ทายาทรุ่นสองของ The Cloud ตอนนี้ เธอเป็นลูกสาวคนเล็กของโรงงานผลิตเตาเผาศพแบบไร้มลพิษรายใหญ่ของประเทศ

อดีตนักศึกษาคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ที่ทิ้งโอกาสการเป็นสถาปนิกของบริษัทออกแบบที่สิงคโปร์ เพื่อมารับช่วงต่อธุรกิจครอบครัว ออกแบบเตาเผาไร้มลพิษทุกประเภทให้มีหน้าตาทันสมัย ได้มาตรฐานสากล

ก่อนจะต่อยอดธุรกิจด้วยการบุกเบิกบริการฌาปนกิจสัตว์เลี้ยงครบวงจร ในชื่อ Pet Master ให้บริการตั้งแต่เตาเผาไร้มลพิษสำหรับสัตว์เลี้ยง พิธีศาสนา พวงหรีดดอกไม้ สวดบังสุกุล ลอยอังคาร บริการถ่ายรูป และทุกความต้องการของคนรักสัตว์เลี้ยง ไปพร้อมๆ กับศึกษาเพื่อเพิ่มช่องทางธุรกิจของครอบครัว

จากโรงงานผลิตเตาเผาที่คิดถึงสิ่งแวดล้อม ต่อยอดเป็นธุรกิจที่บริการคนรักสัตว์อย่างเข้าใจ สู่การเป็นแบรนด์เครื่องประดับที่นำงานวิทยาศาสตร์และงานออกแบบมาบรรจบกัน เปลี่ยนของที่มีคุณค่าทางใจให้มีมูลค่าทางใจ

ฟังดูเป็นเรื่องเหลือเชื่อ และไม่เกี่ยวข้องกันเป็นที่สุด แต่ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นจริง

Gemories

มาฟังเรื่องราวและแนวคิดการต่อยอดธุรกิจสนุกๆ ของ พลอย – ภัสสร ภัสสรศิริ เจ้าของแบรนด์ Gemories (เจมโมรีส์) เครื่องประดับที่ใช้นวัตกรรมเปลี่ยนอัฐิหรืออินทรีสารของบุคคลหรือสัตว์เลี้ยงอันเป็นที่รักให้กลายเป็นอัญมณีมีค่า

มีคนเคยบอกว่า ไม่ว่าจะร้ายหรือดี ความทรงจำก็เป็นสิ่งที่มีค่าต่อชีวิตของใครคนหนึ่ง

ในวันที่เรายังเห็น สัมผัส จดจำกันได้อยู่

โปรดใช้มันสร้างความทรงจำที่มีค่ามากที่สุด

Gemories
ธุรกิจ : ห้างหุ้นส่วนจำกัด ภัทรพันธ์อุตสาหการ (พ.ศ. 2530), บริษัท สยาม อินซีนเนอร์เรเตอร์ จำกัด (พ.ศ. 2552)
ประเภทธุรกิจ : ผลิตและจำหน่ายเตาเผาไร้มลพิษทุกประเภท
อายุ : 31 ปี
ผู้ก่อตั้ง : ปรีชา ภัสสรศิริ, ดร. อรวรรณ ภัสสรศิริ
ทายาทรุ่นที่สอง : พลอย – ภัสสร ภัสสรศิริ ก่อตั้ง บริษัท เพ็ท มาสเตอร์ จำกัด (พ.ศ. 2553), บริษัท เจมโมรีส์ (ประเทศไทย) จำกัด (พ.ศ. 2559), บริษัท เจมโมรีส์ (สิงคโปร์) จำกัด (พ.ศ. 2561)

ลูกไม้ใต้ต้น

ถ้าคุณโตมาในครอบครัวที่มีพ่อเป็นวิศวกรทำธุรกิจผลิตเตาเผา มีแม่เป็นอาจารย์และนักวิจัยที่ทำวิจัยเรื่องมลพิษ บทสนทนาบนโต๊ะอาหารจึงหนีไม่พ้นเรื่องมลพิษ สิ่งแวดล้อม เทคโนโลยี วนและเวียนอยู่อย่างนั้น

พลอยเล่าถึงความทรงจำต่อธุรกิจของครอบครัวว่า แม้เธอจะไม่ได้สนใจเป็นพิเศษ จนเลือกเรียนวิศวกรรมศาสตร์เหมือนพ่อ หรือวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมเหมือนแม่ แต่เธอก็พอจะเห็นความสำคัญจากสิ่งที่ซึมซับอยู่เรื่อยมา

Gemories

“ช่วงที่ต้องเลือกทำงาน thesis จบ เป็นช่วงเดียวกับที่คุณแม่เพิ่งจบงานวิจัยเรื่องการศพและและพิธีกรรมทางศาสนาของศาสนาต่างๆ เราสนใจจึงต่อยอดร่วมกับเทคโนโลยีการผลิตเตาเผาของคุณพ่อ ออกมาเป็นงานออกแบบสถานที่สำหรับใช้เผาศพในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เพราะคิดว่าถ้าเกิดขึ้นจริงในสังคมได้คงจะดี” พลอยเล่า

ผลจากการทำ thesis ในครั้งนั้น ทำให้พลอยเริ่มมีความมั่นใจ ในความรู้เชิงลึกเรื่องการจัดการศพ การฌาปนกิจ เทคโนโลยี ความต้องการของตลาด ความเชื่อและพิธีกรรมของแต่ละศาสนา สร้างแรงบันดาลใจให้เธออยากต่อยอดความรู้ที่มี สร้างสิ่งที่ดีและมีประโยชน์ต่อคนส่วนใหญ่เร็วๆ

มันจะหัวก้อยต้องเสี่ยงกัน

ต่อมาบริษัทสถาปนิกที่สิงคโปร์ที่พลอยเคยไปฝึกงาน ติดต่อชวนให้เธอไปเริ่มงานที่นั่นหลังเรียนจบ เสนอเงินเดือนที่สูงพร้อมให้ทุนเรียนต่อปริญญาโทระหว่างทำงานทันที

“เป็นโอกาสที่ดีมากนะ แต่เราก็มาคิดอีกทีว่า เราอยากทำอะไรที่มีประโยชน์กับสังคมบ้านเรา อยากต่อยอดโครงการ thesis ที่เริ่มไว้ และอยากอยู่ใกล้คุณพ่อคุณแม่เพราะท่านก็อายุมากขึ้นแล้ว จึงตัดสินใจออกจากเมืองกลับไปอยู่บ้านที่ปทุมธานี ตั้งใจศึกษาเรื่องเทคโนโลยีเตาเผาจากคุณพ่อ ช่วยงานส่วนที่ออกแบบเตาเผาใหม่ และอื่นๆ” พลอยเล่าถึงจุดเปลี่ยนสำคัญ

Gemories

จากคนที่อยู่กับงานออกแบบเท่ๆ สวยงาม พอมาเจองานเครื่องจักร พลอยบอกว่าเป็นใครก็คงแอบเซง ดังนั้นแทนที่จะทำเตาหน้าตาเหมือนเตา เธอจึงออกแบบไฟเบอร์หุ้มส่วนเหล็กทั้งหมดเหมือนรถยนต์ จากที่คนเห็นเตาแล้วกลัวมลพิษ กลัวสิ่งที่อยู่ในเตา ก็จะรู้สึกเปลี่ยนไป แต่ก็ได้ไม่ทำได้อย่างอิสระอย่างที่เธอคิด เพราะทั้งช่างที่ช่วยทำและผู้ซื้อไม่เห็นถึงความสำคัญของการมีเตาที่หน้าตาสวยงามเท่าไหร่

และเพื่อสร้างโอกาสให้โรงงานรับงานที่ใหญ่ขึ้น สร้างรายได้ให้โรงงานมากขึ้น พลอยยืนยันว่าจะนำระบบ ISO ข้อระเบียบมาตรฐานการผลิตมาใช้ในโรงงาน นอกจากข้อร้องขอที่มากขึ้นแล้ว  ยังมีเรื่องต้องอ่านหนังสือให้ออก และทำรายการตรวจสอบเป็น ซึ่งเหตุการณ์นั้นทำให้พนักงานลาออกไป 30 คนจากที่มี 60 คน

“เรารู้ว่ามันยาก แต่เราก็ไม่ยอมผ่อนยอมอ่อน เพราะเราคิดว่ามีประโยชน์ต่อบริษัทในอนาคตจริงๆ ซึ่งถ้าเราไม่กล้า ใจอ่อน ตัดสินใจเลิกทำและไปร้องขอให้พนักงานที่ลาออกกลับมา วินาทีนี้นั้นเราก็ไม่น่าเชื่อถือแล้ว ที่สำคัญบริษัทเราก็จะอยู่เท่าเดิม รายได้เท่าเดิม สินค้าไม่พัฒนาขึ้น เป็นงานใหญ่งานแรกที่คิดจะทำ เลยทำให้เสียความมั่นใจไปเยอะมากเลยเพราะเราต้องการเป็นผู้นำ เราพร้อมแล้วที่จะทำเรื่องพัฒนาระบบ แต่ผลคือมีพนักงานครึ่งหนึ่งไม่เชื่อเรา ทำให้ต้องสร้างทีมใหม่ มั่นใจในการสร้างทีมใหม่ เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเรา”

Pet Master

หลังจากเรียนรู้งานในโรงงานเตาเผาได้สักระยะหนึ่ง สุนัขพันธุ์ชิสุเพื่อนรักวัยเด็กที่ตอนนั้นอายุ 18 ปี ซึ่งถือว่าแก่มากแล้วไม่สบาย และหมอวินิจฉัยว่าจะอยู่ได้อีกเพียง 6 เดือน

ด้วยความรักและผูกพันเพราะอยู่ด้วยกันมาตั้งแต่ ป.4 พลอยจึงคิดจะทำพิธีให้เหมือนคนเพราะเขาเป็นเหมือนเพื่อนเหมือนคนในครอบครัวคนหนึ่ง พลอยเริ่มจากพยายามจะนำเตาที่ออกแบบไปตั้งตามวัด โดยรอคอยว่าอีก 6 เดือนจะไว้ใช้เผาชิสุของตัวเอง

ระหว่างที่นั้นเธอก็เริ่มสนใจจะต่อยอดเป็นธุรกิจให้บริการฌาปนกิจสัตว์เลี้ยงอย่างจริงจัง เพราะเห็นช่องว่างทางการตลาด ในสมัยนั้นมีบริการเผาสัตว์เลี้ยงแค่ที่วัด เช่น วัดคลองเตยใน ซึ่งเป็นชุมชนที่คนชอบนำสัตว์เลี้ยงมาเผา เจ้าอาวาสจึงต้องแยกเตาเผา และยังไม่มีเอกชนเจ้าไหนเปิดให้บริการทั้งที่เป็นตลาดที่มีความต้องการอยู่เยอะมาก คนรักสัตว์อยากได้โลงศพที่ออกแบบเพื่อสัตว์เลี้ยงโดยเฉพาะ อยากให้มีดอกไม้ อยากให้มีพิธีกรรม

Gemories

“อีกเหตุผลมาจากการที่เห็นคุณพ่อทำธุรกิจกับภาครัฐ ซึ่งบางทีต้องรองบประมาณทำให้รายได้ที่เกิดขึ้นไม่มีความแน่นอน” จึงเป็นที่มาของ Pet Master ธุรกิจฌาปณกิจสัตว์เลี้ยงแสนรักครบวงจร ที่มีจุดเด่นคือเตาเผาไร้มลพิษสำหรับสัตว์เลี้ยงโดยเฉพาะ เป็นนวัตกรรมเตาเผาไฟฟ้ารักษ์โลกที่ต่อยอดมาจากธุรกิจครอบครัว

พลอยเริ่ม Pet Master จากการพูดคุยกับเจ้าอาวาส แล้วออกแบบแผนธุรกิจเสนอขายทางวัด เพื่อให้เห็นว่าการลงทุนซื้อเตาเผาจาก Pet Master จะสร้างรายได้แก่วัดผ่านทางใดบ้าง บางวัดตัดสินใจซื้อไปทำ และบางวัดก็ขอให้ Pet Masterเป็นพาร์ทเนอร์หรือการให้เช่าพื้นที่ดำเนินธุรกิจแทน เพราะไม่อยากให้รบกวนกับกิจของสงฆ์ 

Save as…

เมื่อ Pet Master ดำเนินการไปได้ 6 ปี โรงงานก็เริ่มมีปัญหาเรื่องรายได้เพราะมีคู่แข่งสำคัญอย่างจีนและเกาหลีแย่งส่วนแบ่งในตลาดไปถึง 60 % เพราะมีเทคโนโลยีและต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่า

“เรามีความคิดว่าในอนาคตเราอาจจะต้องปิดโรงงานอยู่ตลอดเวลา เพราะเราสังเกตเห็นตั้งแต่เราเริ่มทำ Pet Master ค่าแรงในโรงงานนั้นสูงขึ้นทุกวัน ค่า R&D ที่เราลงทุนกับเทคโนโลยีเตาเผาเยอะมาก เราจึงวางแผนไว้ว่าเพื่อที่จะทำให้โรงงานเราอยู่รอด เราจะต้องออกจากโครงสร้างธุรกิจแบบเดิมที่ผลิตและจำหน่ายเตาเผาไร้มลพิษเพื่อขายเพียงอย่างเดียว ในอีก 3 – 5 ปีข้างหน้า โดยเป็นแผนการที่เตรียมไว้เงียบๆ เพราะกลัวจะกระทบกระเทือนจิตใจคุณพ่อซึ่งท่านสร้างสิ่งนี้มากับมือและดูแลมาตลอด 30 ปี”

Gemories

ระหว่างที่พลอยทำ Pet Master เธอเล่าว่ามีลูกค้าหลายคนขอเก็บกระดูกหรือส่วนอื่นๆ ไว้ไม่ว่าจะรูปแบบใดก็ตาม บางคนขอเก็บขนแล้วเย็บเป็นตุ๊กตาหมี บางคนเก็บกระดูกอัดเป็นล็อกเกต บางคนนำไปผสมเซรามิก จุดประกายให้พลอยคิดถึงการเปลี่ยนสิ่งเหล่านี้ให้กลายเป็นของมีค่า

โจทย์ของพลอยมีอยู่ว่า จากกระดูกสุนัขที่ประเมินค่าไม่ได้ หากทำเป็นเครื่องประดับซึ่งมีค่ามีราคาก็คงจะดี เช่นเคยเธอเริ่มจากศึกษาเรื่องทุกอย่างที่เธอไม่รู้พร้อมๆ กับปรึกษาคุณพ่อคิดหาเทคโนโลยีที่จะทำให้คอนเซปต์นี้เกิดขึ้นจริง

“ตอนนั้นพ่อก็ยังไม่เชื่อ เพราะถ้าหากจะทำต้องใช้ความรู้ด้านเทคนิคที่สูงมาก กว่าจะใช้กระบวนการเปลี่ยนให้เป็นพลอยสักเม็ด แม้ท่านจะไม่เห็นด้วยแต่ก็ยังแอบไปศึกษาหาวิธีการมาให้ ว่าจะมีทางที่เป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน” หลังจากนั้นไม่นานคุณพ่อก็แนะนำให้พลอยคุยกับเพื่อนที่มีความรู้ด้านนี้ดีให้รู้จัก ไปพร้อมๆ กับศึกษาวิธีการของต่างประเทศที่เปลี่ยนกระดูกให้กลายเป็นเพชร แต่ในไทยยังไม่มีใครทำได้เพราะนอกจากองค์ความรู้เรื่องเทคโนโลยีขึ้นสูงแล้ว ต้นทุนในการคิดค้นและผลิตค่อนข้างสูงตาม ทำให้ราคาสูงเกินกว่าจะเข้าถึง

กำเนิดพลอย

Gemories

หลังจากมีแผนในใจว่าจะทำอัญมณีเครื่องประดับจากอัฐิและอินทรีสารแห่งความทรงจำของบุคคลหรือสัตว์เลี้ยงอันเป็นที่รัก เลือดนักวิจัยจากแม่ส่งให้พลอยรักการศึกษาและเก็บข้อมูลเชิงลึกก่อนเริ่มลงมือทำสิ่งใดจริงจัง

“ด้วยเพราะเราเรียนสถาปัตย์ เราก็คิดว่าการเก็บอัฐิอยู่บนกำแพงวัดอาจจะทำให้ทัศนวิสัยโดยรวมไม่น่ามองเท่าไหร่” พลอยตั้งคำถามสไตล์นักออกแบบที่สนใจการแก้ไขปัญหาจากสิ่งที่เห็นตรงหน้าเป็นสำคัญ เช่นเดียวกับที่ผ่านมา เธอใช้เวลาเก็บข้อมูลเรื่องการเก็บอัฐิและกระบวนการอื่นๆ ผ่านการพูดคุยกับเจ้าอาวาสไม่ต่ำกว่า 100 วัด

ก่อนจะคุยกับวิศวกรและช่างในโรงงานถึงเทคนิคหรือตัวช่วย ไม่ว่าจะความร้อน หรือเรื่องแรงอัดที่เหมาะสม ไปพร้อมๆ กับศึกษาวิธีการที่ต่างประเทศใช้เปลี่ยนกระดูกให้กลายเป็นเพชร แต่ในไทยยังไม่มีใครทำได้เพราะนอกจากองค์ความรู้เรื่องเทคโนโลยีขึ้นสูงแล้ว ต้นทุนในการคิดค้นและผลิตค่อนข้างสูงตาม จนทำให้ราคาสูงเกินกว่าจะเข้าถึง ซึ่งพลอยแอบนำรายได้ที่สะสมจากการทำ Pet Master ทั้งหมด ไปลงทุนกับโปรเจกต์ Gemories โดยเวลา 5 ปีที่ผ่านมานั้น พลอยลงทุนเรื่องเทคโนโลยีและค่าใช้จ่ายในงานวิจัยทั้งสิ้น 30 – 40 ล้านบาท

Gemories
Gemories

“อะไรทำให้คุณต้องลงแรงและลงเงินทุนมากมายขนาดนี้” เราถาม

“เหตุผลเบื้องหลังจริงๆ ของการทำสิ่งนี้คือ เราเคยเจอเหตุการณ์กับตัวเองที่เกือบจะสูญเสียคุณแม่เพราะท่านตกเขาสูง 70 เมตรที่ภูฏาน แต่ก็โชคดีที่ท่านไม่เป็นอะไรมาก ส่วนตัวเราเป็นคนติดคุณพ่อคุณแม่ เราก็คิดตลอดเวลาว่าถ้าวันหนึ่งเขาไม่อยู่แล้ว เราจะทำยังไงดี เราไม่อยากเก็บเขาไว้ไกลตัว เรากลัวลืมเขา กลัวลืมคำพูดเขา สมมติมีพี่น้อง 3 คนอยู่คนละที่กัน การเก็บกระดูกพ่อแม่ท่านไว้ที่วัดแล้วทำบุญปีละครั้งถึงสองครั้ง คงไม่ดี” พลอยตอบ

พลอยเสริมอีกเหตุผลที่เราเห็นตามด้วยอย่างจริงจัง นั่นคือ คนยุคใหม่อาจจะไม่สันทัดเรื่องประเพณี พิธีกรรมระลึกถึงบรรพบุรุษอย่างคนสมัยก่อน เธอจึงคิดว่าคงจะดีถ้าเปลี่ยนสิ่งที่มีคุณค่าทางจิตใจ

“ตั้งใจจะทำเพราะเราอยากได้เอง” พลอยสารภาพ

Gemories

แบรนด์ Gemories เกิดขึ้นจากการสนับสนุนนักวิทยาศาสตร์ในโครงการ ITAP โปรแกรมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมซึ่งเป็นหน่วยงานภายใต้สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงวิทยาศาสตร์ ผ่านการคิดค้นวิจัยร่วมกันกว่า 3 ปี จนเกิดนวัตกรรมใหม่ที่เลียนแบบการเกิดพลอยตามธรรมชาติ ทำให้เก็บความทรงจำอันล้ำค่าไว้ในรูปแบบที่สวยงามและสามารถสัมผัสได้

โดยขั้นตอนของการเปลี่ยนมวลสารเป็นพลอยเม็ดสวยนั้นประกอบด้วย การรับมวลสาร จากนั้นวัดค่าธาตุมวลสาร สกัดมวลสารคาร์บอนจากแคลเซียมบริสุทธิ์เตรียมผลิต ผสมสารประกอบการเกิดพลอย นำมวลสารที่เตรียมไว้ไปหลอมแล้วเทใส่แม่พิมพ์จะได้ก้อนพลอยดิบ นำก้อนพลอยไปอบ ตรวจสอบคุณภาพพลอยดิบ เจียระไนอย่างพิถีพิถัน จนได้พลอยสกัดจากสารประกอบจากความทรงจำเตรียมพร้อมขึ้นเรือนเป็นเครื่องประดับ

เป็นความทรงจำส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการรับชม

“จริงๆ แล้วพื้นฐานชีวิตคนเราต้องการของยึดเหนี่ยวทางจิตใจ เมื่อก่อนอาจจะมีพระเครื่อง หรือความเชื่ออะไรบางอย่าง แต่สิ่งที่เราทำเป็นเรื่องของความทรงจำส่วนบุคคลที่ไม่มีมูลค่าใดเทียบเท่า ยกตัวอย่างเช่น มีลูกค้าที่เล่าว่าคุณพ่อชอบใช้ปากกาด้ามนี้ จึงอยากดังพลอยที่ปลายปากกาเดิมออกและเปลี่ยนอัฐิของท่านให้เป็นพลอยใส่ที่ปลายปากกาพกติดตัว”

ในขณะที่ต่างประเทศ เขาเปลี่ยนอัฐิให้กลายเป็นเครื่องประดับติดตัวเพื่อแก้ปัญหาการจัดเก็บอัฐิ เนื่องจากค่าใช้จ่ายของการฝั่งศพ 1 แห่งไม่ว่าจะวิธีการใดนั้นมีมูลค่าที่สูงมาก เขาจึงมีเทคโนโลยีขึ้นมาแก้ปัญหา ขณะที่สำหรับคนไทยนั้น เรื่องจิตใจต้องมาก่อน จะเห็นว่าบางคนทุ่มเต็มที่กับค่าใช้จ่ายในการทำศพเป็นเรื่องของจิตใจและหน้าตาครอบครัว

“พลอยจึงคิดว่าสิ่งนี้น่าจะตอบโจทย์ บางครอบครัวอาจจะไม่รับ เพราะชอบประเพณีเดิม แต่สำหรับใครที่ต้องการความเรียบง่าย คิดถึงจิตใจก่อนศาสนาหรือความเชื่อต่างๆ ก็จะตอบโจทย์”

แม้จะเปิดทำการได้เพียง 2 ปี แต่ก็ได้รับกระแสตอบรับที่ดีจากกลุ่มลูกค้าที่สนใจทั้งไทยและต่างประเทศ รวมถึงพาร์ทเนอร์ธุรกิจที่สนใจอยากให้ Gemories ช่วยต่อยอดธุรกิจของตัวเอง เช่น โรงพยาบาลสัตว์ โรงพยาบาลเรื่องฟัน อนาคตอาจจะมีร้านดอกไม้ ซึ่งสามารถขายแพกเกจนำดอกไม้ที่แห้งแล้วมาทำเป็นแหวนได้ ให้เศษเสี้ยงของความทรงจำนั้นยังอยู่ไม่หายไปตามกาลเวลา

Gemories

“ตอนนี้ที่เราทำมี สายสิญจน์ที่ใช้ของแต่งงาน รางวัลของที่ได้รับที่อาจจะแห้งเหี่ยวตามกาลเวลา ก็เอามาทำเป็นเครื่องประดับไว้ส่งต่อสืบทอดกันไป”

ในอนาคต พลอยตั้งใจขยายตลาดไปยังประเทศที่เป็นเกาะก่อน

เพราะพื้นที่การฝังศพที่นั่นมีจำกัด เช่น ฮ่องกง ซึ่งประเทศนี้ก็มีความสนใจเรื่องแฟชั่นเครื่องประดับ มีกำลังซื้อ รวมถึงสิงคโปร์ ไต้หวัน เพราะสินค้าเราจึงค่อนข้างตอบโจทย์เขา โดยเฉพาะคนเชื้อชาติจีนยุคใหม่ ชอบเครื่องประดับและเชื่อมั่นในงานฝีมือของคนไทยมาก โดยให้การยอมรับงานของเราในระดับพรีเมียม

Gemories
 

ห้างหุ้นส่วนจำกัด ภัทรพันธ์อุตสาหการ (พ.ศ. 2530)

โรงงานภัทรพันธ์อุตสาหการ เริ่มจากการเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายเตาเผาไร้มลพิษทุกประเภท ได้แก่เตาเผาขยะของรัฐบาล เตาเผาศพไร้มลพิษที่อยู่ตามวัด และเตาเผาขยะติดเชื้อตามโรงพยาบาล มีตั้งแต่ขนาดที่ อบต. ใช้ โรงพยาบาลใช้ ไปจนถึงระดับภูมิภาค นั่นคือตั้งแต่ 1 – 300 ตัน มีผลิตทุกขนาดตามความต้องการใช้งาน

เมื่อองค์ความรู้เรื่องเทคโนโลยีและวิศวกรรมเตาเผาจากคุณพ่อ ความรู้เรื่องมลพิษและสิ่งแวดล้อมจากคุณแม่ ผสมกับความรู้เรื่องการออกแบบของพลอย เตาเผาในยุคที่มีทายาทรุ่นสอง เป็นมากกว่าเตาเผาไร้มลพิษ เพราะรู้จักต่อยอดธุรกิจเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

ชวนให้คิดว่าคนที่จะลบคำสบประมาทและความเป็นไปไม่ได้ต่างๆ ออกไปได้นั้น มีแค่เราลองตั้งคำถามจากที่เป็นอยู่ แล้วเปลี่ยนความเป็นไปไม่ได้ ให้กลายเป็นความเป็นไปได้ยาก จนในที่สุดกลายเป็นความเป็นไปได้

เช่นเดียวกับคำแนะนำสำหรับทายาทรุ่นสองของพลอยที่เธอทิ้งท้ายไว้

“ถ้ามองให้ดีเราจะเห็นว่าในธุรกิจหนึ่งประกอบด้วยหน้าที่มากมายซึ้งล้วนสำคัญนะ เราเชื่อว่าคนหนึ่งคนเรียนรู้อะไรก็ได้นะ ต่อให้คุณจะเรียนจบแฟชั่นดีไซน์มา แต่ที่บ้านทำรับเหมาก่อสร้าง

และมองตัวเองให้ออกมาว่าสนใจส่วนไหนในธุรกิจของครอบครัว

“อย่างเราเอง ช่วง 6 แรกที่ทำงานกับที่บ้าน เราเลือกที่จะสังเกตการณ์ทุกอย่างและพูดให้น้อยที่สุด มองดูว่ากิจกรรมของแต่ละคนคืออะไร เพื่อหาส่วนที่ตรงกับความสนใจของเรา แล้วเข้าไปช่วยแก้ปัญหา”

Writer

Avatar

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

ทายาทรุ่นสอง

เรื่องราวการต่อยอดธุรกิจครอบครัวในมือทายาทรุ่นต่อมา

ธุรกิจ : บริษัท เมกก้าวู้ด จำกัด

ประเภทธุรกิจ : ธุรกิจอุตสาหกรรมแปรรูปไม้ยางพารา

ปีก่อตั้ง : พ.ศ. 2544

อายุ : 21 ปี

ผู้ก่อตั้ง : สมชาย โรจนมงคล

ทายาทรุ่นสอง : ภรภัทร โรจนมงคล

‘อาบน้ำร้อนมาก่อน’

‘เดินตามหลังผู้ใหญ่ หมาไม่กัด’

นี่คงเป็น 2 สุุภาษิตไทยที่หลายคน โดยเฉพาะทายาทธุรกิจ ได้ยินจากผู้ใหญ่ที่บ้านบ่อยเป็นอันดับต้น ๆ

แน่นอนว่าการเรียนรู้จากประสบการณ์ของผู้อาวุโสย่อมมีประโยชน์ แต่การตั้งคำถามและกล้าที่จะทำสิ่งใหม่ ๆ ก็คือสิ่งสำคัญที่ทำให้โลกของเราพัฒนาได้อย่างก้าวกระโดดเช่นกัน

เพราะฉะนั้น ก่อนเริ่มบทความ เราขอชวนคุณคิดตามสักหน่อย

หากท่านเป็นเจ้าของโรงงานสินค้าโภคภัณฑ์แห่งหนึ่ง แต่ทว่านับวันผ่านไป การแข่งขันในอุตสาหกรรมยิ่งสูงขึ้นเรื่อย ๆ สงครามราคาก็ยิ่งเข้มข้นขึ้น การขยายฐานการผลิตเป็นสิ่งที่ยาก เนื่องจากแหล่งที่มาของวัตถุดิบมีอยู่อย่างจำกัด คุณจะทำอย่างไรให้โรงงานแห่งนี้เติบโต

พัฒนาคุณภาพของสินค้า นั่นไม่ใช่ทางเลือกของธุรกิจประเภทนี้ (สินค้าโภคภัณฑ์คือประเภทสินค้าที่มีความแตกต่างของสินค้าจากแต่ละผู้ผลิตน้อยมาก ๆ จนเรียกได้ว่า ไม่ว่าซื้อจากที่ไหนก็เหมือนกัน)

สิ่งที่เกิดขึ้นในอุตสาหกรรมนี้โดยตลอดคือ การให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพในการผลิต เพื่อให้ผลิตได้เยอะที่สุดและถูกที่สุด ลดค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เช่น ลดค่าตอบแทนบุคลากร ลดจำนวนคน ไม่ลงทุนในด้านระบบหรือการตลาด แต่สิ่งที่ทายาทธุรกิจรายนี้ทำนั้นต่างออกไป

เขาหันมาเพิ่มงบประมาณด้านบุคลากร พัฒนาคุณภาพชีวิตของพนักงานตลอดจนระบบในการทำงาน

แม้ว่าสิ่งที่เขาทำจะเรียกได้ว่าเป็นคนละขั้วกับสิ่งที่คนอื่น ๆ เคยทำมาในอุตสาหกรรมนี้ แต่นั่นทำให้ธุรกิจของเขามีเปอร์เซ็นต์การเติบโตของรายได้เพิ่มขึ้นเกือบทุกปี และอัตรากำไรที่ก้าวกระโดดเป็นเท่าตัว

ทายาท Megawood โรงงานแปรรูปไม้ในตรัง ปฏิรูปธุรกิจไม้ยาง โดยให้ความสำคัญกับคนมากขึ้น

วันนี้ The Cloud จึงมีนัดพิเศษกับ นิ้ง-ภรภัทร โรจนมงคล ทายาทรุ่นสอง บริษัท เมกก้าวู้ด จำกัด ธุรกิจแปรรูปไม้ยางพาราในจังหวัดตรัง ที่ตั้งใจจะปฏิรูปวิธีการทำธุรกิจในอุตสาหกรรมนี้ และพิสูจน์ให้เราเห็นแล้วว่า การทำธุรกิจที่ ‘ดี’ จริง ๆ แล้วนั้น ไม่ใช่แค่คำพูดสวยหรูที่เอาไว้โฆษณาบริษัท แต่ทำให้ผลประกอบการของบริษัทเพิ่มขึ้นได้ด้วย

เอาล่ะ เขาทำได้อย่างไร ขอเชิญทุกท่านติดตามได้ ณ บัดนี้

ก่อตั้งโรงไม้

ย้อนกลับไปในสมัยก่อน ชาวสวนในภาคใต้ปลูกต้นยางเพื่อเอาน้ำยางเป็นหลัก เมื่อต้นยางอายุประมาณ 20 – 25 ปี ก็จะหมดอายุการให้น้ำยาง ทำให้ต้นยางเหล่านั้นถูกโค่นทิ้งและนำไปเผา 

เมื่อเวลาผ่านไป เทคโนโลยีในการถนอมเนื้อไม้ก็ได้เข้ามาในประเทศไทย ทำให้เก็บรักษาไม้ยางพาราได้ จนเกิดเป็นอุตสาหกรรมแปรรูปไม้ยางพาราขึ้น โดยโรงงานแปรรูปไม้จะรับไม้ยางพารามาจากเกษตรกรเพื่อนำมาแปรรูป ก่อนส่งต่อไปให้โรงงานอื่น ๆ ที่นำไม้เหล่านั้นไปผลิตเป็นสินค้าต่าง ๆ

“คุณพ่อเริ่มต้นจากการเป็นพนักงาน ด้วยความซื่อสัตย์ โปร่งใส และความสามารถในการดูแลทุกอย่างแทนเจ้าของโรงงานได้ ทำให้เขากลายเป็นผู้จัดการที่มีชื่อเสียงในวงการขึ้นมา เลยมีนายทุนชาวนครศรีธรรมราช 3 – 4 ท่าน เข้ามาชวนคุณพ่อว่า สนใจอยากเป็นเถ้าแก่ไหม จะช่วยลงทุนโรงงานไม้ที่ตรังให้ แล้วก็จะมีหุ้นให้ส่วนหนึ่ง”

นั่นจึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นของ Megawood

ทายาท Megawood โรงงานแปรรูปไม้ในตรัง ปฏิรูปธุรกิจไม้ยาง โดยให้ความสำคัญกับคนมากขึ้น

“จำได้ว่าคุณพ่อกินนอนอยู่ที่โรงงานกว่า 5 ปี คอยเฝ้าโรงงานทั้ง 2 กะ จำภาพได้ว่าโรงไม้ในสมัยนั้นค่อนข้างสกปรก รกรุงรัง ผมก็ไม่ชอบ แต่คุณพ่อผมบอกว่า นี่แหละคือสิ่งที่จะทำให้เรามีคุณภาพชีวิตที่ดี”

ด้วยจิตวิญญาณในการเป็นผู้ประกอบการที่เน้นผลลัพธ์ บวกกับความโปร่งใสของคุณพ่อของนิ้ง ไม่ว่าจะเป็นการเริ่มนำนักบัญชีเข้ามาตรวจสอบบริษัท หรือความซื่อสัตย์กับหุ้นส่วน ทำให้ผลประกอบการของโรงงานเป็นที่น่าพึงพอใจ นักลงทุนเหล่านั้นตัดสินใจที่จะลงทุนเพิ่ม จากเดิมที่เช่าโรงงานก็เปลี่ยนมาเป็นการสร้างโรงงานขึ้นมาเอง

“สไตล์ของคุณพ่อผมไม่เน้นระบบมาก เน้นใช้จิตวิญญาณความเป็นผู้ประกอบการ เรียกว่าเข้าโรงงานทุกวัน ใช้คนน้อย ๆ ต้นทุนต่ำ ๆ แล้วผู้บริหารตัดสินใจเองหมด พนักงานมีปัญหาก็ให้มาบอก แล้วฉันจะบอกว่าแก้ยังไง นั่นคือในยุคของคุณพ่อผม คุณพ่อผมสอนว่าการเป็นโรงงาน ปัญหาเป็นอาหารเช้า วิธีการมีแค่อย่างเดียวคือแก้ให้เร็ว นั่นคือคำสอนของท่านตั้งแต่วันแรก 

“ท่านไม่เชื่อในเรื่องระบบ ในเรื่องคน ท่านเชื่อในจิตวิญญาณความเป็นผู้ประกอบการ ว่าไม่มีอะไรทดแทนสิ่งนี้ได้ ซึ่งผมไม่ได้เห็นด้วย แต่ต้องเก็บไว้ในใจ”

ทายาท Megawood โรงงานแปรรูปไม้ในตรัง ปฏิรูปธุรกิจไม้ยาง โดยให้ความสำคัญกับคนมากขึ้น

The Next Gen

เวลาผ่านไป Megawood ค่อย ๆ เติบโตขึ้น จนเมื่อนิ้งเรียนจบ คุณพ่อจึงเรียกตัวเขาให้กลับมาช่วยบริหารธุรกิจที่บ้าน

“เดิมทีผมตั้งใจว่าอยากจะหน่วงเวลานิดหนึ่งเพื่อไปพิสูจน์ตัวเองก่อน แต่เมื่อคุณพ่อเอ่ยปากชวน ใจหนึ่งผมก็อยากกลับมาทำที่บ้านอยู่แล้ว”

ทว่าเส้นทางก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเสมอไป

ตำแหน่งแรกของนิ้งคือผู้ช่วยผู้จัดการโรงงาน ในแง่หนึ่งก็เป็นตำแหน่งที่ทำให้เขาได้เข้าไปดูในทุก ๆ ส่วนของโรงงาน แต่ในอีกแง่หนึ่งก็เป็นตำแหน่งที่ทำให้เขาอึดอัดมาก ๆ เพราะแนวทางบริหารของเขากับผู้จัดการโรงงาน ซึ่งเป็นพนักงานเก่าแก่ของคุณพ่อนั้นไม่ตรงกัน 

“สมัยก่อนบริษัทไม่มีวิศวกรแม้แต่คนเดียว ผมจะรับเข้ามาสักคน เขาก็จะบอกว่าไม่จำเป็น เวลาจะขับเคลื่อนคน เขามีความเชื่อแบบดั้งเดิมว่าต้องใช้พลังลบคอยไล่หลัง แต่วิธีการของผมคือ เราไปข้างหน้า แล้วชวนเขาให้ตามเรามา”

เมื่อความขัดแย้งมากขึ้นเรื่อย ๆ จนเวลาผ่านไปกว่า 5 ปี นิ้งตัดสินใจลาออกจาก Megawood ย้ายจากตรังไปอยู่โคราช เพื่อเป็นการพักใจให้กับตัวเอง

แต่ชะตาของเขากับ Megawood ก็มาบรรจบกันอีกครั้ง เพราะหลังจากนั้น Megawood ได้ขยายโรงงานไปที่หาดใหญ่ ทำให้หุ้นส่วนคนหนึ่งตัดสินใจโทรมาขอนัดพบกับนิ้ง

ทายาท Megawood โรงงานแปรรูปไม้ในตรัง ปฏิรูปธุรกิจไม้ยาง โดยให้ความสำคัญกับคนมากขึ้น

“ตอนนั้นผมก็สงสัยว่ามานัดเจอทำไมถึงโคราช เขาบอกว่าโรงงานที่หาดใหญ่เปลี่ยนผู้จัดการมาแล้วหลายคน แต่หาผู้จัดการดี ๆ ที่ลงตัวไม่ได้สักที เลยอยากให้ผมกลับไปช่วย

“ผมตอบเลยว่า ไม่ ถ้าจะให้ผมกลับไปแล้วเจอแบบเดิม ยังไงก็ไม่ ตอนนี้ถึงแม้ผมอาจจะไม่ได้ร่ำรวยอะไร แต่ผมมีความสุขดี ถ้าจะให้ผมกลับไปจริง ๆ ผมยื่นเงื่อนไขว่า ต้องมีพื้นที่ให้ผมทำงาน ให้ผมกำหนดนโยบาย ให้ทรัพยากรผม คุณเฝ้าอยู่ห่าง ๆ ผมจะรีพอร์ตเป็นระยะ ๆ ถ้าหากผลงานไม่ได้ เดี๋ยวผมถอยเอง”

เมื่อเวลาผ่านไป 2 อาทิตย์ หุ้นส่วนคนนั้นก็ได้โทรกลับมาหานิ้งว่าพวกเขาตกลงตามเงื่อนไข โดยจะให้สิทธิ์นิ้งในการบริหารโรงงานสาขาเต็มที่ ตั้งแต่ก่อสร้างโรงงานจนถึงการดำเนินกิจการ และหลังจากนั้นไม่นาน บอร์ดบริหารก็ตัดสินใจย้ายผู้จัดการคนเก่าไปคุมที่หาดใหญ่แทน และย้ายมาคุมโรงงานที่กำลังขยายตัวที่ตรัง ทำให้นิ้งได้ขึ้นเป็นผู้บริหารเต็มตัวในเดือนมกราคม พ.ศ. 2558

ทายาท Megawood โรงงานแปรรูปไม้ในตรัง ปฏิรูปธุรกิจไม้ยาง โดยให้ความสำคัญกับคนมากขึ้น

ปฏิวัติ

ย้อนกลับไปใน พ.ศ. 2558 – 2560 ที่นิ้งเข้ามา ตอนนั้นเป็นช่วงที่อุตสาหกกรมนี้กำลังไปได้ดี ทำให้กำไรของ Megawood เพิ่มขึ้น 3 – 4 เท่า แต่เขายอมรับว่าตัวเองก็มีข้อผิดพลาดในช่วงนั้น

“ในช่วงนั้นเรียกได้ว่าลมมันส่ง ผมโชคดีที่เข้ามาในจังหวะที่ถูกต้อง ทำให้เลยดูเหมือนว่าผมเก่ง ในแง่หนึ่งมันก็ดี เพราะทำให้เรามีความมั่นใจ ผู้ถือหุ้นเราก็แฮปปี้ แต่ข้อเสียคือมันทำให้อัตตาเรามากขึ้น ผมบ้าบิ่นไปลงทุนสิ่งที่ไม่ควรเยอะ ไปทำธุรกิจที่ไม่ได้เกี่ยวเนื่องกับความเชี่ยวชาญของเราเลย อย่างเช่นสวนผักออร์แกนิก”

เมื่อวิกฤตวงการยางพารามาถึงใน พ.ศ. 2561 เขาจึงจำเป็นต้องตัดธุรกิจที่ไม่เกี่ยวข้องกับธุรกิจหลักออกไป แต่อีกสิ่งที่เขาเปลี่ยนบริษัทไปอย่างเห็นได้ชัด และทำให้ Megawood ฟื้นตัวจากวิกฤตในวงการไม้ยางพาราตอนนั้นได้อย่างรวดเร็วคือ

“ผมหันมาให้ความสำคัญกับระบบและคน”

“ตอนนั้นที่บริหารร่วมกับคุณพ่อ ผมยังไม่มีโอกาสได้ทำ แต่ตอนนี้ผมมีโอกาสแล้วก็เลยเต็มที่เลย เริ่มมีการจัดโครงสร้างองค์กรใหม่ เอาที่ปรึกษาเข้ามาช่วงวางระบบบัญชี อะไรต่าง ๆ และข้อพิสูจน์ที่ดีที่สุดเลยว่าสิ่งที่เราวางรากฐานวันนั้นแล้วมันประสบความสำเร็จ ก็คือการที่วันนี้ผมย้ายภูมิลำเนามาอยู่กรุงเทพฯ ได้”

“คนอื่นอีกหลายคน เขาบอกว่าผมกำลังทำผิดพลาดมหันต์ เพราะว่าอุตสาหกรรมไม้ยางพารา โดยปกติถ้าเจ้าของไม่อยู่จะมีแต่ความฉิบหาย เพราะช่องโหว่ค่อนข้างเยอะ แต่ปรากฏว่า 4 เดือนที่ผ่าน ระบบที่เราเซ็ตไว้ คนที่เราฝึกเขาไว้ เขาสานต่อสิ่งที่เราทำไว้ได้ แต่ก็แน่นอนว่ายังต้องพัฒนาอีกเยอะ”

ทายาท Megawood โรงงานแปรรูปไม้ในตรัง ผู้พิสูจน์ว่าการทำธุรกิจที่ดี พัฒนาผลประกอบการได้จริง

The People

เนื่องจากอุตสาหกรรมไม้ยางพาราโดยปกติแล้ว เป็นอุตสาหกรรมที่เน้นการแข่งขันกันที่ปริมาณ อัตรากำไรไม่ได้สูง สิ่งที่เกิดขึ้นตลอดมาเลย ก็คือการจ้างแรงงานในอัตราที่ถูกมาก ๆ

“ผมรู้สึกอึดอัดกับเรื่องนี้มานาน ผมไปเห็นบ้านพักของพนักงานที่อยู่กันแบบแร้นแค้น มีหนี้มีสินแล้วผมรับไม่ได้ ผมเลยตั้งใจจะเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมนี้”

นิ้งตั้งใจจะทำสิ่งที่บริษัทอื่นไม่กล้าทำ เพื่อให้เป็นแบบอย่างกับบริษัทอื่น ๆ ในวงการ แล้วทำให้วงการนี้เปลี่ยนแปลงไปในทางเดียวกับเขา

ณ ตอนนี้คนงานกว่า 500 คนของ Megawood เป็นแรงงานไทยทั้งหมดเกือบ 100% โดยมีแรงงานต่างด้าวเพียง 3 คน ที่นิ้งเอาไว้ฝึกแผนก HR ในเรื่องของการทำเอกสารเท่านั้น

ถ้าหากถามว่าทำไมถึงต้องเป็นคนไทย เหตุผลของคุณนิ้งมีอยู่สั้น ๆ ข้อเดียว

“เพราะเราสื่อสารกันรู้เรื่อง”

“มันเป็นค่านิยมข้อแรกของเราเลยว่า เพราะเมื่อธุรกิจเกิดปัญหา แล้วเราไปเล่าให้เขาฟังว่าทุกคนต้องช่วยกันนะ เขาก็ปรับให้เราได้เลย เพราะฉะนั้น การพูดภาษาเดียวกับพวกเขามีความหมายมาก” 

มากกว่านั้น ค่าตอบแทนพนักงานที่ Megawood ในหลาย ๆ ตำแหน่ง ก็เรียกได้ว่าอยู่ในระดับต้น ๆ เมื่อเทียบกับบริษัทในอุตสาหกรรมเดียวกันที่มีขนาดใกล้เคียงกัน 

ทายาท Megawood โรงงานแปรรูปไม้ในตรัง ผู้พิสูจน์ว่าการทำธุรกิจที่ดี พัฒนาผลประกอบการได้จริง

“สำหรับคนทำงาน โดยเฉพาะผู้ใช้แรงงาน เราต้องมองให้ออกถึงเบื้องหลังของเขา ว่าครอบครัวเขามีหนี้สิน มีปัญหาชีวิตอะไรที่อยู่เบื้องหลัง แม้เงินจะซื้อความสุขไม่ได้ แต่มันซื้อความสะดวกได้ แล้วถ้าเราจ้างเขาดีพอ มีงานให้เขาทำต่อเนื่องมากพอ ทำให้เขาเอาเงินตรงนั้นไปแก้ปัญหาบางอย่างในชีวิตเขาได้ มันจะทำให้เขาโฟกัสกับเรื่องงานได้มากขึ้น”

มากไปกว่านั้น Megawood ไม่ได้เพียงดูแลพนักงานในเรื่องค่าตอบแทน แต่ยังดูแลไปถึงคุณภาพชีวิตและพื้นเพของพนักงานเหล่านั้นด้วย บริษัทแห่งนี้เปิดคลินิกด้านการเงินสำหรับพนักงาน เพื่อช่วยเหลือในด้านวางแผนการเงินให้กับพนักงาน เรียกได้ว่าหลายครั้งถึงกับจูงมือไปปิดบัตร ลดหนี้ เลิกยากันเลยทีเดียว

“การที่เราให้ความสำคัญเรื่องพวกนี้ มันทำให้เราแตกต่างในหมู่ตลาดผู้ใช้แรงงาน

“เวลาเข้ามาทำงานแล้วถ้าเขามีความสุข ไม่ใช่แค่เราเห็นเขายิ้มในโรงงาน แต่ครอบครัวที่บ้านเขาก็จะได้ความรู้สึกที่ดีไปด้วย แต่ถ้าเขากลับไปแล้วเครียด ทะเลาะกับที่บ้าน แล้วเช้าวันรุ่งขึ้นมาทำงานในสภาพที่ไม่พร้อม มันคือสิ่งที่ส่งต่อถึงกัน เราต้องมองเบื้องหลังของเบื้องหลังให้เห็น”

เมื่อคุณภาพชีวิตของพนักงานดีขึ้น จึงทำให้องค์กรน่ารักขึ้น พนักงานของ Megawood เกือบทุกคนแทบจะไม่มีใครลาออกเพราะไม่ชอบองค์กรเลย และจุดนี้จึงทำให้ Megawood มีพนักงานดี ๆ ที่คอยอยู่เคียงข้างองค์กร และฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วเมื่อวิกฤตผ่านไป

“เวลาเราจะหาคน ผมจะสัมภาษณ์โดยที่แทบไม่คุยเรื่องงานเลย เราจะคุยเรื่องการใช้ชีวิตเป็นหลัก เพื่อดู Mindset และ Character ของเขาว่าน่าทำงานด้วยไหม เราเชื่อว่าคาแรกเตอร์พวกนี้มันฝึกกันไม่ได้ แต่ทักษะต่าง ๆ มันฝึกกันได้”

ทายาท Megawood โรงงานแปรรูปไม้ในตรัง ผู้พิสูจน์ว่าการทำธุรกิจที่ดี พัฒนาผลประกอบการได้จริง

The System

จุดที่ทำให้นิ้งมาลงทุนในด้านคนได้ คือ ภรรยาของเขา ดิว-ภรรัก บวรธนสารกุล เข้ามาเป็นหนึ่งในทาเลนต์ของบริษัท

ในขณะที่นิ้งมีความรู้ในด้านวิศวกรรม ดิวก็มีความรู้ในด้านการวางระบบและการขาย ทำให้ Megawood สามารถปรับเปลี่ยนโครงสร้างการบริหารคลังสินค้า สร้างความเชื่อใจกับลูกค้าเพื่อปรับเปลี่ยนราคาซื้อ-ขาย วัตถุดิบและสินค้าให้เหมาะสมที่สุด ตั้งแต่การยอมให้ลูกค้านำสินค้าไปลองใช้ดูก่อน แล้วค่อยพิจารณาเพิ่มราคาในล็อตถัดไป

นี่จึงเป็นอีกสาเหตุสำคัญที่ทำให้อัตรากำไรของบริษัทเพิ่มขึ้น จนลงทุนกับบุคลากรในองค์กรเพิ่มได้

ในทางกลับกัน ขณะที่หลาย ๆ องค์กรมุ่งเน้นเพิ่มกำไรโดยการนำเครื่องจักรเข้ามาทดแทนพนักงาน แต่สำหรับ Megawood นิ้งกลับมองว่าเทคโนโลยีเป็นสิ่งที่ควรจะมาช่วย Empower พนักงานต่างหาก

“เมื่อวานเราเพิ่งประชุมกันไปว่า เรากำลังทำวิจัยพัฒนาเครื่องจักรชุดหนึ่งอยู่ โดยวัตถุประสงค์ไม่ใช่เพื่อการเลย์ออฟ แต่เป็นการมอบพลังให้เขา ทำให้เขาทำงานสะดวกขึ้น สร้างผลผลิตได้มากขึ้น”

นอกจากนี้ ยังมีเทคโนโลยีในการจัดการที่ทาง Megawood นำเข้ามาใช้ ในขณะที่บริษัทประเภทเดียวกันที่อื่น ๆ ยังไม่ได้นำเข้ามา เพื่อทำให้ช่างซ่อมบำรุงจนถึงหัวหน้างานติดต่อกันได้สะดวกยิ่งขึ้น

ในเรื่องของการพัฒนาองค์กรเอง นิ้งก็ยังสร้างเซ็ตคำถามขึ้นมา เพื่อให้พนักงานในองค์กรใช้ฟีดแบ็กและชื่นชมกันเองได้ ตลอดจนมี Session ที่นำคำถามเหล่านั้นมาฟีดแบ็กให้ผู้บริหารอย่างนิ้งฟังได้เช่นกัน

นี่จึงเป็นอีกจุดหนึ่งที่การพัฒนาระบบ ช่วยทลายกำแพงของอัตตาในการสื่อสารในองค์กรได้

Mega’s Future

สำหรับก้าวต่อไปของ Megawood นั้น นิ้งมองไว้ว่าคือการนำบริษัทไปสู่จุดที่มีรายได้ 2,000 ล้านให้ได้ โดยแรงขับเคลื่อนสำคัญนั่นก็คือ การทำงานโดยไม่มีอัตตาและการเลือกคนที่ใช่เข้ามา ทำให้บริษัทก้าวไปข้างหน้าได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าวิกฤตเข้ามามากแค่ไหนก็ตาม

ท้ายที่สุด อีกหนึ่งสิ่งที่ทำให้ Megawood มาอยู่ในจุดนี้ได้ และจะขาดไปไม่ได้เลยก็คือ ‘ความกล้าหาญ’

“พ่อเลือกที่จะปล่อยผมเล่นเองตั้งแต่ผมอายุเพียง 30 ในขณะที่รุ่นพ่อแม่ของกิจการอื่น ๆ ยังคงไม่ปล่อยมือกันง่าย ๆ ไม่ใช่เพราะท่านเห็นว่าผมเก่งหรือเชื่อใจผมหรอกนะครับ แต่เพราะท่านอ่านออกว่า ถ้าไม่ให้ผมเล่นท่าถนัดให้เต็มที่ ก็คงวัดผลไม่ได้ ดึงกันไปมา เสียทั้งความรู้สึก เสียทั้งผลประกอบการเปล่า ๆ

“ผมว่านี่คือความกล้าหาญมากครับ”

และความกล้าหาญนี้ก็คงเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่นิ้งได้รับสืบทอดมาจากคุณพ่อของเขาด้วยเช่นกัน

ทายาท Megawood โรงงานแปรรูปไม้ในตรัง ผู้พิสูจน์ว่าการทำธุรกิจที่ดี พัฒนาผลประกอบการได้จริง

Writer

Avatar

วุฒิเมศร์ ฉัตรอิสราวิชญ์

นักเรียนรู้ผู้ชื่นชอบการได้สนทนากับผู้คนและพบเจอสิ่งใหม่ๆ หลงใหลในการจิบชา และเชื่อว่าทุกสิ่งล้วนมีเรื่องราวให้ค้นหา

Photographer

Avatar

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load