เมื่อเอ่ยถึงนินจา คนส่วนใหญ่มักนึกถึงชายในชุดดำที่แฝงตัวอยู่เหนือคานคอยแอบฟังบทสนทนาของชาวบ้าน เมื่อถูกจับได้ก็จะปาดาวกระจาย ‘ชูริเค็น’ ใส่แล้วปล่อยระเบิดควันเพื่อพรางตัวหลบหนีไปในช่วงชุลมุน ภาพจำเหล่านี้แทบทั้งหมดถูกสร้างขึ้นโดยนิยาย ละคร ภาพยนตร์ รวมไปถึงการ์ตูนทั้งของญี่ปุ่นและต่างประเทศ

เกริ่นนำมาแบบนี้ หลายคนคงสงสัยว่า ตกลงแล้วนินจาจริงๆ ไม่ได้เป็นเช่นนั้นใช่ไหม

คำตอบถือ แม้ภารกิจแฝงตัวเพื่อหาความลับเป็นหน้าที่จริงแท้แน่นอนของนินจา แต่ส่วนที่ใส่สีใส่ไข่ลงไปก็มีมาก ซึ่งก็ไม่แปลกเลยที่จินตนาการดูจะก้าวล้ำไปไกล เพราแม้แต่นักวิชาการเองก็ยังไม่ค่อยรู้อะไรมากเกี่ยวกับนินจา สมกับที่ชื่อนินจามีความหมายว่า “คนที่แอบกระทำการใดๆ โดยไม่ให้ผู้อื่นรู้”

แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า ความลึกลับน่าค้นหากลับเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของนินจา อีกทั้ง ‘นินจุตสึ’ หรือศาสตร์แห่งการเป็นนินจาก็เป็นเทคนิคการปฏิบัติงานที่ดูคูลเอามากๆ คงจะดีไม่น้อยถ้าเราสามารถเรียนรู้วิชาของนินจาในโลกปัจจุบัน แถมได้ปริญญามาครองแบบเก๋ๆ สักใบ

และวันนี้ฝันก็เป็นจริงแล้วสำหรับผู้อยากได้ปริญญาสาขา ‘นินจาศึกษา’ มาครอบครอง 

แต่ก่อนตัดสินใจทุบกระปุกไปสมัครเรียน เรามาทำความรู้จักนินจากันสักหน่อยดีไหม

ชิโนบิ,นินจุตสึศึกษา
ชิโนบิ,นินจุตสึศึกษา
ภาพ : vintageninja.net 

นินจาคืออะไร

ในทางประวัติศาสตร์ เดิมทีนินจามีชื่อเรียกว่า ‘ชิโนบิ’ (เสียงอ่านอีกแบบของตัวอักษร ‘นิน’ ในนินจา) มีบทบาทหน้าที่สำคัญตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 14 จนถึงช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่ 19 หน้าที่สำคัญที่สุดของชิโนบิคือการรวบรวมข้อมูล

ในสมัยสงครามกลางเมืองหรือช่วงศตวรรษที่ 15 – 16 การปกครองภายในประเทศของญี่ปุ่นเป็นแบบกระจายอำนาจ จึงเกิดมีแคว้นที่ปกครองตัวเองขึ้นทั่วประเทศ ไดเมียวหรือเจ้าผู้ครองแคว้นต่างมีชิโนบิในสังกัดเพื่อสร้างความได้เปรียบในการป้องกันตน 

หน้าที่ของชิโนบิมีมากมาย เช่น แฝงตัวเข้าไปหาข่าวดินแดนของข้าศึก ลอบวางเพลิง ทำลายเป้าหมาย จู่โจมในยามวิกาล ซุ่มโจมตี น่าสังเกตว่าทั้งหมดนี้แทบไม่เกี่ยวกับกับการสู้รบ เพราะถ้าเป็นไปได้ชิโนบิต้องหลีกเลี่ยงการต่อสู้ให้ได้มากที่สุด เนื่องจากพวกเขาต้องพยายามมีชีวิตรอดกลับไปรายงานข้อมูลของศัตรูให้เจ้านายทราบ ถ้าจับพลัดจับผลูตายไปเสียก่อน สิ่งที่อุตส่าห์ลงแรงไว้ก็คงสูญเปล่า 

ด้วยเหตุนี้วิชาการต่อสู้แบบนินจาที่เรียกว่า ‘นินจุตสึ’ จึงอัดแน่นไปด้วยภูมิปัญญา เล่ห์กลสนตะพาย เรียกว่าทำยังไงก็ได้ให้ไม่ตายนั่นแหละคือชิโนบิที่ดี  

แต่งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา เมื่อหมดยุคสงครามกลางเมืองเข้าสู่ยุคเอโดะหรือราวศตวรรษที่ 16 บทบาทของนินจาก็เริ่มลดลง นินจาส่วนหนึ่งได้กลายเป็นนักรบชั้นล่างทำหน้าที่อารักขาไดเมียว และดูแลความสงบเรียบร้อยในเมืองรอบปราสาท ส่วนนินจาอีกไม่น้อยก็หันไปเป็นเกษตรกรที่ยังมีฐานะเป็นนักรบแทน

ชิโนบิ,นินจุตสึศึกษา
ภาพ : vintageninja.net 
ชิโนบิ,นินจุตสึศึกษา
ภาพ : vintageninja.net 

อิงะริวและโคกะริว : สุดยอดสไตล์นินจา

เมื่อเอ่ยถึงนินจา สถานที่ที่ไม่กล่าวถึงไม่ได้คือเมืองอิงะและเมืองโคกะ อิงะเป็นเมืองในจังหวัดมิเอะ ส่วนโคกะเป็นเมืองในจังหวัดชิงะ ทั้งสองเมืองต่างได้ชื่อว่าเป็นถิ่นกำเนิดของนินจา มีสไตล์นินจาเป็นของตัวเองที่ชื่อว่า ‘อิงะริว’ และ ‘โคกะริว’

อันที่จริงเมืองที่ได้ชื่อว่าเป็นต้นตำรับของศาสตร์แห่งนินจามีอยู่หลายแห่ง แต่อิงะและโคกะมีชื่อปรากฏอยู่ในหนังสือภูมิศาสตร์และประวัติศาสตร์ชื่อ ‘โอมิโยจิชิเรียกุ’ (ค.ศ.1734) ว่าเป็นเมืองแห่งสุดยอดฝีมือของนินจา ทั้งสองเมืองนี้ตั้งอยู่ติดกันโดยมีเนินเขาคั่นกลาง มีภูมิประเทศที่คล้ายคลึงกันคือถูกโอบล้อมด้วยเนินเขาสลับซับซ้อนชวนให้ผู้หลุดเข้าไปรู้สึกราวกับอยู่ในเขาวงกต เหมาะแก่การหลบซ่อนตัวและหลีกลี้จากโลกภายนอก 

ในยุคสงครามกลางเมืองที่เหล่าไดเมียวต่อสู้ฟาดฟันกันเพื่อขยายอาณาบริเวณ ดินแดนแห่งนี้กลับเป็นอิสระจากอำนาจของไดเมียว นักรบแห่งอิงะและโคกะต่างร่วมมือกันปกครองตนเอง แม้ว่าท้ายที่สุดแล้วพวกเขาจะไม่อาจต้านทานกำลังของแม่ทัพใหญ่เช่น โอดะ โนบุนางะ หรือ โทโยโทมิ ฮิเดโยชิ แต่ศิลปะการต่อสู้อันน่าทึ่งของพวกเขาก็ได้รับการยอมรับและยังเป็นตำนานเล่าขานกันสืบต่อมาจนทุกวันนี้

จุดเริ่มต้นของหลักสูตร ‘นินจาและนินจุตสึศึกษา’

เมื่อนินจาได้ฝากฝีมือจนกลายมาเป็นหน้าตาของเมืองเสียขนาดนี้ แน่นอนว่าทั้งอิงะและโคกะต่างก็ย่อมใช้นินจามาเป็นสัญลักษณ์และจุดขายของเมือง หากเราได้ไปเที่ยวทั้งสองเมืองนี้ สิ่งที่พลาดไม่ได้คือการไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์นินจา ดูนินจาโชว์ แต่งตัวแบบนินจา ปฏิบัติภารกิจแบบนินจา ซื้อของที่ระลึกเกี่ยวกับนินจา ฯลฯ แต่เมืองอิงะดูจะล้ำหน้าไปมากกว่า เพราะได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยมิเอะสร้างหลักสูตร ‘นินจาและนินจุตสึศึกษา’ ให้เรียนเสียเลย  

ที่มาที่ไปของหลักสูตรนี้มีอยู่ว่า ในเดือนมิถุนายน ค.ศ.2012 มหาวิทยาลัยมิเอะได้ร่วมมือกับหอการค้าอุเอโนะ (อดีตเมืองอุเอโนะ ปัจจุบันเป็นเขตที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองอิงะ) และเมืองอิงะ จัดตั้งองค์กรที่ชื่อว่า The Iga cooperation field ขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนการศึกษา วัฒนธรรม และการวิจัยอันจะนำไปสู่การพัฒนาเมืองอิงะ และด้วยความที่เมืองอิงะมีชื่อเสียงระดับโลกในฐานะเป็นเมืองต้นกำเนิดนินจา การศึกษาวิจัยเกี่ยวกับนินจาจึงกลายเป็นหนึ่งในพันธกิจหลักขององค์กรนี้ 

ชิโนบิ,นินจุตสึศึกษา
ภาพ : allabout-japan.com/en/article/2079

ต่อมาใน ค.ศ.2017 ได้มีการก่อตั้งศูนย์วิจัยนินจานานาชาติขึ้นในมหาวิทยาลัยมิเอะเพื่อผลักดันการวิจัยเกี่ยวกับนินจา เป็นศูนย์กลางการวิจัยเกี่ยวกับนินจาในระดับนานาชาติ และมีส่วนร่วมในการสร้างความเจริญอย่างยั่งยืนให้แก่เมืองมิเอะ ศูนย์วิจัยแห่งนี้นอกจากจะมีหน้าที่หลักในการสร้างฐานข้อมูลนินจา ยังมีบทบาทในการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับนินจาทั้งในด้านการสำรวจเอกสารทางประวัติศาสตร์และศึกษาเนื้อหาของ ‘นินจุตสึโชะ’ หรือตำราพิชัยยุทธของนินจาในเชิงวิทยาศาสตร์เพื่อค้นหาความจริงเกี่ยวกับศาสตร์แห่งนินจา เมื่อเตรียมความพร้อมทุกด้านเรียบร้อย ในที่สุดหลักสูตรปริญญาโท ‘นินจาและนินจุตสึศึกษา’ ก็ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในโลกในเดือนเมษายน 2018

เรียนอะไรในหลักสูตร ‘นินจาและนินจุตสึศึกษา’

ว่ากันว่า อยากได้ลูกเสือก็ต้องเข้าถ้ำเสือ

ดังนั้น ถ้าอยากรู้เรื่องหลักสูตรนินจา ก็ย่อมต้องไปถามคนสอน

แล้วใครจะมารู้เรื่องนี้ดีไปกว่า หนึ่งในผู้ก่อตั้งหลักสูตรนินจาและนินจุตสึศึกษา ศาสตราจารย์ ดร.ยามาดะ ยูจิ รองประธานศูนย์วิจัยนินจานานาชาติ มหาวิทยาลัยมิเอะ ผู้ซึ่งชาวไทยที่ชื่นชอบนินจาทั้งหลายน่าจะประทับใจกับความรอบรู้เมื่อครั้งมาเป็นวิทยากรบรรยายในหัวข้อ NINJA 101: นินจาศึกษาเบื้องต้น ในกิจกรรม J-Talk: Diggin’ Culture ของเจแปนฟาวน์เดชั่นเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2020 ที่ผ่านมา 

คุยกับผู้สอน ‘นินจาและนินจุตสึศึกษา’ หลักสูตรปริญญานักรบนิรนามของญี่ปุ่นที่เมืองอิงะ, ศาสตราจารย์ ดร.ยามาดะ ยูจิ
คุยกับผู้สอน ‘นินจาและนินจุตสึศึกษา’ หลักสูตรปริญญานักรบนิรนามของญี่ปุ่นที่เมืองอิงะ, ศาสตราจารย์ ดร.ยามาดะ ยูจิ

อ.ยามาดะเล่าให้ฟังถึงเนื้อหาของหลักสูตรว่า “หลักสูตรนี้เป็นหลักสูตรบัณฑิตศึกษา เพื่อสร้างนักวิจัยและการศึกษาเฉพาะทาง ผู้เข้าเรียนจะต้องผ่านการสอบเข้าด้วยข้อสอบเกี่ยวกับนินจา เรียนวิชานินจาเพื่อเก็บหน่วยกิต และเขียนวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับนินจา ในหลักสูตรนี้ ผมสอนวิธีอ่านเอกสารโบราณและการเขียนผลงานทางวิชาการ” 

ฟังดูแล้วไม่เห็นต่างจากการเรียนปริญญาโททั่วไปที่เน้นด้านทฤษฎีเลย หลายคนที่อยากเป็นนินจาอาจเริ่มผิดหวัง แต่ช้าก่อน อย่าเพิ่งรีบถอดใจ

“ในหลักสูตรนี้ นอกจากการเรียนภาคทฤษฎีแล้วยังมีการฝึกภาคปฏิบัติด้วย ผู้เรียนจะได้ฝึกใช้ร่างกาย และเทคนิคการเอาตัวรอดแบบนินจา รวมถึงการใช้อาวุธพื้นฐานของนินจาจาก อ.คาวาคามิ จินอิจิ หัวหน้าตระกูลบังของโคกะริวรุ่นที่ 22 

“การฝึกภาคปฏิบัตินี้ไม่ใช่วิชาบังคับ แต่ก็มีหน่วยกิตให้ คนส่วนใหญ่จะลงเรียนกันเพื่อให้รู้วิธีการใช้ร่างกายแบบนินจา ผมก็ได้ลองฝึกเหมือนกัน แต่แค่เริ่มต้นก็รู้แล้วว่าไม่ค่อยไหว (หัวเราะ) อย่างไรก็ตาม การมีภาคปฏิบัติด้วยเป็นสิ่งที่ดีมาก นอกจากนี้ เมื่อปีที่แล้วมีการหัดทำอาหารยังชีพแบบนินจาที่เรียกว่า ‘เฮียวโรงัน’ ส่วนปีนี้มีการฝึกเขียนจดหมายด้วยหมึกล่องหนและการก่อควัน ‘โนโรชิ’ เพื่อส่งสัญญาณ”

ใครบ้างที่มาเรียนหลักสูตรนินจา แล้วเรียนไปทำไม ทำงานอะไรได้บ้าง

อ.ยามาดะ เคยเดินทางไปบรรยายเรื่องของนินจาในประเทศต่าง ๆ มาแล้วประมาณ 20 ประเทศทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย ทุกแห่งล้วนมีกระแสตอบรับดีมาก แต่อาจเพราะหลักสูตรเพิ่งเปิดตัวได้ไม่นาน ประกอบกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ทำให้ขณะนี้ยังมีผู้เรียนไม่มากนัก 

คุยกับผู้สอน ‘นินจาและนินจุตสึศึกษา’ หลักสูตรปริญญานักรบนิรนามของญี่ปุ่นที่เมืองอิงะ, ศาสตราจารย์ ดร.ยามาดะ ยูจิ
คุยกับผู้สอน ‘นินจาและนินจุตสึศึกษา’ หลักสูตรปริญญานักรบนิรนามของญี่ปุ่นที่เมืองอิงะ, ศาสตราจารย์ ดร.ยามาดะ ยูจิ

“ปีนี้หลักสูตรเพิ่งเปิดเป็นปีที่สาม จึงมีนักศึกษาที่จบออกไปเพียงคนเดียว ตอนนี้เรามีนักศึกษาอยู่รวมเจ็ดคน เป็นชาวญี่ปุ่นห้าคนและชาวจีนสองคน

“นักศึกษาราวครึ่งหนึ่งเป็นคนที่ทำงานเกี่ยวกับนินจาอยู่แล้ว มีคนหนึ่งทำงานในโชว์ของ Hattori Hanzo and The Ninjas ที่ปราสาทนาโกย่าในจังหวัดอะอิจิ อีกคนหนึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของ Japan Ninja Council ซึ่งควบคุมดูแลองค์กรที่เกี่ยวกับนินจาทั้งหมดในประเทศญี่ปุ่น แล้วก็ยังมีนักศึกษาที่เพิ่งเข้าเรียนต่อในระดับปริญญาเอกคนหนึ่งที่ก่อนหน้านี้เคยอยู่โอซาก้า แต่ตอนนี้ย้ายมาอยู่ที่เมืองอิงะ 

“แกอยากใช้ชีวิตเหมือนนินจา เลยหันมาทำการเกษตรและทำโฮมสเตย์ แถมเปิดสำนักฝึกวิชานินจาของตัวเองด้วย ส่วนนักศึกษาจีนบอกว่าอยากทำวิจัยเกี่ยวกับนินจาเลยมาเรียน เรียกได้ว่าเป็นกลุ่มของคนที่ชอบเรื่องนินจาและมีความรู้พื้นฐานมาก่อน รวมถึงในอนาคตก็อยากทำงานเกี่ยวกับนินจา”

แต่ว่ากันตามตรง งานเกี่ยวกับนินจาอาจหาไม่ได้ง่ายนักสำหรับชาวไทย ไม่สิ คงยากสำหรับชาวโลกด้วย ในประเด็นนี้ อ.ยามาดะ อธิบายว่า

“หลักสูตรนี้จะช่วยทำให้ผู้เรียนมีความเข้าใจวัฒนธรรมญี่ปุ่นอย่างลึกซึ้งผ่านการศึกษาเรื่องเกี่ยวกับนินจา คุณอาจเรียนเกี่ยวกับนินจาในแง่มุมของประวัติศาสตร์ หรือถ้าสนใจแนวการ์ตูน ก็อาจมองนินจาในฐานะเป็นภาพที่ถูกสร้างขึ้นมา นินจาสามารถเป็นช่องทางที่ทำให้มองวัฒนธรรมญี่ปุ่นหลายแบบ ถ้าไม่อยากเรียนแต่เรื่องของญี่ปุ่น จะศึกษาเปรียบเทียบนินจากับกลุ่มคนทำนองเดียวกันในวัฒนธรรมไทย หรือดูว่าการ์ตูนนินจาของญี่ปุ่นถูกมองอย่างไรในสังคมไทยก็ได้” 

คุยกับผู้สอน ‘นินจาและนินจุตสึศึกษา’ หลักสูตรปริญญานักรบนิรนามของญี่ปุ่นที่เมืองอิงะ, ศาสตราจารย์ ดร.ยามาดะ ยูจิ

ต้องมีพื้นความรู้แค่ไหนถึงจะได้เรียนหลักสูตรนี้

เช่นเดียวกับการเรียนในระดับบัณฑิตศึกษาทั่วไปในมหาวิทยาลัยของญี่ปุ่น ผู้เรียนควรต้องมีความรู้ภาษาญี่ปุ่นในระดับ N1 เพราะต้องฟังบรรยายและอ่านข้อมูลภาษาญี่ปุ่น อันที่จริงถ้าอ่านภาษาโบราณออกจะยิ่งดีมาก เพราะเอกสารส่วนใหญ่เป็นข้อมูลประวัติศาสตร์ที่เขียนไว้ด้วยภาษาโบราณ…

โอ้โห อะไรกันนักหนา แค่เรียนภาษาญี่ปุ่นให้ได้ N1 ก็หืดจับแล้ว 

แต่ก็ไม่ต้องตกใจ ใครที่ขวัญเสียไปแล้วก็โปรดเรียกสติกลับมา เพราะอ.ยามาดะบอกว่า “ภาษาโบราณเมื่อเข้ามาได้แล้วค่อยมาฝึกอ่านก็ได้ ตอนสอบเข้ายังไม่จำเป็นต้องอ่านเป็น คนที่อยากทำวิจัยแนวสมัยใหม่ก็ไม่จำเป็นต้องอ่านด้วยซ้ำ”

อย่างไรก็ตาม ลำพังความรู้ภาษาญี่ปุ่นอย่างเดียวก็คงไม่พอจะให้เราฝ่าด่านเข้าไปเรียนได้ เพราะในการสอบเข้าก็จะมีคำถามเกี่ยวกับความรู้พื้นฐานของนินจา! ตรงนี้แหละที่ต้องวัดกึ๋นกันเล็กน้อย บอกใบ้ให้เลยว่า คงต้องพุ่งไปสั่งหนังสือ 3 เล่มที่อ.ยามาดะเขียนเกี่ยวกับนินจามานั่งนอนอ่านให้ขึ้นใจ ถามว่าโหดไปไหม อ.ยามาดะ ตอบอย่างอารมณ์ดีว่า

“หนังสือที่ต้องอ่านดูเหมือนมีหลายเล่มก็จริง แต่น่าจะอ่านได้หมดไม่ยาก ขอบเขตของคำถามก็อยู่ในวงจำกัด ไม่กว้างเท่ากับคนที่อยากจะสอบเข้าด้านประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นหรือประวัติศาสตร์ตะวันออกที่ต้องอ่านหนังสือเยอะกว่ามาก ดังนั้นผมว่าไม่น่าจะยากมากสำหรับคนที่ชอบเรื่องนินจาอยู่แล้ว”

ชาวญี่ปุ่นในปัจจุบันมองนินจาอย่างไร

คุยกับผู้สอน ‘นินจาและนินจุตสึศึกษา’ หลักสูตรปริญญานักรบนิรนามของญี่ปุ่นที่เมืองอิงะ, ศาสตราจารย์ ดร.ยามาดะ ยูจิ
ภาพ : vintageninja.net 
คุยกับผู้สอน ‘นินจาและนินจุตสึศึกษา’ หลักสูตรปริญญานักรบนิรนามของญี่ปุ่นที่เมืองอิงะ, ศาสตราจารย์ ดร.ยามาดะ ยูจิ
ภาพ : vintageninja.net 
คุยกับผู้สอน ‘นินจาและนินจุตสึศึกษา’ หลักสูตรปริญญานักรบนิรนามของญี่ปุ่นที่เมืองอิงะ, ศาสตราจารย์ ดร.ยามาดะ ยูจิ
ภาพ : vintageninja.net 

นอกจากเรื่องหลักสูตร อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจและไหนๆ แล้วก็อยากถามผู้เชี่ยวชาญอย่าง อ.ยามาดะ ก็คือ ทุกวันนี้ชาวญี่ปุ่นมองนินจาอย่างไร เพราะจากประสบการณ์ส่วนตัว จนถึงเมื่อประมาณ 20 กว่าปีก่อน นินจาที่ปรากฏตัวในละครพีเรียดของญี่ปุ่นยังสวมชุดดำเดินเพ่นพ่านกันตั้งแต่ตอนกลางวันอยู่เลย 

“เดี๋ยวนี้ไม่มีแล้วครับ” อ.ยามาดะ หัวเราะ “ถึงจะสร้างละครย้อนยุคขึ้นมาใหม่ ก็คงไม่มีนินจาแบบนั้นให้เห็นอีกแล้ว ส่วนหนึ่งเพราะมีการนำผลการศึกษาไปใช้ในการเขียนบทละครมากขึ้น ตัวผมเองก็เคยถูกถามข้อมูลเกี่ยวกับนินจาบ่อยๆ นอกจากนี้ การสร้างภาพยนตร์และละครของญี่ปุ่นในปัจจุบันจะไม่ค่อยทำเรื่องแนวแฟนตาซี เท่าเรื่องราวแนวสมจริง มีละครอิงประวัติศาสตร์หลายเรื่องที่นินจามีบทบาทสำคัญ แต่ก็ไม่ได้มีภาพลักษณ์เหนือจริง ตรงกันข้ามกลับมีการโฟกัสไปที่บทบาทหน้าที่ของนินจามากกว่าจะไปเน้นเรื่องการใช้คาถา หรือแปลงร่างเป็นกบ หรือหายตัวได้เหมือนแต่ก่อน” 

คนในยุคปัจจุบันควรเรียนรู้อะไรจากนินจา

สำหรับ อ.ยามาดะ วิถีแห่งนินจาคือปรัชญา แนวทางการใช้ชีวิตของพวกเขาคือค่านิยมที่ไม่เคยล้าหลัง

“อักษร 忍 (นิน) ในคำว่านินจาเกิดขึ้นจากการนำอักษร 刃 (ใบมีด) มาวางไว้ใต้心 (หัวใจ) อักษรนี้จึงแสดงให้เห็นถึงจิตใจอันหนักแน่นมั่นคง ต่อให้มีมีดมาจ่อหัวใจก็ไม่หวั่นไหว นอกจากนี้ นิน ยังมาจากคำว่า忍耐 (นินตะอิ) หรือการอดทนอดกลั้นซึ่งถือเป็นสิ่งสำคัญสำหรับนินจา น่าเสียดายว่า คนญี่ปุ่นเดี๋ยวนี้ไม่ค่อยให้ความสำคัญกับค่านิยมความอดทน 

“คนอายุรุ่นเดียวกับผมหลายคนทั้งหญิงและชายถูกตั้งชื่อว่า ‘ชิโนะบุ’ แต่ตั้งแต่ผมมาสอนที่มหาวิทยาลัยมิเอะ ไม่มีนักศึกษาที่ชื่อชิโนะบุเลยแม้แต่คนเดียว ผมเลยรู้สึกว่า สำหรับคนในปัจจุบัน การอดทนอดกลั้นถูกมองว่าเป็นค่านิยมที่ไม่ดี 

“ตรงกันข้าม การแสดงความคิดเห็นของตัวเองออกมากลับน่าชื่นชมกว่า ผมว่าการยืนหยัดในความเห็นของตัวเองเป็นเรื่องสำคัญ แต่ค่านิยมที่สร้างชาติญี่ปุ่นมานั้นคือความอดทน เช่นที่จักรพรรดิโชวะเคยมีพระราชดำรัสว่า 「堪え難きを堪え、忍び難きを忍び」(แม้เป็นเรื่องที่ยากจะอดทนแต่ก็ต้องอดทนให้ได้) ผมคิดว่าการเสียสละที่จะอดทนและทำเพื่อส่วนรวมเป็นวิธีคิดที่สร้างชาติญี่ปุ่นให้เป็นปึกแผ่นขึ้นมา นี่เป็นแนวคิดที่ควรนำกลับมาทบทวนคุณค่าอีกครั้ง 

คุยกับผู้สอน ‘นินจาและนินจุตสึศึกษา’ หลักสูตรปริญญานักรบนิรนามของญี่ปุ่นที่เมืองอิงะ, ศาสตราจารย์ ดร.ยามาดะ ยูจิ

“นอกจากนี้ นินจาจะไม่พูดโอ้อวดว่าตัวเองได้ทำงานอะไรลงไป แม้ว่างานที่นั้นจะยิ่งใหญ่เพียงใด พวกเขาไม่อยากสร้างชื่อเสียงทิ้งไว้ให้คนรู้จัก ความจริงเขาไม่อยากพูดถึงแม้แต่ผลงานของตัวเองด้วยซ้ำ อาจกล่าวได้ว่า การไม่โอ้อวดตนคือวิถีของนินจา ผมว่านี่เป็นวิธีคิดที่แสนจะเป็นญี่ปุ่น ถึงจะในแบบโบราณสักหน่อยก็เถอะ เพราะคนญี่ปุ่นทุกวันนี้ชอบทำเปลือกนอกให้ดูดี แต่กลับให้ความสำคัญต่อเนื้อหาข้างในน้อยลงมาก ผมว่าในอดีตคนญี่ปุ่นไม่ได้เป็นแบบนี้” 

เสน่ห์ของนินจา

ผลจากการวิจัยของ อ.ยามาดะ และเหล่านักวิชาการมีส่วนอย่างมากที่ทำให้ทุกวันนี้นินจาไม่ได้ถูกมองว่าเป็นกลุ่มคนพิเศษที่มีความสามารถเหนือมนุษย์ หรือถูกสร้างภาพให้เป็นสายลับผู้น่าขันอีกต่อไป ตรงกันข้าม นินจากลายเป็นมนุษย์ที่มีเลือดเนื้อ จับต้องได้ และมีปรัชญาในการดำเนินชีวิตที่ลึกซึ้ง ควรค่าแก่การนำมาประยุกต์ใช้ในสังคมปัจจุบัน  

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลของนินจาที่ได้รับการเปิดเผยยังมีน้อยมาก จนบัดนี้เราก็ยังไม่รู้ชัดว่า นินจาเป็นใคร หรือทำงานอะไรกันแน่ มองในมุมกลับ สิ่งนี้เองที่ทำให้ยังมีพื้นที่เหลือในการจินตนาการภาพของนินจาและค้นหาความจริงเกี่ยวกับพวกเขาในเชิงวิชาการ 

“ผมว่าการที่เราไม่ค่อยรู้ว่าตัวตนที่แท้จริงของนินจาคืออะไร เป็นเสน่ห์ของการศึกษาเรื่องราวของนินจา”  

บทสรุปสั้นๆ ของ อ.ยามาดะ น่าจะเป็นคำตอบที่ชัดเจนตรงประเด็นว่าทำไมกลุ่มคนนิรนามที่พยายามลบเลือนตัวตน กลับยังเป็นที่สนใจของผู้คนมาจนถึงปัจจุบัน

คุยกับผู้สอน ‘นินจาและนินจุตสึศึกษา’ หลักสูตรปริญญานักรบนิรนามของญี่ปุ่นที่เมืองอิงะ, ศาสตราจารย์ ดร.ยามาดะ ยูจิ
ภาพ : vintageninja.net 

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ โรงเรียนนานาชาติ’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีหมวกรุ่นพิเศษจาก Painkiller Atelier X The Cloud ส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer

ชมนาด ศีติสาร

อาจารย์ นักวิชาการ นักแปล และแม่หมา 2 ตัว เคยได้ชื่อว่า “อยู่ญี่ปุ่นมาครึ่งชีวิต” ตอนเริ่มทำงาน แต่ตอนนี้สัดส่วนเหลือหนึ่งในสาม ถึงหนึ่งในสี่เมื่อไรจะไปเป็นบาริสต้าและขายก๋วยเตี๋ยวเรือ

โรงเรียนนานาชาติ

บทเรียนจากการไปใช้ชีวิตในทั่วโลก

จับพลัดจับผลูมาอยู่ป่ายาง

ออกจากงานประจำในช่วงโควิด ระหกระเหินเดินทางออกจากกรุงเทพฯ กลับบ้านที่เชียงใหม่ ไปพักกายพักใจได้สามสี่เดือน จู่ๆ ตื่นเช้ามาในเรือนยาวบนเนินเขา ที่ซ่อนตัวอยู่ในป่ายางทางตอนใต้ของหาดใหญ่เสียนี่

ฉันนอนจมอยู่กับความคิด เสียงจิ้งหรีดและเสียงน้ำไหลอยู่บนห้องนอน บางครั้งก็อดคิดกลับไปไม่ได้ 

ฉันมาโผล่อยู่ตรงนี้ได้ยังไงนะ

ย้อนกลับไปสมัยอนุบาล ร้องไห้ไม่ยอมไปโรงเรียนอยู่หลายคืน จนกระทั่งพ่อแม่ตัดสินใจเอาลูกออกมาทำโฮมสคูลเองจนถึง ป.4 ช่วงเวลาที่เรียนอยู่ที่บ้าน จำได้สนิทใจว่าฉันรักการเรียนรู้มาก กระตือรือร้นและสนใจอะไรไปหมดทุกอย่าง 

แต่พอเข้าโรงเรียน ไฟแห่งการเรียนรู้ก็ค่อยๆ หรี่ลงทีละน้อย จนถึงมหาลัย ฉันค้นพบว่าตัวเองไม่ชอบการเรียนในระบบเอาเสียเลย และอยากจะหาเรื่องออกนอกกรอบอยู่เรื่อยๆ ความคิดที่จะทำงานเกี่ยวกับการศึกษาทางเลือกจึงติดอยู่ในใจมาตลอด จนกระทั่งวันหนึ่ง เห็นโพสต์รับสมัครคุณครูจากโรงเรียนทางเลือกเปิดใหม่ในหาดใหญ่แห่งหนึ่ง

บันทึกครูอาสาที่ Wonder Valley โรงเรียนทางเลือกในหุบเขา โอบล้อมด้วยป่ายางหาดใหญ่

ฉันนั่งว่างๆ ไม่มีอะไรทำที่บ้านอยู่แล้ว เลยลงมือเขียนอีเมลยาวยืดฉบับหนึ่ง สาธยายถึงประสบการณ์ งานอดิเรกต่างๆ นานา และความสนใจในการศึกษาทางเลือกของตัวเอง 2 เดือนหลังจากนั้น ฉันก็มาโผล่อยู่บนโรงเรียนเล็กๆ ในป่าใหญ่ กับคำนำหน้าใหม่ที่ทุกคนพร้อมใจกันตั้งให้ว่า ‘คุณครูพี่เฟิร์น’

จับพลัดจับผลูมาเป็นคุณครู

ก่อนมาเริ่มงานใหม่นี้ เพื่อนๆ หลายคนที่เคยทำงานกับเด็กๆ ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “เธอต้องได้เรียนรู้อะไรจากเด็กๆ มากมายแน่ๆ เลย” ฉันฟังหูไว้หู พยายามมีความคาดหวังให้น้อยที่สุด ก่อนวันแรกในการสอนจะเริ่มต้นขึ้น

บันทึกครูอาสาที่ Wonder Valley โรงเรียนทางเลือกในหุบเขา โอบล้อมด้วยป่ายางหาดใหญ่

เด็กๆ ปฐมวัยจะมีกิจวัตรประจำวันชัดเจน ช่วงเช้าจะเรียนรู้นอกห้องเรียนกับธรรมชาติรอบโรงเรียนนี่แหละ ทั้งการเล่นแบบอิสระและการเล่นที่ออกแบบมาเพื่อให้เกิดการเรียนรู้อะไรบางอย่าง คล้ายๆ กับ Forest Kindergarten ที่เริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้นในยุโรปนั่นเอง ส่วนตอนบ่าย เด็กๆ ที่ไม่นอนกลางวัน จะมีอิสระในการเลือกกิจกรรมที่ตนเองอยากทำในมุมต่างๆ ทั้งศิลปะ ภาษา ตัวเลข ทำอาหาร หรือมุม Loose End ให้เด็กๆ ได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์อย่างเต็มที่

บันทึกครูอาสาที่ Wonder Valley โรงเรียนทางเลือกในหุบเขา โอบล้อมด้วยป่ายางหาดใหญ่

ที่เล่ามานี่แค่คร่าวๆ เท่านั้น เพราะจริงๆ แล้ว เรื่องการศึกษามีรายละเอียดที่ต้องเอาใจใส่เยอะมาก แนวทางการเรียนการสอนหลักของที่นี่ คือการกระตุ้นให้เด็กเกิดการเรียนรู้ ผ่านการตั้งคำถามและการสืบค้น (Inquiry-based Learning) เราจะไม่ให้คำตอบกับเด็ก แต่สนับสนุนให้เขาตั้งคำถามกับสิ่งรอบตัวให้เป็น และหล่อเลี้ยงความพิศวงของวัยเด็กให้คงอยู่กับพวกเขาไปจนโต

หน้าที่หลักของครู จึงไม่ใช่การหาความรู้มาสอนเด็ก แต่เป็นการฝึกทักษะการ ‘สังเกต’ เด็กๆ โดยไม่มีการตัดสินใดๆ สังเกตทุกอย่างตามความเป็นจริงเท่านั้น อาจจะฟังดูเหมือนง่าย แต่ในทางปฏิบัติแล้ว มันไม่ง่ายเลยสักนิด เพราะมนุษย์ทั่วไป (อย่างฉัน) บ่อยครั้งจะตอบสนองกับสิ่งที่เห็นด้วยประสบการณ์เก่าของตนเองโดยอัตโนมัติ จึงต้องคอยดึงสติให้กับมีอยู่กับปัจจุบันตรงหน้านี้อยู่เสมอ

คุณครูที่นี่จึงต้องมีการเรียนรู้อยู่เรื่อยๆ ไม่ต่างจากเด็กๆ เลย

และหลายครั้ง การเรียนรู้ของฉัน ก็เกิดขึ้นจากการสังเกตเด็กๆ นั่นแหละ

มาเรียนรู้จากเด็กๆ

จะเรียกว่าเป็นการฝึกสติอย่างหนึ่งก็ว่าได้ ที่เราต้องคอยเตือนตัวเองอยู่ตลอดเวลา ให้มองทุกอย่างตามความเป็นจริง ไม่มีการตัดสิน ไม่มีความลำเอียงใดๆ และเมื่อไหร่ที่การเรียนการสอนไม่เป็นไปตามที่วางแผนไว้ สกิลล์ของการ ‘ด้นสด’ ก็ต้องถูกงัดออกมาใช้บ่อยๆ เพราะแนวทางของเราคือเอาความสนใจของเด็กเป็นศูนย์กลาง ถ้าพวกเขาไม่พร้อมที่จะทำในสิ่งที่เราเตรียมไว้ บางครั้งก็ต้องมาคิดกันหน้างาน ว่าพลิกสถานการณ์ตรงหน้าอย่างไร ให้เด็กๆ เกิดการเรียนรู้

บันทึกครูอาสาที่ Wonder Valley โรงเรียนทางเลือกในหุบเขา โอบล้อมด้วยป่ายางหาดใหญ่

จะจัดการกับเด็กสองคนที่ทะเลาะกันตรงหน้าอย่างไรดี 

แล้วเราควรจะเข้าไปจัดการแทนเด็กๆ ไหม 

มีเรื่องอะไรบ้างรึเปล่า ที่ถึงเราไม่ยื่นมือเข้าไป เด็กๆ ก็จัดการกันเองได้ 

เมื่อสังเกตไปเรื่อยๆ จึงเริ่มเห็นวิธีการเลี้ยงดูของแต่ละบ้าน ซึ่งมีผลกระทบอย่างชัดเจนต่อเด็ก ทั้งในเรื่องลักษณะนิสัย วิธีการจัดการปัญหา หรือแม้แต่ ‘การยอมรับ’ ที่ได้รับจากที่บ้านไม่เต็มที่ ทำให้พยายามเรียกร้องออกมาผ่านพฤติกรรมต่างๆ ให้คนรอบข้างมองเห็นและยอมรับพวกเขา 

พอได้เจอเหตุการณ์แบบนี้บ่อยครั้งเข้า หลายครั้งฉันนึกขอบคุณพ่อกับแม่ของตัวเองในใจ (และผ่านประโยคบอกเล่าทางโทรศัพท์) ด้วยความรู้สึกอีกมิติหนึ่งที่ไม่เคยได้เข้าใจมาก่อน จนได้มาเจอ และมาอยู่กับเด็กๆ เหล่านี้-ป๊ากับแม่เลี้ยงฉันได้ขนาดนี้ โคตรเก่งเลยว่ะ

บันทึกครูอาสาที่ Wonder Valley โรงเรียนทางเลือกในหุบเขา โอบล้อมด้วยป่ายางหาดใหญ่

นอกจากนั้น การได้อยู่กับ ‘ความใส’ ของเจ้าตัวเล็กทั้งหลาย ดึงเอาความเป็นเด็กที่ซ่อนอยู่ในใจฉันลึกๆ ออกมาอีกครั้ง ทั้งความทรงจำดีๆ หนังสือนิทานเล่มโปรดในวัยเด็ก ที่ฉันได้เอามาแบ่งปันให้พวกเขาฟัง หรือการได้กลับไประลึกถึงวัยเด็กของตัวเอง ที่ถูกพ่อแม่บังคับให้กินผักอีกครั้ง กว่าจะมาเป็นฉันผู้กินผักได้เยอะขนาดนี้ จนถึงวันนี้ก็ต้องหากลยุทธ์ใหม่ๆ ให้เด็กที่นี่ลองหัดกินผักดูบ้าง ซึ่งกับเด็กบางคน มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย…

แต่พอได้เห็นการเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาหารการกิน สมาธิที่ดีขึ้น หรือทัศนคติต่อการเรียนรู้ที่เปลี่ยนไป แม้จะเป็นการเปลี่ยนแปลงอย่างช้าๆ แต่นั่นก็เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงการเติบโตได้เป็นอย่างดี

ทั้งในตัวเด็กๆ และในตัวของครูเอง

เมื่อได้เห็นความกล้าที่จะลองอะไรใหม่ๆ (อย่างการเด็ดดอกไม้ป่ามากินเล่นกันอย่างสนุกสนาน) โดยปราศจากความกลัว หรือรอยยิ้มและเสียงหัวเราะใสๆ ที่เกิดจากความสุขในขณะนั้น เมื่อพวกเขาได้เล่นน้ำฝนเป็นครั้งแรกในชีวิต ฉันจึงได้แต่คอยย้ำเตือนกับตัวเองว่า

‘อย่าลืมให้ความเป็นเด็กที่อยู่ในตัวเธอ ได้ออกมาใช้ชีวิตบ้างล่ะ’

มาเรียนรู้จากธรรมชาติ

บันทึกครูอาสาที่ Wonder Valley โรงเรียนทางเลือกในหุบเขา โอบล้อมด้วยป่ายางหาดใหญ่

ธรรมชาติรอบตัวเรา เต็มไปด้วยบทเรียนไม่รู้จบสำหรับเด็กๆ ไม่ว่าจะเป็นการสังเกตสัตว์หลากหลายชนิด แมงมุม แมงไหม คางคก ปลา กุ้งตัวจิ๋วในลำธาร หรือการเดินของมด เด็กๆ เฝ้าสังเกตกันนานอย่างไม่รู้เบื่อ 

แม้แต่มื้ออาหารแต่ละวันของพวกเรา ก็เป็นการเรียนรู้เช่นเดียวกัน

เด็กเมืองหลายคนที่มาเรียนที่นี่ เคยชินกับการกินอาหารฟาสต์ฟู้ด กินข้าวนอกบ้านอยู่บ่อยๆ แต่อาหารที่เราให้เด็กๆ กิน ไม่ใช่ของที่พวกเขาเคยชินเลย ทั้งผลไม้หลากหลายชนิด ขนมเค้กโฮมเมด ขนมพื้นบ้านปักษ์ใต้อย่างขนมปำจี ขนมโค หรือขนมดอกบัว บางอย่างคุณครูต่างพื้นที่อย่างฉันก็เพิ่งจะลองชิมเป็นครั้งแรกกับเด็กๆ นั่นแหละ

ชีวิต 1 ปีของครูอาสาที่ Wonder Valley โรงเรียนทางเลือกเล็กๆ ในหุบเขา เรียนรู้วิชานอกห้องเรียนไปพร้อมกันกับเด็กๆ

ส่วนอาหารกลางวัน ต้องมีผักใบเขียวทุกมื้อ พร้อมน้ำพริกกับ ‘ผักเหนาะ’ รสฝาดหลากหลายชนิด อาหารทะเลปลอดสารพิษ และไข่ไก่ออร์แกนิก มาแรกๆ ต้องปรับตัวกันอยู่บ้าง ผ่านมาไม่กี่เดือน ตอนนี้กินอาหารกันได้หลากหลาย ทั้งอาหารเหนือ อาหารใต้ อาหารฝรั่ง แม้แต่อาหารอินเดีย วันไหนไปเดินป่า เจอเห็ดกินได้หรือหน่อไม้อ่อนๆ เด็กๆ ก็เก็บมาให้ป้าแม่ครัวลองทำอาหารให้กิน แถมบางมื้อยังได้ลงมือก่อไฟ ย่างปลา เจียวไข่ และหุงข้าวกินกันเองด้วย

ฉันกับเพื่อนครูอีกคนก็ไม่ต่างกัน พวกเราได้ธรรมชาติเป็นเพื่อนสนิทอีกคน แม้จะอยู่ไม่ไกลจากหาดใหญ่เท่าไหร่ แต่การเข้าเมืองแต่ละที ถ้าไม่มีรถก็ไม่ใช่เรื่องง่าย กิจกรรมวันหยุดส่วนมากจึงเป็นการขี่มอเตอร์ไซค์ไปเดินเที่ยวตลาดนัดยามเช้าแถวบ้าน มีอาหารพื้นบ้านแปลกๆ ให้ลองชิมมากมาย พอกินอิ่มก็ไปเดินช้อปเสื้อผ้ามือสองกันต่อ แล้วเอามาอวดกัน ว่ากางเกงตัวนี้ 20 บาท เสื้อตัวนี้ 10 บาท เป็นความสุขเล็กๆ ราคาสบายกระเป๋าของชีวิตแถวนี้นี่เอง

ชีวิต 1 ปีของครูอาสาที่ Wonder Valley โรงเรียนทางเลือกเล็กๆ ในหุบเขา เรียนรู้วิชานอกห้องเรียนไปพร้อมกันกับเด็กๆ

แม้การได้ออกไปเที่ยวเล่นในเมืองจะช่วยเติมสีสันใช้ชีวิตได้บ้าง สุดท้ายแล้วความสงบของธรรมชาติบนเนินลูกกอ หรือ Chestnut Hill ก็เป็นที่ชาร์จพลังงานดีๆ ให้เราอยู่เสมอ ได้สูดอากาศบริสุทธิ์อย่างเต็มปอด ฟังเสียงนกร้อง น้ำไหล เดินลงบันได 77 ขั้นไปนอนเล่นบนหินก้อนใหญ่ ซึมซับเสียงลำธารรอบๆ ตัว มองดูสีของท้องฟ้ายามเย็นที่ไม่เคยซ้ำกันสักวัน ค่ำไหนโชคดีหน่อย ก็ได้นั่งจิบไวน์ลูกหม่อนโฮมเมดที่เพื่อนครูอีกคนเอามาฝาก เหม่อมองดูพระอาทิตย์ตกดิน เคล้าบทสนทนาของชีวิต ต่อด้วยการนอนดูดาวแสนสุกสกาวในคืนวันฟ้าใส

แต่ชีวิตในป่าก็ไม่ได้สุขสบายไปซะทุกวัน หลายเดือนที่ฝนตกยาวติดต่อกัน ของรักของหวงทั้งหลายที่ขนมาด้วยทยอยขึ้นรากันไปทีละชิ้น ฉันผ่านทั้งอารมณ์หงุดหงิด โมโห เสียใจ และพยายามจะต่อสู้กับธรรมชาติ (และความชื้น) จนสุดท้ายถึงได้ยอมรับว่า ธรรมชาติมันยิ่งใหญ่กว่าเรามากนัก 

ฝืนไปข้างในเราก็เหนื่อยเปล่า สุดท้ายก็ต้องยอมรับ และปล่อยวางมันเสีย

ชีวิต 1 ปีของครูอาสาที่ Wonder Valley โรงเรียนทางเลือกเล็กๆ ในหุบเขา เรียนรู้วิชานอกห้องเรียนไปพร้อมกันกับเด็กๆ

มาเรียนรู้ไปพร้อมๆ กัน

มองย้อนกลับไป ฉันเองก็ไม่ค่อยแน่ใจเหมือนกัน ว่าตัวเองมาเป็นครู หรือมาเป็นนักเรียนกันแน่

คงจะเป็นทั้งสองอย่างในเวลาเดียวกันนั่นแหละ

เป็นครู ที่ไม่ได้รู้ทุกเรื่อง

เป็นครู ที่ไม่ได้มาป้อนความรู้ให้เด็กๆ

เป็นครู ที่มาแบ่งปันประสบการณ์

และพร้อมที่จะเรียนรู้ไปด้วยกัน

ชีวิต 1 ปีของครูอาสาที่ Wonder Valley โรงเรียนทางเลือกเล็กๆ ในหุบเขา เรียนรู้วิชานอกห้องเรียนไปพร้อมกันกับเด็กๆ

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ โรงเรียนนานาชาติ’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีหมวกรุ่นพิเศษจาก Painkiller Atelier X The Cloud ส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

เฟิร์น ศรีปุงวิวัฒน์

กำลังเร่ร่อนไปเรื่อยๆ พร้อมกับเรียนรู้โลกและตัวเองผ่านภาษา วัฒนธรรม และผู้คนที่พบเจอ โดยมีอาหารเป็นเข็มทิศนำทางให้ได้ไปรู้จักกับสถานที่ใหม่ๆ และเป็นเครื่องมือสื่อสารกับคนแปลกหน้าท้องถิ่นที่กลายมาเป็นเพื่อนกัน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load