“เข้าป่าครั้งนี้ได้เจอเสือดำเป็นครั้งแรกในชีวิต” เขาเล่าอย่างตื่นเต้น

“ขณะที่นั่งในบังไพรที่ติดริมห้วย ตอนแรกผมเห็นเม่นวิ่งมาก่อน พอซูมหน้าจอกล้องดูเห็นว่า มันถูกกัดที่ก้นและหน้า ในใจคิดอยู่ว่าตัวอะไรกัดมันมา ผ่านไป 5 นาที เสือดำตัวโตเต็มวัยก็เดินออกมา และมีขนเม่นติดอยู่ที่ปากของมัน”

ข้อความด้านบนนี้ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของบทละครหรือนิยายแนวผจญภัยในป่าใหญ่ แต่เป็นการเริ่มต้นบทสนทนาที่เราถาม โน้ต-วัชรบูล ลี้สุวรรณ ว่า การเข้าป่าครั้งล่าสุดของเขาเป็นอย่างไร

โน้ต วัชรบูล ลี้สุวรรณ นักแสดงผู้มุ่งเดินเข้าป่ามา10ปีเพื่อฟื้นความเข้าใจคนต่อผืนป่า

“ผมเห็นมันตอนกลางวันด้วย ปกติคนจะเห็นตอนโพล้เพล้ ตัวมันเท่ากับหมาลาบราดอร์”

ความตื่นเต้นที่แฝงในน้ำเสียงและท่วงทำนองในการเล่าประสบการณ์ที่ยังสดใหม่ กระตุ้นให้เราอยากรู้เรื่องในป่าดงพงไพรและสัตว์ป่าน้อยใหญ่ ที่ดูช่างเป็นโลกอีกใบที่เราหลายคนต่างไม่เคยไปสัมผัสด้วยตัวเอง

โน้ตเล่าว่า เมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อนหน้าเขามีโอกาสเข้าไปชมผืนป่า ณ หน่วยพิทักษ์ป่าห้วยมดแดง พื้นที่ส่วนปลายของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง บริเวณที่ติดกับเขื่อนศรีนครินทร์ ที่เดิมเป็นเพียงจุดสกัด ผืนป่าแห่งนั้นยังเงียบสงัดจากการย่างกรายของมนุษย์เข้าไปรบกวน

โน้ต วัชรบูล ลี้สุวรรณ นักแสดงผู้มุ่งเดินเข้าป่ามา10ปีเพื่อฟื้นความเข้าใจคนต่อผืนป่า

“คืนแรกผมนอนไม่หลับทั้งคืน เพราะเสียงสัตว์ยั้วเยี้ยมากจริงๆ ช่วงนี้เป็นหน้าแล้ง  สัตว์ต่างๆ จะมาอาศัยอยู่ใกล้ลำห้วย นอนแล้วได้ยินเสียงมันก้องอยู่ในหัว ตั้งแต่หัวค่ำได้ยินเสียงเก้งกวาง เสียงนกยูงร้อง เสียงนกตบยุง พอดึกๆ ก็ได้ยินเสียงนกเค้าเหยี่ยว และคืนนั้นช้างร้องทั้งคืน เพราะมันยกโขยงลงมาสองสามโขลง เจ้าหน้าที่บอกว่ามันมีลูกอ่อน แล้วมีเสือมากวน ตัวแม่หรือจ่าฝูงก็ร้องทั้งคืน มันแจ๋วมากๆ” เขายิ้มเปี่ยมสุขพลางเล่าต่อไม่หยุด

บ้านในป่า

“ที่มหัศจรรย์กว่านั้นคือ ควายป่าซึ่งเป็นสัตว์สงวนที่เหลือแค่ 70 ตัวในเมืองไทย หากินอยู่ในห้วยขาแข้งส่วนปลายๆ มาปรากฏตัวให้เรารับรู้ได้จริงๆ ตอนกลางคืนเจ้าหน้าที่มาสะกิดให้ฟังเสียงพวกมันข้ามน้ำมา ผมนั่งเงียบๆ ท่ามกลางความมืดในเต็นท์กลางป่า ได้เห็นเงาตะคุ่มของพวกมันเดินมา ย่ำผ่านข้างเต็นท์ และได้ยินแม้แต่เสียงพวกมันกัดหญ้า โคตรไม่น่าเชื่อ ไม่คิดเลยว่าจะมีโอกาสได้ใกล้ชิดกับมันขนาดนี้ แจ๋วจริงๆ เรียกได้ว่าการเข้าป่าครั้งนี้ประทับใจที่สุด”

มาถึงตรงนี้ หากสงสัยว่าทำไมเราจึงชวนเขามาเล่าเรื่องป่าดงพงไพรที่น่าตื่นตาตื่นใจ ก็ต้องขอเล่าเกริ่นไว้ก่อนว่า โน้ต วัชรบูล ที่คนรู้จักในฐานะดารา คือชายหนุ่มผู้หลงใหลธรรมชาติและสัตว์ป่าอย่างสุดหัวใจ หากจำกันได้ว่าช่วงหนึ่งเขาห่างหายไปจากละครและหน้าจอโทรทัศน์ นั่นเป็นเพราะเขามุ่งมั่นเดินเข้าป่าไปช่วยเจ้าหน้าที่ติดตั้งกล้องดักถ่ายภาพสัตว์

ความหลงใหลก่อตัวกลายเป็นความหวงแหนและก่อร่างเป็นอุดมการณ์ จนเขาตัดสินใจเข้าร่วมเดินเท้าคัดค้านโครงการสร้างเขื่อนแม่วงก์ร่วมกับ อาจารย์ศศิน เฉลิมลาภ นักธรณีวิทยาผู้ลั่นวาจาพิทักษ์ผืนป่าแห่งนั้น

เวลา 10 ปีที่เขาเดินเข้าป่าเพื่อฟังเสียงเพรียกจากธรรมชาติ โอบกอดผืนป่าใหญ่ แฝงตัวอยู่เฉียดใกล้สัตว์ป่ามากมาย เขาจึงมีเรื่องราวที่อยากจะเล่าให้ผู้คนซึ่งไม่เคยออกไปผจญไพรได้ฟังและทำความเข้าใจว่า สิ่งมหัศจรรย์ในโลกนี้ไม่ได้ห่างไกลจากตัวเราทุกคน

โน้ต วัชรบูล ลี้สุวรรณ นักแสดงผู้มุ่งเดินเข้าป่ามา10ปีเพื่อฟื้นความเข้าใจคนต่อผืนป่า

เด็กชายในป่าคอนกรีต

โน้ตเป็นเด็กกรุงเทพฯ ร้อยเปอร์เซ็นต์ เติบโตมาในเมืองป่าคอนกรีตที่วุ่นวาย ห่างไกลจากป่าเขียวชอุ่มผืนใหญ่อันอุดมด้วยสัตว์ป่านานาชนิด น่าแปลกที่ความรักป่าดงพงไพรผลิดอกออกใบขึ้นในใจของเขาตั้งแต่จำความได้ แม้ไม่มีใครในครอบครัวสนใจหรือปลูกฝังเรื่องนี้มาเป็นพิเศษ

เมื่อเริ่มเติบโตอยู่ในวัยที่อ่านหนังสือได้คล่อง เขาก็เริ่มอ่านหนังสือแนวผจญภัยในป่าอย่าง เพชรพระอุมา ของ พนมเทียน และล่องไพร ของ น้อย อินทนนท์ ซึ่งกลายเป็นจุดเริ่มต้นความหลงใหลที่เติบใหญ่ในใจเรื่อยมา

“ผมชอบเรื่องแบบนี้มาตั้งแต่เด็ก เหมือนเกิดแล้วฝังชิปมา เพราะรู้ตัวว่าชอบต้นไม้ ชอบป่ามากกว่าทะเล โตขึ้นอยากเข้าป่า หาหนังสือผจญภัยในป่ามาอ่านโดยที่ไม่มีใครบังคับ ผมไปค้นเจอในตู้หนังสือที่บ้าน ซึ่งน่าจะเป็นของคุณอาหรือคุณน้าผู้ชายที่อ่านแล้วเก็บไว้”

ความใฝ่ฝันที่อยากเข้าไปผจญภัยในผืนป่าใหญ่อยู่ในใจของเขาเสมอ ดินแดนเร้นลับที่นักเขียนต่างบรรยายถึงเสือบนคบไม้ โขลงช้าง หรือกระทิงที่ย่ำรอยตีนของตัวเอง คือสิ่งที่เขาอยากไปเห็นกับตา

ทว่าช่วงวัยเรียนที่ต้องคร่ำเคร่งกับการสอบเข้ามหาวิทยาลัยทำให้เขาต้องพักเรื่องนี้ไว้ นานจนเรียนจบและเริ่มเข้าทำงานในวงการบันเทิง จนวันที่ทุกอย่างลงตัวคลี่คลาย จึงได้โอกาสเข้าป่าดูสัตว์อย่างที่ตั้งใจ

“กว่าจะได้เข้าป่าครั้งแรกก็อายุ 26 – 27 แล้ว เงินก้อนแรกที่เก็บได้ผมเอาไปซื้อกล้องและเลนส์เทเลเลย แบบตั้งใจไปส่องนก ไปส่องสัตว์ โดยเฉพาะ”

โน้ต วัชรบูล

ล่องไพรเพื่อสลายตัวตน

ป่าผืนแรกที่โน้ตได้เข้าไปเยี่ยมเยือนเพื่อชื่นชมคือ ป่าในอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน

การล่องไพรครั้งแรกของเขาและน้องชายช่างน่าตื่นตาตื่นใจ แต่สุดท้ายป่าในความเป็นจริงกลับไม่เหมือนที่เล่าขานไว้ในนิยายผจญภัยที่อ่าน เขาไม่ได้สัมผัสความเร้นลับของป่าใหญ่เหมือนกับ รพินทร์ ไพรวัลย์ หรือ ศักดิ์ สุริยัน ตัวเอกในนิยาย

“เป็นคนละเรื่องกันเลย พอยิ่งโต ยิ่งอ่านหนังสือมากขึ้น ศึกษามากขึ้น จะรู้สึกว่าเมื่อก่อนป่าเป็นเหมือนวัตถุดิบในการสร้างเรื่องผจญภัย มีสัตว์ป่าที่น่ากลัว แต่ความจริงแล้วป่ามีสิ่งมีชีวิตที่อาศัยในระบบนิเวศ มีหน้าที่และวิวัฒนาการของมันมาเป็นแสนๆ ปี เราแค่เข้าไปชื่นชมมัน

“ครั้งแรกที่เข้าป่าก็สนุกนะ แต่เรารู้ว่ามันยังไม่สุด แก่งกระจานมีเสือดาว เสือโคร่ง แต่ก็หาเจอยาก ถึงแรกๆ ผมจะเป็นเหมือนคนที่เริ่มศึกษาธรรมชาติทั่วไปคือ เริ่มจากดูนก ถ่ายภาพนกก่อน แต่ลึกๆ ในใจผมอยากดูสัตว์ใหญ่ นั่นคือความฝัน ผมอยากเห็นมัน อยากรู้สึกว่าในธรรมชาตินี้มนุษย์เราอ่อนแอ เราวิ่งช้า หนังก็บาง เวลาไปยืนอยู่กับผู้ล่าอันดับหนึ่งของห่วงโซ่อาหารจะรู้สึกยังไง เราจะทลายตัวตนที่ปรุงแต่งได้มากขนาดไหน เราจะกลายเป็นแค่สิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งบนโลกเท่านั้น”

ต่อมาในช่วงน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 เขามีโอกาสได้ไปช่วยเจ้าหน้าที่พิทักษ์สัตว์ป่าติดตั้งกล้องดักถ่ายภาพ (Camera Trap) ซึ่งเป็นเครื่องมือช่วยประเมินความหนาแน่นของประชากรสัตว์ป่าในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง การทำงานครั้งนั้นเขาได้เห็นเสือโคร่ง กระทิง และวัวแดง ด้วยสองตาของตัวเอง ความประทับใจกลายเป็นความรักและหวงแหน และกลายเป็นแรงดึงดูดให้เขาเดินเข้าผืนป่าแห่งนี้อยู่บ่อยครั้ง

“ในความรู้สึกของผม ห้วยขาแข้งเป็นเหมือนจูราสสิค พาร์ค เป็นสถานที่ที่วิเศษมาก เป็นป่าดิบแล้งที่เหมือนไม่มีอะไร ฤดูแล้งมีไฟป่าจนไม่น่ามีสัตว์อยู่ได้ ไม่มีน้ำตก ไม่มีดอกไม้ แต่กลับเป็นที่ที่อุดมสมบูรณ์ มีสัตว์ป่าขนาดใหญ่มากมาย มีสิ่งมีชีวิตที่อยู่ตามวัฏจักรของมันจริงๆ โดยไม่มีมนุษย์เข้าไปยุ่ง มันโคตรมหัศจรรย์ ผมคิดว่าในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไม่มีที่ไหนเด็ดกว่านี้อีกแล้ว”

จากอาคันตุกะแปลกหน้า กลายมาเป็นคนคุ้นเคย

คุยมาได้สักพัก เราเริ่มสงสัยว่าทำไมเขาจึงมีโอกาสเข้าไปในผืนป่าจนรู้จักกับเจ้าหน้าที่หลายคนในนั้น เขาตอบทำนองว่า ที่ผู้ใหญ่เมตตาคงด้วยเพราะความเป็นดารา และความเป็น ‘ไอ้บ้า’ ที่หลงใหลเรื่องป่าๆ ไม่เหมือนกับคนรุ่นเดียวกันทั่วไป

“ที่ผ่านมาไม่มีใครสนใจเรื่องนี้มานานแล้ว ไม่มีใครสนใจว่าเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าทำอะไร ทีมวิจัยเสือโคร่งทำอะไร ไม่มีใครรู้ว่าเสือโคร่งในประเทศไทยมีเหลือประมาณ 80 – 100 ตัว ไม่มีใครรู้ด้วยซ้ำว่าเสือโคร่งไทยเป็นเสือโคร่งอินโดจีน ไม่ใช่เสือโคร่งเบงกอลที่อยู่ในสวนเสือ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันจะสูญพันธุ์และมีอยู่เฉพาะที่ห้วยขาแข้ง และไม่รู้ด้วยซ้ำว่าห้วยขาแข้งเป็นมรดกโลก แล้วมีไอ้บ้าคนหนึ่งรู้

“ผมไปงานคุณสืบ นาคะเสถียร ทุกปี ไปตั้งแต่ไม่รู้จักใครทั้งนั้น ไปทุกปีจนเจ้าหน้าที่คุ้นหน้าคุ้นตา เขาคงว่าไอ้นี่มันบ้าๆ บอๆ พอมีอะไรเขาก็เลยชวนไป เพราะเห็นว่าผมสนใจจริงนะ ยุคนี้ไม่ใช่ยุคที่คุณจะมาไม่รู้เรื่องราวธรรมชาติรอบตัวแล้ว”

ไม่น่าแปลกใจว่าทำไมเขารู้เรื่องราวของผืนป่าและสัตว์ป่ามากมาย เพราะเวลาว่างส่วนใหญ่เขาหมกมุ่นอยู่กับการศึกษาหาความรู้จากหนังสือมากมายหลายประเภท

“ผมอ่านหนังสือของทุกคน หนังสือของพี่เชน (ม.ล.ปริญญากร วรวรรณ ช่างภาพสัตว์ป่า) ผมมีทุกเล่ม หนังสือของต่างประเทศก็อ่าน ตำราวิชาการเกี่ยวกับเสือก็ซื้อมา คนอาจมองว่าเราเป็นช่างภาพถ่ายสัตว์ป่า แต่ผมไม่ใช่ ผมเป็นเพียงคนที่หลงใหลเรื่องราวของสิ่งมีชีวิตอื่นในโลก ผมชอบจะดูมัน และอยากจะเห็นมัน แบบที่ไม่เบียดเบียนพวกมันมากจนเกินไป”

ความสุขของความเป็นมนุษย์ที่สัมพันธ์กับธรรมชาติ

“ร้อน เหนื่อย เมื่อย รำคาญผึ้งด้วย” เขาบรรยายความรู้สึกขณะที่นั่งในบังไพรรอเก็บภาพสัตว์ป่าน้อยใหญ่ที่เดินผ่าน

“ขณะเดียวกันตอนที่นั่งนิ่งรออยู่อย่างนั้น ผมคิดอยู่ 2 อย่าง อย่างแรกคือ มันเป็นเกม เราไปในที่ของเขา เราไม่มีโอกาสไปตั้งกฎเกณฑ์อะไรได้ อย่างที่สองคือ เราอยู่สัมพันธ์กับธรรมชาติ ร่างกายและความรู้สึกแปรไปตามอุณหภูมิ ร่างกายปรับตัวได้ดีพอสมควรนะ อยู่ในบังไพร ตอนเช้าหนาวก็ใส่เสื้อ ร้อนก็ถอดออก เช็ดเหงื่อ เอาน้ำลูบหน้าลูบตัวให้หายเหนียว เย็นกลับไปอาบน้ำที่ลำห้วยหรือที่พักก็สดชื่นดี กินข้าวเสร็จอากาศเริ่มเย็นสบาย เราก็นอน ใช้ชีวิตไปตามวัฏจักรจริงๆ เวลาของเราเดินไปพร้อมกับธรรมชาติ กลางคืนป่าน่ากลัว เราก็อยู่ตามปกติวิสัยในที่แคบๆ ไม่ออกไปเพ่นพ่านที่ไหน ชีวิตเรียบง่ายและมีความสุขที่สุด สำหรับผมนะ”

ชีวิตที่ดำเนินไปตามวัฏจักรธรรมชาติ ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ ไร้สิ่งเร้ายวนใจ สภาพอันปกติเรียบง่ายดึงให้ตัวเองกลับมาอยู่กับปัจจุบัน

“มันเป็นการบำบัดอาการติดโซเชียล ในป่าไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ ไม่มีอะไรมารบกวน ผมรู้สึกมีสมาธิมากขึ้น ไม่ถึงขั้นปฏิบัติธรรม แต่ก็ใกล้ๆ อย่างน้อยรู้สึกหิวเราก็กิน โดยเราทำอาหารเอง ได้เห็นวัตถุดิบตรงหน้าที่เราทำ ปรุง และกินเข้าปาก เราอยู่กับสิ่งที่ทำ อยู่กับมือ อยู่กับตาของเรา แต่ถ้าอยู่ในเมืองเราก็จิ้มมือถือสั่ง เวลากินก็เปิดมือถือดูไปด้วย กินไปด้วย นี่มันไม่ใช่ความเป็นมนุษย์นะ”

โน้ต วัชรบูล ลี้สุวรรณ นักแสดงผู้มุ่งเดินเข้าป่ามา10ปีเพื่อฟื้นความเข้าใจคนต่อผืนป่า

เสียงสะท้อนแทนสัตว์ป่าและพงไพร

ย้อนไปในปี 2556 ที่มีการเดินเท้าของอาจารย์ศศิน เฉลิมลาภ จากจังหวัดนครสวรรค์ถึงกรุงเทพมหานคร เพื่อคัดค้านการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพเขื่อนแม่วงก์ โน้ตเป็นคนหนึ่งที่เข้าร่วมเดินด้วย รอยเท้าการก้าวเดินไปตามเส้นทางสายอนุรักษ์ทำให้คนรู้จักเขาในบทบาทใหม่ ที่ไม่ใช่เพียงนักแสดงหนุ่มหน้าตาดี และมีสื่อนอกสายบันเทิงให้ความสนใจไม่น้อย

“ตอนนั้นถ้าผมไม่ออกมาทำอะไรจะรู้สึกเสียดายไปตลอดชีวิต” น้ำเสียงของเขาแสดงถึงความรู้สึกในเวลานั้นได้

“ตอนแรกที่เขาเดินประท้วงกัน ผมไม่กล้านะ ไปปรึกษาทางช่องก่อนว่าจะไปได้ไหม ทางผู้ใหญ่ก็ขอปรึกษากัน เพราะว่าตอนนั้นมีการโยงเรื่องนี้เข้าไปเกี่ยวกับการเมือง แต่ผมไปด้วยใจรักสิ่งแวดล้อมเพียงเท่านั้น สุดท้ายก็ไป ไม่สนใจอะไรแล้ว ตอนไปก็ยังไม่รู้จักกับอาจารย์ศศิน แต่ไปเพราะไม่อยากรู้สึกผิดกับตัวเอง ถ้าเกิดเขื่อนขึ้นมา อย่างน้อยเราก็ได้ทำอะไรสักอย่างเพื่อปกป้อง อย่างน้อยก็ไม่เป็นตราบาปในใจ”

การย่ำไปตามอุดมการณ์เป็นเวลา 3 วันที่พอหาได้จากการทำงานรัดตัว กลายเป็นบทเรียนอันมีค่า การรวมพลังของคนตัวเล็กๆ กระตุกให้คนส่วนใหญ่ในสังคมหันมาสนใจ และมองว่าเรื่องสิ่งแวดล้อมนั้นเป็นเรื่องที่ไม่ห่างไกล อีกทั้งไม่ทิ้งให้นักอนุรักษ์ทำงานอย่างเดียวดายท่ามกลางกระแสที่ชักโยงใยไปถึงการเมือง

“ผมรู้สึกดีมากที่คนในสังคมรู้สึกว่าเขื่อนในยุคนี้ไม่น่าจะเป็นคำตอบแล้ว ยังมีทางเลือกอื่นในการจัดการน้ำในพื้นที่แห้งแล้ง และผมก็ได้เรียนรู้ว่าบางทีเราพูดก็ไม่เกิดประโยชน์ เราต้องเสียสละบางอย่าง ต้องยอมแลก หรือแสดงให้สังคมเห็นว่าเราเชื่อมั่นในเรื่องนี้จริงๆ เหมือนที่อาจารย์ศศินเดิน เขาก็เหนื่อยจริงๆ เดินจริงๆ เอาเหงื่อ เอาแรงกายตัวเองในการพิสูจน์ว่าสิ่งที่เชื่อเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ซึ่งสอนผมว่า พูดไปก็เท่านั้น ทำดีกว่า

“ช่วงจังหวะเวลานั้นเราได้แสดงความคิดเห็นแล้วมีคนฟัง เรื่องพวกนี้ทุกคนพูดมาก่อน แต่ถ้าไม่มีประเด็นการเมืองมาเกี่ยวข้องก็ไม่มีคนสนใจให้เป็นข่าว เรื่องสิ่งแวดล้อมต้องพูดไปเรื่อยๆ รอจังหวะว่าจะมีคนฟังหรือไม่ ฟีดแบ็กที่ได้ในตอนนั้นผมรู้สึกว่าถ้ามีคนด่าเพราะโยงเรื่องนี้ไปถึงความเชื่อทางการเมืองที่เป็นยุคของสีเสื้อ ว่าคุณออกมาเพราะสีเสื้อนี้ใช่ไหม ผมก็ป่วยการที่พูด แต่ทำในสิ่งที่ควรทำดีกว่า”

หลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้น โน้ตได้อุทิศตัวในการทำงานเพื่อสิ่งแวดล้อมจนเหมือนจะหายหน้าหายตาจากวงการบันเทิงไปพักใหญ่ ความเอาจริงเอาจังของเขาเป็นเหตุให้อาจารย์ศศินชักชวนมาช่วยทำงานเป็นหนึ่งในคณะกรรมการของมูลนิธิสืบนาคะเสถียรตั้งแต่ปี 2558 ซึ่งเขาตอบรับอย่างเต็มใจและช่วยงานมูลนิธิเรื่อยมา

โน้ต วัชรบูล ลี้สุวรรณ นักแสดงผู้มุ่งเดินเข้าป่ามา10ปีเพื่อฟื้นความเข้าใจคนต่อผืนป่า

ปัญหาใหญ่ไม่ใช่เรื่องบันเทิง

โน้ตออกตัวว่าตัวเองเป็นคนประเภทเก็บตัว เขาไม่ใช่คนชอบท่องเที่ยว ไม่มีโปรเจกต์ทำรายการทำนองพาไปเข้าป่า ไม่มีทีท่าว่าจะใช้ไลฟ์สไตล์ในการต่อยอดหารายได้ให้ตัวเอง ทุกสิ่งทุกอย่างทำลงไปเพราะความชอบ เหมือนเป็นงานอดิเรกเล็กๆ ที่อยากทำเรื่อยไป แต่หากมีประเด็นที่น่าสนใจก็พร้อมจะออกมาพูดให้สังคมตระหนักเช่นกัน

“ถ้าผมจะพูดอะไร ผมจะพูดตามที่ผมรู้สึก สมมติว่าป่าอยู่ในภาวะไม่ค่อยดี ก็พูดไม่ได้ว่ามันดีมาก สมบูรณ์มาก และประเด็นที่อยากจะพูดก็ไม่ค่อยบันเทิงเท่าไหร่ ออกแนวจริงจังมากกว่า”

ประเด็นปัจจุบันที่เขาสนใจคือ การใกล้สูญพันธุ์ของนกเงือกและนกชนหินแห่งผืนป่าฮาลา-บาลา เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแนวชายแดนไทย-มาเลเซีย

“นกชนหินทุกวันนี้กำลังถูกล่า เพราะตลาดค้าชิ้นส่วนสัตว์ป่าจะใช้โหนกของมันไปแกะสลักอย่างงาช้าง นกชนหินจึงกลายเป็นเหมือนผลิตภัณฑ์ใหม่ที่นำความซวยมาให้นกมากจริงๆ

“ผมรู้สึกเศร้าทุกครั้งที่ได้ยินเรื่องสัตว์ถูกล่าตามความเชื่อต่างๆ นี่มันปีอะไรแล้ว ข้อมูลในโซเชียลเน็ตเวิร์กก็มีมากมาย นี่ไม่ใช่ยุคที่มีความเชื่อว่ากินสัตว์นี้แล้วดี หรือมีมันแล้วประดับบารมี นี่มันไม่ใช่ยุคแล้ว”

ในผืนป่าไม่ได้มีปัญหาเพียงแค่การลักลอบทำลายต้นไม้หรือทำร้ายสัตว์ป่าเท่านั้น แต่เท่าที่เราทราบคือความยากลำบากในการทำงานและปัญหาสวัสดิการของผู้พิทักษ์ป่า ฐานะที่เขาได้เข้าไปอยู่ใกล้ชิดกับชีวิตผู้พิทักษ์ เราจึงลองถามโน้ตในเรื่องนี้

“คนน้อย งานเยอะ แล้วไม่ค่อยมีคนอยากทำ คนที่เก่งและชอบจริงๆ เขาก็แก่และต้องหยุดไป บางทีเด็กรุ่นใหม่ก็อยู่ไม่ไหว ทักษะการใช้ชีวิตในป่า ในการแกะรอยสัตว์ก็หายไป พวกเขาทำงานกันเหนื่อย เพราะพื้นที่เยอะ คนน้อย ไม่มีผลัด ต้องเดินกันทุกวัน ตอนนี้ก็ดีกว่าแต่ก่อนเยอะนะ เพราะมีคนในสังคมให้ความสนใจพวกเขา แต่อย่างเรื่องการทำประกันชีวิตให้ ไม่รู้ว่าติดขัดอะไร”

เมื่อถามหาทางออกให้กับปัญหา เขามีสีหน้าจริงจังขึ้น

“มันเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ซับซ้อน” เขาถอนใจ “ถ้าจะเปลี่ยนจริงๆ คนต้องพลิกนโยบายทั้งประเทศ สิ่งที่เราทำกันได้คือเอาวัสดุอุปกรณ์ไปให้เขา ซึ่งเดี๋ยวมันก็หมดไป นี่เป็นสิ่งที่ผมคิดไม่ออกว่าจะทำอะไร เพราะผมคนเดียวก็ทำไม่ได้ มูลนิธิสืบฯ เพียงองค์กรเดียวก็ทำไม่ได้”

โน้ต วัชรบูล ลี้สุวรรณ นักแสดงผู้มุ่งเดินเข้าป่ามา10ปีเพื่อฟื้นความเข้าใจคนต่อผืนป่า
โน้ต วัชรบูล ลี้สุวรรณ นักแสดงผู้มุ่งเดินเข้าป่ามา10ปีเพื่อฟื้นความเข้าใจคนต่อผืนป่า

เรื่องราวในป่าออกมาสู่เมือง

ปัจจุบันเขายังคงทำงานด้านสิ่งแวดล้อมกับหน่วยงานต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการบรรยายถึงความมหัศจรรย์ของป่าเมืองไทย และงานที่เขานิยามว่าเป็นการสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับธรรมชาติและชีวิตสัตว์ป่าให้กับคนเมืองอย่างถูกต้อง

“ทุกคนเข้าป่า ถามว่าเสือจะมากินต้องยิงหรือเปล่า” เขาเริ่มเล่าในประเด็นที่พบเจอบ่อย พลางส่ายหน้าคล้ายไม่เข้าใจ

“เสือไม่ได้เกิดมาเพื่อฆ่าคนหรือกินคนเป็นอาหาร มันอาศัยอยู่ในป่าของมันดีๆ เดินหากินของมันอยู่ดีๆ กลับโดนยิง เวลาเสือมันเจอคนมันก็วิ่งหนีแล้ว เพราะมันโดนล่ามาจนเมโมรีในสมองว่าถ้าเป็นกลิ่นมนุษย์ต้องหนีก่อน ไม่อย่างนั้นชีวิตจะไม่ปลอดภัย ถ้ามันเป็นอันตราย ช่างภาพสัตว์จะไปหมกตัวในบังไพรเงียบๆ ห้ามเปิดกลิ่นตัวเองออกไปทำไม แค่เสือมันได้กลิ่นคนมันก็กลัวแล้ว แต่บางทีมันเป็นจังหวะที่ไม่มีทางหนี วิ่งมาที่เรายืนอยู่ ก็แย่ไป”

แล้วทำไมคนเราถึงต้องเข้าป่า-เราโยนคำถามทิ้งท้าย

“การเข้าป่าเป็นการเปิดหูเปิดตา ให้รู้ว่าโลกมีมากกว่ากรุงเทพฯ โลกไม่ได้มีแค่แยกพญาไท เพลินจิต เราเป็นคน เราต้องสัมผัสธรรมชาติ ที่ผ่านมาเราก็สัมผัสมาตลอด เพียงแต่ในยุคสมัยนี้เองที่เราห่างจากมัน สำหรับผมการเข้าป่าคือการผ่อนคลาย ไม่มีเรื่องให้วุ่นวายใจ เราทำทุกอย่างไปตามสัญชาตญาณจริงๆ”

สุดท้ายโน้ตยังคงเข้าป่าไปโอบกอดธรรมชาติที่เขารักและหวงแหนต่อไป พร้อมส่งต่อเรื่องราวให้ ‘คนนอกป่า’ ได้รับรู้ เพื่อหวังว่าทุกคนจะเก็บรักษาขุมทรัพย์แห่งธรรมชาติที่มีค่าเอาไว้

“ผมอยากให้คนรู้ว่ามีสิ่งที่เจ๋งมากอยู่ในโลกใบนี้ เป็นที่อาศัยของสรรพสัตว์ชีวิตมากมายที่เหลือรอดอยู่บนโลก ซึ่งมีกำลังคนรุกล้ำเข้าไปเรื่อยๆ แต่ผมอยากเก็บมันไว้ให้คนอื่นที่ไม่มีโอกาสได้รู้ ได้สัมผัส ได้เจอ ได้มารับรู้บ้าง เผื่อเขาอยากจะเก็บสิ่งมหัศจรรย์เหล่านี้ไว้เหมือนกัน”

โน้ต วัชรบูล ลี้สุวรรณ นักแสดงผู้มุ่งเดินเข้าป่ามา10ปีเพื่อฟื้นความเข้าใจคนต่อผืนป่า

Writer

เชิญพร คงมา

อดีตเด็กยอดนักอ่านประจำโรงเรียน ชอบอ่านพอๆ กับชอบเขียน สนุกกับการเล่าเรื่องราวรักการเที่ยวเล่น ติดชิมของอร่อย และสนใจธรรมะ

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

19 กุมภาพันธ์ 2561
7 K

ครั้งหนึ่ง Edward N. Lorenz นักอุตุนิยมวิทยาและนักคณิตศาสตร์ชาวอเมริกันเคยตั้งข้อสงสัยในทฤษฎี Butterfly Effect ว่า เป็นไปได้ไหมว่าพายุทอร์นาโดที่เท็กซัสอาจก่อตัวมาจากหนึ่ง (ในล้าน) ครั้งที่ผีเสื้อกระพือปีก

เหมือนที่โบราณว่าไว้ เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว เพราะความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่อาจมาจากการกระทำที่มองไม่เห็น

กาแฟหนึ่งหยดจากไร่ของ วัลลภ ปัสนานนท์ อาจกำลังทำสิ่งเดียวกัน

คอกาแฟย่อมทราบดีว่านายกสมาคมกาแฟพิเศษไทยคนนี้คือผู้ขับเคลื่อนวงการกาแฟไทยให้พัฒนาไปสู่ทิศทางของ ‘กาแฟพิเศษ’ ซึ่งเป็นเทรนด์ที่สังคมกาแฟโลกกำลังให้ความสนใจ

แต่จะมีสักกี่คนที่จะรู้ว่า จากเมล็ดสู่ปลายลิ้นนั้น กาแฟต้องผ่านการเดินทางมาอย่างไร

ทำไมหนึ่งหยดจากต้นจึงสะเทือนถึงคนปลายน้ำ ที่แม้จะไม่ใช่คนดื่มกาแฟ ก็ยังได้รับผลกระทบจากมันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ชายคนนี้จะขอเล่าให้คุณฟัง ผ่านน้ำเสียงฉ่ำกาเฟอีนที่เข้มข้นถึงใจ ชวนให้ตื่นจากหลับใหลตั้งแต่ตอนที่จิบแรกยังไม่ทันจะไหลลงคอ

วัลลภ ปัสนานนท์

ก่อนหยดแรก จะหยดลง

ในวันที่แดดร้อนเกินกว่าจะนั่งจิบกาแฟ วัลลภ ปัสนานนท์ กลับนั่งจิบกาแฟดำร้อน (ที่คนเสิร์ฟบอกว่า “กาแฟจากไร่ของอาวัลฯ เองครับ”) อย่างสบายอารมณ์

ผมสีหมอกของเขาเส้นหนามีน้ำหนัก ตัดกับผิวคล้ำกรำแดด หนุ่มใหญ่วัย 60 ปีผู้คร่ำหวอดกับวงการกาแฟไทยมากว่าค่อนชีวิตคนนี้ยังเดินเหินได้อย่างมั่นคงกว่าบุรุษที่อ่อนกว่าเขาครึ่งหนึ่ง เขามาพร้อม ‘เครื่องแบบลุยสวน’ อันประกอบไปด้วยเสื้อขาวเนื้อบางคอปีน โดยมีแจ็กเก็ตสีเขียวขี้ม้าทับไว้ ดูละม้ายคล้ายแจ็กเก็ตที่ทหารในสมัยสงครามเวียดนามใส่ลงพื้นที่ แจ็กเก็ตตัวนี้เนื้อไม่หนา ทอมาจากผ้า fatigue ที่เหมาะอย่างยิ่งกับภูมิภาคที่อากาศร้อนชื้นในตอนกลางวัน และหนาวเย็นอย่างฉับพลันในตอนกลางคืน บ่งบอกให้รู้ว่าถิ่นที่เขาจากมานั้นมีสภาพอากาศเป็นอย่างไร

“บนดอยหนาวมาก ตอนนี้ก็ยังหนาวอยู่” วัลลภกล่าวด้วยน้ำเสียงสดใสไม่หาวนอน ทั้งๆ ที่เขาเพิ่งบินตรงมาจากเชียงใหม่เมื่อเช้านี้เอง

ดอยที่เขาว่าคือดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ อันเป็นที่ตั้งของ Nine One Farm (นายวัลฯ ฟาร์ม) ที่ผลิต ‘กาแฟพิเศษ’ คุณภาพคับถ้วย หากคุณคือบุคคลที่นับว่าวันใหม่จะเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการก็ต่อเมื่อได้จิบกาแฟแก้วแรกของวัน ย่อมเคยได้ยินชื่อ ‘ซิงเกิลพลัสโฟร์’, ‘ฟรุตตี้ฟลอร่า’, ‘ลานนาพาราไดซ์’ ไปจนถึง ‘ป่าเมี่ยงโอเปีย’ ผ่านหูมาบ้าง

แต่ถ้าไม่คุ้นหูเลยสักนิด ชีวิตของสุภาพบุรุษที่มีกาแฟเป็นพาหนะคนนี้จะทำให้คุณได้รู้ว่า กว่ากาแฟ 1 ถ้วยจะมาถึงมือคนดื่ม (และจิบจนหมดในไม่กี่นาที) นั้นต้องผ่านการเดินทางแรมปีที่หลายคนคาดไม่ถึง

“ผมเกษียณตัวเองตั้งแต่อายุสามสิบกว่าๆ” นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้อดีตข้าราชการกระทรวงมหาดไทยหันหลังให้ชีวิตในป่าคอนกรีตไปสู่อ้อมกอดของธรรมชาติ แต่สิ่งที่ทำให้วัลลภต่างจากคนปลูกกาแฟทั่วไปคือ เขาเริ่มปลูกกาแฟเพราะความรักธรรมชาติ ไม่ใช่เพราะหลงใหลในกาแฟตั้งแต่ต้น

“ยุคนั้นกาแฟยังไม่เป็นที่นิยม คนรู้จักแต่กาแฟตามตลาด โอเลี้ยง โอยัวะ หรือไม่ก็กาแฟสำเร็จรูปเลย” วัลลภกล่าวด้วยรอยยิ้มเจือความหลังในยุคที่กาแฟสดแบรนด์ยักษ์ใหญ่ยังไม่เข้ามาเขย่าให้เกิดวัฒนธรรมคาเฟ่และการดื่มกาแฟสด เขาเล่าต่อว่า หลังจากที่เขาซื้อที่ดินบริเวณ อำเภอดอยสะเก็ด ซึ่งชาวบ้านเจ้าถิ่นได้ปลูก ‘ต้นเมี่ยง’ ไว้เยอะมากจนเป็นป่า เขาจึงตั้งโจทย์ให้ตัวเองว่า ‘อาชีพอะไรที่พอจะทำได้ในพื้นที่นี้ โดยไม่ไปรบกวนต้นไม้ที่มีอยู่เดิม’

แน่นอนว่า คำตอบคือกาแฟ

“ถ้าเราจะปลูกข้าว มันก็ต้องการพื้นที่โล่ง ซึ่งนั่นอาจนำมาสู่การถางป่า หรือถ้าจะปลูกผลไม้เมืองหนาวก็ต้องถางพื้นที่และทำเป็นสวนเปิด มันไม่สามารถปลูกอยู่ในร่มเงาของพืชอื่นได้ แต่กาแฟอยู่ร่วมกับต้นไม้ต้นอื่นได้ และกาแฟน่าจะเป็นพืชชนิดเดียวที่ต้องการแสงแดดในการดำรงชีวิตแค่ประมาณ 40 เปอร์เซ็นเท่านั้น มันอยู่ใต้ร่มเงาของพืชชนิดอื่นได้ โดยที่เราไม่ต้องไปตัด หรือไปถางต้นไม้ที่มีอยู่เดิมออกเพื่อเปิดพื้นที่ให้แสงแดดส่องถึง” วัลลภย้อนอธิบายเหตุผล

แม้ชายคนนี้จะเริ่มปลูกกาแฟจาก ‘ความจำเป็น’ ที่ต้องประกอบอาชีพและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเดิมไปด้วยในเวลาเดียวกัน แต่วัลลภกลับมีอีกหนึ่งคุณสมบัติที่ทำให้เขาไปไกลกว่าคนที่ทำหน้าที่แค่ ‘ปลูกกาแฟ’ นั่นคือการวิเคราะห์ความเป็นไปของตลาดได้ตรงตามความเป็นจริง

“เราทำไปเรื่อยๆ แล้วถึงรู้ว่าอาชีพเกษตรกรในเมืองไทยนั้นอยู่ยาก” นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาเริ่มจริงจังกับกาแฟ “เพราะไม่ว่าจะเป็นชาวนา ชาวสวน หรือชาวไร่ ผลผลิตของเกษตรกรส่วนใหญ่ยังต้องพึ่งพาตลาดคนกลาง ซึ่งเกษตรกรไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจและควบคุมไม่ได้ เรารู้สึกเลยว่าถ้าเราแค่ขายเมล็ดกาแฟดิบอย่างเดียว มันอยู่ยาก เพราะสุดท้ายก็เข้าตลาดคนกลางซึ่งอยู่ในธุรกิจสายอุตสาหกรรม ถ้าปีนั้นราคาดีก็พออยู่ได้ แต่ถ้าปีไหนราคาไม่ดี เราก็ต้องแบกภาระความเสี่ยงนั้นไป เลยคิดว่าถ้าเราแปรรูปเอง ขายเอง ทำร้านค้าเอง ทำเองตั้งแต่ต้นจนจบ จนถึงจุดที่เราสามารถสื่อสารกับลูกค่าได้โดยตรง เราจะได้ตอบสนองสิ่งที่ลูกค้าและสังคมต้องการได้อย่างตรงจุด และเป็นโอกาสในการสร้างมูลค่าให้กับกาแฟของเราได้มากขึ้น”

ในเมื่อเอาชนะกลไกราคาไม่ได้ ก็สร้างระบบขึ้นมาเองเสียเลย

คอนเซปต์ จากต้นจนจิบ หรือ seed to cup จึงเกิดขึ้นจากตรงนั้นนั่นเอง

นอกจากเป็นเจ้าของ Nine One Coffee แล้ว วัลลภยังดำรงตำแหน่งนายกสมาคมกาแฟพิเศษไทย มีหน้าที่สนับสนุนให้ชาวสวนกาแฟหันมาปลูกกาแฟอย่างประณีต เพื่อพัฒนาสายพันธุ์กาแฟไทยให้ทัดเทียมโลก และสอดคล้องกับวิวัฒนาการของกาแฟที่สังคมกาแฟโลกกำลังให้ความสนใจนั่นคือ ‘กาแฟพิเศษ’

“สิ่งที่สมาคมทำคือผลักดัน คัดเลือก ให้คะแนนกาแฟแต่ละตัวเพื่อเฟ้นหากาแฟพิเศษของไทย ทำให้เกิดภาวะตื่นตัวและการแข่งขันในหมู่คนรักกาแฟ นำไปสู่การพัฒนากาแฟไทยให้ไปอยู่ในจุดที่คอกาแฟระดับโลกยอมรับ” ว่าจบวัลลภพักจิบกาแฟดำอึกใหญ่

แม้จะสวมหมวกหลายใบ และทำงานหนักเกินวัยของคนอายุ 60 ปี แต่ชายตรงหน้ายังยิ้มแย้มแจ่มใส ลมหายใจเจือกลิ่นกาแฟของเขากำลังบอกอย่างชัดเจนว่า การที่คนเรียกเขาว่าเจ้าของไร่กาแฟ หรือนายกสมาคมนั้น ช่างฟังดูมีอำนวจใหญ่โตเสียจนเขาเองยังอดไม่ได้ที่จะอมยิ้มเขินๆ ให้กับตัวเอง เพราะจริงๆ แล้วสิ่งที่เขาพอใจจะให้คนเรียกนั้นฟังดูเรียบง่ายกว่า 2 คำนั้นตั้งเยอะ

“ก็ชาวสวนครับ ผมเป็นชาวสวน” วัลลภตอบด้วยน้ำเสียงภูมิใจ

อาจฟังดูเรียบง่ายเกินไป แต่ยิ่งใหญ่และหนักแน่นเหลือเกิน

วัลลภ ปัสนานนท์

วัลลภ ปัสนานนท์

ซิงเกิลพลัสโฟร์ ฟรุตตี้ฟลอร่า ป่าเมี่ยงโอเปีย กับการเพิ่มมูลค่ากาแฟพื้นบ้านสู่ระดับสากล

แน่นอนว่ากาแฟไทยนั้นมักถูกมองว่าเป็น ‘มวยรอง’ เมื่อเทียบกับรุ่นใหญ่ที่ไม่ทันได้ออกหมัดก็รู้รสชาติและได้กลิ่นทันทีเมื่อได้ยินชื่ออย่างกาแฟเอธิโอเปีย

วัลลภรู้ดีว่าการจะทำให้กาแฟไทยไปไกลกว่าที่เป็นอยู่นั้น สิ่งที่สำคัญไม่แพ้การลงเมล็ด เพาะต้นกล้า และดูแลต้นกาแฟอย่างพิถีพิถัน นั่นคือต้องรู้จักเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าท้องถิ่นและต้องเรียนรู้การทำการตลาดอย่างมีประสิทธิภาพ

“ผมเชื่อว่าการตลาดที่ดีที่สุดคือการทำคุณภาพสินค้าให้ดี” น้ำเสียงหนักแน่นของเขานั้นบ่งบอกเต็มหัวใจว่าของดียังไงก็ขายได้ “ถ้ายิ่งของดี แล้วสื่อสารออกไปดีๆ ก็ยิ่งเติบโตเร็ว แต่ถ้าของไม่ดี ต่อให้สื่อสารออกไปเร็วแค่ไหน ก็ไม่รอดอยู่ดี เพราะฉะนั้น ในมุมผมนอกจากความชัดเจนในคุณภาพของสินค้าแล้ว เราต้องสร้างเอกลักษณ์ สร้างชื่อ สร้างแบรนด์ขึ้นมา เพราะถ้าไม่มีชื่อ มันก็เหมือนไม่มีตัวตนให้คนสัมผัสได้”

จึงไม่น่าแปลกใจที่กาแฟหลายๆ ตัวของ 91 Coffee นั้น นอกจากจะลื่นคอแล้ว ยังมีชื่อลื่นหู จำง่าย และสะท้อนเอกลักษณ์ของกาแฟตัวนั้นๆ ได้อย่างชัดเจน อย่างซิงเกิลพลัสโฟร์หมายความว่า เป็นกาแฟซิงเกิลออริจินที่บวกเพิ่มอีก 4 เงื่อนไข คือหนึ่ง กาแฟต้องอยู่ในระดับความสูง 1,000 เมตรขึ้นไป สอง เป็นกาแฟออร์แกนิก สาม เป็นกาแฟที่อยู่ใต้ร่มเงา ไม่ใช่กาแฟที่ปลูกในไร่เปิดโล่ง และสี่ เป็นกาแฟที่ใช้พลังงานธรรมชาติหรือพลังงานทดแทนเข้ามาเกี่ยวข้องในกระบวนการผลิต อีกตัวที่หอมหวนชวนทานและติดหูไม่แพ้กันคือลานนาพาราไดซ์ ซึ่งวัลลภตั้งใจจะบอกที่มาว่านี่คือกาแฟพันธ์ดีที่ปลูกในพื้นที่ภาคเหนือของไทยนี่เอง แต่รสชาตินั้นไปไกลเหมือนขึ้นสวรรค์ นั่นคือตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจในการสร้าง ‘กาแฟพิเศษ’ ของเขาได้เป็นอย่างดี อีกตัวหนึ่งที่เป็นที่รู้จักในหมู่นักจิบกาแฟนั่นคือป่าเมี่ยงโอเปีย ซึ่งล้อชื่อกาแฟเอธิโอเปียที่เขาโปรดปราน โดยวัลลภคัดแยกกาแฟสายพันธ์ุดีอย่างพันธ์ุทริปปิก้ามาพัฒนาต่อจนกลายเป็นป่าเมี่ยงโอเปียที่ให้กลิ่นหอมเบอร์รี่ขึ้นจมูก และฝากรสสัมผัสของผลไม้รสเปรี้ยวแฝงความสดชื่นให้คนจิบรู้ว่ากาแฟไทยไม่ใช่มวยรองอีกต่อไปในเวทีโลก

“เพราะถ้าไม่มีชื่อ ก็เหมือนไม่มีตัวตนให้คนสัมผัสได้” ท่ามกลางความเงียบ (ที่มีเสียงจิบกาแฟขั้นเป็นระยะ) ประโยคนี้ของวัลลภลอยมาอีกครั้ง

มันชวนให้ผู้ฟังคิดตามว่าจริงๆ แล้วการเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าท้องถิ่นนั้นช่างเรียบง่าย และดูเหมือนว่าจะเป็นวิธีที่หลายคนรู้อยู่แก่ใจ แต่ไม่ทำ

การตั้งชื่อที่วัลลภทำจึงเป็นมากกว่าการตั้งชื่อให้ฟังดูเก๋ไก๋ แต่มันคือการทำความฝันให้เป็นรูปธรรมที่จับต้องได้ คือการสร้างตัวตนที่สัมผัสได้ มีบอดี้อ่อนหนา มีรสหนักเบา มีลูกล่อลูกชนพลิ้วไหว ก่อนจะฝากอาฟเตอร์เทสต์เอาไว้ไม่ใช่แค่บนปลายลิ้น

แต่ฝากไว้ที่ใจ ซึ่งต่อให้กินน้ำเปล่าล้างปากสักเท่าไร ก็ไม่มีวันลืม

วัลลภ ปัสนานนท์

ต้นน้ำยั่งยืน ปลายน้ำยืนยง

จากคนปลูกกาแฟที่เริ่มต้นจากความหลงใหลในป่าเขาอย่างถอนตัวไม่ขึ้น กว่า 20 ปีที่ฝากชีวิตไว้กับกาแฟ สู่การเป็นเจ้าของไร่และนายกสมาคมกาแฟพิเศษไทย แน่นอนว่าเป้าหมายต่อไปของเขานั้นไม่ใช่แค่การทำกาแฟให้มีคุณภาพดีเท่านั้น เพราะโจทย์ต่อไปที่ท้าทายให้เขาหาคำตอบอยู่นั้นคือ ทำอย่างไรวงการกาแฟไทยจึงจะพัฒนาไปได้อย่างยั่งยืน

“การที่จะทำให้ยั่งยืนได้คือ ต้องทำให้กาแฟไทยไปอยู่ในกระแสความสนใจของคนดื่มกาแฟ และต้องสอดคล้องกับสภาพสังคมและเศรษฐกิจของสังคมกาแฟโลก” วัลลภเล่าอย่างออกรส ก่อนจะแถลงไขว่าวงการนี้กว้างใหญ่แค่ไหน ไม่น่าแปลกใจเลยที่กาแฟจะเป็นสินค้าที่ซื้อขายกันทั่วโลกเป็นอันดับสองรองจากน้ำมัน

“ภาพของธุรกิจกาแฟมีอยู่ 2 ส่วน ถ้าจะเปรียบเทียบธุรกิจกาแฟเหมือนบ้าน กาแฟสายอุตสาหกรรมก็เหมือนเสาหลักที่ค้ำยันบ้านหลังนี้ แต่ตอนนี้มีเสาอีกต้นนึงซึ่งเล็กกว่าละกลุ่มผู้บริโภคยังน้อยอยู่ นั่นคือกาแฟพิเศษ ซึ่งเป็นเสาต้นเล็กๆ ที่มาช่วยค้ำยันบ้านเช่นกัน ผมคิดว่ากาแฟไทยคงต้องอยู่ใน 2 กระแสนี้ กาแฟในสายอุตสาหกรรมก็ยังทิ้งไม่ได้ ใครที่มีพื้นที่หรือมีกำลังผลิตได้เยอะก็จะทำเชิงอุตสาหกรรม เราก็ไม่ควรจะละเลยทิศทางของกาแฟพิเศษซึ่งถือเป็นวิวัฒนาการใหม่ เพราะฉะนั้น เรื่องกาแฟพิเศษที่สมาคมกาแฟพิเศษไทยกำลังผลักดันจึงเป็นปัจจัยอย่างหนึ่งที่จะทำให้กาแฟไทยยั่งยืน เพราะมันสอดคล้องกับกระแสสังคมกาแฟโลกที่เปลี่ยนไป อีกปัจจัยที่ทำให้สิ่งนี้ยั่งยืนคือเรื่องออร์แกนิก เพราะมันไม่ใช่แค่ส่งผลกระทบต่อธรรมชาติและผู้บริโภคเท่านั้น แต่ยังส่งผลถึงสุขภาพของคนท้องถิ่นที่ทำงานในไร่ด้วย เพราะคนที่ทำงานอยู่ในสวนกาแฟที่ไม่ใช้เคมี กับคนที่อยู่ในสวนผลไม้ที่ใช้เคมีเยอะๆ ก็ย่อมได้รับผลกระทบต่อสุขภาพที่ต่างกัน”

วัลลภพักดื่มน้ำเปล่า ก่อนละเล่าต่อทันทีว่าตอนนี้สังคมกาแฟโลกก็ไม่ได้สนใจแค่เรื่องกาแฟอย่างเดียว แต่ให้ความสนใจกับปัญหาสิ่งแวดล้อมด้วย จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้เลยที่ผู้บริโภคในยุคนี้จะสนใจถึงที่มาของทุกผลิตภัณฑ์ ดังนั้น แค่พัฒนากาแฟให้มีคุณภาพระดับสากลนั้นจึงไม่เพียงพออีกต่อไป เพราะเขามีเป้าหมายที่ใหญ่กว่า นั่นคือการอนุรักษ์และฟื้นฟูแหล่งต้นน้ำด้วยการปลูกกาแฟ

“เพราะกาแฟทางภาคเหนือส่วนใหญ่ปลูกบนดอย ปลูกที่แหล่งต้นน้ำ” วัลลภเล่าอย่างออกรส “ถ้าแหล่งต้นน้ำไม่แปดเปื้อนก็จะทำให้คนที่อยู่ในเมืองหรืออยู่ที่ปลายน้ำได้รับผลกระทบน้อยลงไปด้วย แต่ถ้าแหล่งต้นน้ำไม่สะอาด คนที่อยู่บนพื้นราบก็จะได้รับผลกระทบตอนน้ำจากต้นน้ำไหลลงไป และพาสิ่งแปดเปื้อนจากบนดอยลงมา เพราะมันไหลตามลำห้วย ลำธาร ตามลำคลอง ลงเจ้าพระยา ซึ่งมันก็มากระทบถึงคนในเมือง คนที่ไม่ได้กินกาแฟก็ไม่ใช่ว่าจะไม่โดนนะครับ ลองคิดดูว่าคนปลูกข้าวแถวอยุธยา นครสวรรค์ นั้นใช้น้ำจากไหน ส่วนนึงก็ใช้น้ำฝน ส่วนนึงก็ใช้น้ำจากเจ้าพระยา และน้ำเจ้าพระยามาจากไหน ก็มาจากบนดอย ปิง วัง ยม น่าน ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเอาสารเคมีอะไรลงมาบ้าง ดังนั้น แม้แต่คนที่ไม่ได้ดื่มกาแฟก็ต้องได้รับผลกระทบจากคนทำกาแฟเช่นกัน มันเป็นมุมที่กว้างมากๆ และกระทบไปทั่วเลย”

สิ่งที่วัลลภเล่ากลับชวนให้เราคิดว่า กาแฟหนึ่งหยดจากต้นน้ำที่เสื่อมโทรมอาจจะเทือนถึงคนปลายน้ำ ไม่ต่างจากที่คนโบราณกล่าวไว้ว่าเด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว

เพราะทุกสรรพสิ่งในโลกล้วนสัมพันธ์กันอย่างแน่นแฟ้นเกินกว่าที่ตาจะมองเห็น

วัลลภ ปัสนานนท์

“จุดนี้เองที่กาแฟกลายเป็นพระเอกได้” เขาเล่าต่อด้วยน้ำเสียงภูมิใจกว่าทุกครั้ง “เพราะอย่างที่บอกไป มันอยู่ร่วมกับต้นไม้อื่นได้ กาแฟเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง ไม่ไช่พืชล้มลุก ต่อให้มีต้นไม้ที่ใหญ่กว่า กาแฟก็เติบโตใต้ร่มเงาของต้นไม้ใหญ่ได้ และต้นไม้ขนาดเล็กอย่างพวกวัชพืชที่อยู่คลุมดิน มันก็อยู่ใต้ต้นกาแฟได้ไม่มีปัญหา เพราะฉะนั้น กาแฟจึงเป็นเหมือนพระเอกที่เป็นทั้งพืชเศรษฐกิจและดูแลสิ่งแวดล้อมไปได้ในตัว”

นอกจากนี้ วัลลภยังยกกรณีศึกษาที่กาแฟได้เข้าไปฟื้นฟูสภาพแวดล้อม นั่นคือบริเวณดอยช้างที่เคยเสื่อมโทรมเพราะการปลูกข้าวโพด ปลูกฝิ่น ตอนหลังชาวบ้านหันมาปลูกกาแฟจนประสบความสำเร็จในระดับโลก และนำไปสู่การหยุดทำไร่เลื่อนลอย ส่งผลให้ทั้งชุมชนและธรรมชาติตรงนั้นยั่งยืนจนถึงทุกวันนี้

“ป่าเมี่ยง ถ้าไม่มีกาแฟ ป่านนี้สภาพป่าอาจหายไปแล้วก็ได้” เขาถอนใจเบา แต่เป็นเสียงถอนใจของความโล่งอก “เพราะเมื่อก่อนชาวบ้านอาศัยรายได้จากการปลูกเมี่ยง ซึ่งเป็นชากินใบ มีต้นใหญ่เหมือนต้นไม้ ปลูกกันเหมือนเป็นป่าเลย

แต่ตอนนี้ คนกินใบเมี่ยงมีน้อยลงเรื่อยๆ เหมือนคนกินหมากที่ตอนนี้ไม่มีแล้ว ดังนั้น เมี่ยงก็มีโอกาสที่จะต้องถูกตัดออกหรือเลิกปลูกไปเลย ถ้าเขาปลูกอย่างอื่นเพื่อเลี้ยงปากท้องก็อาจจะต้องตัดต้นไม้เดิมออกเพื่อทำสวน แต่โชคดีที่เมี่ยงกับกาแฟเป็นพืชที่อยู่ในสภาพแวดล้อมเดียวกันได้ เพราะฉะนั้น อาณาเขตป่าเมี่ยงจึงยังเขียวอยู่ ยังอุดมสมบูรณ์เหมือนป่าสงวน ป่าอุทยาน เลยด้วยซ้ำ”

การสนทนาดำเนินมาถึงช่วงสุดท้าย พอดีกับที่กาแฟใกล้หมด

เขาค่อยๆ ละเลียดมัน กลืนช้าๆ เหมือนกำลังบอกเราว่า ถึงแม้ในถ้วยจะเหลือแค่หนึ่งคำสุดท้ายให้ได้จิบเพื่อจบบทสนทนา แต่นั่นยังไม่ใช่จุดท้ายสุดของการเดินทางของเขา

“เพราะสุดท้าย รสชาติต้องมาควบคู่กับสิ่งแวดล้อม” นั่นคือเป้าหมายใหม่ที่ชายวัย 60 ปีเพิ่งกล่าวไปด้วยน้ำเสียงเปี่ยมความหลงใหลในสิ่งที่ทำ “ทำยังไงจึงจะพัฒนารสชาติและต้องปกป้องสิ่งแวดล้อมให้อุดมสมบูรณ์มากที่สุดเท่าที่เราจะดูแลมันได้ นอกจากนี้ เราพยายามหลีกเลี่ยงสารเคมีเพื่อไม่ให้มีผลกระทบต่อธรรมชาติ คนทำงาน และคนดื่ม เพราะเราถือว่าผู้บริโภคเป็นคนที่จะค้ำจุนธุรกิจ ทำยังไงก็ได้ให้ผู้บริโภคและธรรมชาติอยู่กับเรานานๆ นั่นแหละคือความยั่งยืนของกาแฟ”

วัลลภจิบกาแฟจนหมดถ้วย ก่อนจะยิ้มเหมือนบอกเป็นนัยว่าการเดินทางสายกาแฟของเขานั้นยังไม่จบ

และจะไม่มีวันจบ

เพราะเขารู้ดีว่ากาเฟอีนในหนึ่งถ้วยกาแฟใบนี้ (หรือใบไหน)

ไม่เพียงทำให้หนึ่งชีวิตตื่นจากหลับใหล

แต่ยังทำให้หลายชีวิตตื่นรู้และมีแรงต่อสู้เพื่อวันใหม่… ไปด้วยกัน

วัลลภ ปัสนานนท์

เรายังมีเรื่องของกาแฟอีกหลายแง่มุมที่อยากเล่า แต่คงเล่าได้ไม่หมดในพื้นที่อันจำกัด จึงอยากชวนผู้อ่านไปสัมผัสและทำความรู้จักกับกาแฟที่งาน Thailand Coffee Fest 2018 เทศกาลขนาดใหญ่งานแรกของ The Cloud ที่รวมเรื่องราวของกาแฟไว้ตั้งแต่ต้นจนจิบ ในวันที่ 8 – 11 มีนาคม 2561 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

ลงทะเบียนเข้าร่วมงานล่วงหน้าได้ที่นี่ (งานนี้ลงทะเบียนฟรีไม่มีค่าใช้จ่ายนะ) #SCATH #TheCloud #ThailandCoffeeFest #ThailandCoffeeFest2018

Writer

กรกฎ อุ่นพาณิชย์

นักเขียนอิสระ เจ้าของเพจและ 2 ช่องทางยูทูบ คือ Outsiders Journal เล่าเรื่องไลฟ์สไตล์ วัฒนธรรม การกินดื่ม และการเดินทางผ่านมุมมองของ ‘คนนอก’ และช่อง Americano Taste เล่าเรื่องแฟชั่นและสไตล์ที่เป็นมากกว่าแค่เสื้อผ้า และจะบอกทุกคนว่า ‘สไตล์คือความเป็นมนุษย์ ไม่ใช่แค่การเล่นแต่งตัวไปวันๆ’ นอกจากงานเขียน กรกฎยังหัดเย็บสูทเองในเวลาว่าง เพื่อเตรียมทำร้านตัดเสื้อในอนาคต

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load