การทำงานหนักมาถึง 11 ปีไม่ได้ไร้ประโยชน์ ชื่อเสียงที่ผมมีช่วยทำให้สังคมดีขึ้นได้ นับเป็นการคืนให้สังคมและเป็นบุญของชีวิต” 

นิชคุณ หรเวชกุล บอกเราในวันที่เขาโลดแล่นอยู่ในวงการบันเทิงระดับเอเชียมากว่าทศวรรษ พร้อมไปกับทำงานเพื่อสังคมในฐานะ Friend of Unicef อย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 

การเติบโตในวงการบันเทิงต่างประเทศเปิดโอกาสให้เขาได้เจอโลกกว้าง เปิดหูเปิดตาเก็บประสบการณ์หลากหลาย แต่การร่วมทำงานสังคมในบ้านเกิดนับเป็นการเปิดมุมมองให้เขาได้รับรู้ปัญหาในสังคมไทยมากมายที่ถูกเร้นไว้และเราส่วนใหญ่มองข้ามมาตลอด 

ความสำเร็จและชื่อเสียงอาจเคยเปลี่ยนแปลงชีวิตของเด็กขี้อายให้กลายเป็นซูเปอร์สตาร์ที่ใครต่างคลั่งไคล้ แต่การทำงานเพื่อสังคมได้หล่อหลอมมุมมองชีวิต ความคิด และจิตใจของเขาให้แตกต่างไปจากเดิม

ไม่ว่าจะเป็นการนิยามความสำเร็จใหม่ ความเข้าใจสัจธรรมของงานและวงการ ไปจนถึงความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ไขปัญหาสังคมในประเทศไทยให้ได้

ทุกเรื่องที่เขาเล่ามาคล้ายบอกเป็นนัยว่า ณ วันนี้เขารู้ชัดแล้วว่า คุณค่าที่แท้จริงของชีวิตคืออะไร

นิชคุณ หรเวชกุล ในวัย 31 ที่มีการทำงานเพื่อสังคมเป็นแรงผลักดันให้เดินหน้าต่อในวงการบันเทิง

จากจุดเล็กๆ ที่เคยมองข้าม

นับตั้งแต่ค่าย JYP เปิดตัวนิชคุณเป็นหนึ่งในสมาชิกวง 2PM เส้นทางในชีวิตของเด็กชายขี้อายคนนี้ก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เขากลายเป็นนักร้องและไอดอลชื่อดังในประเทศเกาหลีใต้ที่มีโอกาสเดินทางไปทำงานในสถานที่ไม่ซ้ำแต่ละวัน ถึงขนาดเดินทาง 3 ประเทศใน 1 วัน โดยแทบไม่ได้หยุดพัก

กลุ่มแฟนคลับของนิชคุณเคยเก็บสถิติว่าใน 1 ปี (ปี 2014) เขาเดินทางด้วยเครื่องบินเป็นระยะทาง 195,540 กิโลเมตร นับว่าเดินทางรอบโลกได้ 4.88 รอบ หรือหากจะนับไประยะทางไปดวงจันทร์ก็ได้เกือบครึ่งทางทีเดียว

แต่ท่ามกลางโลกใบใหญ่ที่เขาได้เดินทางไป ไม่เคยมีที่ใดกระตุกให้หัวใจของเขาสั่นสะเทือนจนไม่เคยลืมได้ เท่ากับพื้นที่แห่งหนึ่งในเมืองหลวงของประเทศไทย ที่หลบเร้นความเหลื่อมล้ำมากมายภายใต้ความศิวิไลซ์ของเมือง

“ท่ามกลางตึกสูงและความหรูหราของกรุงเทพ มีจุดที่ไม่รู้ว่าเราต่างมองไม่เห็นหรือบางคนเลือกที่จะไม่มองมันเราต่างขับรถผ่านบนทางด่วนทุกวัน แต่ไม่เคยรับรู้เลยว่าข้างล่างทางด่วนนั้นมีชุมชนขนาดใหญ่ ที่คนอาศัยอยู่ในนั้นมีความเป็นอยู่ที่ไม่ดีและแทบไม่มีอะไรเลย” เขาเริ่มเล่าถึงปัญหาความเหลื่อมล้ำที่ซ่อนอยู่

และชุมชนที่เขาพูดถึงนั้นคือ ชุมชนคลองเตย

หลังจากที่ได้มาทำงานเพื่อสนับสนุนการรณรงค์ด้านสิทธิเด็กกับยูนิเซฟ นิชคุณมีโอกาสลงพื้นที่เยี่ยมเด็กๆ ในชุมชนแห่งนี้ และได้สัมผัสสภาพความเป็นอยู่จริงที่เขาจำได้ขึ้นใจ จนปฏิญาณกับตัวเองว่าต้องหาทางช่วยเหลือเด็กๆ เหล่านี้ให้มีชีวิตดีกว่าเดิมให้ได้ 

นิชคุณ Friend of Unicef
นิชคุณ Friend of Unicef

“ผมจำภาพเด็กๆ ที่อยู่ที่คลองเตยได้ดี จำได้ทั้งกลิ่นและสภาพแวดล้อมที่มีทั้งหนู แมลงสาบ ผมไม่รู้ว่าเราปล่อยให้พวกเขาอยู่อย่างนั้นได้ยังไง ทั้งที่ไม่ได้เป็นความผิดของพวกเขาเลยแม้ว่าเขาจะเกิดมาตรงนั้น ผมว่าเราต้องช่วยเหลือกัน ด้วยความเป็นคนไทยด้วยกัน และเป็นมนุษย์ที่อยู่ร่วมในโลกใบเดียวกัน”

แม้ชีวิตและการทำงานส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ที่ประเทศไทย แต่ไม่ว่าครั้งไหนที่กลับมาบ้านแห่งนี้ เขาจะอุทิศเวลาว่างที่มี แม้จะเพียงไม่กี่ชั่วโมง ให้การทำงานด้านรณรงค์ช่วยเหลือเด็กในโครงการมากมายของยูนิเซฟ

“ผมรู้สึกผิดมาก เพราะทำงานอยู่ต่างประเทศตลอด ไม่มีโอกาสได้ไปลงพื้นที่เยี่ยมน้องๆ ในจังหวัดไกลๆ แต่พยายามหาเวลาทำงานนี้ให้มากกว่าเดิมให้ได้ ที่ผ่านมา สิ่งที่ผมได้ดีที่สุดคือการเป็นกระบอกเสียงที่เล่าเรื่องราวปัญหาที่มีมากมายเกินไปผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์กและผ่านสื่อต่างๆ เพื่อเรียกให้ทุกคนหันมาสนใจและมาช่วยเหลือกันได้ นั่นคือสิ่งที่ผมต้องทำ”

นิชคุณ หรเวชกุล ในวัย 31 ที่มีการทำงานเพื่อสังคมเป็นแรงผลักดันให้เดินหน้าต่อในวงการบันเทิง

ก่อร่างความคิดและจิตใจ

นิชคุณยอมรับว่า การได้รับรู้ปัญหาสังคมมากมายจากการทำงานนี้ ส่งผลต่อความคิดและจิตใจจนถึงกับเปลี่ยนแปลงการมองโลกของเขาใหม่ และมองเห็นถึงความสำคัญของ ‘การให้’ มากขึ้นกว่าเดิม

“การทำงานเพื่อสังคมเป็นอีกหนึ่งแรงผลักดันให้ผมทำงานในวงการและเดินหน้าต่อไป เพราะรู้ว่าชื่อเสียงที่ได้สร้างมาไม่ไร้ความหมาย ผมใช้ความเป็นดาราและชื่อเสียงที่มีมาใช้คืนกลับให้สังคมได้

“ผมบอกแฟนคลับเสมอว่า วันเกิดผมไม่ต้องซื้อของขวัญมาให้เลยนะ เอาเงินที่ซื้อของขวัญไปบริจาคดีกว่า แล้วเขาก็ทำจริง และส่ง Certificate จากยูนิเซฟมาให้ ดูแล้วมีความสุขและชื่นใจมาก ผมบอกแฟนคลับว่า ถือว่าเป็นการทำบุญร่วมชาติกัน ชาติหน้าจะได้เกิดมาด้วยกันอีกนะ” เขาจบประโยคด้วยรอยยิ้มที่สื่อมาจากใจ

ชีวิตเป็นเหมือนคลื่น

“เมื่อก่อนผมอาจวัดความสำเร็จด้วยการมองว่า ‘เราจะได้ที่เท่าไหร่’ เพลงที่ออกมาต้องติดชาร์ตเป็นที่หนึ่งให้ได้ หรือต้องมีโฆษณาที่มีหน้านิชคุณแปะอยู่ตามบอร์ดรถไฟฟ้าเมืองไทยมากมายแค่ไหน จนคนเกาหลีมาไทยเขาต้องเทกซ์มาหาว่า เจอคุณอีกแล้วนะ แต่เดี๋ยวนี้ผมไม่ได้มองเรื่องแบบนั้นแล้ว”

นิชคุณย้อนเล่าถึงวันที่เขาเคยใช้ชีวิตอยู่กับการไล่ล่าอันดับ แคร์ปริมาณผลงานที่คิดเอาว่านั่นคือการยืนยันถึงความสำเร็จ

 “แต่วันนี้ผมไม่ได้คิดว่าตัวเองต้องดังขนาดไหน” เขาเรียบเรียงความคิดและเล่าต่อไป “ผมไม่กังวลว่าจะต้องมียอด Follower เท่าไหร่ จะต้องดังกว่าใครคนไหน คอนเสิร์ตก็ไม่จำเป็นต้องมีคนมาดูถึงขนาด 15,000 คน เพราะล่าสุดที่แสดงให้คนสองสามพันคนได้ดูแล้วมีความสุขสนุกกัน แล้วผมก็ได้เห็นหน้าทุกคนตรงนั้น นั่นก็นับเป็นความสำเร็จแล้ว 

“เพราะฉะนั้น ความสำเร็จของ ณ เวลานี้คือการที่ได้ทำสิ่งที่ผมรัก ทำให้คนที่รักผมภูมิใจและมีความสุข เท่านั้นพอ” เขาสรุปนิยามความสำเร็จที่แตกต่างจากเดิมไปให้เราฟังเช่นนี้ โดยที่ตัวเขาเองก็ไม่รู้ว่าความคิดนี้เกิดขึ้นมาได้อย่างไร

นิชคุณ หรเวชกุล ในวัย 31 ที่มีการทำงานเพื่อสังคมเป็นแรงผลักดันให้เดินหน้าต่อในวงการบันเทิง

อาจเป็นเพราะยิ่งโตยิ่งเข้าใจสัจธรรมของชีวิตด้วยใช่ไหม-เราลองถาม

“เป็นเพราะผมเข้าใจว่าดาราคืออาชีพหนึ่ง แต่ไม่ใช่จิตใจของคนใดคนหนึ่ง” เขาว่ามาทันที

“การที่เราคิดว่าตัวเองต้องเป็นดาราตลอดเวลาทำให้เราเป็นโรคทางจิตใจได้เลยนะ” เขาอธิบาย “เมื่อเราขึ้นสูงสุด จากนั้นดิ่งลงมา การยึดติดกับการเป็นดาราทำให้เราเป็นโรคซึมเศร้าได้เลยนะ แต่สำหรับผม ผมรู้แล้วว่านี่คืออาชีพอาชีพหนึ่งที่ผมต้องทำไปจนกว่าผมอยากเลิกทำ ถ้าผมจะลงก็คือลง ถ้ามีคนอยากเรียกใช้อยู่ อยากให้ผมทำงาน ผมก็ทำ แต่ถ้าไม่มี ก็ไม่เป็นไร ผมไปทำกิจกรรมอื่นก็ได้

 “ที่คิดได้อย่างนี้ อาจเพราะผมได้รับคำสอนที่ดีจากพ่อแม่ที่ว่า ‘ไม่ให้ยึดติดกับอะไรมากเกินไป’ คุณพ่อจะบอกเสมอว่า อยู่อย่างพอเพียงก็พอ ส่วนคุณแม่จะเปรียบเทียบให้เข้าใจว่า ชีวิตมีสูงก็ต้องมีต่ำ เหมือนกับคลื่น ที่ต้องมีคลื่นลูกใหม่เข้ามาเรื่อยๆ และซัดแรงกว่าเดิม เราเอาชนะคลื่นลูกหลังเราไม่ได้ เราต้องโดนซัดตลอด ห้ามมันไม่ได้”

ในวัย 31 ปี ที่เข้าใจแก่นแท้ของชีวิตและปล่อยวางการยึดติดที่เคยมีมาได้ เราอยากรู้ว่าความสุขที่สุดของเขาในเวลานี้คืออะไร

“การที่ได้ไปเที่ยวกับครอบครัว” เขาตอบทันทีด้วยสายตาเป็นประกาย “เมื่อต้นปีผมไปโร้ดทริปกับพี่น้องที่อเมริกา ปีหน้าเล็งอยู่ว่าจะพาคุณแม่ไปที่ไหน” เขาหันไปยิ้มกับคุณแม่ ก่อนเล่าว่าการที่เขาได้ดูแลครอบครัวเป็นความสุขยิ่งใหญ่ที่หาอะไรเปรียบไม่ได้

“ตอนนี้กำลังสร้างบ้านใหม่ น้องสาวที่เป็นอินทีเรียเป็นคนออกแบบตกแต่งบ้านอยู่ อีกไม่นานก็น่าจะเสร็จแล้ว” เราเห็นรอยยิ้มเปี่ยมด้วยความสุขในดวงตาและใบหน้าของเขา

นิชคุณ หรเวชกุล ในวัย 31 ที่มีการทำงานเพื่อสังคมเป็นแรงผลักดันให้เดินหน้าต่อในวงการบันเทิง

จากจุดที่เล็กที่สุดในสังคมสู่ผลลัพธ์มหาศาล

ในปีนี้นิชคุณได้ร่วมรณรงค์ให้เด็กๆ เห็นถึงความสำคัญของการอ่าน ในโครงการเด็กทุกคนอ่านได้ Every Child Can Read 

“ผมคิดว่านี่คือโครงการที่ดีที่สุดของยูนิเซฟ เพราะการอ่านเป็นเรื่องใกล้ตัวมาก” 

การเติบโตมากับการส่งเสริมจากครอบครัวให้รักการอ่าน โดยเริ่มจากการ์ตูนพุทธประวัติแทนการดูรายการโทรทัศน์ หล่อหลอมให้นิชคุณกลายเป็นคนที่หลงเสน่ห์ของหนังสือ และบอกอย่างเต็มปากว่า การอ่านเหมือนเป็น Magic เพราะเขาได้สัมผัสเรื่องน่าอัศจรรย์เช่นนั้นด้วยตัวเอง

Friend of Unicef

“เรื่องที่เหมือน Magic ที่สุดที่ผมเจอคือ นักเขียนคนหนึ่งที่ผมชอบมากชื่อ Paulo Coelho ที่เขียนเรื่อง The Alchemist มาฟอลโลว์ผมในทวิตเตอร์ เพราะผมทวีตเกี่ยวกับหนังสือเรื่องนี้เยอะมาก แล้วเขาก็ส่งหนังสือเรื่องนี้พร้อมลายเซ็นมาให้

“ผมนั่งอ่านหนังสือของเขาแบบไม่ลุกไปไหนเลย จนหันมามองนาฬิกาถึงรู้ว่าผ่านไปแล้วหลายชั่วโมง เขาเล่าเรื่องเก่งมาก ผมวาดภาพในหัวตามที่เขาบรรยาย คนนี้จะหน้าตาเป็นอย่างไร สถานการณ์ตรงนี้จะมีกลิ่น เสียง สี อย่างไร เหมือนการสร้างภาพยนตร์ในหัวเราเลย นี่คือเสน่ห์ของการอ่าน”

นิชคุณ หรเวชกุล ในวัย 31 ที่มีการทำงานเพื่อสังคมเป็นแรงผลักดันให้เดินหน้าต่อในวงการบันเทิง
Friend of Unicef

แม้เราต่างรู้ดีว่าการอ่านสำคัญต่อการเติบโตของชีวิตและจิตใจ แต่การอ่านในยุคที่เด็กเข้าถึงสื่อดิจิทัลได้ง่าย และสนุกไปกับความบันเทิงและเรื่องราวของผู้คนในโซเชียลเน็ตเวิร์กมากมาย แต่นิชคุณเห็นว่าท่ามกลางความท้าทายใหญ่หลวงนี้ ใช่ว่าจะไม่มีทางออกใด 

“นอกเหนือจากผมหรือ Influencer หลายคนจะช่วยกันโพสต์แนะนำหนังสือดีๆ ให้คนอยากอ่านและบอกต่อกันไปแล้ว การปลูกฝังการอ่านที่ดีควรเริ่มจากจุดเล็กที่สุดในสังคม นั่นคือครอบครัว พ่อแม่อาจซื้อหนังสือมาสักเล่ม อ่านให้ลูกฟัง ให้เขาจำได้ว่าหนังสือสนุกแค่ไหน เมื่อเขาคุ้นเคยและอยากอ่านเองบ้าง ผลที่ได้รับจะมีมากมายมหาศาล

“มันเหมือนการโยนก้อนหินเล็กๆ ลงในน้ำ แล้วผิวน้ำจะกระเพื่อมเป็นวงใหญ่ขึ้นไปเรื่อยๆ ไม่มีสิ้นสุด”  นิชคุณสรุปพร้อมรอยยิ้มเปี่ยมหวัง คล้ายกับว่าการเปรียบเทียบที่ว่านี้ก็เป็นความมุ่งมั่นในใจอีกหลายอย่างที่พร้อมลงมือทำเพื่อคืนกลับให้สังคมกว้างอย่างแท้จริง

Friend of Unicef

ผู้สนใจร่วมบริจาคเพื่อสนับสนุนแคมเปญ Every Child Can Read ได้ผ่านบริการ CenPay ณ จุดแคชเชียร์ และ กล่องบริจาคที่ร้านเซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์, ท็อปส์ มาร์เก็ต, ท็อปส์ ซูเปอร์สโตร์ และท็อปส์ เดลี่ ทุกสาขา ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2562 – 31 สิงหาคม 2565 ร่วมแคมเปญ Every Child Can Read ได้แล้ววันนี้ผ่านกิจกรรม #อ่านสัปดาห์ละเล่ม ดูข้อมูลเพิ่มเติมที่แฟนเพจ Tops Thailand – ท็อปส์ ไทยแลนด์ หรือ www.unicef.or.th/abookaweek

Writer

เชิญพร คงมา

อดีตเด็กยอดนักอ่านประจำโรงเรียน ชอบอ่านพอๆ กับชอบเขียน สนุกกับการเล่าเรื่องราวรักการเที่ยวเล่น ติดชิมของอร่อย และสนใจธรรมะ

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

โบราณท่านสอนมา ว่าอย่าตกหลุมรักคนที่หน้าตา ให้ตกหลุมรักที่ passion ซึ่งแปลเป็นภาษาไทยตรงๆ ว่า [ร.] ฉันแพ้ (แล้วค่ะคุณ)

พบเจอใครทำงานแข็งขันเป็นไม่ได้ อยากจะเอาใจให้ เอ้ย เอาใจช่วยอยู่เรื่อย ล่าสุดเมื่อมีโอกาสได้ชมตัวอย่างซีรีส์ Side by Side พี่น้องลูกขนไก่ ซีรีส์เรื่องที่ 2 ของ Project S The Series ทั้งสายตาความมุ่งมั่นที่ส่งทะลุจอ เส้นเรื่องอันเข้มข้น และพลังการแสดงอันน่าจับตาของ ต่อ-ธนภพ ลีรัตนขจร ก็ทำให้เราสนใจ เตรียมพร้อมเคลื่อนย้ายตัวลอยล่องไปคุยกับเขาถึงที่

สำหรับสาววัยใส (วัยเดียวกับผู้เขียน) เราคงไม่ต้องเสียเวลาแนะนำให้รู้จักกับ ต่อ ธนภพ ให้เสียแรง scroll down แต่สำหรับแฟนคลับหน้าใหม่ ในฐานะแฟนคลับรุ่นพี่เราขอแนะนำให้รีบอ่านบทสัมภาษณ์นี้ เพราะคุณจะอดใจตกหลุมรัก #คนขยัน2017 คนนี้ไม่ได้เลย

ความตั้งใจกับบทบาทออทิสติกล่าสุดกำลังพา ต่อ ธนภพ ไปไกลกว่านักแสดงวัยรุ่นหน้าหล่อ และเขาใช้วิธีการทำการบ้านหนักหน่วงแค่ไหนเพื่อสร้างคาแรกเตอร์ที่มีแต่เขาคนเดียวเท่านั้นที่ทำได้

ต่อ ธนภพ ตรงหน้าเราตอนนี้ยังคงเป็นเด็กหนุ่มผู้มีความตั้งใจทำงานที่รัก แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่พูดถึง ‘พี่ยิม’ เด็กออทิสติกอัจฉริยะแบดมินตัน ที่พัฒนาการช้าทั้งร่างกายและสมองราวกับเด็ก 6 ขวบ แม้แต่ผู้เชือกรองเท้าตัวเองยังทำไม่ได้ขึ้นมา ต่อ ธนภพ คนนี้ก็พร้อมสวิตช์เปลี่ยนเป็นพี่ยิมให้เราเห็นได้ในทันที

ระหว่างสนทนาเราก็ได้แต่แอบทึ่งความคิดความอ่านของเด็กหนุ่มคนนี้ ต่อถามเราตลอดเวลาว่าสิ่งที่ตอบติสท์เกินไปไหม และเขาไม่อยากให้คนมองเขาแบบนั้นเพราะจะทำให้คนเข้าใจว่าเข้าไม่ถึง แน่นอนว่าเราตอบว่า ไม่เลยจ๊ะต่อ แล้วทำเสียงหวานๆ กลบเกลื่อนท่าทีประทับใจเสียมิดชิด

ก็บอกแล้วว่า ตกหลุมรักคนที่ passion ล้วนๆ

ต่อ ธนภพ

คุณมีคนใกล้ตัวเป็นออทิสติกบ้างไหม

ถ้าเป็นออทิสติกจริงๆ ไม่มีครับ มีสมาธิสั้นบ้าง ภาวะดาวน์ซินโดรมบ้าง ผมไม่ได้รู้สึกไม่ดีอะไรเลยนะ ไม่ใช่แค่เรื่องภาวะพิเศษ แต่เรื่องเพศหรือประเด็นอะไรพวกนี้ ผมค่อนข้างเปิดกว้าง

ตอนที่รู้ว่าต้องรับบทออทิสติก คุณรู้สึกยังไง

ตอนที่พี่บอส (นฤเบศ กูโน) บอกว่า “ต่อ เราจะให้นายเล่นเป็นออทิสติก” ตอนนั้นรู้สึกอึ้งว่าจะเอาจริงเหรอ มันเป็นสิ่งที่ผมกระหายมาตลอดจากงานแสดงที่ผ่านมา ผมอยากลองบทบาทใหม่ อยากลองเล่นอะไรที่หลุดโลก ในวันที่ได้ยินแบบนั้น คิดในใจเลยว่า ตอบโจทย์ชีวิตการทำงานที่ต้องการมาก แต่ก็มีความกลัวเล็กๆ เช่น คนจะรับได้ไหม เขาเข้าใจหรือเปิดกว้างกับเรื่องนี้มากน้อยแค่ไหน

อะไรทำให้ทีมงานเลือกคุณมารับบทนี้

ไม่รู้เหมือนกัน คงเป็นความเชื่อในตัวผม ที่ผ่านมาเราร่วมงานกันตลอด เขาเห็นว่าผมทำได้แค่ไหน เรื่องนี้เป็นสิ่งใหม่เหมือนกัน ผมไม่เคยทำอะไรยากขนาดนี้มาก่อน

การแสดงของคุณดูโตขึ้นและมีมิติขึ้นกว่าผลงานชิ้นก่อนๆ คุณมีส่วนร่วมกับการออกแบบคาแรกเตอร์นี้แค่ไหน

ต้องเข้าใจก่อนว่าออทิสติก 100 คน ก็มี 100 แบบ สิ่งที่ผมเล่นไม่ได้เฉลี่ยมาจากออทิสติก 100 คนนั้น แต่ผมคือออทิสติกคนที่ 101 มันคือการออกแบบใหม่ล้วนๆ ซึ่งไม่เหมือนใครและไม่เคยมีใครเหมือน เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างผม ผู้กำกับ และทีมงาน ซึ่งคอยแนะนำหากสิ่งนั้นน้อยไปหรือมากไป สิ่งที่แอดวานซ์มากคือไม่ได้เปลี่ยนแค่อินเนอร์ แต่เปลี่ยนท่าทาง เปลี่ยนการใช้เสียงให้ออกมาคนละโทนและจังหวะคนละแบบ อย่างเช่น  “สวัสดีครับผมพี่ยิม” (ต่อแสดงท่าทางอ่อนเปลี้ยเพลียแรงพร้อมการใช้เสียงเล็กๆ และจังหวะการพูดที่ช้าลงกว่าปกติ)

นอกจากนี้ยังมีเรื่องการใช้กล้ามเนื้อแสดง ซึ่งใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กทั้งหมดในช่วง body จากการสังเกต physical ที่ค่อนข้างฝืนธรรมชาติเนื่องจากสมองสั่งการไม่ทัน ใครได้ดูตัวอย่างละคร จะเห็นว่าตัวผมจะเหี่ยวๆ ลอยๆ ไหลๆ คือดูเหมือนจะไหลนะ แต่ร่างกายกำลังเกร็ง กล้ามเนื้อบางส่วนต้องถูกหั่นมาเป็นสิบๆ เพื่อทำให้เกิดท่าทางแบบนั้น เวลาโกรธช่วงไหปลาร้ากับอกก็จะบีบเป็นพิเศษ ส่วนใหญ่เราจะได้มาจากการสังเกต

ต่อ ธนภพ

ทำไมคุณต้องทำให้ลึกและละเอียดขนาดนี้

การรับแสดงบทบาทนี้เป็นดาบสองคมนะ พี่ย้ง (ทรงยศ สุขมากอนันต์) คุยกับผมว่าผมจะเอาจริงใช่ไหม เพราะหนึ่ง ไม่มีใครในค่ายช่วยได้เลยนะ ไม่มีใครรู้จักสิ่งนี้มาก่อน และสอง มันมีผลจากการทำสิ่งนี้ 2 ทาง ทางแรก ผมจะเติบโตไปเลยถ้าทำได้ แต่ถ้าทำไม่ได้มันจะไม่ใช่แค่เฟล แต่สิ่งที่ผมทำมาตลอด 4 ปีอาจจะล้มลงได้เลย ทั้งความเชื่อมั่นจากผลงานและการฝึกฝนอย่างหนักในช่วงที่ผ่านมา ถ้าเล่นได้ไม่ถึงและดูเฟคเมื่อไหร่ก็จบเลย มันมีทั้งแรงกดดัน ความกระหายและอื่นๆ ผสมปนเปกันหมด เป็นความรู้สึกใหม่ในการทำงาน

ซึ่งคุณกล้าวางเดิมพัน

เด็กมัน want ครับ ตอนแรกผมคิดว่าออทิสติกเป็นแค่ส่วนหนึ่งของ Project S The Series ที่เอานักแสดงมาเป็นนักกีฬา แต่พอบทในเรื่องของผมเป็นแบบนี้มันไม่ใช่แล้ว ตั้งแต่บทเลย ผมรู้สึกมัน ultimate ผมใช้คำว่า แม่ง ได้ไหม ผมต้องใช้คำว่าแม่งเลย แม่งจะอะไรขนาดนั้น เกิดคำถามในหัวตลอดเวลาว่าจะพีกไปถึงไหน

วันประชุมงานมีทีมโปรดิวเซอร์ ทีมเขียนบท และนักแสดงทุกคน อ่านบท 8 ตอนด้วยกันจนดึก ประโยคส่งท้ายที่พี่ปิง โปรดิวเซอร์ พูดขึ้นมาก็คือ “ก่อนจะเริ่มงานกันจริงๆ เรามาจูนทัศนคติก่อนดีไหม จากที่เราอ่านมา พี่ว่ามันไปไกลกว่าที่เราคิดไว้มาก ตอนนี้เราไม่ใช่คนที่จะทำซีรีส์กีฬา เราต้องเป็นกระบอกเสียงให้เด็กออทิสติก สิ่งนี้มันควรจะต้องพิเศษ” พอได้ยินแบบนั้น จากไฟที่มันท่วมอยู่แล้วมันกลายเป็นลุกไหม้เลย ความรู้สึกคือไฟมันขึ้นไม่หยุดแล้ว ยังไงเราก็ต้องทำให้ได้

ต่อ ธนภพ

คุณทำการบ้านสำหรับซีรีส์เรื่องนี้ยังไงบ้าง

ทำทุกอย่างเลย อะไรก็ตามที่มีคำว่าออทิสติกมาเกี่ยว ผมเก็บเป็นแหล่งข้อมูลทั้งหมด หนังสือ เว็บบอร์ด บล็อกต่างๆ คลิป วารสารเฉพาะทาง คุยกับคุณหมอ สังเกตการณ์และใช้ชีวิตร่วมกับเด็กออทิสติก จนออกมาเป็นคาแรกเตอร์ที่ผมสร้างเอง กระบวนการสร้างคาแรกเตอร์เริ่มต้นจากตอนที่รับบทพี่เฟรมในเรื่อง เมย์ไหน..ไฟแรงเฟร่อ (พ.ศ. 2558) พี่เฟรมมีจริตและเสน่ห์บางอย่างที่ไม่เหมือนตัวละครทั่วไป ครูบิว (อรพรรณ อาจสมรรถ) แอ็กติ้งโค้ชที่ช่วยทำบทและเป็นเหมือนผู้ทำคลอดผมในวงการเห็นว่าเราควรใช้วิธีเดิมนี้สร้างคาแรกเตอร์เฉพาะให้พี่ยิม จึงปล่อยให้ผมทดลองค้นหาและทำเลย ครูบิวจะคอยแนะนำว่ามาถูกทางแล้วหรือยังเท่านั้น แต่ระหว่างทางที่ล้มลุกคลุกคลานผมก็ดราม่ากับตัวเองเยอะมากนะ หนักหน่วงเลย

ยังไง

ผมเฟลกับตัวเองหลายรอบ พอศึกษาเยอะ รู้เยอะ ลองทำจริงดันแป้ก เข้าไม่ถึง มันไม่เชื่อ ไม่เชื่อแม้กระทั้งตัวเราเอง เรื่องนี้เป็นเรื่องแรกที่ผมร้องไห้กับมันเยอะที่สุดแล้ว ท้อแท้และถามตัวเองว่า หรือว่าเราไม่เอาไหนจริงๆ มีแต่คำว่าทำไม เคยมั่นใจมากๆ ในวันที่จะลงคาแรกเตอร์พร้อมสวมบทของจริง แต่ผลที่ออกมาก็ยังไม่ถึงที่สุดอย่างที่อยากได้ จนมาพบว่าเราต้องเปลี่ยนทัศนคติใหม่

ทัศนคตินักแสดงโดยทั่วไปจะใช้ความเข้าใจ ใช้ใจเป็นสำคัญ “เข้าใจ-รู้สึก-ทำ” แต่ออทิสติกทำแบบนั้นไม่ได้ ถ้าทำแบบนั้นจะไม่มีทางแตะถึงเขาได้เลย “เข้าใจ-รู้สึก-ทำ” ผลที่ได้คือ เฟค สิ่งที่ผมค้นพบก็คือ โอเค ไม่อยากเข้าใจแล้ว พอแล้ว ไม่อ่านอะไรเกี่ยวกับออทิสติกแล้วนะอ่านมามากพอแล้ว มันไม่ใช่มุมของคนที่อยากเข้าใจแล้ว แต่มันคือการบอกตัวเองตลอดเวลาว่า “กูจะเป็นออทิสติก กูไม่ต้องการเข้าใจ วันนี้กูจะเป็นจริงๆ เป็นทั้งๆ ที่ปกติแบบนี้แหละ” จากนั้นผมก็เริ่มเจอแก่นของตัวละครแล้วผสมกับความคิดสร้างสรรค์ของผมลงไป ออกแบบทุกอย่างที่จะเป็นลักษณะเฉพาะของพี่ยิมเท่านั้น

แก่นของตัวละครนี้คืออะไร

ภายในตัวออทิสติกมีบางอย่างที่คนปกติไม่เข้าใจ การอธิบายให้ฟังก็เช่นกัน ผมอธิบายออกมาไม่ได้ เพราะวันที่ผมรับรู้ถึงแก่นตรงนี้ได้ ผมเองก็ไม่รู้ตัวว่าทำได้อย่างไร ตอนนั้นเราก็ทำมันออกมาเลยนะจนคนในกองร้องบอกว่า นี่แหละ! มาแล้ว!

ต่อ ธนภพ

เคยนับไหมว่าก่อนจะพบคาแรกเตอร์ที่ใช้ต้องลองลงบทไปทั้งหมดกี่ครั้ง

นับไม่ถ้วนครับ

พอถึงวันถ่ายจริง ทุกอย่างราบรื่นดีไหม

ต่อให้เราทำคาแรกเตอร์มาเรียบร้อย แต่มันคือคาแรกเตอร์ที่ตาเราเห็น ไม่ใช่กล้องเห็น ความยากอันดับแรกคือ การหาเจอคาแรกเตอร์นั้นให้เจอ อันดับที่สองคือ เงื่อนไขตัวตัวละครที่เป็นอัจฉริยะด้านแบดมินตัน เราต้องผสมออทิสติกและแบตมินตันเข้าด้วยกัน แถมยังต้องเก่งมากๆ ด้วย ทำอย่างไรก็ได้ให้ลีล่าท่าทางเป็นออทิสติก แล้วท่าทางต้องเท่มาก ให้คนดูรู้สึกว่าคนนี้เท่มากแต่ไม่ปกติ ซึ่งเป็นการออกแบบจริตของผมเอง ดูจากตัวอย่างซีรีส์อาจจะยังไม่ค่อยเข้าใจต้องรอดูของจริง

ที่จะบอกคือ ต่อให้เรามั่นใจมากก็มาตายตอนถ่ายจริงกับกล้องนี่แหละ พอเข้าเลนส์ทุกอย่างมันเปลี่ยนไปเหมือนอีกโลกหนึ่ง ต้องหาสมดุลเหมือนกัน แต่เป็นกับซีนแรกแค่ซีนเดียว พอเป็นบทแบบนี้ อย่างไรก็ต้องทำให้ใช่จริงๆ เราจึงต้องลองเยอะมากแต่หลังจากนั้นก็จะทำได้

งานนี้ทำให้คุณเข้าใจออทิสติกมากขึ้นไหม

เรื่องนี้ผมไม่ได้เวิร์กช็อปอยู่แค่ในห้อง แต่ทดลองเอาออกมาใช้ในชีวิตจริงตามห้างสรรพสินค้าด้วย มีครั้งหนึ่งผมเคยสวมบทว่าเป็นออทิสติกแล้ววิ่งจริงๆ ในห้างที่ใหญ่มากๆ เป็นการทดลองบทว่าถ้าเจอคนเยอะขนาดนั้นด้วยพฤติกรรมแบบนี้จะเป็นอย่างไรจะรู้สึกอย่างไร จากนั้นก็จำลองสถานการณ์ต่างๆ เพื่อให้ไม่ได้อยู่แค่ในบท เพราะเราพบว่าคนที่เป็นออทิสติกมีความคิดของตัวเองชัดเจนมาก เพราะฉะนั้นบททำอะไรเขาไม่ได้ dioalog ที่มีไม่สามารถคุมพี่ยิมได้

สิ่งที่ผมสัมผัสจากการรับบทนี้คือ คนเหล่านี้สวยงามมากนะ เขามีความดีงามทั้งที่คนปกติแบบเราไม่มี ดังนั้นจะเป็นไปได้ไหมที่ซีรีส์เรื่องนี้จะทำให้เด็กออทิสติกเหล่านี้มีโอกาสมากกว่านี้ในสังคม มีพื้นที่ มีที่ยืน ทุกวันนี้มันอาจจะมีอยู่แค่คงน้อยเกินไป เราก็แค่อยากเห็นภาพแบบนั้น

ซีรีส์เรื่องนี้จะตอบโจทย์ความเข้าใจของสังคมได้ใช่ไหม

ออทิสติกมันไม่ซ้ำแบบและนี่เป็นเพียงหนึ่งตัวอย่างที่จะทำให้คุณเข้าใจมากขึ้น แต่ผมไม่ได้บอกว่าคุณดูแล้วคุณจะเข้าใจ เพราะมีเรื่องราวบางประเภทที่คุณเข้าใจไม่ได้เหมือนกัน แต่สุดท้ายแล้วถ้าคุณเปิดใจคุณก็จะอยู่กับเขาได้

ต่อ ธนภพ

เรื่องใหญ่ที่สุดที่ได้จากการแสดงเป็นพี่ยิม

ด้วยอารมณ์ที่มันดีดมากของการเข้าถึงออทิสติก เช่น ร้องไห้หนักมากๆ แล้วอยู่ดีๆ ก็หันมายิ้มได้ทันที บางทีมันทำให้เรารู้สึกเพี้ยนในตัวเอง

แล้วโอเคไหม

ผมโอเคที่จะอยู่กับมันนะ แต่มันไม่ใช่สิ่งที่โอเคหรอก

แต่อย่างน้อยคุณก็หาทางกลับโลกตัวเองเจอ

ใช่ แต่พอถ่ายทำจบก็ต้องใช้เวลาระยะหนึ่ง เพราะมันมีอะไรหลายอย่างยังวนอยู่ในตัว ยิ่งคิวสุดท้ายที่ถ่ายทำซีนจบอยู่ดีๆ พี่บอสก็บอกให้ผมคิดเองเลยว่าจะเล่นอะไรในตอนจบ เหมือนได้เข้าไปอีกโลกหนึ่งเลย ยิ่งถลำลึกลงไป และผมก็ชอบตอนจบมากๆ อยากให้ได้ดูเหมือนกันว่าเพราะน่าจะเป็นคำตอบของคำถามที่ว่าจริงๆ แล้วเราโอเคกับมันจริงหรือเปล่า

ต่อ ธนภพ
ต่อ ธนภพ

ติดคาแรกเตอร์พี่ยิมมาใช้ในชีวิตจริงบ้างไหม

มีช่วงหนึ่งที่ติดหนักๆ ระหว่างถ่ายเรื่องนี้เราก็ทำโปรเจกต์อื่นไปด้วย ถึงเวลาประชุมเราก็ติดคาแรกเตอร์ผ่านสายตาท่าทาง ผู้ใหญ่ก็แนะนำว่าให้คุมให้อยู่ ผมเองก็ไม่ได้โตขนาดนั้น และเพิ่งเจอกับคาแรกเตอร์ที่ฮาร์ดคอร์ขนาดนี้ ไม่ใช่ผมไม่คุม แต่ผมคุมไม่ได้ บางครั้งที่มันไปถึงจุด ultimate ซึ่งก็มีหลายครั้งเหมือนกันที่ทำให้คนในกองเหวอๆ ก่อนวันปิดกล้องมีทีมงานถามว่า “จริงๆ แล้วเป็นใช่ไหม บอกมาเถอะ” ผมเป็นคนที่ถ้าพอเข้าบทแล้วไม่ออก แต่ก็ทำไปจนอยากสามารถแบ่งสติมาฟังผู้กำกับได้พร้อมๆ กลับเข้าบทเร็วขึ้นได้ด้วย

พออยู่ในจุดนั้นเราจะไม่กลัวอะไรเลย สิ่งที่กลัวอย่างเดียวคือ กลัวแรงจะหมดเพราะตัวละครนี้ใช้พลังมาก เหนื่อยแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ผมรู้สึกว่าผมไม่ติดกับการที่ต้องติดคาแรกเตอร์ โอเคสิ่งนี้อาจจะทำร้ายเรารุนแรงประมาณหนึ่งแต่ผมไม่เดือดร้อนกับมันเพราะรู้ตัวเองแล้วว่าสิ่งที่ทำคุ้มค่า

บทบาทพี่ยิมนี้ถือว่าเป็นการค้นพบตัวเองในสายการแสดงดราม่าแล้วหรือยัง

ผมเลือกเล่นดราม่ามาตลอดตั้งแต่ Hormones อย่างบทพี่เฟรมในเมย์ไหนฯ ที่เป็นโรแมนติกคอเมดี้ก็มีซีนดราม่าอยู่ สำหรับผมคอเมดี้เป็นสายที่ยากที่สุด มันไม่ได้ยากด้วยตัวละครแต่มันยากด้วยจังหวะการแสดง จังหวะมันจะไม่เหมือนธรรมชาติขนาดนั้น (ก่อนจะทำท่าจังหวะที่แตกต่างกันให้เราดู) ทุกวันนี้ผมชัดเจนกับตัวเองมากขึ้นว่าทำอะไรแล้วมีความสุขและก็ผมก็แค่กำลังอยู่ในความสุขของผมแค่นั้นเอง

ต่อ ธนภพ

กับการทำงานเรื่องนี้ถ้าให้คะแนนตัวเอง 1 – 100 ตอนนี้คุณอยู่ที่ระดับคะแนนเท่าไหร่

คิดว่า 100 ตลอดนะ เพียงแต่ร้อยของผมมันบวกขึ้นอยู่เรื่อยๆ

ยังมีบทบาทไหนที่อยากเล่นอีกบ้าง

ทุกบทบาทเลย รู้ตัวเองว่าเป็นคนโลภ (หัวเราะ) เมื่อก่อนเวลาเจอ reference ที่น่าสนใจเราก็หยิบมาใช้ เดี๋ยวนี้พอเจอ reference ที่น่าสนใจเราจะรู้สึกว่าน่านำมาใช้แต่จะไม่เอาแบบอย่างนี้เราจะเล่นในแบบที่เป็นเรา

ให้เลือกสักหนึ่งบทบาทที่ผุดขึ้นมาในหัวตอนนี้

ผู้หญิง! แบบ The Danish Girl อยากลองเพราะเคยมีคนพูดว่าผมน่าจะเล่นไหว

นอกจากการแสดงคุณยังมีความสนใจอะไรอย่างอื่นอีกบ้าง

ผมสนใจงานเขียนบท แต่ยังไม่รู้ว่าจะเป็นเรื่องแนวไหนแค่อยากจะลองเขียนเองเล่นเอง ตอนนี้คิดแค่ว่าถ้าอยากทำเป็นก็ต้องลอง ยิ่งพอเรื่องล่าสุดนี้เราอินกับมันมากเราจนเราอยากลองทำงานทุกกระบวนการ ตั้งแต่ต้นกระบวนการ อยากรู้ว่าถ้าเราอยู่กับมันตั้งแต่ต้นเราจะลึกลงไปได้มากกว่านี้อีกไหม

ต่อ ธนภพ

รู้ตัวไหมว่าตอบคำถามดีขึ้นมากเลยนะ

มีช่วงหนึ่งที่ผมหลง ตอนนี้เป็นการกลับมาเป็นตัวเองเต็มร้อยแบบที่ไม่มีคราบความเป็นดาราอยู่

คุณเข้าวงการบันเทิงมากี่ปีแล้ว

4 ปีครับ มีช่วงหนึ่งที่ผมรู้สึกว่าตัวเองตอบอะไรเป็นแพตเทิร์น ทำอะไรก็ต้องดูดีเพราะกลัวคนจะมองเราไม่ดี แต่ตอนนี้ “โทษทีมันความคิดผม”

ตอนไหนที่ทำให้คุณคิดได้แบบนี้ ใช่ระหว่างแสดงซีรีส์เรื่องนี้หรือเปล่า

เป็นช่วงก่อนหน้านี้ไม่นานที่เราเริ่มโตจริงๆ เรามีตัวตน เราไม่ใช่คน cliche และเราก็ไม่ได้ติสท์ด้วย แต่เราเป็นเรา จะมีความคล้ายคลึงกับช่วงแสดงเป็นไผ่ Hormones ซีซั่นแรก (พ.ศ. 2556) คือเป็นตัวเองผสมกับการติดคาแรกเตอร์ มีจริตห้าวๆ ทุกวันนี้ความดิบเหล่านั้นกลับมาเป็นปกติ รู้สึกก็พูดออกมาเลยเพราะไม่รู้ว่าจะตอบคำพูดสวยๆ ไปทำไม มีช่วงหนึ่งที่เราเหมือนอะไรไม่รู้ และสังคมก็หล่อหลอมจนบางครั้งเราแค่รู้สึกว่ามันไม่ใช่ไม่เป็นตัวเองนะ แต่เป็นการตั้งคำถามกับตัวเองว่าเรามีความสุขจริงๆ หรอ ทุกวันนี้เป็นช่วงที่ผมโคตรจะแฮปปี้เลยกับสิ่งที่เป็นอยู่

ต่อ ธนภพ

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load