ในหนึ่งปีจะมีวันดีดีเสมอ

ต้นบ๊วยในสวนกำลังผลิดอกสีขาว กลิ่นหอมเชิญชวนผึ้งมาเก็บน้ำหวานกลับบ้าน ไม่ไกลออกไปมีฝูงนกมาดื่มกินน้ำหวานจากเกสรของดอกนางพญาเสือโคร่งที่ออกดอกสีชมพูเต็มต้น เป็นการเฉลิมฉลองปีใหม่ที่หวานหอมมากทีเดียว

ในความเป็นจริง ถึงแม้ชีวิตคลุกเคล้าสุขและทุกข์ปนเปอย่างไม่มีวันแยกออกจากกันได้ การรักษาชีวิตไว้ได้อีกขวบปี จึงมีเหตุผลมากพอที่เราจะฉลองกับตัวเองเบาๆ

ฉลองปีใหม่ฉบับชาวปกาเกอะญอ ล้อมวงขอบคุณธรรมชาติ รินเหล้าให้กัน และปล่อยนกขึ้นฟ้า

ฉลองปีใหม่กับต้นไม้

เป็นวิถีปฏิบัติที่มีนาน เมื่อฤดูเก็บเกี่ยวเสร็จสิ้นลงจะมีพิธีขอบคุณธรรมชาติใต้ต้นไม้ ความพิเศษของวันนี้คือ นอกจากเราจะได้มาพบปะพูดคุยกันแล้ว การได้กินข้าวด้วยกันเป็นมื้อที่อร่อยที่สุดของปีสำหรับผมเลยทีเดียว

หลังจากครอบครัวทั้ง 24 ครอบครัวนำข้าวสารมารวมกัน แล้วนำไปหุงในหม้อเดียวกันเพื่อไปหมัก เมื่อครบกำหนดก็ได้เวลาต้มเหล้าเพื่อนำไปประกอบพิธี ในอดีตเมื่อชาวบ้านต้มเหล้าเวลามีคนภายนอกเข้าหมู่บ้าน นักต้มเหล้ามือสมัครเล่นแบกหม้อต้มเหล้าหนีกันจ้าละหวั่น แต่การต้มเหล้าแบบนี้ไม่ได้เป็นไปเพื่อขาย จึงได้รับการอนุโลมมากขึ้น

ฉลองปีใหม่ฉบับชาวปกาเกอะญอ ล้อมวงขอบคุณธรรมชาติ รินเหล้าให้กัน และปล่อยนกขึ้นฟ้า

ว่ากันว่าสมัยก่อนอันไกลโพ้น มีหญิงงามที่สุดคนหนึ่ง เป็นที่กล่าวขานร่ำลือกันไปทั่วระแหง หนุ่มๆได้พบเห็นเข้าก็ตกหลุมรักได้อย่างง่ายดาย แต่เหมือนโชคชะตาเล่นตลก หญิงงามมีกลิ่นที่ทุกคนไม่อยากเข้าใกล้ ต่อให้อาบน้ำปะแป้งและแก้มน้องนางนั้นแดงระเรื่อกว่าใคร ก็ไม่มีทีท่าว่าจะมีชายใดมาชอบพอ จากวันเป็นเดือนและหลายปีผ่านไป หญิงงามก็แก่ชราและไม่ได้มีโอกาสได้มีคู่ชีวิตกระทั่งลาโลกไป แต่ก่อนที่เรื่องจะจบแบบเศร้าๆ นั้นเอง เธอได้อธิษฐานว่า ถ้าชาติหน้ามีจริง เธอขอเกิดมาเป็นสิ่งที่มีคนรักและชอบ คำอธิษฐานส่งเธอไปเกิดเป็น ซิ หรือ เหล้า จวบจบทุกวันนี้

คำอธิษฐานมีความแรงหลายดีกรี และแผ่ขยายไปทั่วทั้งดวงดาวดวงนี้ ไม่ว่าประเทศไหนก็มีวัฒนธรรมดื่มเหล้า ราวกับว่าพลังดึงดูดจากจิตวิญญาณของหญิงงามคนนั้นแรงกว่าแม่เหล็กทั้งโลกมากองรวมกันซะอีก

คนปกาเกอะญอมีกติกาในการดื่มเหล้าง่ายๆ ถ้าดื่มเหล้าในวงเพื่อนฝูง คือคนที่รินเหล้าต้องจิบก่อน จากนั้นจึงรินเหล้าและส่งให้กับคนที่อยู่ทางขวามือหรือส่งให้คนที่มีอายุมากที่สุดก่อน จากนั้นจึงทยอยรินแจกคนที่เหลือรอบวง เมื่อจอกแรกหมด ทุกคนก็จะได้รับจอกที่ 2 ซึ่งจอกนี้เอง เราต้องกินและส่งคืนคนที่รินเหล้าให้เรา และแบ่งให้เพื่อนรอบวงจิบแทนการคารวะมิตรภาพ 

เราจะได้รับเหล้าคนละ 2 จอกเป็นอย่างน้อย จอกแรกเป็นพื้นที่ของตัวเอง จอกที่ 2 และจอกถัดไปเป็นพื้นที่ระหว่างกันและกัน

ฉลองปีใหม่ฉบับชาวปกาเกอะญอ ล้อมวงขอบคุณธรรมชาติ รินเหล้าให้กัน และปล่อยนกขึ้นฟ้า

ในอดีต ผู้เฒ่ามีชั้นเชิงการดื่มราวกับจอมยุทธ์ พวกเขานั่งดื่มล้อมวงพูดคุย ถ้าเรื่องราวไม่ใหญ่โตถึงขั้นต้องเอาสองมือวาด กวาดไปมาเพื่ออธิบาย เหล่าจอมยุทธ์จะกุมแก้วที่มีจิตวิญญาณของหญิงงามไว้ราวกับเป็นดาบคู่กาย ไม่มีใครเมาเละเทะ เพราะบทสนทนานั้นไหลลื่นราวกับบทเพลงที่ถูกถักทอเข้าไว้ด้วยกันในหมู่มิตร ยากที่จะมีใครอยากเมา นั่นคือเรื่องราวจริงๆ ที่ยังคงเกิดขึ้น แต่ความเข้มข้นงดงามก็ลดน้อยถอยลงไปมาก

มีการรินเหล้าอีกแบบหนึ่ง ในพิธีกรรม เหล้าปากขวดนั้นจะถูกรดรินลงแก้วก่อนผู้เฒ่ากล่าวบทสวด แล้วปล่อยให้หยดเหล้าบางส่วนหยดลงดิน เป็นการบอกกล่าวต่อสิ่งที่คอยดูแลปกป้องเราตามความเชื่อ

จากนั้นเหล้าจะได้รับการแบ่งปันกันในพิธี เมื่อเหล้าเดินทางมาถึงก้นขวด การหยดเหล้าก็เกิดขึ้นอีกครั้งเพื่อขอบคุณผู้ดูแลเราในทุกๆ วัน รวมถึงการกล่าวขอบคุณภูเขา แม่น้ำต่างๆ ที่มีชื่อของภูเขา ซอ สี่ โข่ (เชื่อว่าตั้งอยู่บนเทือกเขาหิมาลัย) ตลอดจนสิ่งมีชีวิตที่ถูกพรากชีวิตโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจในฤดูเพาะปลูกและปีที่ผ่านไป

ที่ใต้ต้นไม้ หลังจากผู้เฒ่าจุดเทียน อาหารในกระทงใบไม้ถูกยกไปวางบนกระท่อมหลังเล็ก ผู้เฒ่ารินเหล้าบอกกล่าวต่อสิ่งสูงสุด การพบปะกันในเครือญาติที่ใหญ่ที่สุดในรอบปีให้เวลากับทุกคนได้พูดคุยใช้เวลาด้วยกัน ส่วนเด็กๆ นั้นบ้างปีนต้นไม้ บ้างเดินเล่นบนหินในลำธาร บ้างตามองที่หน้าจอ ส่วนหลานตัวเล็กที่ยังซนไม่ได้อยู่ในอ้อมอกของแม่

อาหารมื้อเที่ยงเป็นแกงไก่ที่มาจากทุกบ้านพร้อมแล้ว นั่งล้อมวงกินกันใต้ต้นไม้ เป็นอาหารมื้อที่น่าจดจำที่สุดของปี มีข้าวใหม่ของปีล่าสุดที่เกิดจากหยาดเหงื่อแรงกายของของทุกคนวางอยู่ตรงหน้าให้ทุกคนได้กินและอิ่มไปพร้อมกัน ต้นไม้คุณปู่ต้องรออีกทีปีหน้า ถึงจะได้เจอกับพวกเราอย่างพร้อมหน้าพร้อมอีกครั้ง

ฉลองปีใหม่ฉบับชาวปกาเกอะญอ ล้อมวงขอบคุณธรรมชาติ รินเหล้าให้กัน และปล่อยนกขึ้นฟ้า
ฉลองปีใหม่ฉบับชาวปกาเกอะญอ ล้อมวงขอบคุณธรรมชาติ รินเหล้าให้กัน และปล่อยนกขึ้นฟ้า

ปีใหม่แล้วได้เวลาส่งนกกลับขึ้นฟ้า

โถ่บีฃ่า นกที่ลงมาจากฟ้าแปลงกายเป็น ‘พีหมื่อแม’ คุณยายแก่ๆ คนหนึ่ง และทำทีว่ากำลังติดอยู่ในดงหนาม ร้องขอความช่วยเหลือจากผู้คนที่สัญจรไปมา คนแล้วคนเล่าเดินจากไปอย่างไม่สนใจใยดี กระทั่ง ‘จอ โพ แฆ’ เด็กกำพร้าเดินผ่านมา หญิงชราร้องขอความช่วยเหลือด้วยท่าทีที่น่าสงสาร เด็กกำพร้าเห็นเข้าจึงเข้าไปช่วยอย่างไม่รีรอ หนุ่มน้อยใช้มีดเล็กๆ สมบัติเพียงชิ้นเดียวที่เขามีค่อยๆ ตัดรื้อกิ่งไม้ หนาม ทีละนิดๆ เป็นเวลานาน ในที่สุดเด็กกำพร้าก็ช่วยคุณยายออกจากดงหนามสำเร็จ

เด็กกำพร้าพาคุณยายกลับไปที่กระท่อมหลังเล็กในป่าอันสงบของเขา เมื่อเห็นว่าหลานกำพร้ามีข้าวไม่พอกิน ยายจึงมอบเมล็ดข้าวให้เด็กกำพร้านำไปหว่านในไร่เล็กๆ ใกล้กระท่อม เมื่อเวลาผ่านไป ไร่ข้าวของเด็กกำพร้าเก็บเกี่ยวได้ข้าวจนเต็มยุ้ง เมื่อฤดูเก็บเกี่ยวเสร็จสิ้นลง ก็ได้เวลาที่คุณยายต้องกลับสวรรค์ จนกว่าฤดูทำไร่มาถึงอีกครั้งยายจึงจะกลับลงมา ยายเด็ดดอกหงอนไก่ทัดหูหลานรักก่อนจะกลับขึ้นฟ้าไป

ทุกวันนี้ยังมีชาวปกาเกอะญอที่ยังรักษารักษาสายสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาและโถบีฃ่าไว้ได้อยู่ ทุกปีหลังฤดูเก็บเกี่ยว พวกเขาจะทำพิธีส่งนกกลับขึ้นฟ้า มีการหุงข้าวใหม่กินกับพืชผักที่มีในไร่ในสวน วัตถุดิบในหม้อบ่งบอกถึงความอุดมสมบูรณของชุมชนนั้นๆ ได้เป็นอย่างดี

ฉลองปีใหม่ฉบับชาวปกาเกอะญอ ล้อมวงขอบคุณธรรมชาติ รินเหล้าให้กัน และปล่อยนกขึ้นฟ้า

ดอกดาวเรืองหรือดอกหงอนไก่ถูกนำมาทัดหูในวันพิธี เพื่อย้ำความสัมพันธ์ของมนุษย์และธรรมชาติ และระลึกถึงนกตัวนั้นที่ลงมาแปลงกายเป็นคุณยายอวยพรให้เราได้มีข้าวกิน โถ่บีฃ่าจึงเป็นตัวแทนของข้าว คือความรักความเมตตาที่มอบชีวิตให้เรา มันจึงไม่แปลกถ้าข้าวปลาจะเป็นของจริงตามที่สุภาษิตไทยกล่าวไว้ เพราะมันชัดเจนมากในเวลานี้

การขอบคุณธรรมชาติจึงเป็นการนอบน้อมต่อธรรมชาติ และเราทุกคนในชีวิตจริงไม่ต่างจากเด็กกำพร้าในนิทาน เราต้องพึ่งพาความรักความเมตตาจากคนรอบข้าง สิ่งแวดล้อมที่ดี จากฟ้าฝนที่เป็นใจต่อการเพาะปลูก เพื่อที่เราจะได้มีอาหารประทังชีวิต

ไม่จำเป็นต้องมีพิธีรีตองอะไร การกินให้พอประมาณ การจับจ่ายซื้อของ การเดินทางเท่าที่จำเป็น หรือลดการใช้ทรัพยากร การใช้สิ่งของที่เรามีอยู่ให้คุ้มค่าที่สุด และที่สำคัญการแบ่งปันต่อกันและจะเป็นพิธีกรรมที่ดีต่อพวกเรามากมาย 

เราสามารถทำได้ทันทีและเดี๋ยวนี้เลย

ฉลองปีใหม่ฉบับชาวปกาเกอะญอ ล้อมวงขอบคุณธรรมชาติ รินเหล้าให้กัน และปล่อยนกขึ้นฟ้า

Writer & Photographer

โอชิ จ่อวาลู

นักการภารโรงที่ Lazy man College ผู้กำลังหัดเขียนเล่าเรื่อง

Lazy Man College

เรื่องราวการอยู่ร่วมกันของชาวปกาเกอะญอกับธรรมชาติ

 ห่อโข่ ดาวเคราะห์สีน้ำเงิน ที่ที่เราทุกคนร้องไห้

การร้องไห้เป็นธรรมชาติอย่างหนึ่งของมนุษย์ ที่เราทุกคนบนโลกล้วนเคยประสบพบเจอในชีวิต แม้เราจดจำเสียงร้องไห้ครั้งแรกของเราในวันที่ลืมตาดูโลกไม่ได้ ทารกบางคนถูกตีก้นหากชักช้าไม่ยอมร้องไห้ให้หมอตำแยสมัยใหม่ฟัง หลังจากการร้องไห้ครั้งนั้น เราได้เริ่มต้นมีชีวิตบนโลกใบนี้ที่หมุนมาช้านานและกำลังหมุนต่อไป

‘ห่อโข่’ แปลว่า ดิน โลก และที่ร้องไห้ การร้องไห้เป็นภาษาแรกของมนุษย์ทุกคน ทุกเผ่าพันธุ์บนโลก ยังไม่มีบันทึกไหนบอกว่ามีเด็กลืมตาดูโลกแล้วหัวเราะ อาจมีบ้างที่มีเด็กน้อยยิ้ม แต่มันจะเกิดหลังจากร้องไห้ ภาษาสากลนี้จึงเหมาะที่สุดแล้วสำหรับความเชื่อบรรพบุรุษของปกาเกอะญอ ผู้เรียกขานดาวเคราะห์สีน้ำเงินดวงนี้ว่าห่อโข่ หรือที่ที่เราทุกคนร้องไห้

ปกาเกอะญอเชื่อว่า ห่อโข่ คือดาวโลก ที่ที่ทุกคนร้องไห้ เพราะน้ำตาบอกว่าเรามีชีวิต

วาระที่หนึ่ง

การเกิดมาแล้วร้องไห้ทันที แปลว่าการเดินทางบนโลกใบนี้มันไม่ใช่เรื่องสนุกนัก เราต้องพบเจอความยากลำบากไม่มากก็น้อย ไม่ช้าก็เร็วเป็นเรื่องปกติธรรมดา แต่ก็มีเรื่องราวที่มอบรอยยิ้มและความสุขใจให้เราได้เช่นกัน อย่างเด็กๆ ใช้การร้องไห้เป็นเครื่องมือในการได้มาซึ่งของเล่น ขนม หรืออะไรก็ตามที่ปรากฏขึ้นตรงหน้า 

เมื่อครั้งพ่อแม่พาไปยังแหล่งที่มีของเล่นเด็ก เด็กบางคนขอผู้ปกครองด้วยวาจาอย่างน่ารักน่าเอ็นดู ก็ได้ของที่หมายปองมาครองครองอย่างราบรื่น แต่คงมีเด็กจำนวนมากที่อาจต้องสวมบทบาทนักแสดง ด้วยการเปล่งเสียงร้องและรีดน้ำตาออกมา ถ้ายังไม่ประสบความสำเร็จ ก็ยังมีไม้ตายสุดท้ายด้วยการลงไปนอนเกลือกกลิ้งบนพื้น ซึ่งใช้ได้ผลอยู่บ่อยๆ แต่พอโตขึ้นมาหน่อยอาจจะต้องใช้วิธีอื่นๆ ที่เหมาะกับวัยมากขึ้น นี่ก็เป็นความยากลำบากน้อยๆ ของผู้ปกครองเช่นเดียวกับลูกๆ ที่ต้องฝึกฝนไม้ตายไว้ใช้ยามจำเป็น

ฟ้าเจ็ดซ้อนดินเจ็ดชั้น ความเชื่อ ของปกาเกอะญอ ต่อ ห่อโข่ หรือโลกที่เราอาศัย และการร่ำไห้ ธรรมชาติอย่างหนึ่งของมนุษย์ที่แสดงถึงการมีชีวิตอยู่

จึงมีสุภาษิตกล่าวไว้ว่า เด็กได้มาด้วยการร้องไห้ ผู้ใหญ่ได้มาด้วยเล่ห์กล และวัยเด็กนี้เองเป็นวัยที่หอมที่สุด ความหอมเป็นกลิ่นและบรรยากาศที่มีชีวิตชีวา เราสังเกตได้จากบ้านที่มีเด็กอยู่ มักมีเสียงเพลงของพ่อแม่ที่กล่อมลูกน้อย เสียงที่ญาติๆ ข้างบ้านไปแสดงความเอ็นดูเจ้าตัวน้อย เสียงหัวเราะและเสียงร้องเพลงของเด็กน้อยที่โตขึ้นมาหน่อย ช่วยหล่อเลี้ยงบรรยากาศของบ้านให้อบอวลไปด้วยความสดใสด้วยพลังงานของเด็ก ช่วยให้ผู้ใหญ่ยิ้มได้และรู้สึกผ่อนคลายจากความเครียดของการงาน เด็กจึงเนื้อหอมที่สุดในบ้าน

มีเรื่องเล่าว่า เมื่อครั้งที่ผู้ใหญ่กำลังถกเถียงกันเรื่องกำจัดปีศาจตัวหนึ่งที่เข้ามารุกรานหมู่บ้าน ทำให้ผู้คนเดือดร้อน ล้มป่วย และสร้างความหวาดกลัวไปทั่ว ผู้ใหญ่ประชุมหารือกัน 7 วัน 7 คืนบนบ้าน แต่ก็หาทางออกไม่เจอ เด็กๆ ที่กำลังเล่นกันตามประสาเด็กใต้ถุนบ้านได้ยินเสียงผู้ใหญ่ถกเถียงกันอย่างจริงจัง จนรู้สึกว่ามันรบกวนการเล่นของพวกเขา เด็กคนหนึ่งในนั้นจึงขึ้นไปบนบ้าน แล้วยื่นปืนลมที่ทำจากไม้ไผ่ของตัวเอง และบอกกับผู้ใหญ่ว่าให้ล่อปีศาจเข้ามาในปืนลมของเขา ครั้นปีศาจเข้าไปแล้วให้เอาขี้ผึ้งอุดหัวท้ายของปืนลมแล้วเอาไปเผา ปีศาจก็จะไม่โผล่มาอีก

ทางออกที่ง่ายราวกับปอกกล้วยกินของเด็ก สำหรับผู้ใหญ่แล้วมันเป็นความคิดที่ไร้เดียงสาเท่านั้นเอง แต่ผลที่ออกมาก็ทำให้ผู้ใหญ่ต้องคิดใหม่ ผู้ใหญ่คิดมากไป คิดซับซ้อนเกินไป จึงไม่แปลกที่เจ้าชายน้อยจะไม่ค่อยเข้าใจพวกผู้ใหญ่นัก

การร้องไห้วาระแรกนี้เป็นการร้องไห้พื่อต้อนรับเริ่มต้นการมีชีวิตในโลก ซึ่งวัยเด็กนี้เอง น่าจะเป็นวัยที่พวกเราหลายคนยกมือสนับสนุนเห็นด้วยว่า วัยเด็กคือวัยที่เรามีความสุขมากที่สุด

ฟ้าเจ็ดซ้อนดินเจ็ดชั้น ความเชื่อ ของปกาเกอะญอ ต่อ ห่อโข่ หรือโลกที่เราอาศัย และการร่ำไห้ ธรรมชาติอย่างหนึ่งของมนุษย์ที่แสดงถึงการมีชีวิตอยู่

วาระที่สอง

การดีใจก็ทำให้เราร้องไห้ได้เช่นกัน บ่อยครั้งที่เราเห็นนักกีฬาหลั่งน้ำตาในโอกาสที่ได้รับชัยชนะ หลังการแข่งขันจบสิ้นลง การบากบั่นฝึกฝนมาทั้งปีได้รับผลตอบแทนที่มีค่าต่อจิตจากมากมาย เช่นเดียวกับฝ่ายที่ปราชัยก็ร่ำไห้เสียใจที่พลาดหวังในการแข่งขันทั้งๆ ที่ก็ฝึกฝนไม่น้อยไปกว่ากัน ความรักมีพลังมหาศาลที่จะปลดปล่อยน้ำตาอุ่นๆ ไหลมาอาบแก้มของใครต่อมากมาย ความผิดหวังจากความรักนำมาซึ่งความโศกเศร้าอย่างถึงที่สุดนี่เอง ที่เปลี่ยนแปลงคนคนหนึ่งกลายเป็นอีกคนไปเลย

วาระที่สาม

การจากลาดูจะเป็นสิ่งที่ทำให้มนุษย์ร้องไห้มากที่สุดครั้งหนึ่ง โดยเฉพาะการจากลาที่ไม่มีวันได้พบเจอกันอีก คนสมัยก่อนเชื่อว่านอกจากโลกใบนี้แล้ว ยังมีโลกอีก 4 ใบทับซ้อนกันอยู่ คือ โลกที่เรากำลังอยู่ โลกวิญญาณ โลกแห่งความตาย โลกนรก โลกสวรรค์ ในบรรดาโลกทั้งห้านี้มีการร้องไห้ให้ได้ยิน และทุกโลกต่างหมุนโคจรไปกับเราทุกขณะทุกวัน หากเราดีใจ อิ่มใจ หรือรู้สึกสงบ ก็บอกได้เลยว่า เรากำลังอยู่ในโลกสวรรค์ แต่ถ้าเราทุกข์ใจ ก็บอกได้ทันทีเช่นกันว่าเรากำลังย่ำไปในโลกของนรก ส่วนคนที่เมาสุรา อาจจะกำลังท่องเที่ยวไปในโลกแห่งวิญญาณ เพราะร่างกายที่อ่อนเอนทรงตัวไม่มั่นคงนั้น อาจเหลือความเป็นมนุษย์เพียงครึ่งเดียว ในแต่ละวันเราอาจจะท่องเที่ยวไปมาจนครบทั้งห้าโลกก็ได้

ฟ้าเจ็ดซ้อนดินเจ็ดชั้น ความเชื่อ ของปกาเกอะญอ ต่อ ห่อโข่ หรือโลกที่เราอาศัย และการร่ำไห้ ธรรมชาติอย่างหนึ่งของมนุษย์ที่แสดงถึงการมีชีวิตอยู่

ฟ้าเจ็ดซ้อนดินเจ็ดชั้น

โลกไม่ได้อยู่โดดเดี่ยวลำพัง โลกต้องการผู้ที่คอยช่วยเหลืออย่างดวงอาทิตย์ที่ส่องสว่างมายังโลก ทำให้โลกนั้นมีชีวิต มีความหวัง 

‘หมื่อหล่า’ แปลตรงตัวว่า ใบของดวงอาทิตย์ มีความหมายว่า ‘ความหวัง’ ตราบใดที่โลกยังมีดวงอาทิตย์ เราก็จะยังมีความหวัง ต่อให้บางยุคบางสมัยยากลำบาก ในการประกอบพิธีกรรม คนสมัยก่อนจะเอ่ยขอบคุณฟ้าดินเพื่อระลึกถึงบุญคุณของธรรมชาติที่ได้ดูแลมนุษย์ให้อยู่รอดปลอดภัยในทุกฤดูทุกปี ที่เราอยู่รอดปลอดภัยได้ทุกวันนี้ นอกจากเป็นเพราะการเรียนรู้ที่จะปรับตัวของเราแล้ว ส่วนสำคัญคือการบิดตัวถ้อยทีถ้อยอาศัยของโลกที่พอเหมาะพอดี

ฟ้าเจ็ดซ้อนดินเจ็ดชั้น ความเชื่อ ของปกาเกอะญอ ต่อ ห่อโข่ หรือโลกที่เราอาศัย และการร่ำไห้ ธรรมชาติอย่างหนึ่งของมนุษย์ที่แสดงถึงการมีชีวิตอยู่

ทุกๆ วันมีก้อนอุกกาบาตโคจรมาชนกับโลกนับครั้งไม่ถ้วน แต่ด้วยชั้นบรรยากาศของโลกนี้เอง ช่วยปกป้องให้เรารอดพ้นจากภัยอันตรายที่เกิดกับเรา หากก้อนอุกกาบาตเหล่านั้นทะลวงชั้นบรรยากาศโลกเข้ามาได้ โลกอาจจะเจ็บปวดโดยที่เราไม่รู้เลย

หรือการรักษาสมดุลและจัดวาง วงแหวนแห่งไฟที่เป็นรอยแยกของเปลือกโลก ซึ่งทอดยาวตามแนวชายฝั่งในมหาสมุทรแปซิฟิก เก็บภูเขาไฟและระเบิดเวลาของการเกิดแผ่นดินไหว เราในฐานะมนุษย์แทบจะบังคับอะไรไม่ได้เลย หากเกิดอะไรขึ้นแบบกะทันหัน

แต่เพราะความรักของดวงดาวที่ร้องไห้ ซึ่งมอบความรักที่ยิ่งใหญ่ เป็นความรักที่ไร้กาลเวลา ต่อให้เราจะตัดต้นไม้มาสร้างบ้าน ต้นไม้ไม่เคยห้าม แต่ยังแตกกิ่งก้านใหม่ออกมาให้ร่มเงากับเราอีกครั้ง เราจับปลาในท้องทะเลกิน มหาสมุทรไม่เคยห้าม แถมยังเพิ่มฝูงปลาให้เรา แผ่นดินไม่เคยห้ามเราทำเหมืองแร่ เพื่อให้เราได้นั่งเครื่องบินท่องเที่ยว ส่งจรวดไปดาวอังคาร มีชีวิตอย่างสะดวกสบาย

นอกจากการใส่วันสิ่งแวดล้อมโลกลงในปฏิทิน เพื่อย้ำเตือนให้เราเห็นคุณค่าของโลกใบนี้ การกล่าวขอบคุณฟ้าเจ็ดซ้อนดินเจ็ดชั้น ก็เป็นสิ่งเล็กๆ ที่ทำให้เรายังพอนึกภาพที่เราเกี่ยวข้องกับโลกและจักรวาลได้บ้าง คนรุ่นก่อนที่เชื่อว่าชีวิตของเราขึ้นตรงต่อแรงหมุนของโลก และเราต้องยอมรับและหมุนไปกับฤดูกาลของโลกที่หมุนเปลี่ยนไป

กินน้ำ ให้รักษาชีวิตของน้ำ ใช้ดิน ให้ดูแลชีวิตของโลก

คือถ้อยคำสั้นๆ ที่คนรุ่นก่อนฝากไว้ให้เรา เพื่อที่เราจะยังมีความหวังต่อไป ในวันที่เราต่างได้ยินเสียงสะอื้นจากดาวเคราะห์สีน้ำเงินดวงนี้

ฟ้าเจ็ดซ้อนดินเจ็ดชั้น ความเชื่อ ของปกาเกอะญอ ต่อ ห่อโข่ หรือโลกที่เราอาศัย และการร่ำไห้ ธรรมชาติอย่างหนึ่งของมนุษย์ที่แสดงถึงการมีชีวิตอยู่

Writer & Photographer

โอชิ จ่อวาลู

นักการภารโรงที่ Lazy man College ผู้กำลังหัดเขียนเล่าเรื่อง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load