แม้จะคิดมาในใจแล้วว่าวันนี้จะเลือกหยิบน้ำแอปเปิ้ลมาดับร้อน แต่ทันทีเปิดตู้เย็นรับกลิ่นไอจางๆ มือก็เอื้อมหยิบน้ำส้มกล่องเดิม

หน้าตาบรรจุภัณฑ์อาจจะเปลี่ยนไปตามกาลและสมัย แต่ชื่อตราสัญลักษณ์ที่คุ้นเคยก็ยังยิ้มต้อนรับเราที่ชั้นเครื่องดื่มเย็นอยู่เสมอ ทั้งยังแอบดีใจทุกครั้งที่เห็น ‘มาลี’ ในร้านค้าต่างบ้านต่างเมือง

ตอนที่ The Cloud เริ่มต้นทำคอลัมน์ทายาทรุ่นสอง

มาลี เป็นหนึ่งในแบรนด์ลำดับต้นๆ ที่เราสนใจ

นอกจากผลไม้กระป๋อง น้ำผลไม้ และน้ำมะพร้าวที่กำลังเป็นที่สนใจในตลาดต่างประเทศ มาลีในมือ คุณแจง-รุ่งฉัตร บุญรัตน์ ประธานผู้บริหารฝ่ายปฏิบัติการ กำลังไปไกลกว่านั้น

จากเด็กหญิงผู้มีความฝันที่อยากเป็นนักธุรกิจตั้งแต่ 6 ขวบ วันนี้เธอต่อแนวคิดการทำงานที่พ่อสอน จนออกมาเป็นกรอบการทำงานเรื่องคิดถึงคนอื่น ด้วยการใช้วิถีทางธุรกิจ รวมกับการคิดค้นวิจัย สร้างมูลค่าเพิ่มให้วัตถุดิบ จนสามารถเปลี่ยนคุณภาพชีวิตของทุกคนที่เกี่ยวข้อง

หนึ่งในตัวอย่างจากทั้งหมดได้แก่ มาลีมีสินค้าใหม่ Coconut Vinegar หรือน้ำส้มสายชูหมักที่ทำจากน้ำมะพร้าว เป็นสินค้าราคาสูงที่คนต่างชาตินิยมกินเพื่อสุขภาพ จากน้ำมะพร้าวที่ไม่ใช่เกรดสำหรับการบรรจุลงกล่อง นำมาผ่านกระบวนการหมักที่เป็นนวัตกรรมใหม่ที่มาลีคิดค้นขึ้น ทำให้เพิ่มมูลค่าจากเดิมหลายสิบเท่า

และยังมีอีกหลายเรื่องราวที่มาลีกำลังจะเปลี่ยนไป จากกรอบความคิดที่เป็นวัฒนธรรมครอบครัว และวัฒนธรรมองค์กร อย่างการคิดถึงคนอื่น เพื่อจะเติบโตไปด้วยกัน

รุ่งฉัตร บุญรัตน์

ธุรกิจ : บริษัท มาลีกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) (พ.ศ. 2521)
ประเภทธุรกิจ : โรงงานน้ำผลไม้และแปรรูปสินค้าเกษตร
อายุ : 40 ปี
เจ้าของ : ฉัตรชัย บุญรัตน์
ทายาทรุ่นที่สอง : รุ่งฉัตร บุญรัตน์
1

เพาะเมล็ด ดูแลต้นอ่อน

ผู้บริหารน้ำผลไม้มาลี

“เราจำได้เลยว่าตอนเรียนอยู่ชั้น ป.2 ครูที่โรงเรียนถามว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร”

“เราตอบไปว่าอยากเป็นนักธุรกิจ และตั้งแต่วันนั้นความฝันนี้ก็อยู่กับเราตลอดไม่เคยเปลี่ยน”

ความฝันของเด็กหญิงแจงในวัย 6 ขวบช่างแตกต่างจากเพื่อนร่วมชั้นที่แย่งจับจองอาชีพนางฟ้าบนเครื่องบิน

เพราะที่ทำงานของพ่ออยู่ตึกมณียา หรืออาคารที่อยู่ติดด้านขวาของโรงเรียนมาแตร์เดอี ขณะที่ที่ทำงานของแม่อยู่ที่ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ชิดลม หรืออาคารตรงข้ามกับโรงเรียน เพราะฉะนั้น ในเวลาหลังเลิกเรียน ถ้าเด็กหญิงแจงไม่อยู่ที่ทำงานของพ่อ เธอก็จะอยู่ที่ทำงานของแม่

ความฝันน้อยๆ ของเธอจึงเกิดขึ้นจากแรงบันดาลใจจากที่เห็นพ่อและแม่เข้าประชุมและเซ็นเอกสารอยู่ตลอดเวลา ประกอบกับการฝึกงานช่วยปั๊มเช็คล่วงหน้ากับฝ่ายบัญชี บ้างก็รับหน้าที่ช่วยทำลายเอกสาร เอากระดาษไปย่อย

“ภาพนักธุรกิจในหัวเราตอนเด็กๆ คือคนที่นั่งสั่งงานที่โต๊ะทำงาน เซ็นเช็ค พอโตมาจึงได้เรียนรู้ว่ามีหลายเรื่องที่ต้องรับผิดชอบมาก และล้วนเป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับการบริหารคน ซึ่งก่อนหน้านี้เราไม่รู้สึกถึงความกดดันจากการดูแล จัดการ บริหารคน มาก่อน หน้าที่ผู้บริหารไม่ได้ดูแลแค่บริษัท แต่ต้องรับผิดชอบคนอีกหลายชีวิต หลายครอบครัว” คุณแจงเล่า

จนกระทั่งช่วงเรียนมหาวิทยาลัย คุณแจงก็พบว่าจริงๆ มีอาชีพอื่นๆ ที่เธอสนใจอีกมากมาย เช่น ทนาย นักประชาสัมพันธ์ เธอจึงใช้เวลาทุกช่วงปิดเทอมฝึกงานสายอื่นๆ และนั่นยิ่งทำให้เธอแน่ใจว่า เธอรักงานสายธุรกิจ เหมือนที่คุณพ่อคุณแม่ คุณปู่คุณย่า คุณตาและคุณยายเธอเป็น

2

ย้ายต้นกล้า (ต้องกล้า) ลงดิน

ผู้บริหาร

รุ่งฉัตร บุญรัตน์

คุณแจงเล่าว่าตอนแรกเธอผูกพันกับธุรกิจของครอบครัวคุณแม่มากกว่านิดหน่อย เพราะเป็นห้างสรรพสินค้า ร้านค้าปลีกที่มีของสวยงาม ทุกครั้งที่เธอเดินเล่นในนั้นเธอจะรู้สึกอยากอยู่ในสิ่งแวดล้อมแบบนี้ ได้ใช้ชีวิตสบายๆ ในเมือง เพราะเมื่อก่อนเวลาที่คุณพ่อพาไปทำงาน นั่นคือการพาไปฟาร์มวัว ไปไร่สับปะรด ซึ่งเธอยังไม่รู้สึกคุ้นเคยกับโรงงานและฟาร์มเท่าไหร่

“พอโตขึ้นแล้วได้สัมผัสกับงานทั้งสองฝั่ง เราก็รู้สึกว่าธุรกิจทางบ้านคุณแม่มีญาติพี่น้องคอยช่วยมากมาย การที่เราเป็นส่วนหนึ่งก็อาจจะสร้างการเปลี่ยนแปลงไม่ได้มาก เพราะความสามารถและประสบการณ์เรายังน้อย แต่ถ้าอยู่ช่วยงานคุณพ่อ ซึ่งท่านมักจะพูดอยู่เสมอว่าผลจากสิ่งที่เราทำไม่ได้ส่งผลต่อแค่บริษัท แต่ส่งผลถึงระดับประเทศ หมายความว่ามีเรื่องของเกษตรกรและระบบเศรษฐกิจอยู่ด้วย เขาก็มักจะเล่าภาพใหญ่แบบนี้ให้ฟังอยู่เสมอ”

“และจริงๆ คุณพ่อท่านทำงานบริษัทไม่มาก แต่จะทำงานกับภาคสังคมเยอะกว่า เช่น ทำงานให้กับสภาอุตสาหกรรมและหอการค้า เขาก็จะพาเราไปรู้จักผู้ใหญ่ ได้เห็นความคิดและฟังมุมมองที่ใหญ่กว่าแค่งานบริษัท เราก็เลยรู้สึกว่าสิ่งนี้ มีอะไรให้เราสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ ทำให้เราอยากที่จะพัฒนาและทำให้ดีกว่าที่เป็นอยู่” คุณแจงเล่าเหตุผลที่ทำให้เธอตัดสินใจเข้ามาเรียนรู้งานที่มาลี

ช่วง 2 ปีแรกของการฝึกงานในบริษัทมาลีเพื่อทดลองว่านี่คือสิ่งที่เธออยากทำจริงๆ ใช่ไหม

เธอเริ่มจากงานในระดับปฏิบัติการทั้งหมด จนมีครั้งหนึ่งที่ไปออกตรวจงานที่ต่างจังหวัด คุณแจงเห็นกล่องน้ำผลไม้มาลีอยู่ในถังขยะหน้าร้านค้าเล็กๆ เธอบอกว่านี่เป็นครั้งแรกที่รู้สึกว่าสินค้าของมาลีเข้าถึงผู้คนมากมายขนาดนี้

“ที่ผ่านมา แม้ว่าคุณพ่อจะทำมาลี แต่เราไม่เคยรู้เลยว่าสิ่งนี้ใกล้ชิดและเข้าถึงผู้บริโภคอย่างไร หรือไปไกลขนาดไหนในประเทศนี้ เรารู้สึกว่านี่เป็นโอกาสที่เราจะได้ทำสินค้าดีๆ และส่งต่อไปยังผู้บริโภคทั่วประเทศและทั่วโลกเลยนะ ก็ยิ่งรู้สึกสนุกที่จะทำงาน และตัดสินใจชัดเจนว่าเราจะมาทำงานที่นี่” คุณแจงยิ้ม

3

รดน้ำ พรวนดิน

น้ำผลไม้มาลี

เมื่อเข้าสู่มาลีกรุ๊ปอย่างเต็มตัวแล้ว คนรุ่นใหม่อย่างคุณแจงมีโจทย์ที่อยากเปลี่ยนแปลงหรือสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ให้องค์กรอย่างไรบ้าง เราถาม

คุณแจงก็รีบสารภาพทันทีว่า เธอเป็นคนรุ่นใหม่ที่หัวโบราณ

“ทุกวันนี้ เราจะเห็นบทความมากมายที่พูดถึงการทำงานกับคนรุ่นใหม่ ทั้งวิธีคิด วิธีทำงาน ซึ่งล้วนแตกต่่างกันไปตามยุคสมัย เหมือนที่เราได้ยินบ่อยๆ ว่าคนรุ่นใหม่จะมีภาพจำว่าต้องการเห็นผลเร็ว อยากเปลี่ยนแปลง และคิดเร็วทำเร็ว  แต่สำหรับแจง แจงชะลอความเร็วของตัวเองลง อดทนรอเวลาที่เหมาะสม ใช้เวลาเรียนรู้และเก็บเกี่ยวประสบการณ์จากผู้ใหญ่หรือเพื่อนร่วมงาน  ค่อยๆ ปรับเปลี่ยนสิ่งต่างๆ”

ช่วง 2 ปีแรกเธอจึงทำตัวเป็นเหมือนฟองน้ำ ที่ซึมซับความรู้และความรู้สึก เพราะอยากรู้ว่าพนักงานรุ่นพี่ที่อยู่มา 25 – 30 ปี เขาคิดอะไรอยู่ และทำไมเขาถึงเลือกทำสิ่งนี้ ก่อนจะตัดสินใจเรียนต่อด้านการบริหาร จนเมื่อมั่นใจว่ามีความรู้และประสบการณ์มากพอ เธอจึงเริ่มมีไอเดียวางแผนและกลยุทธ์ แล้วลงมือเปลี่ยนแปลงตามแผนงานเมื่อเข้าสู่ปีที่ 4 ของการทำงาน เริ่มมีการขยับคน จัดตำแหน่งงาน เพื่อให้ทีมงานเข้าที่ วางรากฐานเรื่องวัฒนธรรมองค์กรอย่างจริงจัง มีการวางกลยุทธ์ มีแนวคิดใหม่ๆ ในการขยายธุรกิจให้กว้างขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเน้นการส่งออกไปยังต่างประเทศมากขึ้น การปรับสัดส่วนของ product portfolio หรือแม้แต่การวางกลยุทธ์ด้าน Digital Marketing

“เราคิดว่าการที่เรามีความอดทนในช่วงแรก ทำให้คนยอมรับเราในระดับหนึ่งว่าเราไม่ใช่คนรุ่นใหม่ที่เข้ามาแล้วมุ่งแต่จะเปลี่ยนเพราะคิดว่าการศึกษาดีกว่าคนที่อยู่มาก่อน ถ้าจะเปลี่ยนก็ทำไปด้วยกัน ไม่ใช่เกิดจากการบังคับของผู้บริหาร” คุณแจงเล่า ก่อนจะเสริมว่าเป็นความคิดที่ครอบครัวปลูกฝังนิสัยคนไทยเรื่องอ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่ แม้ว่าเธอจะได้รับการศึกษาและเติบโตในต่างประเทศ

4

เติบโต…ไปด้วยกัน

ฉัตรชัย บุญรัตน์

ที่มาของแนวคิดการคิดถึงคนอื่นก่อนของมาลี

คุณแจงเล่าว่าเป็นวัฒนธรรมของครอบครัว ที่คุณพ่อจะพูดเสมอว่า “บนโลกความเป็นจริง เมื่อมีคนได้เปรียบก็ย่อมมีคนเสียเปรียบ อะไรที่เรายอมเสียเปรียบได้บ้าง โดยที่เราไม่เดือดร้อนมากนักเราก็ควรยอม แต่ต้องรู้ว่าเราเสียเปรียบตรงไหน และก็ต้องพูดให้เขารู้ด้วยว่าเรายอมเสียเปรียบเขา ไม่ใช่เสียเปรียบเพราะเราไม่ทัน” เป็นที่มาของชุดความคิดเรื่องการคิดถึงคนอื่น

“พอมาทำงานบริษัท เราก็ถามตัวเองว่าทำไมถึงอยากทำธุรกิจ เราไม่ได้อยากรวย หรืออยากมีอะไรเยอะขึ้น เพราะเท่าที่มีอยู่นี้ก็พอใช้ คำถามคือแล้วความตั้งใจที่อยู่เหนือการกระทำของเราทั้งหมดคืออะไร เราตื่นนอนมาทำงานเพื่ออะไร เราก็พบว่าจริงๆ เราอยากสร้างการเปลี่ยนแปลง ใช่! เราอยากมีผลลัพธ์ทางตัวเลขและยอดเงินที่ดี แต่นั่นก็เพื่อที่จะทำให้เรามีเครื่องมือให้เราทำอะไรได้มากกว่า”

และคำตอบของคุณแจงก็คือ Growing Well Together

“โอเค เมื่อก่อนเราอาจจะนึกถึงแต่ผู้ถือหุ้น เพราะเราเป็น Public Company เราต้องมีความรับผิดชอบต่อเขา แต่ความจริงแล้วเราลืมคนข้างหลังที่เป็นเบื้องหลังความสำเร็จของทุกอย่าง ใครบ้างที่เกี่ยวข้องกับเรา พนักงาน ผู้บริโภค เกษตรกร”

ทุกอย่างที่คุณแจงคิดจะมี Why ต่อท้ายเสมอ

ทำไมต้องดูแลพนักงาน Why เพราะเขาจะได้ดูแลครอบครัวเขาให้ดียิ่งขึ้น

ทำไมต้องทำสินค้าเกี่ยวกับสุขภาพ Why เพราะสุขภาพที่ดีเป็นรากฐานการใช้ชีวิตที่ดี

ทำไมเกษตรกรกลุ่มคนที่ทำอาชีพหลักของประเทศ ที่ทำให้ประเทศได้เปรียบทางการแข่งขัน แต่ทำไมเรากลับทำให้เขาแข็งแรงขึ้นไม่ได้ ยิ่งมาลีในฐานะที่เป็นคนที่ใช้ผลผลิตทางเกษตรค่อนข้างเยอะ มาลีพอจะทำอะไรได้บ้าง จึงนำไปสู่การจัดตั้งบริษัทใหม่ๆ หรือการทำ Agricultural Development

5

ออกดอก ออกผล

น้ำผลไม้มาลี

“ทุกอย่างที่คิด ไม่ได้ทำเพราะเราต้องการเป็นผู้ให้เพียงอย่างเดียวนะ แต่จะทำอย่างไรให้การช่วยเหลือนั้นอยู่ในกระบวนการทำงานจริงๆ เราได้ เขาได้ เช่น ถ้าแจงสามารถทำให้บริษัท Malee Applied Sciences (MAS) ประสบความสำเร็จได้ ก็จะเป็นความภาคภูมิใจที่สุดในอาชีพการงานของเรา”

คุณแจงยกตัวอย่าง “เรามองว่า สมมติถ้ามะพร้าวราคาตลาด 10 บาท เราจะทำอย่างไรให้เราสามารถซื้อมะพร้าวลูกละ 13 บาท เพราะหนึ่ง คิดถึงตัวเองก่อนเลยนะว่าเราต้องการลดความเสี่ยงเรื่องการขาดแคลนวัตถุดิบ ในอนาคตที่น้ำมะพร้าวเป็นที่ต้องการของตลาด ทำอย่างไรให้เรามีวัตถุดิบอยู่ตลอด เราก็ต้องซื้อในราคาที่แพงขึ้น”

“สอง การรับซื้อมะพร้าวที่ราคา 13 บาทดีต่อเกษตรกร เพราะเขาจะได้มีคุณภาพชีวิตที่ดี แต่ขณะเดียวกันเราไม่อยากขึ้นราคาผู้บริโภค เพราะฉะนั้น เราจะทำอะไรกับพวก Waste เช่น กาบ กะลา เปลือกมะพร้าว และนำไปสร้าง By Product ที่มีมูลค่าสูงขึ้นได้บ้าง เราจึงจัดตั้งบริษัทนี้ขึ้นมา และเต็มไปด้วยนักวิจัย เพื่อช่วยกันหาคำตอบให้กับโจทย์ของเราในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับวัตถุดิบที่เรามีให้มากที่สุด”

คุณแจงเล่าว่าเธอคิดไปถึงขั้นจะทำให้เกิดมูลค่าเพิ่มจริงๆ เช่นอาจจะเอาบางส่วนที่สกัดได้ไปทำเครื่องสำอางหรือวัตถุดิบทำอาหาร ซึ่งตอนนี้อยู่ระหว่างการวิจัย

“มีสินค้าตัวแรกออกมาแล้วชื่อว่า Vintico เป็น Coconut Vinegar ที่นำน้ำมะพร้าวเกรดที่ไม่สามารถแพ็กลงกล่องหรือขวดได้ มาหมักเป็น Coconut Vinegar นอกจากจะเป็นวิธีที่สามารถช่วยเกษตรกรในการรับซื้อน้ำมะพร้าวทุกเกรดแล้ว กระบวนการหมักที่เป็นนวัตกรรมใหม่ของเรายังเพิ่มคุณค่าของสารที่มีคุณประโยชน์ในน้ำมะพร้าวได้มากกว่าวิธีเดิมๆ มาก โดยสินค้านี้ขายขวดละ 1,800 บาท เป็นผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์เรื่องสุขภาพ เป็นที่ต้องการของตลาดทางยุโรปและอเมริกา” คุณแจงเล่าพร้อมส่งแพ็กเกจหรูของ Vintico ให้เราดู

จริงๆ มาลีก็เป็นองค์กรที่แข็งแรง เป็นแบรนด์น้ำผลไม้ที่คนรัก แล้วอะไรคือเหตุผลที่ทำให้ลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงตัวเองใหม่ เราถาม

คุณแจงตอบทันทีว่า เหตุผลสำคัญก็คือความยั่งยืน

สิ่งที่มาลีคิดและทำในวันนี้แก้ไขปัญหาได้ในระยะยาวกว่า

จากโจทย์ที่เรียบง่ายของคุณแจงว่า “ทำอย่างไรให้มาลีดูแลคนที่อยู่ใกล้ชิดได้เยอะขึ้น มากขึ้น”

“เราย้ำเสมอว่าเราไม่ได้เปลี่ยนเพราะเราอยากให้มีการเปลี่ยนแปลง หรือเพราะมันเป็นเทรนด์ หรือเพราะคนชอบพูดว่าโลกเปลี่ยนตลอดเวลาและเราต้องหมุนตามให้ทัน แต่เราเปลี่ยนเพราะเรามีจุดประสงค์ชัดเจนว่าจะเปลี่ยนเพื่ออะไร”

6

เก็บเกี่ยว…ประสบการณ์และความสุข

น้ำส้ม

แม้จะเป็นทายาทรุ่นสองของมาลี แต่การมารับช่วงต่อไม่ใช่เรื่องง่าย

คุณแจงเล่าให้ฟังว่าช่วงแรกของการทำงานเธอรู้สึกหนักมาก เพราะถ้า Performance ไม่ดีก็จะได้รับคำแสดงความคิดเห็นจากทุกทิศทุกทางทาง ทั้งครอบครัว ผู้ถือหุ้น พนักงาน

ซึ่งสิ่งที่ได้เรียนรู้ก็คือ เธอเลือกที่จะเลือกฟังสิ่งที่เป็นประโยชน์ และปล่อยสิ่งที่ไม่ใช่ทิ้งไป

ส่วนในเนื้องานบริหาร เป็นเพราะได้รับความไว้วางใจจากพ่อ ซึ่งบอกคุณแจงเสมอว่าต่อให้ลองทำแล้วเจ๊งหรือพลาดพลั้งก็ยังดีเพราะมีเขายังอยู่ช่วยแก้ไข เพราะถ้าเขาจับมือให้เดินไปเรื่อยๆ เมื่อวันที่ต้องทำงานแล้วพลาดพลั้งตามลำพังจะทำอย่างไร

อะไรคือสิ่งที่ได้เรียนรู้จากการทำงานร่วมกัน เราถาม

คุณแจงยกตัวอย่างจากที่เห็นคุณพ่อเป็นคนไม่ยึดติดกับความสำเร็จในอดีต และพร้อมที่เปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อให้ธุรกิจไปข้างหน้า เนื่องจากเมื่อก่อนธุรกิจหลักของครอบครัวคือสับปะรดกระป๋อง แต่เพราะความผันผวนทางเศรษฐกิจ ทำให้สิ่งนี้ไม่ใช่ธุรกิจที่ยั่งยืนแบบที่ครอบครัวต้องการ จึงผันตัวมาทำเครื่องดื่มมากขึ้น

หรือถ้าเป็นเรื่องการทำงาน คุณแจงเรียนรู้วิธีการเจรจาต่อรองวิธีการคุยกับคน วิธีการให้เกียรติคน ซึ่งคุณพ่อของเธอพูดเสมอว่าความเคารพนั้นต้องมาจากใจเขาจริงๆ ไม่ใช่มาเพราะเป็นลูกสาวเจ้าของบริษัท เพราะฉะนั้น การวางตัว การพูดจา การเข้าใจคนทำงาน ทุกอย่างก็มีผล

พ่อลูก

“เมื่อก่อนไม่เข้าใจว่าทำไมพ่อชอบทำงานภาคสังคมเยอะ ทำไมไม่ทำงานบริษัทให้โตขึ้นมากกว่านี้”

“จนวันหนึ่งเราก็รู้ว่า เราคงมองแต่ตัวเองไม่ได้ แต่ต้องมองให้กว้างขึ้น” คุณแจงเล่าก่อนที่พ่อจะเฉลยให้ฟังว่า สิ่งหนึ่งที่พ่อได้จากการทำงานกับภาครัฐและเอกชน เป็นการเรียนรู้วิธีการทำงานร่วมกับผู้อื่น

“ความจริงแล้วธุรกิจเราก็ไม่ได้ใหญ่โตมากมาย ดังนั้น การได้ทำงานร่วมกับผู้ใหญ่ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญเป็นวิธีที่จะสร้างโอกาสการเรียนรู้ได้ง่ายที่สุด”

ในขณะที่เรื่องชีวิต นอกจากขอให้เป็นคนดี คุณแจงเล่าว่าพ่อและแม่ไม่เคยปิดบังเรื่องการทำงานหรือเรื่องอะไรกับลูกเลย ไม่ว่าจุดต่ำสุด จุดสูงสุด หรือใครที่ดีกับครอบครัวมากก็จะสอนให้รู้บุญคุณ หรือไม่ว่าท่านทั้งสองจะทะเลาะกันเรื่องอะไรลูกๆ ก็จะรับรู้ทั้งหมด

“นี่เป็นสิ่งที่เราซาบซึ้งมากๆ เพราะทำให้เรามีภูมิต้านทานที่ดีขึ้น จนเพื่อนมักจะบอกว่าเราทำงานหนักแต่ไม่เคยเห็นเราเครียด หรือเมื่อมีปัญหาอะไรก็สามารถแก้ได้ง่าย เพราะมีสติเป็นสำคัญ” คุณแจงยิ้มก่อนจะทิ้งท้ายคำแนะนำสำหรับคนรุ่นใหม่กับการสานต่อกิจการครอบครัวว่า

“ถ้าไม่มีใจแจงก็คงไม่มาทำ ที่มาทำเพราะสนุกกับมันมากจริงๆ เพราะเห็นโอกาสของธุรกิจนี้จริงๆ ซึ่งอาจจะไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดขึ้นกับทุกครอบครัว บางธุรกิจอาจจะเป็นช่วงขาลงแล้วจริงๆ ก็ได้ ซึ่งก็ต้องคุยกันว่ามันควรที่จะทำต่อมั้ย หรือเปลี่ยนไปเป็นอะไร”

“เมื่อก่อนก็เคยมีความคิดอย่างไปลองหาประสบการณ์ข้างนอกเหมือนกัน แต่มาคิดดูแล้วมันไม่มีที่ไหนที่จะได้ประสบการณ์เยอะเท่าที่นี่ เราอยากเข้าประชุมผู้บริหารเราก็ทำได้ อยากจะเข้าไปฟังเซลส์ หรือดูเนื้องานส่วนไหนก็ทำได้ ดังนั้น ในเมื่อเรามีโอกาสมากกว่าคนอื่น เราก็ควรคว้าโอกาสในการเรียนรู้นี้ไว้”

Malee

บริษัท มาลีกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) (พ.ศ. ๒๕๒๑)

ประสบการณ์กว่า 40 ปีในธุรกิจสินค้าเกษตรของคุณพ่อ ฉัตรชัย บุญรัตน์ ประธานกรรมการ บริษัท มาลีกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เริ่มต้นหลังจากเข้ามาช่วยครอบครัวซึ่งทำธุรกิจนมข้นหวานกระป๋อง ตราโรบินฮู้ด เมื่อ 50 กว่าปีที่แล้ว ในยุคนั้นประเทศกำลังมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจแผนแรก แก้ไขปัญหาสินค้านำเข้าด้วยการคุมราคาขายในประเทศ ประกอบกับต้นทุนนำเข้านมผงจากต่างประเทศขึ้นลงผันผวนอยู่ตลอดเวลา ส่งผลต่อยอดขายที่ยากจะคาดการณ์

และระหว่างที่เดินทางไปพักผ่อนที่หัวหินหลังจากเรียนจบกลับมาจากต่างประเทศ คุณพ่อก็พบกับสับปะรดราคาถูกเพราะสินค้าล้นตลาดจนต้องทิ้งไว้ข้างทาง จึงตัดสินใจสร้างโรงงานแปรรูปสับปะรดกระป๋อง แต่สับปะรดเจ้าปัญหาจะล้นตลาดอยู่เพียงเดือนเดียวเท่านั้น คุณพ่อจึงศึกษาพัฒนาเทคโนโลยีที่ทำให้สับปะรดออกผลตลอดทั้งปี ด้วยการลงมือทำไร่สับปะรด สร้างเทคโนโลยี สอนชาวบ้าน และรับซื้อผลผลิตมาทำสับปะรดกระป๋องส่งออกเป็นเจ้าแรกๆ ของไทย โดยตอนนั้นยังไม่มีแบรนด์เป็นของตัวเอง จนกระทั้งมีคู่แข่งในตลาดมากมาย

“ในอดีต เรามักจะเห็นว่าบริษัทในบ้านเรารับองค์ความรู้จากต่างประเทศมากกว่าจะพัฒนาเป็นของตัวเอง ส่งผลไปถึงเรื่องตลาดด้วย คงจะดีถ้าเรามีแบรนด์ที่แข็งแรง มีอำนาจพอที่จะดูแลวัตถุดิบ ผลิตภัณฑ์ และตลาด พาสินค้าแบรนด์ชื่อไทยวางขายตามที่ต่างๆ สร้างความภูมิใจแม้จะเป็นเพียงส่วนเล็กน้อย”

เมื่อเริ่มคิดจะมีแบรนด์เป็นของตัวเอง แทนที่จะสร้างขึ้นมาใหม่ คุณพ่อเลือกที่จะทำแบรนด์ไทยที่เป็นที่รักมากมายอยู่แล้วในตอนนั้นให้แข็งแรงมากขึ้นด้วยความสามารถที่มี จึงตัดสินใจรับช่วงต่อกิจการแบรนด์มาลีจากเจ้าของเดิม

สิ่งที่มาลีในมือของคุณพ่อเชื่อและทำมาตลอด 40 ปี คือแนวคิดเรื่องการคิดถึงคนอื่น

“ตอนที่ผมทำผมไม่ได้เรียกสิ่งที่ทำว่า Growing Well Together สวยงามแบบสมัยนี้หรอก เราคิดแค่ว่าถ้าองค์ความรู้ที่เราเรียนมาพอจะสามารถช่วยเกษตรกรผลิตวัตถุดิบได้ดีขึ้นทั้งคุณภาพและปริมาณได้ก็คงดี ก่อนหน้านี้เราเคยคิดอยากจะทำเอง แต่ก็พบว่าสิ่งที่เราต้องการนั้นควบคุมและดูแลลำบาก ที่สำคัญสู้ชาวบ้านที่เขาทำมาอย่างเชี่ยวชาญไม่ได้หรอก และถ้าหากปล่อยให้เกษตรกรเขาทำเองก็อาจจะเสียโอกาสบางอย่างไป เราจึงเริ่มทำ Learning Center ทดลองทำก่อนเมื่อผลลัพธ์ออกมาดีก็ส่งต่อให้ชาวบ้านนำไปปรับใช้”

สำหรับเรื่องธุรกิจ ทุกคนมักจะเห็นแต่มุมที่ประสบความสำเร็จ แต่ไม่รู้ว่าที่อีกด้านหนึ่งหรือเบื้องหลังทั้งหมดนี้เขาต้องผ่านอะไรมา เพื่อปูพื้นฐานความเข้าใจ และเขาก็จะภูมิใจในความสำเร็จของทุกคนในวันนี้ คุณพ่อจึงเลือกที่จะเปิดเผยให้ลูกๆ เห็นการทำงานที่ทั้งดีและร้าย สมหวังและผิดหวัง ช่วงเวลาความยากลำบาก และนั่นก็ยิ่งทำให้ทายาทรุ่นสองของมาลีมุ่งมั่นและตัดสินใจรับช่วงต่อธุรกิจของครอบครัว

“ความรู้ความสามารถของลูกๆ ดีกว่าพวกเราอยู่แล้ว เพราะเราให้การศึกษาเขาเต็มที่ แต่สำหรับเรื่องประสบการณ์ ถ้าผมเป็นลูก แล้วมีพ่อที่เข้าใจคอยให้คำปรึกษาเรื่องที่ต้องอาศัยประสบการณ์ ก็คงจะช่วยลดระยะทางการเรียนรู้ไปได้มาก

“กับการทำงานแล้ว ไม่ว่าจะงานอะไรก็ตามไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องรุ่นอายุที่ต่างกันหรอก ต้องเริ่มจากเข้าใจตัวตนเขาก่อน ต้องพยายามคิดว่าเขาจะคิดหรือเข้าใจมันว่าอย่างไร ถ้าสิ่งนั้นไม่ดีก็แค่พูดให้เขาฟัง จะเชื่อหรือไม่นั่นอีกเรื่องหนึ่ง สิ่งที่คนรุ่นใหม่และคนรุ่นเก่าจะได้ตอบแทนจากการทำงานร่วมกันคือ Learning Curve ซึ่งหาซื้อจากที่ไหนไม่ได้ พ่อแม่เลี้ยงลูกอย่างหวังดีแหละ แต่ด้วยความหวังดีที่คิดว่าความคิดของตัวเองถูก ก็เลยพยายามให้เขาคิดเหมือนกันกับเรา ซึ่งเป็นไปไม่ได้หรอก” คุณพ่อทิ้งท้ายข้อคิดเรื่องการทำงานร่วมกันระหว่างคน 2 รุ่น

Writer

Avatar

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

ทายาทรุ่นสอง

เรื่องราวการต่อยอดธุรกิจครอบครัวในมือทายาทรุ่นต่อมา

ผมเกิดวันที่ 5 ม.ค. พ.ศ. 2528 

อาม่าเคยบอกว่าเป็นวันดี แต่ไม่ได้บอกว่าดียังไง

วันหนึ่งระหว่างวิ่งเล่นในบ้าน ผมเจอแผ่นกระดาษที่ฉีกจากปฏิทินกระดาษประจำบ้าน หุ้มซองพลาสติกอย่างดี วันที่ในกระดาษคือวันเกิดผม มีข้อมูลเป็นภาษาไทยและจีนที่เด็กอย่างผมอ่านยังไงก็ไม่เข้าใจ

ถ้าคุณมีเชื้อสายจีน มีครอบครัวและมีลูกประมาณช่วงยุค 80 การตัดปฏิทินกระดาษที่เรียกว่า ‘ปฏิทินน่ำเอี๊ยง’ หน้าที่เป็นวันเกิดของลูกถือเป็นธรรมเนียมปกติ หลายครอบครัวเก็บรักษาไว้ประหนึ่งเป็นเอกสารสำคัญ 

หลายสิบปีต่อมา ผมถึงรู้ว่าปฏิทินนั้นไม่ได้บอกแค่เวลา แต่ยังบอกข้อมูลสำคัญทางโหราศาสตร์ โดยเฉพาะภาษาจีน 4 แถวเรียกว่า ‘ปาจื๊อ’ เราสามารถนำข้อมูลนี้ไปใช้ ‘ขึ้นดวง’ เพื่อดูว่าเด็กที่เกิดวันนี้เป็นคนธาตุไหน ลักษณะเป็นอย่างไร 

ประหนึ่งเป็นเหมือนพิมพ์เขียวของชีวิต ช่วยแนะนำพ่อแม่ว่าควรเลี้ยงลูกให้ดำเนินชีวิตไปในทิศทางใด

ปฏิทินน่ำเอี๊ยง คือของที่ครอบครัวคนไทยเชื้อสายจีนต้องมีติดบ้าน น่ำเอี๊ยงไม่ได้เป็นแค่ชื่อปฏิทิน แต่ยังเป็นชื่อสำนักโหราศาสตร์จีนที่อยู่คู่ประเทศไทยมากว่า 80 ปี สถาบันแห่งนี้เป็นเสาหลักทางจิตใจของคนจีนที่อพยพมาในประเทศไทยหลายทศวรรษ 

พ.ศ. 2566 น่ำเอี๊ยงยังคงยืนหยัดภายใต้การนำของทายาทรุ่นที่สาม กิตติธัช นำพิทักษ์ชัยกุล พาธุรกิจครอบครัวฝ่าคลื่นลมแห่งความเปลี่ยนแปลงได้อย่างสง่างาม 

ทายาทรุ่นสาม ‘ปฏิทินน่ำเอี๊ยง’ กับภารกิจสร้างแพลตฟอร์มโหราศาสตร์ที่ตอบโจทย์ยุคสมัย

ล่าสุด เขากำลังนำเทคโนโลยีปรับธุรกิจให้กลายเป็นแพลตฟอร์มโหราศาสตร์ที่ตอบโจทย์ยุคสมัย เตรียมเปิดตัวในเทศกาลตรุษจีน พ.ศ. 2566 ที่กำลังจะถึงนี้

ภารกิจของทายาทรุ่นนี้ท้าทาย ไม่ต่างจากที่อากงของเขาเคยทำเมื่อหลายทศวรรษก่อน 

สำนักโหราศาสตร์น่ำเอี๊ยงมีเรื่องราวน่าสนใจมากมาย มีบางเหตุการณ์ในบางช่วงเวลาที่สำคัญ ควรค่าแก่การเน้นย้ำ เราจึงอยากเล่าเรื่องการเดินทางของน่ำเอี๊ยงผ่านช่วงเวลาเหล่านั้น ทั้งการฉกฉวยโอกาสในยามโชคดี และการหลีกเลี่ยงโชคร้ายในวันที่ฟ้าฝนไม่เป็นใจ

ธุรกิจ : โหราศาสตร์น่ำเอี๊ยง

ปีที่ก่อตั้ง : พ.ศ. 2499 (นับจากปีที่ตั้งสำนักถาวร)

ประเภท : สำนักโหราศาสตร์

ผู้ก่อตั้ง : ซินแสเฮียง แซ่โง้ว

ทายาทรุ่นสอง : ธงชัย และ ชาญชัย นำพิทักษ์ชัยกุล

ทายาทรุ่นสาม : กิตติธัช นำพิทักษ์ชัยกุล

เฮียง แซ่โง้ว เดินทางจากจีนถึงไทย ลงเรือที่จังหวัดสงขลา

เด็กหนุ่มวัย 18 ปีไม่ได้จากบ้านมาทำงานเฉกเช่นคนจีนในวัยเดียวกัน เขามาตามหาพ่อที่หายตัวไป 

หลายปีก่อนหน้า พ่อของเฮียงจากบ้านมาทำงานแล้วส่งเงินกลับไปเลี้ยงดูครอบครัวที่ประเทศจีน วันหนึ่งพ่อขาดการติดต่อ ลูกชายจึงเดินทางมาตามหา สุดท้ายเขาพบข่าวร้ายว่าพ่อเสียชีวิตกะทันหันในประเทศไทย จึงขาดการติดต่อกับครอบครัวที่ประเทศจีน 

แม้โศกเศร้า แต่นายเฮียงก็ไม่กลับบ้านเกิด ตั้งใจสืบปณิธานทำงานที่เมืองไทยส่งเสียครอบครัวแทนพ่อผู้ล่วงลับ

ด้วยความสนใจทางโหราศาสตร์ตั้งแต่เด็ก นายเฮียงศึกษาและพัฒนาจนสามารถใช้ความรู้โหราศาสตร์เป็นอาชีพ ซินแสเฮียง แซ่โง้ว หรือ ‘เหล่าซินแส’ กลายเป็นที่รู้จักในชุมชนคนจีนอย่างรวดเร็ว งานหลักของเหล่าซินแสคือการดูฤกษ์งามยามมงคลให้กับธุรกิจชาวจีนที่เปิดใหม่ในเมืองไทย และรับทำนายดวงชะตาด้วยวิธีหลายรูปแบบ 

ทายาทรุ่นสาม ‘ปฏิทินน่ำเอี๊ยง’ กับภารกิจสร้างแพลตฟอร์มโหราศาสตร์ที่ตอบโจทย์ยุคสมัย

การทำงานช่วงแรกหนักหน่วงไม่น้อย ซินแสพูดไทยไม่ได้ ต้องอาศัยให้เพื่อนช่วยเป็นล่ามแปล ไม่มีหน้าร้านหรือสำนักถาวร เขารับงานแบบไม่หวั่นงานหนัก เดินทางช่วยผู้คนทั่วหล้าแบบถึงไหนถึงกัน

โหราศาสตร์จีนมีหลายแขนง หลากความเชื่อ สำหรับเหล่าซินแส เขาเชื่อว่าทฤษฎีการดูดวงชะตามิได้ทำขึ้นเพื่อให้คนงมงาย แต่เพื่อให้เรามีหลักในการตัดสินใจ 

ชีวิตคนย่อมมีขึ้นมีลง เมื่อเราโชคดี ทำอย่างไรจึงจะฉวยโอกาสเพื่อชีวิตที่ดีขึ้น เมื่อเผชิญปัญหา ทำอย่างไรจึงจะหลีกเลี่ยงโชคร้ายไม่ให้เป็นอันตรายกับเรามากที่สุด

หากเราเข้าใจโชคชะตาของตัวเอง ย่อมรู้ว่าเมื่อไหร่ควรจะปรับชีวิตให้สอดคล้องกับสถานการณ์ 

นี่เป็นหลักการที่เหล่าซินแสมอบให้คนจีนที่มาเผชิญโชคในต่างแดน ได้มีชีวิตที่ดีขึ้น มั่นคงทั้งทางกายและจิตใจ

ทายาทรุ่นสาม ‘ปฏิทินน่ำเอี๊ยง’ กับภารกิจสร้างแพลตฟอร์มโหราศาสตร์ที่ตอบโจทย์ยุคสมัย

ชื่อเสียงของเหล่าซินแสแพร่กระจายไปทั่วสงขลา ได้รับเชิญให้เดินทางไปดูฤกษ์ยามทำนายชะตาชีวิตในหลายจังหวัดทั่วประเทศ

วันหนึ่งเขาได้รับเชิญจากผู้ใหญ่ที่เคารพให้มาตั้งสำนักโหราศาสตร์เป็นหลักเป็นฐานในกรุงเทพฯ ใน พ.ศ. 2499 โดยใช้ชื่อว่า ‘น่ำเอี๊ยง’ แปลว่า แสงจากดวงอาทิตย์ทางทิศใต้ (ทิศมงคลตามความเชื่อของโหราศาสตร์จีน) เป็นความหมายที่ดีงามและเหมาะสมกับภารกิจของซินแสในตอนนั้น 

ยุคนั้นคนจีนรู้จักโหราศาสตร์น่ำเอี๊ยงเป็นอย่างดี เป้าหมายต่อไปของซินแส คือการแพร่ความรู้เหล่านี้ให้กว้างขึ้น ปัญหาแรกที่ต้องแก้คือกำแพงภาษา 

แม้เป้าหมายแรกคือทำให้คนจีนมีชีวิตดีขึ้น แต่ชีวิตคนไม่มีพรมแดน เส้นเขตแดนและสัญชาติเป็นเพียงสิ่งสมมติที่แบ่งแยกผู้คน เหล่าซินแสจึงเริ่มใส่ภาษาไทยเข้าไปในผลงาน เปิดกว้างให้ความรู้ทางโหราศาสตร์เข้าถึงผู้คนยิ่งขึ้น

อีกปัญหาที่ซินแสอยากแก้คือ คนจีนในไทยยุคนั้นไม่รู้ว่าต้องจัดงานตามเทศกาลเมื่อไหร่ ปฏิทินที่ใช้ในไทยไม่ได้บอกว่าช่วงตรุษจีน สารทจีน หรือช่วงที่เทพเจ้าตามความเชื่อของคนจีนมาเยือนในทิศใด วันที่เท่าไหร่

ประเพณีเหล่านี้ทำสืบทอดกันมาแต่บรรพบุรุษ เปรียบเสมือนเครื่องยึดเหนี่ยวเสริมสร้างกำลังใจตลอดปี น่ำเอี๊ยงจึงทดลองนำความรู้ทางโหราศาสตร์มาใส่ในปฏิทิน ผลิตและจำหน่ายครั้งแรกใน พ.ศ. 2518

ปฏิทินน่ำเอี๊ยงรุ่นแรกมีแต่ภาษาจีน เป็นตำราปฏิทิน มีข้อมูลโหราศาสตร์ที่บอกว่าแต่ละวันควรทำอะไรและไม่ควรทำอะไร วันธงไชยหรือวันดีที่เหมาะกับการทำงานใหญ่คือวันไหน เทพเจ้าอยู่ทางทิศไหน ควรกราบไหว้บูชาเมื่อไหร่ ลูกหลานจะได้ดำเนินชีวิตตามเพื่อเสริมสร้างความมั่นใจ เป็นเหมือนอาวุธข้างกายในการฝ่าฟันอุปสรรคระหว่างดำเนินชีวิต บนแผ่นดินที่ไม่ใช่บ้านเกิดของตัวเอง

ทายาทรุ่นสาม ‘ปฏิทินน่ำเอี๊ยง’ กับภารกิจสร้างแพลตฟอร์มโหราศาสตร์ที่ตอบโจทย์ยุคสมัย

ปฏิทินกลายเป็นสินค้าพลิกชีวิตของซินแส นอกจากจะขายดียังเปลี่ยนแนวการดำเนินธุรกิจสำนักโหราศาสตร์ไปไม่น้อย หลายทศวรรษผ่านไป ปฏิทินน่ำเอี๊ยงยังคงมีขาย ครอบครัวคนจีนยังนิยมซื้อไว้ติดบ้าน กลายเป็นสินค้ามงคลที่ผู้คนซื้อไว้ทั้งใช้งานเองและซื้อให้คนที่เคารพเพื่ออวยพรให้มีโชคดีทั้งปี 

นอกจากปฏิทิน ซินแสยังพยายามส่งต่อความรู้ทางโหราศาสตร์ให้คนรุ่นหลัง ด้วยการเขียนเป็นตำราชื่อว่า ตำราทงจือน่ำเอี๊ยง เนื้อหาจะสอนการใช้โหราศาสตร์ มีทั้งภาษาไทยและจีน นอกจากนี้ยังมีการทำตำราฉบับตัดทอนให้สั้น เข้าใจง่าย เพื่อให้คนเข้าถึงง่ายขึ้นและนำไปประกอบเป็นอาชีพได้

ความจริงการบริหารสำนักโหราศาสตร์น่ำเอี๊ยงที่กรุงเทพฯ ไม่ง่าย ต้องเผชิญปัญหาสารพัด ซินแสสู้ทำสำนักจนยืดหยัดได้มั่นคงขึ้นกว่าแต่ก่อน เขาไม่เคยทิ้งวิสัยทัศน์ที่ว่า ต้องทำโหราศาสตร์ให้เข้าใจง่าย อย่ามองเป็นแค่การค้า แต่คือทางเลือกที่ช่วยให้คนฉวยโอกาสเป็น ช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตคนได้จริง

ทายาทรุ่นสาม ‘ปฏิทินน่ำเอี๊ยง’ กับภารกิจสร้างแพลตฟอร์มโหราศาสตร์ที่ตอบโจทย์ยุคสมัย

เมื่อถึงช่วงทายาทรุ่นสองเข้ามาสืบต่อ ธงชัย และ ชาญชัย นำพิทักษ์ชัยกุล เริ่มขยายธุรกิจออกไปให้กว้างขึ้น รองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นโดยที่ยังไม่ทิ้งหลักการของสำนักโหราศาสตร์ที่เหล่าซินแสสร้างไว้ บริการดูฤกษ์ยามมงคลให้บริษัทและองค์กรยังมีเหมือนเดิม เริ่มตั้งโรงงานผลิตปฏิทินอย่างจริงจังเพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นมหาศาล

ตัวปฏิทินก็มีการพัฒนาผลิตออกเป็น 2 แบบ คือสมุดฉีกก้อนสีแดง อัดแน่นด้วยข้อมูลโหราศาสตร์ตลอด 365 วัน ออกแบบให้ใช้วางบนโต๊ะหรือเก็บในลิ้นชัก เป็นเหมือนคู่มือการดำรงชีวิต หยิบใช้งานง่าย แบบที่สองคือเป็นแผ่นกระดาษขนาดใหญ่รายเดือน ปฏิทินแบบนี้ออกแบบให้ใช้แบบแชร์กันในครอบครัว เหมาะกับการแขวนไว้กลางบ้านให้ทุกคนได้ดู ไหว้เจ้าวันไหน สารทจีนเมื่อไหร่ เดินมาดูได้สะดวก

มีนวัตกรรมน่าสนใจสองอย่างที่น่ำเอี๊ยงริเริ่มขึ้นในยุคนี้ หนึ่งคือการขายโฆษณาบนตัวปฏิทิน ช่วงหลังมีหลายองค์กรนิยมสั่งปฏิทินเพื่อเป็นของขวัญช่วงเทศกาลปีใหม่หรือวาระพิเศษ น่ำเอี๊ยงจึงปรับรูปแบบปฏิทินให้มีพื้นที่ว่าง สามารถประทับตราบริษัทหรือใส่โฆษณา เป็นการเพิ่มรายได้ขยายโอกาสไปในตัว ในขณะเดียวกันก็ยังมีปฏิทินที่ไม่มีโฆษณาสำหรับคนทั่วไปได้เลือกซื้อ

ทายาทรุ่นสาม ‘ปฏิทินน่ำเอี๊ยง’ กับภารกิจสร้างแพลตฟอร์มโหราศาสตร์ที่ตอบโจทย์ยุคสมัย

สองคือการขายแบบของปฏิทินให้โรงพิมพ์อื่น ๆ ได้พิมพ์ปฏิทินของตัวเอง ยุคนั้นโรงพิมพ์หลายเจ้าได้รับโจทย์จากลูกค้าให้ทำปฏิทิน โรงพิมพ์ก็มาจ้างน่ำเอี๊ยงทำให้ ช่วงหลังโรงงานผลิตปฏิทินไม่ทัน จึงเกิดการร่วมมือแบบที่สมัยนี้เรียกว่า Collaboration น่ำเอี๊ยงจะขายแบบปฏิทินในลักษณะเป็นกระดาษที่มีวันที่และข้อมูลโหราศาสตร์ครบถ้วน เว้นช่องว่างด้านบนและล่าง ให้โรงพิมพ์ไปพิมพ์ตราโลโก้ของบริษัทคู่ค้าเอง เพิ่มความเร็วในการผลิตโดยไม่ต้องเหนื่อยทำเองทุกชิ้นเหมือนเมื่อก่อน 

ปฏิทินน่ำเอี๊ยงที่เราเห็นทุกวันนี้จึงมีความหลากหลายสูงมาก มีทั้งของที่น่ำเอี๊ยงผลิตเอง และของที่โรงพิมพ์อื่นผลิตจนดูเหมือนเป็นสินค้าคู่แข่ง แท้จริงแล้วมีต้นกำเนิดเดียวกัน นอกจากนี้ยังมีการผลิตส่งออกขายไปยังต่างประเทศ ถ้าแวะไปบ้านครอบครัวชาวจีนในพม่า เวียดนาม ลาว และสิงคโปร์ เราจะได้เห็นปฏิทินน่ำเอี๊ยงหน้าตาไม่ต่างจากของไทยเราเลย

ค้นชื่อโหราศาสตร์น่ำเอี๊ยงวันนี้ เราจะได้เห็นทั้งหน้าและชื่อของ กิตติธัช นำพิทักษ์ชัยกุล บ่อยขึ้น 

เขาคือลูกชายคนโตของชาญชัย ตั่วซุงของตระกูลผู้รับตำแหน่งทายาทรุ่นสามของสำนักโหราศาสตร์อายุกว่า 80 ปีแห่งนี้ 

เมื่อคนรุ่นใหม่รับช่วงต่อธุรกิจครอบครัว เป็นธรรมดาที่พวกเขาจะคิดค้นวิธีการที่ทันสมัยมาพัฒนาธุรกิจ บางครั้งก็มีความขัดแย้งระหว่างวัยเกิดขึ้น กิตติธัชโชคดีที่ไม่ค่อยมีเรื่องนี้ แม้การทำงานช่วงแรกเมื่อ 4 ปีก่อนจะมีเรื่องต้องพิสูจน์บ้าง แต่การทำงานโดยรวมถือว่าค่อนข้างราบรื่นและไปได้ดี

ถ้าดูอย่างละเอียด สิ่งที่กิตติธัชทำมีความน่าสนใจใหญ่ ๆ อยู่ 2 ข้อ 

หนึ่ง เขามีทัศนคติที่ดีมากกับครอบครัว โดยเฉพาะเรื่องโหราศาสตร์ 

คนอื่นอาจมองว่าการดูดวง ดูฤกษ์ยาม เป็นเรื่องงมงาย แต่กิตติธัชมองว่านี่คือ Data เกี่ยวกับชีวิตมนุษย์ที่ผกผันตามการเคลื่อนของดวงดาว ถูกรวบรวมและวิเคราะห์มาเป็นพันปี

ช่วงเวลาสำคัญตลอด 80 ปีของ ‘สำนักโหราศาสตร์น่ำเอี๊ยง’ เจ้าของปฏิทินสุดคลาสสิก และการปรับตัวต่อยุคสมัยโดยทายาทรุ่นสาม

“ความจริงโหราศาสตร์คือ Data อยู่แล้ว มันคือสถิติที่บันทึกมาเป็นพันปี คนจีนในวังสมัยก่อนจะบันทึกว่าเมื่อดวงดาวกลุ่มนี้เคลื่อนมาถึงตรงนี้ แล้วเกิดอะไรขึ้นกับคนที่อยู่ในเมืองบ้าง คำนวณ วิเคราะห์ แล้วก็เอามาใส่ในปฏิทิน เพื่อบอกว่าเมื่อถึงช่วงเวลาที่ดวงดาวเคลื่อนไหว เหมาะกับการทำและไม่ทำอะไร ทิศมงคลอยู่ด้านไหน นี่คือที่มาของหลักโหราศาสตร์จีน เนื้อหาในปฏิทินจึงเป็นเหมือนเข็มทิศชีวิตของเรา”

กิตติธัชยังมองว่า คุณค่าของแบรนด์คือการมองโหราศาสตร์เป็นเครื่องมือทางวัฒนธรรมอย่างหนึ่ง การรักษาหลักการของมัน ก็เท่ากับรักษาวัฒนธรรมจีนที่สืบทอดกันมาช้านานด้วย

“เราพยายามจะสืบสานวัฒนธรรมที่ดีงามและมีมานาน เมื่อสังคมเปลี่ยนไป ทำยังไงให้วัฒนธรรมเหล่านั้นยังคงอยู่ เพราะคนในสังคมนำโหราศาสตร์มายึดเหนี่ยวจิตใจ ทำให้ครอบครัวมีความสุข ทำให้แต่ละคนรู้บทบาทและหน้าที่ของตัวเอง ผมว่าตรงนี้มันอยู่ในวัฒนธรรมของเราอยู่แล้ว แต่อาจจะไม่ได้ถูกนำออกมาให้เห็น ผมคิดว่าโหราศาสตร์จะทำให้สังคมอยู่อย่างมีความสุขได้” ทายาทรุ่นสามเล่า

ช่วงเวลาสำคัญตลอด 80 ปีของ ‘สำนักโหราศาสตร์น่ำเอี๊ยง’ เจ้าของปฏิทินสุดคลาสสิก และการปรับตัวต่อยุคสมัยโดยทายาทรุ่นสาม

เรื่องที่สองที่กิตติธัชโดดเด่น คือการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้เล่าเรื่องธุรกิจ 

นอกเหนือจากการทำเว็บไซต์ใหม่ให้สวย ใช้งานง่าย การเปิดบริการของน่ำเอี๊ยงทาง Line Official Account ก็เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ แม้ฟังดูเป็นเรื่องที่ใครก็ทำกัน แต่มันเป็นวิธีที่ได้ผลมากสำหรับน่ำเอี๊ยง เพราะลูกค้าของน่ำเอี๊ยงต่างถามถึงการให้บริการทางมือถือ หลายคนเป็นคนไทยเชื้อสายจีนในต่างประเทศ ไม่สะดวกเดินทางมาที่สำนัก

ตอนนี้บริการปกติของสำนักสามารถทำผ่านออนไลน์ได้เกือบทั้งหมด ในขณะเดียวกันก็ยังไม่ทิ้งระบบซินแสคอยให้คำปรึกษาเป็นพิเศษสำหรับเจ้าของธุรกิจที่อยากใช้บริการโดยเฉพาะ

การทำคอนเทนต์ผ่าน Social Media ก็เช่นกัน กิตติธัชไม่อยากให้น่ำเอี๊ยงเป็นสำนักโหราศาสตร์แบบปิด เมื่อจุดแข็งของที่นี่คือความรู้ เขาก็พยายามเปิดสำนักให้คนมาเรียนรู้ได้มากที่สุด เพราะเมื่อคนเข้าใจโหราศาสตร์ในเชิงวัฒนธรรมมากขึ้น คนก็จะกลับมาใช้บริการด้วยความคิดว่าเขายึดสิ่งนี้เป็นที่ปรึกษาให้ชีวิตได้

เทศกาลตรุษจีน พ.ศ. 2566 น่ำเอี๊ยงจะเปิดบริการใหม่ นำหลักโหราศาสตร์มาทำเป็นแอปพลิเคชัน ซึ่งผู้บริหารหนุ่มก็มีเหตุผลว่าเพราะอะไรถึงเลือกทางนี้

“หลายคนซื้อปฏิทินน่ำเอี๊ยงมา เจอข้อมูลเป็นภาษาจีนค่อนข้างเยอะ เราพออ่านคำจีนได้จะเข้าใจ แต่คนรุ่นใหม่จะไม่ค่อยเข้าใจความหมายที่อยู่ด้านหลัง โจทย์ของเราคือทำยังไงให้ข้อมูลเข้าใจง่ายมากขึ้น 

“แอปฯ ของน่ำเอี๊ยงไม่ใช่ปฏิทินทั่วไป แต่สามารถใส่วันเดือนปีเกิดของเราลงไป จะมีระบบหลังบ้านของสำนักโหราศาสตร์นำมาขึ้นดวงให้แต่ละคนได้ดู ได้ใช้ เขาสามารถนำดวงนี้มาคำนวณเวลามงคล ทิศมงคล เรื่องที่ควรหลีกเลี่ยงในแต่ละวันให้กับผู้ใช้งานแต่ละคน ทำให้โหราศาสตร์จีนผสมผสานเข้าไปในชีวิตคนมากขึ้น” 

ฟังกิตติธัชเล่าก็เบาใจ แผ่นปฏิทินวันเกิดผมหายไปนานแล้ว นี่คือข้อดีของเทคโนโลยีในการช่วยเก็บรักษาข้อมูลบนอากาศ เขานำเทคโนโลยีมาช่วยแก้ปัญหาได้ตรงจุด

ยุคนี้โหราศาสตร์กลายเป็นป๊อปคัลเจอร์ของยุคสมัย ใคร ๆ ก็หาวอลเปเปอร์เสริมดวงแปะหน้าจอมือถือ กิตติธัชบอกว่าเขาค่อนข้างระวังในการเลือกสื่อที่จะใช้ในการสื่อสาร มันต้องตอบโจทย์สิ่งที่เขาคิดไว้ ความรู้ของน่ำเอี๊ยงเป็นก้อนสถิติชุดใหญ่ มีกลุ่มผู้ใช้กว้างมาก การพัฒนาเป็นแอปพลิเคชันที่เก็บข้อมูลได้มากน่าจะตอบโจทย์การใช้มากที่สุด

อันที่จริง หากวันหนึ่งน่ำเอี๊ยงไม่ทำปฏิทินกระดาษอีก ผมก็เชื่อว่าสำนักโหราศาสตร์แห่งนี้จะยังคงยืนหยัดต่อไป เพราะสิ่งที่ทายาทหนุ่มรุ่นสามทำไม่ใช่แค่การทำปฏิทินให้เป็นดิจิทัล แต่เป็นการสานต่อวิสัยทัศน์ของเหล่าซินแสที่เคยให้ไว้ในวันแรกของการทำธุรกิจ ชี้ช่องทางสว่างให้ผู้คนเห็นช่องทางการพัฒนาชีวิตด้วยหลักโหราศาสตร์ 

ยิ่งทำให้ความรู้นี้เข้าใจง่าย ยิ่งช่วยชีวิตคนได้มากขึ้น สมกับเป็นแสงอาทิตย์ที่ฉายแสงสว่างในใจคนมากว่า 80 ปี

ช่วงเวลาสำคัญตลอด 80 ปีของ ‘สำนักโหราศาสตร์น่ำเอี๊ยง’ เจ้าของปฏิทินสุดคลาสสิก และการปรับตัวต่อยุคสมัยโดยทายาทรุ่นสาม
ข้อมูลอ้างอิง
  • www.numeiang.com
  • www.theguardian.com

Writer

ศิวะภาค เจียรวนาลี

ศิวะภาค เจียรวนาลี

บรรณาธิการที่ปั่นจักรยานเป็นงานหลัก เขียนหนังสือเป็นงานอดิเรก

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load