ชีวิตดิฉัน (นั่งรถ) ผ่านโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ไปโรงแรมปทุมวัน ปริ๊นเซส… แล้วเลี้ยวเข้าคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก่อนไปคณะบัญชีฯ ดิฉันไม่รู้ตัวเลยว่าทั้งสามอาคารที่ผ่านในชีวิตนี้มีสิ่งร่วมกันอย่างหนึ่ง นั่นคือใช้สีทาอาคารแบรนด์เดียวกัน 

“หากใช้เครื่องสำอางที่ไม่ดี เพียงเหงื่อออกนิดเดียวเครื่องสำอางก็ไหลย้อยทำหน้าเยิ้มแล้ว สีที่ไม่ดีก็เหมือนกัน บางบ้านสวยอยู่ปีเดียว พอหลังปีใหม่ก็หมดสวยแล้ว” คุณวัชระ ศิริฤทธิชัย ผู้จัดการทั่วไป บริษัท นิปปอนเพนต์ เดคโคเรทีฟ โคทติ้ง (ประเทศไทย) เปิดบทสนทนาด้วยการเปรียบเทียบสีทาบ้านกับสิ่งที่สาวๆ อย่างเราสนใจ 

12 เรื่องราวของ Nippon Paint ผู้ผลิตสีเก่าแก่ที่สุดในญี่ปุ่นที่มีอายุกว่า 139 ปี, คุณวัชระ ศิริฤทธิชัย ผู้จัดการทั่วไป บริษัท นิปปอนเพนต์ เดคโคเรทีฟ โคทติ้ง (ประเทศไทย)

“ทำไมบ้านถึงหมดสวย หลังช่วงวันปีใหม่คะ” 

“เพราะเวลาดึงพวกริบบิ้นสายรุ้งออก สีก็จะหลุดเป็นแผ่นๆ ออกมาด้วย ทำให้ผนังบ้านเอย เพดานเอย ดูเป็นด่างๆ บ้านจึงสวยได้แค่ปีเดียว นั่นคือข้อเสียของการใช้สีที่ไม่มีคุณภาพครับ” 

กี่ครั้งกัน ที่เราพิงผนัง แล้วมีรอยแป้งขาวๆ ติดมากับเสื้อ

กี่ครั้งกัน ที่เผลอจับกำแพง แล้วมีแผ่นสีหลุดติดมือมาด้วย 

สีที่ดี เปรียบเสมือนเครื่องสำอางคุณภาพดี สีดีๆ จะเรียบ เนียน ติดทนนาน และทำให้บ้านสวยไปอีกยาวนาน 

มาเรียนรู้ปรัชญาการทำธุรกิจแบบยั่งยืนและจริงใจ จากบริษัทสีที่เก่าแก่ที่สุดในญี่ปุ่นไปด้วยกัน

12 เรื่องราวของ Nippon Paint ผู้ผลิตสีเก่าแก่ที่สุดในญี่ปุ่นที่มีอายุกว่า 139 ปี, คุณวัชระ ศิริฤทธิชัย ผู้จัดการทั่วไป บริษัท นิปปอนเพนต์ เดคโคเรทีฟ โคทติ้ง (ประเทศไทย)

1. อดีตผู้ผลิตผงลดการระคายเคืองผิว สู่บริษัทสีเจ้าแรกในญี่ปุ่น

นิปปอนเพนต์ก่อตั้งเมื่อร้อยกว่าปี โดยมีจุดเริ่มต้นมาจากการทำแป้งทาหน้าที่ปลอดสารตะกั่วเมื่อ ค.ศ. 1878 ในยุคนั้น ผู้หญิงญี่ปุ่นผิวแพ้ตะกั่วเป็นจำนวนมาก Mr. Jujiro Moteki ผู้ก่อตั้งของนิปปอนเพนต์ จึงพยายามคิดค้นซิงค์ออกไซด์ซึ่งช่วยปกป้องผิวจากอาการระคายเคือง 

โมเตคิประสบความสำเร็จในการสกัดผงซิงค์ออกไซด์นี้ และส่งจำหน่ายแก่ผู้ผลิตเครื่องสำอาง ตลอดจนร้านขายยา  หลังจากสั่งสมเงินทุนได้ โมเตคิจึงเริ่มค้นคว้าเรื่องสีทาอาคาร เนื่องจากสังคมญี่ปุ่นเริ่มเปิดรับอารยธรรมตะวันตก และมีการก่อสร้างอาคารโดยใช้อิฐและคอนกรีตมากยิ่งขึ้น 

2. เราจะพัฒนาสีที่ทัดเทียมกับตะวันตกให้ได้

สมัยยุคเมจิ (ช่วงรัชกาลที่ 5) ความต้องการสีทาอาคารแบบตะวันตกได้รับความนิยมสูงมาก พ่อค้าญี่ปุ่นหลายคนแอบเปิดกระป๋องสีที่นำเข้าจากต่างประเทศ นำสีมาเจือจาง และส่งขายเพื่อทำกำไร 

นั่นเป็นจุดที่ทำให้โมเตคิตั้งปณิธานว่า ตนจะมุ่งมั่นพัฒนาสีทาอาคารที่มีคุณภาพทัดเทียมกับสีนำเข้าจากตะวันตกให้ได้ โดยไม่ทำตามพ่อค้าเจ้าอื่น ในที่สุด ค.ศ.​ 1880 โมเตคิก็พัฒนาสีทาอาคารได้สำเร็จ หลังจากนั้นกองทัพเรือญี่ปุ่นก็ติดต่อให้โมเตคิช่วยพัฒนาสีสำหรับทาเรือ และก่อตั้งนิปปอนเพนต์ที่เมืองโตเกียวใน ค.ศ. 1881 บริษัทเติบโตมาเรื่อยๆ จนก้าวเข้าสู่ปีที่ 139 ในปีนี้ (ค.ศ.​ 2020)

3. เพราะคุณภาพสีมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า เราจึงต้องยิ่งรักษาจรรยาบรรณ

จากเรื่องราวของผู้ก่อตั้งชาวญี่ปุ่น แม้ข้ามทะเลมาเปิดธุรกิจที่ไทย แนวคิดดังกล่าวก็ยังไม่เปลี่ยนแปลง

สินค้าแบบสีกระป๋อง แม้เปิดฝา ดมกลิ่น สังเกตสี เป็นเรื่องยากที่จะแยกความแตกต่างระหว่างสีมีคุณภาพกับสีที่ไม่ได้คุณภาพ เพราะเป็นสิ่งที่ยากต่อการมองเห็นด้วยตาเปล่า เจ้าของบ้านจะรู้อีกทีว่าสีที่ทาบ้านตนคุณภาพไม่ดี ก็ต่อเมื่อเวลาผ่านไปเพียง 1 – 2 ปี จนเมื่อเห็นว่าสีหลุดลอกเป็นแผ่นๆ หรือสีเสื่อมคุณภาพเป็นฝุ่นผงติดมือมา

ในช่วง 2 – 3 ปีนี้ นิปปอนเพนต์ใช้ความพยายามอย่างยิ่งในการศึกษาความต้องการและเข้าใจปัญหาของลูกค้า ปรับปรุงสินค้า และตั้งใจ ‘ยกระดับ’ ทั้งวงการอุตสาหกรรมก่อสร้าง 

“สิ่งที่เราอยากสื่อออกไป คืออยากให้ผู้ผลิตสีรักษาจรรยาบรรณที่มีต่อผู้บริโภค ในฐานะที่เราเป็นคนคุมเทคโนโลยี เพราะความรู้เรื่องเคมีภัณฑ์ค่อนข้างเป็นเรื่องไกลตัวของผู้บริโภค ผู้ผลิตต้องมีมาตรฐาน มีความซื่อสัตย์” 

นิปปอนเพนต์สร้างทีมงานไปสำรวจความต้องการของลูกค้า เพื่อเข้าใจลูกค้าจริงๆ ทั้งวิธีการสร้างอาคาร ลักษณะรูปแบบการอยู่อาศัย และนำข้อมูลเหล่านี้กลับมาพัฒนาปรับปรุงสินค้า

นอกจากนี้ บริษัทยังพยายามให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการทำงานสีที่ถูกต้อง ผ่านการจัดสัมมนาให้สถาปนิก ผู้ออกแบบ ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ตลอดจนผู้รับเหมาก่อสร้าง เพื่อช่วยขับเคลื่อนและร่วมพัฒนาวงการอุตสาหกรรมก่อสร้างไปด้วยกัน

4. การจัดอบรมสัมมนาที่ไม่ได้เน้นไปที่การขายของ 

ในงานสัมมนาจะมีการอธิบายเกี่ยวกับเทคโนโลยีด้านการก่อสร้างสมัยใหม่ ปัญหาที่เคยเกิดขึ้นหากใช้สีผิดประเภท แนวทางแก้ไขปัญหา ตลอดจนเทคนิคการเลือกสีและทาสี 

ผู้ออกแบบบางคนอาจสนใจว่าจะใช้สีเฉดไหนอาคารถึงจะสวย แต่ไม่ทราบมาก่อนว่าการออกแบบระบบสีให้กับอาคาร 70 ชั้น กับสีที่ใช้กับบ้าน 2 ชั้นนั้น มีวิธีการเลือกสีที่แตกต่างกันมาก นิปปอนเพนต์ได้ถ่ายทอดวิธีการเลือกระบบสีให้เหมาะกับโครงสร้างอาคารแก่ผู้ออกแบบ และอยากให้มองไกลเกินกว่าแค่ความสวยงาม เช่น ความทนทาน ระบบสีที่เหมาะกับสภาพอากาศหรือพื้นที่ตั้งของอาคาร

ส่วนช่างทาสีจะได้เรียนเทคนิคต่างๆ ในการทำงานสี เช่น ทาสีอย่างไรให้ถูกต้องเหมาะกับพื้นผิวแต่ละประเภท อุปกรณ์ทาสีและเครื่องมือต่างๆ ตลอดจนวิธีการคำนวณต้นทุนที่ถูกต้อง ทั้งหมดก็เพราะมุ่งหวังที่ให้ความรู้กับคนในวงการ ในหัวข้อ เช่น เทคโนโลยีใหม่ เทรนด์ของอุตสาหกรรมก่อสร้าง การทำงานสี การแก้ปัญหาสี การใช้งานที่ถูกต้อง ไม่ได้เน้นไปที่การขายหรือจูงใจให้มาซื้อสินค้า มีเพียงบูทด้านหน้างานเล็กๆ

5. ยิ่งเผยแผ่ความรู้ ยิ่งต้องพัฒนาความรู้ 

หากจัดงานโดยไม่เน้นยอดขาย แล้วนิปปอนเพนต์ได้อะไรจากการทำสิ่งนี้ 

“การที่เราเป็นผู้ริเริ่มอะไรใหม่ๆ แล้วเราสอนพนักงานให้มีความรู้ พนักงานถ่ายทอดให้ลูกค้าต่อไปได้ ความรู้เป็นเรื่องที่ยิ่งให้ยิ่งได้ ไม่ติดที่ใครจะเอาไปบอกต่อ สอนต่อ เราเชื่อว่าหากเรายิ่งให้ เราจะยิ่งเก่ง” คุณวัชระตอบในทันที

ยิ่งเผยแผ่ความรู้ ยิ่งต้องพัฒนาความรู้ และสั่งสมความรู้ไว้เผยแผ่ต่อ นิปปอนเพนต์จะหยุดนิ่งอยู่กับที่ไม่ได้ ทางบริษัทจึงพัฒนาสินค้าใหม่ๆ ออกมาเสมอ เช่น สียับยั้งเชื้อไวรัสและแบคทีเรีย สีตกแต่งพิเศษ

หากอุตสาหกรรมแข่งขันด้วยเทคโนโลยีและคุณภาพสินค้า ทำธุรกิจแบบยั่งยืนและเน้นความจริงใจ ลูกค้าที่สร้างบ้าน ซื้อคอนโดมิเนียม ก็จะได้ของดี มีคุณภาพ การแข่งขันอย่างสร้างสรรค์และสร้างประโยชน์ให้ลูกค้านี้เองที่นิปปอนเพนต์เชื่อว่าจะช่วยยกระดับวงการ และทำให้ทุกคนเติบโตไปด้วยกัน 

6. สีที่ ‘เข้าใจ’ ลูกค้ามากที่สุด

เพราะทุกคนมีความชอบและความต้องการที่ต่างกัน 

บางคนชอบความแปลกใหม่ อยากเปลี่ยนสีอาคารบ่อยๆ ก็ไม่จำเป็นต้องใช้สีที่มีอายุการใช้งานนานๆ ซึ่งทางบริษัทก็มีสีที่ตอบโจทย์กับทุกอายุการใช้งานตามความต้องการของลูกค้า

บางคนมีสมาชิกครอบครัวที่เป็นโรคทางเดินหายใจหรือภูมิแพ้ นิปปอนเพนต์ก็มีสี AirCare ที่สามารถฟอกสารพิษอันตรายในอากาศ ไม่ระคายเคืองตา ผิวหนัง เนื้อเยื่อทางเดินหายใจ ไม่ฉุน ทาแล้วเข้าอยู่ได้เลย

บางครอบครัวมีเด็กเล็ก เผลอนิดเดียวก็คว้าดินสอสีไประบายบนผนังเสียแล้ว ทางบริษัทก็มีสีรุ่นที่เช็ดล้างคราบออกได้ง่าย ตลอดจนยับยั้งเชื้อไวรัสและแบคทีเรียที่ติดบนผนังได้ ช่วยให้ลูกน้อยสนุกและปลอดภัยยิ่งขึ้น

ไม่ว่าลูกค้ามีความต้องการอย่างไร สีนิปปอนเพนต์จะมีสินค้าตอบโจทย์ทุกความต้องการ และยังเป็นผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมส่งมอบสินค้าและบริการในทุกโซลูชัน (Solutions) เพื่อตอบสนองลูกค้าให้ดีที่สุด

12 เรื่องราวของ Nippon Paint ผู้ผลิตสีเก่าแก่ที่สุดในญี่ปุ่นที่มีอายุกว่า 139 ปี, คุณวัชระ ศิริฤทธิชัย ผู้จัดการทั่วไป บริษัท นิปปอนเพนต์ เดคโคเรทีฟ โคทติ้ง (ประเทศไทย)

7. สีที่รวบรวมเทคโนโลยีสะอาด

สีรุ่นหนึ่งที่นิปปอนเพนต์ภูมิใจ คือสี Nippon Paint AirCare ซึ่งพัฒนามาจากความตั้งใจที่ว่า เราอยากมอบความปลอดภัยให้กับลูกค้า ซึ่งเป็นสีที่รวบรวมเทคโนโลยีสะอาด ไร้กลิ่นปลอดภัย หมดกังวลเรื่องสารระเหยที่เป็นพิษ

คุณสมบัติหนึ่งที่สำคัญคือ การยับยั้งเชื้อไวรัสและแบคทีเรียบนผนัง ด้วยเทคโนโลยีซิลเวอร์ไอออน (Silver Ion Technology) ซึ่งหยุดการแพร่พันธุ์และส่งผลให้เชื้อเหล่านี้ตายไป ทางบริษัทได้ทดสอบกับเชื้อไวรัสและพิสูจน์ว่าฆ่าไวรัสกลุ่มโคโรนาที่มักเป็นเหตุของไข้หวัดได้ และมีสายพันธุ์เดียวกับโคโรนาไวรัส (COVID-19) ที่กำลังระบาดในตอนนี้  บริษัทไม่เคยหยุดค้นคว้าและพัฒนา เพื่อเป็นสีที่เข้าใจและตอบโจทย์ทุกความต้องการของลูกค้าให้ได้มากที่สุด

(หมายเหตุ : ยังไม่มีผลทดสอบการยับยั้ง COVID-19 เนื่องจากเป็นไวรัสที่ถูกควบคุม)

8. Smart Painter

เหตุผลที่ทำให้การทาสีบ้านใหม่หรือการปรับปรุงบ้านสร้างความกังวลใจแก่เจ้าของบ้าน ส่วนใหญ่หนีไม่พ้นเรื่องช่างขาดความชำนาญในเรื่องสี ไม่เข้าใจปัญหาที่เกิดกับสีบนผนัง ทำให้ต้องแก้งานหลายรอบ

นิปปอนเพนต์เห็นความสำคัญของปัญหาดังกล่าว จึงได้คัดเลือกทีมช่างที่มีมาตรฐานและผ่านการอบรมของบริษัท เพื่อให้ได้งานที่มีคุณภาพและตรงใจลูกค้ามากที่สุด เป็นตัวกลางในการช่วยหางานให้กับทีมช่างที่ร่วมโครงการ Smart Painter Program โดยทางนิปปอนเพนต์จะแนะนำลูกค้าให้กับช่างที่ผ่านการอบรมและผ่านเกณฑ์มาตรฐานการให้บริการของนิปปอนเพนต์

เจ้าของอาคารก็ได้ช่างที่มีคุณภาพ ไว้วางใจได้ ไม่ต้องเสียเวลาหาช่าง และได้ผลงานที่เรียบร้อย

ช่างและผู้รับเหมาก็มีรายได้เพิ่มขึ้น

9. วิธีดูแลควบคุมคุณภาพของช่างที่ฟังแล้วอยากได้มาทาสีที่บ้าน

หน้าที่ของนิปปอนเพนต์คือการเป็นตัวกลางแนะนำ เพื่อสร้างความพึงพอใจให้ทั้งลูกค้าและช่างที่ร่วมโครงการ โดยก่อนจะเป็นช่างที่ผ่านโครงการได้ เขาจะต้องพบกับการอบรมที่ลงรายละเอียดอย่างที่สุดในทุกขั้นตอนตามมาตรฐาน

ความเนี้ยบ (เฮี้ยบ!?) ของโครงการ Smart Painter นี้มีตั้งแต่ การห้ามช่างสูบบุหรี่ในพื้นที่ทำงาน การสวมชุดยูนิฟอร์มปฏิบัติงานด้วยความเรียบร้อย การห้ามช่างแอบนอนยามบ่าย ซึ่งช่างที่เข้าโครงการก็ยินดีปฏิบัติตาม เพราะล้วนเป็นประโยชน์ต่อตัวช่างเอง

พวกเขาได้เรียนรู้วิธีการทำงานที่เป็นระบบและมืออาชีพ เช่น การตรวจสอบสภาพพื้นผิวก่อนทาสี พร้อมกรอกใบยืนยัน (คล้ายเวลานำรถไปเข้าศูนย์บริการ) การแก้ไขปัญหาและทาสีที่ถูกต้องตามระบบสี รวมถึงมีขั้นตอนการส่งมอบห้อง ได้เรียนรู้วิธีการคำนวณค่าสี ค่าแรง ตลอดจนกะได้ว่าพื้นที่เท่าไหร่ จะใช้เวลาทาสีประมาณกี่วัน ทาสีอย่างไรให้ถูกวิธี การอบรมเหล่านี้ทำให้ช่างมีความรู้ความสามารถมากขึ้น และคำนวณต้นทุนกำไรได้ดีขึ้น

จุดหนึ่งที่ลูกค้าส่วนใหญ่ประทับใจเป็นอย่างยิ่ง คือช่างของ Smart Painter จะช่วยดูความเรียบร้อยของพื้นที่ มีแผ่นพลาสติกมาคลุมเฟอร์นิเจอร์หรือสิ่งของในบ้านให้อย่างดี เพื่อกันไม่ให้สีกระเด็นโดนสิ่งของในบ้าน ความใส่ใจในรายละเอียดและความเป็นมืออาชีพนี้เองที่ทำให้ช่าง Smart Painter ได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากลูกค้า

12 เรื่องราวของ Nippon Paint ผู้ผลิตสีเก่าแก่ที่สุดในญี่ปุ่นที่มีอายุกว่า 139 ปี, คุณวัชระ ศิริฤทธิชัย ผู้จัดการทั่วไป บริษัท นิปปอนเพนต์ เดคโคเรทีฟ โคทติ้ง (ประเทศไทย)
12 เรื่องราวของ Nippon Paint ผู้ผลิตสีเก่าแก่ที่สุดในญี่ปุ่นที่มีอายุกว่า 139 ปี, คุณวัชระ ศิริฤทธิชัย ผู้จัดการทั่วไป บริษัท นิปปอนเพนต์ เดคโคเรทีฟ โคทติ้ง (ประเทศไทย)

10. เราคือผู้เชี่ยวชาญด้านสีที่จริงใจ

ร้อยละ 90 ของคนทั่วไปอยู่ในอาคาร ไม่ว่าจะเป็นบ้าน สำนักงาน หรือห้างสรรพสินค้า หากอาคารมีระบบถ่ายเทอากาศไม่ดีจะมีฝุ่นสะสมในอากาศสูง และในอาคารอาจมีสารระเหยอันตรายในอากาศ (VOCs) ที่ก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพ 

คุณสมบัติของสีที่ปลอดภัย คือสีที่สามารถฟอกอากาศให้บริสุทธิ์ (อย่างสารพิษอันตรายฟอร์มัลดีไฮด์) ช่วยยับยั้งเชื้อไวรัสและแบคทีเรีย และต้องไม่ปล่อยสารพิษหรือสารระเหยที่เป็นอันตรายด้วย

หนึ่งในทีมงานเราที่เป็นโรคภูมิแพ้ก็เปรยๆ ขึ้นมาว่า คงถึงเวลาทาสีห้องใหม่สักที

ปัจจุบัน สีทาอาคารที่คุณภาพดีทำให้ชีวิตเราปลอดภัยยิ่งขึ้น ที่สำคัญ ไร้กลิ่น แห้งไว เข้าอยู่ได้ทันที หากต้องการทาสี ก็มีบริการช่วยหาช่างที่มีมาตรฐาน

การทาสีไม่ได้ยุ่งยากอย่างที่เราคิดอีกต่อไป 

เราถามแบรนด์ว่า หากสรุปนิปปอนเพนต์เป็นหนึ่งประโยค พวกเขาจะเป็นอะไร

และนี่คือคำตอบอันถ่อมตน จากแบรนด์สีที่เก่าแก่เป็นอันดับหนึ่งในญี่ปุ่น “เราคือคนที่เข้าใจและรู้ถึงปัญหา เป็นผู้เชี่ยวชาญที่จริงใจและพร้อมจะเป็นพาร์ตเนอร์ช่วยเหลือคุณในทุกปัญหาเรื่องสี”

12 เรื่องราวของ Nippon Paint ผู้ผลิตสีเก่าแก่ที่สุดในญี่ปุ่นที่มีอายุกว่า 139 ปี, คุณวัชระ ศิริฤทธิชัย ผู้จัดการทั่วไป บริษัท นิปปอนเพนต์ เดคโคเรทีฟ โคทติ้ง (ประเทศไทย)

ข้อมูลเพิ่มเติม

1. อ่านข้อมูลเกี่ยวกับสี AirCare ได้ที่ aircare.nipponpaintdecor.com/

2. อ่านข้อมูลเกี่ยวกับบริการ Smart Painter ได้ที่ smartpainter.nipponpaintdecor.com/

Writer

เกตุวดี Marumura

อดีตนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่นผู้หลงใหลในการทำธุรกิจแบบยั่งยืนของคนญี่ปุ่น ปัจจุบัน เป็นอาจารย์สอนการตลาดที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Big Brand

เรื่องราวน่ารู้เบื้องหลังแบรนด์ดังที่รัก

21 พฤศจิกายน 2565

อากาศเปลี่ยนนิดหน่อยผิวก็เริ่มลอกแห้ง ล้างหน้ากับน้ำที่ไม่คุ้นผื่นคันก็ถามหา หลายคนอาจไม่เชื่อว่าอาการผิวแค่นี้ก็กระทบชีวิตคนผิวบอบบาง แพ้ง่าย ได้จริง ๆ แถมไม่ได้กระทบเพียงเปลือกนอกอย่างร่างกาย แต่ทำลายความรู้สึกถึงภายใน

ใครไม่เชื่อ แต่ ‘Cetaphil’ เชื่อ เชื่อตั้งแต่ 75 ปีที่แล้วที่ผลิตภัณฑ์แรกอย่าง Cetaphil Gentle Skin Cleanser ถือกำเนิดขึ้นเพื่อช่วยเหลือผู้คนสมัยนั้น ทั้งยังเชื่อเสมอว่า ต้องคิดค้นผลิตภัณฑ์เพื่อให้คนผิวบอบ บางแพ้ง่าย ใช้ชีวิตตามปกติได้เช่นคนอื่น ๆ 

ไม่แปลกใจหากนี่จะเป็นแบรนด์เวชสำอางเพื่อผิวหน้าอันดับ 1 ที่ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังในสหรัฐอเมริกาและหลายประเทศแนะนำ แถมยังวางจำหน่ายกว่า 70 ประเทศทั่วโลกอีกด้วย แต่ตัวชี้วัดเหล่านี้ไม่ได้ทำให้แบรนด์หยุดพัฒนา ยังคงมุ่งมั่นเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังอยู่เสมอ 

เพราะแบบนี้เอง ในโอกาสครบรอบ 75 ปี บริษัทจึงปรับโฉมตัวเองครั้งใหญ่ ไม่ได้ปรับเพียงแค่สูตรผลิตภัณฑ์ตามเทรนด์ผิวและเป็นมิตรกับผู้มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย เท่านั้น แต่ยังเป็นมิตรต่อโลก ทั้งในระดับใหญ่อย่างแพ็กเกจจิ้ง ไปจนถึงระดับอณูอย่างวัตถุดิบและกระบวนการผลิต

วันนี้เราได้มีโอกาสพบกับ หนุ่ม-ธวัชชัย บุญทวีกิจ ผู้จัดการใหญ่ บริษัท กัลเดอร์มา (ประเทศไทย) จำกัด และ ตุ่ม-ทัศนีย์ บุญไกรลาส ผู้จัดการผลิตภัณฑ์ เพื่อพาเราไปย้อนรอยแบรนด์เวชสำอางถึงอดีต เดินทางกลับมายังปัจจุบัน และพูดถึงเรื่องราวในอนาคตที่คาดหวัง

10 เรื่องเบื้องหลัง Cetaphil แบรนด์เวชสำอางอันดับหนึ่งที่อยู่คู่คน ‘ขี้แพ้’ มากว่า 75 ปี

1. Cetaphil เกิดขึ้นพร้อมกับการใช้คลื่นวิทยุไมโครเวฟโทรศัพท์ทางไกลเป็นครั้งแรก

ถ้ามองจากรูปลักษณ์ภายนอก ทุกคนคิดว่า Cetaphil อายุเท่าคนรุ่นไหน 

เราขอเฉลยตรงนี้ว่า แม้จะมีภาพลักษณ์ทันสมัย แต่ความจริงแล้วแบรนด์นี้มีประวัติความเป็นมายาวนานตั้งแต่ปี 1947 หรือเมื่อ 75 ปีมาแล้ว 

เรื่องของเรื่องคือในสมัยนั้นยังไม่มีผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่เหมาะกับคนผิวบอบบาง แพ้ง่าย เภสัชกรชาวอเมริกันในรัฐเท็กซัสคนหนึ่งเลยคิดค้นผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่ช่วยให้คนผิวบอบบาง แพ้ง่าย ไม่ยอมแพ้ และกลับมาใช้ชีวิตแฮปปี้ได้แบบเดิม

ถ้าเทียบกับเหตุการณ์สำคัญต่าง ๆ ของโลก Cetaphil ก็เกิดขึ้นมาพร้อม ๆ กับการใช้คลื่นวิทยุไมโครเวฟในการโทรศัพท์ทางไกลเป็นครั้งแรกเลยทีเดียว!

2. ก่อนปรับปรุงสูตรครบรอบ 75 ปี ผลิตภัณฑ์ตัวแรกยังคงสูตรเดิมมาตลอด 

สำหรับคนผิวแพ้ง่าย หลายคนอาจคิดว่ายิ่งต้องลงทุนกับเซรั่มหรือครีมเพื่อคงความชุ่มชื้นแบบเต็มแม็กซ์ แต่ Cetaphil ที่เริ่มต้นบริษัทด้วยผลิตภัณฑ์ล้างทำความสะอาดผิวหน้า และยังคงยืนหนึ่งเรื่องนี้เสมอมา บอกว่าเราอาจต้องกลับไปทำความเข้าใจการดูแลผิวใหม่ตั้งแต่ต้น

“สิ่งแรกที่เราควรให้ความสำคัญ คือการทำความสะอาดผิวหน้าให้คงความชุ่มชื้นอยู่เสมอ แล้วถึงจะไปเติมความชุ่มชื้นในสเต็ปถัดไป ไม่ใช่ว่าล้างหน้าเสร็จปุ๊บ ผิวก็เอี๊ยดปั๊บ ซึ่งอาจจะดีในคนบางกลุ่ม แต่สำหรับคนที่ผิวบอบบางมาก ๆ นี่คือการทำให้วงจรผิวยิ่งแย่ลง” ตุ่มอธิบาย

แม้ในปี 1947 ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าตัวแรกอย่าง ‘Cetaphil Cleasing Lotion’ หรือที่ปัจจุบันรู้จักกันในชื่อ ‘Cetaphil Gentle Skin Cleanser’ จะเปิดตัวได้ไม่นาน แต่ก็ได้รับความสนใจอย่างรวดเร็ว เพราะปลอบประโลมผิวและฟื้นฟูผิวบอบบาง แพ้ง่าย ให้แข็งแรงขึ้นได้จริง เป็นผลิตภัณฑ์ที่หายากในท้องตลาดสมัยนั้น 

ความน่าสนใจและแสดงให้เห็นว่าสูตรตั้งต้นนั้นเจ๋งและแจ๋ว คือก่อนจะปรับปรุงวัตถุดิบตั้งต้นในรอบ 75 ปี Cetaphil Gentle Skin Cleanser ยังคงใช้สูตรดั้งเดิมที่คนผิวบอบบาง แพ้ง่าย คนแรกของโลกได้ทดลองใช้ และสูตรที่ว่าก็ยังเป็นหนึ่งในสูตรที่ขายดีตลอดกาลอีกด้วย

10 เรื่องเบื้องหลัง Cetaphil แบรนด์เวชสำอางอันดับหนึ่งที่อยู่คู่คน ‘ขี้แพ้’ มากว่า 75 ปี

3. ถ้าไม่มีวิทยาศาสตร์ ไม่ถือเป็น Cetaphil

แม้จะตั้งต้นจากเภสัชกรที่ห่วงใยคนผิวบอบบาง แพ้ง่าย ก็จริง แต่แกนหลักอีกแกนที่ทำให้แบรนด์อยู่ยั้งยืนยงจนปัจจุบันได้ขนาดนี้ คือการคิดค้น วิจัย และการอ้างอิงทางวิทยาศาสตร์ 

ถ้าใครสงสัยว่า Cetaphil เป็นแบรนด์สายวิทย์แค่ไหน? ตุ่มเล่าให้ฟังว่าตลอดระยะเวลาการวิจัยที่ผ่านมาของ Cetaphil ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังจะต้องศึกษาวิจัยมากกว่า 550 ครั้งกับอาสาสมัครมากกว่า 32,000 ราย อีกทั้งในแต่ละผลิตภัณฑ์ยังต้องเน้นการวิจัยเพื่อช่วยเรื่องผิวบอบบาง คนแพ้ง่ายใช้ได้จริง คงความชุ่มชื้น และไม่ทำลายโครงสร้างผิว

นอกจากนั้น วัตถุดิบที่คัดสรรก็ต้องมีใบรับรองและผ่านการทดสอบมาแล้วว่าไม่เป็นภัยกับคนผิวบอบบาง แพ้ง่าย และแม้บางครั้งการใส่วัตถุดิบที่สุ่มเสี่ยงอาจทำให้เกิดผลลัพธ์กับลูกค้าแบบทันตาเห็น แต่แบรนด์ก็เลือกที่จะไม่ทำ

“เราไม่ได้ใส่ใจเรื่องการอ้างอิงงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์แค่เฉพาะในขั้นตอนการผลิต แต่กับการสื่อสารแบรนด์ออกไปยังตลาด เราก็ใส่ใจเรื่องวิทยาศาสตร์เหมือนกัน เช่น ถ้าเราจะพูดว่าผลิตภัณฑ์ของเราคงความชุ่มชื้นกี่เปอร์เซ็นต์ เราจะต้องอ้างอิงงานวิจัยเสมอ เพื่อให้ข้อมูลที่ออกไปถูกต้องและไม่เกินความจริงจนเกินไป” ตุ่มยืนยันถึงความเป็นวิทยาศาสตร์ที่ฝังรากลึกในทุกอณูของ Cetaphil

4. โจทย์หลักในการผลิตสินค้า คือการเป็นทางออกให้ผู้มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย

เมื่อนึกถึง Cetaphil หลายคนคงนึกถึงผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่เราเล่าไปแล้ว แต่รู้หรือเปล่าว่าที่จริงแล้วยังมีสินค้าอีกมากที่คิดค้นขึ้นเพื่อตอบโจทย์ลูกค้าทุกคน ทุกวัย ทุกสภาพผิว ไม่ว่าจะสินค้าสำหรับทารกแรกเกิด ไปจนกระทั่งสินค้าสำหรับกู้ผิวแพ้ง่าย ผิวหมองคล้ำ จุดด่างดำ สิว และผู้ที่เป็นผื่นแพ้ผิวหนัง แห้งคันอีกด้วย

แม้มีสินค้าหลากหลาย แต่แก่นแกนที่แท้จริงยังอยู่ นั่นคือการผลิตสินค้าเพื่อให้คนที่มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย ไม่ยอมแพ้ 

“ลูกค้าจำนวนมากมีผิวบอบบาง แพ้ง่าย แต่ก็อยากได้ผิวกระจ่างใสด้วย พอสินค้าในตลาดส่วนใหญ่โฟกัสแค่เรื่องความกระจ่างใสอย่างเดียว ลูกค้ากลุ่มนี้ใช้ก็แพ้ทันที ต่างจาก Cetaphil ที่ก่อตั้งขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือคนที่มีปัญหาผิวบอบบาง แพ้ง่าย เวลาจะผลิตสินค้าชิ้นใหม่ เราจึงต้องเอาผิวบอบบาง แพ้ง่าย เป็นที่ตั้ง แล้วค่อยโยงออกไปว่าลูกค้าต้องการให้ช่วยแก้ไขปัญหาผิวอะไรอีกบ้าง” หนุ่มอาสาตอบ ก่อนที่ตุ่มจะเสริมถึงแก่นสำคัญ 

“อีกหัวใจสำคัญคือ ลูกค้าต้องใช้สินค้าของเราได้ในระยะยาว โดยไม่ก่อให้เกิดสารตกค้างหรืออันตรายกับผิว เราจะไม่ทำสินค้าที่ทาแล้วขาวเดี๋ยวนี้ แต่เราจะทำสินค้าที่ทำให้ผิวค่อย ๆ กระจ่างใสขึ้น และค่อย ๆ ดีขึ้นในองค์รวม ไม่อย่างนั้นเราคงไม่สามารถอยู่กับคนแพ้ง่ายมาได้นานถึง 75 ปี” 

10 เรื่องเบื้องหลัง Cetaphil แบรนด์เวชสำอางอันดับหนึ่งที่อยู่คู่คน ‘ขี้แพ้’ มากว่า 75 ปี

5. เพราะเทรนด์ผิวที่เปลี่ยนไป ถึงเวลาปรับ 3 ส่วนผสมใหม่ให้คนผิวบอบบาง แพ้ง่าย ไม่ยอมแพ้กว่าเดิม

ถ้าเทียบกับคน อายุอานาม 75 ปีก็เป็นรุ่นยายรุ่นทวดได้แล้ว แต่แบรนด์สัญชาติอเมริกันนี้ก็ไม่ได้หยุดพัฒนาตัวเองแม้แต่น้อย Cetaphil ยังคงเป็นวัยรุ่นที่พัฒนาตัวเองและตามเทรนด์ตลอดเวลา หลังจากผลิตภัณฑ์แรกเดินทางด้วยสูตรดั้งเดิมมานาน ฉลองครบรอบ 75 ปีครั้งนี้ จึงหยิบจับเอาเทรนด์ผิวในปัจจุบันมาปรับปรุงสูตรให้ทันสมัยกว่าเดิม 

“เรามั่นใจว่าสูตรที่ผ่านมาของเราดี แต่สภาพแวดล้อมในปัจจุบันมันเปลี่ยนไป มลภาวะทางอากาศซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผิวแพ้ง่ายก็มีมากขึ้น ที่เห็นได้ชัด ๆ คือ ถ้าวันไหนค่าฝุ่น PM 2.5 สูง แค่จับหน้าก็รู้แล้วว่าหน้าเราไม่ปกติ” ตุ่มเกริ่นถึงสาเหตุของการเปลี่ยนแปลง

เพราะแบบนี้เอง หลังจากเก็บข้อมูลได้ว่าคนในปัจจุบันมีปัญหาผิวบอบบาง แพ้ง่าย มากถึง 70 เปอร์เซ็นต์ Cetaphil จึงสรุปออกมาเป็น 5 สัญญาณผิวแพ้ง่ายที่ให้ชาวเราหมั่นสังเกต ไม่ว่าจะผิวแห้งกร้าน ผิวระคายเคืองง่าย ผิวไม่เรียบเนียน ผิวแน่นตึง และเกราะป้องกันผิวอ่อนแอ จากนั้นจึงนำสัญญาณผิวเหล่านี้ไปคิดค้นและพัฒนา จนได้สูตรปรับปรุงใหม่ของ 4 ผลิตภัณฑ์ขายดีตลอดกาล ทั้ง Cetaphil Gentle Skin Cleanser, Cetaphil Oily Skin Cleanser, Cetaphil Moisturising Lotion และ Cetaphil Moisturising Cream 

สูตรปรับปรุงใหม่ที่ว่าเน้นการปรับปรุงต้นทางของวัตถุดิบและการคัดสรร Skin Power Solution หรือ 3 วัตถุดิบสำคัญให้ดียิ่งขึ้น นั่นคือวิตามินบี 3 (Niacinamide) โปรวิตามินบี 5 (Panthenol) และกลีเซอรีน (Glycerin) ซึ่งช่วยคงความชุ่มชื้น ปลอบประโลมผิว ช่วยให้ผิวกลับมาแข็งแรง และทำให้ผิวมีสุขภาพดี 

“หลายคนอาจบอกว่าวัตถุดิบเหล่านี้ก็มีมานานแล้วนี่ แต่มันไม่ใช่แบบนั้น การคิดค้นสูตรไม่ได้ผลลัพธ์แบบ 1 + 1 เท่ากับ 2 แต่ต้องดูว่าสารตัวไหนมารวมกับสารตัวไหนแล้วจะทำหน้าที่ได้ดีกว่า เช่น ตัว Oily Skin Cleanser ต้องมีสารลดความมันมากกว่าตัวอื่น แต่นักวิจัยจะทำยังไงให้ลดความมันได้แต่ต้องไม่ระคายเคืองผิวด้วย” ตุ่มอธิบาย

6. 75 ปีทั้งที Cetaphil ยังปรับแพ็กเกจจิ้งใหม่ให้ใส่ใจโลกมากกว่าเดิม

เพราะเชื่อว่าสภาพผิวของผู้คนสะท้อนสภาพแวดล้อมที่เราอยู่ได้ Cetaphil จึงมีอีกขาสำคัญอย่าง Clear Skies ที่พยายามใส่ใจโลกมากขึ้น หนึ่งในนั้นคือการปรับเปลี่ยนแพ็กเกจจิ้งใหม่เป็น Smart Packaging ที่ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนลุคธรรมดา ๆ แต่เป็นการเปลี่ยนเพื่อโลก 

อย่างที่หลายคนรู้ว่าวัสดุบางชิ้นรีไซเคิลไม่ได้ เพราะวัสดุนั้น ๆ ประกอบขึ้นจากวัสดุหลายประเภท แบรนด์จึงหันมาเลือกใช้หีบห่อและวัสดุปิดที่ทำจากวัสดุประเภทเดียวกัน ทั้งยังแยกชิ้นส่วนได้ เพื่อส่งเสริมการแยกขยะ และเพื่อให้วัสดุเหล่านี้ส่งไปรีไซเคิลที่โรงงานรีไซเคิลทั่วไปได้ ไม่ต้องปวดหัว ความน่ารักอีกข้อคือ บรรจุภัณฑ์ที่ทำจากกระดาษก็ผลิตขึ้นจากวัสดุหมุนเวียน ย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติด้วยนะ 

7. ไม่ได้ใส่ใจแค่แพ็กเกจจิ้ง แต่เป็นมิตรกับโลกระดับอณู

ในโปรเจกต์ Clear Skies ที่ทำ แบรนด์ยังมองลงไปถึงระดับอณูว่า นักวิจัยในมือจะทำยังไงให้วัตถุดิบทั้งหลายเป็นมิตรกับโลกด้วย พร้อมหันมาเลือกใช้วัตถุดิบที่ย่อยสลายได้ตามธรรมชาติมากขึ้น ไร้พาราเบน ซัลเฟต และส่วนผสมจากสัตว์มากวนใจ 

ความปังคือในฟากการผลิต ธุรกิจยังลดการใช้น้ำได้ถึง 33 เปอร์เซ็นต์ต่อการผลิตสินค้า 1 ตัน ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากโรงงานเฉลี่ยทั้งปีได้มากกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ เพราะใช้พลังงานไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียน 95 เปอร์เซ็นต์ และลดการสร้างขยะฝังกลบจนเหลือศูนย์ 

“เราคือบริษัทที่มีเป้าหมายช่วยให้คนมีสุขภาพผิวที่ดีขึ้นก็จริง แต่สมัยนี้ก็มีเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่จะช่วยให้สภาวะโลกร้อนดีขึ้น ในเมื่อทำได้ ก็ต้องมาดูว่าจะปรับเปลี่ยนให้เข้ากับผลิตภัณฑ์ของเรายังไง เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ของเราไปด้วยกันกับโลก” หนุ่มอธิบายถึงปณิธานของ Cetaphil และบริษัท Galderma

10 เรื่องเบื้องหลัง Cetaphil แบรนด์เวชสำอางอันดับหนึ่งที่อยู่คู่คน ‘ขี้แพ้’ มากว่า 75 ปี

8. เป็นแบรนด์แรก ๆ ที่ยกเลิกการทดสอบผลิตภัณฑ์กับสัตว์

เห็นข้อนี้แล้วอดตื่นเต้นไม่ได้ 

นอกจากจะเป็นมิตรกับโลก Cetaphil ยังเป็นมิตรกับเพื่อนร่วมโลกอย่างเจ้าสัตว์ทดลอง เพราะอย่างที่รู้กันดีว่าหลายปีมานี้ ประเด็นการทดลองสารพัดของอุปโภคบริโภคกับสัตว์กำลังเป็นที่ถกเถียง ถึงขนาดที่แบรนด์ใหญ่ ๆ หลายแบรนด์ต้องหันมาปรับเปลี่ยนตัวเองกันยกใหญ่ แต่ Cetaphil ถือเป็นแบรนด์แรก ๆ ที่ยกเลิกการทดลองผลิตภัณฑ์กับสัตว์ ก่อนที่หลายประเทศจะออกกฎหมายข้อนี้อีกนะ ยกเว้นก็แต่ในบางประเทศที่มีกฎหมายกำชับว่า ยังไงก็ตาม สินค้าที่นำมาขายต้องทดลองกับสัตว์ด้วย แต่ก็ต้องอ้างอิงตามกฎหมายของแต่ละประเทศกันไป เพื่อให้ถูกต้องตามกฎของแต่ละที่

9. การตลาดแบบไม่ได้อยู่แค่วันนี้

“บอกตามตรงว่า ตลาดบ้านเราเป็นตลาดที่ไม่ง่าย” ตุ่มเกริ่น 

ที่ว่าไม่ง่าย ตุ่มขยายความว่า โดยธรรมชาติของคนเอเชียนั้นรักสวยรักงามมากกว่าคนทวีปอื่น ๆ นอกจากนั้น ตลาดเมืองไทยยังวิ่งเร็ว มีตัวเลือกให้ลูกค้าหลากหลายแบบ ทั้งในเชิงวัตถุดิบและราคา ที่สำคัญ คนไทยถือเป็นลูกค้าที่มีองค์ความรู้เยอะและทำการบ้านก่อนซื้อของเสมอ แต่ถึงจะยากยังไง ตุ่มก็ยืนยันว่า พวกเขาจะไม่ยอมทำการตลาดแบบหวือหวา

“เราพยายามทำการตลาดแบบยั่งยืน และพยายามทำการตลาดที่ไม่ได้อยู่แค่วันนี้ เพราะเราอยากเป็นอีกแบรนด์หนึ่งที่สร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้าได้ ราคาสมเหตุสมผล และลูกค้าไม่ต้องคิดเยอะ”

ตุ่มยกตัวอย่างให้ฟังว่า ในการโฆษณาของ Cetaphil จะไม่มีคำว่าขาวอย่างรวดเร็วสักครั้งเดียว เพราะพวกเขาเชื่อในความกระจ่างใสของสีผิว ผิวสุขภาพดีตามธรรมชาติ และความเร็วระดับกลางที่ปลอดภัยกับผิวมากกว่า

10. มากกว่ายอดขาย คือผู้มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย ได้กลับมาใช้ชีวิต 

ปัจจุบัน Cetaphil เป็นแบรนด์เวชสำอางเพื่อผิวหน้าอันดับ 1 ที่ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังในสหรัฐอเมริกาและหลายประเทศทั่วโลกแนะนำ วางจำหน่ายใน 70 ประเทศทั่วโลก ทั้งยังเป็นแบรนด์ที่ทำงานร่วมกับหมอทั้งในโรงพยาบาลและคลินิกมายาวนาน เรียกได้ว่าเป็นความสำเร็จหนึ่งของแบรนด์ที่น่าภาคภูมิใจ

แต่ยอดขายไม่ใช่ตัวชี้วัดเดียวที่แบรนด์อยากได้ มากกว่าเม็ดเงินที่ไหลเข้าสู่บริษัท เสียงตอบรับจากลูกค้าต่างหากที่ทำให้มุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ดีกว่าเดิม

“ผมเคยเจอคนที่ผิวแพ้แบบรุนแรงมาก เขาดูไม่มีความมั่นใจเลย และเขาก็มองโลกด้วยความสิ้นหวัง เวลาจะพูด จะเดิน หรือจะทำอะไร มันดูหดหู่ไปหมด แต่เมื่อเขาได้ใช้ผลิตภัณฑ์ของเรา มุมมองที่เขามีต่อโลกก็สดใสขึ้น เห็นมั้ยว่าไม่ใช่แค่ผลลัพธ์ทางกายอย่างเดียวนะ แต่มันคือผลลัพธ์ทางใจด้วย

“ในฐานะของแบรนด์ที่มุ่งเน้นเรื่องสุขภาพผิว เรารู้สึกดีว่ามากกว่ารายได้คือเราทำให้เขากลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ ซึ่งก็ตรงกับเป้าหมายหลักของทั้งบริษัท Galderma และ Cetaphil ว่าไม่ว่ายังไง เราขอเป็นหนึ่งในคนที่ช่วยให้ผู้บริโภคมีสุขภาพผิวที่ดีขึ้น” หนุ่มเล่าประสบการณ์ที่เขาเจอกับตัวเอง

“เหมือนกับสโลแกนใหม่ของเราว่า We do skin, you do skin ที่เราตั้งใจอยากบอกผู้ที่มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย ว่าคุณไม่ต้องกลัวนะ ถ้าเป็นเรื่องผิว เราจะช่วยให้คุณกลับไปใช้ชีวิตที่คุณต้องการให้ได้” ตุ่มทิ้งท้ายความตั้งใจ

เพราะผิวแพ้ง่ายบอบบางมีอยู่จริง สนทนากับ Cetaphil ประเทศไทย ถึง 75 ปีที่ผ่านมาและการเปลี่ยนแปลงนับจากนี้ต่อไป

Writer

ฉัตรชนก ชัยวงค์

เด็กเอกไทยที่สนใจประวัติศาสตร์ งานคราฟต์ และเรื่องท้องถิ่น เวลาว่างชอบกิน เล่นแมว และชิมโกโก้

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load