“กลิ่นหนังและบรรยากาศของที่นี่ เหมือนโรงงานทำเบาะหนังจักรยานเก่าแก่ของอังกฤษไม่มีผิด” ช่างภาพหนุ่มของเราเอ่ยปาก ทำให้เราเผลอสูดกลิ่น และยิ้มให้กับรองเท้าทรงคุ้นตาหลายสิบคู่ตรงหน้า สะกดใจกลั้นไว้ใม่ให้หยิบมาลองจนทำเลอะเทอะ

และเหตุผลที่เรายืนอยู่ใน ‘บักเซ้ง’ โรงงานรองเท้าหนังเล็กๆ ย่านวงเวียนใหญ่ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเรื่องราวยุคเรืองรองของที่นี่

โรงงานทำรองเท้าหนังเล็กๆ ของช่างมีฝีมือที่มีกำลังผลิต ช่าง 1 คนทำรองเท้าวันละ 1 คู่ สู่การเป็นรองเท้าหนังเจ้าแรกๆ ที่ขายในห้างไทยไดมารู และรับจ้างผลิตส่งออกประเทศในตะวันออกกลางและยุโรป จนมีรายได้ปีละ 200 ล้านบาท

ถ้าป๊าเกิดในยุคนี้ เราคงได้คุยกับป๊าเรื่องอายุน้อยร้อยล้านแทน

และอีกส่วนเป็นเพราะเรื่องราวการชุบชีวิตโรงงานรองเท้าหนัง ผ่านสร้างแบรนด์รองเท้าเป็นของตัวเองหลังจากเปิดโรงงานมากว่า 65 ปี ด้วยวิธีคิดของทายาทรุ่นสามที่เป็นนักการตลาด ครีเอทีฟโฆษณา และนักออกแบบภายใน โรงงานรองเท้าหนัง

ต้นทุนองค์ความรู้เรื่องรองเท้าหนังชั้นดีของครอบครัวต่อยอดให้ เก๋-บุณยนุช วิทยสัมฤทธิ์ สร้างแบรนด์กระเป๋าและรองเท้าแฟชั่นหรู เติบโตในวงการแฟชั่นและได้รับการยอมรับในระดับโลก ก่อนจะชวนพี่ชายทั้งสอง ซ้ง-ประสงค์ วิทยสัมฤทธิ์ และ เม้ง-ประสิทธิ์ วิทยสัมฤทธิ์ กลับบ้านมาเริ่มต้นแบรนด์ Youngfolks แบรนด์จากความรักของพี่น้องนี้ด้วยกัน

เราเคยได้ยินความเชื่อที่ถือมาแต่โบราณว่าอย่าซื้อรองเท้าให้กัน เพราะจะต้องเดินจากกันไป แต่รองเท้าคู่นี้ทำให้ทุกคนใส่…เพื่อเดินไปด้วยกัน

โรงงานรองเท้าหนัง

บักเซ้ง

ธุรกิจ : บักเซ้ง (พ.ศ. 2495)  Estate Footwear (พ.ศ. 2522)  Wagon Way (พ.ศ. 2533)  31 Thanwa / ๓๑ ธันวา (พ.ศ. 2555)  Youngfolks (พ.ศ. 2560)
ประเภทธุรกิจ : โรงงานผลิตรองเท้าหนัง
อายุ : 65 ปี
เจ้าของและผู้ก่อตั้ง : อากง งี่บั๊ก แซ่โง้ว
ทายาทรุ่นสอง : ไพฑูรย์ วิทยสัมฤทธิ์ (อาแปะ), ไพโรจน์ วิทยสัมฤทธิ์ (อาป๊า),  พิราภรณ์ วิทยสัมฤทธิ์
ทายาทรุ่นสาม : ซ้ง-ประสงค์ วิทยสัมฤทธิ์, เม้ง-ประสิทธิ์ วิทยสัมฤทธิ์, เก๋-บุณยนุช วิทยสัมฤทธิ์

ยังจำไม่เคยลืมเลือน

“พวกเราโตมาในยุคที่โรงงานรุ่งเรืองสุดๆ และบ้านนี้เป็นที่ตั้งโรงงานเดิม ทุกพื้นที่เต็มไปด้วยคนงาน ที่จำได้ดีคือเราชอบไปวิ่งเล่นที่ตึกฝั่งนู้น เล่นซ่อนแอบในกล่องรองเท้า ซึ่งมีเยอะพอที่จะสร้างเป็นฐานทัพของเราได้เลย พอตกเย็นก็เล่นฟุตบอลกับพี่ๆ คนงานหน้าบ้าน” เฮียเม้ง พี่ชายคนรอง เล่าย้อนความทรงจำยุคเรอเนซองส์ของโรงงานที่บ้าน จากกำลังการผลิตรองเท้าของช่าง 1 คนใช้เวลาทำ 1 – 2 วันต่อรองเท้า 1 คู่ สู่การเป็นโรงงานผลิตรองเท้าวันละ 4,500 คู่ มีรายได้ 200 ล้านบาทต่อปี

เช่นเคย ใครสนใจอ่านเรื่องราวของป๊า ขอเชิญเลื่อนลงไปที่ล้อมกรอบด้านล่างก่อนได้เลย เรารอได้

“ตอนนั้นเราเด็กสุด เท่าที่จำได้เราเห็นป๊าทำงานหาเลี้ยงครอบครัวทุกอย่าง ไม่เคยบอกให้พวกเรามาช่วยเรื่องงานที่บ้าน ปล่อยให้พวกเราทำในสิ่งที่รัก และขอแค่พวกเราตั้งใจเรียน” เก๋ น้องสาวคนเล็กอดีตนักเรียนสถาปัตย์ที่เลือกเส้นทางนักออกแบบภายในงานอีเวนต์ เล่าเสริม

เช่นเดียวกับพี่ชายทั้งสองที่เลือกเดินในเส้นทางที่รักและชอบ เฮียซ้ง พี่ชายคนโตทำโรงงานสิ่งพิมพ์ และให้บริการดูแลการตลาดออนไลน์ ขณะที่เฮียเม้ง พี่ชายคนรองทำบริษัทโฆษณา ชูใจ กะ กัลยาณมิตร

จุดเริ่มต้นของการกลับมารวมตัว รองเท้าของพี่น้อง ไม่ได้ง่ายดายแบบในละคร ที่คิดอยากจะต่อยอดโรงงานรับผลิตรองเท้าหนังที่มีมานาน 65 ปี ด้วยการออกแบบและทำแบรนด์รองเท้าหนังตามสมัยนิยม ก็ทำได้เลยง่ายๆ

ก่อนจะมาเป็น Youngfolks …ยังก่อน เรามีเรื่องน่าสนใจก่อนหน้า ที่อยากเล่าให้คุณฟัง

ครอบครัววิทยสัมฤทธิ์ครอบครัววิทยสัมฤทธิ์

ยังยิ้มได้

หลังจากสนุกกับงานหนักจนล้มป่วย เก๋จึงพักงานกลับมาอยู่ที่บ้าน

เก๋บอกว่า เก๋วันนี้ กับ เก๋สมัยก่อน เป็นคนละเวอร์ชันกันอย่างสิ้นเชิง

“จากลูกสาวคนเล็กผู้สมบูรณ์แบบ ได้รับความรักและเอาใจใส่จากคนทั้งบ้านเสมอ ในวันที่ทั้งเราและป๊าไม่สบายหนักมาก เราจึงเห็นคุณค่าของชีวิตและเวลาแสนสั้น เราควรที่จักดูแลตัวเองและกันและกัน เราก็เปรี้ยวลุกขึ้นมาประกาศกร้าวว่าป๊าไม่ต้องทำงานแล้วนะ ต่อไปเราจะทำเอง เราจะทำแบรนด์กระเป๋า” เก๋เล่า ใช่แล้ว เธอประกาศออกไปแบบนั้นโดยที่ไม่เคยเรียนออกแบบกระเป๋าหรือมีความรู้ทำเครื่องหนังมาก่อน

นอกจากความชอบในเรื่องแฟชั่น เก๋เชื่อว่าคนเราเลือกหยิบของสำคัญในชีวิตประจำวันบรรจุลงในกระเป๋า เธอจึงสร้างแบรนด์ ‘๓๑ ธันวา’ (31 Thanwa) จากคนที่ไม่ได้เรียนทำรองเท้าหรือกระเป๋ามาก่อน โดยช่างทำรองเท้าที่ไม่เคยทำกระเป๋ามาก่อนเช่นกัน

รองเท้า กระเป๋าหนัง

ป๊าจึงให้อาจารย์ชาวสิงคโปร์ของป๊ามาสอนเก๋ทำรองเท้า

“กระเป๋าใบแรกของเราไม่ได้สวยงามเท่าไหร่ แต่เราภูมิใจมาก ป๊าตรวจดูและโยนทิ้ง บอกว่าทำแบบนี้ใครจะซื้อ ขายไม่ได้หรอก เท่านั้นแหละเราร้องไห้เลย ก่อนจะลงมือทำมาให้ป๊าดูอีก 30 ใบ และป๊าก็โยนทิ้งเหมือนเดิมทุกครั้ง ตอนนั้นเราคิดแต่ว่าถ้าป๊าผู้ซึ่งเชี่ยวชาญอยู่กับงานหนังมาตลอดชีวิตยังไม่โอเค เราก็ต้องทดลองทำอีก ทำอีก เพราะป๊าดูออกหมดนะว่าชิ้นงานที่เราทำออกมามีหรือไม่มีคุณภาพ”

ก่อนจะมาถึงกระเป๋าใบสุดท้าย เก๋คุยกับอาจารย์ช่างว่าถ้าไม่ผ่านอีกเธออาจจะขอเลิกล้มความตั้งใจแล้ว แต่ปรากฏว่าออกมาสวยมาก ป๊าหยิบดูและไม่พูดอะไร นอกจากคำว่า “เออ สวยดี” หลังจากนั้นเก๋จึงตัดสินใจกลับมาทำงานที่บ้านเต็มตัว

‘๓๑ ธันวา’ จึงเป็นแบรนด์กระเป๋าที่ใช้วิธีการทำแบบรองเท้าแทบทั้งหมด มีความแข็งแรงแบบเดียวกับที่ผูกเย็บส้นรองเท้าด้วยมือ ทั้งคอนเซปต์ที่ออกคอลเลกชันใหม่ทุกวันที่ 31 ธันวาคม และความประณีตเพราะใช้ช่าง 1 คนต่อกระเป๋า 1 ใบ เท่จนเข้าตานิตยสารแฟชั่นระดับโลกอย่าง Vogue ฉบับ UK จัดให้เป็นงานของนักออกแบบรุ่นใหม่ที่น่าจับตามองภายในปีแรกที่เปิดตัวแบรนด์

๓๑ ธันวา

31 Thanwa

You Make Me Feel So Young

หลังจากที่แบรนด์ ‘๓๑ ธันวา’ เติบโตในเส้นทางสายแฟชั่น 4 – 5 ปี

เก๋เริ่มกลับมาคิดถึงองค์ความรู้เรื่องรองเท้า สิ่งที่อากงและป๊ารัก และทำให้ทุกคนในครอบครัวมีชีวิตอย่างทุกวันนี้ ไม่อยากให้จางหายไป และอยากพัฒนาและทำให้ป๊าและช่างฝีมือทุกคนรู้สึกว่ามีอะไรใหม่ๆ ให้เรียนรู้

“เราเริ่มคุยกันว่าเราอยากทำรองเท้าให้มีประโยชน์ ไม่อยากให้เป็นแค่รองเท้า” เฮียซ้ง ผู้รับตำแหน่ง จิปาถะ manager ดูแลเรื่องการขายและส่งสินค้า เล่าจุดเริ่มต้นของรองเท้าที่พูดเรื่องความสัมพันธ์

“ส่วนตัวเราเองไม่ถนัดเรื่องแฟชั่นนัก และไม่ค่อยเห็นด้วยกับการมาเร็วไปเร็วของแฟชั่นเท่าไหร่ เมื่อคุยกันว่าอยากทำแบรนด์ ผมก็เสนอว่า หนึ่ง อยากทำรองเท้าที่เราถนัด และสอง เป็นรองเท้าที่ใส่ได้ทุกวัน ใส่วันทำงาน วันหยุด ไปจนถึงออกงานได้ และรองเท้าที่บ้านเราทำก็ตอบโจทย์นี้อยู่แล้ว เมื่อก่อนเรารับผลิตให้แบรนด์อื่นๆ พอมาทำแบรนด์ตัวเอง เราก็อยากทำออกมาให้ดีและเข้าถึงได้ วัตถุดิบที่เลือกใช้อาจจะไม่ใช่วัตถุดิบดีและแพงที่สุด แต่รู้ว่าอะไรดี อะไรใส่แล้วสบายและสวย” เฮียเม้งเสริม

นอกจากครอบครัววิทยสัมฤทธิ์แล้ว การทำ Youngfolks ก็ทำให้ช่างทุกคนรู้สึกกลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง ได้ลองทำอะไรใหม่ๆ มีสีสันในครอบครัว เพราะทุกคนเรียนรู้ด้วยกัน ทำด้วยกัน ช่วยกันคิดช่วยกันทำในส่วนที่ตัวเองถนัด

เย็บรองเท้า โรงงานรองเท้า รองเท้าหนังทำมือ

เมื่อเรื่องงานออกแบบและการขายเป็นหน้าที่ของเก๋และเฮียซ้ง หน้าที่สร้างสรรค์และถ่ายทอดเรื่องราวจึงตกเป็นของเฮียเม้งอย่างไม่ต้องสงสัย

เฮียเม้งเล่าว่า สิ่งยากสุดในการทำแบรนด์นี้คือ ‘ชื่อ’

“ตอนทำงานโฆษณา การคิดชื่อ คิด branding ให้ลูกค้านั้นง่ายมาก แต่พอเป็นของตัวเองเรามักจะคิดเยอะ ต้องเป็นชื่อที่เรารักและคนอื่นก็รักด้วยมันถึงจะขายของ คิดขนาดวิธีออกเสียงมันเพราะหรือยัง เราเคยผ่านชื่อแม้กระทั่ง ‘ซ้งเม้งเก๋’ จนเก๋ไปเจอเพลง Young Folks ของ Peter Bjorn and John แปลว่าพี่น้อง เราอยากทำรองเท้าแบบคลาสสิก บ้านเรามีเรื่องราว คำว่า folk ดูเชยๆ ดูเก่าๆ แต่มีคำว่า young เราทำเรื่องเก่าๆ ให้ร่วมสมัย ก็ลงตัวมาเป็นชื่อ Youngfolks”

เช่นเดียวกับ โลโก้ โดยรูปปีกกามาจากหน้ากากรองเท้า moccasin และมีอีกความหมายหนึ่งว่า ความกลมเกลียว การอยู่รวมกันของพี่น้อง

รองเท้าหนัง Youngfolks

Way Back into Love

Youngfolks เป็นแบรนด์นำองค์ความรู้ของครอบครัวเรื่องการร้อยรองเท้าหนังแบบ moccasin หรือการแต่งรองเท้าด้วยการปัดสีหนังด้วยมือทีละคู่ มาทำในแบบที่เหมาะกับคนรุ่นใหม่

คอลเลกชันแรกของ Youngfolks เป็นรุ่นที่มีปีกนกคลาสสิกที่ทำมาตั้งแต่สมัยอากง เก๋ออกแบบให้มีทั้งแบบปิดส้นและเปิดส้น และตั้งใจให้ใส่ได้ทั้งผู้ชายและผู้หญิง ส่วนคอลเลกชันที่สอง เพิ่มเติมสีพิเศษได้แก่ sugar จากเทคนิคพิเศษ เป็นหนังปัดสีด้วยมือ องค์ความรู้ดั้งเดิมที่ส่งต่อกันมา ซึ่งการปัดรองเท้าแต่ละครั้งใน 1 คู่จะเกิดแสงและเงาที่ไม่เหมือนกันเลยขึ้นกับช่างแต่ละคน ทำให้เห็นความเชี่ยวชาญและเรื่องราวอยู่ในนั้น นอกจากนี้ยังมีสีธรรมชาติ สีนู้ด สีน้ำตาลเข้ม

“เราอยากทำ Youngfolks ให้เป็นรองเท้าที่ทุกคนใส่ แล้วชวนคนที่เรารักมาใส่ด้วยกัน ใส่ร่วมกันเป็นครอบครัว ใส่เป็นคู่ ใส่เป็นกลุ่ม จึงออกมาเป็นรองเท้าแบบที่เข้าใจง่าย และราคาเข้าใจได้ ใส่ได้ทั้งผู้ชายและผู้หญิงเพราะมีตั้งแต่ไซส์ 36 – 45” เก๋เล่าที่มาของแบบทรงรองเท้าที่แม้ให้เลือกหลากหลาย แต่เป็นเพราะคัดสรรและคิดมาอย่างดีแล้ว

ธรรมชาติของการเลือกซื้อรองเท้า ไม่เหมือนกับเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายทั่วไป เพราะเต็มไปเป็นความรู้สึกส่วนตัว รองเท้าคู่นี้แบบทรงสวยทันสมัยพอที่จะส่งเสริมให้เรามั่นใจในการก้าวเดินมั้ย สวมใส่แล้วสบายเท้าไม่ว่าจะเดินเหินด้วยท้วงท่าแบบไหนหรือเปล่า

ไม่รู้ว่าเพราะเป็นเราได้ยินได้ฟังเรื่องราวความเป็นมาของรองเท้า จากทั้ง 3 พี่น้องมากเกินไป หรือเพราะรองเท้าหนังคู่ตรงหน้าส่งเสียงเล็กๆ เรียกเรา เราจึงรู้สึกไม่ได้อยากได้รองเท้าคู่นี้แค่คู่เดียว แต่อยากชวนให้คนรัก เพื่อนสนิท กัลยาณมิตร ใส่รองเท้าคู่นี้เหมือนกันกับเรา และนั่นเป็นสิ่งพิเศษที่ทำให้ Youngfolks มีชื่อเล่นอีกชื่อว่า รองเท้าที่เต็มไปด้วยความรัก

จึงไม่แปลกใจ ที่ไม่ว่า Youngfolks จะไปออกร้านในตลาดเทศกาลงานไหนๆ ก็มักจะมีลูกค้าเป็นกลุ่มครอบครัวเลือกและลองรองเท้ากันอย่างสนุกสนาน

“ครอบครัว The Cloud สนใจ ก็สั่งไปใส่เป็นกลุ่มได้นะครับ” เฮียซ้ง ปิดการขาย

Youngfolks

รองเท้าหนัง

ยังแอบเห็นและชื่นชม

เช่นเดียวกับเฮียซ้ง เฮียเม้ง และเก๋ ที่ใส่พลังและความเชี่ยวชาญของตัวเองลงไปใน Youngfolks ป๊าเองก็รู้สึกสนุกไปด้วย จนทำให้ป๊ากลับมาเปิดกระเป๋าเครื่องมือในรอบ 10 ปี ก่อนจะมอบหมายให้หาซื้อไส้ดินสอ และตามหานานาเครื่องไม้เครื่องมือที่เลิกผลิตไปแล้ว

“ป๊าเป็นคนละเอียด งานป๊าต้องเนี้ยบมาก” เฮียซ้งเล่าถึงการทำงานกับป๊า ก่อนที่เฮียเม้งจะเสริมว่า ป๊าเชื่อในการทำการตลาดแบบเดิมๆ โตมากับการถือสินค้าตัวอย่างไปเสนอกับห้างร้านสินค้าต่างๆ ไม่เข้าใจการเล่าเรื่องราวแบรนด์ในโซเชียล หรือสร้างจุดขายผ่านดึงประสบการณ์ร่วมกับลูกค้า

“แล้วทั้งสามพี่น้องมีวิธีพิสูจน์สิ่งที่ตัวเองเชื่ออย่างไง” เราถาม

“ก็ทำให้ดูเลย” เฮียซ้งตอบสั้นๆ

“ถ้าเป็นบ้านเรา เราเชื่อเรื่องการลงมือทำให้เห็น เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่ายังมีวิธีการอื่นใดอีกมาก”

“ถ้าเราเอาแต่พูด ยังไงป๊าหรือช่างที่ทำงานด้วยเขาก็จะมองว่าเราเป็นเด็กอยู่เสมอ การเอาชนะใจคนที่เพียรพยายามฝึกฝนทุกเรื่องอย่างอดทนแบบคนสมัยก่อน นั่นคือจงลงมือทำ ทำให้เขาเห็นและยอมรับความพยามยามของเรา” เก๋ยิ้มตอบ

บุณยนุช ประสงค์ ประสิทธิ์ วิทยสัมฤทธิ์

Like Father, Like Son, Like Daughter

“ป๊าไม่เคยสอนว่าทำรองเท้ายังไง ทำธุรกิจยังไง ป๊าไม่เคยกดดันให้รวย ให้ประสบความสำเร็จ แต่สิ่งสำคัญที่สอนมาทั้งชีวิตคือให้พวกเราพี่น้องรักกัน” เก๋รีบตอบ ทันทีที่เราถามว่าอะไรคือสิ่งที่ป๊าสอนทั้งพวกเขาเสมอ

“ป๊าไม่ได้สอนวิธีทำงาน แต่ป๊าทำให้เห็น วิธีปฏิบัติกับคนที่ทำงานด้วย ดูแลและให้เกียรติคนทำงาน วิธีที่ป๊าให้แม่เป็นคนจ่ายค่าแรงช่างเพื่อให้ทุกคนเกรงใจอาซ้อ” เฮียเม้งเสริม

“ทุกครั้งที่พวกเราเจอเพื่อนหรือคนรู้จักของป๊า ทุกคนจะเข้ามาชื่นชมป๊าให้ฟัง ว่าป๊ากตัญญูดูแลอากงอาม่า ทุกวันนี้ป๊ายังให้เราไปเยี่ยม ไปทักทาย และเอากระเช้าไปให้นายช่างรุ่นอากงอยู่เลย” เฮียซ้งปิดท้ายสิ่งที่เรียนรู้และเห็นตัวอย่างจากป๊า

Youngfolks สำคัญกับชีวิตพวกคุณยังไง เราถาม

“สำหรับผม สิ่งที่ทำวันนี้มันทำให้ผมกลับบ้าน ทำให้รู้จักพ่อตัวเอง จากที่ได้ฟังเขาบ่อยขึ้น เขาจะนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานเล่าเรื่องที่เคยไปเก็บค่าแรง หรือการทำงานกับคน ผมว่าทำให้เรารู้จักรากเหง้าตัวเอง อายุเท่านี้ กว่าจะรู้ตัวว่าต้องกลับบ้านมันนานมากเลยนะ” คำตอบของเฮียเม้งชวนเราย้อนกลับมามองตัวเองว่าตอนนี้กำลังเดินทางไกลจากบ้านเท่าไหร่

“ส่วนตัวผมเกเรน้อยลงเยอะ กลับมาทำงานจริงจัง” เฮียซ้งสรุปกับตัวเองสั้นๆ ก่อนที่เอ่ยปากมอบมงให้เก๋ ที่ปิดท้ายบทสนทนาด้วยตาเป็นประกาย

“เราเห็นป๊ากลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งหลังจากไม่สบายหนัก หลังช่วงยุครุ่งเรืองเรอเนซองส์สุดๆ ของป๊า เข้าสู่ยุคมืดเพราะป๊าไม่สบายหนัก และทุกคนก็สนใจสุขภาพป๊าเป็นสำคัญ มาถึงวันที่เราเริ่มทำอะไรใหม่ๆ จนเขาเห็นเป็นชิ้นเป็นอัน ป๊าก็ลุกขึ้นมามีชีวิตชีวา มีแรงเดินลงมาดูว่าช่างทำอะไรไปถึงไหน เหมือนสมัยก่อน”

วิทยสัมฤทธิ์ วิทยสัมฤทธิ์

บักเซ้ง พ.ศ. 2495

หลังจากแบกเสื่อผืนหมอนใบนั่งมากับเรือสำเภาจากจีนแผ่นดินใหญ่ อากงเริ่มต้นชีวิตในแผ่นดินสยามด้วยเป็นหนึ่งในช่างโรงงานทำรองเท้าของญี่ปุ่นที่มาตั้งในช่วงสงคราม ก่อนจะร่วมกันกับเพื่อนที่เป็นช่างฝีมือเปิดโรงงาน ด้วยทักษะการบริหารที่มีทำให้อากงจับพลัดจับผลูจากช่างมาเป็นเจ้าของโรงงาน

ป๊าเล่าว่า ในสมัยก่อนอากงทำการตลาดง่ายๆ อย่างการเสนอขายร้านค้าต่างๆ แต่เพราะปัญหาเรื่องภาษาและระบบการเก็บเงิน อาแปะและป๊าจึงช่วยหาตลาดใหม่ๆ จนกลายเป็นรองเท้าหนังเจ้าแรกๆ ที่ขายในห้างสรรพสินค้า โดยเฉพาะห้างไทยไดมารูที่มียอดขายดีที่สุด ไม่ว่าจะออกแบบทรงล่าสุดรุ่นไหนมา เป็นต้อง sold out ทุกรุ่น

Estate Footwear พ.ศ. 2522

ป๊าเล่าว่า ยุครุ่งเรืองของโรงงานคือช่วงที่ผลิตรองเท้าส่งออกไปต่างประเทศ เริ่มจากประเทศในตะวันออกกลาง ซาอุดิอาระเบีย คูเวต จอร์แดน ก่อนจะขยายไปทางยุโรป

หลังจากสองพี่น้องทายาทรุ่นสองเข้ารับช่วงต่อจากอากงอย่างเต็มตัว ก็เริ่มสนใจตลาดต่างจังหวัด ทดลองนำเสนอสินค้าและส่งของด้วยตัวเอง ก่อนจะทำผลงานเข้าตา supplier เจ้าหนึ่งในประเทศซาอุดิอาระเบีย ทำให้มียอดสั่งผลิตหลักพันคู่ จนป๊าต้องเปลี่ยนรูปแบบการทำงาน จากที่ช่าง 1 คนใช้เวลาทำ 1 – 2 วันต่อรองเท้า 1 คู่ ต้องเร่งฝีมือเพื่อให้ทันกับความต้องการของตลาด และยังมีเรื่องขนาดมาตรฐานของรองเท้าที่ป๊าลงทุนไปเรียนกับช่างฝีมือชาวสิงคโปร์เมื่อครั้งสมาคมผู้ประกอบการเครื่องหนังจัดงานสัมมนา ป๊าจึงได้องค์ความรู้เรื่องการคำนวณ sizing ขนาดข้อเท้า กระดูกเท้า ตามหลักสากลเพื่อคุยกับลูกค้าทางยุโรป สร้างความน่าเชื่อถือให้กับโรงงาน และเป็นนักออกแบบรองเท้า ได้รางวัลออกแบบรองเท้า moccasin ระดับชาติมาแล้ว

รายการสั่งผลิตกว่าหมื่นคู่หรือจำนวนการผลิตวันละคู่เป็นวันละ 4,500 คู่ ยังไม่ใช่จุดสูงสุดของความสำเร็จที่อาแปะและป๊าพบเจอ เพื่อการเติบโตของโรงงานและการทำงานผลิตให้ได้มาตรฐาน ป๊าในวัยสามสิบกว่า ผู้มีวุฒิการศึกษาแค่ ป.2 ลงมือเรียนรู้วิธีจัดการคนและการผลิตในโรงงานด้วยตัวเองผ่านหนังสือระดับปริญญาโท แล้วชวนเพื่อนที่เป็นวิศวกรมาช่วยวางระบบ ก่อนจะนำมาซึ่งตัวเลข 200 ล้านบาทต่อปี ของหวานที่ดึงดูดนักลงทุนในตลาดหุ้น

หลังจากยื่นคำขาดว่าจะไม่นำโรงงานเข้าตลาดทุนได้ไม่นานป๊าก็ล้มป่วยหนัก เมื่อขาดคนดูแลตรวจสอบคุณภาพ อาแปะไม่สบายกะทันหัน ประกอบกับเศรษฐกิจที่แย่ลง จนมาถึงจุดที่ทายาทรุ่นสองต้องแยกย้ายจากกัน

Wagon Way พ.ศ. 2533

แม้ป๊าจะต้องเรียนรู้เรื่องการบริหารจัดการธุรกิจและตลาดซึ่งป๊าไม่ถนัด กิจการของโรงงานซึ่งย้ายกลับมาที่ตั้งเดิม ก็ยังคงดำเนินต่อมาถึงปัจจุบัน

ป๊าทำงานเหนื่อยขนาดนี้ เคยแอบคิดให้ลูกทั้งสามมาสานต่อสิ่งที่ป๊าวางรากฐานอย่างแข็งแรงนี้มั้ย เราถาม

“ไม่คิดเลย เพราะอุตสาหกรรมนี้เหนื่อยมาก อยากให้เขาทำอย่างอื่นมากกว่า ที่ป๊าทำได้เพราะ ป๊ามีใจรัก เราเป็นร้านเล็กๆ อยากขยายไปต่างจังหวัด อยากขายบนห้างใหญ่ อยากส่งขายไปต่างประเทศ มีความฝันและความตั้งใจที่อยากทำให้เป็นจริง เมื่อมีจังหวะเข้ามาและทำให้ดีที่สุด แต่จะเครียดมากนะ ช่วงที่มียอดสั่งผลิตเยอะๆ ป๊านอนวันละ 2 ชั่วโมง” ป๊าเล่า

จากคนที่ไม่สนใจกิจการที่บ้านเลย เกเรไปวันๆ จนอากงยังถามว่า ไปเข้าคอร์สทำไมตั้งหลายหมื่นบาท เรียนไปก็ทำรองเท้าไม่ได้หรอก มาถึงวันที่ป๊าพิสูจน์ให้อากงเห็นว่าสามารถพารองเท้าไปไกลถึงต่างบ้านต่างเมืองได้ แล้วกลายเป็นอากงเองที่ต้องเป็นคนบอกให้ป๊าพักผ่อนบ้าง

ในวันที่ลูกทั้งสามบอกว่าจะทำแบรนด์รองเท้า ป๊าบอกว่า ป๊ายังไม่มั่นใจ

“แต่ก็ยอมรับว่าเก๋ตั้งใจจริง ตอนที่ให้อาจารย์ที่สอนป๊ามาสอน เขายังบอกว่าไม่เคยเห็นใครเรียนทำรองเท้าเพื่อทำกระเป๋าเลย จริงๆ เป็นทั้งสามพี่น้องเลย พวกเขามีใจรัก ทุ่มเทในงานที่ทำ” ป๊ายิ้มปิดท้าย หลังเล่าเรื่องราวขนาดยาว 60 ปี ในเวลา 3 ชั่วโมง

 

Facebook: Youngfolks

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

ทายาทรุ่นสอง

เรื่องราวการต่อยอดธุรกิจครอบครัวในมือทายาทรุ่นต่อมา

ธุรกิจ : บริษัท โคคา โฮลดิ้ง อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด

ประเภทธุรกิจ : ร้านอาหาร

ปีก่อตั้ง : พ.ศ. 2500

อายุ : 64 ปี 

ผู้ก่อตั้ง : คุณศรีชัย และ คุณปัทมา พันธุ์เพ็ญโสภณ

ทายาทรุ่นสอง : คุณพิทยา พันธุ์เพ็ญโสภณ

ทายาทรุ่นสาม : คุณนัฐธารี พันธุ์เพ็ญโสภณ

ทายาทรุ่น 3 โคคาสุกี้ ผู้รับช่วงต่อตำนาน 64 ปี ในวิกฤตที่ข้อได้เปรียบกลายเป็นจุดอ่อน

“ความทรงจำที่ดีที่สุด ครั้งแรกที่เคยกินสุกี้กับเพื่อนๆ สมัยหิ้วกระเป๋า ใส่คอซอง ปัจจุบันอายุ 53 ปี”

“ร้านในความทรงจำเลยครับ ป๊าบอกกินตั้งแต่หนุ่มๆ แว้นมอ’ไซค์ไปกินกับเพื่อน จนอุ้มลูกๆ ไปกินตั้งแต่จำความได้ จนตอนนี้เดินประคองพาป๊าไปกินครับ”

“เป็นร้านในความทรงจำ และมีช่วงเวลาดีๆ เยอะ คิดถึงป้าๆ ป้าจะไปอยู่ไหน ไปทำอะไรกันต่อครับ”

“คิดถึงวันที่นั่งเม้ามอยกันจนร้านปิด”

“ขอบคุณสำหรับมื้อดีๆ หลายๆ มื้อเลยครับ”

“ร้านแรกที่ไปกินด้วยกัน”

ถ้าต้องวัดความเป็นที่รักของแบรนด์ อาจไม่มีวิธีไหนแน่นอนกว่าเสียงตอบรับของลูกค้าในวันที่แบรนด์ต้องปิดกิจการลง

วิกฤต COVID-19 เข้ามากระทบ ‘โคคาสุกี้’ เหมือนกับธุรกิจอื่นๆ ทายาทรุ่นสามที่เพิ่งรับช่วงต่อมาได้ไม่กี่ปีต้องเจอกับทางแยกและการตัดสินใจครั้งใหญ่ที่สุด ไม่ใช่แค่ในฐานะผู้สืบทอด แต่ในบทบาทของหลานสาวของผู้ก่อตั้ง

ปลาย พ.ศ. 2559 แนท-นัฐธารี พันธุ์เพ็ญโสภณ กลับมารับตำแหน่งทายาทรุ่นสาม พร้อมปริญญาและประสบการณ์ด้านโภชนาการและวิทยาศาสตร์การอาหาร เธอเข้ามาสร้าง Coca Boutique Farm ปลูกผลผลิตออร์แกนิกสำหรับใช้ในร้านโดยเฉพาะ ทำโครงการซื้อข้าวโดยตรงจากเกษตรกร เพราะอยากเห็นพวกเขามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ขยายสาขาใหม่ที่อยู่หัวเมืองชั้นนอก ด้วยการตกแต่งทันสมัยและขนาดเล็กลงเพื่อตอบรับความต้องการของคนรุ่นใหม่ ปรับโครงสร้างวัฒนธรรมองค์กรใหม่ ให้ตัดสินใจได้รวดเร็วในวิกฤตที่เกิดขึ้น

ทายาทรุ่น 3 โคคาสุกี้ ผู้รับช่วงต่อตำนาน 64 ปี ในวิกฤตที่ข้อได้เปรียบกลายเป็นจุดอ่อน

แนทเข้ามาบริหารในวันที่องค์กรมีพนักงานรุ่นเก่าถึง 80 เปอร์เซ็นต์ และตัดสินใจปิดสาขาสยามหลังจากเปิดมา 54 ปี เพราะไม่ตอบโจทย์ทางธุรกิจอีกต่อไป

เธอเปรียบว่าเหมือนต้องเลือกระหว่างบ้านหลังหนึ่ง กับครอบครัวที่ยังต้องเดินต่อไปด้วยกันอีกนาน

หลังจากต่อสู้กับยอดขายที่ลดลงไปครึ่งหนึ่งมาหนึ่งปีครึ่ง แนทตัดสินใจประกาศปิดสาขาสยามล่วงหน้าเพียง 1 วัน ด้วยเหตุผลเดียวคือ กลัวลูกค้ามาเก้อ

#ตำแหน่งอยู่ไม่นาน ตำนานอยู่ตลอดไป

สาขา สยามสแควร์ เปิดให้บริการวันสุดท้ายในวันที่ 18 พ.ค. 64 นี้

แต่สาขาอื่นยังให้บริการตามปกตินะคะ

“โคคาและพนักงานทุกคนขอขอบคุณลูกค้าตลอดระยะเวลา 54 ปี ที่อยู่เคียงข้างโคคามาตลอด

“หลายคนมีความทรงจำที่ดีกับที่แห่งนี้มาก โคคาอยากเชิญลูกค้าทุกท่านในโอกาสสุดท้ายที่ได้ถ่ายรูปกับความทรงจำดีๆ ที่สาขานี้”

ข้อความนี้ถูกแชร์ออกไปมากกว่าพันครั้ง และมีคอมเมนต์เล่าความทรงจำที่ร้านเกือบครึ่งพัน 

และแน่นอนว่า เธอเลือกครอบครัว

ทายาทรุ่น 3 โคคาสุกี้ ผู้รับช่วงต่อตำนาน 64 ปี ในวิกฤตที่ข้อได้เปรียบกลายเป็นจุดอ่อน

COCA = Kekou = ถูกปาก

จากสเตตัสอำลาสาขาสยาม ย้อนกลับไปใน พ.ศ. 2500 คุณปู่ศรีชัย และ คุณย่าปัทมา พันธุ์เพ็ญโสภณ เดินทางมาจากเมืองจีนแบบที่เรียกว่า เสื่อผืนหมอนใบ

ทายาทรุ่น 3 โคคาสุกี้ ผู้รับช่วงต่อตำนาน 64 ปี ในวิกฤตที่ข้อได้เปรียบกลายเป็นจุดอ่อน

สมัยนั้นมีร้านอาหารจีนจำนวนนับนิ้วได้ คุณย่าเป็นคนทำอาหารเก่ง เลยตั้งใจทำร้านอาหารเล็กๆ ขนาด 20 ที่นั่งขึ้นมา เป็นอาหารจีนตามสั่ง โดยตั้งชื่อว่า โคคา (Coca) ซึ่งเพี้ยนเสียงมาจากคำจีน ‘เขอโข่ว’ (Kekou) ที่มีความหมายว่า ‘ถูกปาก’

ทายาทรุ่น 3 โคคาสุกี้ ผู้รับช่วงต่อตำนาน 64 ปี ในวิกฤตที่ข้อได้เปรียบกลายเป็นจุดอ่อน

ร้านแรกประสบความสำเร็จจนต้องขยับขยาย จากร้าน 20 ที่นั่งในซอยเดโช มาเป็นภัตตาคาร 4 ชั้นขนาด 400 ที่นั่ง บนถนนสายธุรกิจอย่างสุรวงศ์ พร้อมกับคอนเซปต์ ‘ร้านสุกี้’ แบบใหม่ที่คุณปู่คิดค้นขึ้น 

“สุกี้โบราณจะเสิร์ฟเป็นถาด มีวัตถุดิบรวมกันหลายอย่างแล้วตอกไข่ข้างบน คนๆ ทุกอย่างแล้วเทลงในหม้อสุกี้ แต่คุณปู่เป็นคนพิถีพิถันเรื่องการกิน ท่านไม่ชอบกินเครื่องใน ก็เลยตั้งคำถามว่าแล้วฉันจะจ่ายเงินค่าเครื่องในทำไม เลยกลายมาเป็นคอนเซปต์สุกี้ à la carte ขึ้นครั้งแรก ฉันอยากกินผักบุ้ง ฉันจะสั่งผักบุ้ง ฉันอยากกินตับ ฉันจะสั่งตับ

“แล้วมันก็สนุก ทุกคนกินรวมกันได้เหมือนปาร์ตี้ กินกับครอบครัวก็สนุก กินกับเพื่อนก็สนุก”

ทายาทรุ่น 3 โคคาสุกี้ผู้เข้ามาเปลี่ยนโมเดลธุรกิจให้อยู่รอดในวิกฤต และให้ความสำคัญกับแหล่งที่มาของอาหารมายิ่งขึ้น

สาขาถัดมาคือสยามแสควร์ ที่ได้รับความนิยมอย่างล้นหลามในยุคหนึ่ง ด้วยขนาดใหญ่โอ่อ่าถึง 6 ห้องแถว 4 ชั้น มีที่นั่งรองรับโดยประมาณ 100 คน เกิดจากวิสัยทัศน์ของผู้ก่อตั้งที่เล็งเห็นบทบาทสำคัญของ Shopping Mall ต่อพฤติกรรมของผู้บริโภค ซึ่งสมัยนั้นมีเพียงไม่กี่ที่ในกรุงเทพฯ 

มาถึงเจเนอเรชันที่ 2 คุณพ่อพิทยา พันธุ์เพ็ญโสภณ รับไม้ต่อเมื่อเกือบ 40 ปีก่อน โดยมีหมุดหมายอยากพาอาหารไทยไปสู่ครัวโลก ขยายสาขาไปยังประเทศต่างๆ ตั้งแต่สิงคโปร์ ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย มาเลเซีย ไต้หวัน ลาว พม่า เกาหลีใต้ และจีน พร้อมสร้างแบรนด์ Mango Tree ซึ่งเน้นอาหารไทย เป็นเหตุผลหลักที่สาขาของ โคคาสุกี้ ในประเทศมีไม่มากเท่าคู่แข่งที่ทำธุรกิจคล้ายๆ กัน

เข้าใจคุณค่าของธุรกิจอย่างลึกซึ้ง

“เรารู้อยู่แล้วว่ามาต้องกลับมาต่อยอดโคคาสุกี้”

ทายาทรุ่นสามเล่าถึงตอนเลือกคณะสมัยมหาวิทยาลัย

“ในการทำร้านอาหาร มันมีไม่กี่วิชาหรอก หนึ่ง เรียนเป็นเชฟ สอง เรียน Business Management เราคิดว่าการบริหารค่อยเรียนต่อก็ได้ หรือเชฟ เราก็ไม่ได้อยากทำอาหาร เราชอบจัดการ ชอบอยู่หน้าร้าน ชอบทำงานกับคน เลยตัดสินใจเรียนด้านโภชนาการ สาขา Nutrition & Food Science ที่ King’s College ทั้งปริญญาตรีและปริญญาโท”

น่าสนใจที่ทายาทคนนี้เลือกเรียนสาขาที่จะทำให้เธอเข้าใจแก่นแท้ของธุรกิจครอบครัว ไม่ใช่แค่ในเชิงธุรกิจ แต่หยั่งลึกไปถึงคุณค่าและสิ่งที่เลือกทำ

เมื่อเป็นธุรกิจอาหาร ก็ต้องรู้เรื่องโภชนาการ ในยุคที่คนทั่วไปยังไม่ได้พิถีพิถันกับทุกสิ่งที่บริโภค ในวันที่คำว่าคีโตหรือวีแกนยังไม่เป็นที่รู้จักในวงกว้าง แม้จะคลุกคลีอยู่ในร้านอาหารของครอบครัวมาตั้งแต่เด็ก นี่ก็ยังเป็นเรื่องใหม่สำหรับแนท 

ทายาทรุ่น 3 โคคาสุกี้ผู้เข้ามาเปลี่ยนโมเดลธุรกิจให้อยู่รอดในวิกฤต และให้ความสำคัญกับแหล่งที่มาของอาหารมายิ่งขึ้น

“ในฐานะร้านอาหาร เราต้องเข้าใจว่าอาหารแต่ละอย่างทำอะไรกับร่างกายลูกค้าเวลากินเข้าไป โดยมีหลัก 3 ข้อ หนึ่ง ต้องปลอดภัย สอง มีประโยชน์ต่อเขา และสาม ไม่ส่งผลเสียต่างๆ

“ว่าไปแล้วก็เหมือนหมอ สมมติเราเป็นมะเร็ง เราไปหาหมอคนนี้เพราะมีคนแนะนำว่าเขารักษาให้หายได้ เราอาจไม่รู้จักเขามาก่อน และคงไม่ไปนั่งถามว่า หมอคะ หมอจบอะไรมา รักษาหายมากี่คนแล้ว แต่เรามั่นใจในตัวเขา เช่นเดียวกับร้านอาหาร ลูกค้าหรือคนที่เดินเข้ามาต้องมั่นใจว่าร้านนี้ไม่ได้ช่วยแค่ให้อิ่มท้อง แต่กินแล้วปลอดภัยและมีประโยชน์กับเรา”

หลังเรียนจบ เธอเข้าทำงานกับ เฮสตัน บลูเมนธาล (Heston Blumenthal) เชฟชื่อดังที่ The Fat Duck ร้านอาหารแนว Gustronomy ระดับมิชลิน 3 ดาวในกรุงลอนดอน ก่อนจะย้ายไปทำงานกับบริษัทอุปโภคบริโภคระดับนานาชาติอย่าง Unilever, Lipton Ice Tea และย้ายไปสหรัฐอเมริกาเพื่อเรียนรู้เรื่องการบริหารจัดการอย่างจริงจัง

เธอกลับมารับหน้าที่ทายาทรุ่นสามในธุรกิจครอบครัวที่มั่นคงอยู่แล้ว มีระบบดีอยู่แล้ว เธอไม่รู้จะเริ่มตรงไหนหรือเปลี่ยนอะไร ทุกก้าวของแนทมีโอกาสผิดพลาดได้ เป็นอย่างนั้นอยู่ 4 เดือนที่เธอไม่รู้ว่ามาถูกทางหรือเปล่า จนตัดสินใจขอประชุมกับคุณพ่อเพื่อถามว่า ในฐานะลูกน้องคนหนึ่ง พ่อคาดหวังอะไรจากเธอ

“อยากเห็นโคคาอยู่ถึงห้าร้อยปี”

ทายาทรุ่น 3 โคคาสุกี้ผู้เข้ามาเปลี่ยนโมเดลธุรกิจให้อยู่รอดในวิกฤต และให้ความสำคัญกับแหล่งที่มาของอาหารมายิ่งขึ้น

“อยากเห็นโคคาอยู่ถึงห้าร้อยปี” 

คุณพ่อพิทยาพูดกับเธอในวันนั้นพร้อมประกาศเกษียณตัวเอง เป็นทั้งความคาดหวัง ความไว้วางใจ และความกดดันในเวลาเดียวกัน และทุกครั้งไม่ว่าจะทำหรือตัดสินใจอะไร เธอจะคิดถึงประโยคนี้ก่อนเสมอ

หน้าที่แรกที่เข้ามารับผิดชอบในบริษัทคือการดูแลฝ่ายปฏิบัติการทั้งหมด เป็นเหมือนพนักงานคนหนึ่งที่ต้องเรียนรู้ทุกอย่าง ซึ่งไม่ได้สวยงามหรือง่ายดายอย่างที่หลายคนคิด

“เบื้องหลังธุรกิจครอบครัวหกสิบปีมันมีอะไรเยอะ มีความซับซ้อน เหมือนบ้านหลังหนึ่งที่มีตำนาน มีห้องเก็บของเยอะๆ แล้วเราต้องเข้าไปเก็บของให้เรียบร้อย ให้ทันยุคทันสมัย

“โมเดลของโคคามีลูกค้าเป็นเจเนอเรชันสู่เจเนอเรชัน ซึ่งสะท้อนกลับมาที่พนักงานเราเช่นกัน มีตั้งแต่อายุสิบแปดจนถึงหกสิบปี วันที่เราเข้ามาทำ แปดสิบเปอร์เซ็นต์เป็นคนเก่าคนแก่ เราต้องดูแลทั้งกลุ่มคนที่อยู่กับเรามานาน และก็ต้องเข้าใจคนรุ่นใหม่”

ทายาทรุ่น 3 โคคาสุกี้ผู้เข้ามาเปลี่ยนโมเดลธุรกิจให้อยู่รอดในวิกฤต และให้ความสำคัญกับแหล่งที่มาของอาหารมายิ่งขึ้น

ถ้าอยากอยู่ไปถึง 500 ปี แนทไม่สามารถบริหารธุรกิจแบบเดิมต่อไปได้ โคคาสุกี้ ต้องไปพร้อมกับยุคสมัยอย่างสมดุลโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง 

“คำถามคือ เราจะทำให้คนทุกรุ่นพอใจได้ยังไง สิ่งหนึ่งที่พูดกันบ่อยมากเกี่ยวกับธุรกิจครอบครัวคือ ‘อ๋อ ที่เปลี่ยนไปขนาดนี้เพราะลูกหลานมารับช่วงต่อ’”

แนทใช้เวลา 5 ปีในการศึกษาโปรดักต์ของโคคาสุกี้อย่างละเอียด หาคำตอบว่าลูกค้าจริงๆ ของแบรนด์คือใคร จะทำอย่างไรให้เข้าถึงลูกค้ารุ่นใหม่ ขณะยังเป็นที่รักของลูกค้าเก่าแก่ไม่เสื่อมคลาย จึงเกิดเป็น Coca Pop Up ที่หัวหิน สาขาแรกของเธอที่ต่อยอดมาจากไอเดียคุณพ่อ ปรับเปลี่ยนโฉมให้เก๋และเท่ ถ่ายรูปออกมาก็ดูดี ผลคือได้ลูกค้ากลุ่มใหม่ที่เด็กลงกว่าเดิม

ทายาทรุ่น 3 โคคาสุกี้ผู้เข้ามาเปลี่ยนโมเดลธุรกิจให้อยู่รอดในวิกฤต และให้ความสำคัญกับแหล่งที่มาของอาหารมายิ่งขึ้น
ทายาทรุ่น 3 โคคาสุกี้ผู้เข้ามาเปลี่ยนโมเดลธุรกิจให้อยู่รอดในวิกฤต และให้ความสำคัญกับแหล่งที่มาของอาหารมายิ่งขึ้น

“มันทำให้เห็นว่าอาหารเรายังเวิร์กอยู่นะ กับทุกกลุ่มรวมถึงกลุ่มใหม่ด้วย เราไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนเป็นร้านแบบ Fine Dining หรืออาหารฟิวชันแบบที่เขาฮิตกัน เราแค่ต้องแต่งตัวให้มันดูดีขึ้น เปรียบเทียบเหมือนคุณป้าอายุหกสิบกว่า แต่แกเจ๋งนะ แต่งตัวสดใส ทันสมัย 

“สิ่งที่เรามีมากกว่าเครื่องแต่งกายภายนอกคือประวัติยาวนาน มันเป็น Sweat and Tears เราซื้อได้ทุกอย่าง เราซื้อ Interior สวยได้ เราซื้อจานชามสวยได้ เราซื้อโฆษณา เราซื้อพีอาร์ได้ แต่ตำนานหกสิบกว่าปี เราซื้อไม่ได้ ฉะนั้น การเข้ามาของเราก็ต้องรักษาสิ่งนี้ไว้ ในขณะเดียวกันก็ปรับเปลี่ยนให้มันดีขึ้น”

ไม่ใช่แค่อาหารอร่อย ปลอดภัย แต่ต้องรู้ถึงแหล่งที่มา

โคคาสุกี้มีวิธีดำเนินการแบบ Farm to Table มาตั้งแต่สมัยคุณปู่คุณย่า เริ่มจากคุณย่าไปเดินตลาดเอง ซื้อผักเอง ซื้อเนื้อสัตว์เอง แนทบอกว่าเรียนรู้ว่าปลาสดตาต้องใสก็จากคุณย่าเช่นกัน จากที่เริ่มใช้ผักออร์แกนิกจากแหล่งที่ไว้ใจได้เมื่อ 30 ปีก่อน มาถึงมือของทายาทรุ่นปัจจุบันที่ยกให้ความยั่งยืนเป็นเรื่องสำคัญ จึงสร้างฟาร์มไร้สารพิษเป็นของตัวเองขึ้นมา

“น้องสาวเราเรียนจบจากเนเธอร์แลนด์ ซึ่งเป็นประเทศที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน และสารเคมีเป็นประเด็นใหญ่มาก เคมีบางตัวต่างประเทศสั่งห้าม ในไทยกลับหาซื้อได้ในราคาถูก เขาเลยตั้งคำถามว่าทำไมบ้านเราถึงโอเคกับสิ่งนี้ แล้วเกิดไอเดียว่าโคคาควรปลูกผักกันเอง อย่างน้อยให้ลูกค้าเรากิน ให้คนในครอบครัวเรากิน เกิดเป็น Coca Boutique Farm ซึ่งเราพยายามจะสร้างวัฏจักรข้างใน อย่างเช่น เราเลี้ยงไก่ มูลไก่เอามาทำปุ๋ย ส่วนไข่เอาไปขาย เปลือกไข่ก็เอากลับไปทำปุ๋ย เช่นเดียวกับบ่อปลา มูลของปลาในน้ำก็เอามารดน้ำพืชผักต่างๆ เรามีผักตามฤดูกาล อะไรสดเราก็เอามาขาย อันไหนปลูกไม่ได้เราก็มีแหล่งผลิตที่ไว้ใจ หรือถ้าวัตถุดิบไหนมีมากจนเหลือก็นำมาขายที่ร้าน”

ทายาทรุ่น 3 โคคาสุกี้ผู้เข้ามาเปลี่ยนโมเดลธุรกิจให้อยู่รอดในวิกฤต และให้ความสำคัญกับแหล่งที่มาของอาหารมายิ่งขึ้น
ทายาทรุ่น 3 โคคาสุกี้ผู้เข้ามาเปลี่ยนโมเดลธุรกิจให้อยู่รอดในวิกฤต และให้ความสำคัญกับแหล่งที่มาของอาหารมายิ่งขึ้น

แต่แค่นั้นยังไม่พอสำหรับทายาทผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์การอาหารเป็นพิเศษ เธอตั้งคำถามต่อว่า ข้าวที่โคคาเสิร์ฟนั้นมาจากไหน

ก่อนหน้านี้ทุกๆ ปี Mango Tree ซึ่งเป็นแบรนด์ในเครือจะจัด Chef Trip ไปยังภูมิภาคต่างๆ เพื่อสอนวิธีการอยู่แบบไทย ดูว่ากว่าจะได้วัตถุดิบมาต้องผ่านกระบวนการอะไรบ้าง ต้องใส่ความรัก ความเอาใจใส่ เธอจึงตั้งมั่นว่าจะสนับสนุนเกษตรกรเหล่านี้ให้ได้มากที่สุด โดยตัดพ่อค้าคนกลางออกไปจากการซื้อขาย

“การปลูกข้าวยากมาก และสิ่งที่เศร้าที่สุด คือชาวนาเข้าใจว่าต้องใส่สารเคมีในนาข้าวเยอะๆ ไม่อย่างนั้นข้าวคุณไม่โตแน่นอน เขาเลยเสียเงินไปกับสารเคมีเยอะมาก แล้วมันไม่ใช่แค่ใส่เข้าไปนะ ผลกระทบอาจร้ายแรงไปถึงปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นต่อร่างกาย พอเขาได้ข้าวมาก็ไปขายให้กับโรงสี สมมติกิโลกรัมละสิบบาท แต่เวลาเราซื้อขาวที่ซูเปอร์มาร์เก็ตกิโลละหกสิบบาท จากสิบบาทไปหกสิบบาท ตรงกลางมันหายไปไหน ทั้งๆ ที่คนไทยกินข้าวมากที่สุด”

Coca Feels Good คือโครงการถาวรที่จับมือกับชาวนารุ่นใหม่ เกษตรกรคนแรกที่เข้าโครงการคือหลานของพนักงานคนหนึ่งในบริษัท โดยเริ่มจากที่นาแปลงเล็กๆ บริษัทส่งอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการปลูกข้าวเข้าไปสอน เมื่อมีผลิตภัณฑ์ออกมาก็รับซื้อทั้งหมด ถ้ามากเกินกว่าจะใช้ทำอาหารในร้าน ก็ขายปลีกในร้านให้ลูกค้าซื้อกลับไป

ผลปรากฏว่าแปลงนานี้ได้ผลผลิตเท่ากับเมื่อก่อน แต่ประหยัดเงินค่าสารเคมีไปได้ถึงเดือนละ 30,000 บาท เขาได้เงินเต็มเม็ดเต็มหน่วยโดยไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง เกษตรกรอยู่ได้ ธุรกิจอยู่ได้ ลูกค้าได้ประโยชน์ เพราะได้กินข้าวคุณภาพดี

โคคาสุกี้ของแนทจึงไม่ใช่แค่อาหารอร่อย สะอาด ปลอดภัย แต่ต้องรู้เบื้องหลังทั้งหมด และทำให้คุณภาพชีวิตผู้คนดีขึ้น

เปลี่ยนกระบวนการคิดเพื่ออยู่รอด

ถ้าลองสังเกตดีๆ จะพบว่าสาขาส่วนใหญ่ของโคคาสุกี้ตั้งอยู่ใจกลางเมือง พึ่งพาลูกค้าชาวต่างชาติถึง 60 เปอร์เซ็นต์ โมเดลธุรกิจคือการนั่งทานในร้านทั้งหมด ไม่มีระบบเดลิเวอรี่ อะไรที่เคยเป็นจุดแข็งกลายเป็นจุดอ่อนทันทีเมื่อมีการแพร่ระบาดของ COVID-19 หลายประเทศงดการเดินทางเข้าออก พฤติกรรมของคนในประเทศเปลี่ยนไป จากการเดินทางเข้ามาทำงานในตัวเมือง เป็นการ Work From Home อย่างไม่มีกำหนด หลายบริษัทถึงขนาดเปลี่ยนนโยบายเป็นการทำงานออนไลน์ไปถาวร

“ในรุ่นคุณพ่อ เขามองประเทศไทยเป็นประเทศแห่งการท่องเที่ยว ร้านใจกลางเมืองมีลูกค้าเป็นชาวต่างชาติ คุณพ่อขยายธุรกิจไปต่างประเทศก็ได้รับการตอบรับดีมาก พอเกิดวิกฤต เราได้กลับมาวิเคราะห์อีกครั้ง ลูกค้าต่างชาติไม่เข้ามา คนในประเทศกลับไปใช้ชีวิตรอบนอกเมือง ก็ต้องปรับโมเดลให้ยืดหยุ่นขึ้น Agile ขึ้น

“ถ้าจะขยายร้านโคคาใหญ่ๆ ไม่น่าจะเวิร์กแล้วในวันนี้ เราขายได้เฉพาะแบบเดลิเวอรี่ มันไม่เมกเซนส์ ถ้าจะอยู่รอดในธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มในยุค COVID-19 เราต้องตั้งโมเดลใหม่ ปรับตัวไปกับยุคในเร็วขึ้น ย่อไซส์ลงมา เลยเป็นเหตุผลที่ปิดสาขาสยาม ทั้งๆ ที่คุณปู่กับคุณย่าสร้างมาใหญ่โต ส่วนคุณพ่อก็สืบทอดทำให้ประสบความสำเร็จจนกลายเป็นไอคอนคู่สยามสแควร์ พอมารุ่นเรา เราต้องเป็นคนประกาศปิด แต่ถ้าต้องเลือกระหว่างบ้านหลังหนึ่งกับครอบครัว ไม่เป็นไร เราย้ายตำแหน่งได้ แต่วันนี้เราต้องพาครอบครัวไปให้รอด”

COCA Pop Up คือทางรอดแรก รื้อภาพจำของภัตตาคารโคคาออกทั้งหมด เหลือเพียงหนึ่งห้องแถวที่กระจายไปอยู่นอกตัวเมือง พร้อมเมนูที่ดึงเฉพาะรายการยอดนิยม ปรับโฉมร้านให้ดูทันสมัย บรรยากาศจะดูสบายๆ ต่างจากสาขาเก่าในเมืองที่เน้นรับรองลูกค้าในย่านธุรกิจ ทำให้มีลูกค้ากลุ่มเพื่อน กลุ่มครอบครัวรุ่นใหม่ และแน่นอนว่าลูกค้าเก่าแก่ก็ยังแวะเวียนไปทั้งสาขาหัวหินและกรุงเทพกรีฑา

ทายาทรุ่น 3 โคคาสุกี้ผู้เข้ามาเปลี่ยนโมเดลธุรกิจให้อยู่รอดในวิกฤต และให้ความสำคัญกับแหล่งที่มาของอาหารมายิ่งขึ้น

ทางรอดที่สองคือ จิ๊กโก๋ แนทดึงเมนูของทานเล่นที่ขายดีของโคคาสุกี้มาปรับเป็นโมเดลธุรกิจแบบ Kiosk ที่ไปเปิดตามอีเวนต์ในที่ต่างๆ ได้ เลือกปาท่องโก๋เพราะเป็นอาหารที่เข้าถึงคนง่าย คนไทยทุกคนรู้จัก และเหมาะกับไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่

ทำให้ธุรกิจอายุกว่าครึ่งศตวรรษทำงานแบบสตาร์ทอัพ

วิกฤตยังสร้างผลกระทบต่อวัฒนธรรมองค์กรอายุกว่า 60 ปีที่มีพนักงานหลากหลายเจเนอเรชัน

โคคาสุกี้ได้ข่าว COVID-19 ครั้งแรกจากสาขาที่ประเทศจีน สิ่งแรกที่ทายาทรุ่นสามทำ คือการเรียกประชุมทุกแผนก ต้อง Work From Home แต่ละแผนกต้องไปทำการบ้านมาว่าจะทำงานของตัวเองอย่างไร 3 วันถัดมา รัฐบาลสั่งปิดกิจการร้านอาหาร วัฒนธรรมในองค์กรเลยต้องปรับเปลี่ยนมาใช้วิธี Agile ที่พยายามลดขั้นตอนต่างๆ เพื่อให้การตัดสินใจเกิดขึ้นได้เร็ว

“พนักงานทุกคนต้องปรับตัว มีอายุแค่ไหนก็ต้องเรียนรู้คอมพิวเตอร์ให้ได้ พอร้านปิด ใครไม่มีตารางงานแล้วขับมอเตอร์ไซค์ได้ก็มาเป็น Coca Man รับส่งเดลิเวอรี่ เพราะเราขายหน้าร้านไม่ได้ ค่าส่งทั้งหมดให้พนักงาน

“เราจะยึดระบบเหมือนสมัยก่อนไม่ได้แล้ว สมัยก่อนส่งอีเมล ตอนนี้ไลน์กรุ๊ป อัปเดตวันต่อวัน สมัยก่อนมี KPI ปีหน้าจะทำอะไร มาเป็นพรุ่งนี้จะทำยังไง สมัยก่อนวางแผนไปขยายสาขาที่นั่นที่โน่น มีกี่ที่ ร้อยที่พอไหม เดี๋ยวนี้ไม่ได้แล้ว พฤติกรรมคนเปลี่ยน คนกินข้าวในบ้านมากขึ้น Take Away มากขึ้น อาหารของเราก็ต้องปรับเปลี่ยน ต้องเป๊ะมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ก่อนไปถึงบ้านลูกค้า 

“สมัยก่อนเราไม่มีเดลิเวอรี่ เพราะเราไม่เชื่อว่าอาหารจะไปถึงที่บ้านแล้วอร่อยเท่าที่ปรุงสด เราเริ่มทำเมื่อปลาย พ.ศ. 2562 เพราะเห็นแล้วว่าถ้าไม่ปรับเป็นเดลิเวอรี่น่าจะยาก ตอนแรกจำกัดเมนูด้วยซ้ำไป ไม่ได้ใส่ทุกอย่าง มันเป็น Modern-way Thinking เป็น Modern-way Execution สำคัญมากต้องเร็ว เราจะช้าไม่ได้”

วางอัตตา ถ้าผิดต้องขอโทษ

เป็นธรรมชาติของคนที่ชอบอยู่ใน Comfort Zone ไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่ ยิ่งเป็นธุรกิจที่ประสบความสำเร็จมานานกว่าครึ่งศตวรรษ ยิ่งเปลี่ยนยาก 

แนทบอกว่าเธอใช้พลังภายในในการโน้มน้าวคน วางอัตตาของการเป็นผู้สืบทอด และยอมรับว่าสิ่งที่เธอคิดอาจไม่ถูกต้องเสมอ

“เราจะเปิดใจมาก เราขอโทษคนได้ ถ้าวิธีที่เราเสนอ ลองแล้วไม่เวิร์กก็กลับไปใช้วิธีเก่า ไม่เป็นไร เอาประสบการณ์ของทั้งเราและพนักงานมาแบ่งปันและจูนกัน จนถึงวันนี้ก็ยังใช้วิธีนี้อยู่

“ในร้านอาหารมันมีเรื่องใหม่ๆ ปัญหาใหม่ๆ ให้แก้ทุกวัน เราไม่ใช่ธุรกิจอุตสาหกรรม เราไม่ใช่ธุรกิจไอที เราเกี่ยวข้องกับคนล้วนๆ ลูกค้าก็คน พนักงานก็คน ซัพพลายเออร์ก็คน ฉะนั้น เราต้องนึกถึงใจเขาใจเราในทุกๆ วันที่ทำงาน”

ของดีไม่ได้เกิดจากทางลัด

สิ่งหนึ่งที่ทายาททุกรุ่นของโคคาสุกี้เชื่อเหมือนกันมาตลอด 64 ปีคือ ธุรกิจร้านอาหารอยู่ในสายเลือดของครอบครัว และจะไม่เดินทางลัด

“คุณย่าเคยสอนว่า อาหารที่อร่อยที่สุดมาจากวัตถุดิบที่ดีที่สุดเท่านั้น ไม่สามารถเอาปลาเน่ามาทอดแล้วทำให้มันอร่อยได้ ทุกอย่างจึงไม่มี Short Cut เราต้องพิถีพิถัน เราต้องซื่อสัตย์ ซื่อสัตย์กับพนักงาน ซื่อสัตย์กับลูกค้า ซื่อสัตย์กับธุรกิจ ไม่มีอะไรได้มาง่ายๆ นี่คือหัวใจสำคัญของโคคามาตลอด”

ทายาทรุ่น 3 โคคาสุกี้ ผู้เข้ามาเปลี่ยนโมเดลธุรกิจให้อยู่รอดในวิกฤต และให้ความสำคัญกับแหล่งที่มาของอาหารมายิ่งขึ้น

นอกจากอาหาร สิ่งที่เป็นหัวใจของโคคาคือบริการ และเป็นอุปสรรคครั้งใหญ่ของธุรกิจในยุควิกฤต เพราะการเดลิเวอรี่ไม่สามารถนำส่งประสบการณ์ความรู้สึกในร้านใส่หีบห่อ

พนักงานเสิร์ฟหลายคนมีอายุพอๆ กับสาขาเก่าแก่ จนกลายเป็นความสัมพันธ์แบบครอบครัว เหมือนเวลาทานข้าวที่บ้านอย่างไรอย่างนั้น

“วันนี้กินผักหรือยัง”

“ไม่ได้กินปลานานแล้ว กินปลาด้วยนะ”

นี่คือบทสนทนาระหว่างลูกค้าและพนักงานโคคาสุกี้ที่แนทได้ยินจนชินหู และเป็นสิ่งสำคัญที่เธอพยายามจะปลูกฝังพนักงานรุ่นใหม่ให้เข้าใจวัฒนธรรมองค์กรอย่างถ่องแท้ โดยวิธีการก็ไม่ซับซ้อน คือทำให้เขาเห็นเป็นตัวอย่าง

จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่โพสต์ประกาศปิดตัวสาขาสยามจะถูกแชร์ออกไปมากกว่าพันครั้ง และมีคอมเมนต์เล่าความทรงจำที่ร้านเกือบครึ่งพัน เพราะธุรกิจนี้ออกแบบมาให้เป็นมากกว่าร้านอาหาร แต่เป็นความรู้สึก เป็นช่วงหนึ่งของชีวิต เป็นประสบการณ์พิเศษที่ทายาทคนนี้จะรักษาไว้กับอีกหกสาขาที่เหลือ

เหมือนที่มีใครบอกไว้ #ตำแหน่งอยู่ไม่นาน ตำนานอยู่ตลอดไป

ทายาทรุ่น 3 โคคาสุกี้ ผู้เข้ามาเปลี่ยนโมเดลธุรกิจให้อยู่รอดในวิกฤต และให้ความสำคัญกับแหล่งที่มาของอาหารมายิ่งขึ้น

ขอบคุณภาพบางส่วนจากโคคาสุกี้

Writer

พิมพ์อร นทกุล

อดีตเด็กบัญชี เชื่อในบทสนทนาที่ดี และมีความสุขกับการเล่าเรื่องราวต่างๆ ส่วนใหญ่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load