เมื่อเอ่ยถึงนินจา คนส่วนใหญ่มักนึกถึงชายในชุดดำที่แฝงตัวอยู่เหนือคานคอยแอบฟังบทสนทนาของชาวบ้าน เมื่อถูกจับได้ก็จะปาดาวกระจาย ‘ชูริเค็น’ ใส่แล้วปล่อยระเบิดควันเพื่อพรางตัวหลบหนีไปในช่วงชุลมุน ภาพจำเหล่านี้แทบทั้งหมดถูกสร้างขึ้นโดยนิยาย ละคร ภาพยนตร์ รวมไปถึงการ์ตูนทั้งของญี่ปุ่นและต่างประเทศ

เกริ่นนำมาแบบนี้ หลายคนคงสงสัยว่า ตกลงแล้วนินจาจริงๆ ไม่ได้เป็นเช่นนั้นใช่ไหม

คำตอบถือ แม้ภารกิจแฝงตัวเพื่อหาความลับเป็นหน้าที่จริงแท้แน่นอนของนินจา แต่ส่วนที่ใส่สีใส่ไข่ลงไปก็มีมาก ซึ่งก็ไม่แปลกเลยที่จินตนาการดูจะก้าวล้ำไปไกล เพราแม้แต่นักวิชาการเองก็ยังไม่ค่อยรู้อะไรมากเกี่ยวกับนินจา สมกับที่ชื่อนินจามีความหมายว่า “คนที่แอบกระทำการใดๆ โดยไม่ให้ผู้อื่นรู้”

แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า ความลึกลับน่าค้นหากลับเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของนินจา อีกทั้ง ‘นินจุตสึ’ หรือศาสตร์แห่งการเป็นนินจาก็เป็นเทคนิคการปฏิบัติงานที่ดูคูลเอามากๆ คงจะดีไม่น้อยถ้าเราสามารถเรียนรู้วิชาของนินจาในโลกปัจจุบัน แถมได้ปริญญามาครองแบบเก๋ๆ สักใบ

และวันนี้ฝันก็เป็นจริงแล้วสำหรับผู้อยากได้ปริญญาสาขา ‘นินจาศึกษา’ มาครอบครอง 

แต่ก่อนตัดสินใจทุบกระปุกไปสมัครเรียน เรามาทำความรู้จักนินจากันสักหน่อยดีไหม

ชิโนบิ,นินจุตสึศึกษา
ชิโนบิ,นินจุตสึศึกษา
ภาพ : vintageninja.net 

นินจาคืออะไร

ในทางประวัติศาสตร์ เดิมทีนินจามีชื่อเรียกว่า ‘ชิโนบิ’ (เสียงอ่านอีกแบบของตัวอักษร ‘นิน’ ในนินจา) มีบทบาทหน้าที่สำคัญตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 14 จนถึงช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่ 19 หน้าที่สำคัญที่สุดของชิโนบิคือการรวบรวมข้อมูล

ในสมัยสงครามกลางเมืองหรือช่วงศตวรรษที่ 15 – 16 การปกครองภายในประเทศของญี่ปุ่นเป็นแบบกระจายอำนาจ จึงเกิดมีแคว้นที่ปกครองตัวเองขึ้นทั่วประเทศ ไดเมียวหรือเจ้าผู้ครองแคว้นต่างมีชิโนบิในสังกัดเพื่อสร้างความได้เปรียบในการป้องกันตน 

หน้าที่ของชิโนบิมีมากมาย เช่น แฝงตัวเข้าไปหาข่าวดินแดนของข้าศึก ลอบวางเพลิง ทำลายเป้าหมาย จู่โจมในยามวิกาล ซุ่มโจมตี น่าสังเกตว่าทั้งหมดนี้แทบไม่เกี่ยวกับกับการสู้รบ เพราะถ้าเป็นไปได้ชิโนบิต้องหลีกเลี่ยงการต่อสู้ให้ได้มากที่สุด เนื่องจากพวกเขาต้องพยายามมีชีวิตรอดกลับไปรายงานข้อมูลของศัตรูให้เจ้านายทราบ ถ้าจับพลัดจับผลูตายไปเสียก่อน สิ่งที่อุตส่าห์ลงแรงไว้ก็คงสูญเปล่า 

ด้วยเหตุนี้วิชาการต่อสู้แบบนินจาที่เรียกว่า ‘นินจุตสึ’ จึงอัดแน่นไปด้วยภูมิปัญญา เล่ห์กลสนตะพาย เรียกว่าทำยังไงก็ได้ให้ไม่ตายนั่นแหละคือชิโนบิที่ดี  

แต่งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา เมื่อหมดยุคสงครามกลางเมืองเข้าสู่ยุคเอโดะหรือราวศตวรรษที่ 16 บทบาทของนินจาก็เริ่มลดลง นินจาส่วนหนึ่งได้กลายเป็นนักรบชั้นล่างทำหน้าที่อารักขาไดเมียว และดูแลความสงบเรียบร้อยในเมืองรอบปราสาท ส่วนนินจาอีกไม่น้อยก็หันไปเป็นเกษตรกรที่ยังมีฐานะเป็นนักรบแทน

ชิโนบิ,นินจุตสึศึกษา
ภาพ : vintageninja.net 
ชิโนบิ,นินจุตสึศึกษา
ภาพ : vintageninja.net 

อิงะริวและโคกะริว : สุดยอดสไตล์นินจา

เมื่อเอ่ยถึงนินจา สถานที่ที่ไม่กล่าวถึงไม่ได้คือเมืองอิงะและเมืองโคกะ อิงะเป็นเมืองในจังหวัดมิเอะ ส่วนโคกะเป็นเมืองในจังหวัดชิงะ ทั้งสองเมืองต่างได้ชื่อว่าเป็นถิ่นกำเนิดของนินจา มีสไตล์นินจาเป็นของตัวเองที่ชื่อว่า ‘อิงะริว’ และ ‘โคกะริว’

อันที่จริงเมืองที่ได้ชื่อว่าเป็นต้นตำรับของศาสตร์แห่งนินจามีอยู่หลายแห่ง แต่อิงะและโคกะมีชื่อปรากฏอยู่ในหนังสือภูมิศาสตร์และประวัติศาสตร์ชื่อ ‘โอมิโยจิชิเรียกุ’ (ค.ศ.1734) ว่าเป็นเมืองแห่งสุดยอดฝีมือของนินจา ทั้งสองเมืองนี้ตั้งอยู่ติดกันโดยมีเนินเขาคั่นกลาง มีภูมิประเทศที่คล้ายคลึงกันคือถูกโอบล้อมด้วยเนินเขาสลับซับซ้อนชวนให้ผู้หลุดเข้าไปรู้สึกราวกับอยู่ในเขาวงกต เหมาะแก่การหลบซ่อนตัวและหลีกลี้จากโลกภายนอก 

ในยุคสงครามกลางเมืองที่เหล่าไดเมียวต่อสู้ฟาดฟันกันเพื่อขยายอาณาบริเวณ ดินแดนแห่งนี้กลับเป็นอิสระจากอำนาจของไดเมียว นักรบแห่งอิงะและโคกะต่างร่วมมือกันปกครองตนเอง แม้ว่าท้ายที่สุดแล้วพวกเขาจะไม่อาจต้านทานกำลังของแม่ทัพใหญ่เช่น โอดะ โนบุนางะ หรือ โทโยโทมิ ฮิเดโยชิ แต่ศิลปะการต่อสู้อันน่าทึ่งของพวกเขาก็ได้รับการยอมรับและยังเป็นตำนานเล่าขานกันสืบต่อมาจนทุกวันนี้

จุดเริ่มต้นของหลักสูตร ‘นินจาและนินจุตสึศึกษา’

เมื่อนินจาได้ฝากฝีมือจนกลายมาเป็นหน้าตาของเมืองเสียขนาดนี้ แน่นอนว่าทั้งอิงะและโคกะต่างก็ย่อมใช้นินจามาเป็นสัญลักษณ์และจุดขายของเมือง หากเราได้ไปเที่ยวทั้งสองเมืองนี้ สิ่งที่พลาดไม่ได้คือการไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์นินจา ดูนินจาโชว์ แต่งตัวแบบนินจา ปฏิบัติภารกิจแบบนินจา ซื้อของที่ระลึกเกี่ยวกับนินจา ฯลฯ แต่เมืองอิงะดูจะล้ำหน้าไปมากกว่า เพราะได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยมิเอะสร้างหลักสูตร ‘นินจาและนินจุตสึศึกษา’ ให้เรียนเสียเลย  

ที่มาที่ไปของหลักสูตรนี้มีอยู่ว่า ในเดือนมิถุนายน ค.ศ.2012 มหาวิทยาลัยมิเอะได้ร่วมมือกับหอการค้าอุเอโนะ (อดีตเมืองอุเอโนะ ปัจจุบันเป็นเขตที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองอิงะ) และเมืองอิงะ จัดตั้งองค์กรที่ชื่อว่า The Iga cooperation field ขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนการศึกษา วัฒนธรรม และการวิจัยอันจะนำไปสู่การพัฒนาเมืองอิงะ และด้วยความที่เมืองอิงะมีชื่อเสียงระดับโลกในฐานะเป็นเมืองต้นกำเนิดนินจา การศึกษาวิจัยเกี่ยวกับนินจาจึงกลายเป็นหนึ่งในพันธกิจหลักขององค์กรนี้ 

ชิโนบิ,นินจุตสึศึกษา
ภาพ : allabout-japan.com/en/article/2079

ต่อมาใน ค.ศ.2017 ได้มีการก่อตั้งศูนย์วิจัยนินจานานาชาติขึ้นในมหาวิทยาลัยมิเอะเพื่อผลักดันการวิจัยเกี่ยวกับนินจา เป็นศูนย์กลางการวิจัยเกี่ยวกับนินจาในระดับนานาชาติ และมีส่วนร่วมในการสร้างความเจริญอย่างยั่งยืนให้แก่เมืองมิเอะ ศูนย์วิจัยแห่งนี้นอกจากจะมีหน้าที่หลักในการสร้างฐานข้อมูลนินจา ยังมีบทบาทในการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับนินจาทั้งในด้านการสำรวจเอกสารทางประวัติศาสตร์และศึกษาเนื้อหาของ ‘นินจุตสึโชะ’ หรือตำราพิชัยยุทธของนินจาในเชิงวิทยาศาสตร์เพื่อค้นหาความจริงเกี่ยวกับศาสตร์แห่งนินจา เมื่อเตรียมความพร้อมทุกด้านเรียบร้อย ในที่สุดหลักสูตรปริญญาโท ‘นินจาและนินจุตสึศึกษา’ ก็ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในโลกในเดือนเมษายน 2018

เรียนอะไรในหลักสูตร ‘นินจาและนินจุตสึศึกษา’

ว่ากันว่า อยากได้ลูกเสือก็ต้องเข้าถ้ำเสือ

ดังนั้น ถ้าอยากรู้เรื่องหลักสูตรนินจา ก็ย่อมต้องไปถามคนสอน

แล้วใครจะมารู้เรื่องนี้ดีไปกว่า หนึ่งในผู้ก่อตั้งหลักสูตรนินจาและนินจุตสึศึกษา ศาสตราจารย์ ดร.ยามาดะ ยูจิ รองประธานศูนย์วิจัยนินจานานาชาติ มหาวิทยาลัยมิเอะ ผู้ซึ่งชาวไทยที่ชื่นชอบนินจาทั้งหลายน่าจะประทับใจกับความรอบรู้เมื่อครั้งมาเป็นวิทยากรบรรยายในหัวข้อ NINJA 101: นินจาศึกษาเบื้องต้น ในกิจกรรม J-Talk: Diggin’ Culture ของเจแปนฟาวน์เดชั่นเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2020 ที่ผ่านมา 

คุยกับผู้สอน ‘นินจาและนินจุตสึศึกษา’ หลักสูตรปริญญานักรบนิรนามของญี่ปุ่นที่เมืองอิงะ, ศาสตราจารย์ ดร.ยามาดะ ยูจิ
คุยกับผู้สอน ‘นินจาและนินจุตสึศึกษา’ หลักสูตรปริญญานักรบนิรนามของญี่ปุ่นที่เมืองอิงะ, ศาสตราจารย์ ดร.ยามาดะ ยูจิ

อ.ยามาดะเล่าให้ฟังถึงเนื้อหาของหลักสูตรว่า “หลักสูตรนี้เป็นหลักสูตรบัณฑิตศึกษา เพื่อสร้างนักวิจัยและการศึกษาเฉพาะทาง ผู้เข้าเรียนจะต้องผ่านการสอบเข้าด้วยข้อสอบเกี่ยวกับนินจา เรียนวิชานินจาเพื่อเก็บหน่วยกิต และเขียนวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับนินจา ในหลักสูตรนี้ ผมสอนวิธีอ่านเอกสารโบราณและการเขียนผลงานทางวิชาการ” 

ฟังดูแล้วไม่เห็นต่างจากการเรียนปริญญาโททั่วไปที่เน้นด้านทฤษฎีเลย หลายคนที่อยากเป็นนินจาอาจเริ่มผิดหวัง แต่ช้าก่อน อย่าเพิ่งรีบถอดใจ

“ในหลักสูตรนี้ นอกจากการเรียนภาคทฤษฎีแล้วยังมีการฝึกภาคปฏิบัติด้วย ผู้เรียนจะได้ฝึกใช้ร่างกาย และเทคนิคการเอาตัวรอดแบบนินจา รวมถึงการใช้อาวุธพื้นฐานของนินจาจาก อ.คาวาคามิ จินอิจิ หัวหน้าตระกูลบังของโคกะริวรุ่นที่ 22 

“การฝึกภาคปฏิบัตินี้ไม่ใช่วิชาบังคับ แต่ก็มีหน่วยกิตให้ คนส่วนใหญ่จะลงเรียนกันเพื่อให้รู้วิธีการใช้ร่างกายแบบนินจา ผมก็ได้ลองฝึกเหมือนกัน แต่แค่เริ่มต้นก็รู้แล้วว่าไม่ค่อยไหว (หัวเราะ) อย่างไรก็ตาม การมีภาคปฏิบัติด้วยเป็นสิ่งที่ดีมาก นอกจากนี้ เมื่อปีที่แล้วมีการหัดทำอาหารยังชีพแบบนินจาที่เรียกว่า ‘เฮียวโรงัน’ ส่วนปีนี้มีการฝึกเขียนจดหมายด้วยหมึกล่องหนและการก่อควัน ‘โนโรชิ’ เพื่อส่งสัญญาณ”

ใครบ้างที่มาเรียนหลักสูตรนินจา แล้วเรียนไปทำไม ทำงานอะไรได้บ้าง

อ.ยามาดะ เคยเดินทางไปบรรยายเรื่องของนินจาในประเทศต่าง ๆ มาแล้วประมาณ 20 ประเทศทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย ทุกแห่งล้วนมีกระแสตอบรับดีมาก แต่อาจเพราะหลักสูตรเพิ่งเปิดตัวได้ไม่นาน ประกอบกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ทำให้ขณะนี้ยังมีผู้เรียนไม่มากนัก 

คุยกับผู้สอน ‘นินจาและนินจุตสึศึกษา’ หลักสูตรปริญญานักรบนิรนามของญี่ปุ่นที่เมืองอิงะ, ศาสตราจารย์ ดร.ยามาดะ ยูจิ
คุยกับผู้สอน ‘นินจาและนินจุตสึศึกษา’ หลักสูตรปริญญานักรบนิรนามของญี่ปุ่นที่เมืองอิงะ, ศาสตราจารย์ ดร.ยามาดะ ยูจิ

“ปีนี้หลักสูตรเพิ่งเปิดเป็นปีที่สาม จึงมีนักศึกษาที่จบออกไปเพียงคนเดียว ตอนนี้เรามีนักศึกษาอยู่รวมเจ็ดคน เป็นชาวญี่ปุ่นห้าคนและชาวจีนสองคน

“นักศึกษาราวครึ่งหนึ่งเป็นคนที่ทำงานเกี่ยวกับนินจาอยู่แล้ว มีคนหนึ่งทำงานในโชว์ของ Hattori Hanzo and The Ninjas ที่ปราสาทนาโกย่าในจังหวัดอะอิจิ อีกคนหนึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของ Japan Ninja Council ซึ่งควบคุมดูแลองค์กรที่เกี่ยวกับนินจาทั้งหมดในประเทศญี่ปุ่น แล้วก็ยังมีนักศึกษาที่เพิ่งเข้าเรียนต่อในระดับปริญญาเอกคนหนึ่งที่ก่อนหน้านี้เคยอยู่โอซาก้า แต่ตอนนี้ย้ายมาอยู่ที่เมืองอิงะ 

“แกอยากใช้ชีวิตเหมือนนินจา เลยหันมาทำการเกษตรและทำโฮมสเตย์ แถมเปิดสำนักฝึกวิชานินจาของตัวเองด้วย ส่วนนักศึกษาจีนบอกว่าอยากทำวิจัยเกี่ยวกับนินจาเลยมาเรียน เรียกได้ว่าเป็นกลุ่มของคนที่ชอบเรื่องนินจาและมีความรู้พื้นฐานมาก่อน รวมถึงในอนาคตก็อยากทำงานเกี่ยวกับนินจา”

แต่ว่ากันตามตรง งานเกี่ยวกับนินจาอาจหาไม่ได้ง่ายนักสำหรับชาวไทย ไม่สิ คงยากสำหรับชาวโลกด้วย ในประเด็นนี้ อ.ยามาดะ อธิบายว่า

“หลักสูตรนี้จะช่วยทำให้ผู้เรียนมีความเข้าใจวัฒนธรรมญี่ปุ่นอย่างลึกซึ้งผ่านการศึกษาเรื่องเกี่ยวกับนินจา คุณอาจเรียนเกี่ยวกับนินจาในแง่มุมของประวัติศาสตร์ หรือถ้าสนใจแนวการ์ตูน ก็อาจมองนินจาในฐานะเป็นภาพที่ถูกสร้างขึ้นมา นินจาสามารถเป็นช่องทางที่ทำให้มองวัฒนธรรมญี่ปุ่นหลายแบบ ถ้าไม่อยากเรียนแต่เรื่องของญี่ปุ่น จะศึกษาเปรียบเทียบนินจากับกลุ่มคนทำนองเดียวกันในวัฒนธรรมไทย หรือดูว่าการ์ตูนนินจาของญี่ปุ่นถูกมองอย่างไรในสังคมไทยก็ได้” 

คุยกับผู้สอน ‘นินจาและนินจุตสึศึกษา’ หลักสูตรปริญญานักรบนิรนามของญี่ปุ่นที่เมืองอิงะ, ศาสตราจารย์ ดร.ยามาดะ ยูจิ

ต้องมีพื้นความรู้แค่ไหนถึงจะได้เรียนหลักสูตรนี้

เช่นเดียวกับการเรียนในระดับบัณฑิตศึกษาทั่วไปในมหาวิทยาลัยของญี่ปุ่น ผู้เรียนควรต้องมีความรู้ภาษาญี่ปุ่นในระดับ N1 เพราะต้องฟังบรรยายและอ่านข้อมูลภาษาญี่ปุ่น อันที่จริงถ้าอ่านภาษาโบราณออกจะยิ่งดีมาก เพราะเอกสารส่วนใหญ่เป็นข้อมูลประวัติศาสตร์ที่เขียนไว้ด้วยภาษาโบราณ…

โอ้โห อะไรกันนักหนา แค่เรียนภาษาญี่ปุ่นให้ได้ N1 ก็หืดจับแล้ว 

แต่ก็ไม่ต้องตกใจ ใครที่ขวัญเสียไปแล้วก็โปรดเรียกสติกลับมา เพราะอ.ยามาดะบอกว่า “ภาษาโบราณเมื่อเข้ามาได้แล้วค่อยมาฝึกอ่านก็ได้ ตอนสอบเข้ายังไม่จำเป็นต้องอ่านเป็น คนที่อยากทำวิจัยแนวสมัยใหม่ก็ไม่จำเป็นต้องอ่านด้วยซ้ำ”

อย่างไรก็ตาม ลำพังความรู้ภาษาญี่ปุ่นอย่างเดียวก็คงไม่พอจะให้เราฝ่าด่านเข้าไปเรียนได้ เพราะในการสอบเข้าก็จะมีคำถามเกี่ยวกับความรู้พื้นฐานของนินจา! ตรงนี้แหละที่ต้องวัดกึ๋นกันเล็กน้อย บอกใบ้ให้เลยว่า คงต้องพุ่งไปสั่งหนังสือ 3 เล่มที่อ.ยามาดะเขียนเกี่ยวกับนินจามานั่งนอนอ่านให้ขึ้นใจ ถามว่าโหดไปไหม อ.ยามาดะ ตอบอย่างอารมณ์ดีว่า

“หนังสือที่ต้องอ่านดูเหมือนมีหลายเล่มก็จริง แต่น่าจะอ่านได้หมดไม่ยาก ขอบเขตของคำถามก็อยู่ในวงจำกัด ไม่กว้างเท่ากับคนที่อยากจะสอบเข้าด้านประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นหรือประวัติศาสตร์ตะวันออกที่ต้องอ่านหนังสือเยอะกว่ามาก ดังนั้นผมว่าไม่น่าจะยากมากสำหรับคนที่ชอบเรื่องนินจาอยู่แล้ว”

ชาวญี่ปุ่นในปัจจุบันมองนินจาอย่างไร

คุยกับผู้สอน ‘นินจาและนินจุตสึศึกษา’ หลักสูตรปริญญานักรบนิรนามของญี่ปุ่นที่เมืองอิงะ, ศาสตราจารย์ ดร.ยามาดะ ยูจิ
ภาพ : vintageninja.net 
คุยกับผู้สอน ‘นินจาและนินจุตสึศึกษา’ หลักสูตรปริญญานักรบนิรนามของญี่ปุ่นที่เมืองอิงะ, ศาสตราจารย์ ดร.ยามาดะ ยูจิ
ภาพ : vintageninja.net 
คุยกับผู้สอน ‘นินจาและนินจุตสึศึกษา’ หลักสูตรปริญญานักรบนิรนามของญี่ปุ่นที่เมืองอิงะ, ศาสตราจารย์ ดร.ยามาดะ ยูจิ
ภาพ : vintageninja.net 

นอกจากเรื่องหลักสูตร อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจและไหนๆ แล้วก็อยากถามผู้เชี่ยวชาญอย่าง อ.ยามาดะ ก็คือ ทุกวันนี้ชาวญี่ปุ่นมองนินจาอย่างไร เพราะจากประสบการณ์ส่วนตัว จนถึงเมื่อประมาณ 20 กว่าปีก่อน นินจาที่ปรากฏตัวในละครพีเรียดของญี่ปุ่นยังสวมชุดดำเดินเพ่นพ่านกันตั้งแต่ตอนกลางวันอยู่เลย 

“เดี๋ยวนี้ไม่มีแล้วครับ” อ.ยามาดะ หัวเราะ “ถึงจะสร้างละครย้อนยุคขึ้นมาใหม่ ก็คงไม่มีนินจาแบบนั้นให้เห็นอีกแล้ว ส่วนหนึ่งเพราะมีการนำผลการศึกษาไปใช้ในการเขียนบทละครมากขึ้น ตัวผมเองก็เคยถูกถามข้อมูลเกี่ยวกับนินจาบ่อยๆ นอกจากนี้ การสร้างภาพยนตร์และละครของญี่ปุ่นในปัจจุบันจะไม่ค่อยทำเรื่องแนวแฟนตาซี เท่าเรื่องราวแนวสมจริง มีละครอิงประวัติศาสตร์หลายเรื่องที่นินจามีบทบาทสำคัญ แต่ก็ไม่ได้มีภาพลักษณ์เหนือจริง ตรงกันข้ามกลับมีการโฟกัสไปที่บทบาทหน้าที่ของนินจามากกว่าจะไปเน้นเรื่องการใช้คาถา หรือแปลงร่างเป็นกบ หรือหายตัวได้เหมือนแต่ก่อน” 

คนในยุคปัจจุบันควรเรียนรู้อะไรจากนินจา

สำหรับ อ.ยามาดะ วิถีแห่งนินจาคือปรัชญา แนวทางการใช้ชีวิตของพวกเขาคือค่านิยมที่ไม่เคยล้าหลัง

“อักษร 忍 (นิน) ในคำว่านินจาเกิดขึ้นจากการนำอักษร 刃 (ใบมีด) มาวางไว้ใต้心 (หัวใจ) อักษรนี้จึงแสดงให้เห็นถึงจิตใจอันหนักแน่นมั่นคง ต่อให้มีมีดมาจ่อหัวใจก็ไม่หวั่นไหว นอกจากนี้ นิน ยังมาจากคำว่า忍耐 (นินตะอิ) หรือการอดทนอดกลั้นซึ่งถือเป็นสิ่งสำคัญสำหรับนินจา น่าเสียดายว่า คนญี่ปุ่นเดี๋ยวนี้ไม่ค่อยให้ความสำคัญกับค่านิยมความอดทน 

“คนอายุรุ่นเดียวกับผมหลายคนทั้งหญิงและชายถูกตั้งชื่อว่า ‘ชิโนะบุ’ แต่ตั้งแต่ผมมาสอนที่มหาวิทยาลัยมิเอะ ไม่มีนักศึกษาที่ชื่อชิโนะบุเลยแม้แต่คนเดียว ผมเลยรู้สึกว่า สำหรับคนในปัจจุบัน การอดทนอดกลั้นถูกมองว่าเป็นค่านิยมที่ไม่ดี 

“ตรงกันข้าม การแสดงความคิดเห็นของตัวเองออกมากลับน่าชื่นชมกว่า ผมว่าการยืนหยัดในความเห็นของตัวเองเป็นเรื่องสำคัญ แต่ค่านิยมที่สร้างชาติญี่ปุ่นมานั้นคือความอดทน เช่นที่จักรพรรดิโชวะเคยมีพระราชดำรัสว่า 「堪え難きを堪え、忍び難きを忍び」(แม้เป็นเรื่องที่ยากจะอดทนแต่ก็ต้องอดทนให้ได้) ผมคิดว่าการเสียสละที่จะอดทนและทำเพื่อส่วนรวมเป็นวิธีคิดที่สร้างชาติญี่ปุ่นให้เป็นปึกแผ่นขึ้นมา นี่เป็นแนวคิดที่ควรนำกลับมาทบทวนคุณค่าอีกครั้ง 

คุยกับผู้สอน ‘นินจาและนินจุตสึศึกษา’ หลักสูตรปริญญานักรบนิรนามของญี่ปุ่นที่เมืองอิงะ, ศาสตราจารย์ ดร.ยามาดะ ยูจิ

“นอกจากนี้ นินจาจะไม่พูดโอ้อวดว่าตัวเองได้ทำงานอะไรลงไป แม้ว่างานที่นั้นจะยิ่งใหญ่เพียงใด พวกเขาไม่อยากสร้างชื่อเสียงทิ้งไว้ให้คนรู้จัก ความจริงเขาไม่อยากพูดถึงแม้แต่ผลงานของตัวเองด้วยซ้ำ อาจกล่าวได้ว่า การไม่โอ้อวดตนคือวิถีของนินจา ผมว่านี่เป็นวิธีคิดที่แสนจะเป็นญี่ปุ่น ถึงจะในแบบโบราณสักหน่อยก็เถอะ เพราะคนญี่ปุ่นทุกวันนี้ชอบทำเปลือกนอกให้ดูดี แต่กลับให้ความสำคัญต่อเนื้อหาข้างในน้อยลงมาก ผมว่าในอดีตคนญี่ปุ่นไม่ได้เป็นแบบนี้” 

เสน่ห์ของนินจา

ผลจากการวิจัยของ อ.ยามาดะ และเหล่านักวิชาการมีส่วนอย่างมากที่ทำให้ทุกวันนี้นินจาไม่ได้ถูกมองว่าเป็นกลุ่มคนพิเศษที่มีความสามารถเหนือมนุษย์ หรือถูกสร้างภาพให้เป็นสายลับผู้น่าขันอีกต่อไป ตรงกันข้าม นินจากลายเป็นมนุษย์ที่มีเลือดเนื้อ จับต้องได้ และมีปรัชญาในการดำเนินชีวิตที่ลึกซึ้ง ควรค่าแก่การนำมาประยุกต์ใช้ในสังคมปัจจุบัน  

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลของนินจาที่ได้รับการเปิดเผยยังมีน้อยมาก จนบัดนี้เราก็ยังไม่รู้ชัดว่า นินจาเป็นใคร หรือทำงานอะไรกันแน่ มองในมุมกลับ สิ่งนี้เองที่ทำให้ยังมีพื้นที่เหลือในการจินตนาการภาพของนินจาและค้นหาความจริงเกี่ยวกับพวกเขาในเชิงวิชาการ 

“ผมว่าการที่เราไม่ค่อยรู้ว่าตัวตนที่แท้จริงของนินจาคืออะไร เป็นเสน่ห์ของการศึกษาเรื่องราวของนินจา”  

บทสรุปสั้นๆ ของ อ.ยามาดะ น่าจะเป็นคำตอบที่ชัดเจนตรงประเด็นว่าทำไมกลุ่มคนนิรนามที่พยายามลบเลือนตัวตน กลับยังเป็นที่สนใจของผู้คนมาจนถึงปัจจุบัน

คุยกับผู้สอน ‘นินจาและนินจุตสึศึกษา’ หลักสูตรปริญญานักรบนิรนามของญี่ปุ่นที่เมืองอิงะ, ศาสตราจารย์ ดร.ยามาดะ ยูจิ
ภาพ : vintageninja.net 

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ โรงเรียนนานาชาติ’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีหมวกรุ่นพิเศษจาก Painkiller Atelier X The Cloud ส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

เมื่อเอ่ยถึงนินจา คนส่วนใหญ่มักนึกถึงชายในชุดดำที่แฝงตัวอยู่เหนือคานคอยแอบฟังบทสนทนาของชาวบ้าน เมื่อถูกจับได้ก็จะปาดาวกระจาย ‘ชูริเค็น’ ใส่แล้วปล่อยระเบิดควันเพื่อพรางตัวหลบหนีไปในช่วงชุลมุน ภาพจำเหล่านี้แทบทั้งหมดถูกสร้างขึ้นโดยนิยาย ละคร ภาพยนตร์ รวมไปถึงการ์ตูนทั้งของญี่ปุ่นและต่างประเทศ

เกริ่นนำมาแบบนี้ หลายคนคงสงสัยว่า ตกลงแล้วนินจาจริงๆ ไม่ได้เป็นเช่นนั้นใช่ไหม

คำตอบถือ แม้ภารกิจแฝงตัวเพื่อหาความลับเป็นหน้าที่จริงแท้แน่นอนของนินจา แต่ส่วนที่ใส่สีใส่ไข่ลงไปก็มีมาก ซึ่งก็ไม่แปลกเลยที่จินตนาการดูจะก้าวล้ำไปไกล เพราแม้แต่นักวิชาการเองก็ยังไม่ค่อยรู้อะไรมากเกี่ยวกับนินจา สมกับที่ชื่อนินจามีความหมายว่า “คนที่แอบกระทำการใดๆ โดยไม่ให้ผู้อื่นรู้”

แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า ความลึกลับน่าค้นหากลับเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของนินจา อีกทั้ง ‘นินจุตสึ’ หรือศาสตร์แห่งการเป็นนินจาก็เป็นเทคนิคการปฏิบัติงานที่ดูคูลเอามากๆ คงจะดีไม่น้อยถ้าเราสามารถเรียนรู้วิชาของนินจาในโลกปัจจุบัน แถมได้ปริญญามาครองแบบเก๋ๆ สักใบ

และวันนี้ฝันก็เป็นจริงแล้วสำหรับผู้อยากได้ปริญญาสาขา ‘นินจาศึกษา’ มาครอบครอง 

แต่ก่อนตัดสินใจทุบกระปุกไปสมัครเรียน เรามาทำความรู้จักนินจากันสักหน่อยดีไหม

ชิโนบิ,นินจุตสึศึกษา
ชิโนบิ,นินจุตสึศึกษา
ภาพ : vintageninja.net 

นินจาคืออะไร

ในทางประวัติศาสตร์ เดิมทีนินจามีชื่อเรียกว่า ‘ชิโนบิ’ (เสียงอ่านอีกแบบของตัวอักษร ‘นิน’ ในนินจา) มีบทบาทหน้าที่สำคัญตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 14 จนถึงช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่ 19 หน้าที่สำคัญที่สุดของชิโนบิคือการรวบรวมข้อมูล

ในสมัยสงครามกลางเมืองหรือช่วงศตวรรษที่ 15 – 16 การปกครองภายในประเทศของญี่ปุ่นเป็นแบบกระจายอำนาจ จึงเกิดมีแคว้นที่ปกครองตัวเองขึ้นทั่วประเทศ ไดเมียวหรือเจ้าผู้ครองแคว้นต่างมีชิโนบิในสังกัดเพื่อสร้างความได้เปรียบในการป้องกันตน 

หน้าที่ของชิโนบิมีมากมาย เช่น แฝงตัวเข้าไปหาข่าวดินแดนของข้าศึก ลอบวางเพลิง ทำลายเป้าหมาย จู่โจมในยามวิกาล ซุ่มโจมตี น่าสังเกตว่าทั้งหมดนี้แทบไม่เกี่ยวกับกับการสู้รบ เพราะถ้าเป็นไปได้ชิโนบิต้องหลีกเลี่ยงการต่อสู้ให้ได้มากที่สุด เนื่องจากพวกเขาต้องพยายามมีชีวิตรอดกลับไปรายงานข้อมูลของศัตรูให้เจ้านายทราบ ถ้าจับพลัดจับผลูตายไปเสียก่อน สิ่งที่อุตส่าห์ลงแรงไว้ก็คงสูญเปล่า 

ด้วยเหตุนี้วิชาการต่อสู้แบบนินจาที่เรียกว่า ‘นินจุตสึ’ จึงอัดแน่นไปด้วยภูมิปัญญา เล่ห์กลสนตะพาย เรียกว่าทำยังไงก็ได้ให้ไม่ตายนั่นแหละคือชิโนบิที่ดี  

แต่งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา เมื่อหมดยุคสงครามกลางเมืองเข้าสู่ยุคเอโดะหรือราวศตวรรษที่ 16 บทบาทของนินจาก็เริ่มลดลง นินจาส่วนหนึ่งได้กลายเป็นนักรบชั้นล่างทำหน้าที่อารักขาไดเมียว และดูแลความสงบเรียบร้อยในเมืองรอบปราสาท ส่วนนินจาอีกไม่น้อยก็หันไปเป็นเกษตรกรที่ยังมีฐานะเป็นนักรบแทน

ชิโนบิ,นินจุตสึศึกษา
ภาพ : vintageninja.net 
ชิโนบิ,นินจุตสึศึกษา
ภาพ : vintageninja.net 

อิงะริวและโคกะริว : สุดยอดสไตล์นินจา

เมื่อเอ่ยถึงนินจา สถานที่ที่ไม่กล่าวถึงไม่ได้คือเมืองอิงะและเมืองโคกะ อิงะเป็นเมืองในจังหวัดมิเอะ ส่วนโคกะเป็นเมืองในจังหวัดชิงะ ทั้งสองเมืองต่างได้ชื่อว่าเป็นถิ่นกำเนิดของนินจา มีสไตล์นินจาเป็นของตัวเองที่ชื่อว่า ‘อิงะริว’ และ ‘โคกะริว’

อันที่จริงเมืองที่ได้ชื่อว่าเป็นต้นตำรับของศาสตร์แห่งนินจามีอยู่หลายแห่ง แต่อิงะและโคกะมีชื่อปรากฏอยู่ในหนังสือภูมิศาสตร์และประวัติศาสตร์ชื่อ ‘โอมิโยจิชิเรียกุ’ (ค.ศ.1734) ว่าเป็นเมืองแห่งสุดยอดฝีมือของนินจา ทั้งสองเมืองนี้ตั้งอยู่ติดกันโดยมีเนินเขาคั่นกลาง มีภูมิประเทศที่คล้ายคลึงกันคือถูกโอบล้อมด้วยเนินเขาสลับซับซ้อนชวนให้ผู้หลุดเข้าไปรู้สึกราวกับอยู่ในเขาวงกต เหมาะแก่การหลบซ่อนตัวและหลีกลี้จากโลกภายนอก 

ในยุคสงครามกลางเมืองที่เหล่าไดเมียวต่อสู้ฟาดฟันกันเพื่อขยายอาณาบริเวณ ดินแดนแห่งนี้กลับเป็นอิสระจากอำนาจของไดเมียว นักรบแห่งอิงะและโคกะต่างร่วมมือกันปกครองตนเอง แม้ว่าท้ายที่สุดแล้วพวกเขาจะไม่อาจต้านทานกำลังของแม่ทัพใหญ่เช่น โอดะ โนบุนางะ หรือ โทโยโทมิ ฮิเดโยชิ แต่ศิลปะการต่อสู้อันน่าทึ่งของพวกเขาก็ได้รับการยอมรับและยังเป็นตำนานเล่าขานกันสืบต่อมาจนทุกวันนี้

จุดเริ่มต้นของหลักสูตร ‘นินจาและนินจุตสึศึกษา’

เมื่อนินจาได้ฝากฝีมือจนกลายมาเป็นหน้าตาของเมืองเสียขนาดนี้ แน่นอนว่าทั้งอิงะและโคกะต่างก็ย่อมใช้นินจามาเป็นสัญลักษณ์และจุดขายของเมือง หากเราได้ไปเที่ยวทั้งสองเมืองนี้ สิ่งที่พลาดไม่ได้คือการไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์นินจา ดูนินจาโชว์ แต่งตัวแบบนินจา ปฏิบัติภารกิจแบบนินจา ซื้อของที่ระลึกเกี่ยวกับนินจา ฯลฯ แต่เมืองอิงะดูจะล้ำหน้าไปมากกว่า เพราะได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยมิเอะสร้างหลักสูตร ‘นินจาและนินจุตสึศึกษา’ ให้เรียนเสียเลย  

ที่มาที่ไปของหลักสูตรนี้มีอยู่ว่า ในเดือนมิถุนายน ค.ศ.2012 มหาวิทยาลัยมิเอะได้ร่วมมือกับหอการค้าอุเอโนะ (อดีตเมืองอุเอโนะ ปัจจุบันเป็นเขตที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองอิงะ) และเมืองอิงะ จัดตั้งองค์กรที่ชื่อว่า The Iga cooperation field ขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนการศึกษา วัฒนธรรม และการวิจัยอันจะนำไปสู่การพัฒนาเมืองอิงะ และด้วยความที่เมืองอิงะมีชื่อเสียงระดับโลกในฐานะเป็นเมืองต้นกำเนิดนินจา การศึกษาวิจัยเกี่ยวกับนินจาจึงกลายเป็นหนึ่งในพันธกิจหลักขององค์กรนี้ 

ชิโนบิ,นินจุตสึศึกษา
ภาพ : allabout-japan.com/en/article/2079

ต่อมาใน ค.ศ.2017 ได้มีการก่อตั้งศูนย์วิจัยนินจานานาชาติขึ้นในมหาวิทยาลัยมิเอะเพื่อผลักดันการวิจัยเกี่ยวกับนินจา เป็นศูนย์กลางการวิจัยเกี่ยวกับนินจาในระดับนานาชาติ และมีส่วนร่วมในการสร้างความเจริญอย่างยั่งยืนให้แก่เมืองมิเอะ ศูนย์วิจัยแห่งนี้นอกจากจะมีหน้าที่หลักในการสร้างฐานข้อมูลนินจา ยังมีบทบาทในการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับนินจาทั้งในด้านการสำรวจเอกสารทางประวัติศาสตร์และศึกษาเนื้อหาของ ‘นินจุตสึโชะ’ หรือตำราพิชัยยุทธของนินจาในเชิงวิทยาศาสตร์เพื่อค้นหาความจริงเกี่ยวกับศาสตร์แห่งนินจา เมื่อเตรียมความพร้อมทุกด้านเรียบร้อย ในที่สุดหลักสูตรปริญญาโท ‘นินจาและนินจุตสึศึกษา’ ก็ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในโลกในเดือนเมษายน 2018

เรียนอะไรในหลักสูตร ‘นินจาและนินจุตสึศึกษา’

ว่ากันว่า อยากได้ลูกเสือก็ต้องเข้าถ้ำเสือ

ดังนั้น ถ้าอยากรู้เรื่องหลักสูตรนินจา ก็ย่อมต้องไปถามคนสอน

แล้วใครจะมารู้เรื่องนี้ดีไปกว่า หนึ่งในผู้ก่อตั้งหลักสูตรนินจาและนินจุตสึศึกษา ศาสตราจารย์ ดร.ยามาดะ ยูจิ รองประธานศูนย์วิจัยนินจานานาชาติ มหาวิทยาลัยมิเอะ ผู้ซึ่งชาวไทยที่ชื่นชอบนินจาทั้งหลายน่าจะประทับใจกับความรอบรู้เมื่อครั้งมาเป็นวิทยากรบรรยายในหัวข้อ NINJA 101: นินจาศึกษาเบื้องต้น ในกิจกรรม J-Talk: Diggin’ Culture ของเจแปนฟาวน์เดชั่นเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2020 ที่ผ่านมา 

คุยกับผู้สอน ‘นินจาและนินจุตสึศึกษา’ หลักสูตรปริญญานักรบนิรนามของญี่ปุ่นที่เมืองอิงะ, ศาสตราจารย์ ดร.ยามาดะ ยูจิ
คุยกับผู้สอน ‘นินจาและนินจุตสึศึกษา’ หลักสูตรปริญญานักรบนิรนามของญี่ปุ่นที่เมืองอิงะ, ศาสตราจารย์ ดร.ยามาดะ ยูจิ

อ.ยามาดะเล่าให้ฟังถึงเนื้อหาของหลักสูตรว่า “หลักสูตรนี้เป็นหลักสูตรบัณฑิตศึกษา เพื่อสร้างนักวิจัยและการศึกษาเฉพาะทาง ผู้เข้าเรียนจะต้องผ่านการสอบเข้าด้วยข้อสอบเกี่ยวกับนินจา เรียนวิชานินจาเพื่อเก็บหน่วยกิต และเขียนวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับนินจา ในหลักสูตรนี้ ผมสอนวิธีอ่านเอกสารโบราณและการเขียนผลงานทางวิชาการ” 

ฟังดูแล้วไม่เห็นต่างจากการเรียนปริญญาโททั่วไปที่เน้นด้านทฤษฎีเลย หลายคนที่อยากเป็นนินจาอาจเริ่มผิดหวัง แต่ช้าก่อน อย่าเพิ่งรีบถอดใจ

“ในหลักสูตรนี้ นอกจากการเรียนภาคทฤษฎีแล้วยังมีการฝึกภาคปฏิบัติด้วย ผู้เรียนจะได้ฝึกใช้ร่างกาย และเทคนิคการเอาตัวรอดแบบนินจา รวมถึงการใช้อาวุธพื้นฐานของนินจาจาก อ.คาวาคามิ จินอิจิ หัวหน้าตระกูลบังของโคกะริวรุ่นที่ 22 

“การฝึกภาคปฏิบัตินี้ไม่ใช่วิชาบังคับ แต่ก็มีหน่วยกิตให้ คนส่วนใหญ่จะลงเรียนกันเพื่อให้รู้วิธีการใช้ร่างกายแบบนินจา ผมก็ได้ลองฝึกเหมือนกัน แต่แค่เริ่มต้นก็รู้แล้วว่าไม่ค่อยไหว (หัวเราะ) อย่างไรก็ตาม การมีภาคปฏิบัติด้วยเป็นสิ่งที่ดีมาก นอกจากนี้ เมื่อปีที่แล้วมีการหัดทำอาหารยังชีพแบบนินจาที่เรียกว่า ‘เฮียวโรงัน’ ส่วนปีนี้มีการฝึกเขียนจดหมายด้วยหมึกล่องหนและการก่อควัน ‘โนโรชิ’ เพื่อส่งสัญญาณ”

ใครบ้างที่มาเรียนหลักสูตรนินจา แล้วเรียนไปทำไม ทำงานอะไรได้บ้าง

อ.ยามาดะ เคยเดินทางไปบรรยายเรื่องของนินจาในประเทศต่าง ๆ มาแล้วประมาณ 20 ประเทศทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย ทุกแห่งล้วนมีกระแสตอบรับดีมาก แต่อาจเพราะหลักสูตรเพิ่งเปิดตัวได้ไม่นาน ประกอบกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ทำให้ขณะนี้ยังมีผู้เรียนไม่มากนัก 

คุยกับผู้สอน ‘นินจาและนินจุตสึศึกษา’ หลักสูตรปริญญานักรบนิรนามของญี่ปุ่นที่เมืองอิงะ, ศาสตราจารย์ ดร.ยามาดะ ยูจิ
คุยกับผู้สอน ‘นินจาและนินจุตสึศึกษา’ หลักสูตรปริญญานักรบนิรนามของญี่ปุ่นที่เมืองอิงะ, ศาสตราจารย์ ดร.ยามาดะ ยูจิ

“ปีนี้หลักสูตรเพิ่งเปิดเป็นปีที่สาม จึงมีนักศึกษาที่จบออกไปเพียงคนเดียว ตอนนี้เรามีนักศึกษาอยู่รวมเจ็ดคน เป็นชาวญี่ปุ่นห้าคนและชาวจีนสองคน

“นักศึกษาราวครึ่งหนึ่งเป็นคนที่ทำงานเกี่ยวกับนินจาอยู่แล้ว มีคนหนึ่งทำงานในโชว์ของ Hattori Hanzo and The Ninjas ที่ปราสาทนาโกย่าในจังหวัดอะอิจิ อีกคนหนึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของ Japan Ninja Council ซึ่งควบคุมดูแลองค์กรที่เกี่ยวกับนินจาทั้งหมดในประเทศญี่ปุ่น แล้วก็ยังมีนักศึกษาที่เพิ่งเข้าเรียนต่อในระดับปริญญาเอกคนหนึ่งที่ก่อนหน้านี้เคยอยู่โอซาก้า แต่ตอนนี้ย้ายมาอยู่ที่เมืองอิงะ 

“แกอยากใช้ชีวิตเหมือนนินจา เลยหันมาทำการเกษตรและทำโฮมสเตย์ แถมเปิดสำนักฝึกวิชานินจาของตัวเองด้วย ส่วนนักศึกษาจีนบอกว่าอยากทำวิจัยเกี่ยวกับนินจาเลยมาเรียน เรียกได้ว่าเป็นกลุ่มของคนที่ชอบเรื่องนินจาและมีความรู้พื้นฐานมาก่อน รวมถึงในอนาคตก็อยากทำงานเกี่ยวกับนินจา”

แต่ว่ากันตามตรง งานเกี่ยวกับนินจาอาจหาไม่ได้ง่ายนักสำหรับชาวไทย ไม่สิ คงยากสำหรับชาวโลกด้วย ในประเด็นนี้ อ.ยามาดะ อธิบายว่า

“หลักสูตรนี้จะช่วยทำให้ผู้เรียนมีความเข้าใจวัฒนธรรมญี่ปุ่นอย่างลึกซึ้งผ่านการศึกษาเรื่องเกี่ยวกับนินจา คุณอาจเรียนเกี่ยวกับนินจาในแง่มุมของประวัติศาสตร์ หรือถ้าสนใจแนวการ์ตูน ก็อาจมองนินจาในฐานะเป็นภาพที่ถูกสร้างขึ้นมา นินจาสามารถเป็นช่องทางที่ทำให้มองวัฒนธรรมญี่ปุ่นหลายแบบ ถ้าไม่อยากเรียนแต่เรื่องของญี่ปุ่น จะศึกษาเปรียบเทียบนินจากับกลุ่มคนทำนองเดียวกันในวัฒนธรรมไทย หรือดูว่าการ์ตูนนินจาของญี่ปุ่นถูกมองอย่างไรในสังคมไทยก็ได้” 

คุยกับผู้สอน ‘นินจาและนินจุตสึศึกษา’ หลักสูตรปริญญานักรบนิรนามของญี่ปุ่นที่เมืองอิงะ, ศาสตราจารย์ ดร.ยามาดะ ยูจิ

ต้องมีพื้นความรู้แค่ไหนถึงจะได้เรียนหลักสูตรนี้

เช่นเดียวกับการเรียนในระดับบัณฑิตศึกษาทั่วไปในมหาวิทยาลัยของญี่ปุ่น ผู้เรียนควรต้องมีความรู้ภาษาญี่ปุ่นในระดับ N1 เพราะต้องฟังบรรยายและอ่านข้อมูลภาษาญี่ปุ่น อันที่จริงถ้าอ่านภาษาโบราณออกจะยิ่งดีมาก เพราะเอกสารส่วนใหญ่เป็นข้อมูลประวัติศาสตร์ที่เขียนไว้ด้วยภาษาโบราณ…

โอ้โห อะไรกันนักหนา แค่เรียนภาษาญี่ปุ่นให้ได้ N1 ก็หืดจับแล้ว 

แต่ก็ไม่ต้องตกใจ ใครที่ขวัญเสียไปแล้วก็โปรดเรียกสติกลับมา เพราะอ.ยามาดะบอกว่า “ภาษาโบราณเมื่อเข้ามาได้แล้วค่อยมาฝึกอ่านก็ได้ ตอนสอบเข้ายังไม่จำเป็นต้องอ่านเป็น คนที่อยากทำวิจัยแนวสมัยใหม่ก็ไม่จำเป็นต้องอ่านด้วยซ้ำ”

อย่างไรก็ตาม ลำพังความรู้ภาษาญี่ปุ่นอย่างเดียวก็คงไม่พอจะให้เราฝ่าด่านเข้าไปเรียนได้ เพราะในการสอบเข้าก็จะมีคำถามเกี่ยวกับความรู้พื้นฐานของนินจา! ตรงนี้แหละที่ต้องวัดกึ๋นกันเล็กน้อย บอกใบ้ให้เลยว่า คงต้องพุ่งไปสั่งหนังสือ 3 เล่มที่อ.ยามาดะเขียนเกี่ยวกับนินจามานั่งนอนอ่านให้ขึ้นใจ ถามว่าโหดไปไหม อ.ยามาดะ ตอบอย่างอารมณ์ดีว่า

“หนังสือที่ต้องอ่านดูเหมือนมีหลายเล่มก็จริง แต่น่าจะอ่านได้หมดไม่ยาก ขอบเขตของคำถามก็อยู่ในวงจำกัด ไม่กว้างเท่ากับคนที่อยากจะสอบเข้าด้านประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นหรือประวัติศาสตร์ตะวันออกที่ต้องอ่านหนังสือเยอะกว่ามาก ดังนั้นผมว่าไม่น่าจะยากมากสำหรับคนที่ชอบเรื่องนินจาอยู่แล้ว”

ชาวญี่ปุ่นในปัจจุบันมองนินจาอย่างไร

คุยกับผู้สอน ‘นินจาและนินจุตสึศึกษา’ หลักสูตรปริญญานักรบนิรนามของญี่ปุ่นที่เมืองอิงะ, ศาสตราจารย์ ดร.ยามาดะ ยูจิ
ภาพ : vintageninja.net 
คุยกับผู้สอน ‘นินจาและนินจุตสึศึกษา’ หลักสูตรปริญญานักรบนิรนามของญี่ปุ่นที่เมืองอิงะ, ศาสตราจารย์ ดร.ยามาดะ ยูจิ
ภาพ : vintageninja.net 
คุยกับผู้สอน ‘นินจาและนินจุตสึศึกษา’ หลักสูตรปริญญานักรบนิรนามของญี่ปุ่นที่เมืองอิงะ, ศาสตราจารย์ ดร.ยามาดะ ยูจิ
ภาพ : vintageninja.net 

นอกจากเรื่องหลักสูตร อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจและไหนๆ แล้วก็อยากถามผู้เชี่ยวชาญอย่าง อ.ยามาดะ ก็คือ ทุกวันนี้ชาวญี่ปุ่นมองนินจาอย่างไร เพราะจากประสบการณ์ส่วนตัว จนถึงเมื่อประมาณ 20 กว่าปีก่อน นินจาที่ปรากฏตัวในละครพีเรียดของญี่ปุ่นยังสวมชุดดำเดินเพ่นพ่านกันตั้งแต่ตอนกลางวันอยู่เลย 

“เดี๋ยวนี้ไม่มีแล้วครับ” อ.ยามาดะ หัวเราะ “ถึงจะสร้างละครย้อนยุคขึ้นมาใหม่ ก็คงไม่มีนินจาแบบนั้นให้เห็นอีกแล้ว ส่วนหนึ่งเพราะมีการนำผลการศึกษาไปใช้ในการเขียนบทละครมากขึ้น ตัวผมเองก็เคยถูกถามข้อมูลเกี่ยวกับนินจาบ่อยๆ นอกจากนี้ การสร้างภาพยนตร์และละครของญี่ปุ่นในปัจจุบันจะไม่ค่อยทำเรื่องแนวแฟนตาซี เท่าเรื่องราวแนวสมจริง มีละครอิงประวัติศาสตร์หลายเรื่องที่นินจามีบทบาทสำคัญ แต่ก็ไม่ได้มีภาพลักษณ์เหนือจริง ตรงกันข้ามกลับมีการโฟกัสไปที่บทบาทหน้าที่ของนินจามากกว่าจะไปเน้นเรื่องการใช้คาถา หรือแปลงร่างเป็นกบ หรือหายตัวได้เหมือนแต่ก่อน” 

คนในยุคปัจจุบันควรเรียนรู้อะไรจากนินจา

สำหรับ อ.ยามาดะ วิถีแห่งนินจาคือปรัชญา แนวทางการใช้ชีวิตของพวกเขาคือค่านิยมที่ไม่เคยล้าหลัง

“อักษร 忍 (นิน) ในคำว่านินจาเกิดขึ้นจากการนำอักษร 刃 (ใบมีด) มาวางไว้ใต้心 (หัวใจ) อักษรนี้จึงแสดงให้เห็นถึงจิตใจอันหนักแน่นมั่นคง ต่อให้มีมีดมาจ่อหัวใจก็ไม่หวั่นไหว นอกจากนี้ นิน ยังมาจากคำว่า忍耐 (นินตะอิ) หรือการอดทนอดกลั้นซึ่งถือเป็นสิ่งสำคัญสำหรับนินจา น่าเสียดายว่า คนญี่ปุ่นเดี๋ยวนี้ไม่ค่อยให้ความสำคัญกับค่านิยมความอดทน 

“คนอายุรุ่นเดียวกับผมหลายคนทั้งหญิงและชายถูกตั้งชื่อว่า ‘ชิโนะบุ’ แต่ตั้งแต่ผมมาสอนที่มหาวิทยาลัยมิเอะ ไม่มีนักศึกษาที่ชื่อชิโนะบุเลยแม้แต่คนเดียว ผมเลยรู้สึกว่า สำหรับคนในปัจจุบัน การอดทนอดกลั้นถูกมองว่าเป็นค่านิยมที่ไม่ดี 

“ตรงกันข้าม การแสดงความคิดเห็นของตัวเองออกมากลับน่าชื่นชมกว่า ผมว่าการยืนหยัดในความเห็นของตัวเองเป็นเรื่องสำคัญ แต่ค่านิยมที่สร้างชาติญี่ปุ่นมานั้นคือความอดทน เช่นที่จักรพรรดิโชวะเคยมีพระราชดำรัสว่า 「堪え難きを堪え、忍び難きを忍び」(แม้เป็นเรื่องที่ยากจะอดทนแต่ก็ต้องอดทนให้ได้) ผมคิดว่าการเสียสละที่จะอดทนและทำเพื่อส่วนรวมเป็นวิธีคิดที่สร้างชาติญี่ปุ่นให้เป็นปึกแผ่นขึ้นมา นี่เป็นแนวคิดที่ควรนำกลับมาทบทวนคุณค่าอีกครั้ง 

คุยกับผู้สอน ‘นินจาและนินจุตสึศึกษา’ หลักสูตรปริญญานักรบนิรนามของญี่ปุ่นที่เมืองอิงะ, ศาสตราจารย์ ดร.ยามาดะ ยูจิ

“นอกจากนี้ นินจาจะไม่พูดโอ้อวดว่าตัวเองได้ทำงานอะไรลงไป แม้ว่างานที่นั้นจะยิ่งใหญ่เพียงใด พวกเขาไม่อยากสร้างชื่อเสียงทิ้งไว้ให้คนรู้จัก ความจริงเขาไม่อยากพูดถึงแม้แต่ผลงานของตัวเองด้วยซ้ำ อาจกล่าวได้ว่า การไม่โอ้อวดตนคือวิถีของนินจา ผมว่านี่เป็นวิธีคิดที่แสนจะเป็นญี่ปุ่น ถึงจะในแบบโบราณสักหน่อยก็เถอะ เพราะคนญี่ปุ่นทุกวันนี้ชอบทำเปลือกนอกให้ดูดี แต่กลับให้ความสำคัญต่อเนื้อหาข้างในน้อยลงมาก ผมว่าในอดีตคนญี่ปุ่นไม่ได้เป็นแบบนี้” 

เสน่ห์ของนินจา

ผลจากการวิจัยของ อ.ยามาดะ และเหล่านักวิชาการมีส่วนอย่างมากที่ทำให้ทุกวันนี้นินจาไม่ได้ถูกมองว่าเป็นกลุ่มคนพิเศษที่มีความสามารถเหนือมนุษย์ หรือถูกสร้างภาพให้เป็นสายลับผู้น่าขันอีกต่อไป ตรงกันข้าม นินจากลายเป็นมนุษย์ที่มีเลือดเนื้อ จับต้องได้ และมีปรัชญาในการดำเนินชีวิตที่ลึกซึ้ง ควรค่าแก่การนำมาประยุกต์ใช้ในสังคมปัจจุบัน  

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลของนินจาที่ได้รับการเปิดเผยยังมีน้อยมาก จนบัดนี้เราก็ยังไม่รู้ชัดว่า นินจาเป็นใคร หรือทำงานอะไรกันแน่ มองในมุมกลับ สิ่งนี้เองที่ทำให้ยังมีพื้นที่เหลือในการจินตนาการภาพของนินจาและค้นหาความจริงเกี่ยวกับพวกเขาในเชิงวิชาการ 

“ผมว่าการที่เราไม่ค่อยรู้ว่าตัวตนที่แท้จริงของนินจาคืออะไร เป็นเสน่ห์ของการศึกษาเรื่องราวของนินจา”  

บทสรุปสั้นๆ ของ อ.ยามาดะ น่าจะเป็นคำตอบที่ชัดเจนตรงประเด็นว่าทำไมกลุ่มคนนิรนามที่พยายามลบเลือนตัวตน กลับยังเป็นที่สนใจของผู้คนมาจนถึงปัจจุบัน

คุยกับผู้สอน ‘นินจาและนินจุตสึศึกษา’ หลักสูตรปริญญานักรบนิรนามของญี่ปุ่นที่เมืองอิงะ, ศาสตราจารย์ ดร.ยามาดะ ยูจิ
ภาพ : vintageninja.net 

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ โรงเรียนนานาชาติ’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีหมวกรุ่นพิเศษจาก Painkiller Atelier X The Cloud ส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer

ชมนาด ศีติสาร

อาจารย์ นักวิชาการ นักแปล และแม่หมา 2 ตัว เคยได้ชื่อว่า “อยู่ญี่ปุ่นมาครึ่งชีวิต” ตอนเริ่มทำงาน แต่ตอนนี้สัดส่วนเหลือหนึ่งในสาม ถึงหนึ่งในสี่เมื่อไรจะไปเป็นบาริสต้าและขายก๋วยเตี๋ยวเรือ

โรงเรียนนานาชาติ

บทเรียนจากการไปใช้ชีวิตในทั่วโลก

วิชา : Alles Groeit (ทุกสรรพสิ่งล้วนเติบโต) 

ประเภทวิชา : วงจรชีวิต 

คุณสมบัติผู้เรียน : มีความอยากรู้อยากเห็นและชื่นชอบธรรมชาติ 

เก็งข้อสอบ : การพึ่งพาอาศัยของพืชและสัตว์ 

ชวนมาดูว่าเด็กๆ อายุ 6 – 9 ขวบ ในประเทศเนเธอร์แลนด์ เรียนวิชาอะไรบ้างนอกเหนือจากในห้องเรียน 

หลังจากเราดูสารคดีของ เดวิด เอตเทนเบอโร (David Attenborough) ใน Netflix จนจบ ก็เกิดความคิดที่ว่า มันคงจะดีนะ ถ้าเด็กๆ ถูกปลูกฝังเรื่องสิ่งมีชีวิตกับธรรมชาติตั้งแต่อายุน้อยๆ และวันดีคืนดีเราก็สงสัยว่าที่เนเธอร์แลนด์เราจะไปเก็บเห็ดมากินได้มั้ยนะ ก็เลยหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ตเรื่องการเก็บเห็ดในป่า จนไปเจอศูนย์การเรียนรู้ห้องเรียนธรรมชาติที่ชื่อว่า Milieu Educatie Centrum อยู่ใกล้บ้านมากๆ และไม่เกี่ยวกับการหาเห็ดมากินแต่อย่างใด

เดินป่า เลี้ยงผึ้ง ดูเมฆ วิชานอกห้องเรียนของเนเธอร์แลนด์ที่สอนให้เด็กๆ รักษาธรรมชาติ
เดินป่า เลี้ยงผึ้ง ดูเมฆ วิชานอกห้องเรียนของเนเธอร์แลนด์ที่สอนให้เด็กๆ รักษาธรรมชาติ

หลังจากเราเข้าไปในเว็บไซต์ของศูนย์การเรียนรู้ ก็เกิดความคิดว่า ลองสมัครเป็นครูอาสาดูดีกว่า เพื่อเป็นการฝึกภาษาดัตช์ไปในตัว แต่ลึกๆ ก็เตรียมใจไว้แล้วว่า ถ้าภาษาไม่ดีพอ จะขอเขาทำสวน ปลูกผัก พรวนดินแทน 

หลังจากนัดเจอและพูดคุยกับศูนย์การเรียนรู้ เขาชักชวนเราไปเป็นครูผู้ช่วย โดยการเดินเข้าป่าไปกับเด็กๆ และพูดคุยระหว่างทาง วิชาแรกที่ได้รับมอบหมาย ชื่อวิชา Alles Groeit แปลเป็นภาษาไทยว่า ‘สรรพสิ่งล้วนเติบโต’ 

เริ่มต้นโดย คุณลุงบาร์ต รับบทดำเนินรายการเล่าเรื่องผึ้งที่พบปะสัตว์ต่างๆ และชักชวนไปนอนโรงแรม 

เดินป่า เลี้ยงผึ้ง ดูเมฆ วิชานอกห้องเรียนของเนเธอร์แลนด์ที่สอนให้เด็กๆ รักษาธรรมชาติ

นายหนอน นอนห้องที่ 1 

นางสาวลูกอ๊อด นอนห้องที่ 2

นางสาวเต่าทอง นอนห้องที่ 3 

เวลาผ่านไป ก็อก ก็อก ก็อก – เคาะประตูเรียกแต่ละห้อง 

เฮ้ย หนอนหายไปแล้ว ผีเสื้อมาได้ยังไง แอบเข้ามาเหรอ สัตว์แต่ละห้องก็ทยอยกลายเป็นสัตว์อีกแบบ 

เด็กๆ ค่อยๆ ยกมือถามทีละคนว่า ลูกอ๊อดโตไปเป็นอะไร หนอนโตไปเป็นอะไร 

เดินป่า เลี้ยงผึ้ง ดูเมฆ วิชานอกห้องเรียนของเนเธอร์แลนด์ที่สอนให้เด็กๆ รักษาธรรมชาติ

เด็กๆ ที่เข้าร่วมมีประมาณ 20 – 30 คน ต่อคลาส และแบ่งเป็นกลุ่มย่อย กลุ่มละ 7-8 คน แต่ละกลุ่มจะได้รับกระเป๋าเป้หนึ่งใบ ด้านในมีขวดโหล ถาด แว่นขยาย ขวดโหลขนาดเล็กพร้อมฝาปิดแบบแว่นขยาย และเด็กแต่ละคนจะได้รับมอบหมายตามสิ่งที่ตัวเองถนัด ทั้งขอเป็นคนสะพายเป้ ขอถือขวดโหล ขอจับแมลง ขอถือถาดไว้ใส่หอยทาก 

ระหว่างเดินป่า เราก็สังเกตเห็นว่า เด็กๆ เกือบทุกคนล้วนสวมรองเท้าบูต เนื่องจากประเทศเนเธอร์แลนด์เป็นประเทศที่ฝนตกตลอดปี เด็กๆ ที่นี่เลยคุ้นชินกับหน้าฝนและมีเสื้อผ้ากันฝนที่เตรียมพร้อมอยู่เสมอ 

เดินป่า เลี้ยงผึ้ง ดูเมฆ วิชานอกห้องเรียนของเนเธอร์แลนด์ที่สอนให้เด็กๆ รักษาธรรมชาติ

อ้อ เด็กๆ จะเรียกเราว่า Juf (เยิฟ) แปลว่า คุณครู บางคนก็เรียก Mevrouw (Miss ในภาษาอังกฤษ)

หลังจากออกไปสำรวจสัตว์ในป่าเสร็จเรียบร้อยก็กลับมาที่ศูนย์การเรียนรู้อีกครั้ง เพื่อทบทวนความรู้จากในป่า และแลกเปลี่ยนสัตว์ที่จับได้กับเพื่อนๆ เพลิดเพลินกันได้สักพักก็แบ่งกลุ่มย่อยๆ อีก 3 กลุ่มให้เด็กเข้าร่วม 

เรื่องกำลังจะเริ่มที่ตู้ลูกอ๊อดที่ทำให้เราหัวใจจะวายตอนที่เด็กๆ รุมกันจ้วงจับลูกอ๊อดในตู้ แล้วเอามาส่องกับแว่นขยาย เลอะเทอะไปหมด (ฮ่าๆ) ซึ่งลูกอ็อด ภาษาดัชต์คือ Kikkervisje ส่วน ไข่กบ ภาษาดัชต์คือ Kikkerdril 

พอจับใส่ขวดปุ๊บ ก็มาส่องดูร่างกายลูกอ๊อด 

เดินป่า เลี้ยงผึ้ง ดูเมฆ วิชานอกห้องเรียนของเนเธอร์แลนด์ที่สอนให้เด็กๆ รักษาธรรมชาติ
เดินป่า เลี้ยงผึ้ง ดูเมฆ วิชานอกห้องเรียนของเนเธอร์แลนด์ที่สอนให้เด็กๆ รักษาธรรมชาติ

ถัดมาเป็นโต๊ะที่สอนเรื่องวงจรชีวิตสัตว์ 

เด็กๆ ต้องเรียงภาพตั้งแต่เกิดยันโตของสัตว์แต่ละชนิด เราเดินเช็กทีละภาพ และกล่าวชมเด็กๆ ทีละคน 

เดินป่า เลี้ยงผึ้ง ดูเมฆ วิชานอกห้องเรียนของเนเธอร์แลนด์ที่สอนให้เด็กๆ รักษาธรรมชาติ

กลุ่มสุดท้ายเป็นโต๊ะกลุ่มวงจรผีเสื้อ โดยผีเสื้อที่มีอยู่ในศูนย์เป็นผีเสื้อที่พบเจอได้ในสวนตามบ้านทั่วไปของคนเนเธอร์แลนด์ ชื่อพันธุ์ว่า Koolwitje แปลเป็นภาษาไทยคือ พันธุ์กระหล่ำปลีขาว (จิ๋ว) ปีกมีสีขาวแซมจุดสีดำ 

หลังจบคลาสเด็กๆ ก็ช่วยกันทยอยคืนสัตว์กลับเข้าสู่ป่าดังเดิม 

เดินป่า เลี้ยงผึ้ง ดูเมฆ วิชานอกห้องเรียนของเนเธอร์แลนด์ที่สอนให้เด็กๆ รักษาธรรมชาติ

ในแต่ละวันจะมีการเรียนการสอนวิชาห้องเรียนธรรมชาติจำนวน 2 คาบ ตั้งแต่ 09.00 – 12.00 น. ส่วนช่วงบ่ายจะเป็นการปลูกผักและทำปุ๋ย รวมทั้งทำโรงแรมผึ้ง ปลูกทานตะวัน ปลูกอะโวคาโด แต่ช่วงนี้ฝนตก ลมแรง เลยต้องเก็บเจ้าพวกต้นกล้าเอาไว้ข้างในก่อนเอาไปลงดินที่แปลงข้างนอก ซึ่งการเรียนการสอนในแต่ละครั้งจะไม่เหมือนกัน

เดินป่า เลี้ยงผึ้ง ดูเมฆ วิชานอกห้องเรียนของเนเธอร์แลนด์ที่สอนให้เด็กๆ รักษาธรรมชาติ

มีการสอนดูสภาวะเมฆ สอนแยกขยะ สอนดมดอกไม้ สอนกินพืช สอนเรื่องพลังงานทดแทน (กังหันลม เป็นกิมมิกของประเทศนี้เลย) แล้วก็พาเด็กๆ ไปฟาร์มโดยการปั่นจักรยาน ให้เด็กเอาจักรยานมาเองและปั่นไปด้วยกัน 

นอกจากเด็กๆ เนเธอร์แลนด์จะไม่กลัวฝนแล้ว เด็กที่นี่ปั่นจักรยานไปโรงเรียนตั้งแต่อายุ 4 ขวบเลย 🙂 

ทิ้งท้ายสักนิด วันก่อนเราไปกินอาหารเที่ยงที่ร้านอาหารใกล้บ้าน มีเด็กผู้หญิงชวนไปดูปลาที่บ่อแถวนั้น พร้อมทั้งถกแขนเสื้อจ้วงเอาเศษขยะในบ่อ มีทั้งใบเสร็จ ฝาขวดน้ำอัดลมแบบสเตนเลส พลาสติก โดยให้เหตุผลว่าไม่อยากให้ปลาเผลอกินเข้าไป และจากบทความข้างต้น จะเห็นได้เลยว่าเด็กๆ ที่นี่ถูกปลูกฝังให้อยู่ร่วมกันกับธรรมชาติและรักษาทรัพยากรธรรมชาติ

ไว้ครั้งหน้ามีสอนเรื่องอะไรอีกบ้าง เราจะกลับมาเล่าให้ฟังอีกนะคะ 

เดินป่า เลี้ยงผึ้ง ดูเมฆ วิชานอกห้องเรียนของเนเธอร์แลนด์ที่สอนให้เด็กๆ รักษาธรรมชาติ

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ โรงเรียนนานาชาติ’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีหมวกรุ่นพิเศษจาก Painkiller Atelier X The Cloud ส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

วิชา : Alles Groeit (ทุกสรรพสิ่งล้วนเติบโต) 

ประเภทวิชา : วงจรชีวิต 

คุณสมบัติผู้เรียน : มีความอยากรู้อยากเห็นและชื่นชอบธรรมชาติ 

เก็งข้อสอบ : การพึ่งพาอาศัยของพืชและสัตว์ 

ชวนมาดูว่าเด็กๆ อายุ 6 – 9 ขวบ ในประเทศเนเธอร์แลนด์ เรียนวิชาอะไรบ้างนอกเหนือจากในห้องเรียน 

หลังจากเราดูสารคดีของ เดวิด เอตเทนเบอโร (David Attenborough) ใน Netflix จนจบ ก็เกิดความคิดที่ว่า มันคงจะดีนะ ถ้าเด็กๆ ถูกปลูกฝังเรื่องสิ่งมีชีวิตกับธรรมชาติตั้งแต่อายุน้อยๆ และวันดีคืนดีเราก็สงสัยว่าที่เนเธอร์แลนด์เราจะไปเก็บเห็ดมากินได้มั้ยนะ ก็เลยหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ตเรื่องการเก็บเห็ดในป่า จนไปเจอศูนย์การเรียนรู้ห้องเรียนธรรมชาติที่ชื่อว่า Milieu Educatie Centrum อยู่ใกล้บ้านมากๆ และไม่เกี่ยวกับการหาเห็ดมากินแต่อย่างใด

เดินป่า เลี้ยงผึ้ง ดูเมฆ วิชานอกห้องเรียนของเนเธอร์แลนด์ที่สอนให้เด็กๆ รักษาธรรมชาติ
เดินป่า เลี้ยงผึ้ง ดูเมฆ วิชานอกห้องเรียนของเนเธอร์แลนด์ที่สอนให้เด็กๆ รักษาธรรมชาติ

หลังจากเราเข้าไปในเว็บไซต์ของศูนย์การเรียนรู้ ก็เกิดความคิดว่า ลองสมัครเป็นครูอาสาดูดีกว่า เพื่อเป็นการฝึกภาษาดัตช์ไปในตัว แต่ลึกๆ ก็เตรียมใจไว้แล้วว่า ถ้าภาษาไม่ดีพอ จะขอเขาทำสวน ปลูกผัก พรวนดินแทน 

หลังจากนัดเจอและพูดคุยกับศูนย์การเรียนรู้ เขาชักชวนเราไปเป็นครูผู้ช่วย โดยการเดินเข้าป่าไปกับเด็กๆ และพูดคุยระหว่างทาง วิชาแรกที่ได้รับมอบหมาย ชื่อวิชา Alles Groeit แปลเป็นภาษาไทยว่า ‘สรรพสิ่งล้วนเติบโต’ 

เริ่มต้นโดย คุณลุงบาร์ต รับบทดำเนินรายการเล่าเรื่องผึ้งที่พบปะสัตว์ต่างๆ และชักชวนไปนอนโรงแรม 

เดินป่า เลี้ยงผึ้ง ดูเมฆ วิชานอกห้องเรียนของเนเธอร์แลนด์ที่สอนให้เด็กๆ รักษาธรรมชาติ

นายหนอน นอนห้องที่ 1 

นางสาวลูกอ๊อด นอนห้องที่ 2

นางสาวเต่าทอง นอนห้องที่ 3 

เวลาผ่านไป ก็อก ก็อก ก็อก – เคาะประตูเรียกแต่ละห้อง 

เฮ้ย หนอนหายไปแล้ว ผีเสื้อมาได้ยังไง แอบเข้ามาเหรอ สัตว์แต่ละห้องก็ทยอยกลายเป็นสัตว์อีกแบบ 

เด็กๆ ค่อยๆ ยกมือถามทีละคนว่า ลูกอ๊อดโตไปเป็นอะไร หนอนโตไปเป็นอะไร 

เดินป่า เลี้ยงผึ้ง ดูเมฆ วิชานอกห้องเรียนของเนเธอร์แลนด์ที่สอนให้เด็กๆ รักษาธรรมชาติ

เด็กๆ ที่เข้าร่วมมีประมาณ 20 – 30 คน ต่อคลาส และแบ่งเป็นกลุ่มย่อย กลุ่มละ 7-8 คน แต่ละกลุ่มจะได้รับกระเป๋าเป้หนึ่งใบ ด้านในมีขวดโหล ถาด แว่นขยาย ขวดโหลขนาดเล็กพร้อมฝาปิดแบบแว่นขยาย และเด็กแต่ละคนจะได้รับมอบหมายตามสิ่งที่ตัวเองถนัด ทั้งขอเป็นคนสะพายเป้ ขอถือขวดโหล ขอจับแมลง ขอถือถาดไว้ใส่หอยทาก 

ระหว่างเดินป่า เราก็สังเกตเห็นว่า เด็กๆ เกือบทุกคนล้วนสวมรองเท้าบูต เนื่องจากประเทศเนเธอร์แลนด์เป็นประเทศที่ฝนตกตลอดปี เด็กๆ ที่นี่เลยคุ้นชินกับหน้าฝนและมีเสื้อผ้ากันฝนที่เตรียมพร้อมอยู่เสมอ 

เดินป่า เลี้ยงผึ้ง ดูเมฆ วิชานอกห้องเรียนของเนเธอร์แลนด์ที่สอนให้เด็กๆ รักษาธรรมชาติ

อ้อ เด็กๆ จะเรียกเราว่า Juf (เยิฟ) แปลว่า คุณครู บางคนก็เรียก Mevrouw (Miss ในภาษาอังกฤษ)

หลังจากออกไปสำรวจสัตว์ในป่าเสร็จเรียบร้อยก็กลับมาที่ศูนย์การเรียนรู้อีกครั้ง เพื่อทบทวนความรู้จากในป่า และแลกเปลี่ยนสัตว์ที่จับได้กับเพื่อนๆ เพลิดเพลินกันได้สักพักก็แบ่งกลุ่มย่อยๆ อีก 3 กลุ่มให้เด็กเข้าร่วม 

เรื่องกำลังจะเริ่มที่ตู้ลูกอ๊อดที่ทำให้เราหัวใจจะวายตอนที่เด็กๆ รุมกันจ้วงจับลูกอ๊อดในตู้ แล้วเอามาส่องกับแว่นขยาย เลอะเทอะไปหมด (ฮ่าๆ) ซึ่งลูกอ็อด ภาษาดัชต์คือ Kikkervisje ส่วน ไข่กบ ภาษาดัชต์คือ Kikkerdril 

พอจับใส่ขวดปุ๊บ ก็มาส่องดูร่างกายลูกอ๊อด 

เดินป่า เลี้ยงผึ้ง ดูเมฆ วิชานอกห้องเรียนของเนเธอร์แลนด์ที่สอนให้เด็กๆ รักษาธรรมชาติ
เดินป่า เลี้ยงผึ้ง ดูเมฆ วิชานอกห้องเรียนของเนเธอร์แลนด์ที่สอนให้เด็กๆ รักษาธรรมชาติ

ถัดมาเป็นโต๊ะที่สอนเรื่องวงจรชีวิตสัตว์ 

เด็กๆ ต้องเรียงภาพตั้งแต่เกิดยันโตของสัตว์แต่ละชนิด เราเดินเช็กทีละภาพ และกล่าวชมเด็กๆ ทีละคน 

เดินป่า เลี้ยงผึ้ง ดูเมฆ วิชานอกห้องเรียนของเนเธอร์แลนด์ที่สอนให้เด็กๆ รักษาธรรมชาติ

กลุ่มสุดท้ายเป็นโต๊ะกลุ่มวงจรผีเสื้อ โดยผีเสื้อที่มีอยู่ในศูนย์เป็นผีเสื้อที่พบเจอได้ในสวนตามบ้านทั่วไปของคนเนเธอร์แลนด์ ชื่อพันธุ์ว่า Koolwitje แปลเป็นภาษาไทยคือ พันธุ์กระหล่ำปลีขาว (จิ๋ว) ปีกมีสีขาวแซมจุดสีดำ 

หลังจบคลาสเด็กๆ ก็ช่วยกันทยอยคืนสัตว์กลับเข้าสู่ป่าดังเดิม 

เดินป่า เลี้ยงผึ้ง ดูเมฆ วิชานอกห้องเรียนของเนเธอร์แลนด์ที่สอนให้เด็กๆ รักษาธรรมชาติ

ในแต่ละวันจะมีการเรียนการสอนวิชาห้องเรียนธรรมชาติจำนวน 2 คาบ ตั้งแต่ 09.00 – 12.00 น. ส่วนช่วงบ่ายจะเป็นการปลูกผักและทำปุ๋ย รวมทั้งทำโรงแรมผึ้ง ปลูกทานตะวัน ปลูกอะโวคาโด แต่ช่วงนี้ฝนตก ลมแรง เลยต้องเก็บเจ้าพวกต้นกล้าเอาไว้ข้างในก่อนเอาไปลงดินที่แปลงข้างนอก ซึ่งการเรียนการสอนในแต่ละครั้งจะไม่เหมือนกัน

เดินป่า เลี้ยงผึ้ง ดูเมฆ วิชานอกห้องเรียนของเนเธอร์แลนด์ที่สอนให้เด็กๆ รักษาธรรมชาติ

มีการสอนดูสภาวะเมฆ สอนแยกขยะ สอนดมดอกไม้ สอนกินพืช สอนเรื่องพลังงานทดแทน (กังหันลม เป็นกิมมิกของประเทศนี้เลย) แล้วก็พาเด็กๆ ไปฟาร์มโดยการปั่นจักรยาน ให้เด็กเอาจักรยานมาเองและปั่นไปด้วยกัน 

นอกจากเด็กๆ เนเธอร์แลนด์จะไม่กลัวฝนแล้ว เด็กที่นี่ปั่นจักรยานไปโรงเรียนตั้งแต่อายุ 4 ขวบเลย 🙂 

ทิ้งท้ายสักนิด วันก่อนเราไปกินอาหารเที่ยงที่ร้านอาหารใกล้บ้าน มีเด็กผู้หญิงชวนไปดูปลาที่บ่อแถวนั้น พร้อมทั้งถกแขนเสื้อจ้วงเอาเศษขยะในบ่อ มีทั้งใบเสร็จ ฝาขวดน้ำอัดลมแบบสเตนเลส พลาสติก โดยให้เหตุผลว่าไม่อยากให้ปลาเผลอกินเข้าไป และจากบทความข้างต้น จะเห็นได้เลยว่าเด็กๆ ที่นี่ถูกปลูกฝังให้อยู่ร่วมกันกับธรรมชาติและรักษาทรัพยากรธรรมชาติ

ไว้ครั้งหน้ามีสอนเรื่องอะไรอีกบ้าง เราจะกลับมาเล่าให้ฟังอีกนะคะ 

เดินป่า เลี้ยงผึ้ง ดูเมฆ วิชานอกห้องเรียนของเนเธอร์แลนด์ที่สอนให้เด็กๆ รักษาธรรมชาติ

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ โรงเรียนนานาชาติ’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีหมวกรุ่นพิเศษจาก Painkiller Atelier X The Cloud ส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

อัจฉราพรรณ พาลี

หญิงสาวอายุยี่สิบปลาย อาศัยอยู่เมืองไลเดน ประเทศเนเธอร์แลนด์ ชอบอยู่ใกล้เด็กและธรรมชาติ ชอบเที่ยวป่าและกำลังตัดสินใจซื้อรถคาราวาน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load