12 มิถุนายน 2563
43 K

ห้างนิวเวิลด์จะกลับมาเปิดใหม่อีกครั้งหนึ่งในช่วงอาทิตย์หน้านี้!

เป็นสิ่งที่ทำให้ผมตกใจพอสมควรเมื่อได้ยินว่าห้างร้างแห่งนี้จะกลับมาใหม่ แม้จะเป็นเพียงการเปิดเพื่อจัดนิทรรศการเล็กๆ ที่น่าสนใจอย่างมากร่วมกับทางคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ในชื่อ ARCH SU FEST: 2020 | New World x Old Town ระหว่างวันที่ 13 – 21 มิถุนายน 2563 ก็ตาม เพราะเป็นห้างที่มีเรื่องราวที่น่าสนใจมาโดยตลอด และนอกจากการจัดนิทรรศการแล้ว นี่เหมือนเป็นการทดลองเปิดชิมลางอีกครั้ง เพราะทางเจ้าของที่ (ซึ่งเป็นคนละคนกับเจ้าของห้างในอดีต) นั้น อยากจะรีโนเวตห้างแห่งนี้ให้กลับมาเปิดต้อนรับผู้คนได้อีกครั้งหนึ่ง

หลายคนอาจจะไม่รู้จักห้างนิวเวิลด์ ห้างแห่งนี้เคยเป็นห้างที่ตั้งอยู่ใจกลางเขตเมืองเก่า และเคยเป็นห้างที่แสนหรูหราโก้เก๋ของชาวเมือง ในยุคที่ย่านบางลำพูยังเป็นย่านการค้าสำคัญของกรุงเทพฯ ด้วยความสูง 11 ชั้น และมีลิฟต์แก้วเป็นแห่งแรกๆ ในประเทศไทย แต่ด้วยการเปลี่ยนแปลงด้านผังเมืองและอุบัติเหตุของการรื้อถอนอาคาร ทำให้ห้างแห่งนี้ก็ต้องปิดตัวลง ก่อนจะเปลี่ยนภาพจำของคนจากห้างสรรพสินค้ากลายมาเป็นวังมัจฉาหรือบ่อปลาขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแบบลับๆ ของบรรดานักท่องเที่ยวอยู่นาน ก่อนที่จะมีการสั่งปิดตึกถาวรและย้ายปลาออกไป ด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัยของคนที่เข้าไปในอาคารนั่นเอง 

นิวเวิลด์ โอลทาวน์ เมื่อห้างร้างกลับมาเปิดอีกครั้ง เพื่อจัดนิทรรศการของชาวบางลำพู, ห้างนิวเวิลด์, New world, บางลำพู
นิวเวิลด์ โอลทาวน์ เมื่อห้างร้างกลับมาเปิดอีกครั้ง เพื่อจัดนิทรรศการของชาวบางลำพู, ห้างนิวเวิลด์, New world, บางลำภู

เมื่อห้างนี้จะได้กลับมาเปิดอีกครั้ง นี่จึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจอย่างมาก และวันนี้เราจะพาทุกท่านไปดูเบื้องหลังที่มาที่ไปของการกลับมาเปิดนิทรรศการแห่งนี้กัน 

บางลำพู 200 ปีก่อน

ในสมัยรัชกาลที่ 1 หลังจากย้ายเมืองหลวงกลับมาที่ฝั่งพระนครแล้วก็มีการสร้างบ้านแปงเมือง ด้วยการขุดคลองรอบกรุง สร้างป้อมและแนวกำแพงพระนครตามแนวลำคลองขุดใหม่ บริเวณช่วงคลองตั้งแต่วัดบางลำพูไปจนถึงวัดสระเกศฯ เรียกกันว่า ‘คลองบางลำพู’ มีการย้ายมาตั้งถิ่นฐานของทั้งเจ้านายและขุนนางในบริเวณนี้ ทำให้ต่อมาเริ่มมีชาวบ้านหลากหลายเชื้อชาติเข้ามาตั้งรกรากตามๆ กัน ทั้งชาวไทย ชาวมอญ ชาวมลายู และชาวจีน พอมีคนเริ่มมาอาศัยจึงเกิดการค้าขายกันในลักษณะของตลาดน้ำในคลองบางลำพู ที่มีทั้งเรือขนผักผลไม้จากฝั่งธนฯ และนนทบุรีเข้ามาขาย มีการนำข้าวสารมาขายที่บริเวณตรอกข้าวสาร (อันเป็นชื่อของถนนข้าวสารในยุคถัดไป) 

ต่อมาเริ่มมีการขยับขยายการค้าขายขึ้นมาเป็นตลาดบนบก จนมาถึงสมัยรัชกาลที่ 5 มีการตัดถนนสายใหม่ นั่นคือถนนราชดำเนิน พร้อมกับตัดถนนตะนาว ยาวลงมาถึงวัดบวรนิเวศฯ รวมไปถึงถนนจักรพงษ์ ถนนสามเสน ถนนพระสุเมรุ ถนนพระอาทิตย์ ถนนข้าวสาร ถนนรามบุตรี และถนนสิบสามห้าง ส่งผลให้พื้นที่บางลำพูเป็นจุดผ่านและจุดเชื่อมของเส้นทางคมนาคมสายใหม่ และรัชกาลที่ 5 ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างตลาดแบบทันสมัยในพื้นที่บางลำพู โดยให้ชื่อว่า ‘ตลาดยอดพิมาน’ เรียกกันสั้นๆ ว่า ‘ตลาดยอด’ ส่งผลให้บางลำพูกลายมาเป็นย่านการค้าที่สำคัญมากของไทย มีทั้งห้างร้านขายสินค้าชั้นนำและมีชื่อเสียงหลายร้าน โดยร้านชื่อดังประจำย่าน เช่น ห้างเสื้อนพรัตน์ ร้านสมใจนึกบางลำพู ห้าง ต.เง็กชวน และแหล่งรวมมหรสพหลากหลาย ทั้งลิเก ละครร้อง และสื่อบันเทิงสมัยใหม่อย่างโรงภาพยนตร์ ซึ่งได้รับความนิยมมาอย่างต่อเนื่อง แต่ช่วงหลังด้วยการที่เป็นเขตอนุรักษ์การขยับขยายทางด้านธุรกิจนั้นทำได้ยาก ผสมกับการย้ายถิ่นฐานของคนในเมือง จึงมีการลงทุนในย่านการค้าแห่งใหม่ ทั้งบริเวณประตูน้ำ ราชประสงค์ สีลม สาทร สุขุมวิท แทน ทำให้บางลำพูในยุคปัจจุบันนั้นลดความสำคัญในด้านการเป็นย่านการค้าสำคัญลงไป

บางลำพู พ.ศ. 2526

เมื่อ 30 กว่าปีก่อน บางลำพูก็ยังคงเป็นแหล่งการค้าที่สำคัญอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน พ.ศ. 2526 มีการเปิดห้างใหม่บริเวณแยกบางลำพู นั่นคือห้างนิวเวิลด์ ซึ่งได้รับความนิยมอย่างสูงจากคนกรุงเทพฯ เพราะมีร้านค้าและสินค้าใหม่ๆ วางขาย และมีลิฟต์แก้วแสนโก้เก๋ให้บริการอยู่ด้านหน้าห้างด้วย ด้วยเสียงตอบรับที่ดีทำให้ทางเจ้าของห้างได้ขออนุญาตต่อเติมอาคารจากทางเขตให้มีความสูงจากเดิม 4 ชั้น เพิ่มขึ้นไปเป็น 11 ชั้น แม้ทางเขตไม่อนุญาต แต่ทางเจ้าของห้างก็ทำการต่อเติมห้างไปโดยพลการ จนทำให้เกิดการฟ้องร้องต่อศาลโดยทางกรุงเทพมหานคร ก่อนจะผ่านกระบวนการทางชั้นศาลทั้งอุทธรณ์และฎีกา จนศาลตัดสินให้ทางห้างรื้อถอนส่วนต่อเติมชั้น 5 – 11 ออกไป ซึ่งทางห้างก็ได้ดำเนินการรื้อถอน โดยที่ยังคงเปิดให้บริการชั้น 1 – 4 ควบคู่กันไปด้วย 

นิวเวิลด์ โอลทาวน์ เมื่อห้างร้างกลับมาเปิดอีกครั้ง เพื่อจัดนิทรรศการของชาวบางลำพู, ห้างนิวเวิลด์, New world, บางลำภู
นิวเวิลด์ โอลทาวน์ เมื่อห้างร้างกลับมาเปิดอีกครั้ง เพื่อจัดนิทรรศการของชาวบางลำพู, ห้างนิวเวิลด์, New world, บางลำภู

บางลำพู พ.ศ. 2547

ในวันที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2547 การรื้อถอนชั้น 5 – 11 ยังคงดำเนินไป แต่ทางช่างที่ทำงานนั้นได้วางเศษวัสดุที่รื้อถอนจากชั้นบนๆ ไว้ในจุดที่รับน้ำหนักไม่ไหว ทำให้พื้นแตกและถล่มลงไปยังชั้นล่าง ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บและร้านค้าชั้นล่างได้รับความเสียหาย ด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย ห้างนิวเวิลด์จึงปิดตัวลง ก่อนกลายมาเป็นบทบาทใหม่หลังจากปิดห้าง นั่นคือบ่อปลากลางกรุงนั่นเอง 

ด้วยความที่ห้างกำลังรื้อถอนชั้นด้านบนออกและต้องปิดให้ดำเนินการ ด้านบนของห้างจึงไม่มีการปิดช่องหลังคา และด้วยการออกแบบห้างสมัยนั้นที่มีโถงกลางเปิดโล่ง ทำให้เมื่อเข้าสู่หน้าฝน น้ำฝนจะตกและขังอยู่ที่ชั้นล่างสุดของห้าง เมื่อน้ำฝนตกลงมาขังมากขึ้นก็มียุงมากขึ้นด้วย แม่ค้าและชาวบ้านแถวนั้นเลยนำปลามาปล่อยเพื่อกำจัดลูกน้ำไม่ให้กลายเป็นยุง หลายคนบอกว่าเริ่มแรกมีแค่ปลาหางนกยูง ก่อนที่จะมีปลาแปลกๆ และขนาดใหญ่ขึ้นเพิ่มมาเรื่อยๆ ทั้งปลาคาร์ฟ ปลานิล ปลาทับทิม และอีกหลากหลายสายพันธุ์ จนกลายมาเป็นวังมัจฉากลางกรุงเก่า ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวของเหล่านักท่องเที่ยวในประเทศและต่างชาติ

แต่ด้วยความปลอดภัยของผู้ที่มาเยี่ยมชมอาคารนี้อยู่ตลอด ทำให้สำนักงานเขตประกาศสั่งปิดตึกร้างดังกล่าวอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 30 มิถุยายน พ.ศ. 2557 และขนย้ายปลา รวมถึงสูบน้ำออกทั้งหมด เป็นการปิดตำนานบ่อปลากลางกรุงเก่าไป

นิวเวิลด์ โอลทาวน์ เมื่อห้างร้างกลับมาเปิดอีกครั้ง เพื่อจัดนิทรรศการของชาวบางลำพู, ห้างนิวเวิลด์, New world, บางลำภู

บางลำพู พ.ศ. 2563 

ตัดกลับมาในปัจจุบันนี้ที่ห้างนิวเวิลด์จะกลับมาเปิดใหม่เพื่อจัดนิทรรศการ ARCH SU FEST: 2020 | New World x Old Town เราจึงมีโอกาสได้คุยกับ อาจารย์หน่อง-ผศ.ดร.สุพิชชา โตวิวิชญ์ สถาปนิกผู้เชี่ยวชาญการออกแบบและพัฒนาชุมชนด้วยกระบวนการมีส่วนร่วมและการพัฒนาเมือง ซึ่งเป็นที่ปรึกษาในการรีโนเวตห้างนิวเวิลด์แห่งนี้ และยังเป็นคนดูแลการจัดนิทรรศการ ARCH SU FEST: 2020 | New World x Old Town ในครั้งนี้อีกด้วย เราเลยถามอาจารย์ถึงที่มาในการจัดนิทรรศการแห่งนี้ว่ามันคืออะไร

“เริ่มจากที่ตัวอาจารย์ชอบทำงานในส่วนของการฟื้นฟูย่านเก่าอยู่แล้ว ก่อนหน้านี้เคยทำงานโปรเจกต์ที่ช่วยจุดประกายย่านเก่าต่างๆ มาบ้าง และก่อนหน้านี้ในช่วงที่กรุงเทพฯ มีแผนการจัดระเบียบทางเท้าย่านบางลำพูอาจารย์ที่สอนวิชาเกี่ยวกับการอนุรักษ์และสถาปัตยกรรมชุมชนก็เลยชวนนักศึกษามาลงพื้นที่ เพื่อสำรวจและทำแผนที่ของบรรดาอาหารข้างทางในย่านนี้ ซึ่งสิ่งที่น่าสนใจที่ได้พบก็คือเรื่องของวัฒนธรรมที่สะท้อนออกมาทางอาหาร ซึ่งที่นี่ค่อนข้างเด่นเรื่องอาหารข้างทางที่มีที่มาจากวัฒนธรรมต่างๆ ที่หลากหลายออกมาเป็นอาหารอย่างไส้กรอกปลาแนม ขนมเบื้อง ข้าวแช่ มีอาหารที่ใช้ส่วนผสมที่หายากอย่างส้มซ่าในอาหาร คือมันมีประวัติศาสตร์ก้อนใหญ่อยู่ภายในย่านที่หาที่อื่นไม่ได้อีกแล้ว

“หลังจากนั้นมาอาจารย์เห็นว่าเพื่อนสมัยเรียนประถมคนหนึ่งโพสต์ภาพด้านในห้างนิวเวิลด์ขึ้นมา ก็เลยถามเจ้าของภาพว่าเข้าไปได้ยังไง เพราะว่าเราชอบที่นี่มานานแล้วแต่ไม่เคยได้เข้ามา เพราะตั้งแต่ที่อาจารย์เรียนที่ศิลปากรก็เห็นห้างนี้มาโดยตลอด เลยได้คุยกันว่าที่นี่เป็นโลเคชันที่มีศักยภาพสูงมากในย่านเมืองเก่า มันเหมือนเป็นโลเคชันในฝันของคนทำงานสถาปัตยกรรมน่ะ ด้วยตำแหน่งที่ตั้งอยู่ในเมืองเก่า ใกล้รถไฟฟ้าในอนาคต และเป็นอาคารร้างที่มีพื้นที่ใหญ่มากเกือบจะที่สุดในย่านเมืองเก่าแล้ว จึงมีศักยภาพในการพัฒนาย่านเมืองเก่าเป็นอย่างมาก 

“เจ้าของภาพเลยค่อยมาบอกว่าเป็นที่ดินมรดกของที่บ้าน และคิดอยากรีโนเวตห้างนี้อีกครั้ง พอได้เจอเจ้าของเราเลยขออาสามาช่วยดูเรื่องของการรีโนเวตและคิดโปรแแกรมการใช้งาน ก็เลยชวนให้เขามาคุยกับอาจารย์ด้านผังเมืองและกฎหมายควบคุมอาคารต่างๆ ที่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากรเพื่อให้เห็นแนวทางและเงื่อนไขของการพัฒนาอาคารต่างๆ หลังจากนั่งคุยปรึกษากันอยู่สักพักก็เหมือนมองเห็นภาพค่อนข้างตรงกันทั้งเจ้าของที่และตัวอาจารย์เองว่า อยากให้ห้างนี้ไม่แปลกแยกออกจากชุมชน อยากพัฒนาให้เป็นสถานที่ที่เป็นมิตรกับคนในย่าน ช่วยพัฒนาเศรษฐกิจของชุมชนบางลำพู เช่น อาจจะมีการจ้างงานคนในย่าน มีพื้นที่นิทรรศการของย่าน และในขณะเดียวกันก็หารายได้และเลี้ยงดูพื้นที่ห้างทั้งหมดได้” อาจารย์หน่องเล่าให้ฟังถึงความสนใจแรกต่อทั้งบางลำพูและห้างนิวเวิลด์

ผมถามอาจารย์หน่องต่อว่า ทำไมต้องพัฒนาย่านเมืองเก่า การเป็นชุมชนที่ตั้งมาตั้งแต่สมัยเก่ามีปัญหาอะไรบ้าง

“ปัญหาหนึ่งของย่านเมืองเก่า คือทุกคนโดนย้ายหรือย้ายออกโดยสมัครใจออกจากเมืองเก่ากันไปหมด เมืองเก่าเหมือนเป็นตุ๊กตาที่ไม่มีชีวิต คือถูกฟรีซบ้านเมืองไว้ให้ดูสวยงามเรียบร้อย แต่ว่าไม่มีชีวิตจริงๆ อยู่ในเมืองเก่าแล้ว แล้วด้วยความที่มีพื้นที่ส่วนอื่นของเมืองที่รองรับกิจกรรมทางการค้าได้อย่างเข้มข้นกว่าหรือการอยู่อาศัยที่หนาแน่นกว่า ย่านเก่าเลยเป็นพื้นที่ที่รอวันเสื่อมลง โดยเฉพาะในย่านบางลำพู มันยังเป็นย่านที่ยังมีชีวิตอยู่ คือยังมีผู้คนที่อยู่อาศัยในพื้นที่มานานและยังใช้ชีวิตอยู่ในย่านจริงๆ” ที่ปรึกษาโครงการอธิบายถึงปัญหาของย่านเมืองเก่า

แล้วไอเดียการทำนิทรรศการครั้งนี้เกิดขึ้นมาจากอะไร ผมถามต่อ

“คือตัวห้างมันถูกปิดมานาน เราอยากค่อยๆ แง้มเปิดอาคารนี้ออกสู่ผู้คนและชุมชนโดยรอบ และอย่างที่เราได้รู้เรื่องราวปัญหาต่างๆ ในอดีตของห้าง เอาจริงๆ ตอนแรกอาจารย์ก็ไม่แน่ใจว่าคนในชุมชนจะมีความรู้สึกบวกหรือลบกับอาคารนี้นะคะ ด้วยอดีตของห้างต่างๆ ก็พอดีได้เจอกับชมรมเกสรลำพู ซึ่งนำโดย ต้า-ปานทิพย์ ลิกขะไชย ที่เป็นคนกระตุ้นให้เกิดการท่องเที่ยวในชุมชน โดยใช้ไกด์เด็กในย่านพานักท่องเที่ยวไปเชื่อมกับผู้ใหญ่ในชุมชน ต้าจึงเป็นคนที่ใกล้ชิดผู้ใหญ่ในย่านนี้มาก และแทบทุกคนอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นที่ห้างนิวเวิลด์แห่งนี้ อยากให้ห้างนี้มีชีวิตอีกครั้ง อยากได้มีโอกาสเดินกลับเข้ามาในห้างนี้ใหม่อีกครั้ง เพราะการที่มีห้างร้างปิดไว้ มันทำให้บรรยากาศแถวนี้มันดูไม่ค่อยเจริญหูเจริญตา 

“อาจารย์กับเพื่อนที่เป็นเจ้าของที่ก็เลยอยากจะหากิจกรรมอะไรสักอย่างมาจัด เพื่อเปิดช่องให้อาคารนี้ได้ค่อยๆ เปิดต้อนรับคนในย่านบางลำพูนี้อีกครั้ง เพื่อให้คนที่เคยมาเดินห้างได้กลับมาเห็นมาเจอหน้ากันอีกครั้ง เกิดเป็นไอเดียว่าจะลองจัดนิทรรศการดูก่อน ก็เลยเกิดเป็นนิทรรศการ ARCH SU FEST: 2020 | New World x Old Town ขึ้นมา” 

อาจารย์หน่องอธิบายถึงแนวคิดในการทำนิทรรศการ และอธิบายถึงกิจกรรมทั้งหมดที่มีในงานนี้ และทำให้เราตื่นเต้นจนอยากจะเห็นเลยว่าต่อไปห้างแห่งนี้จะเปลี่ยนแปลงออกมาเป็นอย่างไรบ้าง 

ซึ่งรายละเอียดของนิทรรศการทั้งหมดมีดังต่อไปนี้

1. ผลงานการออกแบบเสนอแนวคิดปรับปรุงอาคารนิวเวิลด์ โดยนักศึกษาชั้นปีที่ 3 และ 4 คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร

“ทีแรกสุดเราในฐานะอาจารย์ก็คิดว่ามันเป็นโจทย์ที่สนุกดี เลยหยิบเอาอาคารนี้ไปเป็นโจทย์ผลงานการออกแบบเสนอแนวคิดปรับปรุงอาคารนิวเวิลด์ โดยนักศึกษาชั้นปีที่สามและสี่ คณะสถาปัตย์ฯ ศิลปากร ให้ได้ลองออกแบบและคิดฟังก์ชันการใช้งานลงไป ซึ่งหลังจากที่ทำส่งมาแล้ว เราก็คิดว่ามันคงจะดีถ้าจะเอามาจัดแสดงให้คนแถวนี้ รวมถึงเจ้าของได้เห็นว่าห้างนี้มันเปลี่ยนแปลงไปเป็นอะไรได้บ้างจากไอเดียของนักศึกษาซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่” 

2. นิทรรศการ 20×20

“ผลงานนักศึกษานั้นก็สนุกดี แต่เรามาคิดกันว่ามันค่อนข้างจำกัดคนมาดูมากเลย งานแสดงผลงานนักศึกษาสถาปัตย์ฯ ก็คงมีแต่นักศึกษาสถาปัตย์ฯ ด้วยกันมาดู เราเลยมาคิดว่าน่าจะต้องหาอะไรอย่างอื่นที่น่าสนใจมากกว่ามาจัดแสดง แล้วงานอะไรที่คนทั่วไปน่าจะอยากมาดู เลยมาคิดว่าน่าจะเป็นการลองเล่าเรื่องราวของบางลำพูในสายตาของคนภายนอกอย่างเรา ด้วยการใช้สิ่งของยี่สิบสิ่ง เล่าเรื่องราวของกลุ่มคนยี่สิบ คน ที่สะท้อนความเป็นย่านแห่งนี้ โดยเราเริ่มคิดจากคีย์เวิร์ดที่คนภายนอกจะนึกถึงเกี่ยวกับบางลำพู ว่าเกี่ยวข้องกับ ‘คน’ กลุ่มใดบ้าง จากนั้นจึงไปหาสิ่งของที่สามารถ Represent กลุ่มคนต่างๆ ได้ อย่างธง ชุดนักเรียน เสื้อกล้ามข้าวสาร ขนมหวาน อุปกรณ์ถักไหมพรม เป็นต้น 

“โดยในการหาข้อมูลเพื่อจัดนิทรรศการส่วนนี้ ถือเป็นขั้นตอนหนึ่งของการประชาสัมพันธ์กิจกรรมที่จะเกิดขึ้น และเป็นการชวนคนในชุมชนต่างๆ พูดคุยเกี่ยวกับย่านบางลำพูและห้างนิวเวิลด์ด้วย คือเราตั้งใจให้กระบวนการทำนิทรรศการเป็นการสร้างปฎิสัมพันธ์กับชุมชนไปด้วย

3. นิทรรศการ 40 คนสำคัญแห่งย่านบางลำพู โดยทีมชมรมเกสรลำพู

“ตอนที่เริ่มคิดทำตัวนิทรรศการเพิ่มเติมก็พอดีเจอต้ามาเล่าว่า เขาทำงานวิจัยเกี่ยวกับ Key Person สี่สิบคนในย่านบางลำพูอยู่ ก็เลยคิดว่าในสายตาของคนที่อยู่ย่านนี้มานาน น่าจะรู้จักบางลำพูในอีกรูปแบบหนึ่งที่แตกต่างจากสิ่งที่คนนอกอย่างเรามองเข้าไป งานวิจัยของต้าเป็นการการสัมภาษณ์คนสำคัญแห่งย่านบางลำพูสี่สิบคน เราเลยคิดกันขึ้นมาว่ามันคงจะน่าสนใจดีที่จะเอาเนื้อหาของนิทรรศการมาจัดแสดงร่วมกัน จะได้เห็นมุมมองของความเป็นบางลำพูทั้งจากคนภายนอกชุมชนและคนในชุมชน

4. Lighting Installation ตีความความเป็นย่านบางลำพูจากอดีตสู่อนาคต โดยทีมศิษย์เก่าสถาปัตย์ศิลปากร

“ด้วยความที่ห้างมันมืดมากและมีพื้นที่ค่อนข้างใหญ่ เราเลยอยากให้บรรยากาศมีชีวิตชีวาขึ้น ก็เลยคิดถึงการใช้แสงมาสร้างบรรยากาศในพื้นที่ เลยชักชวนศิษย์เก่าให้มาร่วมด้วยสองกลุ่ม โดยให้โจทย์เป็นการใช้แสงเล่าเรื่องของบางลำพูออกมา ซึ่งกลุ่มแรกจะฉายโปรเจกเตอร์ลงบนพื้นผิวย้อนให้เห็นสมัยยังเป็นวังมัจฉา เพราะคนรุ่นใหม่ๆ ส่วนมากจะจดจำนิวเวิลด์จากการเป็นวังมัจฉามากกว่าห้างสรรพสินค้า ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งทำเป็นลักษณะใช้แสงสร้างรูปทรงบันไดผสมกับการใช้ผ้า ซึ่งเป็นของขึ้นชื่อในย่านบางลำพู มาสร้างให้เห็นชีวิตของผู้คนที่อาศัยในย่านนี้ เหมือนชี้ให้เห็นถึงอนาคตการเปลี่ยนแปลงต่อไปของบางลำพู” 

5. วงสนทนาเกี่ยวกับย่านบางลำพูในรูปแบบ Facebook Live

วันที่ 14 มิถุนายน 2563 เวลา 14.00 น. หัวข้อ “บางลำพูของฉัน และวันนั้นที่นิวเวิลด์” จะชวนคนในชุมชนมาคุยเรื่องความทรงจำสนุกๆ ที่มีกับห้างแห่งนี้กัน 

ส่วนวันที่ 20 มิถุนายน 2563 เวลา16.00 น. หัวข้อ “Newเวิลด์ โอลด์Town” ชวนนักวิชาการ สถาปนิก (Hypothesis) และตัวแทนคนรุ่นใหม่จากำชมรมเกสรลำพู ในชุมชนมาคุยเรื่องอนาคตและห้างและย่านแห่งนี้

6. การทดลองจัดนิทรรศการรูปแบบใหม่

อาจารย์หน่องยังอธิบายถึงรูปแบบการจัดนิทรรศการที่จะแตกต่างออกไป เพราะได้ทดลองจัดนิทรรศการรูปแบบใหม่ขึ้นมาภายใต้สถานการณ์โรคระบาดอย่าง COVID-19 ที่ทำให้การเข้าชมนิทรรศการมีข้อจำกัด จึงเกิดการทดลองปรับเปลี่ยนรูปแบบการเข้าชมโดยไม่เปิดเป็นนิทรรศการสาธารณะ แต่เป็นการเชิญแขกรับเชิญ โดยเน้นที่คนในชุมชนและคนที่อาจจะมีมุมมองที่เกี่ยวข้องอื่นๆ เข้าไปดูนิทรรศการในแต่ละวัน แล้วให้คนเหล่านั้นเล่าเรื่องราวในนิทรรศการออกมาตามมุมมองของตัวเอง ผ่านทางเพจ Facebook : บางลำพู everyday

นิวเวิลด์ โอลทาวน์ เมื่อห้างร้างกลับมาเปิดอีกครั้ง เพื่อจัดนิทรรศการของชาวบางลำพู, ห้างนิวเวิลด์, New world, บางลำภู

ห้างสรรพสินค้านิวเวิลด์ บางลำพู ร่วมกับคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ประชาคมบางลำพู และชมรมเกสรลำพู จัดนิทรรศการ ARCH SU FEST: 2020 | New World x Old Town ในวันที่ 13 – 21 มิถุนายน 2563 ที่ห้างสรรพสินค้านิวเวิลด์ บางลำพู ติดตามช่องทางการเผยแพร่นิทรรศการได้ตลอดเดือนมิถุนายนนี้ ที่ Facebok : บางลำพู everyday 

อาคารนิวเวิลด์ได้รับการตรวจสอบความแข็งแรงของโครงสร้างจากทางวิศวกร และได้รับการยืนยันแล้วว่าปลอดภัยต่อการใช้งาน พร้อมทั้งมีการติดตั้งอุปกรณ์รักษาความปลอดภัยไว้ตลอดในระหว่างที่ติดตั้งและจัดงานนิทรรศการแห่งนี้

Writer & Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

“มีไหน ๆ…

มีเจียงแสนหลวง”

ภาษาเหนือที่แปลได้ว่า “อยู่ที่ไหน… อยู่เชียงแสนหลวง” ถ้าถามว่าไปเที่ยว ‘เชียงแสนหลวง’ กันไหม อาจจะได้คำตอบเป็นความเงียบ แต่ถ้าถามถึง ‘เชียงแสน’ และทะเลสาบเชียงแสน คงมีคนรู้จักมากกว่า แต่ก่อนแขวงเชียงแสนหลวงเป็นชื่อเดิมของพื้นที่ที่มีภูเขาล้อมรอบ เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจึงแยกแขวงเชียงแสนหลวงเป็น 3 อำเภอของจังหวัดเชียงรายใน พ.ศ. 2452 คือ อำเภอแม่จัน แม่สาย อำเภอเชียงแสน 

ส่วนตัวเมืองเชียงแสน คนในพื้นที่ยังคงเรียกว่าเวียงเก่า ด้วยความที่เป็นเมืองโบราณรุ่นแรก ๆ ก่อนเกิดล้านนา จึงมีตำนานเกิดขึ้นมากมาย เดินทางไหน หันไปทางใด ก็ต้องเจอสักเรื่อง นอกจากนี้เชียงแสนหลวงยังมีแม่น้ำจัน แม่น้ำคำ แม่น้ำสาย และแม่น้ำโขง หล่อเลี้ยงพื้นที่ ภายในพื้นที่แอ่งเชียงแสนจึงมีพื้นที่ชุ่มน้ำซึ่งมีความสำคัญระดับชาติ เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่โด่งดัง ทั้งทะเลสาบเชียงแสนและเวียงหนองหล่ม ความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่ทำให้มีการปลูกข้าวหลากหลายสายพันธุ์ เฉพาะที่อำเภอเชียงแสน มีการสำรวจชื่อพันธุ์ข้าวทั้งข้าวเหนียวและข้าวจ้าวถึง 78 สายพันธุ์ ที่ยังคงพบและปลูกอยู่มีเพียง 36 สายพันธุ์ และสูญหายไปถึง 42 สายพันธุ์ หนึ่งในนั้นคือ ‘ข้าวเหนียวเขี้ยวงู’ ราชาแห่งข้าวเหนียวที่หายไปจากสารบบการปลูกข้าวของเกษตรกรในพื้นที่ เนื่องจากนโยบายเอาข้าวพันธุ์เก่ามาแลกข้าว กข.6 ใน พ.ศ. 2520 เน้นการผลิตแบบอุตสาหกรรมเพื่อขาย เพราะข้าว กข.6 ให้น้ำหนักและผลผลิตมากกว่า

การเดินทางในครั้งนี้ เราจึงอยากชวนคุณมากินข้าวเหนียว พร้อมท่องตำนานของเชียงแสนหลวงไปด้วยกัน

ตำนานและของดี 'แขวงเชียงแสนหลวง' อาณาเขตโบราณที่ไม่ใช่แค่ อ.เชียงแสน ในปัจจุบัน

เมื่อราชาข้าวเหนียวกลับบ้าน

เมื่อหลายปีก่อน ข้าวเหนียวเขี้ยวงูได้กลับมายังบ้านเกิดอีกครั้ง โดยศูนย์วิจัยข้าวเชียงรายนำข้าวเหนียวเขี้ยวงูพันธุ์ 8974 กลับมาปลูก ความเป็นพันธุ์ท้องถิ่นทำให้ข้าวเหนียวเขี้ยวงูมีความต้านทานโรค ดูแลง่าย ใช้สารเคมีน้อย เข้าระบบเกษตรอินทรีย์ได้ง่าย ด้วยต้นทุนทางเคมีที่ต่ำลง ทำให้ข้าวเหนียวเขี้ยวงูกลับมาทวงพื้นที่ปลูกอีกครั้ง และกลับมาครองบัลลังก์ข้าวอันดับหนึ่งที่โดดเด่นในจานของหวานอย่างเต็มภาคภูมิ จนกระทั่งในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2562 กรมทรัพย์สินทางปัญญาประกาศให้ข้าวเหนียวเขี้ยวงูเชียงรายเป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิสาสตร์หรือ GI ความอร่อยเหนียวนุ่มของข้าวชนิดนี้ ทำให้ใน พ.ศ. 2564 มียอดจองผลผลิตข้าวเหนียวเขี้ยวงูที่ออกมาในปีนั้นเกือบทั้งหมด กลายเป็น ‘A Must’ ของการทำข้าวเหนียวมูน

อร่อยจนเกิดปรากฏการณ์ ‘แสร้งว่าข้าวเหนียวเขี้ยวงู’

เราเดินทางมาที่แม่จันเพื่อตามหาข้าวเหนียวเขี้ยวงู เพราะสืบค้นมาได้ว่า มีการนำข้าวเหนียวเขี้ยวงูพันธุ์แท้มาปลูกที่นี่เป็นพื้นที่แรก กลุ่มเกษตรกรกลุ่มแรก ๆ ที่เริ่มปลูกคือกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรกรแปรรูปข้าวปลอดภัยแบบยั่งยืน แม่จัน

ภายใต้แบรนด์อู่ข้าวแม่จัน เราไปเยี่ยมนาของ ประดิษฐ์ ราวิชัย เวลานั้นเป็นช่วงดำนาพอดี คนสำคัญผู้ขับเคลื่อนกลุ่มเล่าให้ฟังว่า

“บ้านเรามีแม่น้ำจันหล่อเลี้ยงพื้นที่ แม่น้ำคำที่มาจากเทือกเขาดอยตุงเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำ ทำให้ได้ผลผลิตข้าวหอมนุ่มเพราะไม่ขาดน้ำ มีคนพูดว่า ข้าวที่ดีที่สุดในการมูนข้าวเหนียวคือข้าวเหนียวเขี้ยวงู ซึ่งคุณสมบัติที่โดดเด่นของข้าวชนิดนี้ คือ อุ่นได้หลายครั้งโดยที่ข้าวไม่เสียรูปและไม่อืดแฉะติดมือ เมื่อเอาไปทำข้าวเหนียวมูน ข้าวจึงยังคงชักเงาเรียงเมล็ดสวย แม้นำเข้าตู้เย็นแล้วกลับเอามาอุ่นไมโครเวฟอีกครั้ง นอกจากนี้ยังกินได้เรื่อย ๆ จนอิ่ม โดยไม่รู้สึกแน่นหรืออึดอัด เมื่อเทียบกับข้าว กข. 6 ข้าวเหนียวเขี้ยวงูจะค่อย ๆ ย่อย ค่อย ๆ ให้พลังงานไป น่าจะดีต่อสุขภาพของคนที่ต้องการคุมอาหาร ย่อยเป็นน้ำตาลช้า ดีต่อคนที่รักษาสุขภาพ โดยเฉพาะคนเป็นเบาหวาน”

นั่งคุยกันสักพัก พี่ประดิษฐ์ก็ทอดข้าวแต๋นเพื่อให้ลองกินเปรียบเทียบข้าวสองชนิด คือ ข้าว กข.6 ซึ่งปัจจุบันโรงสีบางแห่งนำไปขัดสีให้เมล็ดเล็กเรียวเหมือนข้าวเหนียวเขี้ยวงู และข้าวเหนียวเขี้ยวงูของแท้ ดูจากหน้าตาแล้ว เมล็ดข้าว กข.6 จะอ้วนกว่าเล็กน้อย แต่ในเรื่องความแน่นของเมล็ด ข้าว กข.6 พรุนกว่า ร่วนกว่า ในขณะที่ข้าวเหนียวเขี้ยวงูแม้จะทอดแล้ว แต่เนื้อก็ยังอัดแน่นด้วยรสชาติและหอมมันกว่า 

  เมื่อความต้องการของข้าวเหนียวเขี้ยวงูเพิ่มขึ้น ปรากฏการณ์ ‘แสร้งว่าข้าวเหนียวเขี้ยวงู’ จึงเกิดขึ้นมากมาย ดังนั้น การที่จะได้รับรอง GI ว่าเป็นของแท้นั้นจึงต้องมีกฎกติกา คือ ต้องเป็นข้าวเหนียวพันธุ์ 8974 สายพันธุ์บริสุทธิ์ที่ปลูกในพื้นที่ 4 อำเภอของจังหวัดเชียงรายเท่านั้น ได้แก่ อำเภอเชียงแสน อำเภอแม่สาย อำเภอแม่จัน อำเภอพาน และยังมีข้อจำกัดอื่น ๆ ในการปลูก โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์กษิดิศ ใจผาวัง จากมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย เล่าให้เราฟังว่า

“กระบวนการปลูกข้าวเหนียวเขี้ยวงูใช้เวลา 150 วัน ในขณะที่ข้าวสายพันธุ์อื่นเก็บเกี่ยวได้ใน 90 วันขึ้นไป นอกจากนี้ ข้าวเหนียวเขี้ยวงูพันธุ์ 8974 ได้รับการรับรองเป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2561 ทำให้มีการระบุเรื่องขั้นตอนการปลูก คือ ต้องปลูกด้วยวิธีการดำนาเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นการใช้รถดำนาหรือใช้คนก็ได้ ด้วยเหตุนี้ เกษตรกรผู้ปลูกจึงต้องใช้เวลารอคอยผลผลิตยาวนานกว่า

“ปัญหาอีกข้อคือปริมาณผลผลิตต่อไร่ของข้าวเหนียวเขี้ยวงูค่อนข้างต่ำ ประมาณ 60 ถังต่อไร่ เพราะเป็นข้าวเมล็ดเล็ก ในขณะที่ข้าวสายพันธุ์อื่นเน้นทำน้ำหนัก ขายตามน้ำหนักได้ ด้วยข้อจำกัดดังกล่าวจึงเป็นโจทย์ให้คณะวิจัยว่า จะทำอย่างไรให้เกษตรกรหันมานิยมปลูกข้าวเหนียวเขี้ยวงูเพิ่มขึ้น เราก็เลยเอาแนวคิดการผลิตข้าวเหนียวเขี้ยวงูแบบภูมิปัญญาท้องถิ่น ผสมผสานกับการปลูกแบบ Eco Rice เข้ามาใช้”

ซึ่งในเวลานี้ก็มีแหล่งปลูกข้าวเหนียวเขี้ยวงูแบบอินทรีย์ที่ได้ GI แล้วที่อำเภอพาน อำเภอแม่จัน ข้าวชนิดนี้จึงกลายเป็นสินค้าสำคัญของเชียงรายในที่สุด 

ตำนานและของดี 'แขวงเชียงแสนหลวง' อาณาเขตโบราณที่ไม่ใช่แค่ อ.เชียงแสน ในปัจจุบัน
ตำนานและของดี 'แขวงเชียงแสนหลวง' อาณาเขตโบราณที่ไม่ใช่แค่ อ.เชียงแสน ในปัจจุบัน

‘ควาย’ แรงงานในนาข้าว ฮีโร่แห่งเวียงหนองหล่ม

เวียงหนองหล่มมีพื้นที่ราว 10,000 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่อำเภอแม่จันและอำเภอเชียงแสน มีตำนานเล่าว่า เดิมที่นี่เป็นเมืองที่เจริญรุ่งเรือง แต่วันหนึ่งมีชาวบ้านฆ่าปลาไหลเผือกแล้วนำมาแบ่งกันกินทั้งเมือง จึงเกิดอาเพศ เมืองล่มหายลงไปใต้สายน้ำ เหลือเพียงบ้านของแม่หม้ายที่รอดเพราะไม่ได้รับส่วนแบ่งปลาไหล บริเวณนั้นจึงเรียกว่าดอนแม่หม้าย ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของวัดป่าหมากหน่อ ซึ่งเราสามารถไปตามหาเรื่องราวของแม่หม้ายผู้รอดพ้นจากน้ำท่วมได้ในตำนานโยนกนคร 

ตำนานและของดี 'แขวงเชียงแสนหลวง' อาณาเขตโบราณที่ไม่ใช่แค่ อ.เชียงแสน ในปัจจุบัน

เวียงหนองหล่มนอกจากเป็นพื้นที่ในตำนานแล้ว ยังเป็นพื้นที่เลี้ยงควายตามธรรมชาติขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ มีปางควายอยู่หลายแห่ง เช่นที่บ้านป่าสักหลวง บ้านป่าถ่อน บ้านต้นยาง บ้านห้วยน้ำราก ปางควายทำหน้าที่เหมือนธนาคารควาย ชาวบ้านจะเอาควายมาฝากเลี้ยง เมื่อถึงฤดูกาลปลูกข้าวก็มาเอาไปทำนา 

ในช่วงเดือนสิงหาคม หลังจากทำนาก็มีการทำขวัญควาย เป็นการขอขมาที่ทุบตีหรือดุด่าระหว่างการปลูกข้าว ดังนั้น หากต้องการเห็นพิธีการทำขวัญควาย ก็มาเข้าร่วมได้ในช่วงเดือนสิงหาคมของทุกปี เนื่องจากควายเหล่านี้ไม่ได้สนตะพาย พวกมันไม่คุ้นเคยกับผู้คน จึงควรมีคนในพื้นที่ให้ข้อมูลและนำเที่ยว

ควายเป็นแรงงานสำคัญในการทำนาเพื่อหล่อเลี้ยงชีวิตของเกษตรกร จึงมีความสำคัญต่อเกษตรกรในพื้นที่ ที่นี่จึงไม่มีการกินลาบควาย หรือทำอาหารที่มาจากเนื้อควาย แต่ชาวบ้านก็ใช้ประโยชน์จากควายอีกทางหนึ่งคือ การทำกาแฟขี้ควาย โดยเอาผลเบอร์รี่ของกาแฟให้ควายกิน กาแฟจะย่อยอยู่ในท้องควาย 2 วันและถ่ายลงบนพื้นในคอก เหลือเพียงเมล็ดและสารกาแฟ จากนั้นจึงนำมาล้าง ตาก และคั่วกระทะแบบบ้าน ๆ นำมาบดแล้วชงด้วยไซฟอน เพราะในพื้นที่ยังไม่มีไฟฟ้า จึงไม่มีเครื่องชงกาแฟไฟฟ้า รสชาติไม่เลวเลย มีกลิ่นควันฟืน ต่างจากเมล็ดที่คั่วตามร้าน จิบกาแฟไป คนดูแลปางควายก็บอกว่า

“ความสำคัญของการเลี้ยงควายที่ปางควาย ก็คือถ้ามีควาย ก็มีนา ถ้าคนยังเลี้ยงควาย พื้นที่ชุ่มน้ำปางควายก็จะคงอยู่ได้ ป้องกันคนบุกรุกเพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัย” นั่นหมายถึงทั้งคน นา และควาย ต่างพึ่งพาอาศัยกัน ทำให้พื้นที่ชุ่มน้ำของเชียงแสนยังคงสมบูรณ์อยู่

ตำนานและของดี 'แขวงเชียงแสนหลวง' อาณาเขตโบราณที่ไม่ใช่แค่ อ.เชียงแสน ในปัจจุบัน
ตำนานและของดี 'แขวงเชียงแสนหลวง' อาณาเขตโบราณที่ไม่ใช่แค่ อ.เชียงแสน ในปัจจุบัน

ตำนานสะพานทองคำ กับความอุดมสมบูรณ์ของแม่จัน

จากนาของพี่ประดิษฐ์ จะมองเห็น ผาม้า ผาขนาดใหญ่ตระหง่าน และที่อยู่ไม่ไกลคือผาคอกวัว ซึ่งมีตำนานเล่าถึงสะพานทองคำที่เชื่อมสองผานี้เข้าด้วยกัน วันหนึ่งมีแม่หม้าย (แม่หม้ายอีกแล้ว น่าจะคนละคนกับดอนแม่หม้าย) มาเลื่อยสะพานจะเอาทองคำไปใช้ สะพานก็เลยหดตัวกลับ เศษทองที่เลื่อยไปก็ตกลงในน้ำกลายเป็นที่ร่อนทองคำ เป็นที่มาของชื่อแม่น้ำคำ 

เชื่อว่าจุดที่สะพานหายไป ก็คือจุดที่ชาวบ้านทำฝายผาม้าเพื่อทดน้ำเข้าเหมืองหลวง แจกจ่ายน้ำให้กับพื้นที่ทางการเกษตร เส้นทางระหว่างการไปผาม้าในช่วงเย็นสวยงาม ยิ่งถ้ามาในช่วงฤดูที่ข้าวเขียว จะยิ่งเปลืองเมมโมรี่กล้องถ่ายรูปเข้าไปอีก จากผาม้าเราอยากชวนไปดูจิตรกรรมลายคำ ภายในวิหารวัดพระธาตุนางคอย ผลงานของ อาจารย์ทรงเดช ทิพย์ทอง ลวดลายอ่อนช้อยที่สร้างจากแรงศรัทธาในพุทธศาสนา

ช้างงู ต้อนรับคุณสู่เวียงเชียงแสน

เชียงแสนหรือที่คนเก่าคนแก่เรียกว่า เวียงเก่า เป็นเมืองที่มากด้วยตำนาน เริ่มตั้งแต่ก่อนเข้าเชียงแสนจะเจอกับวงเวียนสัตว์ในจินตนาการ มีตัวเป็นงู หัวเป็นช้าง ตามตำนานสิงหนวัติเล่าว่า พญาพรหม ราชบุตรองค์ที่ 2 ของพระเจ้าพังคราชแห่งเวียงพางคำ เป็นผู้กอบกู้เมืองครั้งที่ขอมครองเมือง โดยมีช้างศึกที่ชื่อช้างพางคำ ได้มาจากเห็นงูในแม่น้ำโขงแล้วจับมาได้กลายเป็นช้างมาช่วยรบ พอรบเสร็จก็กลายร่างกลับไปเป็นงูเลื้อยหายไปที่ดอยสะโง้ ดังนั้น เวลาไปวัดในเชียงแสน ก็จะเห็นช้างงูนี้อยู่ตามที่ต่าง ๆ ในวัด

ตำนานและของดี 'แขวงเชียงแสนหลวง' อาณาเขตโบราณที่ไม่ใช่แค่ อ.เชียงแสน ในปัจจุบัน
ตำนานและของดี 'แขวงเชียงแสนหลวง' อาณาเขตโบราณที่ไม่ใช่แค่ อ.เชียงแสน ในปัจจุบัน

การท่องเที่ยวเชียงแสนจะสนุกครบสมบูรณ์ ถ้าคุณได้เจอกับคุณน้ำหวานที่บ้านฮอมพญ๋าล้านนาเชียงแสน เธอจะชวนคุณไป ‘นุ่งซิ่น กินปิ่นโต เที่ยวเวียงเก่า’ ที่น่าสนใจยิ่งไปกว่านั้น สายมูไม่ควรพลาดทริปนี้ เพราะนอกจากเขาจะพาคุณไปเที่ยวเมืองเก่าเชียงแสนแล้ว ยังจบที่การเสริมดวงชะตาเป็นสิริมงคลให้กับชีวิตอีกด้วย 

เมืองเชียงแสนสร้างมาตั้งแต่สมัยพญาแสนภู ประกอบด้วยกำแพงสองชั้นคั่นด้วยคูน้ำ มี 12 ประตู 7 ป้อม เส้นทางนุ่งซิ่นกินปิ่นโต จะเล่าเรื่องเริ่มจากแผนที่เชียงแสน สู่เส้นทางท่องเที่ยว 9 วัด 8 ทิศ ตามทักษาโหราโบราณ ทีมของเรานั้นเริ่มจากการฟังเรื่องทักษาเมือง แล้วจึงพากันทำหมากเบ็งหมากพุ่ม ดูดวงว่าควรจะไปเอาหมากเบ็งหมากพุ่มที่ทำเสร็จไปไหว้ที่วัดไหน เพื่อเสริมดวงชะตาเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต แล้วก็หิ้วปิ่นโตไปกินข้าวใต้ร่มไม้ที่วัดป่าสัก กลับมาทำผ้าพิมพ์ลายใบสัก ถือว่าเป็นทริป 1 วันที่ครบวงจรมาก ๆ ทำให้เรารู้จักวัดเก่าในเมืองเชียงแสน รู้ประวัติเมือง และเที่ยวอย่างเข้าใจเมืองเชียงแสนไปในคราวเดียวกัน

วัดพันปีบนดอยเชี่ยงเมี่ยง

ถ้าอยากเห็นวิวของสามเหลี่ยมทองคำสวย ๆ จะต้องขึ้นไปที่วัดนี้ ตั้งอยู่บนดอยเล็ก ๆ เรียกว่าดอยเชี่ยงเมี่ยงริมน้ำรวก ที่นี่มีตำนานของพระธาตุปูเข้า เล่าเรื่องราวของกษัตริย์องค์ที่ 2 ของเวียงหิรัญเงินยางผู้ปราบปูยักษ์ มีพระนามว่าพระยาลาวแก้วเก้าเมืองมา ได้รับภารกิจจากพระบิดาคือพระเจ้าลวจังกราช มาปราบปูที่ทำลายนาของชาวบ้าน จับปูยักษ์ได้ตัวหนึ่ง แต่อีกตัวนั้นหนีไปได้ พอพระองค์ขึ้นครองราชย์ ก็เลยสร้างพระธาตุปิดทางไม่ให้ปูเข้าเสียเลย เห็นหลักฐานของปูได้ที่ฐานบันไดนาค ด้านบนเดินจากจุดชมวิวขึ้นไปอีกจะพบวิหารเก่าแก่และร่องรอยพระธาตุปรักหักพัง ภายในวิหารนั้นเย็นสบาย แม้ด้านนอกร้อนระอุมอดไหม้ นั่งแล้วจิตใจสงบมาก

ด้านข้างของวัดเป็นพิพิธภัณฑ์บ้านฝิ่น เล่าเรื่องราวความหลากหลายของชาติพันธุ์ในเชียงราย การปลูกฝิ่น และที่น่าสนใจที่สุดน่าจะเป็นที่เก็บของสะสมสิงห์รมควัน ตั้วแต่กล้องสูบฝิ่น กล้องสูบยาดินเผา หรือมูยาอายุ 200 – 300 ปี

รู้จักแขวงเชียงแสนหลวงผ่านตำนานและของดีประจำแขวง ที่มีตั้งแต่ข้าวเหนียวเขี้ยวงู จนถึงกาแฟขี้ควาย
รู้จักแขวงเชียงแสนหลวงผ่านตำนานและของดีประจำแขวง ที่มีตั้งแต่ข้าวเหนียวเขี้ยวงู จนถึงกาแฟขี้ควาย

ตำนานเวียงเปิกสา ที่เชียงแสนน้อย

ในเชียงแสนหลวง ยังมีเชียงแสนน้อย หรืออีกชื่อหนึ่งคือเวียงเปิกษา ตามตำนานเชียงแสนน้อยเป็นเมืองที่สร้างขึ้นหลังจากที่เมืองโยนกนาคพันธุ์หรือเวียงหนองหล่มล่มลง คนที่เหลือ (นอกจากแม่หม้ายคนนั้นที่ยังอยู่ที่เดิม) นำทีมโดยขุนลัง ก็พากันมาตั้งเมืองใหม่ทางด้านทิศตะวันออกของเมืองเดิม ให้ชื่อว่าเวียงเปิกสา คือถ้าใครอยากเป็นเจ้าเมืองก็ให้มาเปิกสากันก่อน 

แต่ทว่าในพงศาวดารบันทึกว่า เชียงแสนน้อยนั้นเรียกง่าย ๆ ว่าเป็นเมืองชั่วคราว เป็นแคมป์ไซต์ของพญาแสนภูที่อยู่ตอนสร้างเมืองเชียงแสน ปัจจุบันถ้าเราอยากเห็นเมืองเชียงแสนน้อย ก็ให้ขึ้นไปที่พระธาตุผาเงา ที่จุดชมวิวถ้ามองลงไปจะเห็นชุมชนบ้านเรือน เขาว่านั่นคือเมืองเชียงแสนน้อย

รู้จักแขวงเชียงแสนหลวงผ่านตำนานและของดีประจำแขวง ที่มีตั้งแต่ข้าวเหนียวเขี้ยวงู จนถึงกาแฟขี้ควาย

การเดินทางไปเชียงแสนหลวงมีเรื่องราวมากมาย จากตำนานหลากหลายที่มาที่คนพื้นที่ผลัดกันเล่า ตั้งแต่ตำนานเมื่องล่ม ช้างงู ปูยักษ์ ไปจนถึงการล่มสลายของเมือง (มีแม่หม้ายหลายคน) ถ้าตั้งตัวไม่ดีฟังไม่ถ้วนถี่ อาจจะเกิดอาการเมาตำนานได้ 

เชียงแสนเป็นเมืองร้างมาหลายครั้ง คนพื้นที่ของเชียงแสนเดิมก็ถูกย้ายไปอยู่หลายที่ ทั้งที่บ้านฮ่อม เชียงใหม่ สระบุรี และกระจายอยู่ทั่วไปในประเทศไทย คนพื้นที่ปัจจุบันมีทั้งชาวยอง ชาวอีสาน และอีกหลากหลายชาติพันธุ์ที่กลืนกลายเป็นคนเมืองพูดคำเมือง ข้าวที่ปลูกปัจจุบันมีทั้งข้าวเหนียวเขี้ยวงู ข้าวเจ้าหอมมะลิ และข้าวจากหลากหลายชาติพันธุ์ที่ปลูกในพื้นที่เชียงแสน

ในความหลากหลายนี้ มีสิ่งหนึ่งที่ทุกคนมีเหมือนกัน คือ ความรักเชียงแสน รักประวัติศาสตร์และตำนานของเชียงแสน พร้อมที่จะบอกเล่าเรื่องราวของเชียงแสนหลวงให้กับคนรุ่นใหม่ และทุกคนที่มาเยือนอย่างจริงใจ

ข้อมูลติดต่อ

ปางควาย และ กาแฟขี้ควาย : ติดต่อคุณอนันต์ เทศบาลตำบลจันจว้า 08 7177 6769

กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรกรแปรรูปข้าวปลอดภัยแบบยั่งยืน อำเภอแม่จัน : คุณประดิษฐ์ 08 7657 1650

กลุ่มวิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวเพื่อสังคมเชียงแสน : คุณมัชฌิมา ยกยิ่ง (น้ำหวาน) 06 2809 5831

Writer

นฤมล ชมดอก

นักผจญอาหาร ชอบเล่าเรื่องการเดินทาง ตั้งใจจะเปิดเพจรีวิวให้เพื่อนเพราะขี้เกียจตอบคำถาม งานงอกลุกลามกลายเป็นเว็บไซต์ go2askanne.co และแฟนเพจ go2askanne ที่มีมิตรรักนักกินเข้าร่วมมากมาย

Photographer

ฉัตรชัย ยิ้มแย้ม

ช่างภาพสายงานแต่งที่ผันตัวเองมาถ่ายงานสายสารคดีและอาหาร ด้วยใจรักในการผจญภัยจึงเก็บสะสมเรื่องราวการเดินทางมาเป็นเพจพายเรือไปแคมป์ สำหรับนักเดินทางที่รักการแคมป์ปิ้ง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load