ย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 20 ปีก่อน หลายคนคงทันดูรายการ Disney Club ทุกเสาร์-อาทิตย์ตอนเช้าตรู่ที่มี ส้ม-ณัฐวรา หงษ์สุวรรณ เป็นหนึ่งในพิธีกร โตขึ้นมาหน่อยคงได้เห็นเธอในภาพยนตร์ เกิร์ลเฟรนด์ 14 ใสกำลังเหมาะ ละคร ทีเด็ด ครูพันธุ์ใหม่จิตพิสัยเดือด และบทตัวร้ายในละครหลายเรื่องหลังจากนั้น ผลงานสุดท้ายของเธอคือใน พ.ศ. 2554 ก่อนจะเดินทางไปเรียนต่อทางด้านการแสดงที่ Stella Adler Academy of Acting & Theatre ที่ลอสแอนเจลิส สหรัฐอเมริกา และปริญญาโทคณะศิลปศาสตร์ สาขา Western Classics มหาวิทยาลัย St. John’s College

ชีวิตของเธอในอเมริกา ฟังเผินๆ อาจจะไม่ต่างจากเด็กไทยคนอื่นที่ไปเรียนต่อ ทำงานพิเศษที่ร้านอาหาร ใช้ชีวิตส่วนหนึ่งเรียน อีกส่วนท่องเที่ยวและปาร์ตี้กับเพื่อนๆ แต่พอได้มานั่งคุยกับเธอจริงๆ ถึงได้รู้ว่า ชีวิตที่โน่นนำมาซึ่งหลายอย่างที่ทำให้เธอเป็นตัวเองในทุกวันนี้ เธอเคยตัดสินใจโกนหัวบวชในวัดเซน เคยย้ายไปอยู่ในเมืองเล็กๆ ที่ไม่มีแม้แต่ไฟฟ้า และกลายเป็นตัวตั้งตัวตีในการเคลื่อนไหวสิทธิสตรีของมหาวิทยาลัย 

ปัจจุบันส้มเป็นครูสอนการแสดงและผู้ก่อตั้งสตูดิโอ The Cave นำเสนอเทคนิคการแสดงจากประสบการณ์และสิ่งที่เธอได้เรียนมา โดยผสมผสานปรัชญาตะวันตกกับแนวทางปฏิบัติแบบตะวันออก ออกมาเป็นบทเรียนหลายรูปแบบหรือแม้กระทั่ง Book Club ที่เธอและนักเรียนร่วมกันตั้งขึ้นมา

เธออยู่เบื้องหลังนักแสดงดังรุ่นใหม่หลายคน และเพิ่งแปล Plato’s Meno เสร็จ ตอนนี้กำลังแปลบทละครคลาสสิกและหนังสือปรัชญากรีก พร้อมเขียนบทละครเวทีเรื่องหนึ่งอยู่

Is this the real life? Is this just fantasy?”

การกลับมาของ ส้ม ณัฐวรา หงษ์สุวรรณ อดีตพิธีกร Disney Club ในฐานะครูผู้เชื่อในจิตวิญญาณการแสดง
การกลับมาของ ส้ม ณัฐวรา หงษ์สุวรรณ อดีตพิธีกร Disney Club ในฐานะครูผู้เชื่อในจิตวิญญาณการแสดง

เพลง Bohemian Rhapsody ของวง Queen ดังขึ้นภายในสตูดิโอสีดำที่อยู่บนชั้น 4 ของอาคารขนาดหนึ่งคูหา สิ่งที่อยู่ตรงหน้าคือคลาสเรียนหนึ่งของส้ม เธอนัดเรามาล่วงหน้าเพื่อให้มาสังเกตการณ์สิ่งที่เธอทำ

สปอตไลต์ 2 ดวงฉายจ้าลงมาบริเวณเวที นักแสดงที่มาในวันนั้นมีประมาณ 10 คน (ส้มเรียกนักเรียนว่านักแสดง) หนึ่งในนั้นเป็นนักแสดงตาบอด คลาสเริ่มจากการให้นักแสดงวอร์มร่างกายผ่านเสียงเพลง ทันทีที่เพลงขึ้น นักแสดงทุกคนต่างทิ้งบุคลิกตัวตนที่มี และถ่ายทอดอารมณ์ผ่านร่างกายตามโจทย์ของแต่ละเพลง หลังจากนั้น เธอให้นักแสดงขึ้นไปแสดงบนเวทีคราวละ 3 คน โดยไม่มีอุปกรณ์อื่นนอกจากเก้าอี้ หน้ากาก และสิ่งที่เธอตะโกนบอกนักแสดงตลอดคือ “อย่าคิด… อย่าคิด” 

การกลับมาของ ส้ม ณัฐวรา หงษ์สุวรรณ อดีตพิธีกร Disney Club ในฐานะครูผู้เชื่อในจิตวิญญาณการแสดง
การกลับมาของ ส้ม ณัฐวรา อดีตพิธีกร Disney Club ในฐานะครูผู้เชื่อในจิตวิญญาณการแสดง

ประสบการณ์ 2 ชั่วโมงในคลาสของเธอวันนั้น เปิดโลกให้เรารู้จักศิลปะที่เรียกว่า ‘การแสดง’ ขึ้นมาก ได้เห็นการแสดงที่ไร้ซึ่งคอสตูมหวือหวา เสียงดนตรี และฉากตระการตา แต่เป็นอารมณ์และพลังของนักแสดงล้วนๆ มันเป็นประสบการณ์ที่เรารู้ทันทีเลยว่า คงไม่สามารถบอกเล่าเป็นตัวอักษรได้อย่างสมบูรณ์ ส้มเองก็คิดแบบนั้น แต่เราทั้งคู่ได้พยายามถึงที่สุดจนออกมาเป็นบทสนทนาต่อไปนี้ ที่จะทำให้คุณรู้ว่าการแสดงคือการเข้าใจมนุษย์

การกลับมาของ ส้ม ณัฐวรา อดีตพิธีกร Disney Club ในฐานะครูผู้เชื่อในจิตวิญญาณการแสดง

เราเห็นคุณมาตั้งแต่เด็กๆ เหมือนคุณเข้าวงการบันเทิงมาตั้งแต่อายุยังน้อยมาก

เราเข้าวงการตอนอายุสิบเอ็ดขวบ เริ่มจากถ่ายโฆษณาก่อน ตอนนั้นไปแคสเพราะที่บ้านล้มละลาย เราเลยต้องช่วยคุณพ่อคุณแม่หาเงิน คิดอย่างเดียวว่าต้องได้งานๆ พออายุประมาณสิบสองก็ได้เป็นพิธีกรรายการ Disney Club เราไม่เคยออกสื่อว่าในขณะที่เรายิ้มในรายการ ที่บ้านลำบากมาก วงการบันเทิงตอนนั้นเลยเป็นงานที่ต้องทำ เป็นหน้าที่ ไม่เหมือนหลายๆ คนที่มีความฝันโตไปอยากเป็นนักแสดง 

แล้วความรักต่องานแสดงเริ่มเข้ามาตอนไหน

มันค่อยๆ เกิดขึ้น เราเล่นหนังเรื่องแรกแล้วได้รางวัลสุพรรณหงส์เลย แต่ชื่อเสียงเป็นเหมือนกับดัก เพราะเราเป็นคนอ่อนไหว ชอบอยู่คนเดียว เป็นคนอินโทรเวิร์ต (Introvert) มาก จำได้ว่าเคยออกงานที่ศูนย์วัฒธรรมแห่งชาติแล้วไปซ่อนตัวเองอยู่ในห้องน้ำ คุยกับพนักงานทำความสะอาด (หัวเราะ)

ซ่อนตัวยังไง

ซ่อนตัวจริงๆ งานแบบนี้ทำให้เรารู้สึกไม่สบายตัว เพราะคนชอบชม แล้วเราไม่เชื่อ ตอนนั้นไม่รู้ว่าความรู้สึกที่ไม่เชื่อเป็นเพราะอะไร แต่รู้สึกว่าการที่คนรอบข้างหรือผู้ใหญ่พูดเยินยอ มันมีอะไรบางอย่างผิดปกติ พอเดินพรมแดง ถ่ายรูป ทำหน้าที่อะไรของเราเสร็จ ก็เลยไปเข้าห้องน้ำเสียส่วนใหญ่ ได้คุยกับแม่บ้านแล้วรู้สึกสบายใจกว่า คุยเรื่องจิปาถะนี่แหละ แต่มันจริง มันเพียว (Pure) 

หรือวงการบันเทิงสำหรับคุณตอนนั้นมันเป็นโลกมายา

ใช่ ในมุมมองของเด็กมันเป็นโลกมายา ตอนนั้นก็จดโน้ตกับตัวเองเหมือนกันนะว่า นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น คนอยากมาเดินพรมแดง ทุกคนดูสวยงามมาก เราเองก็ได้แต่งตัวสวยๆ แต่เรากลับไม่ได้มีความสุขกับมัน ที่ต้องอยู่เพราะเป็นหน้าที่ จนอายุสิบหก เราตัดสินใจไปเรียนที่อเมริกาเพราะได้ทุน และต้องการหนีจากโลกมายานี่แหละ อยากเจอความจริง อยากใช้ชีวิตที่เดินถนนแล้วไม่มีคนจำได้ เพราะตอนนั้นเรามีชื่อเสียงขนาดที่มีคนส่งจดหมายมาที่บ้าน อยู่โรงเรียนเราก็เป็นคนเดียวที่ได้ไว้ผมยาว คนอื่นผมสั้น เพื่อนก็เขม่น ทั้งๆ ที่เราอยากมีเพื่อนมาก เราเลยพยายามตามหาอิสรภาพอีกรูปแบบหนึ่ง 

พอไปก็ไม่ได้บอกใครที่โน่นเลยว่าเคยเป็นดารา และเข้าใจผิดไปเองว่าถ้าไม่มีใครรู้จัก เราจะเจอเพื่อน จะมีชีวิตที่มีความสุข มันดีขึ้น สบายมากขึ้น แต่ก็ยังไม่ใช่ เพราะชีวิตทุกชีวิตต่างก็มีปัญหา แล้วเราก็กลับมาเมืองไทย ทำงานทุกอย่างเหมือนเดิม จนสอบเข้าที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ ได้

การกลับมาของ ส้ม ณัฐวรา หงษ์สุวรรณ อดีตพิธีกร Disney Club ในฐานะครูผู้เชื่อในจิตวิญญาณการแสดง
การกลับมาของ ส้ม ณัฐวรา หงษ์สุวรรณ อดีตพิธีกร Disney Club ในฐานะครูผู้เชื่อในจิตวิญญาณการแสดง

ทำไมเลือกเรียนเอกภาษาอังกฤษ แทนที่จะเป็นเอกศิลปการละคร

ความรู้มีเยอะมากบนโลกใบนี้ แต่มันไม่ได้รับการแปลเป็นภาษาไทย ไม่ครบ เราเลยรู้สึกว่าตัวเองต้องอ่านภาษาอังกฤษให้เก่ง จะได้อ่านวรรณกรรม วรรณคดี ให้เข้าใจมนุษย์มากขึ้น อันนี้คือความอยาก แต่เราเลือกเรียนโทรัฐศาสตร์ เพราะยังอยากหาอิสรภาพอยู่ ตอนนั้นเข้าใจว่าอิสรภาพอยู่ในการเมือง มันคือประชาธิปไตย คือความเท่าเทียม แต่สุดท้ายก็ไม่ใช่อยู่ดี

พอเรียนจบมีงานละครเยอะมาก ตัวร้ายทั้งนั้นเลย แล้วเราเป็นคนเซนซิทีฟอยู่แล้ว พอเล่นเป็นตัวร้ายมันดิ่ง ออกมาจากตัวละครยาก เพราะเราไม่ได้มีทักษะการแสดงจริงๆ เลยเริ่มสนใจด้านนี้อย่างจริงจัง อีกเหตุผลคือได้อ่านบทละครที่คณะ มี อีดิปุส จอมราชัน, Death of a Salesman พวกคลาสสิกต่างๆ พออ่านแล้วรู้เลยว่าสกิลล์การแสดงที่มีอยู่มันไม่เพียงพอต่อการเล่นบทเหล่านี้ 

ที่บอกว่าไม่พอ ไม่พอยังไง

เทคนิคหลักในไทยตอนนั้นที่เราเจอ คือการใช้ความทรงจำและสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตเพื่อเชื่อมต่อกับตัวละคร ทีนี้พอเป็นบทละครคลาสสิก ไม่ว่าจะเป็นเชกสเปียร์หรือกรีกก็แล้วแต่ ตัวละครคือพระราชินีแห่งเดนมาร์ก มันใหญ่โตเกินกว่าประสบการณ์ในชีวิตเราไปแล้ว แม้กระทั่งเราตกหลุมรักแฟนเรา ก็ไม่ใช่ที่โรมิโอรักจูเลียตหรือจูเลียตรักโรมิโอ เราคิดว่ามันต้องมีเทคนิคอื่นที่พาเราไปถึงจุดนั้น เราแค่ยังไม่เจอเท่านั้นเอง 

อีกอย่างคือที่ตอนนั้นเล่นบทตัวร้ายเยอะๆ มันรู้สึกถอยหลังเข้าคลอง ตัวละครควรจะพาเราไปเจอกับประสบการณ์ใหม่ๆ ควรจะทำให้นักแสดงมีประสบการณ์มากขึ้นโดยที่ไม่ต้องไปใช้ชีวิตเอง เลยตัดสินใจไปเรียนต่อด้านการแสดงที่อเมริกาโดยมีเงินเก็บสำหรับแค่หกเดือนเท่านั้น

แล้วไม่กลัวเหรอ

เราใช้ชีวิตแบบนี้มาตลอด มีแพสชัน เชื่อว่าจะทำได้ก็ไปตายเอาดาบหน้าแล้วกัน ตอนแรกทำงานเยอะมาก ทำงานร้านอาหาร แล้วอยู่ๆ ก็ได้ทุนเต็มจำนวน 

เราใช้ชีวิตสุดทุกด้าน ตอนอายุยี่สิบห้า ตัดสินใจโกนหัวบวชที่วัดเซนเพื่อหาคำตอบ หาอิสรภาพบางอย่าง เคยไปปฏิบัติธรรมในความเงียบติดต่อกันสิบวัน แต่ปาร์ตี้ไลฟ์ก็มีนะ ชีวิตที่โน่นสุดจริงๆ มันไม่เพอร์เฟกต์ เราแค่อยากใช้ชีวิตตามใจตัวเอง เอาจริงๆ เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าหัวใจของมันคืออะไรกันแน่

ต่อให้ใช้ชีวิตขนาดนั้นก็ยังไม่ได้คำตอบ

No (ยิ้ม) ทุกครั้งที่พลาด มันหมายความว่าเราเข้าใกล้ความจริงมากขึ้น คำตอบจริงๆ อาจจะไม่มีก็ได้ มันอาจจะเป็นการเดินทางสู่อะไรบางอย่าง ความล้มเหลวจะช่วยกะเทาะสิ่งที่ไม่สำคัญออกไป ตอนนี้เข้าใจแล้วว่าเราต้องทำ ต้องลอง ถ้าพบว่าไม่ใช่ก็แค่ปล่อยมันไป 

การกลับมาของ ส้ม ณัฐวรา หงษ์สุวรรณ อดีตพิธีกร Disney Club ในฐานะครูผู้เชื่อในจิตวิญญาณการแสดง

เหตุการณ์ที่ทำให้เข้าใกล้คำตอบนั้นที่สุดคืออะไร

จะประหลาดนิดหนึ่งนะ (หัวเราะ) เป็นช่วงที่ไปบวชที่ Deer Park Monastery ของท่าน Thich Nhat Hanh เราต้องอยู่เต็นท์คนเดียวท่ามกลางป่าธรรมชาติ ทำอาหารให้ทุกคน ทำความสะอาดห้องน้ำเป็นร้อยห้อง มันดีมาก เราแทบไม่ต้องคิดถึงอะไรเลย หน้าก็ไม่ต้องแต่ง วันหนึ่งเราเดินขึ้นเขาไปคนเดียวก็เริ่มรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนของโลก คือทุกอย่างบนโลกนี้มันมีแรงอยู่แล้ว ทุกอย่างเป็นควอนตัม ที่เราไม่รู้สึกเพราะเราไม่เซนซิทีฟพอ แต่พอเราใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติด้วยการตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นออกไป อย่างต้นไม้เรารู้อยู่แล้วว่าเขามีชีวิต แต่ก้อนหินนี่สิ เราจับก้อนหินแล้วมันสั่น วันนั้นเลยคิดว่าเราต้องปรับเปลี่ยนชีวิตตัวเองให้สอดคล้องกับสิ่งนี้

เราเลยมาสำรวจตัวเองเพื่อพบว่า สเตลลา แอดเลอร์ (Stella Adler) สอนเราทุกอย่างในฐานะนักแสดงแล้ว แต่เรารู้สึกว่าแอลเอไม่ตอบโจทย์อีกต่อไป แม้จะเริ่มมีงานโฆษณา มีงานแคสติ้ง เล็กๆ น้อยๆ เลยตัดสินใจไป Santa Fe รัฐ New Mexico ด้วยเหตุผลเล็กๆ ข้อเดียวคือ อ่านหนังสือแล้วนักเขียนมาจากเมืองนี้ (หัวเราะ)

ก็เลยไปอยู่ Airbnb ที่ Taos เมืองที่คนใช้ชีวิตแบบไม่มีไฟฟ้า เจ้าของบ้านที่เราไปอยู่ด้วยเป็นผู้หญิงแก่ที่ปลูกสมุนไพรเยอะๆ บ้านไม่มีไฟ ต้องจุดไฟเอา แต่มันสวยมากนะ ชิลล์ ฮิปปี้ เดือนนั้นที่ไปคืออ่านหนังสือ เขียนหนังสือ อยู่กับธรรมชาติ อยู่กับตัวเองอย่างเดียว

คิดว่าจะได้อะไรจากการย้ายไป Taos

เราอยากสะท้อนชีวิตที่แอลเอกับชีวิตทั้งหมดที่ผ่านมา ความเปลือก ความไม่จริง และอยากหาคำตอบว่าจะเอายังไงกับชีวิตต่อ ชีวิตคืออะไร อิสรภาพคืออะไร ความเท่าเทียมคืออะไร ธีมเดิมในชีวิตที่ตามหาก็ยังอยู่ (หัวเราะ)

ก่อนมาเรียนต่อเข้าใจว่าอิสรภาพจะหาได้จากละครเวที มันก็ได้บ้าง เพราะเป็นการค้นหาอารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์ แต่มันยังขาดอีกเสาหนึ่ง พอได้ไปอยู่ซานตาเฟก็เริ่มรู้ตัวว่า จริงๆ แล้วสมองเราไม่ได้ฉลาดเท่าไหร่ เราอ่านบทละคร เราเข้าใจตัวละคร แต่การวิเคราะห์บทละครมันไปได้ลึกกว่านั้น เลยคุยกับคุณพ่อว่าขอเวลาหนึ่งปี อ่านหนังสือที่มีหลักๆ ของโลก ตั้งใจจะทำอย่างนั้นจริงๆ แต่วันหนึ่งนั่งรถไปเจอกับมหาวิทยาลัย St. John’s College มหาวิทยาลัยเก่าแก่ที่ซ่อนอยู่บนเขา แล้วเขามีสอนปริญญาโทสาขา Western Classics หรือ The Great Books Programs คือต้องศึกษาหนังสือคลาสสิกของโลกทุกเล่ม โดยเฉพาะปรัชญาตะวันตกกรีกโรมัน แล้วเขาไม่มีอาจารย์มาเลกเชอร์ ไม่ให้อ่านบทวิจารณ์ด้วย แต่ให้นักศึกษาอ่านด้วยตัวเอง คุยกับคนเขียนด้วยตัวเอง ในคลาสมีแค่สิบสี่ถึงสิบหกคน

คนที่เรียนสาขานี้เขาเป็นใครกันบ้าง

หลากหลายมาก บางคนจบปริญญาเอกแล้ว บางคนเป็นทนาย เป็นทหาร เป็นหมอ แต่มันดีมากเลยนะ เพราะเราได้เห็นมุมมองจากคนแต่ละอาชีพต่องานเขียนชิ้นเดียวกัน ตอนไปทดลองเรียนก็รู้เลยว่า Love it! Love (ร้องเป็นเพลง) นี่คือสิ่งที่ฉันตามหา ตอนนั้นก็ไม่มีเงินเรียนหรอก ไปคุยกับคณบดีเพื่อขอทุน บอกเขาว่านี่เป็นวิชาที่น่าสนใจมาก ประเทศเราไม่มีอะไรแบบนี้ เราอยากรู้ว่าอะไรคือสิ่งที่ทำให้โลกตะวันตกมีอำนาจ อิทธิพลบางอย่างที่ส่งผลมาถึงชาวตะวันออกอย่างเราเหมือนกัน เราเรียนไปสองปีจนจบ แล้วก็ตัดสินใจกลับเมืองไทยในปีที่ โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ได้รับเลือกให้เป็นประธานาธิบดีพอดี 

แปลว่าคุณทันได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของสังคมอเมริกันอยู่พักหนึ่ง

มันเปลี่ยนไปจริงๆ ระหว่างก่อนทรัมป์กับหลังทรัมป์ เราทำเรื่องสิทธิสตรีที่มหาวิทยาลัยอยู่แล้ว เพราะมันเป็นมหาวิทยาลัยที่มีคนขาวกับผู้ชายเยอะ อย่างในคลาสปรัชญาจะมีผู้หญิงหนึ่งหรือสองคนเท่านั้น คนเอเชียนี่ไม่ต้องพูดถึง น้อยมาก (ลากเสียง) พอทรัมป์ได้รับเลือกตั้ง การเหยียดกันมันเพิ่มขึ้นจริงๆ 

ตอนเรียนเราสร้าง Movement เกี่ยวกับผู้หญิงไว้ จนได้รับการโหวตให้เป็น Phenomenal Woman on Campus โดยที่ไม่ได้ตั้งใจเลย เราแค่กล้าพูดในสิ่งที่เรารู้สึก มีเหตุการณ์หนึ่ง ปกติเวลาเรียนเราต้องแสดงความเห็น มันเป็นเรื่องยากเพราะเราต้องพูดกับทั้งอาจารย์และเพื่อนร่วมชั้นซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย ไอเดียเราบางทีก็ต่างจากคนอื่น เหมือนต้องต่อสู้เพื่อความคิดตัวเองตลอดเวลา และวันนั้นหลังจบคลาส เขาคุยถึงนักปรัชญาที่ชอบ มีให้เลือกระหว่าง อิมมานูเอล คานต์ (Immanuel Kant) นักปรัชญาชาวเยอรมันกับอีกคน เราตอบไปว่า “I love Kant.” แบบ K-A-N-T แล้วเพื่อนฝรั่งผู้ชายคนหนึ่งที่ดูมีการศึกษาก็พูดขึ้นมาว่า “You love cunt?” ใส่หน้าเราเลย ตอนนั้นอึ้งมากนะ ออกมาจากห้องเรียนไปร้องไห้ในห้องน้ำแล้วถามตัวเองว่า เราจะทำอะไรกับมันไหม หรือจะทำเป็นลืมๆ นิ่งๆ ไป แต่ปล่อยไม่ได้ ก็เลยไปคุยกับคณบดี คุยกับเพื่อนผู้หญิง ทำให้หลายๆ คนออกมาเล่าประสบการณ์ว่าเคยเจอมาเหมือนกัน 

เราเริ่มจากการรวมตัวกันที่บ้าน มีสิบกว่าคนได้ เป็นพื้นที่ปลอดภัยของผู้หญิงก่อน แต่มันไม่ง่ายนะ จากที่เรามีชีวิตที่สงบมาเป็นคนที่ใครๆ ก็รู้จักในฐานะผู้เรียกร้องสิทธิสตรี มันโดนต่อต้านอยู่แล้ว แต่ถ้าจะเปลี่ยนแปลง เราต้องทำใจกับแรงต้านที่จะเกิดขึ้น

การกลับมาของ ส้ม ณัฐวรา หงษ์สุวรรณ อดีตพิธีกร Disney Club ในฐานะครูผู้เชื่อในจิตวิญญาณการแสดง
การกลับมาของ ส้ม ณัฐวรา หงษ์สุวรรณ อดีตพิธีกร Disney Club ในฐานะครูผู้เชื่อในจิตวิญญาณการแสดง

จากพื้นที่ปลอดภัยขนาด 10 คน การเคลื่อนไหวนี้มันไปไกลแค่ไหน

ไกลมาก มีกรณีที่อาจารย์คนหนึ่งมีประเด็น Sexual Harassment นักศึกษาเอเชีย เด็กปริญญาตรีเจอก็ร้องไห้ ไม่ได้ทำอะไรต่อ แต่ตอนเราเจอเราไม่ยอม แม้กระทั่งกลับมาเมืองไทยแล้วก็ยังพยายามตามเรื่องอยู่ แล้วอาจารย์คนนี้เคยมาสอนที่มหาวิทยาลัยในไทยด้วย แต่ไม่! เราไม่ควรยกย่องคนแบบนี้ สุดท้ายเขาก็ถูกเชิญให้ออกจริงๆ 

คุณทิ้งโอกาสใหญ่ๆ ในชีวิตเพื่อไปเจอกับสิ่งใหม่ๆ ตลอดเลย เคยเสียดายบ้างไหม

เราเพิ่งคุยกับลูกศิษย์เรื่องนี้ไป ตอนที่เล่นละคร เรารักการแสดงนะ แต่มันเป็นความรู้สึกเห็นแก่ตัว ทุกครั้งที่ไปกองถ่าย จะมีความรู้สึกบางอย่างที่ไม่ใช่ มันอึนๆ แต่ไม่รู้ว่าอะไร จนมาตอนนี้เข้าใจแล้วว่าเราต้องเป็นครู 

ตอนแรกๆ ก็อาจจะยากหน่อย แต่ตอนนี้เห็นแล้วว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นในชีวิต ทั้งการค้นหาสิ่งต่างๆ มันเกิดขึ้นเพื่อให้เราได้สอนต่อ และให้นักแสดงที่เป็นนักเรียนได้ออกไปข้างนอก ความรู้สึกอึนๆ ที่รู้สึกมาเป็นสิบปีเพิ่งจะหายไปในปีนี้ ปีที่นักแสดงของเราได้โดดเด่นโลดแล่น ช่วงปีแรกเราต้องต่อสู้กับเสียงลือเสียงเล่าอ้างรอบข้าง เพราะทำสิ่งที่ต่างจากคนอื่น ถามว่าเจ็บไหม เจ็บ แต่ก็ต้องปล่อยไป เพราะเรามีเป้าหมาย ถ้าเราไม่สอนเทคนิคนี้ใครจะสอน จนนักแสดงเป็นคนพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่าเทคนิคนี้มันเวิร์กผ่านผลงานของเขา ซึ่งเราไม่เคยคิดว่าจะเป็นครูเลยนะ (หัวเราะ)

แล้วกลับมาเป็นครูได้ยังไง

ตอนกลับมา เรารู้แค่ว่าต้องทำงานอาร์ต แต่ไม่รู้ว่าในรูปแบบไหน มีบริษัทใหญ่มาชวนให้ไปดูแลด้านศิลปะการละครให้เขา แต่ยังไม่ใช่ งานอาร์ตสำหรับเรามันต้องโบฮีเมียนเบาๆ (หัวเราะ)

เราเลยได้ทำงานกับสตูดิโอการแสดงเล็กๆ ที่หนึ่ง น่ารักมาก มันตอบโจทย์เราที่อยากเรียนรู้และเติบโตไปกับองค์กร พอเขาเริ่มใหญ่ขึ้นเราก็เลยออกมาทำเองเป็น The Cave สอนเทคนิคการแสดงในแบบของเรา

เทคนิคของคุณคืออะไร

จะพยายามอธิบายนะ เพราะยากมาก (คิดนาน) ถ้าพูดถึงวิทยาศาสตร์ เซอร์ไอแซก นิวตัน (Sir Isaac Niwton) เป็นคนที่พูดถึงกฎที่จับต้องได้ใช่ไหม แต่โลกไม่ได้หยุดแค่นั้น โลกมีอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (Albert Einstein) กับสตีเฟน ฮอว์กิง (Stephen Hawking) ที่พูดเรื่องควอนตัมฟิสิกส์ อะไรที่มากกว่าสิ่งที่จับต้องได้ก็คือพลังงาน และเพราะวิทยาศาสตร์กำลังเดินไปทางนั้น ศิลปะก็เช่นกัน เราอยู่ในเจเนอเรชันที่ไม่ได้แค่แสดงแล้ว เราต้องเข้าสู่จิตวิญญาณ

พลังงานเป็นสิ่งที่จับต้องได้ เช่น จักระ (ศูนย์รวมพลังในร่างกายมนุษย์) ที่คัมภีร์นาฏยศาสตร์ (คัมภีร์ที่ว่าด้วยการฟ้อนรำ) เคยพูดถึงว่า เป็นเทคนิคให้นักแสดงแสดงออกมาได้อย่างทรงพลัง คนดูสามารถลิ้มรสอารมณ์ของนักแสดง และการแสดงเปลี่ยนบรรยากาศโดยรอบได้ ทั้งดนตรีหรือการแสดงละคร สิ่งที่เราทำคือการพานักแสดงไปถึงตรงนั้น แต่มันยาก เพราะทุกคนต้องผ่านหน้ากาก (Persona) ที่มนุษย์ทุกคนสวมใส่ในสังคมว่าเราเป็นคนดี พอถอดปุ๊บจะเจอกับจิตใต้สำนึก (Subconscious) 

การกลับมาของ ส้ม ณัฐวรา หงษ์สุวรรณ อดีตพิธีกร Disney Club ในฐานะครูผู้เชื่อในจิตวิญญาณการแสดง

จิตใต้สำนึกที่มีทุกอารมณ์ รัก โลภ โกรธ หลง ดี เลว

คาร์ล ยุง (Carl Jung) คือนักจิตวิทยาที่พูดเรื่องนี้เป็นคนแรก เขาบอกว่าจิตใต้สำนึกเป็นพื้นที่ที่มนุษย์มีร่วมกัน และเพราะเรามีร่วมกัน แปลว่าฮิตเลอร์ก็อยู่ในตัวเรา แม่ชีเทเรซ่าก็อยู่ในตัวเรา เราจะเป็นตัวละครอะไรก็ได้ 

ลองนึกภาพว่ามนุษย์ทุกคนเป็นภูเขาน้ำแข็ง ที่ผ่านมาเราอาจจะแสดงผ่านแค่ยอดภูเขาที่พ้นน้ำ ตอนนี้เราพยายามจะใช้ทั้งหมด มันคือความสนุกที่กรีกพูดถึง สมัยกรีกเขาทำโรงละครเป็นหินขนาดใหญ่โตมโหฬารมาก มีที่ให้คนดูเป็นหมื่นเพื่อจะดูนักแสดงสามคนเล่น เพราะนักแสดงเขาเข้าถึงบทและถ่ายทอดออกมาได้จริงๆ คนดูเชื่อมโยงได้ หลังจากนั้นคือการที่นักแสดงและคนดูค่อยๆ โตไปด้วยกันในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง

สเตลลา แอดเลอร์ (Stella Adler) อาจารย์ของเราเชื่อว่าละครเวทีเป็นหนึ่งในไม่กี่ศาสตร์ที่ทำให้เกิดประสบการณ์นี้ ไม่นับเรื่องของศาสนานะ เทคนิคของเราตอนนี้ก็พัฒนาจากที่เคยเรียนมา อย่างการเอาหน้ากากมาใช้ประกอบการสอน เป็นต้น แต่มันยังมีอีกหลายอย่างที่พัฒนาจากประสบการณ์ยี่สิบปีและการเดินทางของเรา

นี่คือเหตุผลที่เวลาคุณสอน คุณจะบอกนักแสดงตลอดว่า “อย่าคิด อย่าคิด อย่าคิด” เพราะอยากให้มันออกมาจากจิตใต้สำนึก

ถูกต้อง แต่นักแสดงก็ต้องกระโดดมาด้วยครึ่งหนึ่ง บางคนรับไม่ได้กับตัวตนที่แท้จริงของเขา บางคนไม่กล้าเข้าไปเจอตั้งแต่แรก ก็ไปต่อไม่ได้ ต้องล้มเลิกไป

เราเข้าใจถูกไหมว่า การแสดงมีหลายเทคนิค เทคนิคที่เราคุ้นเคยกันดีคือการใช้ประสบการณ์หรือแม้กระทั่งไปจำลองใช้ชีวิตเหมือนตัวละครจนชิน ในขณะที่เทคนิคของคุณใช้จินตนาการเป็นหลัก โดยไม่ต้องมีประสบการณ์เหมือนตัวละครมาก่อนก็ได้

เราเชื่อในจินตนาการ ไอน์สไตน์เคยบอกว่า “จินตนาการสำคัญกว่าความรู้” เราต้องพัฒนาจินตนาการของนักแสดง ซึ่งไม่ค่อยได้รับการฝึก เพราะจินตนาการนำไปสู่อิสรภาพบางอย่างเรียกว่า Freedom of The Mind ถ้านักแสดง ศิลปิน หรือใครก็ตามที่จินตนาการได้เรื่อยๆ ก็จะควบคุมคนเหล่านี้ได้ยากกว่าเดิม แต่เราชอบ เพราะเขาจะคิดเองได้

เข้าใจเลยว่าทำไมระบบการศึกษาบ้านเราถึงตัดวิชาศิลปะออกไป เพราะจินตนาการคือเครื่องมือที่มีพลัง เราพยายามเอาสิ่งนี้กลับมา สร้างพื้นที่ให้ศิลปินเป็นได้มากกว่าสิ่งที่สังคมบอกว่าเขาเป็น และจินตนาการสอนกันได้ ซึ่งอธิบายไม่ถูกเหมือนกัน ต้องลองมาเรียน

ยิ่งมีความรู้มากเท่าไหร่ ความสามารถในการจินตนาการจะเพิ่มไปด้วยไหม

อันนี้น่าสนใจ (นิ่งคิด) เราเชื่อเสมอว่านักแสดงต้องฉลาด อย่างน้อยก็ต้องรู้ว่าคนเขียนบทต้องการสื่อไอเดียอะไร แล้วไอเดียนี้ ธีมนี้ สำคัญยังไงกับโลกใบนี้ ถ้าไม่มีความรู้ด้านประวัติศาสตร์เลยก็ต้องหาข้อมูล เพื่อให้เห็นคุณค่าและความสำคัญ

การกลับมาของ ส้ม ณัฐวรา หงษ์สุวรรณ อดีตพิธีกร Disney Club ในฐานะครูผู้เชื่อในจิตวิญญาณการแสดง

เมื่อกี้ตอนดูคลาสของคุณจบ เรารู้ทันทีเลยว่าบทสัมภาษณ์นี้จะไม่สามารถอธิบายสิ่งที่คุณทำอย่างดีเยี่ยม เพราะมันคือประสบการณ์ที่ต้องมาเห็นตรงหน้าจริงๆ

เข้าใจยากมาก ทุกอย่างเป็นประสบการณ์ แต่สิ่งเหล่านี้มีอยู่บนโลกมานานแล้ว ไม่ใช่อยู่ๆ ก็มีคนคิดเรื่องจักระขึ้นมา ถ้าลองไปเดินบนถนนแล้วสังเกตร่างกายคน บางคนฟังก์ชันจากสะโพกจะเซ็กซี่ๆ บางคนคือจักระที่หกตรงดวงตา แปลว่าคิดเยอะ บางคนอีโก้สูงใช้จักระที่สามตรงช่องท้อง บางคนรู้สึกรักก็จักระที่สี่บริเวณหัวใจ มันเป็นแค่ฟังก์ชันการทำงานของแต่ละคน ในคลาสของเรามีทั้งหมดเจ็ดจักระที่ผสมเป็นตัวละครทุกตัวบนโลกใบนี้ได้

ความสำเร็จของครูส้มคือการที่นักแสดงเล่นได้ทุกบทบาทหรือเปล่า

จริงๆ มันมีความสำเร็จบางอย่างที่เกิดขึ้นตลอดเวลาอยู่แล้ว ทุกครั้งที่นักแสดงยอมรับความจริงในตัวเองได้ นั่นคือความสำเร็จทั้งของครูและของเขา แต่ถ้าต้องตอบจริงๆ มันคือการที่นักแสดงเป็นมากกว่าที่เขาคิดว่าตัวเองจะเป็นได้ ซึ่งเราไม่รู้หรอกว่าคืออะไร เทคนิคของเราก็จะได้ส่งต่อผ่านนักแสดงเหล่านี้ เป็นอีกพื้นที่เล็กๆ อีกทางเลือกหนึ่งในวงการการแสดงของประเทศไทย โดยที่เราไม่ตั้งใจจะแข่งขันกับใคร ขออยู่ใน Cave ของเรานี่แหละ (หัวเราะ)

การแสดงสำหรับคุณเปลี่ยนไปไหมหลังจากได้ไปค้นหา มีประสบการณ์มากมาย จนถึงวันนี้ได้นำสิ่งเหล่านั้นมาส่งต่อให้นักแสดงคนอื่นๆ

ไม่เลย เราเชื่อเสมอว่าการแสดงคือการเข้าใจมนุษย์ คือการค้นหาความจริง และเป็นการเจริญเติบโตทางจิตวิญญาณ เราแค่หาวิธีการที่จะพาเราไปถึงตรงนั้น การแสดงของเรามันเลยจริงมาตลอด เรามองตัวละครเป็นมนุษย์ เป็นอีกชีวิตที่มีความซับซ้อนไม่ต่างจากเรา

จากทุกอย่างที่ผ่านมา คุณเจออิสรภาพและความหมายของชีวิตที่เคยตามหามาตลอดแล้วหรือยัง

จะดูน้ำเน่าหน่อยๆ นะ แต่เราเป็นคนที่อุดมคติมากๆ (หัวเราะ) อิสรภาพไม่ใช่สิ่งที่ได้มาแล้วจบไป มันคือทุกๆ วันที่เราทำงานที่ชอบ ที่เราให้ความรู้ ให้ความจริงใจกับคนอื่น นั่นคือความอิสระ มันไม่ใช่สิ่งที่จับต้องได้ แต่เป็นความรู้สึกบางอย่างที่จะได้ผ่านการทำงานเท่านั้น เราไม่คิดว่าจะได้มันจากการนั่งเฉยๆ แล้วแค่มีเงิน รวย ชิลล์ๆ สำหรับเรามันคือการทำงาน มันคือการได้ทำอาชีพที่เราเชื่อและช่วยคนอื่นได้ และเราได้เจอกับภาวะ Flow ของตัวเองครั้งแรก เจอเส้นทางชีวิตที่ลงตัวมากๆ จนคิดกับตัวเองว่า ถ้าต้องตายวันนี้มันก็โอเคแล้วแหละ

การกลับมาของ ส้ม ณัฐวรา หงษ์สุวรรณ อดีตพิธีกร Disney Club ในฐานะครูผู้เชื่อในจิตวิญญาณการแสดง

Writer

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

ขบฟันกั้นกอดวันทองไว้ ขุนช้างร้องไปชิงไว้หวา

เพชฌฆาตดาบยาวก้าวย่างมา ขุนแผนโถมถาคร่อมเมียไว้

ฉุดคร่าคว้ากันอยู่ดันดึง ฟันผึงถูกขุนแผนหาเข้าไม่

ดาบยู่บู้พับยับเยินไป เข้ากลุ้มรุมฉุดได้ขุนแผนมา

ขุนแผนฮึดฮัดกัดฟันเกรี้ยว บิดตัวเป็นเกลียววางกูหวา

เพชฌฆาตแกว่งดาบวาบวาบมา ย่างเท้าก้าวง่าแล้วฟันลง

ต้องคอนางวันทองขาดสะบั้น ชีวิตวับดับพลันเป็นผุยผง

พอพระไวยถึงโผนโจนม้าลง ตรงเข้ากอดตีนแม่แน่นิ่งไป

หลังจากพระพันวษาทรงสั่งประหารนางวันทองด้วยข้อหาเป็นหญิงหลายใจ เลือกไม่ได้ว่าจะอยู่กับขุนแผนหรือขุนช้าง พระไวย บุตรของขุนแผนกับนางวันทองจึงไปทูลขอชีวิต จนในที่สุดก็ได้รับพระราชทานอภัยโทษ แต่เมื่อเจ้ากรมยมราชเห็นคนควบม้ามาพร้อมธงขาวส่งสัญญาณยกเลิก เจ้ากรมกลับคิดว่าพระเจ้าแผ่นดินกริ้วที่ตนสั่งประหารช้า จึงรีบให้เพชฌฆาตตัดคอนางวันทองไปเสียก่อน!?

“อ้าว!!!”

รู้ตอนจบกี่ครั้งก็อดอุทานไม่ได้กับความตายอันน่าสลดของ นางวันทอง โฉมงามผู้เกิดในยุคสมัยที่ไม่อาจเลือกอะไรเพื่อชีวิตตัวเอง

ใครหลายคนคงจดจำตัวละครจากวรรณคดีรักสามเส้าเรื่อง ขุนช้างขุนแผน กันได้เป็นอย่างดี เพราะมีบรรจุอยู่ในวิชาภาษาไทยหลายระดับ แต่น่าเสียดายว่าเป็นการหยิบยกมาเพียงบางช่วงบางตอน นักเรียนจึงไปไม่ถึงจุดจบของเรื่องโดยสมบูรณ์เสียที 

แต่การไปไม่ถึงหน้ากระดาษแผ่นสุดท้าย กลับทำให้เกิดสำนวนที่พูดกันอย่างติดปากมาจนถึงปัจจุบันอย่าง ‘วันทองสองใจ’ ซึ่งมักมีความหมายสื่อถึงพฤติกรรมของผู้หญิงมากรัก เลือกไม่ได้ จิตใจโลเล

ในจุดนี้ ไม่ใช่เราเพียงคนเดียวที่อัดอั้นตันใจจนอยากหยิบปากกามาเปลี่ยนชีวิตของวันทองเสียใหม่ เพราะ มุ เจ้าของผลงานอันโด่งดังเรื่อง วันทองไร้ใจ ที่ขึ้นแท่นเป็นการ์ตูนยอดนิยมอันดับ 1 บนแพลตฟอร์มการ์ตูนดิจิทัล WEBTOON ขณะนี้ ได้ลงมือเปลี่ยนพล็อตชีวิตของวันทองด้วยตัวเองจนมีผู้ติดตามกว่า 4 แสนคน มีคนอ่านไปมากกว่า 18.5 ล้านครั้ง! แถมยังมีแฟนคลับนำไปคอสเพลย์กันอย่างจริงจังตั้งแต่ตัวเอกยันตัวประกอบ! ความปังครั้งนี้จึงเป็นหนึ่งในเครื่องการันตีว่า ชีวิตวันทองจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป!

โดยวันทองในเวอร์ชันใหม่ แท้จริงแล้วเป็นสาวยุคปัจจุบันอีกคนที่ตื่นขึ้นมาในร่างของตัวละครในวรรณคดี เธอต้องเผชิญหน้ากับตัวละครอีกมากมายที่เคยได้ยินชื่อ ไม่ว่าจะเป็น สายทอง หรือนางศรีประจัน รวมถึงโจทก์หัวใจอย่าง ขุนช้าง และ ขุนแผน

‘มุ’ นักวาด ‘วันทองไร้ใจ’ Webtoon ดัดแปลงจากขุนช้างขุนแผน ที่คนอ่านไปแล้ว 18 ล้านครั้ง

นอกจากนี้ ความน่าสนใจของเรื่องยังไม่ได้หยุดเพียงว่า สาวหลงยุคคนนี้จะทำอย่างไรกับชีวิตที่ถูกบังคับให้อยู่กับขนบธรรมเนียมและแนวคิดแบบเดิม ๆ แต่เธอจะทำอย่างไรไม่ให้จบชีวิตลงที่ลานประหารต่างหาก!

เราชวนคุณมุพูดคุยเกี่ยวกับมุมมองด้านวรรณคดีจากคนที่เรียนเอกภาษาไทย รวมถึงเจาะลึกเบื้องหลังการทำงาน และความอัดอั้นตันใจที่นำมาสู่การสร้างเนื้อเรื่องและตอนจบรูปแบบใหม่ของตัวเอง

ต่อจากนี้ วันทองไม่ต้องโดนหาว่าสองใจอีกต่อไป เพราะเธอจะไร้ใจไปเลย!

ว่าแต่ทำไมวันทองต้องไร้ใจด้วย

เป็นการตั้งล้อสำนวนวันทองสองใจค่ะ ในเรื่องคือเลือกไม่ได้ระหว่างขุนแผนกับขุนช้าง เราเลยไม่เอาทั้งสองคน ก็ไร้ใจไป แต่ถ้าไม่เอาเลยสักคนจริง ๆ เรื่องนี้คงอยู่ WEBTOON หมวดโรแมนซ์ไม่ได้ (หัวเราะ)

‘มุ’ นักวาด ‘วันทองไร้ใจ’ Webtoon ดัดแปลงจากขุนช้างขุนแผน ที่คนอ่านไปแล้ว 18 ล้านครั้ง

คุณไม่ชอบเนื้อเรื่อง ขุนช้างขุนแผน แบบเดิม เลยเขียนเวอร์ชันใหม่

ต้องเล่าก่อนว่า ตอนนั้นติดอ่านนิยายจีน ชอบอ่านแนวทะลุมิติเข้าไปในนิยาย หรือแนวทะลุมิติเข้าไปแก้ไขชีวิตตัวเอง ก็เลยคิดว่าของไทยน่าจะมีบ้าง เลยนึกถึงวันทองขึ้นมา เรื่องแรกเป็นแนวทะลุมิติเหมือนกันค่ะ แต่เป็นเรื่องจีน ก่อนหน้านี้เขียนให้ Comico Thailand ตอนนั้นอยากล้อว่ามีแนวทะลุมิติเยอะ ก็เลยเอาทุกคนมาทะลุมิติหมดเลย แนวเบาสมอง ชื่อ เอ้า! ทะลุมิติกันเข้าไป๊

ส่วนเรื่อง วันทองไร้ใจ คือเราคิดว่าพวกตัวเอกของเรื่องแนวนี้มักจะชีวิตรันทด ไม่ได้รับความยุติธรรม วันทองก็เข้าแก๊ปอยู่นะ จริง ๆ เคยมีคนเขียนนิยายเกี่ยวกับวันทอง หรือคนอื่นทะลุมิติที่เป็นตัวละครใน ขุนช้างขุนแผน อยู่แล้ว เราไม่ใช่คนแรกที่เขียน แต่ตอนที่เราอ่าน ขุนช้างขุนแผน เหมือนเราดูละครแล้วขัดใจ ทำไมนางเอกต้องตายด้วยล่ะ! ไม่ได้ผิดสักหน่อย! เราเลยอยากให้วันทองได้มีสิทธิ์มีเสียง ได้แก้ไขชีวิตตัวเอง เพราะเธอคือนางในวรรณคดีที่น่าสงสารอีกคนหนึ่ง

‘มุ’ นักวาด ‘วันทองไร้ใจ’ Webtoon ดัดแปลงจากขุนช้างขุนแผน ที่คนอ่านไปแล้ว 18 ล้านครั้ง
การ์ตูนเรื่อง เอ้า! ทะลุมิติกันเข้าไป๊

แสดงว่าจริง ๆ แล้วมีนางในวรรณคดีที่น่าสงสารอีกหลายคน

ใช่ค่ะ

หลายคนมองว่า โมรา กากี ก็กลายเป็นตัวแทนของผู้หญิงหลายใจไปเหมือนกัน

ไม่คิดว่าทั้งสองเป็นตัวแทนผู้หญิงหลายใจ แต่เป็นตัวแทนของผู้หญิงที่เลือกอะไรไม่ได้เลยมากกว่า อย่างโมรา สะท้อนชีวิตสมัยก่อนที่ผู้หญิงต้องขึ้นอยู่กับผู้ชาย ผู้ชายเก่ง ฉันก็รอด ถ้าผู้ชายไม่เก่ง ฉันก็ตายตาม โมราเลยดิ้นรนให้อยู่ในความครอบครองของผู้ชายที่เก่งกว่า แต่มันขัดกับศีลธรรมของสิ่งที่สมัยนั้นคิดว่าดีงาม เธอเลยกลายเป็นตัวร้าย เธอเจอผู้ชายคนนี้ก่อนก็ต้องอยู่กับเขาเท่านั้น ทั้ง ๆ ที่เธอเพิ่งเกิดจากผอบ ยังไม่รู้เรื่องอะไรเลย

ส่วนกากี อันนี้เป็นพล็อตนิยายอีโรติก (หัวเราะ) ถูกครุฑพาไปอยู่บนวิมานชั้นฟ้า ให้ทำยังไงล่ะ ไม่ยอมแล้วให้กระโดดเมฆตายหรอ แล้วมีคนธรรพ์ไปซ้ำอีก จะให้ทำยังไง เลือกอะไรไม่ได้เลย แต่ไม่รู้ว่าทำไมวันทองสองใจถึงติดหูคนมากกว่า

อีกอย่างคือเรามีการเอาขนบของทางอินเดียมาด้วยว่า ผู้หญิงต้องผุดผ่อง รักเดียวใจเดียว ถ้าหากสามีตายต้องเผาตัวเองตายตาม เป็นการรับอิทธิพลมา และเมื่อก่อนมีความเชื่อว่าผู้หญิงคือสมบัติของพ่อแม่ แต่งงานไปก็เป็นสมบัติของสามี ผู้หญิงจึงไม่มีแนวคิดว่า เราเป็นคน เป็นตัวเอง ไม่ใช่ของใคร มันก็เลยไปในแนวนั้น

ซึ่งสิ่งเหล่านี้เราไม่ได้เห็นในเรื่อง วันทองไร้ใจ

(หัวเราะ) เพราะว่าเรื่องนี้นางเอกไม่ได้เป็นคนในยุคนั้น เธอเป็นคนยุคปัจจุบันทะลุมิติไป เธอเลยออกมือออกไม้ได้มากกว่า แต่เธอจะไปฉอดทุกคนที่ขวางหน้าก็ไม่ได้ ตรงนี้คือข้อจำกัด เธอต้องอยู่ให้ได้ ถึงไม่อยากประนีประนอมก็ต้องทำหน่อย ไม่งั้นจะถูกหาว่าบ้า

‘มุ’ นักวาด ‘วันทองไร้ใจ’ Webtoon ดัดแปลงจากขุนช้างขุนแผน ที่คนอ่านไปแล้ว 18 ล้านครั้ง

ฟังแล้วรู้เลยว่าผู้หญิงถูกกดทับในวรรณคดีอยู่บ่อย ๆ

เพราะว่าวรรณคดีเป็นภาพสะท้อนสังคมในอดีต สมัยก่อนสถานะผู้หญิงเป็นอย่างไร ในวรรณคดีก็สะท้อนออกมาเป็นแบบนั้นเลย อย่างตอนนี้ถ้าเทียบกับวรรณคดี สิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนไปจริง ๆ คือผู้หญิงเป็นคนเขียนเองมากขึ้น จากแต่ก่อนที่ผู้ชายจะเป็นคนเขียนวรรณคดี มันก็ช่วยไม่ได้ที่เนื้อเรื่องจะเป็นไปในมุมมองของผู้ชาย แต่ก่อนมีหน้าที่แบ่งแยกชัดเจนระหว่างผู้หญิงกับผู้ชาย ผู้หญิงต้องอยู่ในบ้าน ผู้ชายอยู่นอกบ้าน ปัจจุบันยังมีบ้าง แต่ก็เปลี่ยนไป ซึ่งสะท้อนผ่านสื่อ ผ่านเรื่องราวของยุคสมัยอย่างที่เราเห็นกัน

ในวรรณคดี สิ่งที่คนเขียนยุคนั้นเขียนออกมาก็สะท้อนเรื่องของคนยุคนั้น พอเราเขียนก็เลยสะท้อนเรื่องของยุคนี้แบบไม่รู้ตัวเช่นเดียวกัน ต่อ ๆ ไปก็จะมีเรื่องอื่น ๆ เพิ่มมา เช่น พ่อค้า ชนชั้น เรื่องทาส แต่อันนี้เป็นทาสในสมัยก่อน หรือความคิดที่ว่าเวลาทำงานจะต้องทำถวายหัว มีบางกลุ่มที่คิดแบบนี้อยู่ในปัจจุบัน แต่อันนี้ต้องรอซีซั่นหน้า

แล้วพอจะมีวรรณคดีหรือนิทานเรื่องไหนบ้างไหมที่ผู้หญิงไม่ถูกกดทับ หรือค่อนข้างมีอิสระมากกว่าที่เรานึกออก

มีเรื่องเดียวเท่าที่คิดออกตอนนี้คือ แก้วหน้าม้า มีสิทธิ์มีเสียงหน่อย มีอำนาจ มีอิทธิฤทธิ์ กำหนดชีวิตตัวเองได้มากกว่า อย่างน้อยก็มากกว่าตัวละครหญิงคนอื่น ๆ 

ตอนที่เขียนเรื่อง วันทองไร้ใจ ขึ้นมา คุณมีเป้าหมายไหมว่าอยากให้ใครมาอ่าน

ตอนแรกคือแค่คนที่อัดอั้นตันใจเหมือนเรา (หัวเราะ) เธอคิดเหมือนฉันใช่ไหม (หัวเราะ) แต่ตอนที่มีการประกวดวาดการ์ตูนของ WEBTOON ในปี 2020 เขาให้วาดเรื่องแนวไหนก็ได้ เราเลยลองส่งเรื่องนี้ไป แต่ไม่ผ่าน ตอนหลังเขาถึงค่อยมาติดต่อว่าสนใจจะวาดไหม เพราะเนื้อเรื่องน่าสนใจ ก็เลยได้วาด เรื่องนี้น่าจะได้รับการติดต่อประมาณปี 2021

หลังจากนั้นคุณก็ได้เขียนต่อยาว ๆ เลย แถมลายเส้นยังสวยมากด้วย เริ่มวาดภาพจริงจังตั้งแต่เมื่อไหร่

มาเริ่มฝึกตอนที่มีเว็บบอร์ด สมัยมหาวิทยาลัย และมีเพื่อนที่ชอบวาดด้วยกันก็ได้แลกเปลี่ยนผลงานกัน เหมือนเป็นการช่วยกระตุ้นเรา เราก็ได้เรียนรู้กับคนที่เรียนมาโดยตรงหรือกับคนที่วาดมาเยอะกว่า

แต่ตอนอนุบาลก็วาดเป็นงานอดิเรกค่ะ วาดเด็กผู้หญิง ดอกไม้ วาดแล้วมีเพื่อนชมก็ยิ่งวาด พอโตขึ้นมาหน่อยสักประถมก็เริ่มวาดเป็นเรื่อง เขียนเองอ่านเอง เป็นลายเส้นญี่ปุ่นหน่อย เพราะชอบการ์ตูนตาหวาน แรงบันดาลใจตอนวาดก็มาจากคุณพ่อด้วย คุณพ่อวาดให้ดู เราก็วาดตาม

แต่ตอนเรียนมหาวิทยาลัย คณะที่เรียนไม่ได้เกี่ยวกับวาดรูปนะคะ เรามาฝึกเอง เปลี่ยนลายเส้นด้วย เพราะตอนแรกก็ไม่ใช่คนวาดสวย ส่วนการเรียนเอกภาษาไทยอาจจะช่วยบ้าง เพราะเราเรียนวิเคราะห์วรรณกรรมมาเยอะ ก็พอมีพื้นฐานการลำดับเรื่อง

‘มุ’ นักวาด ‘วันทองไร้ใจ’ Webtoon ดัดแปลงจากขุนช้างขุนแผน ที่คนอ่านไปแล้ว 18 ล้านครั้ง

การที่เรียนเอกภาษาไทยคงทำให้คุณต้องคลุกคลีอยุ่กับวรรณคดีเยอะเลย

เยอะค่ะ เพราะต้องเรียนวรรณคดีซ้ำไปซ้ำมาหลายตัวเหมือนกัน คนอื่นเรียน ขุนช้างขุนแผน ช่วงมัธยมครั้งหรือสองครั้ง แต่พอเราเรียนเอกวรรณคดีจึงเอ็กซ์ตร้าเข้าไปอีก ไม่ถึงกับเรียนจนจบหลายรอบ แต่ได้เรียนจนจบและได้เห็นเวอร์ชันที่หลากหลาย

เท่าที่ตกตะกอนมา คุณคิดว่าอะไรคือคุณค่าของวรรณคดีเรื่อง ขุนช้างขุนแผน

ถ้าตามที่เรียนมา มันเป็นความจริงที่วรรณคดีเรื่องนี้บันทึกประวัติศาสตร์ สังคม ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านในสมัยนั้นได้ค่อนข้างจะครบถ้วน ถือว่าแตกต่างจากเรื่องอื่นที่เป็นจักร ๆ วงศ์ ๆ ในรั้วในวัง เรื่องนี้เป็นชีวิตชาวบ้านจริง ๆ 

โดยส่วนตัวคิดว่าเนื้อเรื่องสนุก ตื่นเต้น มีความลุ้น บางฉากมีความเป็นละคร ดราม่าเหมือนซีรีส์เกาหลีอยู่บ้างเหมือนกัน เช่น ฉากที่วันทองจะถูกลากไปแต่งงานกับขุนช้าง แล้วขุนแผนจะมาช่วยไหม ฉากนั้นคือลุ้นมาก แต่พออ่าน ๆ ไปปรากฏว่า ขุนแผนมา ไม่สนใจ นางเอกโดนลากเข้าห้องหอ ม่ายยยย!!! มีความเมโลดราม่าหน่อย หรือจังหวะถูกประหาร พระพันวษาให้อภัยแล้ว คนอ่านก็เสียดายเล่น หรืออีกฉากคือ ขุนแผนผ่าท้องนางบัวคลี่เพื่อทำกุมารทอง อันนี้จะมีความสยอง เป็นตัวเอกสายดาร์ก

รู้สึกยังไงตอนที่ขุนแผนใช้ความรุนแรง

จริง ๆ แอบตั้งคำถามว่า ทำไมคนแบบนี้ถึงมาเป็นพระเอกได้เนี่ย (หัวเราะ)

‘มุ’ นักวาด ‘วันทองไร้ใจ’ Webtoon ดัดแปลงจากขุนช้างขุนแผน ที่คนอ่านไปแล้ว 18 ล้านครั้ง

ก็เลยเป็นที่มาของการอยากเปลี่ยนพระเอกของเรื่องหรือเปล่า

ส่วนหนึ่งค่ะ ตอนแรกไม่ได้คิดว่าจะต้องมีพระเอกคนใหม่เลย ตอนแรกจะเอนไปทางให้ขุนช้างเป็นพระเอกด้วยซ้ำ แต่พอเขียน ๆ ไปแล้วรู้สึกว่า ให้มีคนใหม่ไปเลยน่าจะสนุกกว่าในเมื่อเราดัดแปลงใหม่

หรือจริง ๆ แล้ว ขุนแผนไม่มีคุณสมบัติจะเป็นพระเอกแล้ว

(หัวเราะ) ถ้าในความคิดของเราจะให้เขาเป็นพระเอกก็ได้ แต่เนื้อเรื่องจะเป็นอีกแบบไปเลย วันทองจะต้องเหนื่อยหนักมากในการจะเปลี่ยนผู้ชายสักคนหนึ่ง ก็เลยคิดว่าถ้าเป็นคนใหม่มาเลยจะได้อีกรสชาติหนึ่ง เราอยากให้เรื่องนี้เป็นผลงานออริจินัลของเรา ไม่ใช่เอาขุนช้างขุนแผนมารีเมก

‘มุ’ นักวาด ‘วันทองไร้ใจ’ Webtoon ดัดแปลงจากขุนช้างขุนแผน ที่คนอ่านไปแล้ว 18 ล้านครั้ง

ตอนที่คิดพล็อตเรื่องนี้ขึ้นมา คิดว่าจะมีคนสนใจไหม

ก็แอบคิดว่าน่าจะมีคนสนใจ น่าจะมีคนคิดเหมือนกับเราเยอะนะ เพราะก่อนหน้านี้ก็มีคนเขียนนิยายมาก่อน ผลตอบรับตอนประกวดถือว่าดีค่ะ มีคนอ่านเยอะกว่าที่คิด มีคนอัดอั้นตันใจเหมือนเรา (หัวเราะ)

จากวันแรกจนถึงตอนนี้ คุณเดินไปไกลกว่าจุดประสงค์เดิมตอนที่เริ่มเขียนบ้างไหม

ตอนแรกเราคิดแค่เอานางเอกไปฟาดกับผู้ชายสองคนนี้ แต่พอเขียนไปเรื่อย ๆ ก็เริ่มใส่รายละเอียดเพิ่ม นางเอกไม่ได้จะไปต่อกรกับขุนแผนเหมือนตอนแรก ๆ เพราะคนที่เธอต้องต่อกรมากที่สุดคือ แม่ศรีประจัน เพราะสุดท้ายคนที่เป็นเจ้าของชีวิตวันทองในตอนนี้คือแม่ ไม่ใช่ขุนแผน เป็น Last Boss ของซีซั่นแรก ด้วยความเป็นแม่ เรายังทำอะไรมากไม่ได้ ต้องหาวิธีอื่นที่จะทำให้เรามีชีวิตอิสระจากเขาได้ โดยไม่ทำให้เขาเจ็บช้ำมากเกินไป 

ตอนที่วาดนางวันทอง มีการใส่ตัวตนของคนวาดลงไปในตัวละครบ้างไหม

นิสัยเราสองคนไม่เหมือนกันเท่าไหร่ (หัวเราะ) เราไม่ค่อยจะไปฉอดใคร แต่อะไรที่เราอยากทำ เราจะให้ตัวละครทำแทน ถ้าให้เหมือนกัน คือเรื่องทัศนคติว่าเราคิดอย่างไร ซึ่งจะคล้ายกัน มีความเหมือนแค่บางส่วน

ถ้าอย่างนั้นวันทองเวอร์ชันนี้มีต้นแบบมาจากไหน

เหล่าทวิตเตี้ยนทั้งหลายค่ะ ชาวทวิตเตอร์ เราคิดว่าถ้าเป็นคนในทวิตเตอร์จะคิดอย่างไร (หัวเราะ) เป็นเหมือนเฟมินิสต์ แค่บังเอิญเล่นทวิตเตอร์

‘มุ’ นักวาด ‘วันทองไร้ใจ’ Webtoon ดัดแปลงจากขุนช้างขุนแผน ที่คนอ่านไปแล้ว 18 ล้านครั้ง

พูดถึงการทำงาน ได้ข่าวว่าตอนแรกคุณทำงานแบบโซโลคนเดียว

ตอนแรกทำคนเดียว แต่ไป ๆ มา ๆ ไม่ไหว ตอนนี้เลยมี 3 คน เพิ่มมาทีละคน ๆ ให้เพื่อนมาช่วย ทำทุกอย่างเลยประมาณ 10 ตอนแรก มีแค่เรากับโปรแกรมช่วยบ้าง ใช้ 3D ช่วยทำฉาก หรือใช้หุ่นโมเดลสามมิติก็ร่างได้ไวขึ้น แต่สุดท้ายก็ไม่ไหว ต้องให้คนช่วยจริง ๆ 

‘มุ’ นักวาด ‘วันทองไร้ใจ’ Webtoon ดัดแปลงจากขุนช้างขุนแผน ที่คนอ่านไปแล้ว 18 ล้านครั้ง
‘มุ’ นักวาด ‘วันทองไร้ใจ’ Webtoon ดัดแปลงจากขุนช้างขุนแผน ที่คนอ่านไปแล้ว 18 ล้านครั้ง
‘มุ’ นักวาด ‘วันทองไร้ใจ’ Webtoon ดัดแปลงจากขุนช้างขุนแผน ที่คนอ่านไปแล้ว 18 ล้านครั้ง
‘มุ’ นักวาด ‘วันทองไร้ใจ’ Webtoon ดัดแปลงจากขุนช้างขุนแผน ที่คนอ่านไปแล้ว 18 ล้านครั้ง

พวกโปรแกรมก็เรียนรู้การใช้งานเองทั้งหมดเลยไหม

ใช่ค่ะ ยากเอาเรื่อง เรื่อง วันทองไร้ใจ เป็นเรื่องแรกที่ใช้ 3D ประกอบ เพราะเรือนไทยหาโหลดฉากไม่ได้ แล้วเราต้องใช้หลายมุม ถ้าปั้นเป็น 3D จะคุ้มกว่า เพราะเราปรับได้หลายมุม ก็เลยลองปั้นเอง ตอนแรกใช้ SketchUp แต่เพราะเราไม่มีพื้นฐานเลยเริ่มต้นลำบาก บังเอิญมาเจอโปรแกรมที่มันง่ายขึ้นก็เลยใช้

สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon
สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon
สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon
สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon
สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon
สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon

ตอนทำงานคนเดียว อะไรคือสิ่งที่ท้าทายที่สุด

ลงสี 50 กว่าช่องค่ะ มันเยอะ อดนอนอยู่พักหนึ่ง (หัวเราะ) เพราะต้องส่งงานวันศุกร์ เนื่องจากมีกำหนดออนแอร์ ตอนนี้ยังทำทัน เพราะเราทำตอนตุนไว้ก่อน เรารู้ตัวว่าต้องมีเลทแน่นอน เลยมีทำตุนเอาไว้ 1 ตอนใช้เวลา 6 – 7 วัน บางตอนที่รายละเอียดไม่เยอะ 5 วันครึ่งหรือ 6 วันก็เสร็จ

ต้องมีการทำการบ้านระหว่างตอนเยอะไหม

มีบ้าง อย่างการเปิดเสภา หรือเปิดพจนานุกรมเทียบ แต่หลัก ๆ คือเสภา ขุนช้างขุนแผน เรายึดของห้องสมุดวชิรญาณเป็นหลัก ถ้าหากมีฉากไหนที่เราสงสัยลำดับเนื้อเรื่อง ตลอดจนสีผ้าก็ไปเปิดดูได้ โชคดีที่มีออนไลน์ แต่อันนี้เป็นเรื่องของรายละเอียด

สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon
สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon
สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon

ดูละเอียดจนถึงลายผ้าเลยทีเดียว

ใช่ค่ะ อย่างน้อยก็ตอนต้น ๆ แต่พอดำเนินเรื่องไป เราจะเริ่มปรับไปเรื่อย ๆ ไม่ได้อิงตามเดิมเป๊ะแล้ว แต่บางตัวละครออกมาครั้งแรกเป็นฉากที่มีในเรื่อง เราก็อยากให้สีตรงกัน อย่างตอนแรกที่วันทองออกมาก็จะใส่สีแดง วาดไปสักพักก็เปลี่ยนเป็นสีชมพูแทน ตรงนี้เราไม่ได้ใส่คำอธิบายอะไร เพราะเป็นความฟินส่วนตัวที่ได้ใส่ลงไป แต่ก็มีคนรู้นะคะ คนที่เรียนมา เราประมาทคนอ่านไม่ได้เลยค่ะ มีคนที่รู้มากกว่าเราอยู่เสมอ

สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon
สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon
สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon

กว่าจะเป็นหนึ่งตอนนี่ทำอะไรหลายอย่างเลย หลังเสร็จงานค้นคว้าแล้วคุณต้องทำอะไร

การบ้านอันนี้จะไปอยู่ตรงเขียนสตอรี่บอร์ด เขียนเสร็จแล้วก็เริ่มร่าง ตัดเส้น ส่งให้ผู้ช่วยคนที่หนึ่งเทสี แล้วส่งให้ผู้ช่วยคนที่สองลงเงา ใส่เครื่องประดับ จากนั้นก็ส่งกลับมาให้เราแต่งสี ใส่ฉากหลัง พิมพ์คำพูด แล้วส่งกลับไปให้ผู้ช่วยคนที่หนึ่งจัดฟอนต์ให้อีกที จากนั้นส่งกลับมาให้เรา มันจะส่งไปส่งมาหน่อยนะคะ ส่งมาให้เราดูความเรียบร้อย แล้วส่งให้ผู้ดูแล WEBTOON เขาจะเช็กคำผิด บางทีก็มีแก้บางช่อง เช่น ตอนจบขอค้างกว่านี้หน่อย เรื่องตรงนี้ละเอียดอ่อน ช่วยเพิ่มอะไรหน่อย

สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon
สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon

การบ้านที่ต้องทำหนักที่สุดของเรื่องนี้คืออะไร

ความเป็นอยู่ในยุคนั้น เพราะตอนแรกไม่มีในหัวเลยว่าคนยุคนั้นอยู่กันอย่างไร เราจะนึกเนื้อเรื่องไม่ออก ต้องไปศึกษาตรงนั้นก่อนค่ะ

สำหรับสถาปัตยกรรม บ้านเรือน มีหนังสือเล่มไหนที่คุณใช้อ้างอิงบ้างไหม

อาจจะไม่ถึงกับเป็นหนังสือ แต่อย่างบ้านของนางวันทอง เราใช้พระตำหนักทับขวัญที่จังหวัดนครปฐมเป็นต้นแบบ มีเมืองโบราณด้วย ช่วยได้เยอะ บางอย่างที่มันหาไม่ได้ เช่น สภาพความเป็นอยู่ โชคดีที่มีละครทำมาก่อน เขาค้นคว้ามาแล้ว เราก็ขอมาใช้บ้าง บุพเพสันนิวาส นี่ช่วยได้เยอะเลยค่ะ เพราะพอ บุพเพฯ ออกมาก็มีหนังสือเกี่ยวกับอยุธยาตามมาเยอะมาก เราจึงได้เดินตามรอยเขา

สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon

แบบนี้ถึงจะเป็นนักศึกษาเอกภาษาไทยที่ผันตัวมาเป็นนักวาดการ์ตูน แต่การอ่านหนังสือก็ขาดไม่ได้เลย

ใช่ค่ะ เป็นนิสัยส่วนตัวด้วยว่า เวลาเราคิดพล็อต จะชอบคิดจากข้อมูลมากกว่า

สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon

แต่จินตนาการเองก็เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ บางตัวละครจึงไม่มีอยู่จริงในวรรณคดี

อย่างปรงทองกับเปลวคำก็ใส่เข้าไปเพื่อให้เรื่องมีความเป็นของเรามากขึ้น เป็นโอเอซิสของเรื่อง เป็นจุดดึงดูดความสนใจของคนอ่าน เพราะถ้ามีแค่ขุนช้างกับขุนแผน คนที่ไม่ชอบทั้งสองคนก็จะไม่มีเมน เราเลยใส่สองคนนี้เข้าไปให้ แล้วก็เหมือนชูใจคนวาดด้วย อย่างปรงนี่ คนวาดชอบ อยากวาดผู้หญิงน่ารักค่ะ

สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon

เท่าที่ฟังมาคุณทำงานกับประวัติศาสตร์และค่านิยมอยู่ตลอด มีเรื่องอะไรที่กังวลบ้างไหม

บางอย่างเป็นข้อมูลที่ไม่ใช่ปฐมภูมิ ไม่ได้เป็นข้อมูลแรกเริ่มดั้งเดิม ของบางคนอาจจะผ่านการวิเคราะห์ สังเคราะห์มาแล้ว เราก็ไม่ทราบ ไม่แน่ใจว่าถูกไหม อย่างเรื่องช้างใช้เท้าหลังเดินก่อน เราก็ต้องไปเปิดคลิปช้างเดินดู แต่ข้อดีคือเราเซ็ตให้นางเอกทะลุเข้าไปในวรรณคดี ไม่ใช่ย้อนอดีต ในเสภาจะมีการปนกันของยุคสมัยอยู่ บางฉากก็เหมือนอยู่ในอยุธยา แต่บางเมนูอาหารหรือเสื้อผ้าบางอย่างกลับเป็นสมัยรัตนโกสินทร์ มันจึงปนกันอยู่ในนั้น เราเลยไม่ได้ซีเรียสเรื่องยุคสมัยมาก เรายึดว่าเป็นเรื่องในวรรณคดี ถ้าแยกออกมาทีละยุคจะเป็นงานที่หนักไปหน่อย (หัวเราะ)

คุณมองเห็นความน่ากลัวของค่านิยมจากเรื่องนี้บ้างไหม

ส่วนมากพอเกิดเป็นค่านิยม เราก็ไหลไปตามนั้น ไม่ได้ตรวจสอบตัวเองจนไหลไปตามกระแส บางครั้งจึงเกิดการทำร้ายกันเองด้วยค่านิยม ความเชื่อ อย่างวันทองนี่ไม่มีโอกาสแม้แต่จะได้คิดด้วยซ้ำว่าเธอคิดได้ เลือกได้ เขาไม่เอ๊ะเลย เราก็ไม่เอ๊ะ พอไปเรื่อย ๆ จึงเกิดเป็นค่านิยมมองผู้หญิงเป็นสิ่งของ วันทองเป็นคนยุคนั้น เขาก็อยู่อย่างนั้น แล้วคนที่กำหนดค่านิยมในยุคนั้นก็เป็นชนชั้นสูง ขุนนางด้วย

หลังเปลี่ยนแปลงกระบวนการทำงานมาพอสมควร อะไรคือความท้าทายในการทำงานชิ้นนี้

เรื่องทำเป็นทีมนี่แหละค่ะ ก่อนหน้านี้ทำงานคนเดียวมาก่อน มันจึงเป็นเหมือนการเรียนรู้กันระหว่างผู้ช่วยและทีมงานว่า เราจะทำอย่างไรให้ตารางเวลาลงตัว เป็นครั้งแรกที่ได้จ้างคน เพราะเพิ่งมีเงินจ้างค่ะ (หัวเราะ) เป็นเรื่องแรกที่มีคนติดตามเยอะขนาดนี้ เลยมีความกดดันด้วย กลัวว่าเราจะมีอะไรบ้งโดยที่ไม่รู้ตัวแล้วเผลอปล่อยออกไป แต่โชคดีที่ทำงานเป็นทีมก็เลยมีคนช่วยดู

ตอนนี้ก็ทำงานการ์ตูนเป็นอาชีพหลักเลย เพราะถ้าไม่หลักคงจะไม่มีเวลาวาดใช่ไหม

ไม่สามารถทำงานอื่นได้เลย จากที่เคยรับมาก็ต้องวางกองไว้ก่อน เพื่อเรื่อง วันทองไร้ใจ

สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon
สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon

ถามเรื่องความต่างระหว่างเรื่องของคุณกับวรรณคดีไปเยอะแล้ว มีอะไรที่ไม่แตกต่างกันบ้างไหม

อันที่จริงก็มีบางอย่างที่พยายามคงไว้ เช่น ประเพณี ข้าวปลาอาหาร อันนี้คือเอามาจากเสภา และความปากจัดของแม่ศรีประจันก็ด้วย นอกนั้นก็มีเปลี่ยนไปเยอะเลย

กระแสตอบรับตอนที่เรื่องนี้ออกไปแล้วทำให้ใจฟูบ้างไหม

ดีกว่าที่คิดเยอะเลยค่ะ รู้สึกดีใจที่มีคอมเมนต์ให้อ่านทุกสัปดาห์ ชอบมากที่ได้อ่านความเห็นของทุกคน มีคนที่สังเกตเยอะ ๆ ก็ทำให้เราดีใจ เช่น รายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เราไม่ได้บอก หรือแม้กระทั่งเกิดการถกเถียงกันว่า ขุนแผนก็ไม่ได้แย่นะ มันเป็นเพราะสภาพสังคมในสมัยนั้น เขาเลยเป็นแบบนี้

เหล่าผู้อ่านน่ารักมาก ต้องขอบคุณทุกท่านที่สนับสนุนมาก ๆ WEBTOON เราเขียนเป็นสัปดาห์ต่อสัปดาห์ เราไม่รู้เลยว่าจะเขียนได้ยาวแค่ไหน จะถูกตัดจบไหม แต่เพราะได้รับการสนับสนุนจากทุกคนเลยได้เขียนต่อยาว ๆ ทุกคนช่วยเปย์อ่านล่วงหน้า ทำให้ได้เงินมาสนับสนุนผู้ช่วย อันนี้สำคัญมาก ช่วยได้เยอะจริง ๆ ค่ะ อ้อ! เห็นคอมเมนต์ของเพื่อนบ้านชาวลาวด้วย เขามาอ่านก็ดีใจจริง ๆ อนาคตอยากให้ไปต่างประเทศ มีการแปลด้วย อันนี้ก็ได้แต่ภาวนาค่ะ

แฟนคลับคุณแน่นหนามาก ชุมชนวันทองไร้ใจแข็งแกร่งจนมีคนนำไปคอสเพลย์ด้วย

อันนี้ดีใจมาก เป็นความใฝ่ฝันของนักวาดหลายคน แต่งกันสวยเหมือนหลุดออกมาจากในเรื่องเลย ขนาดเป็นตัวละครที่ไม่ใช่ตัวหลักอย่างแม่ศรีประจันก็มี แปลกใจมาก ต้องขอบคุณอีกครั้งนะคะ

ก่อนจากกันขอถามย้ำอีกครั้งว่า จุดจบวันทองจะเหมือนเดิมไหม

(หัวเราะ) ต้องไม่เหมือนเดิมอยู่แล้ว เพราะไม่ใช่วันทองแล้ว แต่เป็นนางเอกคนใหม่ เนื้อเรื่องก็ต้องต่าง ติดตามกันต่อไปนะคะ

สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon

ภาพ : มุ

Writer

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load