เริ่มต้นที่ท่านปู่ ชาร์ลส์ ดาร์วิน ละกัน

นักธรรมชาติวิทยาระดับตำนาน บิดาแห่งวิวัฒนาการ ผู้ค้นพบกระบวนการธรรมชาติที่คัดสรรให้กำเนิดความสารพัดสารพันของสิ่งมีชีวิต นักคิดผู้เบิกเนตรและเปลี่ยนแปลงมุมมองของมนุษยชาติไปตลอดกาล

วิวัฒนาการหม้อข้าวหม้อแกงลิง จากพืชกินแมลง สู่หม้อเปิบพิสดารที่ไม่ได้กินแค่มดธรรมดา

นั่นคือภาพจำที่คนทั่วไปมักมีต่อปูชนียบุคคลเครางามท่านนี้

แต่จริง ๆ แล้ว คุณชาร์ลส์ ดาร์วิน ยังมีอีกมุมที่เป็นคนบ้างานอดิเรกมาก ๆ ด้วย

ในปี 1859 หลังจากบ่ม กรำ เคี่ยว และอู้ จากการส่งต้นฉบับหนังสือเล่มสำคัญนานเป็นสิบ ๆ ปี ในที่สุดคุณชาร์ลส์ ดาร์วิน ก็ได้ตีพิมพ์ผลงานสะท้านโลกอย่าง On the Origin of Species ออกสู่สาธารณะ (รู้สึกโล่งแทน) หลังจากนั้น แกก็ใช้เวลาฟินและหมกมุ่นอย่างเต็มที่แบบเช้าจรดค่ำ อยู่กับงานอดิเรกใหม่ซึ่งเพิ่งจะตกหลุมรักหมาด ๆ นั่นก็คือการเลี้ยงพืชกินแมลง

ถ้าไปอ่านบันทึกและจดหมายต่าง ๆ ของแกในยุค 1860 จะเต็มไปด้วยถ้อยคำพรรณนาถึงความฟินในการเลี้ยงน้องหยาดหรือหยาดน้ำค้าง (Sundews) พืชกินแมลงที่ดักจับเหยื่อด้วยหยดน้ำเหนียว ๆ ตรงปลายขน

วิวัฒนาการหม้อข้าวหม้อแกงลิง จากพืชกินแมลง สู่หม้อเปิบพิสดารที่ไม่ได้กินแค่มดธรรมดา
ภาพจากหนังสือพืชกินแมลงของชาร์ลส์ ดาร์วิน

ต่อจากนี้เป็นตัวอย่างคำของคุณดาร์วินที่ผมอ่านเจอจากหนังสือ Darwin’s Most Wonderful Plants

ข้าพเจ้า ‘เพลิดเพลินไม่รู้จบ’ (แกใช้คำว่า infinitely amused) กับการปลูกและทำการทดลองในต้นหยาดน้ำค้าง ข้าพเจ้าเฝ้าแต่ศึกษาหยาดน้ำค้าง ‘เหมือนคนบ้า (working like a madman)’

สมัยก่อนหน้านั้นสัก 10 กว่าปี แกเคยหมกมุ่นศึกษาเพรียงแล้วเรียกพวกมันว่า ‘เหล่าเพรียงที่รักของข้าพเจ้า (my beloved barnacles)’ แต่มายุคนี้แกเบื่อหน้าเพรียงแล้ว เปลี่ยนเป็น ‘หยาดน้ำค้างที่รักของข้าพเจ้า (my beloved Drosera)’ แทน ในจดหมายฉบับหนึ่งแกเขียนว่า “ณ นาทีนี้ ข้าพเจ้าสนใจเรื่องหยาดน้ำค้างมากกว่าเรื่องกำเนิดสายพันธุ์ทั้งหมดบนโลกเสียอีก” “โอ้หยาดน้ำค้างเอ๋ย ข้าจะรักเจ้าอย่างเหนียวแน่นจนวันตาย”

ความรักในพืชกินแมลงของปู่ดาร์วินนั้นลากยาวต่อมาเป็นทศวรรษ และช่วงหลังยังลามต่อไปถึงสายพันธุ์อื่น ๆ ด้วย ในปี 1874 แกเขียนบันทึกถึง 1 วันเต็ม ๆ ที่นั่งศึกษาสาหร่ายข้าวเหนียว (Utricularia) ซึ่งเป็นพืชกินแมลงอีกกลุ่มว่า “ในชีวิตของข้าพเจ้า ไม่เคยมีวันไหนทำงานแล้วมีความสุขเท่าวันนี้เลย” ให้ตายเถอะ จะฟินไปถึงไหน ถัดจากสาหร่ายข้าวเหนียว แกก็ยังลามต่อไปกาบหอยแครง และบรรยายถึงการงับด้วยกาบจับแมลงของมันไว้ว่า “ช่างเป็นการเคลื่อนไหวที่รวดเร็วและแข็งแกร่ง ควรได้รับชื่อว่าเป็นหนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ของโลก”

ผมดีใจมากที่คุณชาร์ลส์ ดาร์วิน หลงใหลในพืชกินแมลงขนาดนี้ เพราะผมเองก็ชอบและปลูกไว้เต็มบ้านเหมือนกัน โดยไม่ได้รู้มาก่อนด้วยว่าเป็นไม้กลุ่มโปรดของท่านปู่ เพิ่งมารู้ไม่นานนี้เองและแอบตัวลอยเล็กน้อยเมื่อพบว่าตนเองบังเอิญมีรสนิยมตรงกับปู่ อย่างไรก็ตาม ความฟินของผมไปได้ไม่สุด เพราะพืชกินแมลงที่ผมชอบเลี้ยงหลัก ๆ คือหม้อข้าวหม้อแกงลิง (Nepenthes) ซึ่งปู่ชาร์ลส์ ดาร์วิน แทบไม่ได้เขียนอะไรถึงพวกนี้ไว้เลย นอกจากบอกว่ามันมีน้ำย่อยในหม้อที่ย่อยแมลงได้

แอบเซ็งเล็กน้อยที่ไม่ได้เห็นปู่ดาร์วินเขียนเรียก โอ้ ‘หม้อที่รักของข้าพเจ้า’ แต่ก็เข้าใจได้ เพราะหม้อเป็นพืชเขตร้อนชื้นที่เลี้ยงยากพอสมควร โดยเฉพาะถ้าปลูกในภูมิอากาศแบบอังกฤษ ปู่อาจเคยพยายามเลี้ยงแล้วไม่รอดเลยถอดใจ แม้ปู่จะไม่ได้เลี้ยงเอง แต่ก็ยังเขียนจดหมายไปถามถึงหม้อที่เพื่อน (คุณโจเซฟ ฮุกเกอร์) ปลูกไว้ในกรีนเฮาส์ของสวนพฤกษศาสตร์คิวแห่งสหราชอาณาจักรอยู่เป็นระยะ ๆ

ที่เล่ามาทั้งหมดนี้ก็เพื่อจะบอกว่า แม้ปู่จะไม่มีโอกาสได้สัมผัสหม้อมากระหว่างที่ยังมีชีวิตอยู่ แต่ดวงวิญญาณของปู่จะต้องฟินมากแน่ ๆ หากรู้ว่าในช่วง 150 ปีที่ผ่านมา เหล่านักชีววิทยารุ่นหลังได้ค้นพบอะไรที่น่ามหัศจรรย์เกี่ยวกับหม้อบ้าง พืชกลุ่มนี้เป็นแหล่งรวมตัวอย่างการปรับตัวทางวิวัฒนาการที่เจ๋ง ๆ ทั้งนั้น ไหนจะหม้อที่เปลี่ยนตัวเองเป็นกระโถน หม้อที่ประกอบอาชีพเสริมเปิดโรงแรมให้ค้างคาวมาเช่า หม้อที่กลายเป็นหมู่บ้านมดชาวประมง หม้อที่กลายเป็นไหหมักกิมจิ และอื่น ๆ อีกมากมาย เดี๋ยวผมจะเล่ารายละเอียดเพิ่มเติม

ในทางวิวัฒนาการ อวัยวะใดที่เกิดขึ้นมาแล้ว พอกระจายไปอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่แตกต่างหลากหลาย มันจะค่อย ๆ ปรับเปลี่ยนดัดแปลงไป กลายเป็นเครื่องมือที่เหมาะกับสิ่งแวดล้อมนั้น ๆ เช่น กระดูกมือของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่กลายเป็นทั้งปีกค้างคาว อุ้งตีนหมี ครีบพะยูน และอื่น ๆ อีกมากมาย กรณีของหม้อก็เช่นกัน มันเริ่มจากเบสิก ถังใส่น้ำมีผนังลื่น แมลงตกลงไปก็ขึ้นมาไม่ได้ หม้อก็ย่อยและดูดซึมไปเป็นปุ๋ยไนโตรเจนให้ตัวเอง ซึ่งจากเบสิกนี้มันผันแปรไปได้อีกสารพัด ที่สำคัญคือแม้วงการวิทยาศาสตร์จะรู้จักและวิจัยหม้อมาเป็นร้อย ๆ ปีแล้ว แต่เราก็ยังค้นพบตัวอย่างใหม่ ๆ อยู่เรื่อย ๆ

ล่าสุดเมื่อเดือนที่ผ่านมานี้ มีรายงานการค้นพบ ‘หม้อใต้ดิน’

เพื่อนในอินเทอร์เน็ตที่รู้ว่าผมบ้าหม้อ กดส่งลิงก์ข่าวนี้มาให้ผมอ่านกันอย่างกระหน่ำ จนกลายเป็นแรงบันดาลใจให้ผมเริ่มคิดเขียนบทความนี้

หม้อใต้ดินเป็นหม้อชนิดใหม่ที่มีชื่อว่า Nepenthes pudica โดยคำหลังที่เป็นนามสกุล (พูดิกา) มีความหมายว่า ‘เหนียมอาย’ ก็คืออายจนมุดลงดิน (พืชอีกชนิดหนึ่งที่ได้สมญานี้คือไมยราบ Mimosa pudica ซึ่งอันนั้นก็เหนียมอายเหมือนกัน แต่อายแบบแตะแล้วม้วนต้วน)

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2012 คณะวิจัยจากมหาวิทยาลัย Palacký University Olomouc แห่งสาธารณรัฐเช็ก ชวนกันไปสำรวจป่าบนภูเขาแห่งหนึ่งที่จังหวัดกาลีมันตัน เกาะบอร์เนียว ประเทศอินโดนีเซีย ระหว่างเดินสำรวจ สิ่งหนึ่งที่สะดุดสายตาทีมวิจัยในตอนนั้นก็คือ พวกเขาเจอต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิงหลายต้นที่ไม่มีหม้อเลย แต่ดูจากลักษณะใบแล้วใช่หม้อแน่ ๆ

ตอนแรกทีมวิจัยสันนิษฐานว่า บนภูเขาความสูงระดับ 1,100 – 1,300 เมตร มีอากาศเย็น แมลงก็อาจจะมีน้อย บางทีหม้อพันธุ์นี้อาจวิวัฒนาการเลิกประกอบอาชีพดักแมลงไปแล้วก็ได้ เพราะผลิตหม้อไปก็ไม่คุ้ม ซึ่งก็ถือว่าเป็นสมมติฐานที่น่าคิดดี จนกระทั่งหนึ่งในสมาชิกคณะสำรวจ คุณ Ľuboš Majeský ได้พยายามถ่ายรูปต้นหม้อดังกล่าวใกล้ ๆ แล้วเผลอซุ่มซ่ามไปก่ายหรือเหยียบชั้นมอสส์ที่ปกคลุมโคนมันอยู่จนยุบพรวดลงไป ซึ่งเอ้า! ปรากฏว่าเผยให้เห็นหม้อจำนวนมากเรียงสลอนอยู่ในโพรงใต้ดิน

วิวัฒนาการหม้อข้าวหม้อแกงลิง จากพืชกินแมลง สู่หม้อเปิบพิสดารที่ไม่ได้กินแค่มดธรรมดา
Nepenthes pudica กับหม้อเหนียมอายที่ซ่อนอยู่ใต้ดิน
ภาพ : งานวิจัย phytokeys.pensoft.net/article/82872/

หม้อใต้ดินเหล่านี้มีรูปทรงเหมือนแจกันสีแดงเลือดหมู แต่ละใบขนาดยาวประมาณ 10 กว่าเซนติเมตร และมีจำนวนยุ่บยั่บดกดื่นมาก จังหวะที่ค้นพบนี้คงเป็นจังหวะยูเรก้าพอสมควรสำหรับทีมวิจัย หลังจากกรี๊ดกร๊าดกันเสร็จ พวกเขาก็ลองเช็กหม้อต้นอื่น ๆ ในบริเวณนั้นดู ปรากฏว่าเจอหม้ออีกมากมายที่ฝังอยู่ใต้ดินในลักษณะเดียวกัน แสดงว่าไม่ใช่เรื่องบังเอิญแล้ว

เมื่อสังเกตอย่างละเอียดยิ่งขึ้น ทีมวิจัยพบว่าหม้อใต้ดินเหล่านี้ล้วนงอกออกมาจากลำต้นและใบสีขาว ๆ ซีด ๆ ซึ่งก็ถูกกลบฝังอยู่ใต้ดินเช่นกัน ในรายงานวิจัยบอกว่า หม้อพันธุ์นี้อาจมีวิวัฒนาการยอดพิเศษสำหรับงอกลงดินโดยเฉพาะ คือยอดหลักที่งอกขึ้นฟ้าก็งอกไป แต่ยอดที่มุดดินน่าจะมีกลไกของฮอร์โมนที่พาหนีแสงแทนที่จะชูเข้าหาแสง ใบใต้ดินมีจุดสังเกตคือลดรูปเหลือเล็กลีบกระจึ๋งเดียวและมีสีขาวจั๊วะ เพราะไม่จำเป็นต้องสร้างคลอโรฟิลล์มาสังเคราะห์แสงอีกต่อไป แต่ขณะเดียวกันหม้อที่งอกจากใบเหล่านั้นกลับเป็นหม้อที่พัฒนาดีตามปกติ ทั้งยังมีผนังหนากว่าหม้อทั่วไปด้วย เพราะต้องแหวกดินในระหว่างที่มันป่องโตขึ้นมา ลงทุนขนาดนี้ทำให้น่าสงสัยมากว่าพวกมันมีหม้อไว้ดักจับอะไรกันนะ

ทีมวิจัยเก็บตัวอย่างมา 5 หม้อ แล้ววิเคราะห์ดูคอนเทนต์ที่อยู่ภายในอย่างละเอียด ก็พบว่าเหยื่อที่หม้อใต้ดินเหล่านั้นจับได้ส่วนใหญ่คือมด โดยมีด้วงกับสัตว์ตัวจิ๋วอื่น ๆ ที่อาศัยอยู่ใต้ดินปะปนมาบ้างนิดหน่อย และที่น่าสนใจคือ มีพวกลูกน้ำยุงอาศัยอยู่ในหม้อแบบเป็น ๆ โดยไม่ถูกย่อยด้วย นี่เป็นปรากฏการณ์ที่พบได้บ่อยในหม้อหลายสายพันธุ์อยู่แล้ว แต่กรณีนี้น่าสนใจมากว่ายุงมุดลงไปวางไข่ในน้ำของหม้อที่อยู่ใต้ดินได้ยังไงกันฟะ (Life finds a way คิดแล้วรู้สึกเกลียดยุงยิ่งกว่าเก่า)

สรุปแล้ว หม้อที่มุดลงดินน่าจะเป็นวิวัฒนาการของการปรับตัวตามสภาพแวดล้อมบนเขาสูง ซึ่งในดินมีแมลงให้จับมากกว่าในอากาศ (ใต้ดินน่าจะมีอุณหภูมิและความชื้นเหมาะสมกว่า) ถือเป็นการปรับตัวที่แยบยล ซึ่งถ้าท่านปู่ดาร์วินได้มาเห็นก็น่าจะชื่นชอบใช้ได้ แต่ผมว่าปู่ต้องฟินยิ่งกว่านี้อีกถ้าได้รู้จักหม้อกระโถน

Nepenthes lowii ชื่อเล่นสั้น ๆ ว่าน้องโลวี่ เป็นหม้ออีกสายพันธุ์ที่ต้องเผชิญโจทย์การอยู่รอดบนภูเขาสูงซึ่งแมลงไม่ค่อยชุกชุม แต่แทนที่มันจะวิวัฒนาการมุดลงดินไปล่ามดแบบเหนียม ๆ มันกลับใช้วิธีห้อยหม้อใหญ่ ๆ เด่น ๆ แล้วเปลี่ยนหม้อเป็นส้วมสาธารณะเสียเลย

วิวัฒนาการหม้อข้าวหม้อแกงลิง จากพืชกินแมลง สู่หม้อเปิบพิสดารที่ไม่ได้กินแค่มดธรรมดา
Nepenthes lowii หม้อที่วิวัฒนาการเป็นโถส้วมให้กับกระแต
ภาพ : photos.chienclee.com/

ทุก ๆ เช้า กระแตแถวนั้นจะแวะเวียนมาที่หม้อ เพราะฝาหม้อจะผลิตผลึกน้ำตาลหวาน ๆ กลิ่นฟรุตตี้ออกมาเรียกลูกค้า ระหว่างที่กระแตนั่งเลียฝาหม้อและอ่านข่าวจากมือถือ ตูดของมันจะอยู่ในตำแหน่งหย่อนอุนจิตุ๋ม ๆๆ ลงหม้อได้พอดี บางแหล่งบอกว่าของหวานที่หม้อปรุงให้กระแตกินนั้นมียาถ่ายปนอยู่ด้วย ที่แน่ ๆ รูปทรงของหม้อน้องโลวี่นี้วิวัฒนาการจนกลายเป็นโถส้วมจริง ๆ ไปแล้ว ไหนจะขอบโถที่กว้างกระชับรับสัดส่วน ถังพักคอนเทนต์ที่มีน้ำรองรับ และรูที่คอดเป็นคอห่านเพื่อป้องกันการตกส้วม ให้คุณกระแตได้นั่งปลดทุกข์อย่างปลอดภัยและมั่นใจ เริ่มต้นวันใหม่อย่างสดใสเอร็ดอร่อย จะขาดก็แค่ที่กดชักโครกกับสายฉีดตูดเท่านั้น

วิวัฒนาการหม้อข้าวหม้อแกงลิง จากพืชกินแมลง สู่หม้อเปิบพิสดารที่ไม่ได้กินแค่มดธรรมดา
หม้อทรงโถส้วมพันธุ์ Nepenthes Lowii
ภาพ : www.facebook.com/californiacarnivores/

ในทางนิเวศวิทยา นี่ถือเป็นการแลกเปลี่ยนกันที่แฟร์มาก หม้อผลิตน้ำตาลได้ไม่ยากจากกระบวนการสังเคราะห์แสงตามปกติ แต่ปุ๋ยไนโตรเจนเป็นปัจจัยที่จำกัดสำหรับมัน ส่วนกระแตวิ่งไล่จับแมลงกินเอาไนโตรเจนได้ไม่ยาก แต่น้ำตาลที่ให้พลังงานเป็นปัจจัยที่จำกัดสำหรับมัน เมื่อเจอพาร์ตเนอร์ที่เหมาะสมกันขนาดนี้ หม้อโลวี่ก็เลยวิวัฒนาการเปลี่ยนอาชีพจากพืชกินแมลงกลายเป็นพืชกินขี้อย่างเต็มตัว

งานวิจัยพบว่ากว่าครึ่งถึงร้อยเปอร์เซ็นต์ของไนโตรเจนที่โลวี่ใช้ในการเติบโต ได้มาจากขี้กระแตนั่นเอง และโครงสร้างที่หม้อทั่วไปมีในโลวี่ก็ลดรูปหายไปหมดแล้ว เช่น ปากหยัก ๆ แหลม ๆ เอาไว้กันแมลงปีนออก เหมือนพอเปลี่ยนอาชีพ เครื่องมือเก่า ๆ ก็ถูกโละทิ้ง

อาชีพพืชกินขี้ถือว่าฮิตพอสมควรบนเขาโคตา คินาบาลู เพราะยังมีหม้ออีกชนิดที่ผันตัวมาเข้าวงการนี้เหมือนกัน ชื่อว่าน้องราจา (Nepenthes rajah) ซึ่งเป็นหนึ่งในหม้อที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก และบางใบใหญ่เกือบเท่าหม้อหุงข้าวจริง ๆ วิธีกินขี้ของราจาต่างจากโลวี่เล็กน้อย คือแทนที่จะเป็นส้วมลอยฟ้า หน้าตาอย่างกับเครื่องเล่นสวนสนุก หม้อราจากลับมีลักษณะเป็นกระโถนยักษ์ที่วางนอนไว้กับพื้นอย่างมั่นคง แต่ดีไซน์คอนเซ็ปต์อื่น ๆ ก็คล้ายกัน คือมีองศาของฝาผลิตน้ำหวานที่พอดีกับการเลียของลูกค้า และมีพื้นที่แห้งให้นั่งขับถ่าย พร้อมรับประทานอาหารได้อย่างสบายโดยไม่ต้องกลัวตูดเปียก

ทีนี้เนื่องจากหม้อของราจาอยู่ติดดิน จึงได้ลูกค้าประจำนอกเหนือจากกระแต นั่นก็คือหนู แต่คุณผู้อ่านไม่ต้องกลัวว่าหนูกับกระแตจะทะเลาะตบตีแย่งส้วมกันจนเกิดภาพน่ารัก เพราะหนูส่วนใหญ่จะมาขี้กลางคืน ส่วนกระแตจะชอบขี้กลางวัน

วิวัฒนาการหม้อข้าวหม้อแกงลิง จากพืชกินแมลง สู่หม้อเปิบพิสดารที่ไม่ได้กินแค่มดธรรมดา
หนูกำลังอุนจิใส่กระโถนซึ่งเป็นหม้อของ Nepenthes rajah
ภาพ : photos.chienclee.com

กิจการส้วมสาธารณะของราจาที่เปิดตลอด 24 ชั่วโมงนี้ดูจะไปได้ฉลุย อย่างไรก็ตาม จากสถิติที่นักวิจัยสำรวจหม้อราจาทั้งหมด 42 หม้อ พบว่าส่วนใหญ่ได้ผลประกอบการดีจริง แต่มีอยู่หม้อหนึ่งที่ผลประกอบการดีเกินคาดไปนิด คือมีลูกค้าตกลงไปตายในหม้อด้วย ขอดวงวิญญาณน้องกระแตจงไปสู่สุขาวดี

เนี่ย! ปู่ดาร์วินจะไม่ฟินได้ยังไงถ้าได้ยินเรื่องแบบนี้

แต่ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ ยังมีหม้อเฮ็มสลียาน่า (Nepenthes hemsleyana) ที่ลดระดับน้ำข้างในลง และดึงดูดให้ค้างคาวบางชนิดเข้ามาใช้เป็นโรงแรมสำหรับนอนกลางวันอย่างปลอดภัย โดยเก็บค่าห้องพักเป็นปุ๋ยขี้ค้างคาวแค่ไม่กี่ก้อน หม้อชนิดนี้มีช่วงฝาที่สะท้อนเสียงอัลตราโซนิกโดยเฉพาะ เพื่อให้ลูกค้าที่จะใช้โซนาร์หาเจอง่าย ๆ นี่ถ้าค้างคาวมีสื่อโซเชียลคงเป็นโรงแรมที่ได้รีวิวดีมาก

วิวัฒนาการหม้อข้าวหม้อแกงลิง จากพืชกินแมลง สู่หม้อเปิบพิสดารที่ไม่ได้กินแค่มดธรรมดา
หม้อ Nepenthes hemsleyana ที่ให้ค้างคาวมาเช่านอนกลางวัน
ภาพ : www.sciencedirect.com/science/article/pii/S0960982215006697

หม้ออีกพันธุ์ชื่อไบคาลคาราต้า (Nepenthes bicalcarata) หรือย่อสั้น ๆ ว่าไบคาล จากที่เคยจับมดกิน ตอนหลังกลับกลายเป็นพันธมิตรกับมด โดยสร้างโพรงในกิ่งให้มดมาทำรังอยู่ติดกับหม้อเลย และมดชนิดนี้ก็ไม่ธรรมดา (Colobopsis schmitzi) เป็นสายพันธุ์เฉพาะเจาะจงที่ดำน้ำเก่ง ส่วนไบคาลก็วิวัฒนาการลดความรุนแรงของน้ำย่อยลง ทำให้เวลามีตัวอะไรตกลงมาในหม้อ หรือมีลูกน้ำยุงมาโตอยู่ในหม้อ พวกมดประดาน้ำก็จะกรูกันลงไปล่า จากนั้นจะจับเหยื่อขึ้นมาหั่นเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย บ้างกินเอง บ้างร่วงกลับลงหม้อในสภาพที่ย่อยง่ายขึ้น อีกทั้งขี้กับฉี่ของมดก็ไม่ได้ไปไหนเสีย แต่ร่วงกลับลงไปเป็นปุ๋ยให้กับหม้อนั้นแล

วิวัฒนาการหม้อข้าวหม้อแกงลิง จากพืชกินแมลง สู่หม้อเปิบพิสดารที่ไม่ได้กินแค่มดธรรมดา
หม้อ Nepenthes bicalcarata เลี้ยงมดไว้ให้ดำน้ำลงไปเก็บเหยื่อตัวใหญ่ ๆ ขึ้นมาหั่นเป็นชิ้น ๆ
ภาพ : www.nbcnews.com/id/wbna47362396

นี่เองคือหม้อหมู่บ้านมดชาวประมงที่ผมเกริ่นไว้ในตอนแรก ซึ่งผมว่ายากที่จะหาความสัมพันธ์ระหว่างคู่อริเก่าที่สวยงามและซับซ้อนไปกว่านี้ ปัจจุบันไม่พบมดพันธุ์นี้อาศัยอยู่ที่อื่นเลยนอกเหนือจากในหม้อของไบคาล และหม้อไบคาลต้นที่มีมดก็เติบโตได้ดีกว่าต้นที่ไม่มีมดอย่างบุมบาราเฮ่มาก (ถ้าลองนึกตามดู ลูกน้ำที่ปกติแค่มาอาศัยในน้ำของหม้อ แล้วกลายเป็นยุงบินจากไป พอมีมดก็จับมาแปรรูป กลายเป็นอาหารเสริมให้หม้อได้ด้วย)

สืบสานความหลงใหลในพืชกินแมลงของ ชาร์ลส์ ดาร์วิน ศึกษาวิวัฒนาการหม้อข้าวหม้อแกงลิงที่เปิบพิสดารขึ้นเรื่อย ๆ
หม้อ Nepenthes bicalcarata ที่มีมดคอยจับลูกน้ำยุงขึ้นมาแปรรูปเป็นปุ๋ย
ภาพ : journals.plos.org/plosone/article?id=10.1371/journal.pone.0063556

ยังไม่หมด ยังมีหม้อไหกิมจิ (Nepenthes ampullaria) ซึ่งมักขึ้นใต้ต้นไม้ใหญ่แล้วผลิตหม้อทรงไหป้อม ๆ เล็ก ๆ ผุด ๆๆๆ ขึ้นมาจากดินเรียงรายติดกันหลายสิบใบ แต่ละใบเปิดฝาอ้าปากพร้อม ๆ กัน เป็นภาพที่ไม่เหมาะกับคนกลัวรูเป็นอย่างยิ่ง หม้อเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นถังรองรับเศษใบไม้ หรือเศษอะไรก็ตามที่ร่วงหล่นมาจากข้างบน แล้วก็นำมาบ่มหมักเป็นปุ๋ยให้ตัวเองได้ดูดซึมใช้ต่อไป เรียกว่าเปลี่ยนจากพืชกินแมลงกลายเป็นพืชกินพืชก็พอจะว่าได้

สืบสานความหลงใหลในพืชกินแมลงของ ชาร์ลส์ ดาร์วิน ศึกษาวิวัฒนาการหม้อข้าวหม้อแกงลิงที่เปิบพิสดารขึ้นเรื่อย ๆ
ข้าพเจ้ากับหม้อ Nepenthes ampullaria ที่มาเลเซีย
ภาพ : แทนไท ประเสริฐกุล

ที่เล่ามาทั้งหมดนี้เป็นหม้อที่เปลี่ยนอาชีพจากกินแมลงไปประกอบกิจการอย่างอื่นสารพัด แต่ในบรรดาพืชที่ยังคงกินแมลงอยู่ก็ไม่ได้หยุดนิ่ง หลายสายพันธุ์มีวิวัฒนาการเฉพาะทางแบบไปให้สุด เช่น ผลิตสารเคลือบปากหม้อมาล่อปลวกกินโดยเฉพาะ (Nepenthes albomarginata) บ้างก็มีนวัตกรรมสารเหนียวสำหรับจับแมลงมีปีกโดยเฉพาะ บ้างปล่อยสารระเหยที่แมลงดมแล้วเวียนหัวจนเดินเซตกหม้อ (นักวิจัยที่ดมนาน ๆ บางทีก็มึนด้วย) หรือบางชนิดอย่าง Nepenthes gracilis ก็ใช้กลยุทธ์ ‘ฝาเด้งฝน’ คือวันใดที่ฝนตกแล้วมีมดกำลังเกาะเลียน้ำหวานอยู่ใต้ฝาหม้อ ก็จะเหมือนมีนิ้วเทพเจ้ามาดีดเป๊าะให้มดหลุดกระเด็นลงไปในหม้ออย่างง่ายดาย

สืบสานความหลงใหลในพืชกินแมลงของ ชาร์ลส์ ดาร์วิน ศึกษาวิวัฒนาการหม้อข้าวหม้อแกงลิงที่เปิบพิสดารขึ้นเรื่อย ๆ
ซ้าย-หม้อล่อปลวก Nepenthes albomarginata ขวา-หม้อดีดมดตกลงหม้อด้วยฝาเด้งฝน Nepenthes gracilis
ภาพ: www.nature.com/articles/415036a
และ journals.plos.org/plosone/article?id=10.1371/journal.pone.0038951

สิ่งหนึ่งที่น่าคิดคือ พืชพวกนี้มีพฤติกรรมราวกับผู้ล่าที่ชาญฉลาด แต่ก็ไม่ได้ฉลาดอยู่ในสมองด้วยนะ (ชัดเจนว่าหม้อไม่มีสมองอยู่แล้ว) มันเป็นความฉลาดที่อยู่ในงานออกแบบ ซึ่งก็ไม่ได้เป็นผลงานของนักออกแบบชาญฉลาดที่ไหน แต่ออกแบบโดยความโง่ของแมลงที่ตกลงมาตายซ้ำ ๆ ด้วยความตะกละนั่นแหละ แมลงถูกหลอกแบบไหนง่าย หม้อก็จะถูกคัดเลือกออกมาเป็นแบบนั้น เพราะฉะนั้น ความโง่นั่นเองที่เป็นบ่อเกิดแห่งความฉลาด

แต่ถ้าให้พูดอย่างยุติธรรมกับแมลงหน่อย ถ้าแมลงโง่มากจริง ๆ หม้อก็คงไม่ต้องฉลาดขนาดนี้ แค่เปิดหม้อไว้เฉย ๆ แมลงโง่ก็คงเดินมาตกแล้ว แต่นี่เป็นเพราะแมลงยังฉลาดอยู่ ล่อเฉย ๆ ไม่หลงกล หม้อก็เลยถูกปั้นออกมามากมายหลายทรงและหลากคุณสมบัติขนาดนี้ แล้วแต่จุดอ่อนของแมลงเป็นตัวกำหนด

นานมาแล้ว ท่านปู่ดาร์วินได้จบหนังสือ On the Origin of Species ด้วยย่อหน้าที่เขียนว่า “…จากต้นกำเนิดอันแสนสุดเรียบง่าย รูปแบบชีวิตอันสุดแสนงดงาม อีกทั้งมหัศจรรย์ไร้สิ้นสุด ยังคงวิวัฒน์เรื่อยมาและเรื่อยไป”

ผมไม่เชื่อเรื่องวิญญาณ แต่ผมเชื่อในสปิริตความฟินของท่านปู่ที่ส่งต่อมายังผมและผู้ชื่นชอบศึกษาธรรมชาติรุ่นหลังอีกนับไม่ถ้วน และผมเชื่อว่าสปิริตนี้จะยังอยู่กับมนุษยชาติสืบไป จนถึงรุ่นที่พวกเราไปสำรวจใต้น้ำแข็งบนดวงจันทร์ยูโรปานู่นแหละ

ตราบใดที่เราไม่ทำลายตนเองหรือธรรมชาติทิ้งเสียก่อน

Writer & Photographer

แทนไท ประเสริฐกุล

นักสื่อสารวิทยาศาสตร์สาขาชีววิทยา ผู้เคยผ่านทั้งช่วงอ้วนและช่วงผอมของชีวิต ชอบเรียนรู้เรื่องราวสนุกๆ ที่แฝงอยู่ในธรรมชาติแล้วนำมาถ่ายทอดต่อ ไม่ว่าจะผ่านงานเขียน งานแปล และงานคุยในรายการพอดแคสต์ที่ชื่อว่า WiTcast

เมฆนม

งานเขียนเบาๆ ว่าด้วยความเชื่อมโยงระหว่างชีวิตกับสรรพสิ่ง โดยแทนไท ประเสริฐกุล

ความเงียบเกิดจากอะไร

ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ผมเคยเขียนบทความชื่อ “จิ้งหรีดไม่ส่งเสียง หิ่งห้อยไม่ส่องแสง”

บทความนั้นเริ่มต้นแบบนี้

ที่เกาะ Kauai (อ่านว่า ‘คาไวอิ’) ในหมู่เกาะฮาวาย เกิดเรื่องใหญ่ขึ้นแล้วครับ

จิ้งหรีดที่นั่น อยู่ดี ๆ ก็พากันแขวนไมค์เลิกร้องเพลงเกือบหมด มันเกิดอะไรขึ้น ขึ้นชื่อว่าเป็นจิ้งหรีดหนุ่มก็ต้องร้องเพลงจีบสาวสิ จิ้งหรีดที่ไม่มีดนตรีกาลแบบนี้ ในสันดานช่างเป็นจิ้งหรีดชอบกลนัก ทำไมนะทำไม 

บทความนั้นเล่าต่อยืดยาวถึงงานวิจัยที่พยายามค้นหาสาเหตุที่ทำให้จิ้งหรีดบนเกาะหยุดร้องเพลง แต่ถ้าให้สรุปสั้น ๆ เลย สาเหตุนั้นก็คือแมลงวัน

แมลงวันสาวที่มีไข่ในท้องจะเกิดรสนิยมหลงใหลเสียงจิ้งหรีด และออกตามหาตัวนักร้องจนเจอ จากนั้นก็จะเข้าไปขอสัมผัสร่างกายแล้วฝากลูกเอาไว้ หนอนแมลงวันน้อย ๆ จะมุดเข้าไปเติบโตและกินเครื่องในจิ้งหรีดหนุ่ม เหมือนกินเอแคลร์จากข้างในออกมาข้างนอก จนกระทั่งร่างนักร้องเหลือแต่เพียงเปลือกแห้ง ๆ หนอนอ้วนจึงไชทะลุออกมาและเติบใหญ่เป็นแมลงวันปรสิตรุ่นต่อไป

การปรับตัวของหิ่งห้อยมืดที่ไม่ส่องแสง และจิ้งหรีดเงียบที่ไม่ส่งเสียง
การปรับตัวของหิ่งห้อยมืดที่ไม่ส่องแสง และจิ้งหรีดเงียบที่ไม่ส่งเสียง

หลังจากแมลงวันชนิดนี้ (Ormia ochracea) ขึ้นเกาะคาไวอิมาได้ 20 กว่าชั่วอายุจิ้งหรีด ยามราตรีของที่นั่นก็เหลือเพียงความเงียบสงัด

หรีดหริ่งเรไร เจ้าหายไปไหนกันหมด คุณซุค (Marlene Zuk) นักวิจัยที่ศึกษาเรื่องนี้เชื่อว่าการรุกรานของแมลงวันปรสิต อาจจะทำให้จิ้งหรีดสูญพันธุ์ไปจากเกาะแล้ว

เธอให้สัมภาษณ์รายการวิทยุของแคนาดารายการหนึ่งว่า “พวกเราขับรถวนไปวนมาอยู่นาน แต่ก็ไม่ได้ยินเสียงจิ้งหรีดเลยแม้แต่ตัวเดียว ตอนแรกก็คิดว่า เออ มันคงไม่เหลือแล้วล่ะ แต่ไหน ๆ ก็มาแล้ว ลองลงจากรถไปดูสักหน่อยละกันผลปรากฏว่า ตกใจแทบช็อกแน่ะค่ะ! ในความมืดบริเวณที่ไฟหน้ารถสาดแสงออกไปนั้น มีจิ้งหรีดเดินอยู่เต็มพื้นไปหมด!

“คุณต้องเข้าใจนะ ว่าสำหรับคนที่ศึกษาจิ้งหรีดมาเยอะ ๆ อย่างดิฉันเนี่ย การได้เห็นภาพจิ้งหรีดอยู่รวมกันเยอะ ๆ แต่กลับไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย มันเป็นเรื่องที่ขัดกับความรู้สึกเป็นอย่างมาก!”

หลังจากนั้น คุณซุคและคณะก็มุ่งมั่นศึกษาปรากฏการณ์นี้ต่อ จนค้นพบว่าประชากรจิ้งหรีดเกือบทั้งเกาะได้วิวัฒนาการกลายเป็นจิ้งหรีดใบ้ไปเสียแล้ว เมื่อส่องดูใต้กล้อง ซี่หวีที่อยู่บนปีกของพวกมัน ซึ่งปกติเอาไว้เสียดสีกันเพื่อให้เกิดเสียง บัดนี้ได้กลายเป็นปีกเรียบ ๆ ที่สีไม่ดังไปเรียบร้อย

ถามว่าถ้าไม่ร้องเพลงแล้ว พวกมันยังหาคู่ได้สำเร็จจนไม่สูญพันธุ์ได้ยังไง นั่นเป็นคำถามที่ดีแต่ขอเก็บเอาไว้ก่อน เฉพาะหน้านี้ประเด็นที่ผมอยากจะชวนคิดและสำรวจคือ ปรากฏการณ์ที่ว่า เมื่อมีภัยคุกคามบางอย่างคอยกดเสรีภาพในการแสดงออกเอาไว้ แสดงออกแล้วเสี่ยงอันตราย แสดงออกแล้วโดนกินไส้ นาน ๆ เข้า ธรรมชาติก็คัดเลือกให้เหลือแต่ความเงียบ

ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เกิดแต่ในจิ้งหรีด แต่ยังเกิดในหิ่งห้อย ‘เงียบแสง’

หิ่งห้อยแต่ละชนิดมีระบบจีบกันด้วยภาษากะพริบแสงที่หลากหลายมาก บ้างรวมกลุ่มกันเยอะ ๆ เกาะนิ่ง ๆ บนใบไม้แล้วกะพริบพร้อม ๆ กัน (แบบที่คนชอบไปลงเรือดูกันแถวอัมพวา) บ้างก็บินไปกะพริบไปเรื่อย ๆ เอื่อย ๆ เหนือพงหญ้าหรือหนองน้ำ ในหิ่งห้อยประเภทนี้ ตัวผู้แต่ละชนิดจะมีรหัสกะพริบจีบของตัวเอง และตัวเมียที่เป็นชนิดเดียวกัน ก็จะมีรหัสในการกะพริบตอบขึ้นมาจากพื้น เช่น สมมติตัวผู้บินกะพริบ ปิ๊บ ๆ ปี๊บบบ… ปิ๊บ ๆ ปี๊บบบ… แปลได้ว่า “เฮ่ น้องสาว… เฮ่ น้องสาว…” 

พอตัวเมียของชนิดนี้มองขึ้นมาเห็นก็อาจจะกะพริบตอบกลับว่า ปุ๊บ ๆ ปั๊บ… “เฮ่ พี่ชาย… เฮ่ พี่ชาย” แล้วพอรหัสถูกต้องกันทั้งสองฝ่าย ตัวผู้ก็จะบินลงไปหาตัวเมียแล้วเจรจาระยะใกล้กันต่อ ซึ่งจะเสพสมบ่มิสมยังไงก็ต้องลุ้นกันอีกที

ในขณะเดียวกัน ตัวผู้ของชนิดอื่นในท้องถิ่นเดียวกันก็อาจจะบินกะพริบเป็นรหัสอื่น เช่น ป้าด ปุบ ๆ… ป้าด ปุบ ๆ … แปลได้ว่า “แม่ยอดหญิงอยู่ไหน แม่ยอดหญิงอยู่ไหน” ซึ่งตัวเมียของชนิดแรกพอเห็นรหัสนี้อาจจะไม่เข้าใจหรือไม่เกิดอารมณ์ แต่ตัวเมียของชนิดที่ตรงกันอาจจะรีบกะพริบตอบทันทีว่า ปุริ ๆ ปริ๊บ ๆ… “อยู่นี่ไงพ่อยอดชาย อยู่นี่ไงพ่อยอดชาย” และโลกการผสมพันธุ์ของหิ่งห้อยก็ดำเนินมาอย่างผาสุก… เกือบจะผาสุก

ที่ประเทศอเมริกา มีหิ่งห้อยตัวเมียอยู่ชนิดหนึ่งชื่อโฟทูริส (Photuris sp.) นางรู้รหัสตอบรับการจีบของตัวผู้แทบทุกชนิดในละแวกที่นางอยู่ ตัวผู้น้องสาวมา นางก็พี่ชายกลับไป ตัวผู้แม่หญิงมา นางก็พ่อหนุ่มกลับไป ไม่ว่าตัวผู้ชนิดไหนบินผ่านมาจีบ นางก็ตอบสนองเรียกลงมาหาได้หมด เพียงแต่ว่านี่ไม่ใช่พฤติกรรมการหาคู่ผสมพันธุ์ของนาง แต่เป็นพฤติกรรมการหาอาหาร

จากมุมมองของหิ่งห้อยตัวผู้ หนุ่มที่คิดว่าคืนนี้ได้คู่แล้ว ค่อย ๆ ร่อนลงมาแลนดิ้งตรงจุดที่สาวกะพริบไฟตอบด้วยความปรีดา ปรากฏว่าสิ่งที่เจอคือตัวเมียร่างยักษ์ซึ่งใหญ่กว่ามันประมาณ 4 – 5 เท่า เขี้ยวยาวน้ำลายหยด ตากลมโตกำลังจ้องเหยื่ออันโอชะ ง่ำ! นั่นคือภาพสุดท้ายในชีวิตที่มันได้เห็น หิ่งห้อยหนุ่มอาจไม่ได้ตายในทันที แต่ในระหว่างที่ถูกเคี้ยว ไฟที่ตูดมันก็อาจกะพริบปริบ ๆ “ไม่น่าเลยตู… ไม่น่าเลยตู…”

การปรับตัวของหิ่งห้อยมืดที่ไม่ส่องแสง และจิ้งหรีดเงียบที่ไม่ส่งเสียง

เช่นเดียวกับในจิ้งหรีด ภัยคุกคามต่อการแสดงออกอย่างเสรีได้กดดันให้หิ่งห้อยจำนวนหนึ่งเกิดวิวัฒนาการกลายเป็นหิ่งห้อยเงียบแสง พวกมันเลิกกะพริบไฟ บอกลาพระจันทร์ แล้วย้ายช่วงเวลาหาคู่ไปอยู่ตอนกลางวันแทน หิ่งห้อยกลางวันหรือหิ่งห้อยมืด (Dark Fireflies) มีให้พบได้ทั้งที่อเมริกาและอีกหลาย ๆ ประเทศ นักวิทย์สันนิษฐานว่า ปรากฏการณ์นี้ถ้าไม่ใช่เป็นผลตอบสนองต่อการโดนหิ่งห้อยด้วยกันเองเล่นงาน ก็คงเป็นเพราะภัยคุกคามอื่น ๆ อันตามมาจากการกล้าแสดงตัวในความมืด

หิ่งห้อยกลางวันหลายชนิดทุกวันนี้ยังคงมีซากตะเกียงที่ใช้งานไม่ได้แล้ว เป็นเครื่องเตือนใจว่าครั้งหนึ่ง บรรพบุรุษของพวกเจ้าเคยส่องแสงสู้รัตติกาล

คอลัมน์นี้เริ่มต้นมาด้วยการเอาเมฆไปโยงกับนม

เพราะฉะนั้น ในตอนจบซีซั่นนี้ ขอกระผมลองเอาแสงหิ่งห้อยและเสียงจิ้งหรีดมาโยงกับความรู้สึกคนบ้างจะเป็นไรไป

ผมสังเกตตัวเองและหลายคนรอบตัว

ผมเห็นบางคนที่มีโลกภายในงดงามมหัศจรรย์ราวกับป่าเวทมนตร์ แต่มักกดตัวเองเอาไว้ ไม่กล้าปล่อยแสงหรือเปล่งเสียงออกมา เพราะกลัวเป็นตัวประหลาด กลัวถูกมองว่าอยากเด่น กลัวจะโดนริษยา ตัดสิน รังแก รังเกียจ

ผมเห็นใจบางดวงที่เจ็บแล้วจ๋อย บางดวงที่ช้ำแล้วหวาดระแวง

ผมเห็นกรอบ ระบบ และสังคม ที่กดทับความคิดสร้างสรรค์

ผมเห็นเด็กที่เติบโตมาในยุคที่ผู้คนโดนไวรัสง้างให้ห่างจากกัน

ผมรู้สึกถึงบรรยากาศของหลาย ๆ แห่ง ที่ความตายด้านติดต่อได้เหมือนไวรัสซอมบี้ ติดแล้วไม่ได้อยากกินสมอง แต่อยากใช้สมองให้น้อยที่สุด แล้วทำให้มันจบไปวัน ๆ จะแสดงออกทำไม ถ้าทำไปก็ไร้ประโยชน์

ผมเห็นหิ่งห้อยที่เคยเปล่งแสงเต็มที่ แต่เมื่อไม่เคยเจอเพื่อนร่วมสปีชีส์กะพริบตอบกลับมาเลย แสงก็ค่อย ๆ หรี่ลง มอดลง

กระนั้นก็ตามแต่ แม้โลกนี้จะมีปัจจัยมากมายคอยบีบกดให้เราเงียบเสียงและดับแสง แต่พลังชีวิตก็เป็นพลังประหลาดที่สุดท้ายหาช่องทางแสดงออกของมันได้เสมอ

หิ่งห้อยกลางวัน ทิ้งโลกวับ ๆ วิบ ๆ ของการกะพริบแสงยามค่ำคืน มาเริงรัญจวนกันทางกลิ่นแทน ระบบสื่อสารผ่านฟีโรโมนและหนวดที่เอาไว้รับกลิ่นของพวกมันพัฒนาดีมาก ภายใต้แสงตะวันอันอบอุ่นและปลอดภัย

จิ้งหรีดรอบ ๆ เกาะคาไวอิยิ่งมีวิวัฒนาการประหลาดล้ำหลายทิศทาง บางประชากรกลับมาส่งเสียงร้องเพลงอีกครั้ง แต่คราวนี้เปลี่ยนเป็นเสียงครางเบา ๆ ต่ำ ๆ เหมือนแมวคราง ซึ่งเอาไว้ใช้กระซิบบอกรักกันในระยะใกล้แบบไม่ให้แมลงวันรู้ จิ้งหรีดตัวเมียเองก็เปลี่ยนรสนิยมมาชอบเพลงแนวนี้ แทนที่จะชอบเสียงแหกปีกแหลม ๆ ดัง ๆ เหมือนเมื่อก่อน

ขณะเดียวกัน ถ้าไปดูในบางพื้นที่ ตัวเมียก็ยังคงชอบตัวผู้ที่เสียงดังอยู่ และกลายเป็นว่าประชากรจิ้งหรีดในยุคแมลงวันระบาด เหลือตัวผู้ใจกล้าไม่กี่ตัวที่ปักหลักเปิดคอนเสิร์ตเดี่ยวอย่างไม่เกรงกลัว นอกนั้นเป็นตัวผู้ปีกใบ้เกิน 90 เปอร์เซ็นต์ที่มาคอยรายล้อมให้กำลังใจเงียบ ๆ พร้อมทั้งคอยดักจีบสาว ๆ ที่ถูกดึงดูดมาด้วยเสียงของลูกพี่ซูเปอร์สตาร์กับบทเพลงกรีดปีกท้าทายปรสิต แม้เสี่ยงตาย แต่สุดท้ายลูกพี่ได้ใจสาวทั้งตำบล ต่อให้พบจุดจบด้วยการโดนหนอนไชพุงก็ถือว่าคุ้มแล้ว

จะเห็นว่าการตอบสนองต่อภัยคุกคามการแสดงออกนั้นมีทุกรูปแบบ

มีกระทั่งหิ่งห้อยที่นอกจากส่องแสงแล้ว ยัง ‘ส่งเสียง’ สู้กับค้างคาวได้ด้วย!

นี่เป็นเรื่องที่เพิ่งค้นพบใหม่เมื่อไม่นานมานี้เลย ว่าหิ่งห้อยหลายๆ ชนิดกระพือปีกให้เกิดคลื่นความถี่เสียงย่านอัลตราซาวด์ซึ่งตรงกับที่หูค้างคาวได้ยินพอดี นักวิจัยยังไม่ฟันธงว่าหิ่งห้อยใช้ความสามารถนี้ทำอะไรกันแน่ แต่ข้อสันนิษฐานหนึ่งคือ พวกมันสร้างสารพิษสะสมในตัว แล้วใช้เสียงประกาศก้องให้ค้างคาวรู้ชัดไปเลยว่า “ฉันอยู่ตรงนี้” และ “ฉันแดนเจอรุส!” แนวคิดเดียวกับที่สัตว์มีพิษยามกลางวันมักใช้ลวดลายสีสันฉูดฉาดบอกเตือนให้ผู้ล่าจดจำได้ ปรากฏการณ์นี้ในหิ่งห้อยอาจจะเป็นเรื่องใหม่อยู่ แต่ตัวอย่างการใช้เสียงสู้ค้างคาวในผีเสื้อกลางคืนนั้นได้รับการศึกษาและยืนยันมานานแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการใช้อัลตราซาวด์เพื่อประกาศความอันตราย หรือเพื่อแจมระบบโซนาร์ของค้างคาวก็ตามแต่

ในกรณีเหล่านี้ ภัยคุกคามอาจเป็นเครื่องท้าทายให้ชีวิตที่ไม่เคยส่งเสียงมาก่อน เริ่มส่งเสียงดังขึ้นมาได้เช่นกัน

ทว่า ในบางค่ำคืน

ผมก็พบตัวเองยืนมองแสงหิ่งห้อยและฟังเสียงจิ้งหรีด

และค้นพบใจที่ดำรงอยู่อย่างไม่ต้องดิ้นรนแสดงตน

ใจที่ดังโดยไม่ต้องส่งเสียง

ใจที่สว่างโดยไม่ต้องส่องแสง

เลยเสียงหรีดหริ่งเรไรและแสงหิ่งห้อยขึ้นไป

เหนือเมฆและดวงจันทร์สู่จักรวาลอันไกลโพ้น มีดวงดาวมากมายนับไม่ถ้วน

แสงดึกดำบรรพ์เหล่านั้น ดำรงอยู่ได้ ด้วยแรงกดดันที่สมดุล

Writer

แทนไท ประเสริฐกุล

นักสื่อสารวิทยาศาสตร์สาขาชีววิทยา ผู้เคยผ่านทั้งช่วงอ้วนและช่วงผอมของชีวิต ชอบเรียนรู้เรื่องราวสนุกๆ ที่แฝงอยู่ในธรรมชาติแล้วนำมาถ่ายทอดต่อ ไม่ว่าจะผ่านงานเขียน งานแปล และงานคุยในรายการพอดแคสต์ที่ชื่อว่า WiTcast

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load