เมื่อเอ่ยถึงนินจา คนส่วนใหญ่มักนึกถึงชายในชุดดำที่แฝงตัวอยู่เหนือคานคอยแอบฟังบทสนทนาของชาวบ้าน เมื่อถูกจับได้ก็จะปาดาวกระจาย ‘ชูริเค็น’ ใส่แล้วปล่อยระเบิดควันเพื่อพรางตัวหลบหนีไปในช่วงชุลมุน ภาพจำเหล่านี้แทบทั้งหมดถูกสร้างขึ้นโดยนิยาย ละคร ภาพยนตร์ รวมไปถึงการ์ตูนทั้งของญี่ปุ่นและต่างประเทศ

เกริ่นนำมาแบบนี้ หลายคนคงสงสัยว่า ตกลงแล้วนินจาจริงๆ ไม่ได้เป็นเช่นนั้นใช่ไหม

คำตอบถือ แม้ภารกิจแฝงตัวเพื่อหาความลับเป็นหน้าที่จริงแท้แน่นอนของนินจา แต่ส่วนที่ใส่สีใส่ไข่ลงไปก็มีมาก ซึ่งก็ไม่แปลกเลยที่จินตนาการดูจะก้าวล้ำไปไกล เพราแม้แต่นักวิชาการเองก็ยังไม่ค่อยรู้อะไรมากเกี่ยวกับนินจา สมกับที่ชื่อนินจามีความหมายว่า “คนที่แอบกระทำการใดๆ โดยไม่ให้ผู้อื่นรู้”

แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า ความลึกลับน่าค้นหากลับเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของนินจา อีกทั้ง ‘นินจุตสึ’ หรือศาสตร์แห่งการเป็นนินจาก็เป็นเทคนิคการปฏิบัติงานที่ดูคูลเอามากๆ คงจะดีไม่น้อยถ้าเราสามารถเรียนรู้วิชาของนินจาในโลกปัจจุบัน แถมได้ปริญญามาครองแบบเก๋ๆ สักใบ

และวันนี้ฝันก็เป็นจริงแล้วสำหรับผู้อยากได้ปริญญาสาขา ‘นินจาศึกษา’ มาครอบครอง 

แต่ก่อนตัดสินใจทุบกระปุกไปสมัครเรียน เรามาทำความรู้จักนินจากันสักหน่อยดีไหม

ชิโนบิ,นินจุตสึศึกษา
ชิโนบิ,นินจุตสึศึกษา
ภาพ : vintageninja.net 

นินจาคืออะไร

ในทางประวัติศาสตร์ เดิมทีนินจามีชื่อเรียกว่า ‘ชิโนบิ’ (เสียงอ่านอีกแบบของตัวอักษร ‘นิน’ ในนินจา) มีบทบาทหน้าที่สำคัญตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 14 จนถึงช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่ 19 หน้าที่สำคัญที่สุดของชิโนบิคือการรวบรวมข้อมูล

ในสมัยสงครามกลางเมืองหรือช่วงศตวรรษที่ 15 – 16 การปกครองภายในประเทศของญี่ปุ่นเป็นแบบกระจายอำนาจ จึงเกิดมีแคว้นที่ปกครองตัวเองขึ้นทั่วประเทศ ไดเมียวหรือเจ้าผู้ครองแคว้นต่างมีชิโนบิในสังกัดเพื่อสร้างความได้เปรียบในการป้องกันตน 

หน้าที่ของชิโนบิมีมากมาย เช่น แฝงตัวเข้าไปหาข่าวดินแดนของข้าศึก ลอบวางเพลิง ทำลายเป้าหมาย จู่โจมในยามวิกาล ซุ่มโจมตี น่าสังเกตว่าทั้งหมดนี้แทบไม่เกี่ยวกับกับการสู้รบ เพราะถ้าเป็นไปได้ชิโนบิต้องหลีกเลี่ยงการต่อสู้ให้ได้มากที่สุด เนื่องจากพวกเขาต้องพยายามมีชีวิตรอดกลับไปรายงานข้อมูลของศัตรูให้เจ้านายทราบ ถ้าจับพลัดจับผลูตายไปเสียก่อน สิ่งที่อุตส่าห์ลงแรงไว้ก็คงสูญเปล่า 

ด้วยเหตุนี้วิชาการต่อสู้แบบนินจาที่เรียกว่า ‘นินจุตสึ’ จึงอัดแน่นไปด้วยภูมิปัญญา เล่ห์กลสนตะพาย เรียกว่าทำยังไงก็ได้ให้ไม่ตายนั่นแหละคือชิโนบิที่ดี  

แต่งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา เมื่อหมดยุคสงครามกลางเมืองเข้าสู่ยุคเอโดะหรือราวศตวรรษที่ 16 บทบาทของนินจาก็เริ่มลดลง นินจาส่วนหนึ่งได้กลายเป็นนักรบชั้นล่างทำหน้าที่อารักขาไดเมียว และดูแลความสงบเรียบร้อยในเมืองรอบปราสาท ส่วนนินจาอีกไม่น้อยก็หันไปเป็นเกษตรกรที่ยังมีฐานะเป็นนักรบแทน

ชิโนบิ,นินจุตสึศึกษา
ภาพ : vintageninja.net 
ชิโนบิ,นินจุตสึศึกษา
ภาพ : vintageninja.net 

อิงะริวและโคกะริว : สุดยอดสไตล์นินจา

เมื่อเอ่ยถึงนินจา สถานที่ที่ไม่กล่าวถึงไม่ได้คือเมืองอิงะและเมืองโคกะ อิงะเป็นเมืองในจังหวัดมิเอะ ส่วนโคกะเป็นเมืองในจังหวัดชิงะ ทั้งสองเมืองต่างได้ชื่อว่าเป็นถิ่นกำเนิดของนินจา มีสไตล์นินจาเป็นของตัวเองที่ชื่อว่า ‘อิงะริว’ และ ‘โคกะริว’

อันที่จริงเมืองที่ได้ชื่อว่าเป็นต้นตำรับของศาสตร์แห่งนินจามีอยู่หลายแห่ง แต่อิงะและโคกะมีชื่อปรากฏอยู่ในหนังสือภูมิศาสตร์และประวัติศาสตร์ชื่อ ‘โอมิโยจิชิเรียกุ’ (ค.ศ.1734) ว่าเป็นเมืองแห่งสุดยอดฝีมือของนินจา ทั้งสองเมืองนี้ตั้งอยู่ติดกันโดยมีเนินเขาคั่นกลาง มีภูมิประเทศที่คล้ายคลึงกันคือถูกโอบล้อมด้วยเนินเขาสลับซับซ้อนชวนให้ผู้หลุดเข้าไปรู้สึกราวกับอยู่ในเขาวงกต เหมาะแก่การหลบซ่อนตัวและหลีกลี้จากโลกภายนอก 

ในยุคสงครามกลางเมืองที่เหล่าไดเมียวต่อสู้ฟาดฟันกันเพื่อขยายอาณาบริเวณ ดินแดนแห่งนี้กลับเป็นอิสระจากอำนาจของไดเมียว นักรบแห่งอิงะและโคกะต่างร่วมมือกันปกครองตนเอง แม้ว่าท้ายที่สุดแล้วพวกเขาจะไม่อาจต้านทานกำลังของแม่ทัพใหญ่เช่น โอดะ โนบุนางะ หรือ โทโยโทมิ ฮิเดโยชิ แต่ศิลปะการต่อสู้อันน่าทึ่งของพวกเขาก็ได้รับการยอมรับและยังเป็นตำนานเล่าขานกันสืบต่อมาจนทุกวันนี้

จุดเริ่มต้นของหลักสูตร ‘นินจาและนินจุตสึศึกษา’

เมื่อนินจาได้ฝากฝีมือจนกลายมาเป็นหน้าตาของเมืองเสียขนาดนี้ แน่นอนว่าทั้งอิงะและโคกะต่างก็ย่อมใช้นินจามาเป็นสัญลักษณ์และจุดขายของเมือง หากเราได้ไปเที่ยวทั้งสองเมืองนี้ สิ่งที่พลาดไม่ได้คือการไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์นินจา ดูนินจาโชว์ แต่งตัวแบบนินจา ปฏิบัติภารกิจแบบนินจา ซื้อของที่ระลึกเกี่ยวกับนินจา ฯลฯ แต่เมืองอิงะดูจะล้ำหน้าไปมากกว่า เพราะได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยมิเอะสร้างหลักสูตร ‘นินจาและนินจุตสึศึกษา’ ให้เรียนเสียเลย  

ที่มาที่ไปของหลักสูตรนี้มีอยู่ว่า ในเดือนมิถุนายน ค.ศ.2012 มหาวิทยาลัยมิเอะได้ร่วมมือกับหอการค้าอุเอโนะ (อดีตเมืองอุเอโนะ ปัจจุบันเป็นเขตที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองอิงะ) และเมืองอิงะ จัดตั้งองค์กรที่ชื่อว่า The Iga cooperation field ขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนการศึกษา วัฒนธรรม และการวิจัยอันจะนำไปสู่การพัฒนาเมืองอิงะ และด้วยความที่เมืองอิงะมีชื่อเสียงระดับโลกในฐานะเป็นเมืองต้นกำเนิดนินจา การศึกษาวิจัยเกี่ยวกับนินจาจึงกลายเป็นหนึ่งในพันธกิจหลักขององค์กรนี้ 

ชิโนบิ,นินจุตสึศึกษา
ภาพ : allabout-japan.com/en/article/2079

ต่อมาใน ค.ศ.2017 ได้มีการก่อตั้งศูนย์วิจัยนินจานานาชาติขึ้นในมหาวิทยาลัยมิเอะเพื่อผลักดันการวิจัยเกี่ยวกับนินจา เป็นศูนย์กลางการวิจัยเกี่ยวกับนินจาในระดับนานาชาติ และมีส่วนร่วมในการสร้างความเจริญอย่างยั่งยืนให้แก่เมืองมิเอะ ศูนย์วิจัยแห่งนี้นอกจากจะมีหน้าที่หลักในการสร้างฐานข้อมูลนินจา ยังมีบทบาทในการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับนินจาทั้งในด้านการสำรวจเอกสารทางประวัติศาสตร์และศึกษาเนื้อหาของ ‘นินจุตสึโชะ’ หรือตำราพิชัยยุทธของนินจาในเชิงวิทยาศาสตร์เพื่อค้นหาความจริงเกี่ยวกับศาสตร์แห่งนินจา เมื่อเตรียมความพร้อมทุกด้านเรียบร้อย ในที่สุดหลักสูตรปริญญาโท ‘นินจาและนินจุตสึศึกษา’ ก็ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในโลกในเดือนเมษายน 2018

เรียนอะไรในหลักสูตร ‘นินจาและนินจุตสึศึกษา’

ว่ากันว่า อยากได้ลูกเสือก็ต้องเข้าถ้ำเสือ

ดังนั้น ถ้าอยากรู้เรื่องหลักสูตรนินจา ก็ย่อมต้องไปถามคนสอน

แล้วใครจะมารู้เรื่องนี้ดีไปกว่า หนึ่งในผู้ก่อตั้งหลักสูตรนินจาและนินจุตสึศึกษา ศาสตราจารย์ ดร.ยามาดะ ยูจิ รองประธานศูนย์วิจัยนินจานานาชาติ มหาวิทยาลัยมิเอะ ผู้ซึ่งชาวไทยที่ชื่นชอบนินจาทั้งหลายน่าจะประทับใจกับความรอบรู้เมื่อครั้งมาเป็นวิทยากรบรรยายในหัวข้อ NINJA 101: นินจาศึกษาเบื้องต้น ในกิจกรรม J-Talk: Diggin’ Culture ของเจแปนฟาวน์เดชั่นเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2020 ที่ผ่านมา 

คุยกับผู้สอน ‘นินจาและนินจุตสึศึกษา’ หลักสูตรปริญญานักรบนิรนามของญี่ปุ่นที่เมืองอิงะ, ศาสตราจารย์ ดร.ยามาดะ ยูจิ
คุยกับผู้สอน ‘นินจาและนินจุตสึศึกษา’ หลักสูตรปริญญานักรบนิรนามของญี่ปุ่นที่เมืองอิงะ, ศาสตราจารย์ ดร.ยามาดะ ยูจิ

อ.ยามาดะเล่าให้ฟังถึงเนื้อหาของหลักสูตรว่า “หลักสูตรนี้เป็นหลักสูตรบัณฑิตศึกษา เพื่อสร้างนักวิจัยและการศึกษาเฉพาะทาง ผู้เข้าเรียนจะต้องผ่านการสอบเข้าด้วยข้อสอบเกี่ยวกับนินจา เรียนวิชานินจาเพื่อเก็บหน่วยกิต และเขียนวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับนินจา ในหลักสูตรนี้ ผมสอนวิธีอ่านเอกสารโบราณและการเขียนผลงานทางวิชาการ” 

ฟังดูแล้วไม่เห็นต่างจากการเรียนปริญญาโททั่วไปที่เน้นด้านทฤษฎีเลย หลายคนที่อยากเป็นนินจาอาจเริ่มผิดหวัง แต่ช้าก่อน อย่าเพิ่งรีบถอดใจ

“ในหลักสูตรนี้ นอกจากการเรียนภาคทฤษฎีแล้วยังมีการฝึกภาคปฏิบัติด้วย ผู้เรียนจะได้ฝึกใช้ร่างกาย และเทคนิคการเอาตัวรอดแบบนินจา รวมถึงการใช้อาวุธพื้นฐานของนินจาจาก อ.คาวาคามิ จินอิจิ หัวหน้าตระกูลบังของโคกะริวรุ่นที่ 22 

“การฝึกภาคปฏิบัตินี้ไม่ใช่วิชาบังคับ แต่ก็มีหน่วยกิตให้ คนส่วนใหญ่จะลงเรียนกันเพื่อให้รู้วิธีการใช้ร่างกายแบบนินจา ผมก็ได้ลองฝึกเหมือนกัน แต่แค่เริ่มต้นก็รู้แล้วว่าไม่ค่อยไหว (หัวเราะ) อย่างไรก็ตาม การมีภาคปฏิบัติด้วยเป็นสิ่งที่ดีมาก นอกจากนี้ เมื่อปีที่แล้วมีการหัดทำอาหารยังชีพแบบนินจาที่เรียกว่า ‘เฮียวโรงัน’ ส่วนปีนี้มีการฝึกเขียนจดหมายด้วยหมึกล่องหนและการก่อควัน ‘โนโรชิ’ เพื่อส่งสัญญาณ”

ใครบ้างที่มาเรียนหลักสูตรนินจา แล้วเรียนไปทำไม ทำงานอะไรได้บ้าง

อ.ยามาดะ เคยเดินทางไปบรรยายเรื่องของนินจาในประเทศต่าง ๆ มาแล้วประมาณ 20 ประเทศทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย ทุกแห่งล้วนมีกระแสตอบรับดีมาก แต่อาจเพราะหลักสูตรเพิ่งเปิดตัวได้ไม่นาน ประกอบกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ทำให้ขณะนี้ยังมีผู้เรียนไม่มากนัก 

คุยกับผู้สอน ‘นินจาและนินจุตสึศึกษา’ หลักสูตรปริญญานักรบนิรนามของญี่ปุ่นที่เมืองอิงะ, ศาสตราจารย์ ดร.ยามาดะ ยูจิ
คุยกับผู้สอน ‘นินจาและนินจุตสึศึกษา’ หลักสูตรปริญญานักรบนิรนามของญี่ปุ่นที่เมืองอิงะ, ศาสตราจารย์ ดร.ยามาดะ ยูจิ

“ปีนี้หลักสูตรเพิ่งเปิดเป็นปีที่สาม จึงมีนักศึกษาที่จบออกไปเพียงคนเดียว ตอนนี้เรามีนักศึกษาอยู่รวมเจ็ดคน เป็นชาวญี่ปุ่นห้าคนและชาวจีนสองคน

“นักศึกษาราวครึ่งหนึ่งเป็นคนที่ทำงานเกี่ยวกับนินจาอยู่แล้ว มีคนหนึ่งทำงานในโชว์ของ Hattori Hanzo and The Ninjas ที่ปราสาทนาโกย่าในจังหวัดอะอิจิ อีกคนหนึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของ Japan Ninja Council ซึ่งควบคุมดูแลองค์กรที่เกี่ยวกับนินจาทั้งหมดในประเทศญี่ปุ่น แล้วก็ยังมีนักศึกษาที่เพิ่งเข้าเรียนต่อในระดับปริญญาเอกคนหนึ่งที่ก่อนหน้านี้เคยอยู่โอซาก้า แต่ตอนนี้ย้ายมาอยู่ที่เมืองอิงะ 

“แกอยากใช้ชีวิตเหมือนนินจา เลยหันมาทำการเกษตรและทำโฮมสเตย์ แถมเปิดสำนักฝึกวิชานินจาของตัวเองด้วย ส่วนนักศึกษาจีนบอกว่าอยากทำวิจัยเกี่ยวกับนินจาเลยมาเรียน เรียกได้ว่าเป็นกลุ่มของคนที่ชอบเรื่องนินจาและมีความรู้พื้นฐานมาก่อน รวมถึงในอนาคตก็อยากทำงานเกี่ยวกับนินจา”

แต่ว่ากันตามตรง งานเกี่ยวกับนินจาอาจหาไม่ได้ง่ายนักสำหรับชาวไทย ไม่สิ คงยากสำหรับชาวโลกด้วย ในประเด็นนี้ อ.ยามาดะ อธิบายว่า

“หลักสูตรนี้จะช่วยทำให้ผู้เรียนมีความเข้าใจวัฒนธรรมญี่ปุ่นอย่างลึกซึ้งผ่านการศึกษาเรื่องเกี่ยวกับนินจา คุณอาจเรียนเกี่ยวกับนินจาในแง่มุมของประวัติศาสตร์ หรือถ้าสนใจแนวการ์ตูน ก็อาจมองนินจาในฐานะเป็นภาพที่ถูกสร้างขึ้นมา นินจาสามารถเป็นช่องทางที่ทำให้มองวัฒนธรรมญี่ปุ่นหลายแบบ ถ้าไม่อยากเรียนแต่เรื่องของญี่ปุ่น จะศึกษาเปรียบเทียบนินจากับกลุ่มคนทำนองเดียวกันในวัฒนธรรมไทย หรือดูว่าการ์ตูนนินจาของญี่ปุ่นถูกมองอย่างไรในสังคมไทยก็ได้” 

คุยกับผู้สอน ‘นินจาและนินจุตสึศึกษา’ หลักสูตรปริญญานักรบนิรนามของญี่ปุ่นที่เมืองอิงะ, ศาสตราจารย์ ดร.ยามาดะ ยูจิ

ต้องมีพื้นความรู้แค่ไหนถึงจะได้เรียนหลักสูตรนี้

เช่นเดียวกับการเรียนในระดับบัณฑิตศึกษาทั่วไปในมหาวิทยาลัยของญี่ปุ่น ผู้เรียนควรต้องมีความรู้ภาษาญี่ปุ่นในระดับ N1 เพราะต้องฟังบรรยายและอ่านข้อมูลภาษาญี่ปุ่น อันที่จริงถ้าอ่านภาษาโบราณออกจะยิ่งดีมาก เพราะเอกสารส่วนใหญ่เป็นข้อมูลประวัติศาสตร์ที่เขียนไว้ด้วยภาษาโบราณ…

โอ้โห อะไรกันนักหนา แค่เรียนภาษาญี่ปุ่นให้ได้ N1 ก็หืดจับแล้ว 

แต่ก็ไม่ต้องตกใจ ใครที่ขวัญเสียไปแล้วก็โปรดเรียกสติกลับมา เพราะอ.ยามาดะบอกว่า “ภาษาโบราณเมื่อเข้ามาได้แล้วค่อยมาฝึกอ่านก็ได้ ตอนสอบเข้ายังไม่จำเป็นต้องอ่านเป็น คนที่อยากทำวิจัยแนวสมัยใหม่ก็ไม่จำเป็นต้องอ่านด้วยซ้ำ”

อย่างไรก็ตาม ลำพังความรู้ภาษาญี่ปุ่นอย่างเดียวก็คงไม่พอจะให้เราฝ่าด่านเข้าไปเรียนได้ เพราะในการสอบเข้าก็จะมีคำถามเกี่ยวกับความรู้พื้นฐานของนินจา! ตรงนี้แหละที่ต้องวัดกึ๋นกันเล็กน้อย บอกใบ้ให้เลยว่า คงต้องพุ่งไปสั่งหนังสือ 3 เล่มที่อ.ยามาดะเขียนเกี่ยวกับนินจามานั่งนอนอ่านให้ขึ้นใจ ถามว่าโหดไปไหม อ.ยามาดะ ตอบอย่างอารมณ์ดีว่า

“หนังสือที่ต้องอ่านดูเหมือนมีหลายเล่มก็จริง แต่น่าจะอ่านได้หมดไม่ยาก ขอบเขตของคำถามก็อยู่ในวงจำกัด ไม่กว้างเท่ากับคนที่อยากจะสอบเข้าด้านประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นหรือประวัติศาสตร์ตะวันออกที่ต้องอ่านหนังสือเยอะกว่ามาก ดังนั้นผมว่าไม่น่าจะยากมากสำหรับคนที่ชอบเรื่องนินจาอยู่แล้ว”

ชาวญี่ปุ่นในปัจจุบันมองนินจาอย่างไร

คุยกับผู้สอน ‘นินจาและนินจุตสึศึกษา’ หลักสูตรปริญญานักรบนิรนามของญี่ปุ่นที่เมืองอิงะ, ศาสตราจารย์ ดร.ยามาดะ ยูจิ
ภาพ : vintageninja.net 
คุยกับผู้สอน ‘นินจาและนินจุตสึศึกษา’ หลักสูตรปริญญานักรบนิรนามของญี่ปุ่นที่เมืองอิงะ, ศาสตราจารย์ ดร.ยามาดะ ยูจิ
ภาพ : vintageninja.net 
คุยกับผู้สอน ‘นินจาและนินจุตสึศึกษา’ หลักสูตรปริญญานักรบนิรนามของญี่ปุ่นที่เมืองอิงะ, ศาสตราจารย์ ดร.ยามาดะ ยูจิ
ภาพ : vintageninja.net 

นอกจากเรื่องหลักสูตร อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจและไหนๆ แล้วก็อยากถามผู้เชี่ยวชาญอย่าง อ.ยามาดะ ก็คือ ทุกวันนี้ชาวญี่ปุ่นมองนินจาอย่างไร เพราะจากประสบการณ์ส่วนตัว จนถึงเมื่อประมาณ 20 กว่าปีก่อน นินจาที่ปรากฏตัวในละครพีเรียดของญี่ปุ่นยังสวมชุดดำเดินเพ่นพ่านกันตั้งแต่ตอนกลางวันอยู่เลย 

“เดี๋ยวนี้ไม่มีแล้วครับ” อ.ยามาดะ หัวเราะ “ถึงจะสร้างละครย้อนยุคขึ้นมาใหม่ ก็คงไม่มีนินจาแบบนั้นให้เห็นอีกแล้ว ส่วนหนึ่งเพราะมีการนำผลการศึกษาไปใช้ในการเขียนบทละครมากขึ้น ตัวผมเองก็เคยถูกถามข้อมูลเกี่ยวกับนินจาบ่อยๆ นอกจากนี้ การสร้างภาพยนตร์และละครของญี่ปุ่นในปัจจุบันจะไม่ค่อยทำเรื่องแนวแฟนตาซี เท่าเรื่องราวแนวสมจริง มีละครอิงประวัติศาสตร์หลายเรื่องที่นินจามีบทบาทสำคัญ แต่ก็ไม่ได้มีภาพลักษณ์เหนือจริง ตรงกันข้ามกลับมีการโฟกัสไปที่บทบาทหน้าที่ของนินจามากกว่าจะไปเน้นเรื่องการใช้คาถา หรือแปลงร่างเป็นกบ หรือหายตัวได้เหมือนแต่ก่อน” 

คนในยุคปัจจุบันควรเรียนรู้อะไรจากนินจา

สำหรับ อ.ยามาดะ วิถีแห่งนินจาคือปรัชญา แนวทางการใช้ชีวิตของพวกเขาคือค่านิยมที่ไม่เคยล้าหลัง

“อักษร 忍 (นิน) ในคำว่านินจาเกิดขึ้นจากการนำอักษร 刃 (ใบมีด) มาวางไว้ใต้心 (หัวใจ) อักษรนี้จึงแสดงให้เห็นถึงจิตใจอันหนักแน่นมั่นคง ต่อให้มีมีดมาจ่อหัวใจก็ไม่หวั่นไหว นอกจากนี้ นิน ยังมาจากคำว่า忍耐 (นินตะอิ) หรือการอดทนอดกลั้นซึ่งถือเป็นสิ่งสำคัญสำหรับนินจา น่าเสียดายว่า คนญี่ปุ่นเดี๋ยวนี้ไม่ค่อยให้ความสำคัญกับค่านิยมความอดทน 

“คนอายุรุ่นเดียวกับผมหลายคนทั้งหญิงและชายถูกตั้งชื่อว่า ‘ชิโนะบุ’ แต่ตั้งแต่ผมมาสอนที่มหาวิทยาลัยมิเอะ ไม่มีนักศึกษาที่ชื่อชิโนะบุเลยแม้แต่คนเดียว ผมเลยรู้สึกว่า สำหรับคนในปัจจุบัน การอดทนอดกลั้นถูกมองว่าเป็นค่านิยมที่ไม่ดี 

“ตรงกันข้าม การแสดงความคิดเห็นของตัวเองออกมากลับน่าชื่นชมกว่า ผมว่าการยืนหยัดในความเห็นของตัวเองเป็นเรื่องสำคัญ แต่ค่านิยมที่สร้างชาติญี่ปุ่นมานั้นคือความอดทน เช่นที่จักรพรรดิโชวะเคยมีพระราชดำรัสว่า 「堪え難きを堪え、忍び難きを忍び」(แม้เป็นเรื่องที่ยากจะอดทนแต่ก็ต้องอดทนให้ได้) ผมคิดว่าการเสียสละที่จะอดทนและทำเพื่อส่วนรวมเป็นวิธีคิดที่สร้างชาติญี่ปุ่นให้เป็นปึกแผ่นขึ้นมา นี่เป็นแนวคิดที่ควรนำกลับมาทบทวนคุณค่าอีกครั้ง 

คุยกับผู้สอน ‘นินจาและนินจุตสึศึกษา’ หลักสูตรปริญญานักรบนิรนามของญี่ปุ่นที่เมืองอิงะ, ศาสตราจารย์ ดร.ยามาดะ ยูจิ

“นอกจากนี้ นินจาจะไม่พูดโอ้อวดว่าตัวเองได้ทำงานอะไรลงไป แม้ว่างานที่นั้นจะยิ่งใหญ่เพียงใด พวกเขาไม่อยากสร้างชื่อเสียงทิ้งไว้ให้คนรู้จัก ความจริงเขาไม่อยากพูดถึงแม้แต่ผลงานของตัวเองด้วยซ้ำ อาจกล่าวได้ว่า การไม่โอ้อวดตนคือวิถีของนินจา ผมว่านี่เป็นวิธีคิดที่แสนจะเป็นญี่ปุ่น ถึงจะในแบบโบราณสักหน่อยก็เถอะ เพราะคนญี่ปุ่นทุกวันนี้ชอบทำเปลือกนอกให้ดูดี แต่กลับให้ความสำคัญต่อเนื้อหาข้างในน้อยลงมาก ผมว่าในอดีตคนญี่ปุ่นไม่ได้เป็นแบบนี้” 

เสน่ห์ของนินจา

ผลจากการวิจัยของ อ.ยามาดะ และเหล่านักวิชาการมีส่วนอย่างมากที่ทำให้ทุกวันนี้นินจาไม่ได้ถูกมองว่าเป็นกลุ่มคนพิเศษที่มีความสามารถเหนือมนุษย์ หรือถูกสร้างภาพให้เป็นสายลับผู้น่าขันอีกต่อไป ตรงกันข้าม นินจากลายเป็นมนุษย์ที่มีเลือดเนื้อ จับต้องได้ และมีปรัชญาในการดำเนินชีวิตที่ลึกซึ้ง ควรค่าแก่การนำมาประยุกต์ใช้ในสังคมปัจจุบัน  

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลของนินจาที่ได้รับการเปิดเผยยังมีน้อยมาก จนบัดนี้เราก็ยังไม่รู้ชัดว่า นินจาเป็นใคร หรือทำงานอะไรกันแน่ มองในมุมกลับ สิ่งนี้เองที่ทำให้ยังมีพื้นที่เหลือในการจินตนาการภาพของนินจาและค้นหาความจริงเกี่ยวกับพวกเขาในเชิงวิชาการ 

“ผมว่าการที่เราไม่ค่อยรู้ว่าตัวตนที่แท้จริงของนินจาคืออะไร เป็นเสน่ห์ของการศึกษาเรื่องราวของนินจา”  

บทสรุปสั้นๆ ของ อ.ยามาดะ น่าจะเป็นคำตอบที่ชัดเจนตรงประเด็นว่าทำไมกลุ่มคนนิรนามที่พยายามลบเลือนตัวตน กลับยังเป็นที่สนใจของผู้คนมาจนถึงปัจจุบัน

คุยกับผู้สอน ‘นินจาและนินจุตสึศึกษา’ หลักสูตรปริญญานักรบนิรนามของญี่ปุ่นที่เมืองอิงะ, ศาสตราจารย์ ดร.ยามาดะ ยูจิ
ภาพ : vintageninja.net 

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ โรงเรียนนานาชาติ’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีของขวัญส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer

ชมนาด ศีติสาร

อาจารย์ นักวิชาการ นักแปล และแม่หมา 2 ตัว เคยได้ชื่อว่า “อยู่ญี่ปุ่นมาครึ่งชีวิต” ตอนเริ่มทำงาน แต่ตอนนี้สัดส่วนเหลือหนึ่งในสาม ถึงหนึ่งในสี่เมื่อไรจะไปเป็นบาริสต้าและขายก๋วยเตี๋ยวเรือ

โรงเรียนนานาชาติ

บทเรียนจากการไปใช้ชีวิตในทั่วโลก

เคยสงสัยหรือไม่ว่า ขณะที่ประเทศพัฒนาแล้วทั้งหลาย ต่างมีโรงเรียนเฉพาะทางที่มุ่งสร้างนักค้นคว้าวิจัยเพื่อเป็นกำลังหลักในการพัฒนาประเทศกันอย่างจริงจัง อาทิ The Bronx High School of Science ในสหรัฐอเมริกา หรือ Korea Science Academy of KAIST (KSA) และ Gyeonggi Science High School for the Gifted (GSHS) ในประเทศเกาหลีใต้ แล้วในประเทศไทยของเราล่ะ มีโรงเรียนในลักษณะคล้ายกันนี้บ้างไหม

ความจริงแล้วบ้านเรามีสถานศึกษาเฉพาะทางที่เน้นการสอนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอยู่หลายแห่ง แต่ที่เราจะพามาทำความรู้จักในวันนี้ ต่างออกไปจากที่เคยมีมา

ทั้งความสามารถของนักเรียนและครูที่ตระเวนคว้ารางวัลระดับประเทศและระดับโลก การสนับสนุนทุนการศึกษาแบบเรียนฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย บ่มเพาะด้วยหลักสูตรแบบ ‘วัดตัวตัด’ อย่างเข้มข้น เพื่อให้นักเรียนพร้อมเป็นนักวิจัยตั้งแต่ยังไม่ก้าวเข้าสู่ระดับอุดมศึกษา หรือการจัดเตรียมสิ่งอำนวยความสะดวกสุดไฮเทคต่างๆ เพื่อเอื้อต่อการพัฒนาศักยภาพให้กับนักเรียน โดยไม่ต่างจากที่มีในระดับมหาวิทยาลัยชั้นนำ

โรงเรียนกำเนิดวิทย์ (Kamnoetvidya Science Academy (KVIS)) เป็นส่วนหนึ่งของ วังจันทร์วัลเลย์ (Wangchan Valley) จังหวัดระยอง พื้นที่สร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่ออนาคต ซึ่งดำเนินการโดยบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เพื่อเน้นคิดค้นเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ ให้กับประเทศ รวมถึงผลิตนักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยโดยเฉพาะ

The Cloud ได้นัดหมาย คุณกุลพิมพ์พร กิตติธรรมโน เจ้าหน้าที่งานสื่อสารองค์กรของโรงเรียนกำเนิดวิทย์ และ ดร.สุรนันท์ อนันตชัยศิลป์ คุณครูสอนวิชาเคมีที่เพิ่งได้รับรางวัล Prime Minister’s Science Teacher Award 2021 มาหมาดๆ ซึ่งทั้งคู่จะพาผู้อ่านไปไขข้อสงสัยทุกเรื่องทั้งในและนอกห้องเรียนของโรงเรียนกำเนิดวิทย์แห่งนี้กัน

โรงเรียนกำเนิดวิทย์ แหล่งเพาะเมล็ดพันธุ์นักวิจัยชั้น ม.ปลาย เพื่อพัฒนาประเทศในอนาคต
โรงเรียนกำเนิดวิทย์ แหล่งเพาะเมล็ดพันธุ์นักวิจัยชั้น ม.ปลาย เพื่อพัฒนาประเทศในอนาคต

ก่อนกำเนิดวิทย์

นอกเหนือจากภารกิจด้านความยั่งยืนทางพลังงานแล้ว กลุ่ม ปตท. ยังให้ความสำคัญเรื่องการสร้างคนเพื่อเป็นกำลังในการขับเคลื่อนประเทศ ด้วยมองเห็นปัญหาที่อยู่คู่กันแต่ไหนแต่ไรมา คือความจำเป็นต้องพึ่งพาทรัพยากรด้านต่างๆ จากต่างชาติ ไม่ว่าจะเป็นองค์ความรู้ นวัตกรรม และบุคคลที่มีความสามารถจากภายนอก 

ไม่เพียงเท่านั้น อีกหนึ่งปัญหาที่คุ้นชินในบ้านเรา คืออยู่ในภาวะติดกับดักรายได้ปานกลางมานานหลายปี ทำให้ก้าวไปสู่การเป็นประเทศพัฒนาแล้วไม่ได้ สาเหตุหนึ่งคือเรายังเคยชินอยู่กับการเป็นผู้รับจ้างผลิต จนไม่อาจสร้างสรรค์เทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ใช้ในการขับเคลื่อนประเทศให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมีประสิทธิภาพ 

จากโจทย์ใหญ่ข้างต้น โรงเรียนกำเนิดวิทย์ (KVIS) โรงเรียนประจำระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายที่เน้นส่งเสริมและพัฒนาทักษะด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี (STEM) จึงเกิดขึ้น

โรงเรียนแห่งนี้มาพร้อมหน้าที่ที่สำคัญ คือการสร้างนักเรียนที่มีศักยภาพสูงให้กับประเทศ โดยหวังว่าเมื่อจบออกไปจากรั้วกำเนิดวิทย์ นักเรียนจะสามารถต่อยอดการศึกษาในระดับอุดมศึกษาในกลุ่มวิชา STEM เตรียมพร้อมสำหรับประกอบอาชีพเป็นนักวิจัย นักประดิษฐ์ หรือนักนวัตกรรม เพื่อเป็นฟันเฟืองเล็กๆ ที่มีบทบาทอย่างมากในการพัฒนาประเทศต่อไปในวันข้างหน้า

ในเมื่อเราสร้างทรัพยากรมนุษย์ที่มีทักษะการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีได้ วันข้างหน้าเราก็จะลดการพึ่งพาต่างชาติไปโดยปริยาย

โรงเรียนกำเนิดวิทย์ แหล่งเพาะเมล็ดพันธุ์นักวิจัยชั้น ม.ปลาย เพื่อพัฒนาประเทศในอนาคต
โรงเรียนกำเนิดวิทย์ แหล่งเพาะเมล็ดพันธุ์นักวิจัยชั้น ม.ปลาย เพื่อพัฒนาประเทศในอนาคต

1 : 6 

ตั้งแต่กดปุ่มสตาร์ททำการเรียนการสอนครั้งแรกเมื่อปีการศึกษา 2558 มีนักเรียนหัวกะทิชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จากทั่วประเทศ สนใจสมัครเข้ามาเป็นนักเรียนกำเนิดวิทย์ในแต่ละปีหลายพันคน แม้จะเป็นโรงเรียนที่เน้นหนักด้านวิทย์-คณิต แต่วิธีการคัดเลือกใช่ว่าจะทดสอบแค่ด้านวิชาการเพียงอย่างเดียว ยังควบคู่ไปกับการพิจารณาพอร์ตโฟลิโอ เพื่อดูทั้งกิจกรรมในและนอกห้องเรียน ความคิดริเริ่ม การเป็นผู้นำ และการมีจิตสาธารณะของเด็กๆ ด้วย เพื่อให้ได้สมาชิกที่เก่งและมีทักษะการอยู่ร่วมกันในสังคมที่ดี

จากตัวเลขนับพัน สุดท้ายแล้วจะมีนักเรียนใหม่ผู้มีศักยภาพด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี ผ่านการคัดเลือกในปีการศึกษานั้นๆ เพียง 72 คน แบ่งออกเป็น 4 ห้องเรียนต่อชั้นปี หรือเท่ากับว่าในแต่ละห้องเรียนมีแค่ 18 คนเท่านั้น

คุณกุลพิมพ์พรอธิบายที่มาของตัวเลขนี้ว่า เป็นความคิดของผู้บริหารตั้งแต่ก่อตั้ง ซึ่งต้องการออกแบบห้องเรียนให้มีขนาดเล็กลง อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในระบบการศึกษาแบบเดิม เพื่อให้การพัฒนาผู้เรียนเป็นไปได้อย่างคล่องตัว ใกล้ชิด และมีประสิทธิผลมากที่สุด

เมื่อมาผสานเข้ากับวิธีการสอนแบบทีม ในชั้นเรียนจะมีคุณครูช่วยกันดูแลถึง 3 คน หรือเทียบเป็นอัตราส่วนผู้สอน 1 คนต่อนักเรียน 6 คน บรรยากาศในห้องเรียนเลยเกิดการปฏิสัมพันธ์อย่างใกล้ชิด ยิ่งเป็นโรงเรียนที่เน้นพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์ด้วยแล้ว จำนวนเท่านี้จึงสำคัญมาก หากนักเรียนสงสัยระหว่างการทดลองในแล็บปฏิบัติการ ก็ขอคำแนะนำได้จากคุณครูได้โดยตรง ในจุดนี้ทุกคนจึงเข้าถึงการฝึกทักษะได้เต็มที่ ไม่มีอุปสรรคด้านจำนวนคนมาขวางกั้นการเรียนรู้

“นโยบายของโรงเรียนอยากให้เป็นหลักสูตรแบบวัดตัวตัด เพื่อเสิร์ฟสิ่งที่นักเรียนสนใจได้เต็มที่ เลขสิบแปดนี้ทางผู้ก่อตั้งโรงเรียนเชื่อว่า เป็นตัวเลขที่เหมาะสมกับการจัดหลักสูตรนี้อย่างแท้จริง มากกว่านี้ก็อาจจะไม่สามารถเสิร์ฟให้กับนักเรียนได้ทุกคน” คุณครูสุรนันท์ช่วยเสริม

โรงเรียนกำเนิดวิทย์ แหล่งเพาะเมล็ดพันธุ์นักวิจัยชั้น ม.ปลาย เพื่อพัฒนาประเทศในอนาคต
โรงเรียนกำเนิดวิทย์ แหล่งเพาะเมล็ดพันธุ์นักวิจัยชั้น ม.ปลาย เพื่อพัฒนาประเทศในอนาคต

วัดตัวตัด

ความโดดเด่นไม่มีใครเหมือนของโรงเรียนกำเนิดวิทย์ คือระบบการศึกษาแบบ ‘วัดตัวตัด’ ซึ่งเป็นไอเดียของผู้ก่อตั้งที่เห็นว่า การเรียนการสอนที่นักเรียนเลือกเรียนวิชาเพิ่มเติมตามความสนใจ จะช่วยให้ค้นหาสิ่งที่ตัวเองชอบได้ดียิ่งขึ้น ส่วนโรงเรียนจะทำหน้าที่สนับสนุนและเติมเต็มด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องมือ ทรัพยากร หรือว่าด้านบุคลากรที่เป็นคณะครูผู้เชี่ยวชาญแต่ละสาขาวิชา เพื่อให้นักเรียนเดินตามทางที่ต้องการในอนาคต

ได้ยินว่าวัดตัวตัด อาจพาคิดไปว่านักเรียนคงออกมาตามแต่ใจผู้สอนที่เป็นเหมือนคนตัด แต่ผิดคาด คุณครูสุรนันท์อธิบายถึงการสอนแบบวัดตัดตัวนี้ว่า “ครูเป็นส่วนหนึ่ง นักเรียนก็เป็นส่วนหนึ่ง ไม่ใช่ครูตัดแล้วนักเรียนออกมาตามแบบที่ครูอยากให้เป็น แต่นักเรียนก็เลือกที่จะออกมาในรูปแบบของตัวเองด้วย เหมือนเขาเป็นคนร่วมออกแบบ ขณะที่โรงเรียนก็ช่วยให้การตัดนี้เป็นไปได้อย่างราบรื่น”

ทั้งนี้ภาพรวมยังคงยึดหลักสูตรแกนกลางจากกระทรวงศึกษาธิการ มีทั้งวิชาวิทย์และศิลป์เช่นเดียวกับโรงเรียนทั่วไป แต่สิ่งที่แตกต่าง คือโรงเรียนกำเนิดวิทย์เพิ่มความเข้มข้นของวิชาเรียน ด้วยการนำจุดเด่นของรูปแบบการจัดการเรียนการสอนจากต่างประเทศเข้ามาใช้ร่วมด้วย

กลุ่มวิชาฟิสิกส์ เคมี และชีววิทยา จึงแยกออกมาเป็นระดับปกติ (Basic) ที่สอนเนื้อหาในขั้นพื้นฐาน และหากนักเรียนใคร่เรียนรู้ให้ลุ่มลึกขึ้น ก็สามารถลงเรียนระดับเข้มข้น (Advance) ซึ่งมีเนื้อหาในระดับเดียวกับหลักสูตร AP (Advanced Placement) ของสหรัฐอเมริกา และ A-Level ของประเทศอังกฤษ เป็นหลักสูตรวิชาวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ระดับมัธยมศึกษา แต่มีความเข้มข้นเทียบเท่าระดับมหาวิทยาลัย ช่วยให้พัฒนาความรู้ความสามารถได้เต็มที่ มีความถนัดเฉพาะด้าน และวัดตัวตัดออกมาได้อย่างพอดีตัวสมใจนักเรียน

แนวคิดโรงเรียนกำเนิดวิทย์ โรงเรียนมัธยมปลายเฉพาะทางด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี สำหรับผลิตนักวิจัยไทย
แนวคิดโรงเรียนกำเนิดวิทย์ โรงเรียนมัธยมปลายเฉพาะทางด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี สำหรับผลิตนักวิจัยไทย

วิชา (อนาคต) ที่เลือกเอง

รายวิชาให้เลือกเรียนเพิ่มเติมได้เองตามความสนใจของผู้เรียน เน้นออกแบบมาเพื่อให้เหล่าว่าที่นักวิจัยได้นำไปใช้ประโยชน์ได้ในอนาคต ยกตัวอย่างเช่น วิชา ‘Upgrading Thailand’ ต่อยอดงานวิจัยของเด็กๆ ที่สร้างขึ้นมา ด้วยการให้ทำ Business Model รวมถึงเปิดโอกาสให้พูดคุยและเรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญที่ประสบความสำเร็จในสตาร์ทอัพด้านต่างๆ หรือความรู้ด้านทรัพย์สินทางปัญญา เป็นการปูเนื้อหาในด้านสิทธิบัตรและอนุสิทธิบัตร ซึ่งจำเป็นอย่างมากยามที่พวกเขาสร้างสิ่งประดิษฐ์หรือนวัตกรรมใหม่ๆ ขึ้นมา

กลุ่มวิชาเลือกฝั่งภาษาไทยมีวิชาน่าสนุกอย่าง ‘Science Fiction’ สอนการแต่งนิยายวิทยาศาสตร์ ส่วนสังคมศึกษาก็มีวิชาที่เราเชื่อว่าไม่มีสอนที่ไหนอย่าง ‘Game of Thrones and Social Studies’ นำเอาเนื้อเรื่องในซีรีส์ชื่อดังอย่าง Game of Thrones มาปรับใช้เป็นเครื่องมือในการสอนวิชาสังคมศึกษาและประวัติศาสตร์

นอกจากโรงเรียนจะทำการเรียนการสอนโดยใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลักแล้ว ขณะเดียวกัน ภาษาที่ 3 ก็เป็นอีกสิ่งที่โรงเรียนเน้นไม่น้อย โดยคุณครูมองว่า อาชีพนักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยที่ดี ไม่เพียงแต่ต้องมีความรู้เฉพาะด้านเท่านั้น หากยังรวมไปถึงการถ่ายทอดและสื่อสารไปยังบุคคลอื่นๆ ด้วย ฉะนั้นภาษาจึงเป็นสื่อกลางที่สำคัญมาก

ด้วยเหตุนี้ จึงมีให้เลือกเรียนวิชาเพิ่มเติมด้านภาษาต่างประเทศกันอย่างจุใจ ทั้งภาษาฝั่งตะวันตกอย่างสเปน ฝรั่งเศส เยอรมัน รัสเซีย และภาษาเอเชียตะวันออก เช่น จีน ญี่ปุ่น และเกาหลี ไปจนถึงภาษาที่ใช้ในกลุ่มประเทศอาเซียน เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศที่อาจจะมีร่วมกันในอนาคต

แม้ว่าวิชาเพิ่มเติมน่าเรียนทั้งหลายจะไม่ได้เปิดทั้งหมดในแต่ละเทอม ทว่าหากนักเรียนอยากเรียนวิชาไหนเป็นพิเศษ พวกเขาก็สามารถติดต่อขอให้คุณครูช่วยเปิดสอนให้ได้

แนวคิดโรงเรียนกำเนิดวิทย์ โรงเรียนมัธยมปลายเฉพาะทางด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี สำหรับผลิตนักวิจัยไทย

บ่มเพาะนักวิจัย

เพราะความตั้งใจให้เป็นแหล่งบ่มเพาะเยาวชนเพื่อก้าวขึ้นไปสู่การเป็นนักวิจัยในอนาคต Research Skill หรือทักษะด้านการค้นคว้าวิจัยจึงเป็นสิ่งที่โรงเรียนกำเนิดวิทย์ให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ

เมื่อเข้ามาเป็นเด็กกำเนิดวิทย์แล้ว ทุกคนจะได้เรียนรู้ด้านการทำวิจัยอย่างต่อเนื่อง พัฒนาทั้งกระบวนการคิดและการค้นคว้าแบบนักวิทยาศาสตร์ ฝึกฝนทักษะในการประดิษฐ์คิดค้นนวัตกรรมใหม่ แน่นอนว่าต้องเตรียมทำโครงงานวิจัยก่อนจบหลักสูตรอย่างน้อย 1 ชิ้น โดยมีคุณครูเป็นผู้ให้คำแนะนำ ปรับปรุงแก้ไขหัวข้อที่นักเรียนสนใจ รวมทั้งช่วยวางแผนให้ในการทำงานทดลอง

โรงเรียนเตรียมพร้อมด้านเครื่องมือทันสมัยที่ใช้ในการทำงานวิจัยอย่างครบครัน ทัดเทียมไม่แพ้มหาวิทยาลัยใหญ่ๆ ถ้าบางเครื่องมือไม่มีในโรงเรียน นักเรียนสามารถไปใช้ที่สถาบันวิทยสิริเมธี (VISTEC) ที่อยู่ใกล้กัน หรือขอใช้กับทางสถาบันวิจัยระดับประเทศอื่นๆ ที่ทางโรงเรียนกำเนิดวิทย์มีความร่วมมือด้วย เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) ฯลฯ

ด้วยความสามารถของนักเรียน คำแนะนำจากคุณครูผู้เชี่ยวชาญ และเครื่องมือสุดล้ำที่เพียบพร้อมในโรงเรียน นี่คือตัวอย่างผลงานวิจัยระดับชั้นมัธยมปลายของนักเรียนกำเนิดวิทย์

งานวิจัย ‘ชุดทดสอบโลหะหนักในน้ำจากเซ็นเซอร์ทางเคมีติดบนอนุภาคนาโนแม่เหล็ก’ ซึ่งเป็น Test Kit สำหรับตรวจวัดโลหะหนักในน้ำ ได้รับรางวัลชนะเลิศจากเวที Junior Water Prize ของประเทศไทย เมื่อ ค.ศ. 2018 และยังได้เป็นตัวแทนไปแข่ง Stokholm Junior Water Prize ที่ประเทศสวีเดน 

ล่าสุดเวทีประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์ระดับโลกอย่าง Regeneron ISEF 2021 จัดขึ้นที่สหรัฐอเมริกา นักเรียนจากกำเนิดวิทย์ได้พาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ช่วยทำนายการทำงานของยารักษาโรคมะเร็ง ได้รางวัลที่ 1 ส่วนอีกชิ้นหนึ่ง คือโครงงานการพัฒนาเซ็นเซอร์บนกระดาษตรวจที่ใช้ตรวจวัดโลหะหนัก ก็ได้รางวัลที่ 2 ในสาขาเคมี

มีอีกหลายผลงานของนักเรียนกำเนิดวิทย์ที่ได้รับรางวัลระดับประเทศและระดับโลก ได้ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติไม่ต่างจากนักวิจัยอาชีพ และยังมีอีกหลายชิ้นที่ได้ยื่นขอจดสิทธิบัตรเรียบร้อยแล้ว

การศึกษานอกห้องเรียน

ขึ้นชื่อว่าเป็นโรงเรียนเน้นด้านวิชาการ แต่การเรียนรู้ไม่จำกัดอยู่ภายในห้องเท่านั้น โรงเรียนยังให้ความสำคัญกับการศึกษานอกห้องเรียนพอๆ กัน ผ่านการสร้างเสริมประสบการณ์และสร้างแรงบันดาลใจในสถานที่จริง

ในทุกเทอม โรงเรียนจะพานักเรียนไปทัศนศึกษายังสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับวิชาในกลุ่ม STEM ไม่ว่าจะเป็นการเข้าเยี่ยมชมกลุ่มวิจัยระดับชาติ แล็บวิจัยตามสถาบันอุดมศึกษาต่างๆ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA รวมถึงพื้นที่พัฒนานวัตกรรมอัจฉริยะ และโรงงานต่างๆ ของบริษัทในกลุ่ม ปตท. เช่น สวนสตรอว์เบอรี่ที่ปลูกด้วยความเย็นจากกระบวนการผลิตก๊าซธรรมชาติมาคุมอุณหภูมิในโรงเรือน ฯลฯ

อีกทั้งในช่วงปิดเทอม ยังเปิดโอกาสให้นักเรียนที่อยากทำงานในห้องวิจัย ลองเข้าไปชิมลางฝึกงานเป็นผู้ช่วยวิจัยร่วมกับนักวิจัยอาชีพในสถาบันวิทยสิริเมธีได้ หรือบางปิดเทอมก็มีการส่งนักเรียนไปแลกเปลี่ยนกับโรงเรียนในต่างประเทศ ทั้งรูปแบบการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ศิลปวัฒนธรรม และแลกเปลี่ยนด้านงานวิจัย 

นอกจากเรื่องวิชาการแล้ว ด้วยความที่เป็นโรงเรียนประจำ โรงเรียนจึงสร้างกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนด้านต่างๆ ในรูปแบบของชมรมหลังเลิกเรียน เพื่อให้นักเรียนพัฒนาความรู้อย่างรอบด้าน

 “นอกห้องเรียนก็ไม่ใช่เป็นการเรียนการสอนซะทีเดียว แต่เป็นกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้นักเรียนพัฒนาทักษะอื่นๆ ซึ่งโรงเรียนดูแล้ว คิดว่าทักษะเหล่านี้จะมีส่วนช่วยในการพัฒนาทักษะการใช้ชีวิต หรือความคิดความอ่านนอกเหนือจากเชิงวิชาการ ไปจนถึงเรื่องความฉลาดทางอารมณ์ให้กับตัวนักเรียนเองด้วย” คุณกุลพิมพ์พรอธิบายเพิ่ม

คุณครูสุรนันท์ช่วยสรุปภาพรวมเกี่ยวกับกิจกรรมหลังเลิกเรียนให้ฟังว่ามีค่อนข้างหลากหลาย ตั้งแต่โยคะ กอล์ฟ ว่ายน้ำ วิ่ง แบดมินตัน ไปจนถึงชุมนุมส่งเสริมความสนใจด้านอื่นๆ เช่น ทำอาหาร เครื่องดื่ม หรือแม้กระทั่งแนวผจญภัยอย่างพายเรือ เดินป่า แคมปิ้ง ถ้าหากนักเรียนมีกิจกรรมในใจนอกเหนือจากที่จัดไว้ บางครั้งมาเสนอขอให้คุณครูรับหน้าที่ดูแลก็มี

แนวคิดโรงเรียนกำเนิดวิทย์ โรงเรียนมัธยมปลายเฉพาะทางด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี สำหรับผลิตนักวิจัยไทย
แนวคิดโรงเรียนกำเนิดวิทย์ โรงเรียนมัธยมปลายเฉพาะทางด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี สำหรับผลิตนักวิจัยไทย

ครูกำเนิดวิทย์

อีกหนึ่งความน่าสนใจของโรงเรียนที่คุณครูเล่าให้เราฟังคือ “โรงเรียนกำเนิดวิทย์ค่อนข้างเปิดกว้าง ไม่ใช่แค่เปิดกว้างให้นักเรียนตามความสนใจ แต่เปิดกว้างให้ครูด้วย เราอาจต้องอิงกับหลักสูตรแกนกลางของกระทรวงศึกษาธิการ แต่ก็ออกนอกกรอบได้ตามที่เราสนใจ”

เพราะเบื้องหลังความสำเร็จประกอบจากปัจจัยหลายส่วน หนึ่งในนั้นคือผู้สอนที่มีความเชี่ยวชาญในแต่ละด้าน ดังนั้น โรงเรียนกำเนิดวิทย์จึงมุ่งพัฒนาความรู้ความสามารถของคุณครูไม่ยิ่งหย่อนไปกว่านักเรียน ไม่ว่าจะเป็นด้านการเรียนประกาศนียบัตรวิชาชีพครู ซึ่งจำเป็นมากสำหรับผู้ที่ไม่ได้เรียนจบมาโดยตรงทางสายการศึกษา และการสนับสนุนให้คุณครูไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้ยังโรงเรียนในต่างประเทศ เพื่อนำเอาความรู้ใหม่ๆ มาถ่ายทอด รวมถึงพร้อมเปิดโอกาสให้นำเสนอวิชาใหม่ๆ ที่คุณครูมองว่ามีประโยชน์ต่อการเพิ่มพูนศักยภาพของนักเรียน

รางวัล Prime Minister’s Science Teacher Award 2021 รางวัลเชิดชูเกียรติคุณครูที่อุทิศตนเพื่อส่งเสริมพัฒนาเยาวชนให้มีความสนใจด้านวิทยาศาสตร์ จากกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ของคุณครูสุรนันท์ คู่สนทนาเราในวันนี้ คือประจักษ์ผลลัพธ์ของการทำงานที่ใส่ใจ และให้ความสำคัญทุกส่วนประกอบของโรงเรียนกำเนิดวิทย์

เป้าหมายใหม่เพื่อทุกคน

ภารกิจการบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์นักวิจัยของชาติยังไม่หยุดเท่านี้ เป้าหมายในอนาคตอันใกล้ของโรงเรียนกำเนิดวิทย์ คือการทำเกณฑ์มาตรฐานร่วมกับสถาบันการศึกษาด้านเทคโนโลยีชั้นนำระดับนานาชาติ เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้วิธีการปฏิบัติที่เป็น Best Practice แล้วนำมาพัฒนาให้เป็นโรงเรียนวิทยาศาสตร์ที่อยู่ทัดเทียมกับสถาบันระดับโลก รวมถึงวางแนวคิดการจัดการเพื่อพัฒนาแบบยั่งยืนมากยิ่งขึ้น

แม้จะก่อตั้งมาได้ไม่ถึง 10 ปี แต่ความสำเร็จและคุณภาพของนักเรียนที่จบออกไปศึกษาต่อยังสถาบันการศึกษาชั้นนำทั้งในและนอกประเทศ เป็นสัญญาณว่าสิ่งที่ทำอยู่กำลังเริ่มงอกออกผล

“เราค่อนข้างได้เมล็ดพันธุ์ที่ดี แล้วบ่มเพาะให้เขาพร้อมต่อการเป็นนักวิจัย และเมื่อเขาได้ออกสู่โลกกว้าง นักเรียนส่วนใหญ่ก็ไปเรียนในสถาบันระดับโลก ก็เชื่อมั่นอย่างแน่นอนว่า จะต้องมีส่วนหนึ่งที่กลับมาเป็นส่วนสำคัญในพัฒนาประเทศให้ไปข้างหน้ามากขึ้น ด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่เขาเชี่ยวชาญ” 

แม้ในแต่ละปีจะมีนักเรียนมากความสามารถที่จบไปจำนวนไม่มากนัก ชวนตั้งข้อสงสัยว่าเมล็ดพันธุ์เพียงเท่านี้จะพอไหม สำหรับความต้องการให้เป็นส่วนหนึ่งของพลังขับเคลื่อนประเทศในอนาคต แต่ในมุมนี้คุณครูสุรนันท์มีความเชื่อว่า “ถึงนักเรียนเหล่านี้จะไม่ได้เป็นบุคคลสำคัญของประเทศ แต่ว่าคนที่มีศักยภาพ เมื่อทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งก็จะส่งผลมาก ถึงนักเรียนกำเนิดวิทย์จะมีจำนวนน้อย แต่เขามีศักยภาพสูง ในการทำอะไรก็น่าจะส่งผลได้มาก”

และแม้จะยังไม่มีคำตอบว่า ในอนาคตผลผลิตจากกำเนิดวิทย์จะเปลี่ยนแปลงประเทศได้มากน้อยเท่าใด แต่นับว่าเป็นก้าวใหม่ครั้งสำคัญ ที่ชวนให้เราเริ่มเห็นแสงสว่างตรงปลายทาง

“หวังว่าจุดเล็กๆ จุดนี้จะเป็นส่วนหนึ่งช่วยให้ประเทศพัฒนาและเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืนไปในอนาคต” คุณครูเจ้าของรางวัลประจำปีนี้ทิ้งท้าย

แนวคิดโรงเรียนกำเนิดวิทย์ โรงเรียนมัธยมปลายเฉพาะทางด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี สำหรับผลิตนักวิจัยไทย

ภาพ : โรงเรียนกำเนิดวิทย์

Writer

พณิช ตั้งวิชิตฤกษ์

นักลองฝึกพิสูจน์อักษร ผู้แสร้งเป็นนักลองฝึกเขียน อดีตเป็นนักเรียนภาษา ผู้สนใจเป็นนักเรียนประวัติศาสตร์ศิลป์ รักในมวลรอบข้างที่ดี กาแฟ ชาเขียว และแมวเหมียว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load