การทำงานหนักมาถึง 11 ปีไม่ได้ไร้ประโยชน์ ชื่อเสียงที่ผมมีช่วยทำให้สังคมดีขึ้นได้ นับเป็นการคืนให้สังคมและเป็นบุญของชีวิต” 

นิชคุณ หรเวชกุล บอกเราในวันที่เขาโลดแล่นอยู่ในวงการบันเทิงระดับเอเชียมากว่าทศวรรษ พร้อมไปกับทำงานเพื่อสังคมในฐานะ Friend of Unicef อย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 

การเติบโตในวงการบันเทิงต่างประเทศเปิดโอกาสให้เขาได้เจอโลกกว้าง เปิดหูเปิดตาเก็บประสบการณ์หลากหลาย แต่การร่วมทำงานสังคมในบ้านเกิดนับเป็นการเปิดมุมมองให้เขาได้รับรู้ปัญหาในสังคมไทยมากมายที่ถูกเร้นไว้และเราส่วนใหญ่มองข้ามมาตลอด 

ความสำเร็จและชื่อเสียงอาจเคยเปลี่ยนแปลงชีวิตของเด็กขี้อายให้กลายเป็นซูเปอร์สตาร์ที่ใครต่างคลั่งไคล้ แต่การทำงานเพื่อสังคมได้หล่อหลอมมุมมองชีวิต ความคิด และจิตใจของเขาให้แตกต่างไปจากเดิม

ไม่ว่าจะเป็นการนิยามความสำเร็จใหม่ ความเข้าใจสัจธรรมของงานและวงการ ไปจนถึงความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ไขปัญหาสังคมในประเทศไทยให้ได้

ทุกเรื่องที่เขาเล่ามาคล้ายบอกเป็นนัยว่า ณ วันนี้เขารู้ชัดแล้วว่า คุณค่าที่แท้จริงของชีวิตคืออะไร

นิชคุณ หรเวชกุล ในวัย 31 ที่มีการทำงานเพื่อสังคมเป็นแรงผลักดันให้เดินหน้าต่อในวงการบันเทิง

จากจุดเล็กๆ ที่เคยมองข้าม

นับตั้งแต่ค่าย JYP เปิดตัวนิชคุณเป็นหนึ่งในสมาชิกวง 2PM เส้นทางในชีวิตของเด็กชายขี้อายคนนี้ก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เขากลายเป็นนักร้องและไอดอลชื่อดังในประเทศเกาหลีใต้ที่มีโอกาสเดินทางไปทำงานในสถานที่ไม่ซ้ำแต่ละวัน ถึงขนาดเดินทาง 3 ประเทศใน 1 วัน โดยแทบไม่ได้หยุดพัก

กลุ่มแฟนคลับของนิชคุณเคยเก็บสถิติว่าใน 1 ปี (ปี 2014) เขาเดินทางด้วยเครื่องบินเป็นระยะทาง 195,540 กิโลเมตร นับว่าเดินทางรอบโลกได้ 4.88 รอบ หรือหากจะนับไประยะทางไปดวงจันทร์ก็ได้เกือบครึ่งทางทีเดียว

แต่ท่ามกลางโลกใบใหญ่ที่เขาได้เดินทางไป ไม่เคยมีที่ใดกระตุกให้หัวใจของเขาสั่นสะเทือนจนไม่เคยลืมได้ เท่ากับพื้นที่แห่งหนึ่งในเมืองหลวงของประเทศไทย ที่หลบเร้นความเหลื่อมล้ำมากมายภายใต้ความศิวิไลซ์ของเมือง

“ท่ามกลางตึกสูงและความหรูหราของกรุงเทพ มีจุดที่ไม่รู้ว่าเราต่างมองไม่เห็นหรือบางคนเลือกที่จะไม่มองมันเราต่างขับรถผ่านบนทางด่วนทุกวัน แต่ไม่เคยรับรู้เลยว่าข้างล่างทางด่วนนั้นมีชุมชนขนาดใหญ่ ที่คนอาศัยอยู่ในนั้นมีความเป็นอยู่ที่ไม่ดีและแทบไม่มีอะไรเลย” เขาเริ่มเล่าถึงปัญหาความเหลื่อมล้ำที่ซ่อนอยู่

และชุมชนที่เขาพูดถึงนั้นคือ ชุมชนคลองเตย

หลังจากที่ได้มาทำงานเพื่อสนับสนุนการรณรงค์ด้านสิทธิเด็กกับยูนิเซฟ นิชคุณมีโอกาสลงพื้นที่เยี่ยมเด็กๆ ในชุมชนแห่งนี้ และได้สัมผัสสภาพความเป็นอยู่จริงที่เขาจำได้ขึ้นใจ จนปฏิญาณกับตัวเองว่าต้องหาทางช่วยเหลือเด็กๆ เหล่านี้ให้มีชีวิตดีกว่าเดิมให้ได้ 

นิชคุณ Friend of Unicef
นิชคุณ Friend of Unicef

“ผมจำภาพเด็กๆ ที่อยู่ที่คลองเตยได้ดี จำได้ทั้งกลิ่นและสภาพแวดล้อมที่มีทั้งหนู แมลงสาบ ผมไม่รู้ว่าเราปล่อยให้พวกเขาอยู่อย่างนั้นได้ยังไง ทั้งที่ไม่ได้เป็นความผิดของพวกเขาเลยแม้ว่าเขาจะเกิดมาตรงนั้น ผมว่าเราต้องช่วยเหลือกัน ด้วยความเป็นคนไทยด้วยกัน และเป็นมนุษย์ที่อยู่ร่วมในโลกใบเดียวกัน”

แม้ชีวิตและการทำงานส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ที่ประเทศไทย แต่ไม่ว่าครั้งไหนที่กลับมาบ้านแห่งนี้ เขาจะอุทิศเวลาว่างที่มี แม้จะเพียงไม่กี่ชั่วโมง ให้การทำงานด้านรณรงค์ช่วยเหลือเด็กในโครงการมากมายของยูนิเซฟ

“ผมรู้สึกผิดมาก เพราะทำงานอยู่ต่างประเทศตลอด ไม่มีโอกาสได้ไปลงพื้นที่เยี่ยมน้องๆ ในจังหวัดไกลๆ แต่พยายามหาเวลาทำงานนี้ให้มากกว่าเดิมให้ได้ ที่ผ่านมา สิ่งที่ผมได้ดีที่สุดคือการเป็นกระบอกเสียงที่เล่าเรื่องราวปัญหาที่มีมากมายเกินไปผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์กและผ่านสื่อต่างๆ เพื่อเรียกให้ทุกคนหันมาสนใจและมาช่วยเหลือกันได้ นั่นคือสิ่งที่ผมต้องทำ”

นิชคุณ หรเวชกุล ในวัย 31 ที่มีการทำงานเพื่อสังคมเป็นแรงผลักดันให้เดินหน้าต่อในวงการบันเทิง

ก่อร่างความคิดและจิตใจ

นิชคุณยอมรับว่า การได้รับรู้ปัญหาสังคมมากมายจากการทำงานนี้ ส่งผลต่อความคิดและจิตใจจนถึงกับเปลี่ยนแปลงการมองโลกของเขาใหม่ และมองเห็นถึงความสำคัญของ ‘การให้’ มากขึ้นกว่าเดิม

“การทำงานเพื่อสังคมเป็นอีกหนึ่งแรงผลักดันให้ผมทำงานในวงการและเดินหน้าต่อไป เพราะรู้ว่าชื่อเสียงที่ได้สร้างมาไม่ไร้ความหมาย ผมใช้ความเป็นดาราและชื่อเสียงที่มีมาใช้คืนกลับให้สังคมได้

“ผมบอกแฟนคลับเสมอว่า วันเกิดผมไม่ต้องซื้อของขวัญมาให้เลยนะ เอาเงินที่ซื้อของขวัญไปบริจาคดีกว่า แล้วเขาก็ทำจริง และส่ง Certificate จากยูนิเซฟมาให้ ดูแล้วมีความสุขและชื่นใจมาก ผมบอกแฟนคลับว่า ถือว่าเป็นการทำบุญร่วมชาติกัน ชาติหน้าจะได้เกิดมาด้วยกันอีกนะ” เขาจบประโยคด้วยรอยยิ้มที่สื่อมาจากใจ

ชีวิตเป็นเหมือนคลื่น

“เมื่อก่อนผมอาจวัดความสำเร็จด้วยการมองว่า ‘เราจะได้ที่เท่าไหร่’ เพลงที่ออกมาต้องติดชาร์ตเป็นที่หนึ่งให้ได้ หรือต้องมีโฆษณาที่มีหน้านิชคุณแปะอยู่ตามบอร์ดรถไฟฟ้าเมืองไทยมากมายแค่ไหน จนคนเกาหลีมาไทยเขาต้องเทกซ์มาหาว่า เจอคุณอีกแล้วนะ แต่เดี๋ยวนี้ผมไม่ได้มองเรื่องแบบนั้นแล้ว”

นิชคุณย้อนเล่าถึงวันที่เขาเคยใช้ชีวิตอยู่กับการไล่ล่าอันดับ แคร์ปริมาณผลงานที่คิดเอาว่านั่นคือการยืนยันถึงความสำเร็จ

 “แต่วันนี้ผมไม่ได้คิดว่าตัวเองต้องดังขนาดไหน” เขาเรียบเรียงความคิดและเล่าต่อไป “ผมไม่กังวลว่าจะต้องมียอด Follower เท่าไหร่ จะต้องดังกว่าใครคนไหน คอนเสิร์ตก็ไม่จำเป็นต้องมีคนมาดูถึงขนาด 15,000 คน เพราะล่าสุดที่แสดงให้คนสองสามพันคนได้ดูแล้วมีความสุขสนุกกัน แล้วผมก็ได้เห็นหน้าทุกคนตรงนั้น นั่นก็นับเป็นความสำเร็จแล้ว 

“เพราะฉะนั้น ความสำเร็จของ ณ เวลานี้คือการที่ได้ทำสิ่งที่ผมรัก ทำให้คนที่รักผมภูมิใจและมีความสุข เท่านั้นพอ” เขาสรุปนิยามความสำเร็จที่แตกต่างจากเดิมไปให้เราฟังเช่นนี้ โดยที่ตัวเขาเองก็ไม่รู้ว่าความคิดนี้เกิดขึ้นมาได้อย่างไร

นิชคุณ หรเวชกุล ในวัย 31 ที่มีการทำงานเพื่อสังคมเป็นแรงผลักดันให้เดินหน้าต่อในวงการบันเทิง

อาจเป็นเพราะยิ่งโตยิ่งเข้าใจสัจธรรมของชีวิตด้วยใช่ไหม-เราลองถาม

“เป็นเพราะผมเข้าใจว่าดาราคืออาชีพหนึ่ง แต่ไม่ใช่จิตใจของคนใดคนหนึ่ง” เขาว่ามาทันที

“การที่เราคิดว่าตัวเองต้องเป็นดาราตลอดเวลาทำให้เราเป็นโรคทางจิตใจได้เลยนะ” เขาอธิบาย “เมื่อเราขึ้นสูงสุด จากนั้นดิ่งลงมา การยึดติดกับการเป็นดาราทำให้เราเป็นโรคซึมเศร้าได้เลยนะ แต่สำหรับผม ผมรู้แล้วว่านี่คืออาชีพอาชีพหนึ่งที่ผมต้องทำไปจนกว่าผมอยากเลิกทำ ถ้าผมจะลงก็คือลง ถ้ามีคนอยากเรียกใช้อยู่ อยากให้ผมทำงาน ผมก็ทำ แต่ถ้าไม่มี ก็ไม่เป็นไร ผมไปทำกิจกรรมอื่นก็ได้

 “ที่คิดได้อย่างนี้ อาจเพราะผมได้รับคำสอนที่ดีจากพ่อแม่ที่ว่า ‘ไม่ให้ยึดติดกับอะไรมากเกินไป’ คุณพ่อจะบอกเสมอว่า อยู่อย่างพอเพียงก็พอ ส่วนคุณแม่จะเปรียบเทียบให้เข้าใจว่า ชีวิตมีสูงก็ต้องมีต่ำ เหมือนกับคลื่น ที่ต้องมีคลื่นลูกใหม่เข้ามาเรื่อยๆ และซัดแรงกว่าเดิม เราเอาชนะคลื่นลูกหลังเราไม่ได้ เราต้องโดนซัดตลอด ห้ามมันไม่ได้”

ในวัย 31 ปี ที่เข้าใจแก่นแท้ของชีวิตและปล่อยวางการยึดติดที่เคยมีมาได้ เราอยากรู้ว่าความสุขที่สุดของเขาในเวลานี้คืออะไร

“การที่ได้ไปเที่ยวกับครอบครัว” เขาตอบทันทีด้วยสายตาเป็นประกาย “เมื่อต้นปีผมไปโร้ดทริปกับพี่น้องที่อเมริกา ปีหน้าเล็งอยู่ว่าจะพาคุณแม่ไปที่ไหน” เขาหันไปยิ้มกับคุณแม่ ก่อนเล่าว่าการที่เขาได้ดูแลครอบครัวเป็นความสุขยิ่งใหญ่ที่หาอะไรเปรียบไม่ได้

“ตอนนี้กำลังสร้างบ้านใหม่ น้องสาวที่เป็นอินทีเรียเป็นคนออกแบบตกแต่งบ้านอยู่ อีกไม่นานก็น่าจะเสร็จแล้ว” เราเห็นรอยยิ้มเปี่ยมด้วยความสุขในดวงตาและใบหน้าของเขา

นิชคุณ หรเวชกุล ในวัย 31 ที่มีการทำงานเพื่อสังคมเป็นแรงผลักดันให้เดินหน้าต่อในวงการบันเทิง

จากจุดที่เล็กที่สุดในสังคมสู่ผลลัพธ์มหาศาล

ในปีนี้นิชคุณได้ร่วมรณรงค์ให้เด็กๆ เห็นถึงความสำคัญของการอ่าน ในโครงการเด็กทุกคนอ่านได้ Every Child Can Read 

“ผมคิดว่านี่คือโครงการที่ดีที่สุดของยูนิเซฟ เพราะการอ่านเป็นเรื่องใกล้ตัวมาก” 

การเติบโตมากับการส่งเสริมจากครอบครัวให้รักการอ่าน โดยเริ่มจากการ์ตูนพุทธประวัติแทนการดูรายการโทรทัศน์ หล่อหลอมให้นิชคุณกลายเป็นคนที่หลงเสน่ห์ของหนังสือ และบอกอย่างเต็มปากว่า การอ่านเหมือนเป็น Magic เพราะเขาได้สัมผัสเรื่องน่าอัศจรรย์เช่นนั้นด้วยตัวเอง

Friend of Unicef

“เรื่องที่เหมือน Magic ที่สุดที่ผมเจอคือ นักเขียนคนหนึ่งที่ผมชอบมากชื่อ Paulo Coelho ที่เขียนเรื่อง The Alchemist มาฟอลโลว์ผมในทวิตเตอร์ เพราะผมทวีตเกี่ยวกับหนังสือเรื่องนี้เยอะมาก แล้วเขาก็ส่งหนังสือเรื่องนี้พร้อมลายเซ็นมาให้

“ผมนั่งอ่านหนังสือของเขาแบบไม่ลุกไปไหนเลย จนหันมามองนาฬิกาถึงรู้ว่าผ่านไปแล้วหลายชั่วโมง เขาเล่าเรื่องเก่งมาก ผมวาดภาพในหัวตามที่เขาบรรยาย คนนี้จะหน้าตาเป็นอย่างไร สถานการณ์ตรงนี้จะมีกลิ่น เสียง สี อย่างไร เหมือนการสร้างภาพยนตร์ในหัวเราเลย นี่คือเสน่ห์ของการอ่าน”

นิชคุณ หรเวชกุล ในวัย 31 ที่มีการทำงานเพื่อสังคมเป็นแรงผลักดันให้เดินหน้าต่อในวงการบันเทิง
Friend of Unicef

แม้เราต่างรู้ดีว่าการอ่านสำคัญต่อการเติบโตของชีวิตและจิตใจ แต่การอ่านในยุคที่เด็กเข้าถึงสื่อดิจิทัลได้ง่าย และสนุกไปกับความบันเทิงและเรื่องราวของผู้คนในโซเชียลเน็ตเวิร์กมากมาย แต่นิชคุณเห็นว่าท่ามกลางความท้าทายใหญ่หลวงนี้ ใช่ว่าจะไม่มีทางออกใด 

“นอกเหนือจากผมหรือ Influencer หลายคนจะช่วยกันโพสต์แนะนำหนังสือดีๆ ให้คนอยากอ่านและบอกต่อกันไปแล้ว การปลูกฝังการอ่านที่ดีควรเริ่มจากจุดเล็กที่สุดในสังคม นั่นคือครอบครัว พ่อแม่อาจซื้อหนังสือมาสักเล่ม อ่านให้ลูกฟัง ให้เขาจำได้ว่าหนังสือสนุกแค่ไหน เมื่อเขาคุ้นเคยและอยากอ่านเองบ้าง ผลที่ได้รับจะมีมากมายมหาศาล

“มันเหมือนการโยนก้อนหินเล็กๆ ลงในน้ำ แล้วผิวน้ำจะกระเพื่อมเป็นวงใหญ่ขึ้นไปเรื่อยๆ ไม่มีสิ้นสุด”  นิชคุณสรุปพร้อมรอยยิ้มเปี่ยมหวัง คล้ายกับว่าการเปรียบเทียบที่ว่านี้ก็เป็นความมุ่งมั่นในใจอีกหลายอย่างที่พร้อมลงมือทำเพื่อคืนกลับให้สังคมกว้างอย่างแท้จริง

Friend of Unicef

ผู้สนใจร่วมบริจาคเพื่อสนับสนุนแคมเปญ Every Child Can Read ได้ผ่านบริการ CenPay ณ จุดแคชเชียร์ และ กล่องบริจาคที่ร้านเซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์, ท็อปส์ มาร์เก็ต, ท็อปส์ ซูเปอร์สโตร์ และท็อปส์ เดลี่ ทุกสาขา ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2562 – 31 สิงหาคม 2565 ร่วมแคมเปญ Every Child Can Read ได้แล้ววันนี้ผ่านกิจกรรม #อ่านสัปดาห์ละเล่ม ดูข้อมูลเพิ่มเติมที่แฟนเพจ Tops Thailand – ท็อปส์ ไทยแลนด์ หรือ www.unicef.or.th/abookaweek

Writer

เชิญพร คงมา

อดีตเด็กยอดนักอ่านประจำโรงเรียน ชอบอ่านพอๆ กับชอบเขียน สนุกกับการเล่าเรื่องราวรักการเที่ยวเล่น ติดชิมของอร่อย และสนใจธรรมะ

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

The Cloud x สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa)

นอนไม่หลับ ปวดหัว จิตใจไม่สงบ ขอเพียงได้ยินเสียงอันกังวานของขันอันคุ้นเคยในช่อง TikTok ของ ‘ลุงหงอกกิ๊กก๊อก – Loong Ngork Gig Gog’ ทั้งผู้ฟังที่ตั้งใจเข้ามาและบังเอิญกดเข้ามาเจอ ต่างก็ติดใจในความสงบไปตาม ๆ กัน เพราะนี่คือศาสตร์การบำบัดร่างกายและจิตใจด้วยพลังงานบริสุทธิ์ของชายที่ชื่อว่า ไกรสร พรหมพิทักษ์

‘ลุงหงอกกิ๊กก๊อก’ เป็นลูกชาวนาผู้หลงรักเครื่องยนต์ จนนำตัวเองเข้าสู่วงการนิตยสาร ตามด้วยวงการวิทยุ และล่าสุดคือวงการ TikTok ที่มีแฟนคลับหลากหลายช่วงวัยมาติดตามกว่า 8 แสนคน

ลุงหงอกกิ๊กก๊อก - Loong Ngork Gig Gog  ไกรสร พรหมพิทักษ์ ดาว TikTok วัย 77 ตีขันบำบัดด้วยพลังงานบริสุทธิ์

ใครหลายคนคงเคยได้ยินเสียงของลุงหงอกอธิบายเรื่องราวเกี่ยวกับพลังงานบริสุทธิ์ รวมถึงจิตศาสตร์ พุทธศาสตร์ ฟิสิกส์ และธรรมะอยู่แล้ว แต่น้อยคนนักที่รู้จักตัวตนและเรื่องราวเบื้องหลังดาวโซเชียลคนนี้อย่างแท้จริง คอลัมน์ Talk of The Cloud เลยพาทุกท่านไปรู้จักกับชีวิตลุงหงอก ชนิดที่เก็บตกทุกช่วงเวลาของการเติบโต โดยมีลุงหงอกเป็นผู้เขียนเล่าอัตชีวประวัติของตนเอง! พิเศษสุด ๆ เฉพาะสัปดาห์ The Cloud Golden Week เท่านั้น

ก่อนหัวจะหงอกและยังไม่มีคำนำหน้าว่าลุง

ไกรสร พรหมพิทักษ์ คือลูกชาวนาเต็มขั้นผู้มีกำปั้นเป็นหัวใจ เกิดไหนไม่เกิดดันเกิดกลางทุ่งนา ขณะที่ นางคำมี กำลังดำนา จู่ ๆ ก็หลุดพรวดโดยไม่มีเสียงโอดโอย นอกจากลูกชาวนาแล้ว ไกรสรยังอุปโลกน์โดยไม่มีเปเปอร์และใบเซอร์ฯ ติดข้างฝามารองรับและรับรอง ว่าเป็นศิษย์พระตถาคตผู้อยู่หางแถว รู้แล้วจึงมาเล่าและเขียนให้อ่าน มีติดตัวแล้วจึงนำมาทำให้เกิดผลสัมฤทธิ์ชนิดจับต้องได้ เช่น ใช้ 2 มือเปล่า 1 ความเข้าใจ กับความบริสุทธิ์ผ่านเสียง เพื่อรักษามนุษย์ โดยไม่ต้องกิน ทา ฉีด หรืออาบด้วยเคมีกับรังสีนานาชนิด

ไกรสรทำงานผ่านโลกโซเชียลหลายแพลตฟอร์ม โดยเฉพาะ TikTok ในนาม ลุงหงอกกิ๊กก๊อก – Loong Ngork Gig Gog ชื่อนี้มีแต่นางสาวรจนาตาถึงเท่านั้น ที่จะรู้ว่าภายในตัวไอ้เงาะป่ามีดีเรื่องอะไร

ลุงหงอกกิ๊กก๊อก - Loong Ngork Gig Gog  ไกรสร พรหมพิทักษ์ ดาว TikTok วัย 77 ตีขันบำบัดด้วยพลังงานบริสุทธิ์

แต่ก่อนจะหงอก ช่วงอายุ 7 ปี โดยประมาณ มีรถยนต์โดยสารหน้าตัดเชฟโรเลต หลังสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 มาจอดรับส่งผู้โดยสารทุกวันศุกร์ จากตำบลดอนจิก ถึงอำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี เห็นผู้ใหญ่เขาทำให้เครื่องยนต์ติดโดยการหมุน เราก็อยากทำบ้าง สมัยนั้นเขาเรียกว่า ‘เห็นช้างขี้ ขี้ตามช้าง’ ส่วนสมัยนี้เขาเรียกว่า ‘ซน ไฮเปอร์ สมาธิสั้นสุด ๆ’ ผลที่ได้คือ ถูกเครื่องมือที่ใช้หมุนตีกลับ เจาะเข้าระหว่างคิ้ว เลือดสาดมีแผลเป็นจนถึงทุกวันนี้

ไม่ต้องถามว่าเสียเลือดกี่ลิตร เย็บไปกี่เข็ม ทั้งหมดจบลงด้วยสองมือเปล่ากับลมปากเป่าของ นายจูม (ผู้ทำให้เกิด) มาปิดปากแผลให้โดยไม่รู้จักเชื้อโรค เชื้อรา หรือบาดทะยัก ที่แน่ ๆ แพสชันด้านเครื่องยนต์มีต้นทุนมาจากหัวคิ้ว นึกในใจไม่มีใครรู้ ถ้าไม่บอกกล่าวเล่าขาน ต่อมาก็หายใจเข้า หายใจออก กิน นอนเป็นเครื่องยนต์

จากจับประแจซ่อม สู่จับปากกาเขียน

  ต่อมาทำงานบุกตะลุยอู่ซ่อมสารพัดช่าง ทะลุถึงแคมป์ทหารอเมริกัน ถูกคัดเลือกจาก 1 ใน 11 คน เป็นโอเปอเรเตอร์ควบคุมทั้งเครื่องยนต์และไฟฟ้า ถลำลึกจากบุกอุบลฯ ถึงกรุงเทพฯ ด้วยรถไฟ ไปเป็นคนสอนวิชาเครื่องยนต์ใน โรงเรียนนางเลิ้งยานยนต์ หน้าสนามม้านางเลิ้ง ปัจจุบันเหลือแต่อาคาร ป้ายชื่อโรงเรียนหายไปไหนไม่ทราบ!

รู้และจำแต่เพียงว่า ณ วันนั้นเกิดวิวาทะเรื่องค่าเหนื่อยระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างไม่ลงตัว นึกได้แต่เพียงว่า

“ฉันทำงานให้กับเธอ คือความสามารถของฉัน ถ้าฉันทำงานให้กับฉันล่ะ คือความสามารถของใคร”

ลุงหงอกกิ๊กก๊อก - Loong Ngork Gig Gog  ไกรสร พรหมพิทักษ์ ดาว TikTok วัย 77 ตีขันบำบัดด้วยพลังงานบริสุทธิ์

คำตอบสุดท้ายก็ออกมาด้วยวาจา ความว่า “ความสามารถของการกระทำสิ่งใด ๆ = ความรู้ + ความเข้าใจ และการเข้าถึงของสิ่งนั้น ๆ + การกระทำ” ประจำกายใจถึงทุกวันนี้แล พร้อม ๆ กับเป็นที่มาของภาษากระแทกกลุ่มอนุรักษ์นิยมว่า การกระทำและการปฏิบัติเกิดก่อนทฤษฎีเป็นจริงฉันใด บุคคลที่ได้รับปริญญาทุก ๆ ใบในปัจจุบัน จะมาจากบุคคลที่ไม่เคยมีใบปริญญามาก่อนเป็นจริงฉันนั้น

ต่อมาก็เกิดความเชื่อมั่นในตัวเองทั้งภายในและภายนอกเรื่องยานยนต์ นึกเสียดายประสบการณ์ตรง ครั้นจะเปลี่ยนเส้นทางไปศึกษาถึงขั้นนั่งบัลลังก์สั่งเป็นสั่งตายแก่มนุษย์ ใจก็ไม่โดนเป้า เพราะไม่ชอบคำว่า ‘ถูกกับผิด’ ที่มนุษย์รุ่นก่อน ๆ สั่งสมกันมาเป็นตำราร่ำเรียน ว่าแล้วก็สูดลมหายใจเข้าปอดจนเต็มพร้อม กลั้นจนกว่านิวเคลียร์ของออกซิเจนจะแตก กลายเป็นพลังงานแผ่ซ่านไปทั้งตัว นำเอาประสบการณ์ทั้งทำ ทั้งสอน มาร้อยเรียงเป็นภาษาพ่อขุนฯ ซึ่งเป็นภาษาของพระอรหันต์ เสนอต่อเจ้าของนิตยสารเกี่ยวกับยานยนต์ กรังด์ปรีซ์ หวังจะให้ระเบิดเถิดเทิง

ปรากฏว่าต่ำกว่ามาตรฐานหลายลี้ จึงถูกขยี้ทิ้งตะกร้าถึง 2 ครั้ง 2 ครา

ผลการพิจารณาได้ 1 ใน 10 ฐานะลูกเขยกำนันยอมไม่ได้ เสนอครั้งที่ 3 ถามตรง ๆ ตั้งชื่อเรื่องมาเลย แม้ไม่เคยก็อยากลองครับ เป็นผู้นำความคิดและการกระทำไม่ได้ ก็ขอเป็นผู้ตาม อย่างน้อยก็กันหมากัด

วลีจากเจ้าของนิตยสาร คุณปราจิน เอี่ยมลำเนา เปรยทีเล่นทีจริง อยากจะได้เรื่องราวชาวยูสเซอร์ซื้อรถมือสองป้องกันผู้ขายย้อมแมวท่าจะดี เพราะอย่างน้อยถือเป็นการทำบุญ เท่านั้นแหละ เลือดบอร์นทูบีฉีดกลางแสกหน้าระหว่างคิ้วได้ชื่อเรื่องทันที เคล็ดลับ 16 ข้อของการเลือกซื้อรถเก่า เปิดตัวหน้าปกนิตยสารเกี่ยวกับยานยนต์นาม ‘กรังด์ปรีซ์’ พ.ศ. 2517 เป็นนิตยสารด้านยานยนต์และไลฟ์สไตล์ อีกทั้งยังมีนิตยสารในเครือ ได้แก่ นิตยสาร มอเตอร์ไซค์ นิตยสาร ออฟโรด นิตยสาร เอ็กซ์โอออโต้สปอร์ต นิตยสาร การาจไลฟ์ และหนังสือพิมพ์ ยวดยาน

ลุงหงอกกิ๊กก๊อก - Loong Ngork Gig Gog  ไกรสร พรหมพิทักษ์ ดาว TikTok วัย 77 ตีขันบำบัดด้วยพลังงานบริสุทธิ์
ลุงหงอกกิ๊กก๊อก - Loong Ngork Gig Gog  ไกรสร พรหมพิทักษ์ ดาว TikTok วัย 77 ตีขันบำบัดด้วยพลังงานบริสุทธิ์

จากนั้นก็ถูกตีพิมพ์ติดลมบนมาจนลืมลมล่าง กลายเป็นคอลัมน์ ‘ช่างวันหยุด’ ประจำในนิตยสาร กรังด์ปรีซ์ FC ก็เริ่มก่อตัว เป้าหมายคือขยายยอดจำหน่ายครองใจผู้อ่าน บริการผู้สนับสนุน ทั้งการจัดแข่งรถ ช่างเทคนิค การตลาดโฆษณา งานมอเตอร์โชว์ ฯลฯ จากบันไดขั้นแรกถึงบันไดขั้นสุดท้ายใน พ.ศ. 2528

ก่อนเกิดเป็นมอเตอร์โชว์ระดับอินเตอร์

ปลดสร้อยทองคล้องคอหนัก 5 บาท ขึ้นเครื่องเจแปนแอร์ไลน์มุ่งสู่กรุงโตเกียว มอเตอร์โชว์ครั้งแรกของชีวิต ไปปล่อยไก่สัตว์สองเท้าบนเครื่อง ขณะเครื่องกำลังรักษาระดับการบินคงที่ ทุกคนปลดเข็มขัดรัดเอว เราก็ทำบ้าง สักพักแอร์โฮสเตสเดินมากระซิบผู้โดยสาร พอมาถึงเรา เขาก็กล่าวสั้น ๆ ว่า “ดู ยู วอน ไวฟ์?” เราก็สวนทันทีว่า “เยส” ตามด้วย “อิส ชี บิวตี้ฟูล?” แอร์โฮสเตสกลับมาอีกทีพร้อมกับส่งแก้วไวน์ตามสไตล์สาวกิโมโน ปัดโธ่เอ้ย! นึกในใจว่าจะได้สละโสดรับลูกสาวแม่ยาย สายเลือดลูกพระอาทิตย์มาฝากแม่ตัวเองที่กรุงเทพฯ เสียแล้ว จ๋อยไปเลยเพ่!

2 วันเต็ม เดินวนขาลากดูงานมอเตอร์โชว์ให้เต็มตา เก็บตกให้หมดเท่าที่จะทำได้ เพื่อนำมาขยายผลในนิตยสาร กรังด์ปรีซ์ กลับมาจับปากการ่ายยาวขึ้นปกหน้าเรียกแขก ‘บักเสี่ยวเที่ยวงานมอเตอร์โชว์ที่โตเกียว’ ฮากันตลอดปี แถมเพิ่ม FC ขึ้นเรื่อย ๆ จนได้รับความไว้วางใจให้รับตำแหน่งบรรณาธิการเทคนิค และบรรณาธิการขั้นท็อปบางกอกมอเตอร์โชว์ระดับอินเตอร์ จากนั้นก็ติดลมบนมาจนถึงทุก ๆ วันนี้แล

เรื่องยิบย่อยระหว่างทาง

วันหนึ่งมีวิวาททางวาทะกับบรรณาธิการชื่อ อุดร เขามาตัดช่วงหนึ่งของบทความทางเทคนิคของเครื่องยนต์จนขาดใจความสำคัญ เพราะเขาไม่รู้ว่าเราคิดและเขียนตั้งแต่เป็นเศษเหล็ก ไปจนถึงดัดแปลงแก้ไขเพิ่มแรงม้าให้เป็นรถแข่ง

ถึงขั้นตบโต๊ะใส่กัน แต่สุดท้ายเขาก็จากไปด้วยอุบัติเหตุ

ยังมีเรื่องเล่าชาวหลังพวงมาลัยอีกเรื่อง ครั้งแรก วันหนึ่งเวลานั้นมีการทดสอบสมรรถนะรถยนต์ใหม่เอี่ยมก่อนออกสู่ตลาด มีนักเขียนหัวนอกเข้ามาทำงานในกองบรรณาธิการ พูดจาคุยโตโอ้อวดยกตนข่มเขา ซึ่งเราไม่ชอบ

‘ลุงหงอกกิ๊กก๊อก’ จากช่างยนต์ นักเขียน สู่ดาว TikTok วัย 77 ตีขันบำบัดด้วยพลังงานบริสุทธิ์

“มา ๆ ขอพี่ขับเองร้องเพลงไปด้วย ช่วยรัดเข็มขัดให้เรียบร้อยนะ” บนถนนลูกรังกว้างประมาณ 10 เมตรเศษ ริมคลองประปา ด้วยความเร็วประมาณ 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทรีอินวันบวกความรู้สึกตัวที่ยอดเยี่ยม แตะเบรก ดึงเบรกมือ และกระชากพวงมาลัยทันทีครึ่งรอบ รถหมุนกลับพร้อมฝุ่นตลบจบลงทันที (ทำได้ครั้งเดียว) นี่แหละคือวิชาปราบองคุลีมาล

นึกในใจทีหลังอย่าซ่า รู้ซะบ้างว่าไผเป็นไผ ไอ้น้อง!

ครั้งที่ 2 ได้ชื่อว่าเป็นมนุษย์เท้าเบาที่สุดในรอบปี ครั้งนั้นจัดแข่งขับรถประหยัดน้ำมันยี่ห้อฟอร์ดเลเซอร์ จากกรุงเทพฯ ถึงสวนสามพราน บริษัทเขาเชิญบรรดานิตยสารเกี่ยวกับรถยนต์และรถจักรยานยนต์ทุกฉบับในตลาดสดและตลาดแห้ง นับรวมแล้วได้ 10 คัน 10 คนขับ เราเป็นหนึ่งในนาม กรังด์ปรีซ์ และในฐานะบรรณาธิการเทคนิคต้องใช้ทักษะขั้นเทพ ปรากฏได้ระยะทาง 22.3 กิโลเมตรต่อลิตร พิชิตเดอะวินเนอร์ ตีพิมพ์ขึ้นปกเรียกแขกเพิ่ม FC ช่างวันหยุดอีก ทำให้เขาขายแบบเทกระจาดหมดสต็อกด่วน สุดท้ายได้พิมพ์ ‘หนังสือคู่มือซ่อมเครื่องยนต์ช่างวันหยุด’ วางตลาดขายใช้หนี้ที่อยู่อาศัย ปลดปล่อยทาสทางใจได้อย่างสิ้นเชิง สมใจนึกบางลำพู

นักการช่างยนต์ช่วยราชการ

เดินเล่นเพลิน ๆ ก็ถูกเชิญไปนั่งหัวโต๊ะเป็นประธานอนุกรรมการกำหนดมาตรฐานช่างซ่อมรถจักรยานยนต์ให้กับกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม โดยมีหน้าที่ทำมาตรฐานขั้น 1 2 3 ให้แจ๋วเหมือนแก้วเจียระไน ออกข้อทดสอบ และจัดการแข่งขัน ฯลฯ

ทุกอย่างเริ่มต้นจาก ก เอ๋ย ก ไก่ กว่าจะรวบรวมเป็นคณะอนุกรรมการผู้เชี่ยวชาญช่างเทคนิค จากตัวแทนบริษัทขายรถจักรยานยนต์ทั้ง 4 แห่ง ได้แก่ ซูซูกิ คาวาซากิ ฮอนด้า และยามาฮ่า ได้สำเร็จก็หมดเหงื่อหลายซีซี และกว่าจะมองตาถึงขั้นรู้ใจก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะทุกฝ่ายต่างรักษาผลประโยชน์ของบริษัทตน คนกลางนั่งหัวโต๊ะรักพี่เสียดายน้อง ต้องละเมียดที่สุดแบบไร้รอยต่อ จึงจะเกิดรอยยิ้มทุกครั้งที่มีการประชุม

เสียอย่างเดียวในฐานะประธาน เสนองานให้กรมฯ ออก พ.ร.บ. กำหนดอัตราค่าจ้างฝีมือแรงงานที่สอบผ่านมาตรฐาน 1 2 3 ป้องกันนายจ้างผู้ประกอบการเอาเปรียบลูกจ้างยังไม่สำเร็จ ก็จำต้องจบข่าวครับเจ้านาย

ยัง ๆ ยังถูกเชิญไปช่วยกรมอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ โดยจัดการแข่งขันช่างยนต์ประจำปีติดต่อกันหลายปี จนกระทั่งอธิบดีกรมอาชีวศึกษามอบเสื้อสามารถ (Victory Jacket) สีเลือดหมู อ.ช.ท. (องค์การช่างเทคนิคในอนาคตแห่งประเทศไทย) ให้เป็นรางวัล

เดินถนนสายวิทยุกระจายเสียง

หอบประสบการณ์ การเมืองยังไม่ยุ่ง กางมุ้งยังไม่เกี่ยว จะเด็ดเดี่ยวเผยไต๋เฉพาะสิ่งที่มีอยู่ในตัวตน แอบฟังรายการ ‘หมอรถหมอเรือ’ อยู่นาน ผลงานตอบปัญหาเครื่องยนต์ออกทะเลแดงทะเลดำไปหมด (คิดในใจ ถ้าเป็นเรานะ)

วันนั้นก็มาถึง พ.ศ. 2525 ได้เวลาชื่อรายการ ‘พิทักษ์ยานยนต์’ ออกอากาศทาง FM 90.0 เมกะเฮิรตซ์ สถานีวิทยุกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ เวลา 30 นาที หลังข่าวเที่ยงวัน วันจันทร์ถึงวันศุกร์ ตอบปัญหาเครื่องยนต์จนน้ำท่วมทุ่งผักบุ้งยอดโต ติดลมบนตามสไตล์ไกรสร พรหมพิทักษ์

เจ้าของคอลัมน์ ‘ช่างวันหยุด’ แห่งนิตยสารรถ ‘กรังด์ปรีซ์’ สู่ดาว TikTok วัย 77 ที่สร้างคอนเทนต์เยียวยาผู้คนด้วยขันทิเบต

พ.ศ. 2528 สถานีปรับผังรายการ ขอเสนอเพิ่มเวลาและเพิ่มรายการ ดันไปผิดนโยบายสถานี เพราะความโลภ จึงถูกตัดออกจากผัง แต่ไม่เป็นไรเพราะความสามารถอยู่ที่เรา ไปโผล่อีกทีที่สถานีวิทยุ ขส.ทบ. (กรมการขนส่งทหารบก) ระบบ AM ในปีเดียวกัน ได้ 2 ช่วงเวลาในการออกอากาศ รายการพิทักษ์ยานยนต์สไตล์เดิม กับรายการ ‘เที่ยงคืนกับสิบล้อบ้านเรา’

เพลงไตเติ้ล เย้ยฟ้าท้าดิน วิพากษ์ วิจารณ์ วิจวกทุกระดับยกเว้นยอดพีระมิด เพราะกลัวเจ็บและกลัวตายก่อนวัยอันควร เป็นขวัญใจคนหลังพวงมาลัย มีฉายา ‘ลูกสาวแม่ยายด่ากลางดึก’ เพราะกินนอนที่สถานีประมาณ 90 เปอร์เซ็นต์ เป็นเวลา 11 ปี

งานใหญ่ของสังคม ‘กลุ่มแท็กซี่บ้านเรา’

วันหนึ่งมีคนขับแท็กซี่มืออาชีพ นายจำนงค์ มนัส เก็บปืนพร้อมทะเบียนที่ผู้โดยสารทำหล่นไว้ในรถ เขานำมาให้เจ้าของรายการ เที่ยงคืนกับสิบล้อบ้านเรา ประกาศหาเจ้าของ 7 วันผ่านไป เจ้าของเป็นทนายใจดีมารับพร้อมกล่าวขอบคุณ

จากนั้นต่อมความคิดระเบิดเกิดสำนึก ถ้าคนดีออกมาปรากฏตัว คนชั่วก็จะหายไปจากแผ่นดิน จึงประกาศจัดตั้ง ‘กลุ่มแท็กซี่บ้านเรา’ มีสมาชิก 1,458 ชีวิต ทุกคนมีป้ายโลโก้ ชื่อ-นามสกุล หมายเลขสมาชิก ติดหน้าอกเสื้อสีฟ้า ชายเสื้อสวมในกางเกง รองเท้าหุ้มส้น สวมถุงเท้าพร้อมซักทุกวัน ทุกคนมีเป้าหมายคือ ทำประโยชน์ให้กับสังคม จัดสวัสดิการช่วยเหลือกันและกัน เช่น สมาชิกเกิดอุบัติเหตุขณะอยู่หลังพวงมาลัย บาดเจ็บ แขนขาหัก ตลอดจนเสียชีวิต รับสวัสดิการ 5 หมื่น 3 หมื่น ลดหลั่นกันไป แถมลงขันช่วยกันอีกต่างหาก ตลอดจนคนในครอบครัวด้วย

เจ้าของคอลัมน์ ‘ช่างวันหยุด’ แห่งนิตยสารรถ ‘กรังด์ปรีซ์’ สู่ดาว TikTok วัย 77 ที่สร้างคอนเทนต์เยียวยาผู้คนด้วยขันทิเบต

ทั้งหมดพร้อมใจกันเป็นหูเป็นตา เป็นสมาชิกแจ้งข่าวอาชญากรรม ช่วยตำรวจกองบัญชาการตำรวจนครบาล สมัย พล.ต.ท.มนัส ครุฑไชยันต์ เป็นผู้บัญชาการ ทั้งนี้เพื่อลดอคติกับตำรวจจราจรสองข้างทางด้วย

ประกาศคืนทรัพย์สินของผู้โดยสารที่หลงลืมในรถ ซึ่งมีมูลค่าเกิน 5 ล้านบาท

ลงขันในวันที่จะเปิดสะพานพระราม 9 ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา ให้แก่โรงพยาบาลศิริราช 45,000 บาท กลางดึกตั้งแถวเรียง 4 ยาวประมาณ 5 กิโลเมตร โดยมีหางแถวอยู่ที่สถานีวิทยุ ขส.ทบ. ท่าน้ำเกียกกาย ไม่มีสะกิดกันแม้แต่น้อย ปัจจุบันเป็นอาคารรัฐสภาแล้ว

พบปะสัมผัสได้ถึงพลังงานบริสุทธิ์

1 มกราคม พ.ศ. 2537 เวลาบ่าย 3 โมง ตั้งใจขับรถคนเดียวเดินทางไปเคารพ คารวะ สักการะพระนเรศวรมหาราชที่ดอนเจดีย์ จังหวัดสุพรรณบุรี ขับขี่อย่างละเมียดทั้งไปและกลับ 3 ชั่วโมง ล้มตัวลงนอนแบบรู้ตัวทั่วพร้อม ไม่เกิน 20 นาที โลกใบนี้หมุนรอบตัวเองอย่างเร็ว ประมาณ 300,000 กิโลเมตรต่อวินาที รู้สึกตัวเองหลุดออกนอกโลก แล้วหวนกลับมาที่เดิมอย่างช้า ๆ เซ็ตอัปเป็นหนึ่งเดียวจึงรู้ว่า ‘เราคือโลก โลกคือเรา’ และมั่นใจว่าเป็นสมาธิขั้นสูงสุดจนสุดที่สูง มองเห็นสภาวะด้านที่ 3 ของเหรียญ หรือขั้วที่ 3 ของแม่เหล็ก จึงถามหาตัวเองอยู่ 3 ปี จึงพออนุมานได้ว่า นี่คืออภิมหาปรัชญาเกิดขึ้นในตัวเองแล้วซิ

เจ้าของคอลัมน์ ‘ช่างวันหยุด’ แห่งนิตยสารรถ ‘กรังด์ปรีซ์’ สู่ดาว TikTok วัย 77 ที่สร้างคอนเทนต์เยียวยาผู้คนด้วยขันทิเบต

พลังงานบริสุทธิ์ คือ พลังงานที่มีค่าคงที่ ไม่เพิ่มขึ้น ไม่ลดลง ทำลายไม่ได้ และมีมากมายมหาศาลเต็มทั่วทั้งกาแล็กซี่ แม้แต่แสงซึ่งเป็นค่าไม่คงที่ ก็ต้องอาศัยเป็นยานพาหนะในการเคลื่อนที่เร็วแบบไร้ขีดจำกัด ต่อให้นำระเบิดนิวเคลียร์ในโลก มาทำให้ระเบิดพร้อมกันก็ทำลายไม่ได้ สิ่งนี้แหละที่เรียกว่า รู้ได้เป็นการเฉพาะตัวเท่านั้น (ปัจจัตตัง) 7 – 8 พันล้านคนน่าจะรู้ไม่เกิน 5 คน (ขอให้ท่านที่กำลังอ่านเป็นหนึ่งในนั้น)

แต่ศูนย์วิจัยพลังงานบริสุทธิ์รักษามนุษย์และสิ่งแวดล้อม โดยนายไกรสร พรหมพิทักษ์ เป็นผู้ค้นพบ ซึ่งอยู่ในตัวมนุษย์ทุกคนทุกท่าน ลุงหงอกเรียกว่าเป็นองค์ความรู้ใหม่ในศตวรรษที่ 21 เพราะฉะนั้นจึงมีพลานุภาพ ทำให้มนุษย์หลับยาก หลับง่ายได้อย่างง่ายดาย อนึ่ง คำว่าพลังงานบริสุทธิ์ได้ถูกตีพิมพ์ในวารสารเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ตุรกีฉบับ ISSN: 2651 – 4451 JUNE 2021

เปิดประเดิมรายการปรัชญาชีวิต

“รายการนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อการศึกษา พัฒนาสุขภาพกายและจิตเพื่อพิชิตอาการเจ็บไข้ได้ป่วย ให้หายไปตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติร่วมกัน ๆ ๆ ๆ ๆ (เอคโค่)”

ณ สถานีวิทยุยานเกราะ AM 540 เวลาตี 1 – 2 ไตเติ้ลตามองตา สายตาก็จ้องมองกัน รู้สึกเสียวซ่านอันเดอร์แอร์! ได้ปล่อยของอยู่ 4 ศาสตร์ คือ หนึ่ง จิตศาสตร์ สอง พุทธศาสตร์ สาม ฟิสิกส์ศาสตร์ (6 พลังงาน) และ สี่ ธรรมะศาสตร์ (ไม่ใช่ท่าพระจันทร์และรังสิต) หากแต่เป็นศาสตร์ของธรรมชาตินะจ๊ะ

เจ้าของคอลัมน์ ‘ช่างวันหยุด’ แห่งนิตยสารรถ ‘กรังด์ปรีซ์’ สู่ดาว TikTok วัย 77 ที่สร้างคอนเทนต์เยียวยาผู้คนด้วยขันทิเบต

21 ปีเต็ม สดตลอดเกิน 90 เปอร์เซ็นต์ เป็นขวัญใจของคนนอนดึกหรือหลับไม่ลงของกลุ่มวัยรุ่นตอนปลายสายฮา ว่าด้วยการจำกัดอาการเจ็บไข้ได้ป่วย ตั้งแต่ศีรษะถึงปลายเล็บ ด้วยลมปากจากโทรศัพท์สายตรง ตกกลางวันบริการด้วยสองมือเปล่ากับ 1 ความเข้าใจถึงบ้าน ที่ทำงาน ชุมชน และวัดวาอาราม ไม่กิน ทา หรือฉีดเคมี ใช้องค์ความรู้ 4 ศาสตร์เป็นสำคัญ โดยมีตู้ขอทาน ค่าน้ำ ค่าไฟ และปากท้องของผู้กำจัดอาการทั้งหมด ผ่านความรู้สึกล้วน ๆ ปฏิเสธโรคต่าง ๆ ที่เขาว่าทุกกรณี

เข้าสู่โลกโซเชียลเต็มรูปแบบ

มีคนสงสัย ทำไมคนวัยเกิน 77 ปี จึงมาโดดเด่นในโลกโซเชียลแทบทุกแฟลตฟอร์ม โดยเฉพาะ ‘TikTok’

สำหรับลุงหงอก เชื่อว่ามีของดีและมีสาระล้นแก้ว ในการใช้มือถือเป็นพาหนะนำพลังงานบริสุทธิ์ส่งถึงผู้บริโภคทั้งหญิงและชาย ทั้งต่างวัยและต่างเพศ ให้หลับสนิทและสลายอาการเจ็บปวดทุกชนิดได้อย่างดีมีประสิทธิผล จนเป็นที่ประจักษ์ในเวลาน้อยที่สุด ประหยัด คุ้มค่า และปลอดภัย โดยไม่ต้องกิน ทา หรือฉีดยาเคมี ดีไหมล่ะ เช่น เมา ๆ หรือลูกหลานเล่นเกมจนมึนโก่งโก้ง เดินเซตาลาย เห็นช้างตัวเท่าหนู เห็นหมูตัวเท่ามด เห็นบิดามารดาเป็นคนรับใช้ เพียงเก๊งเดียวหายวับไปกับลมหายใจ ฟังดี ๆ มีทักษะระดับเสียงต่ำกว่า 5 เดซิเบลแล้วกัน ใช้เวลา 1 ปี มีผู้ติดตามเกินล้านจ้า

เจ้าของคอลัมน์ ‘ช่างวันหยุด’ แห่งนิตยสารรถ ‘กรังด์ปรีซ์’ สู่ดาว TikTok วัย 77 ที่สร้างคอนเทนต์เยียวยาผู้คนด้วยขันทิเบต

เราคือโลก โลกคือเรา เราเป็นส่วนหนึ่งและเป็นส่วนย่อยของโลก สมองคือส่วนย่อยของตัวเราเอง และสมองเป็นส่วนย่อยของจักรวาล นี่แหละคือทฤษฎีความเป็นหนึ่งเดียว โดยไม่ต้องใช้สูตรสมการผ่านตัวเลขที่ซับซ้อนจนปวดเฮด!

หากคนอื่นสงสัยว่าเรียนรู้ได้อย่างไรในอายุปูนนี้ ขอบอกว่ามนุษย์เราตราบใดที่อายตนะทั้ง 5 (หู ตา จมูก ลิ้น และกายสัมผัส) ยังตอบสนองต่อสิ่งเร้าภายนอกได้ดีมีประสิทธิภาพสูง ไม่ว่าอายุเท่าใดย่อมปรับตัวเข้ากับยุคสมัย และเรียนรู้จากอุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์-เทคโนโลยีได้เสมอ

สำหรับคุณสมบัติของลุงหงอก สิ่งที่ต้องรู้จริงถึงขั้นคิดได้ พูดได้ เขียนได้ และทำให้เกิดผลลัพธ์ได้ โดยเฉพาะทำงานผ่านสื่อตั้งแต่ พ.ศ. 2517 ผ่านนิตยสาร หนังสือพิมพ์รายวัน วิทยุ และรายการโทรทัศน์ เป็นวันแมนโชว์มาทั้งหมด โลกโซเชียลจะต้องเข้าใจอัลกอริทึมและเอไอ แต่ปัญญาประดิษฐ์จะมาสู้ศีล สมาธิ ปัญญา หรือ สติ สมาธิ ปัญญา หรือปัญญาบริสุทธิ์ที่พระพุทธเจ้าให้ไว้แก่ประชาชนชาวโลกได้อย่างไร สิ่งนั้นลุงจะเรียกว่าพระธรรมและค่าคงที่เป็นสิ่งเดียวกัน อยู่ที่ว่าเข้าถึงหรือไม่ และเข้าถึงในระดับใด

เจ้าของคอลัมน์ ‘ช่างวันหยุด’ แห่งนิตยสารรถ ‘กรังด์ปรีซ์’ สู่ดาว TikTok วัย 77 ที่สร้างคอนเทนต์เยียวยาผู้คนด้วยขันทิเบต

ในการทำงานโซเชียลมีเดีย ลุงทำงานร่วมกับคณะที่เรียกกันว่าแอดมิน ทีมแอดมินต้องตีทัศนะของมนุษย์ให้แตก สำคัญที่สุดทีมต้องวินิจฉัยมนุษย์ทั้งแผ่นดินออกมาเป็น 4 กลุ่มให้ได้ เช่น 10 เปอร์เซ็นต์ เป็นกลุ่มปัญญาหรือยอดพีระมิด กลุ่มนี้จะส่งเสริมกันและกันเพื่อความเจริญก้าวหน้า แลกเปลี่ยนความรู้ ส่งเสริมความสามารถ มีลักษณะเสนอแนะ และเป็นผู้นำ อีก 90 เปอร์เซ็นต์ แบ่งเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มละ 30 เปอร์เซ็นต์ กลุ่มที่ 1 จะเห็นด้วยในเรื่องที่เรานำเสนอผ่านจอ กลุ่มที่ 2 จะไม่เห็นด้วย เขาจะแสดงกิริยาผ่านภาษาพิมพ์ที่แย่ เราต้องเมิน ห้ามโต้ตอบทุกกรณี กลุ่มที่ 3 คือกลุ่มเฉย ๆ พร้อมจะรับรู้ในสิ่งที่เรานำเสนอ เราต้องช้อนกลุ่มเฉย ๆ ขึ้นมาหากลุ่มเห็นด้วยให้ได้ สำหรับกลุ่มไม่เห็นด้วย 30 เปอร์เซ็นต์ ก็ปล่อยไป

สิ่งที่พวกเราต่อสู้ทั้งที่รู้ว่าสู้เขาไม่ได้คือคณิตศาสตร์และอัลกอริทึม เพราะเรามองเห็นว่า เขาไม่ได้ส่งเสริมความสามารถพิเศษของมนุษย์จริง ๆ เช่น การปิดตาของผู้ติดตามเรา (ถ้าเขาประกาศรับที่ปรึกษาก็อยากเสนอตัวเข้าไปพัฒนาอัลกอริทึมกับเอไอ เพื่อส่งเสริมให้มนุษย์เก่งและดีมายืนอย่างสง่างามระดับท็อปของประเทศ)

เจ้าของคอลัมน์ ‘ช่างวันหยุด’ แห่งนิตยสารรถ ‘กรังด์ปรีซ์’ สู่ดาว TikTok วัย 77 ที่สร้างคอนเทนต์เยียวยาผู้คนด้วยขันทิเบต

ร่ายยาวเรื่องชีวิตตั้งแต่บนผืนนาเข้าสู่เมืองกรุงมาตั้งนาน ถือเป็นการสรุปเรื่องราว 77 ปีได้อย่างครบถ้วน

หลังจากนี้ หากใครยังอยากรู้จักลุงหงอกมากขึ้น หรืออยากฟังเสียงขันก่อนนอน ที่จะพาทุกท่านไปพบกับความสงบก็ไปติดตามกันได้ที่ TikTok ช่อง LoongNgork GigGog TikTok Family

ตอนนี้ลุงหงอกขอลาไปก่อน

“สาธุ อามีน อาเมน โอม อามิตาพุทธ แทงคิว เวรี่บิ้ก!” ปิดท้ายตามสไตล์ลุงหงอกจ้า

The Cloud Golden Week คือแคมเปญสนุก ๆ ที่ทีมงานก้อนเมฆขอประกาศลาพักร้อน 1 สัปดาห์ เนื่องในโอกาสฉลอง The Cloud ครบ 5 ปี เราเลยเปิดรับวัยอิสระ อายุ 50 ปีขึ้นไป ทั้งนักเขียน ช่างภาพ และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ เข้ามาประจำการแทนใน The Cloud Golden Week ขอเรียกว่าเป็นการรวมพลังวัยอิสระมา ‘เล่าเรื่อง’ ในฉบับของตนเองผ่านสื่อดิจิทัลบนก้อนเมฆ เพราะเราเชื่อว่า ‘ประสบการณ์’ ของวัยอิสระคือเรื่องราวอันมีค่า เราเชื่อในศักยภาพของมนุษย์ อายุที่เพิ่มขึ้นเป็นเพียงตัวเลข ไม่ใช่ข้อจำกัดของการเรียนรู้

แคมเปญนี้เราร่วมกับ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) เพื่อส่งต่อแรงบันดาลใจให้วัยอิสระกล้ากระโจนเข้าหาประสบการณ์ใหม่ ๆ ออกมาพูดคุยกับเพื่อนวัยเดียวกัน พร้อมแบ่งปันเรื่องราวอันเปี่ยมด้วยคุณค่า เพื่อเติมฟืนไฟให้กาย-ใจสดใสร่าเริง

นี่เป็นครั้งแรกที่ทีมงาน The Cloud มีสมาชิกอายุรวมกันมากกว่า 1,300 ปี!

Writer

ไกรสร พรหมพิทักษ์

ลูกชาวนาเต็มขั้น ผู้มีแต่กำปั้นกับหัวใจ เกิดที่ไหนไม่เกิด เกิดกลางทุ่งนาในขณะแม่ดำนา ศิษย์พระตถาคต ผู้อยู่หางแถว รู้แล้วมาบอก มีแล้วจึงนำมาให้

Photographer

สาโรจน์ ปาลกวงศ์ ณ อยุธยา

“หยุดเวลาไว้ในภาพใบนั้น โอบกอดวันวานไว้ในกล้องตัวเก่า โลกสุขสว่างหรือซึมเศร้า งามหรือเหงา ล้วนมีค่าเท่าๆ กัน” เกิดมาเป็นผู้บันทึก มีโอกาสถ่ายทอดเรื่องราวมากมาย ขอบคุณทุกฉากชีวิตที่ผ่านมา แม้เพียงครั้งหนึ่งยังคิดถึงเสมอ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load