้มเป็นคนหนุ่มไฟแรง เรารับผิดชอบหาโฆษณามาจนได้ พ่อแม่ทำตั้งนานไม่รวย ลูกใช้เวลาแค่สองปี เอาสิ่งที่เราทำไว้แล้วไปทำต่อ พลิกหน้ามือเป็นหลังมือเลย” คุณย่าเล่าถึงเหตุการณ์สำคัญของครอบครัวด้วยน้ำเสียงชื่นชมลูกชาย

ทำละครให้ถนนเงียบ

เมื่อยุคสมัยเปลี่ยน กันตนาก็เริ่มเปลี่ยนจากการทำละครวิทยุสู่ละครโทรทัศน์ โดยเริ่มต้นจากการขายบทละครวิทยุให้บริษัทอื่นนำไปทำละครและภาพยนตร์ก่อน ในช่วงที่ลูกสาว ต๋อย-ปนัดดา กัลย์จาฤก เรียนที่จุฬาฯ ก็ได้เล่นละครกับ ศาสตราจารย์สุรพล วิรุฬห์รักษ์ นายกราชบัณฑิตยสภา จนในที่สุด อาจารย์สุรพลและเพื่อนพ้องก็ชวนกันมาทำละครโทรทัศน์ เรื่องแรกคือ ทางที่ไม่ได้เลือก ทางช่อง 7

นักเขียนบทละครวิทยุระดับศิลปินแห่งชาติ เจ้าของผลงานทั้งแนวสยองขวัญและไซไฟอย่าง ห้องหุ่น และสุสานคนเป็น
บทละครวิทยุเรื่อง หญิงก็มีหัวใจ ของคุณสมสุข กัลย์จาฤก ทางสถานีโทรทัศน์ ททบ.7 ขาวดำ (ช่อง 5 ปัจจุบัน) พ.ศ.2501

“ยุคนั้นถ่ายละครกันง่าย ๆ ที่บ้าน คลานบอกบทกระซิบกระซาบกันหลังเก้าอี้” คุณย่าเล่าบรรยากาศถ่ายละครโทรทัศน์ในยุคแรก แล้วก็พูดถึงเสียงตอบรับละครเรื่อง ตี๋ใหญ่ ทางช่อง 5 เมื่อ พ.ศ. 2528 ที่ยังจำได้ไม่ลืม

“ตอนนั้นคุณคึกฤทธิ์ ปราโมช ที่เป็นนายกรัฐมนตรี ท่านเขียนชมเรื่อง ตี๋ใหญ่ ในหนังสือพิมพ์เป็นหน้ากระดาษเลย ท่านเขียนว่า ละครเรื่อง ตี๋ใหญ่ ของคณะกันตนาทำให้ถนนเงียบเพราะทุกคนต้องดู ปัจจุบันพอมีรายการไหนดังคนจะพูดว่าถนนเงียบไม่มีรถ จุดเริ่มต้นมาจากคุณคึกฤทธิ์เขียนชมเรื่อง ตี๋ใหญ่

70 ปี กันตนา

ถึงแม้ว่าจะคุณย่าสมสุขจะเริ่มต้นทำกันตนาด้วยความคิดเพียงแค่อยากช่วยสามี แต่มองย้อนกลับไปดูผลงานตลอด 70 ปีที่ผ่านมา ก็อดภูมิใจไม่ได้

“ดิฉันภูมิใจนะ นอกจากเราจะมีนักแสดง มีทีมงาน มีอะไรดี ๆ แล้ว เรายังมีสถาบันกันตนาที่ผลิตเด็กที่จะทำงานบันเทิงอย่างจริงจัง สอนให้รู้ว่าการแสดงเป็นยังไง ผู้แสดงควรวางตัวยังไง ดิฉันภูมิใจในสถาบันกันตนามาก เรามีพิพิธภัณฑ์กันตนาด้วย ตอนนี้สร้างเสร็จแล้ว เดี๋ยวจะเอาบททั้งหมดไปเก็บที่นั่น”

คุณย่าเล่าต่อว่า ในวัย 94 ปี แม้ว่าจะปล่อยมือส่งต่องานให้ทายาทดูแลแล้ว แต่ก็ยังติดตามดูผลงานของลูก ๆ หลาน ๆ ด้วยความชื่นชมเสมอ

“ฝากไว้อย่างเดียวเลย ว่าจะทำงานอะไรก็ตามต้องทำให้จบ อย่าค้างคาไว้ งานละครทีวีหรือละครวิทยุมันออกอากาศมันต้องรับผิดชอบ” คุณย่าฝากถึงเหล่าทายาท “คนเขียนบท ถ้าไม่ทำให้จบให้เรียบร้อย อีกหลายคนก็จะลำบาก เพราะฉะนั้น ทำงานอะไรก็ตาม รับงานมาแล้ว ต้องทำให้เสร็จสมบูรณ์ให้ได้

“ที่ผ่านมา ดิฉันก็เขียนมาทุกรูปแบบ เขียนให้ตบตีกันก็มี แต่ต้องให้แง่คิด ไม่ใช่เขียนให้สนุกหรือให้คนทะเลาะกันอย่างเดียว คนดูต้องได้อะไรไปคิดต่อ จุดจบต้องให้รู้ว่า ความดีความชั่วเป็นยังไง แต่อย่าให้คนดูรู้สึกว่า เรากำลังสอน อันนั้นไม่ดี คนดูไม่ชอบให้ใครมาสอน เราต้องบอกโดยที่ไม่ให้เขารู้สึกว่าเรากำลังสอน” คุณย่าทิ้งท้ายด้วยแนวคิดในการเขียนบทที่ยึดถือมาตลอดทั้งชีวิต

ภาพ : กันตนา

Writer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load