ตุ่งดุ่งดุง ดุ๊งตุงดุ่งดุง

ตุ่งดุ่งดุง ตุ่งดุงดุ่งดุง *

แค่ฮัมทำนองเพียงนิดเดียวคนไทยทั้งประเทศก็รู้ว่า เรากำลังจะพูดถึงเรื่องอะไร

The Cloud มีนัดหมายพิเศษกับ คุณอลงค์กร จุฬารัตน์ ผู้อำนวยการฝ่ายผลิต บริษัท ทริลเลี่ยนส์ แอนด์ ทรีไลอ้อนส์ จำกัด ทายาทรุ่นสองเจ้าของรายการ กระจกหกด้าน เพื่อพูดคุยเรื่องราวการรับช่วงต่อรายการสารคดีชุดแรกของประเทศไทย การปรับโฉมและต่อยอดในยุคที่การทำสื่อไม่ใช่เรื่องซับซ้อนอีกต่อไป

จุดแข็งเรื่องเนื้อหาและความถูกต้องของข้อมูลเป็นข้อได้เปรียบสำคัญที่ทำให้รายการ กระจกหกด้าน ยังคงอยู่ แต่ก็นิ่งนอนใจไม่ได้ เพราะพฤติกรรมผู้บริโภคและตลาดเปลี่ยนไปดุดันกว่าเดิม

ในยุคที่คุณอาจสงสัยว่า จะยังมีใครดูรายการสารคดีอีกเหรอ

คลังเทปฟุตเทจจำนวนมหาศาลของรายการกว่า 4,000 ตอนตรงหน้าเรา กำลังบอกว่า คำถามนี้ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก

กระจกหกด้าน,กระจกหกด้านบานใหม่,กระจกหกด้าน คนพากย์,กระจกหกด้าน เพลง

แม้วันนี้ทำนองเพลงเดิมจะมีจังหวะเร็วและกระชับขึ้น เสียงบรรยายที่คุ้นหูมีบทบาทน้อยลงไป เรากำลังสนใจการปรับตัวของรายการสารคดีเจ้านี้ พร้อมๆ กับติดตามบทบาทใหม่ของ คุณสุชาดี มณีวงศ์ เจ้าของรายการและผู้ให้เสียงบรรยายในรายการมาตลอด 38 ปี ในรายการไชโยโอป้า รายการทอล์กโชว์เล็กๆ สนุกๆ แต่มีสาระดีๆ มาฝากเช่นเคย

เชิญรับชมเรื่องราวของรายการ กระจกหกด้าน  ตั้งแต่เริ่มก่อตั้ง จนถึงวันที่อยู่ในมือทายาทรุ่นที่สอง

ไม่ว่าคุณจะดูรายการ กระจกหกด้าน ครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ อย่าแปลกใจถ้าคุณอ่านจบแล้วอยากกินขนมทองหยิบ ทางหยอด และฝอยทอง

หมายเหตุ: เพลงเปิดรายการมีที่มาจากเพลง Dancing Flames ของ Mannheim Steamroller จากอัลบั้ม Fresh Aire IV ในปี 1981 ก่อนรายการ กระจกหกด้าน ออกอากาศตอนแรกเพียง 2 ปีเท่านั้นและยังคงเป็นเพลงที่มีทำนองติดอยู่ในใจ ในบทสนทนาด้านล่างมีคำตอบว่าทำไมเจ้าของรายการถึงมีหูที่ล้ำและเลือกหยิบเพลงอาวองการ์ดเพลงนี้มาเป็นแบรนดิ้งของรายการ

กระจกหกด้าน,กระจกหกด้านบานใหม่,กระจกหกด้าน คนพากย์,กระจกหกด้าน เพลง
ธุรกิจ: บริษัท ทริลเลี่ยนส์ แอนด์ ทรีไลอ้อนส์ จำกัด (พ.ศ. 2521) รายการกระจกหกด้าน (พ.ศ. 2525)
ประเภทธุรกิจ: ผู้ผลิตสื่อวิดีโอและรายการสารคดีโทรทัศน์
อายุ: 40 ปี
ผู้ก่อตั้ง: สุชาดี มณีวงศ์
ทายาทรุ่นที่สอง: จุฬาพิช มณีวงศ์,   ผศ.ดร.จุฬิศพงศ์ จุฬารัตน์,   อลงค์กร จุฬารัตน์ และอรอรีย์ จุฬารัตน์

เริ่มต้นจากนักขายโฆษณาของคณะละคร และเจ้าของรายการเพลงสากล

อลงค์กรเกิดและเติบโตมาในครอบครัวที่ทั้งพ่อและแม่ทำงานด้านสื่อ

คุณสุชาดี มณีวงศ์ ผู้เป็นแม่ เริ่มต้นงานด้านสื่อสารมวลชนด้วยประสบการณ์ทำงานกับหนังสือพิมพ์ พิมพ์ไทย ก่อนจะไปช่วยพี่สามีซึ่งเป็นผู้จัดละครช่อง 3 ยุคแรกๆ ชื่อคณะ ‘ลักษมีการละคร’ ในส่วนงานขายโฆษณา ซึ่งในสมัยที่ยังไม่มีเอเจนซีมากนักในบ้านเรา อลงค์กรเล่าว่า แม้คุณสุชาดีจะไม่มีประสบการณ์จากรั้วมหาวิทยาลัย แต่เพราะเธอเป็นคนตั้งใจทำงานแข็งขันและเต็มที่เหมือนผู้ชาย จึงเป็นที่เอ็นดูของผู้ใหญ่ในวงการ

“ตอนเด็กๆ พ่อกับแม่ยังพาไปทำงานที่โรงถ่ายละครที่หนองแขมด้วย กลางค่ำกลางคืนดึกดื่นที่เขาถ่ายละครกันอยู่ เราก็นอนหลับอยู่บนเตียงซึ่งเป็นฉากหนึ่งในการถ่ายทำ เล่นเป็นลูกโดยไม่รู้ตัว ชีวิตที่เติบโตด้วยแวดล้อมของสีสันวงการบันเทิง ทำให้ผมไม่คิดอยากทำงานด้านนี้” อดีตนักศึกษาสถาปัตย์จากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เล่าย้อนความทรงจำที่มีต่องานของครอบครัว

ในวันที่ตัดสินใจเริ่มต้นธุรกิจของตัวเอง คุณสุชาดีเริ่มจากเห็นโอกาสในวงการวิทยุ เพราะสมัยนั้นยังไม่มีใครเป็นเจ้าของหรือเจ้าใหญ่ในตลาด หากใครอยากจัดรายการเป็นของตัวเอง ก็เพียงเช่าซื้อเวลาจากเจ้าของช่อง และทำได้เลยโดยอิสระ

“น้อยคนจะรู้ว่าคุณแม่จัดรายการเพลงมาก่อน หลายคนตกใจเมื่อรู้ว่าท่านฟังเพลงหลากหลายแนวมาก คลาสสิก ป๊อป ร็อก ร็อกแบบเฮฟวีเมทัล ร็อกแรงๆ” ไม่แปลกใจว่าทำไมเพลงไตเติ้ลของรายการ กระจกหกด้าน จึงกลายเป็นอมตะ

กระจกหกด้าน,กระจกหกด้านบานใหม่,กระจกหกด้าน คนพากย์,กระจกหกด้าน เพลง
กระจกหกด้าน,กระจกหกด้านบานใหม่,กระจกหกด้าน คนพากย์,กระจกหกด้าน เพลง

จากรายการเพลงสากล 1 ชั่วโมง ค่อยๆ เติบโตเป็น 2 – 3 ชั่วโมง และขยับขยายจำนวนวัน

“ส่วนหนึ่งมาจากความสามารถในการหาโฆษณาของแม่ สมัยนั้น ธุรกิจยังไม่นิยมทำการตลาดเพราะขายดีกันอยู่แล้ว สิ่งที่แม่ทำคือ ใช้คอนเนกชันที่มี บางครั้งไม่รู้จักเจ้าของบริษัทหรือที่เรียกว่านายห้าง ก็เดินตรงเข้าไปติดต่อ ถ้านายห้างฟังดูแล้วสนใจ หรืออยากให้โอกาส เขาก็ให้เงินไปทำเลย”

แม้จะเป็นรายการวิทยุ แต่คุณสุชาดีก็เลือกที่จะไม่จัดรายการสด เพราะสำหรับเธอการควบคุมปัจจัยที่เกิดขึ้นได้จะทำให้ทำงานง่ายกว่าการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เธอจึงใช้วิธีอัดเสียงและเลือกเพลงให้เจ้าหน้าที่เทคนิคตัดต่อเป็นเทปเดียวกันราวกับกำลังจัดรายการสด

สารคดีโทรทัศน์ชุดแรกของประเทศที่ผลิตโดยคนไทย

จุดเปลี่ยนทำให้เริ่มต้นรายการ กระจกหกด้าน มาจากวันหนึ่งในปี 2522 เมื่อธนาคารกรุงเทพจัดประกวดสารคดีโทรทัศน์ความยาว 30 นาที “ยุคนั้นเป็นยุคที่คนทำทีวีน้อยมากๆ ถ้าไม่ทำรายการสดหรือละครก็จะเป็นการซื้อรายการเข้ามาฉาย ตอนนั้นแม่ยังไม่ได้คิดถึงขั้นทำโทรทัศน์ แต่คุยกับเพื่อนพ้องในวงการทั้งเอเจนซี่และบริษัทผลิตรายการต่างๆ ที่รู้จักคุ้นเคยกันว่าลองดูไหม โดยแม่เป็นคนทำบท” ผลปรากฏว่าสารคดีที่ทำได้รับรางวัลชนะเลิศ คุณสุชาดีจึงนำไอเดียไปเสนอ คุณชาติเชื้อ กรรณสูต ที่ช่อง 7

“ไหนๆ ก็จะทำแล้ว ทำทุกวันเลยละกัน ฉายวันละ 15 นาที” นี่คือโจทย์ใหญ่จากนายสถานีเมื่อ 38 ปีที่แล้ว

ในยุคแรก รายการ กระจกหกด้าน ออกอากาศทุกวันจันทร์ถึงศุกร์ เวลา 18.00 น. หลังข่าว 6 โมงเย็น ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดของการออกอากาศ

กระจกหกด้าน,กระจกหกด้านบานใหม่,กระจกหกด้าน คนพากย์,กระจกหกด้าน เพลง
กระจกหกด้าน,กระจกหกด้านบานใหม่,กระจกหกด้าน คนพากย์,กระจกหกด้าน เพลง

ความฝันของทายาทรุ่นสองผู้อยากทำรายการวาไรตี้โชว์

ขณะที่พี่ชายคนรองเข้ามาช่วยงานที่บ้านอย่างเต็มตัว หลังเรียนจบออกแบบภายใน จากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ทั้งเขียนบทและออกกองไปถ่ายทำ เพราะเป็นเรื่องที่ตรงกับความสนใจ

อลงค์กรเริ่มมีความสนใจงานโฆษณา งานครีเอทีฟ และงานด้านสื่อสารมวลชน จากการพบปะลูกค้าและเพื่อนพ้องเอเจนซี่ที่มาใช้บริการห้องอัดเสียง จึงเลือกเรียน TV Production พร้อมๆ กับเข้าเรียนคอร์สทำภาพยนตร์เล็กๆ น้อยๆ ที่นิวยอร์ก

“งานสถาปัตย์ที่เรียนมาก็ใช้ความคิดสร้างสรรค์ แต่ระหว่างที่อยู่ในโลกความฝันนั้นมันมีความจริง ความถูกต้อง ความเหมาะสม ประกอบกับอสังหาริมทรัพย์หรือบรรยากาศการทำงานออกแบบในยุคนั้นไม่เฟื่องฟูเท่าปัจจุบัน พอได้เห็นการทำงานและวิธีคิดของคนโฆษณา คนประเภทที่หยุดคิดไม่ได้เลย เราก็อยากเป็นแบบนั้น อยากทำงานที่ผลักดันและท้าทายเราตลอดเวลา”

กระจกหกด้าน,กระจกหกด้านบานใหม่,กระจกหกด้าน คนพากย์,กระจกหกด้าน เพลง

อลงค์กรเล่าว่า สิ่งที่เขาได้จากการเรียนที่นิวยอร์กคือ โลกที่กว้างขึ้น

“เมื่อตั้งใจว่าจะเดินเส้นทางนี้แล้วสิ่งที่เราทำ คือ ดูให้มาก ขณะที่โทรทัศน์บ้านเรามี 4 ช่อง ที่อเมริกามีเป็นร้อยช่อง ตอนนั้นยังไม่ได้สนใจสารคดี แต่กำลังสนใจรายการวาไรตี้โชว์ซึ่งตอนนั้นบ้านเรายังไม่มี คนแรกที่ทำรายการทอล์กโชว์ของประเทศคือ อาจารย์สมเกียรติ อ่อนวิมล ซึ่งได้ไอเดียจากการมาเรียนและใช้ชีวิตในสหรัฐอเมริกาเหมือนกัน ระหว่างที่ดูเราก็อัดเป็นเทปเก็บไว้ทั้งหมด ชอบ Saturday Night Live และรายการอะไรก็ตามที่เกี่ยวกับเพลง” เหตุการณ์ในช่วงนั้นทำให้อลงค์กรแอบคิดในใจว่าจะทำรายการวาไรตี้แบบที่ชอบของตัวเองเมื่อกลับมาประเทศไทย

กระจกหกด้าน,กระจกหกด้านบานใหม่,กระจกหกด้าน คนพากย์,กระจกหกด้าน เพลง

แต่สิ่งแรกที่อลงค์กรทำหลังเรียนจบกลับมา คือ สอบใบผู้ประกาศ เพื่อรับช่วงต่อรายการวิทยุเต็มตัว เพราะนโยบายจากสถานีวิทยุที่อยากให้เป็นรายการเพลงจัดสดมากกว่า ซึ่งตรงกับความฝัน ที่นอกจากฝันอยากเป็นวิศวกรแต่จับพลัดจับผลูเรียนสถาปัตย์ เขามีความฝันเล็กๆ ว่าอยากเป็นนักจัดรายการวิทยุและนักเขียนอย่างคุณสุชาดี แม่ของเขา

ขณะที่อลงค์กรดูแลรายการวิทยุควบคู่ไปกับงานโปรดิวเซอร์ รับผิดชอบผลิตสารคดีสั้นรองรับกลุ่มลูกค้าที่ต้องการสื่อประชาสัมพันธ์ รายการ กระจกหกด้าน ก็ยังคงเติบโตขึ้นเรื่อยๆ เริ่มทำรายการ แฟ้มประวัติอาชญากรรม สารคดีกึ่งละครอาชญากรรมที่ทำจากแฟ้มอาชญากรรมจากกองปราบที่ปิดสำนวนคดีไปแล้ว และรายการอื่นๆ ยิ่งทำให้รู้ว่าบริษัทมีความเชี่ยวชาญงานสารคดีโทรทัศน์มากกว่ารายการรูปแบบอื่นมากแค่ไหน

กระจกหกด้านบานใหม่

จุดเปลี่ยนของการมารับช่วงต่อรายการ กระจกหกด้าน เต็มตัวของอลงค์กร เริ่มขึ้นหลังจากที่พี่ชายคนรองตัดสินใจเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยตามความฝัน และการมาถึงของจังหวะที่บริษัทต้องปรับเปลี่ยนวิธีการทำงาน

กระจกหกด้าน,กระจกหกด้านบานใหม่,กระจกหกด้าน คนพากย์,กระจกหกด้าน เพลง

“เมื่อถึงจุดหนึ่งที่แม่เข้าไปขายงานลูกค้าด้วยวิธีการเดิมไม่ได้อีกต่อไป เพราะมีช่องว่างระหว่างวัยของเราและเอเจนซี่ รวมกับแนวทางที่ต่างกัน จากวันหนึ่งที่ขายไอเดียโดยตรงกับนายห้าง ใช้ใจซื้อใจ ทุกวันนี้มีพิธีตรีตรองระหว่างทางมากมาย จึงเป็นหน้าที่ของเรา ใช้ศาสตร์ที่เรียนมานั่นคือศิลปะ บวกกับความตรงไปตรงมา ถ้างานดีก็ขายง่าย”

งานของอลงค์กรคือคิดแผนธุรกิจเพื่อเพิ่มตลาด ด้วยการรับงานที่เป็นโฆษณาเพิ่มขึ้น

“โชคดีที่เราเริ่มต้นแผนงานนี้ในยุคที่เฟื่องฟูสุดๆ สังเกตได้จากสัปดาห์หนึ่ง เรามีงานสารคดีสั้น 1 นาทีเพื่อการโฆษณาถึง 13 ชิ้น เมื่อเวลาผ่านไป ลูกค้าก็เปลี่ยน เริ่มอยากให้เล่าความเกี่ยวข้องระหว่างเนื้อหาและผลิตภัณฑ์ ทางสถานีโทรทัศน์ก็เป็นห่วงภาพลักษณ์ไม่อยากให้คนมองว่าเป็นสถานีโทรทัศน์ที่เห็นแก่การโฆษณา”

กระจกหกด้าน,กระจกหกด้านบานใหม่,กระจกหกด้าน คนพากย์,กระจกหกด้าน เพลง

รายการ กระจกหกด้านบานใหม่ มาในจังหวะที่มีการเปลี่ยนแปลงของกลุ่มผู้ชม ตลาดและนโยบายจากนายสถานี ซึ่งมาจากโจทย์ 2 ข้อ “ข้อแรก เราไม่ใช่รายการเดียวที่ทำสารคดีเหมือนแต่ก่อน แฟนคลับหรือกลุ่มคนดูที่เคยมีลดน้อยถอยลงตามความสนใจ ข้อสอง เราต้องเปลี่ยน ไม่งั้นคนที่ดู กระจกหกด้าน จะเหลือเพียงกลุ่มคนที่สนใจเนื้อหาสาระล้วนๆ ดูจบแล้วไปใช้สอบในห้องเรียน การเปลี่ยนรูปแบบรายการ เป็นเรื่องที่คุยกันในครอบครัวมานานแล้ว ไม่ใช่แค่เรื่องเทคนิคและอุปกรณ์ แต่เป็นวิธีการ ความหลากหลายของเนื้อหา”

วิธีการมีเพียงข้อเดียว นั่นคือต้องชนะใจคุณสุชาดีให้ได้ ต้องทำให้เธอมั่นใจ อลงค์กรและทีมงานจึงทดลองทำตอนแรกของ กระจกหกด้านบานใหม่ ขึ้นมา ซึ่งมีชื่อตอนว่า ‘ส้มตำ’ และถือเป็นการพลิกบทบาทครั้งแรกของคุณสุชาดี จากคุณป้าผู้บรรยายเรื่องด้วยเสียงระนาบเดียว เป็นคุณป้าผู้เล่าเรื่องส้มตำด้วยน้ำเสียงใหม่ มีอารมณ์ร่วม และจังหวะรับส่ง บวกกับการมีตัวละครดำเนินเรื่อง มีดนตรีประกอบที่ร่วมสมัย มี Motion Graphic เล่าเรื่องให้เข้าใจง่ายขึ้นง่ายขึ้น

“กระแสตอบรับดีเกินคาด เราไม่คิดมาก่อนว่าคลิปจะกระจายและไปได้เร็วขนาดนี้ ไปถึงพันทิป เป็นไวรัล เป็นที่พูดถึงของสื่อต่างๆ หลังจากทดลองทำกับเทปนั้น เราก็ตั้งต้นหาทีมงานใหม่ ผสมกับทีมงานเดิมที่มีจุดแข็งเรื่องข้อมูล เกิดเป็น กระจกหกด้านบานใหม่ ออกอากาศเพียงเดือนละครั้ง”

กระจกบานใหม่ที่ส่องความสนใจของคนดู

จากคนที่ไม่เคยชื่นชมความงามของผนังวัดวาอาราม แต่ชื่นชอบปราสาทพระราชวังเก่าในต่างประเทศมากกว่า วันหนึ่งก็พบว่าความสวยงามของกระเบื้องและกระจกแบบไทยๆ ก็สวยงามไม่แพ้ต่างประเทศ

“เรานั่งดูวัดพระแก้ว เห็นกระจกเกรียบ กระจกบางๆ บางมากๆ บางเท่ากระดาษติดประดับเสา ซึ่งนำเข้าจากต่างประเทศก่อนใช้กรรไกรค่อยๆ ตัด นำไปติดเสาทีละชิ้น เหมือนเวลาเราดูคนทอผ้า เห็นกระบวนการกว่าจะได้มาของผ้าหนึ่งผืนก็ทำให้รู้สึกถึงคุณค่าและความมหัศจรรย์ เราจึงค่อยซึมซับทีละนิดๆ และเริ่มรู้สึกถึงแง่งามของงานที่ทำ เพราะสิ่งที่สำคัญที่นอกจากมีประโยชน์ต่อผู้ชมแล้ว เราซึ่งเป็นคนทำงานก็ได้เรียนรู้เพิ่มพูนขึ้น” อลงค์กรยังเล่าอีกว่า เขาบอกไม่ได้ว่าเริ่มรู้สึกรักสารคดีเมื่อไหร่ แต่เขามั่นใจแล้วว่ากำลังทำสิ่งที่ถูกที่ถูกทาง ซึ่งหล่อเลี้ยงชีวิตและความคิดให้เติบโตขึ้นตามวัย

กระจกหกด้าน,กระจกหกด้านบานใหม่,กระจกหกด้าน คนพากย์,กระจกหกด้าน เพลง

การเลือกเรื่องมานำเสนอของ กระจกหกด้านบานใหม่ เหมือนหรือแตกต่างจากเดิมอย่างบ้าง เราสงสัย

“มีเรื่องในกระแสบ้าง แต่จะหยิบส่วนที่เกี่ยวข้องกับผู้ชมมานำเสนอ และพยายามลงรายละเอียดมากขึ้น ที่ผ่านมา เนื้อหาในอดีตนำเสนอเรื่องนามธรรม เรื่องที่หยิบกลับมาใช้กับชีวิตจริงไม่ได้ สมัยนี้เราต้องดูความสนใจของผู้ชม เช่น เนื้อหาที่ผู้ชมตามไปเที่ยวได้ หรือหยิบจับง่ายขึ้น เปรียบเป็นร้านอาหาร สมัยก่อนฉันทำอร่อยทุกคนต้องมากินนะ แต่เดี๋ยวนี้เราต้องวางตัวว่าเราก็เป็นหนึ่งในร้านอาหารที่มีอยู่มากมาย และอยากให้คนใหม่ๆ เข้ามาลองกิน เพราะฉะนั้น ก็ต้องรู้ว่าคนอยากกินอะไร เพื่อจะได้เสิร์ฟเมนูที่คนชอบกัน”

การรักษามาตรฐานการทำงานที่มีมาตั้งแต่รายการออกอากาศวันแรก

ภายใต้ตัวเลขจำนวนตอนที่ออกอากาศกว่า  4,000 ตอน ตลอดระยะเวลา 38 ปี ของรายการสารคดีปกิณกะ มีเนื้อหาที่เล่าถึงเรื่องศิลปวัฒนธรรม ประเพณี ชีวิตความเป็นอยู่ ภูมิปัญญาไทย ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การท่องเที่ยว เทคโนโลยีและวิทยาการ และกิจกรรมสันทนาการต่างๆ ทั้งเรื่องเก่าที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ และสิ่งใหม่ร่วมสมัย

อย่างที่เรารู้โทรทัศน์ไม่เหมือนสื่อรูปแบบอื่น หากมีเนื้อหาหนักหนาเกินไป ผู้ชมจะเปลี่ยนหนีไม่อยากดู

แต่กลับกลายเป็นว่า สิ่งเหล่านี้เป็นจุดแข็งของแบรนด์ รายการ กระจกหกด้าน ที่ยากจะลอกเลียนแบบ

“ที่นี่เราให้ความสำคัญกับข้อมูล และความถูกต้องของเนื้อหา การได้มาซึ่งบทนั้นต้องผ่านการทำงานที่เข้มข้น ตั้งแต่การเขียนโครงเรื่องเพื่ออธิบายลำดับการเล่าเรื่อง โดยบททุกบทจะผ่านตาของคุณสุชาดีเอง เพราะเธอจะไม่ยอมให้มีข้อมูลที่ไม่ถูกต้องแม้เพียงนิดเดียว ไม่ได้หมายความว่าไม่เคยผิดพลาด แต่เกิดขึ้นน้อยมาก นับครั้งได้ และไม่ใช่เรื่องผิดพลาดหนักหนาสาหัส

กระจกหกด้าน,กระจกหกด้านบานใหม่,กระจกหกด้าน คนพากย์,กระจกหกด้าน เพลง

“ยิ่งทุกวันนี้ สื่อยิ่งให้ความสำคัญกับเรื่องความถูกต้องน้อยลง แต่เราก็ยังยืนยันที่จะทำ เรื่องการผลิตก็เช่นกัน แม้จะเป็นรายการสารคดี 15 นาที เราก็ใช้เวลาถ่ายทำถึง 8 คิว เยอะเกินไหมล่ะ” อลงค์กรเล่าว่า เขาพยายามจะลดความละเอียดของการถ่ายทำเพื่อให้การทำงานในส่วนตัดต่อและอื่นๆ ง่ายขึ้น แต่เขาก็ยอมรับว่า จำเป็นต้องรักษามาตรฐานของการทำงานที่สร้างมาตั้งแต่ในอดีต

“นอกจากเรื่องเนื้อหาที่ถูกหรือผิด ผมเรียนรู้เรื่องการทำธุรกิจจากแม่ ซึ่งท่านจะไม่ทำสิ่งที่ตัวเองไม่เชี่ยวชาญ และทำธุรกิจโดยไม่สร้างหนี้ คนทำธุรกิจสมัยนี้อาจจะบอกว่า หัวโบราณไม่กล้าเสี่ยง แม้ว่าการเสี่ยงเป็นโอกาสที่สร้างความมั่งคั่ง แต่ใครจะรู้ถ้าวันนั้นเราตัดสินใจทำบริษัทให้ใหญ่โตเป็นหนี้เป็นสิน เราก็อาจจะไม่ได้มี กระจกหกด้าน หรือมีบริษัทที่อยู่มาถึงทุกวันนี้ก็ได้ อย่างช่วงวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ทุกคนเจอปัญหา เราก็เจอ และสารคดีก็เป็นตัวเลือกแรกของประเภทรายการโทรทัศน์ที่จะถูกตัดโฆษณา เราเคยเจอมาหมดแล้ว วิธีการคือ หนึ่ง เมื่อไม่มีหนี้ก็ไม่มีอะไรต้องกังวลมากนัก และสอง หาวิธีรอดกันไป” อลงค์กรเล่าถึงสิ่งที่เรียนรู้จากแม่

กระจกหกด้าน,กระจกหกด้านบานใหม่,กระจกหกด้าน คนพากย์,กระจกหกด้าน เพลง

กระจกหกด้าน ด้านที่อยู่ในโลกออนไลน์

“แม้จะเป็นแผนการที่คิดมานานแล้ว แต่เราก็เริ่มเดินทางสู่โลกออนไลน์ช้ามาก ผลจากการทำรายการมาเกือบ 40 ปี ทำให้เรามีสารคดีกว่า 4,000 เรื่องอยู่ในมือ เป็นรายการเดียวในโลกที่ได้ถ่ายทำพระบรมมหาราชวังโดยสมบูรณ์ ถ่ายทำทุกพระที่นั่ง เมื่อ 20 ปีก่อน ยังมีเทปอยู่นะ แต่ยังไม่รู้ว่าจะใช้วิธีโอนถ่ายยังไง ก่อนหน้านี้เมื่อออกอากาศในโทรทัศน์จบก็สูญหายไป ไม่เคยถูกนำมาใช้ประโยชน์หรือทำให้เกิดผลทางธุรกิจ” อลงค์กรเล่าความตั้งใจค้นหาสื่อรูปแบบอื่นๆ ที่ลงตัวกับความเชี่ยวชาญและสิ่งที่มี

ปัจจุบัน นอกจากจะสร้างเว็บไซต์ mirror6.com เพื่อรวบรวมสิ่งดีของไทยนำเสนอแก่ชาวต่างชาติและคนรุ่นใหม่ คัดสรรแลเผยแพร่เนื้อหาที่เคยออกอากาศไปแล้วแต่ยังร่วมสมัยอยู่ อลงค์กรยังเริ่มทำรายการออนไลน์ชื่อ ‘ไชโยโอป้า’ นำเสนอเนื้อหาในแบบรายการ กระจกหกด้าน  แต่ย่อยง่ายและดูสนุก ซึ่งเป็นการพลิกบทบาทครั้งสำคัญของคุณสุชาดี

EP.5 โอป้า VS อรอรีย์

ควันหลงวันแม่ เมื่อโอป้าอยากได้ของที่อตก.ตลาดซึ่งได้ชื่อว่ามีของครบ แต่ราคาก็ชวนสลบ มาดูลีลาการเลือกซื้อของ และต่อรองแบบแม่ค้าสะอื้นของโอป้า ผ่านอรอรีย์ ลูกสาวขาร็อค ที่ทั้งลุ้น วุ่น และฮา ใน “ไชโย โอป้า” ตอน “อตก.จ๋า โอป้ามาแล้วจ้ะ” #ไชโยโอป้า #mirror6สำหรับใครที่พลาดตอนก่อนหน้า ติดตามรายการ ไชโยโอป้า ย้อนหลังได้ที่ https://mirror6.com/channels/chaiyo-opa

Posted by ไชโย โอป้า on Sunday, August 12, 2018

ไม่ใช่แค่สร้างรายการขึ้นมาเพื่อให้คนรู้จักเราในรูปแบบใหม่ แต่อลงค์กรอยากให้คุณสุชาดีผู้มีความสุขกับการทำงาน ยังมีไฟและมีแรงแข็งขันอยู่ตลอด

“วันหนึ่งรายการ กระจกหกด้าน อาจจะหายไปเหมือนรายการอื่นๆ แต่ในวันนี้เราขอทำอย่างเต็มที่ เพราะสิ่งที่คงไว้คือ ชื่อของ กระจกหกด้าน ที่จะยังไม่หายไปไหน” อลงค์กรทิ้งท้าย

กระจกหกด้าน,กระจกหกด้านบานใหม่,กระจกหกด้าน คนพากย์,กระจกหกด้าน เพลง
กระจกหกด้าน,กระจกหกด้านบานใหม่,กระจกหกด้าน คนพากย์,กระจกหกด้าน เพลง
 

บริษัท ทริลเลี่ยนส์ แอนด์ ทรีไลอ้อนส์ จำกัด พ.ศ. ๒๕๒๑

บริษัท ทริลเลี่ยนส์ แอนด์ ทรีไลอ้อนส์ จำกัด เริ่มต้นจากการผลิตสารคดีชุด ‘พญาแถน’ เล่าความเชื่อของชาวอีสานที่มีต่อตำนานบั้งไฟ เพื่อส่งเข้าประกวดโครงการ สารคดีธนาคารกรุงเทพ จนได้รับรางวัลชนะเลิศ เป็นที่มาให้นำไอเดียผลิตรายการสารคดีไปเสนอยังสถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7 แล้วจึงเริ่มทำรายการ กระจกหกด้าน ออกอากาศตอนแรกเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2525 ถือเป็นสารคดีชุดแรกของประเทศที่ผลิตโดยคนไทย โดยออกอากาศทุกวันจันทร์ถึงศุกร์ เวลา 18.00 น.

นอกจากเป็นเจ้าของรายการ กระจกหกด้าน บริษัทยังดำเนินกิจการวิทยุ วางสื่อโฆษณา และผลิตรายการเพลง ออกอากาศที่สถานีวิทยุ FM 96.5 ดำเนินรายการโดยคุณสุชาดี มณีวงศ์ ก่อนจะผลิตรายการวิทยุทาง FM99 FM95 FM105 FM96 cและ FM105.5 ในเวลาต่อมา ความสำเร็จจากรายการ กระจกหกด้าน ต่อยอดให้เริ่มผลิตรายการโทรทัศน์อื่นเพิ่มเติม เช่น สารคดีชุดบันทึกวันหยุด ในปี 2530 และก่อนจะเริ่มผลิตสารคดีสั้น ความยาว 1 – 2 นาที โดยเป็นทั้งรายการให้ความรู้และส่งเสริมแผนการตลาด เพื่อรองรับตลาดที่เปลี่ยนไป นอกจากนี้ บริษัทยังเป็นผู้ผลิตรายการ ร้อยเรื่องเมืองไทย และ รูปสวยรวยรส

ปัจจุบัน รายการ กระจกหกด้าน ในรูปแบบโฉมใหม่ จัดอยู่ในหมวดรายการโทรทัศน์ประเภทสารคดีปกิณกะกึ่งวาไรตี้ ความยาว 15 นาที ออกอากาศทุกวันพุธและพฤหัสบดี เวลา 17.00 น. ทางสถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7 เนื้อหาครอบคลุมศิลปวัฒนธรรม ประเพณี ชีวิตความเป็นอยู่ ภูมิปัญญาไทย ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การท่องเที่ยว เทคโนโลยีและวิทยาการ และกิจกรรมสันทนาการต่างๆ ทั้งเรื่องเก่าที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ และสิ่งใหม่ร่วมสมัย ทั้งหมดนี้รับชมย้อนหลังได้ที่เว็บไซต์ mirror 6

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

ทายาทรุ่นสอง

เรื่องราวการต่อยอดธุรกิจครอบครัวในมือทายาทรุ่นต่อมา

ธุรกิจ : บริษัท เฮงง่วงเฮียงบ้านไผ่ จำกัด 

ประเภทธุรกิจ : แปรรูปเนื้อสัตว์

ปีที่ก่อตั้งเฮงง่วนเฮียง (ตราตึก) : พ.ศ. 2499

ผู้ก่อตั้ง : อากงเลี่ยงเฮง  

ทายาทรุ่นสอง : คุณอาภรณ์ ลิ้มธีระกุล

ทายาทรุ่นสาม : คุณชัญญา อังวราวงศ์

บ้านเฮง ร้านอาหารเช้าที่ขยายเวลาเปิดเพื่อชาวตื่นสาย และมีกุนเชียงเป็นตัวเอกของเรื่อง เพราะกุนเชียงที่ว่าไม่ใช่กุนเชียงธรรมดา แต่คือ ‘กุนเชียงบ้านไผ่’ ที่โด่งดังระดับประเทศมากว่า 70 ปี แต่ตำนานไม่อาจอยู่ได้ตลอดไป หากไม่ปรับตัวและทำความเข้าใจกับตลาดสมัยใหม่ คุณฝน-ชัญญา อังวราวงศ์ จึงรับไม้ต่อจาก คุณแม่อาภรณ์ ลิ้มธีระกุล เพื่อสานต่อกิจการอันภาคภูมิใจของครอบครัว เพื่อให้ไปต่อได้ในวันที่คลื่นลูกใหม่มากมายกำลังโถมเข้ามาสู่เมืองขอนแก่น

บ้านเฮง ห้องรับแขกของเมืองขอนแก่นที่เชื่อมั่นว่าใช้วัตถุดิบดีมีชัยไปกว่าครึ่ง

คอลัมน์ทายาทรุ่นสองวันนี้ ชวนมาเรียนรู้เรื่องราวธุรกิจครอบครัวชาวไทยเชื้อสายจีนของทายาทรุ่นที่ 3 ที่มีผู้หญิงเป็นผู้นำ สร้างความแตกต่าง รวมถึงแนวคิดการพัฒนาร้านบ้านเฮงเพื่อพาคนในชุมชนและแขกของเมืองขอนแก่นไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น อีกทั้งสอนให้รู้ว่าการสานต่อธุรกิจไม่ได้มีแค่การต่อยอดจากสินค้าเดิมเท่านั้น

เฮงง่วนเฮียง(ตราตึก) ต้นตำรับกุนเชียงบ้านไผ่

บ้านเฮง ห้องรับแขกของเมืองขอนแก่นที่เชื่อมั่นว่าใช้วัตถุดิบดีมีชัยไปกว่าครึ่ง

กิจการบ้านเฮงชื่อเดิมคือ เฮงง่วนเฮียง (ตราตึก) ก่อตั้งโดย อากงเลี่ยงเฮง เป็นแบรนด์เก่าแก่ที่อยู่คู่เมืองของแก่นมาเกือบ 70 ปี ดั้งเดิมมาจากบ้านไผ่ ซึ่งถ้าเป็นผู้ใหญ่อายุเกิน 50 ขึ้นไป ต้องเคยได้ยินแน่นอนว่ากุนเชียงบ้านไผ่ของขอนแก่นมีชื่อเสียงระดับประเทศ จนทำให้สมัยก่อนกุนเชียงโซนเยาวราชที่โด่งดังเรื่องอาหารจีนก็จะมาซื้อของจากที่นี่ แล้วเอาไปขายต่อ ปัจจุบันลดลงเพราะพอขายดีหลายเจ้าก็เข้ามาผลิตเอง 

คุณฝนเล่าว่า เฮงง่วนเฮียง (ตราตึก) ไม่ใช่กุนเชียงบ้านไผ่เจ้าแรก บ้านไผ่จะมีเจ้าดั้งเดิม 2 เจ้า คือพี่สาวของอากง กับอากงเลี่ยงเฮง พี่สาวอากงบอกให้อากงมาอยู่เมืองไทย แล้วก็มาทำอยู่ในเมืองเดียวกัน ทั้งสองแบรนด์เป็นคนละสูตรและมีปรัชญาในการทำธุรกิจไม่เหมือนกัน ฉะนั้น สไตล์หรือว่าสูตรอาหารจึงไม่เหมือนกันเลย 

บ้านเฮง ห้องรับแขกของเมืองขอนแก่นที่เชื่อมั่นว่าใช้วัตถุดิบดีมีชัยไปกว่าครึ่ง

“เสียเงินไม่ว่า เสียหน้าไม่ได้” คือปรัชญาธุรกิจของอากงในมุมมองของคุณฝน ซึ่งคำว่าเสียหน้าไม่ได้นั้นมีความหมายว่าต้นทุนเท่าไหร่เท่ากัน แต่ถ้าลูกค้าบอกว่าไม่อร่อย กินแล้วรู้สึกว่าสินค้าไม่ดีนั้นไม่ได้ กุนเชียงที่ร้านจะมีจุดเด่นที่เด่นมาตั้งแต่สมัย 70 ปีที่แล้ว คือกุนเชียงจะไม่มีกลิ่นอับ 

คุณฝนเล่าต่อถึงประวัติของการทำกุนเชียง กุนเชียงเป็นการถนอมอาหารชนิดหนึ่ง ใช้เศษหมูที่เหลือจากการทำอย่างอื่น เอาไปบดแล้วนำมาทำเป็นกุนเชียง แปลว่าหลังจากทำอย่างอื่นมาทั้งวัน เหลือหมูอะไรก็เอามาทำเป็นกุนเชียง เอามาบด บด ๆ ผสมกับมันหมู แล้วเอามาทำกุนเชียง 

“อะไรก็ตามที่อยู่นอกตู้เย็นนาน ๆ กลิ่นมันจะไม่สดใหม่ ฉะนั้น กุนเชียงบางแบรนด์เขาจะใส่เครื่องเทศเข้าไปเยอะ ๆ เพื่อดับกลิ่นอับ แต่ของเราจะยังได้กลิ่นอยู่ กุนเชียงบางยี่ห้อกลิ่นมันจะหืน ๆ อับ ๆ แล้วก็จะมีกลิ่นเครื่องเทศตีกัน” เราพอจะนึกออกถึงกุนเชียงที่เคยลิ้มลอง ซึ่งบางครั้งก็ได้กลิ่นตามที่คุณฝนอธิบาย 

“แต่ว่าอากงไม่ได้ทำแบบนั้นด้วยปรัชญาของแก ไม่ใช่ปรัชญาหรอก แกเป็นคนแบบนั้น” คนนั้นแบบนั้นก็คืออากงท่านจะใช้หมูสดจากโรงชำแหละที่ส่งมาตอนตี 3 – 4 ทำกุนเชียงตอน 7 โมงเช้า เรียกได้ว่าทำกันแบบสด ๆ ไม่ใช้เศษหมูจากที่ไหนทั้งสิ้น เพราะถ้าเป็นเศษหมูจะควบคุมยากและมักมีกลิ่น กุนเชียงเฮงง่วนเฮียงจึงควบคุมปริมาณมันได้ค่อนข้างแน่นอน 

“อาหารถ้าใช้วัตถุดิบดีก็อร่อยไปครึ่งหนึ่งแล้ว ที่เหลือเป็นฝีมือ” คุณฝนสรุปเคล็ดลับการทำอาหารของอากง

บ้านเฮง ห้องรับแขกของเมืองขอนแก่นที่เชื่อมั่นว่าใช้วัตถุดิบดีมีชัยไปกว่าครึ่ง
บ้านเฮง ห้องรับแขกของเมืองขอนแก่นที่เชื่อมั่นว่าใช้วัตถุดิบดีมีชัยไปกว่าครึ่ง

ก่อนจะเป็นบ้านเฮง

การสร้างมุมมองที่ดีต่อลูกค้า คือปัจจัยแรกของการเริ่มทำธุรกิจ สิ่งที่ถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นนอกจากดีเอ็นเอแล้ว ก็คือความคิดของแต่ละเจนเนอเรชันที่มีต่อลูกค้า

ของแบรนด์บ้านเฮงก็ยังเป็นมุมมองเดียวกันด้วย

“คุณแม่กับอากงเป็นคนพิถีพิถันเรื่องวัตถุดิบเหมือนกันเลย ตัวเองทำกินอย่างไร ลูกค้าต้องได้กินอย่างนั้น เราไม่อยากกินสารกันบูด เราไม่อยากกินผงชูรส ลูกค้าก็ได้กินแบบที่เรากิน ก็คือไม่ใส่” 

เป้าหมายของทั้งสามรุ่นคือความจริงใจต่อลูกค้า จนเกิดคำถามว่า คุณฝนมองลูกค้าเหมือนคนในครอบครัวแบบที่หลาย ๆ แบรนด์ใช้ข้อคิดนี้เป็นคำโฆษณาหรือไม่

“ลูกค้าไม่ใช่คนในครอบครัว แต่ไม่ว่าลูกค้าเป็นใครก็ตาม มาตรฐานของที่บ้านก็คือ เอาสิ่งที่ดีให้แขกเสมอ” ทายาทกิจการอาหารเอ่ยตรงไปตรงมา เธอคือผู้เสียสละความฝันในการเรียนต่อเพื่อมาทำแบรนด์บ้านเฮงให้เกิดขึ้น

“ตอนแรกเราโชคดีที่ได้ทุนนักกีฬามหาวิทยาลัยของ University of Illinois Chicago เราจบด้านจิตวิทยา ตอนเรียนใกล้จบเลือกมหาวิทยาลัยแล้ว แล้วก็เลือกโปรแกรมแล้วว่าจะไปเรียนต่อหมอจิตวิทยา แต่ว่ามี Deep Conversation กับคุณแม่ในช่วงที่กลับเมืองไทยก่อนจะกลับไปเรียนต่อ คุณแม่อายุ 60 ปีพอดี แกบอกว่ากลับมาอยู่กับแกเถอะ เพราะว่าแกน่าจะอยู่ได้ไม่เกิน 15 – 20 ปี กลับมาอยู่ด้วยกัน แล้วจะทำอะไรก็ทำ” 

บทสนทนาในวันนั้นทำให้ว่าที่จิตแพทย์ผันตัวกลับมาจับงานด้านธุรกิจของครอบครัวที่เต็มไปด้วยความกดดันของคนรุ่นเก่า และความเสี่ยงของการจะรีแบรนด์ให้คนจำแบรนด์เก่าได้ พร้อมสร้างฐานลูกค้าแบรนด์ใหม่ภายใต้ชื่อใหม่ ‘บ้านเฮง’ ให้คนจดจำ ถือว่าเป็นงานที่ยากมากพอสมควร

“พอกลับมาเห็นกิจการที่บ้าน เรารู้สึกได้เลยว่ากิจการที่บ้านกำลังจะแย่ พี่น้องคนอื่นไม่มีใครถนัดในการที่จะมาแทนคุณแม่ซึ่งเป็นผู้บริหารสูงสุด เพราะเขาถนัดด้านอื่นกัน” 

บ้านเฮง ห้องรับแขกของเมืองขอนแก่นที่เชื่อมั่นว่าใช้วัตถุดิบดีมีชัยไปกว่าครึ่ง
บ้านเฮง ห้องรับแขกของเมืองขอนแก่นที่เชื่อมั่นว่าใช้วัตถุดิบดีมีชัยไปกว่าครึ่ง

พลิกโฉมตึกเก่าให้กลายเป็นบ้านที่เฮง เฮง เฮง

เดิมเป็นแบรนด์ที่บ้านไผ่ ห่างจากตัวเมืองไปสัก 30 – 40 กิโลเมตร คุณแม่เห็นโอกาสการทำธุรกิจจึงขออากงมาเปิดสาขาใหม่และผลิตเองที่อำเภอเมืองขอนแก่น ด้วยความที่สมัยนั้นคุณแม่เป็นคนหัวทันสมัย เลยมาซื้อที่ตรงกลางเมือง แล้วเปิดกิจการขายของฝากของตัวเองได้สำเร็จ 

30 กว่าปีผ่านไป ก็กลับมารีโนเวตครั้งใหญ่อีกครั้งหนึ่ง 

ธุรกิจที่ต่อยอดจากแบรนด์กุนเชียงบ้านไผ่ ที่หวังให้คนขอนแก่นมีคุณภาพชีวิตที่ดี

“การรีโนเวตรอบล่าสุดเรามีความเข้าใจมากขึ้น มีความรู้เรื่องตลาดมากขึ้น รู้จักตัวเองมากขึ้น เห็นชัดว่าเราคือใคร มีจุดเด่นด้านอะไรในตลาด เรามีสิ่งที่คุณต้องการ ฉะนั้น เราก็จะขยี้เรื่องนี้ ร้านก็เลยจะออกมาค่อนข้างอิงตัวตนของแบรนด์” การทำร้านใหม่แบบยกแผง รวมถึงการเปลี่ยนชื่อนั้นต้องทำให้ลูกค้าเก่ายังจำอัตลักษณ์แบรนด์ได้ และต้องดึงดูดใจลูกค้าใหม่ ๆ สุดท้ายเลยจบที่การออกแบบตึกใหม่ ให้สะท้อนอัตลักษณ์ของแบรนด์บ้านเฮง เป็นเหมือนห้องรับแขกของคนเมืองขอนแก่น ณ สถานที่เดิมที่คุณแม่เริ่มไว้

“บ้านเฮงไม่ได้สร้างตึกก่อนนะ เกิดจากการทำรีเสิร์ช เราคือใคร กลับไปถามลูกค้าว่าเขาเข้าใจว่าเราเป็นใคร” คำถามสั้น ๆ ตอบยาก แต่บ้านเฮงตอบได้

“เราเป็นคนไทยเชื้อสายจีนที่อยู่ในภาคอีสาน สถาปนิกที่ออกแบบที่นี่ไม่ใช่สถาปนิกที่ออกแบบร้านอาหาร ร้านค้า แต่เป็นสถาปนิกที่ออกแบบบ้าน” สัมผัสแรกของการไปเหยียบร้านบ้านเฮงจึงเป็นความรู้สึกของบ้านคนไทยเชื้อสายจีน แต่ก็แอบแฝงไปด้วยกลิ่นอายอีสานที่ไม่ใช่ความลำบากแร้นแค้น หากแต่คือความอุดมสมบูรณ์ด้านอาหารแบบที่คนกรุงคาดไม่ถึง ในร้านเต็มไปด้วยผลิตภัณฑ์ที่ผลิตอย่างถูกต้อง มีการการันตี และที่สำคัญคือน่ารับประทาน เป็นของฝากที่จะทำให้คนซื้อไม่ต้องอายใครเมื่อมาขอนแก่น

ธุรกิจที่ต่อยอดจากแบรนด์กุนเชียงบ้านไผ่ ที่หวังให้คนขอนแก่นมีคุณภาพชีวิตที่ดี
ธุรกิจที่ต่อยอดจากแบรนด์กุนเชียงบ้านไผ่ ที่หวังให้คนขอนแก่นมีคุณภาพชีวิตที่ดี

“เราดูแลลูกค้าโดยมองว่าเขาคือคนที่มาเยี่ยมบ้านเรา บ้านเฮงมีน้ำชาให้ฟรีตลอดเพราะเป็นวัฒนธรรมคนจีน มาบ้านต้องมีน้ำชาให้ดื่ม” ผู้คนในไทยถูกหล่อหลอมวัฒนธรรมจนแทบเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันแต่ก็ไม่ใช่ สังคมไทยนั้นผสมไปด้วยความหลากหลายของเชื้อชาติ ศาสนา แต่รายละเอียดเล็กน้อยเหล่านี้ล้วนที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกร้านอาหารของลูกค้าอย่างเรา ๆ ซึ่งบ่งบอกว่าเราคือแขกของคนไทยเชื้อสายจีนอย่างแท้จริง

“คอนเซ็ปต์ในการออกแบบบ้านกับชื่อคือ บ้านเฮง บ้านนี้เป็นบ้านของเรา เราจะเปิดต้อนรับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นแขกเราเอง แขกของเพื่อน หรือว่าแขกที่มาเยี่ยมเมืองขอนแก่น เรารับทุกคน แล้วจะบริการสิ่งที่มีคุณภาพดี ให้กินดี อยู่ดี สบายใจ” มีคำกล่าวว่าอาหารเช้าเป็นมื้อที่สำคัญที่สุดของวัน ถ้าเราเริ่มวันด้วยอาหารที่อร่อยแล้ว วันนั้นก็จะเป็นวันที่ดีสำหรับทุกคน

บ้านเฮงไม่ได้เติบโตเพราะโชคช่วย

“เราเป็นคน All or Nothing ก็คือร้อยเปอร์เซ็นหรือศูนย์เปอร์เซ็น ถ้าไม่ดี เราไม่ทำ” ความตั้งใจแน่วแน่และความพยายามอาจเป็นที่มาในความเฮงของคุณฝนก็เป็นได้

บ้านเฮงแปลว่า บ้านที่อยู่แล้วโชคดี แต่ร้านนี้เกิดขึ้นได้จากน้ำพักน้ำแรงของคนในครอบครัวที่ส่งต่อมาจากรุ่นอากงจนถึงคุณฝน ไม่ได้มีโชคช่วยแต่อย่างใด แน่นอนว่าการบริหารงานของคุณฝนนั้นแตกต่างจากคุณแม่ และคุณแม่ก็มีแผนที่แตกต่างจากอากง ทุกเจนเนอเรชันล้วนมีแรงบันดาลใจและความเป็นตัวตนภายในที่แตกต่างกัน 

ความยากอย่างหนึ่งของการรับไม้ต่อ คือการทำอย่างไรให้คนเก่าแก่ทั้งระดับผู้บริหารและพนักงาน ยอมรับและทำงานร่วมกับคนรุ่นใหม่ที่จะเข้าไปบริหารได้อย่างไม่มีปัญหา เคล็ดลับของคุณฝนมีทั้งหมด 4 ข้อ

ธุรกิจที่ต่อยอดจากแบรนด์กุนเชียงบ้านไผ่ ที่หวังให้คนขอนแก่นมีคุณภาพชีวิตที่ดี

“สิ่งแรกคือช่วงระหว่างวัย 18 – 24 ปี เราหายไปเพราะอยู่ที่อเมริกา แล้วคนที่จากไปกับคนที่กลับมามันชัดมากว่าคนละคนกัน เลยทำให้เขาตกใจ ถ้าเขาเห็นเราทุกวัน มันยากมากที่จะยอมรับว่าเราเป็นผู้ใหญ่แล้ว แต่ด้วยความที่เราหายไป 6 ปี แล้วความคิดไม่เหมือนเดิม กลายเป็นคนละคนอย่างชัดเจน เขาก็เลยปฏิบัติต่อเราอย่างจริงจังมากขึ้น” นั่นคือข้อแรก 

“สอง คือ ต้องเป็นคนพูดจริงทำจริง ไม่กลัวลำบาก เพราะคนรุ่นเก่าเขาจะไม่ชอบคนที่ตื่นสาย การตื่นสายก็ประสบความสำเร็จได้เหมือนกัน แต่มันไม่ได้ใจคนรุ่นเก่าตั้งแต่แรก แล้วจะทำงานลำบาก ก็แค่ตื่นเช้าหน่อยแล้วทำให้เขาเห็น ประสบความสำเร็จหรือเปล่าไม่รูู้ แต่เราโคตรพยายาม ดึกก็ทำ เช้าก็ทำ” ซึ่งสิ่งนี้เป็นข้อถกเถียงเป็นอย่างมากระหว่างคนต่างเจนเนอเรชัน

“สาม ทำให้เห็นทั้งลับหลังและต่อหน้า ต้องทำให้เขาเห็น เราเคยทำงานทั้งวันแต่แม่บ่นเพราะแม่ไม่รู้ว่าเราทำงาน เปลี่ยนใหม่ เราย้ายโต๊ะทำงานไปทำงานข้างห้องแม่ ให้แกเห็นว่าเรานั่งทำงาน คือใช้ชีวิตเหมือนเดิมให้แกเห็น ทำดีก็ต้องทำดีให้เขารู้ด้วยว่าเราทำ” นี่คือการแก้ปัญหาที่แก้ยากระดับพอ ๆ กับน้ำท่วม เชื่อว่าGen Y-Z หลายคนต้องเคยประสบกับปัญหานี้อย่างแน่นอน

“สี่ อย่าไปเก๊กกับผู้ใหญ่ แล้วเล่าให้เขาฟังทั้งอันที่ประสบความสำเร็จและล้มเหลว อัปเดตเหมือนเขาเป็นสมุดบันทึก อันไหนที่เราผิดก็ยอมรับไปเลย แต่เราต้องบอกเขาว่าได้เรียนรู้อะไรจากความผิดพลาด เขาถึงจะรู้สึกว่ามันคุ้ม เพราะตอนที่เราพลาด เราได้ประสบการณ์จริง ผู้ใหญ่รุ่นใหญ่ ๆ เขาจะแพ้ผลงานกับความพยายาม” นี่คือหลักที่คุณฝนนำมาใช้จริงกับการทำงานกับคนรุ่นเก่าที่ไม่ง่าย ต้องอาศัยทั้งความพยามยามจนพิสูจน์ให้เห็นว่าสามารถนำองค์กรได้

ไม่ว่าใครก็ควรมีคุณภาพชีวิตที่ดี

“เราเป็นคนที่ต้องมั่นใจว่าคนในครอบครัวของเรา หรือคนในการดูแลของเรา มีคุณภาพชีวิตที่ดี ก็เลยสามารถขึ้นมาอยู่ตำแหน่งที่สูงที่สุดของบริษัทได้ ใครมาเป็นลูกน้องเรา เราอยากให้เขามีคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี” คงจะดีไม่น้อยถ้าเราได้มีผู้นำที่ใส่คุณภาพชีวิตของเรา สิ่งนี้จะทำให้ความเป็นอยู่ของพนักงานดีขึ้น แล้วกิจการก็จะเติบโตมากขึ้นตาม หากมีพนักงานที่ตั้งใจบริการออกมาจากความรักในงาน เพราะงานนั้นส่งเสริมชีวิตของเขา 

“การที่เราเลือกจะสร้างบ้านเฮงขึ้นมาให้เป็นร้านอาหาร และเป็นอาหารเช้าอีกต่างหาก มี 2 เหตุผล เหตุผลแรกคือตอนทำตอนรีเสิร์ช เราเห็นลูกค้าบริโภคสินค้าประเภทของเราตอนเช้าเป็นหลัก กินตอนเช้า กินกับข้าวต้ม 

“อีกอย่างหนึ่งนอกจากเราได้รู้ว่าเขาบริโภคของเราตอนไหน ขอนแก่นยังไม่มีร้านอาหารเช้าที่ให้คุณภาพชีวิตกับคนเมือง เราต้องการให้ร้านบ้านเฮงเพิ่มภาพชีวิตให้กับคนในขอนแก่น ทั้งเขามากินเองและพาคนอื่นมารับรอง มันถือเป็นคุณภาพชีวิตนะ ซึ่งในการบริหารแบรนด์เราใช้แค่เรื่องนี้เลย ต้องทำอย่างไรให้เพิ่มคุณภาพชีวิต เพิ่มสิ่งดี ๆ เข้ามาในเมืองนี้ เพิ่มคุณภาพชีวิตให้กับคนที่นี่”

คุณภาพชีวิต ไม่ได้หมายถึงการมีเงินอย่างเดียวเท่านั้น แม้เงินจะเป็นปัจจัยใหญ่ของชีวิต แต่มันคือการดำรงชีวิตของมนุษย์ในระดับที่เหมาะสมตามความจำเป็นพื้นฐานในสังคมหนึ่ง อย่างน้อยก็น่าจะมีอาหารที่ดีให้เลือกสรรอย่างเพียงพอ มีสุขภาพกายและจิตใจดี รวมทั้งได้รับการบริการพื้นฐานที่จำเป็น ทั้งทางเศรษฐกิจและสังคม อาหารที่ดีก็จะเป็นสิ่งแรกที่เป็นพลังในการสร้างคนในสังคมขึ้นมา เพื่อประกอบการดำรงชีพอย่างยุติธรรม

“สุดท้ายเรากลับมาถามตัวเองว่าทำไมต้องใช้ของดี ถ้าใช้ของไม่ดีก็ไม่ได้ต่างอะไรกับที่อื่น ไม่ได้พัฒนาอะไรให้คนที่นี่ แล้วเราก็ไม่อยากกินด้วย”

จากการสัมภาษณ์ของคุณฝน จะเห็นได้ว่าเธอมีแนวคิดคล้ายกันกับอากง คือมีความหวังดีต่อลูกค้า ไม่ใช่การเสียหน้าไม่ได้ แต่คือความเชื่อมั่นว่าวัตถุดิบที่ดีจะนำไปสู่อาหารที่ดี และอาหารการกินที่ดีก็จะส่งผลให้คนในสังคมมีชีวิตที่ดีมากขึ้น สุขภาพดีมากขึ้น คุณภาพชีวิตดีมากขึ้น

ธุรกิจที่ต่อยอดจากแบรนด์กุนเชียงบ้านไผ่ ที่หวังให้คนขอนแก่นมีคุณภาพชีวิตที่ดี

Photographer

ณาฌารัฐ ภักดีอาสา

นักเรียนวารสารศาสตร์จากมอน้ำชี ที่เชื่อว่าชีวิตต้องผ่านน้ำ เบื่อการเรียนออนไลน์ อยากเรียนจบแล้ว รักใครรักจริง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load