ทุกวันนี้ เวลาเดินเลี้ยวเข้าตรอก Trinity Lane เพื่อข้ามสะพานไปหอสมุดกลางที่ตั้งอยู่อีกฝั่งหนึ่งของแม่น้ำเคม ผมยังคงคิดถึงทำนองบรรเลงเปียโนในเพลงประกอบฉากแรกของภาพยนตร์เรื่อง The Theory of Everything อยู่เรื่อยๆ

ภาพยนตร์เรื่อง The Theory of Everything เข้าฉายในปี 2014 มีเนื้อหาดัดแปลงจากหนังสืออัตชีวประวัติของ Jane Wilde อดีตภรรยาคนแรกของ ศ.สตีเฟน ฮอว์กิ้ง (Stephen Hawking) ผู้ล่วงลับ เส้นเรื่องหลักของภาพยนตร์กล่าวถึงชีวิตส่วนตัวของสตีเฟนสมัยเป็นนักเรียนปริญญาเอกที่เคมบริดจ์และความสัมพันธ์กับเจน (Jane) ที่เริ่มต้นขึ้นพร้อมๆ กับอาการของโรคเซลล์ประสาทสั่งการเสื่อม (MND) ซึ่งกลายมาเป็นความท้าทายสำคัญในชีวิตคู่ของทั้งสองในเวลาต่อมา

ประมาณ 1 ใน 4 ของภาพยนตร์เรื่อง The Theory of Everything ถ่ายทำในสถานที่เพียงไม่กี่แห่งในเคมบริดจ์ การเดินตามรอยจุดถ่ายทำทั้งหมดใช้เวลาไม่มาก เพียงแต่ต้องทำความเข้าใจก่อนว่าการคัดเลือกฉากต่างๆ สำหรับภาพยนตร์เป็นไปเพื่อความสวยงามบนจอเงินเป็นหลักและอาจไม่ตรงกับความเป็นจริงเท่าใดนัก

ภาพยนตร์เริ่มต้นด้วยฉากที่สตีเฟนและไบรอัน (Brian) เพื่อนร่วมชั้นคนสนิท แข่งกันปั่นจักรยานไปงานเลี้ยงตอนค่ำที่บ้านหลังหนึ่ง เส้นทางที่ทั้งคู่ปั่นจักรยานผ่านเป็นเส้นทางที่มีอยู่จริง ไม่ได้เกิดจากการตัดต่อเอาส่วนต่างๆ ของมหาวิทยาลัยที่ไม่ได้เชื่อมกันในความเป็นจริงมารวมเป็นฉาก เส้นทางนี้ตัดผ่านแลนด์มาร์กสำคัญจำนวนมากในเคมบริดจ์ เรียกได้ว่าแค่ภายในช่วง 20 วินาทีแรกของภาพยนตร์ ผู้ชมก็ได้เห็นสิ่งที่น่าสนใจในเคมบริดจ์ไปมากแล้ว

The Theory of Everything, มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ The Theory of Everything, มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ The Theory of Everything, มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ The Theory of Everything, มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์

ตรอกแคบๆ ที่สตีเฟนและไบรอันปั่นจักรยานผ่านนี้มีชื่อว่า Trinity Lane ตั้งชื่อตาม Trinity College ที่ขนาบข้างอยู่ทางทิศเหนือ ที่เห็นในรูปที่ 1 และ 2 คืออาคารที่มีปล่องควันทางขวา ส่วนทางซ้ายมือคือ Gonville and Caius College (Caius อ่านว่า คีส์) คอลเลจทีี่ ศ.ฮอว์กิ้ง เป็นสมาชิกอยู่จนเมื่อถึงแก่กรรมเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมานั่นเอง

The Theory of Everything, มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ The Theory of Everything, มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์

สตีเฟนและไบรอันปั่นจักรยานเลี้ยวซ้าย มุ่งหน้าผ่าน Trinity Hall (อาคารผนังหินสามชั้นทางขวามือของรูปที่ 8 และ 9) ซึ่งในความเป็นจริงคือคอลเลจที่ ศ.ฮอว์กิ้ง อาศัยอยู่สมัยเป็นนักเรียน เรื่องนี้ทุกคนในเคมบริดจ์ซุบซิบกันว่าทางทีมงานไม่เลือก Trinity Hall เป็นสถานที่ถ่ายทำเพราะพื้นที่คับแคบ กลับเลือก St. John’s College ซึ่งพื้นที่กว้างขวางและมี ‘มุมสวย’ ให้เลือกถ่ายทำมากกว่า มาเป็นฉากสำหรับที่พักอาศัยของสตีเฟนแทน

อาคารผนังหินสองชั้นตรงหน้าของสตีเฟนและไบรอันคือห้องสมุดของ Gonville and Caius College ในอดีตอาคารหลังนี้คือหอสมุดกลางของมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ซึ่งภายหลังย้ายออกไปสร้างใหม่ในช่วงทศวรรษ 1930 ทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเคม

The Theory of Everything, มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ The Theory of Everything, มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ The Theory of Everything, มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์

เลยจาก Trinity Hall ทั้งคู่เบี่ยงขวา มองเห็นวัดน้อย (Chapel) ของ King’s College ซึ่งเป็นอาคารสถาปัตยกรรมแบบ English Gothic ตั้งสูงตระหง่านอยู่เบื้องหน้า ก่อนจะเลี้ยวขวาทะลุเข้าประตูรั้วของ Clare College

ตัวอาคารของ Clare College มีลักษณะเป็น Court คืออาคารล้อมพื้นที่เปิดโล่งทรงสี่เหลี่ยม มีทางเดินรอบหรือทะลุผ่ากลาง ที่คอลเลจนี้แต่ก่อนเคยเปิดให้คนทั่วไปเดินผ่านได้ (แต่ขี่จักรยานอย่างสตีเฟนและไบรอันไม่ได้) เพราะมีสะพานข้ามไปยังฝั่งตะวันตกของแม่น้ำ และเป็นเส้นทางที่สั้นที่สุดระหว่างเมืองเก่าฝั่งตะวันออกกับแคมปัสใหม่ของมหาวิทยาลัยในฝั่งตะวันตก จนเมื่อไม่นานมานี้เองทางคอลเลจเพิ่งตัดสินใจสงวนการเข้าออกพื้นที่ไว้สำหรับสมาชิกของคอลเลจเท่านั้น โดยต่อมาเกิดข่าวลือหนาหูที่พูดกันไปทั่วว่า สาเหตุของการปิดเส้นทางสัญจรเส้นสำคัญนี้ มาจากการที่นักท่องเที่ยวชาวเอเชียกลุ่มหนึ่งบุกขึ้นไปยังชั้นห้องพักของนิสิตภายในตัวอาคาร!

The Theory of Everything, มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ The Theory of Everything, มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์

เมื่อข้ามมาถึงฝั่งตะวันตกของเคมบริดจ์ สตีเฟนและไบรอันปั่นจักรยานเลี้ยวซ้ายเข้าสู่พื้นที่ที่เรียกกันว่า ‘College Backs’ คือพื้นที่สีเขียวความยาวประมาณ 1 กิโลเมตรทางด้านตะวันตกของแม่น้ำเคม เริ่มตั้งแต่ St. John’s College ทางทิศเหนือไปสิ้นสุดที่ Queens’ College ทางทิศใต้ ในสมัยที่เมืองเคมบริดจ์ยังไม่ขยายข้ามมาทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำ พื้นที่ College Backs คือพื้นที่ชานเมือง เชื่อมต่อระหว่างเคมบริดจ์กับตำบลต่างๆ ในบริเวณใกล้เคียง ตำบลที่ยังพอเป็นที่รู้จักในปัจจุบันคือตำบล Newnham ซึ่งต่อมากลายเป็นที่ตั้งของ Newnham College

The Theory of Everything, มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ The Theory of Everything, มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ The Theory of Everything, มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ The Theory of Everything, มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ The Theory of Everything, มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์

แม้ในปัจจุบันตัวเมืองจะขยายออกมาทางตะวันตกจนทำให้ College Backs กลายมาเป็นเขต ‘กลางเมือง’ พื้นที่สีเขียวแห่งนี้กลับได้รับการอนุรักษ์ให้เป็นปอดของเมือง เวลาถ่ายรูปเราจึงมองเห็นวิวอาคารต่างๆในบริเวณของ King’s และ Clare College เสมือนว่าตั้งอยู่ในชนบท แท้จริงแล้วหารู้ไม่ว่าพื้นที่ตรงนั้นคือ Prime Spot อย่างสวนลุมพินีในกรุงเทพฯ นั่นเอง

The Theory of Everything, มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ The Theory of Everything, มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ The Theory of Everything, มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ The Theory of Everything, มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์

สิ้นสุดจากฉากปั่นจักรยาน เรากลับมาที่เคมบริดจ์กันอีกครั้งในฉากที่สตีเฟนและเจนออกเดตกันในคืน May Ball งานเลี้ยงสิ้นสุดปีการศึกษาที่จัดขึ้นตามคอลเลจต่างๆ ทุกๆ 1 หรือ 2 ปี May Ball นี้จริงๆ จัดขึ้นในเดือนมิถุนายนหลังสิ้นสุดเทศกาลสอบปลายภาค May Ball เต็มรูปแบบเริ่มต้นในช่วงเย็นและลากยาวไปจนถึงเช้าตรู่ในวันถัดมา ตามประเพณีจะมีการนัดกันถ่ายรูปหมู่ในตอนเช้าให้เป็นที่ระลึกสำหรับ ‘ผู้รอดชีวิต’  ทั้งหลายที่สังสรรค์ติดต่อกันมากว่า 12 ชั่วโมง

ภาพยนตร์เรื่อง The Theory of Everything เก็บรายละเอียดเกี่ยวกับงาน May Ball ไว้ได้ดีมาก ทั้งในเรื่องเสื้อผ้าที่จัดให้นักแสดงแต่งตัวแบบ White Tie เครื่องเล่นต่างๆ ที่ผู้จัดขนมาไว้ในงาน และพลุไฟที่สมัยนี้เราสามารถเช่าเรือพายล่องแม่น้ำเข้าไปรอชมใกล้ๆ ได้ถ้าไม่อยากเสียเงินซื้อบัตรเข้างานราคาแพง

The Theory of Everything, มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ The Theory of Everything, มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ The Theory of Everything, มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ The Theory of Everything, มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์

นอกเหนือจาก May Ball แล้ว ยังมีงานเลี้ยงปิดปีการศึกษาในขนาดที่เล็กลงมา เรียกรวมๆ ว่า June Events ซึ่งจริงๆ แล้วก็มีเนื้อหางานที่คล้ายกัน เพียงแต่ตัดกิจกรรมต้นทุนสูงออกไปและจัดเวลาสังสรรค์ไม่ให้ยืดยาวไปจนถึงเช้า

สถานที่จัดงาน May Ball ในภาพยนตร์คือพื้นที่สนามหญ้าใน St. John’s College บริเวณหน้ากลุ่มอาคารที่เรียกว่า New Court ซึ่งจริงๆ ก็ไม่ ‘New’ เท่าไหร่แล้วเพราะก่อสร้างแล้วเสร็จตั้งแต่กลางศตวรรษที่ 19 สนามหญ้าแห่งนี้ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเคม ติดกับจุดถ่ายทำฉากดูดาวสารภาพรักบนสะพานข้ามแม่น้ำ ซึ่งมีฉากหลังเป็นสะพานอีกแห่งหนึ่งที่มีชื่อเล่นว่า The Bridge of Sighs  

คอลเลจเก่าๆ ทั้งหลายในเคมบริดจ์มักจะตั้งอยู่ริมแม่น้ำหรือมีพื้นที่คร่อมทั้งสองฝั่งของแม่น้ำ คอลเลจเหล่านี้ บางแห่งมีประตูเล็กๆ ที่เปิดออกสู่แม่น้ำโดยตรง ในสมัยโบราณประตูนี้คือจุดขนของที่ถูกลำเลียงมาบนเรือท้องแบน ซึ่งเคลื่อนที่ได้ด้วยการใช้ไม้ค้ำพื้นแม่น้ำ ออกแรงผลักให้เรือวิ่ง (ภาษาอังกฤษใช้คำว่า Punt) ที่ต้องใช้วิธีนี้เป็นเพราะช่วงแม่น้ำที่ไหลผ่านเมืองเคมบริดจ์ตื้นเกินกว่าที่เรือปกติจะแล่นผ่านได้

ลักษณะทางธรรมชาตินี้เองประกอบกับการที่บริเวณภาคกลางฝั่งตะวันออกของอังกฤษเคยเป็นเส้นทางการค้าเส้นสำคัญระหว่างกรุงลอนดอนและเมืองท่าริมทะเลเหนือที่ตั้งอยู่บนชายฝั่งยุโรปภาคพื้นทวีป โดยอาศัยการเดินทางผ่านเส้นทางเดินบกหรือล่องแม่น้ำไปยังริมฝั่งทะเลใกล้เมือง Norwich ก่อนจะลงเรือเดินทะเลข้ามฝั่งไปยังยุโรป ทำให้เมืองเคมบริดจ์ในสมัยโบราณกลายเป็นจุด ‘Transit’ สำคัญ เมื่อผู้สัญจรไปมาทางน้ำต้องเปลี่ยนยานพาหนะเพื่อให้เดินทางต่อไปได้นั่นเอง  

พื้นที่คุ้งน้ำบริเวณที่สตีเฟนและเจนมาเต้นควงแขนกันนี้ ได้ชื่อว่าเป็นจุดที่ Punt ยากกว่าจุดอื่นๆ เพราะพื้นแม่น้ำมีโขดหิน ถ้าจังหวะไม่ดีไม้ค้ำเรืออาจเข้าไปติดซอกหินจนหลุดมือไปเลยก็ได้

The Theory of Everything, มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ The Theory of Everything, มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ The Theory of Everything, มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ The Theory of Everything, มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์

นอกจากบริเวณ New Court ซึ่งตั้งอยู่บนฝั่งตะวันตกของแม่น้ำ ยังมีจุดถ่ายทำอื่นๆ ภายใน St. John’s College บนฝั่งตะวันออก เช่น จุดที่สตีเฟนล้มลงบนพื้นก่อนถูกหามส่งโรงพยาบาล คือบริเวณทางเดินภายในคอร์ตที่ 2 ของคอลเลจ มุมกล้องจากจุดนี้ยังมองเห็นวัดน้อยของ St. John’s ซึ่งตั้งอยู่ในคอร์ตที่ 1 ด้วย ยอดหอคอยของวัดน้อยนี้ บางครั้งทางคอลเลจจัดลงทะเบียนให้สมาชิกคอลเลจปีนบันไดขึ้นไปดูวิวจากชั้นบนได้

The Theory of Everything, มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ The Theory of Everything, มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ The Theory of Everything, มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ The Theory of Everything, มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์

สถานที่ถ่ายทำอีกแห่งหนึ่งซึ่งเราไม่เห็นลักษณะอาคารภายนอกเลยคือฉากห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ Cavendish Laboratory ห้องปฏิบัติการฯ แห่งนี้ปัจจุบันปรับเป็นพิพิธภัณฑ์ที่ยังรักษาสภาพภายในไว้ดังเดิมอย่างที่เห็นในภาพยนตร์ ส่วนกิจกรรมวิจัยต่างๆ ได้ย้ายออกไปอยู่ที่ Cavendish Lab แห่งใหม่ทางฝั่งตะวันตกของเมืองแทน

The Theory of Everything, มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ The Theory of Everything, มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ The Theory of Everything, มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ The Theory of Everything, มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์

เมืองเคมบริดจ์ในปัจจุบันครอบคลุมพื้นที่เป็นอาณาบริเวณกว้างกว่างสมัยที่ ศ.ฮอว์กิ้ง ยังเป็นนักศึกษาอยู่มาก อาคารบางแห่งถูกปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้งานจากเดิม แต่หลายแห่งยังมีลักษณะภายนอกดังเดิมอย่างสมัยแรกสร้าง จนตัวผมเองยังรู้สึกทึ่งไปกับความสามารถและความพยายามในการอนุรักษ์สภาพอาคารในเมืองนี้อยู่ตลอดเวลา

ถ้าคุณมีประสบการณ์เดินทางแปลกใหม่จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญส่งเรื่องราวของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’

ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะมีสมุดบันทึกปกหนังเทียมเล่มสวยส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

พีรพัฒน์ อ่วยสุข

นักเรียนโบราณคดี อาชีพหลักคืออ่านจารึกอักษรลิ่ม เวลาว่างชอบคุยกับแมว ดูมหรสพ

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

25 พฤศจิกายน 2565
1 K

ทริปนี้เริ่มต้นแบบง่าย ๆ คิดแค่ว่าเงินเยนกำลังตก ไปเที่ยวที่ไหนสักแห่งในญี่ปุ่นน่าจะเป็นการเที่ยวที่ประหยัดดี พอไม่มีแผนการละเอียด ก็เลยคิดว่าเอารถแบบค่ำไหนนอนนั่นไปก็สะดวกกว่าพยายามจองโรงแรมล่วงหน้า และนี่ไม่ใช่หนแรกที่เราเช่ารถที่เป็นบ้านในประเทศญี่ปุ่น 

เมื่อ 3 ปีที่แล้ว ก่อนที่จะเกิดสภาวะผู้คนหยุดเดินทาง เราเคยเช่ารถ RV ขับเที่ยวมาแล้วรอบหนึ่ง และพบว่าการท่องเที่ยวแบบนี้จุดหมายไม่ใช่เรื่องสำคัญเท่ากับคนที่อยู่ร่วมกันบนรถ

ญี่ปุ่นมีบริการเช่ารถแคมปิ้งและ RV หลายรูปแบบ รอบนี้เราเลือกแบบมีเต็นท์อยู่บนหลังคา ด้วยเหตุผลใหญ่ ๆ 3 ข้อ ข้อแรก รถ RV นั้นถึงมีพื้นที่ใช้งานสะดวกสบาย แต่ว่าขนาดรถที่ค่อนข้างใหญ่ ทำให้ขับเข้าตรอกซอกซอยหรือขึ้นเขาลำบาก อีกข้อคืออยากลองนอนเต็นท์บนหลังคารถ เพื่อเป็นตัวเลือกให้กับการปรับแต่งรถของตัวเองที่เมืองไทยทีหลัง และข้อสุดท้ายคือบริษัทรถเช่ามีอุปกรณ์เครื่องนอนและแคมปิ้งให้พร้อมทุกอย่าง ขนมาแต่เสื้อผ้าและใบขับขี่ก็พร้อมเดินทางได้เลย

สิ่งสำคัญพื้นฐาน

ทริปญี่ปุ่นกะทันหัน ขับรถบ้านไปแคมปิ้งท่ามกลางใบไม้สีแดงและลมหนาวของฤดูใบไม้ร่วง
และประหยัดสุดสำหรับการขับรถเที่ยว

เพื่อความประหยัดขั้นสุด เราวางแผนนอนตามที่พักริมถนนซึ่งไม่ต้องเสียเงินค่านอน ในญี่ปุ่นที่จอดรถพักริมทางเหล่านี้เรียกว่า มิจิ โนะ เอกิ (Michi-no-Eki) เรียกสั้นๆ ว่า ‘มิจิ’ ในเวลากลางวัน ตามมิจิจะมีร้านขายอาหารและของที่ระลึกพื้นถิ่น บางแห่งใหญ่โตเหมือนห้าง บางแห่งก็เล็ก ๆ เงียบสงบ แต่สิ่งที่ทุกแห่งมีเหมือนกันคือห้องน้ำสะอาด 24 ชั่วโมง ญี่ปุ่นมีห้องน้ำสาธารณะที่สะอาดเกินมาตรฐานอยู่เกือบทุกแห่ง ขนาดจุดที่ในรีวิวเขียนว่าห้องน้ำไม่สะอาดก็ยังเรียกว่าไม่ได้เลวร้ายเกินไปนัก

ข้อดีของการขับรถแคมปิ้งคือ ถ้ามีห้องน้ำสาธารณะตรงไหน เราก็จอดนอนตรงนั้นได้เลย คนเข้าป่าบ่อย ๆ อาจจะเถียงค้านในใจนิดหนึ่งว่า ถึงไม่มีห้องน้ำก็ทำธุระได้ แต่ญี่ปุ่นนั้นการทำธุระในป่าเป็นเรื่องไม่ปกติ เลี่ยงได้ควรเลี่ยงให้ถึงที่สุด ด้วยเหตุผลของมารยาทในการใช้พื้นที่ส่วนรวม จึงควรไปทำธุระเฉพาะตามพื้นที่ที่จัดให้เท่านั้น

ทริปญี่ปุ่นกะทันหัน ขับรถบ้านไปแคมปิ้งท่ามกลางใบไม้สีแดงและลมหนาวของฤดูใบไม้ร่วง
เต็นท์ด้านบนรถเปิดออกรับวิวฤดูใบไม้ร่วงยามเช้า

เรื่องต่อมาจากห้องน้ำคือการอาบน้ำ การมาเที่ยวญี่ปุ่นของเรา ไม่ว่ากิจกรรมหลักจะเป็นอะไร ก็ต้องจัดเวลาไปแวะออนเซ็นทุกครั้ง หลังจากวันยาวนานหรือวันที่อากาศหนาวเย็น พอได้แช่น้ำอุ่นตอนจบวัน ทำให้ความเหนื่อยล้าทั้งหมดหายเกลี้ยง การแช่น้ำแร่ช่วยรีเซ็ตร่างกายให้พร้อมกับวันพรุ่งนี้ได้ดีมาก ๆ

ออนเซ็นแบบ Stand Alone ส่วนใหญ่ปิดประมาณ 1 ทุ่ม เรามักวางแผนแวะไปก่อนอาหารมื้อเย็น กิจวัตรประจำวันหลัง 4 โมงเย็นคือ เราจะเปิดแอปฯ รวบรวมที่ตั้งมิจิ ออนเซ็น และแคมป์ไซต์ เพื่อหาว่าจะไปอาบน้ำที่ไหน แล้วขับต่อไปนอนที่ไหนโดยไม่ออกนอกเส้นทาง ซึ่งมุ่งสู่จุดท่องเที่ยวของวันต่อไป

โพรงกระต่ายของอลิซ

คุณลุค เจ้าของบริษัทรถเช่าถามเราว่า เจอบริษัทเขาได้อย่างไร เพราะเพิ่งเปิดมาได้ไม่นาน และไม่ได้ทำการตลาดเท่าไหร่ เราตอบเขาไปอย่างติดตลกว่า พวกเรา Google เก่ง แต่มันเป็นเรื่องจริง 

จุดท่องเที่ยวที่อยากไปผุดขึ้นมาเรื่อย ๆ จากการเสิร์ชกูเกิลดูอะไรต่อมิอะไรต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ พอหาข้อมูลต่อก็พบสถานที่ใหม่ ๆ ที่อยากไปเห็นด้วยตาเพิ่มอีก เรียกว่าตกลงไปในโพรงกระต่ายของอลิซอย่างเต็มตัว

คืนแรกพวกเรากะว่าจะไปหาที่นอนใกล้ออนเซ็นลิงขึ้นชื่อ แต่จะแวะเที่ยวบ่อน้ำร้อนแช่เท้าที่คุซัตสึ (Kusatsu) ก่อนสักนิด ด้วยความโอ้เอ้ของวันแรกและฝนตกปรอย ๆ ตลอดทาง กว่าจะถึงคุซัตสึก็เย็นแล้ว เลยต้องปรับแผนใหม่ หาออนเซ็นดี ๆ หาข้าวอร่อย ๆ กิน แล้วขับรถออกไปหามิจิที่ไม่ไกลนอนแทน

เช้าวันต่อมาเส้นทางขึ้นเขาชิงะโคเก็น (Shiga Kogen) เป็นเส้นถนนที่เรากะว่าจะวิ่งผ่านชมวิวสวยไปเฉย ๆ แต่กลับกลายเป็นว่าต้องจอดรถทุกจุดชมวิวข้างทาง ภูเขาลูกนี้เป็นจุดสูงสุดในเส้นทางที่วางแผนไว้ หญ้าสีเขียวสลับกับหินทรงแปลก ความสูงเหนือเมฆที่ปกคลุมเมืองด้านล่างจนมิดตลอดเส้นทางเหมือนเราอยู่คนละโลกกับพื้นที่เมื่อวาน

ทริปญี่ปุ่นกะทันหัน ขับรถบ้านไปแคมปิ้งท่ามกลางใบไม้สีแดงและลมหนาวของฤดูใบไม้ร่วง
เส้นทางข้ามเขา Shiga Kogen เป็น Scenic Route ที่พวกเราต้องจอดแวะทุกจุดที่จอดได้

ในระหว่างแวะเข้าห้องน้ำและดื่มกาแฟที่คาเฟ่บนเขา เราหันไปเห็นโปสเตอร์การท่องเที่ยว Shiga Kogen เป็นรูปเสาโทริอิ (Torii) สีแดงริมทะเลสาบสีฟ้าสด เราหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเพื่อจะหาว่าสถานที่ในภาพอยู่ที่ไหน พร้อมจะเปลี่ยนแผนทันทีถ้าไม่ลำบากจนเกินไป เจ้ากูเกิลพาเราไหลลงโพรงกระต่ายอีกครั้งเพื่อพบว่า บนเขา Shiga Kogen มีเส้นทางเดินเขาสั้น ๆ น่าสนใจอยู่หลายเส้น และหนึ่งในนั้นอยู่ห่างจากเราไปไม่กี่นาที

ทริปญี่ปุ่นกะทันหัน ขับรถบ้านไปแคมปิ้งท่ามกลางใบไม้สีแดงและลมหนาวของฤดูใบไม้ร่วง
ทางเดินเขาเส้นสั้น ๆ ของ Shiga Kogen เลยจุดสวยที่สุดของใบไม้แดงไปแล้ว

แผนเปลี่ยนอีกครั้ง ยังไม่มีใครหิว ไม่มีใครรีบไปไหน พวกเราจอดรถหยุดลงไปเดินสัมผัสธรรมชาติด้วยเท้าของเราเอง ด้านบนเขาอากาศเย็นมาถึงก่อนพื้นล่าง ต้นไม้ส่วนใหญ่เหลือแต่กิ่ง ไม่ค่อยเห็นใบสีเหลืองสีแดงเยอะเท่าไหร่แล้ว แต่ทุกมุมที่มองไปก็ยังดูสวยอยู่ดี

รู้ตัวอีกทีก็เลยเที่ยงมาพักใหญ่ แผนร่างของวันนี้มีหมุดท่องเที่ยวปักไว้ที่น้ำตกนะเอะนะ (Naena Waterfall) พวกเราตัดสินใจดิ่งไปกินข้าวเที่ยงที่โน่นเลย ร้านอาหารมีอยู่ร้านเดียว อาหารขึ้นชื่อของที่นี่คือเส้นหมี่ขาวที่ปล่อยไหลมากับสายน้ำ แต่เวลาของเราไหลไปหมดแล้ว เลยสั่งข้าวคนละชุด รีบกินแล้วรีบเดินไปน้ำตกทันที

ทริปญี่ปุ่นกะทันหัน ขับรถบ้านไปแคมปิ้งท่ามกลางใบไม้สีแดงและลมหนาวของฤดูใบไม้ร่วง

เส้นทางเดินในป่าปกคลุมด้วยไอหมอกละอองน้ำจากน้ำตกใหญ่ด้านใน ตรงจุดนี้ต่ำกว่าเส้นทางเขาด้านบน เป็นความสูงที่พอดีให้เราเห็นใบไม้เปลี่ยนสีที่แท้จริง ทันทีที่มุมมองของต้นไม้เปิดออกให้เห็นน้ำตกอลังการ เราหยุดยืนตะลึง – นี่เราทะลุมาสู่โลกแห่งจินตนาการแล้วอย่างแน่นอน

ทริปญี่ปุ่นกะทันหัน ขับรถบ้านไปแคมปิ้งท่ามกลางใบไม้สีแดงและลมหนาวของฤดูใบไม้ร่วง

ตลาดฤดูใบไม้ร่วง

  เช้านี้เสียงหัวเราะและพูดคุยของกลุ่มแม่บ้านสูงอายุด้านนอกตัวรถปลุกให้เราตื่น กลุ่มคุณป้ากำลังเตรียมตั้งโต๊ะขายขนมแป้งทอด ห่างออกไปอีกนิดมีเต็นท์ขายแอปเปิ้ลผลใหญ่เกือบ 2 กำปั้น ใต้เต็นท์เดียวกันมีองุ่นสีสวยดูหวานฉ่ำวางขายด้วย สุดทางเดินเป็นร้านขายผัก คุณลุงหลายคนทยอยขับรถเข้ามาจอดส่งผัก ในร้านมีต้นหอมญี่ปุ่นอวบหนาและสูงเกือบเท่าตัวเรา มะเขือเทศสดน่ากิน ลูกพลับสุกวางเรียงราย และเห็ดหลากหลายชนิด

ทริปญี่ปุ่นเช่ารถแคมปิ้งจากโตเกียว ค้างแรมในมิจิ ชมใบไม้เปลี่ยนสีและน้ำตกแสนสวย ณ แดนอาทิตย์อุทัย
รสชาติแห่งฤดูใบไม้ร่วงที่แท้จริง

สิ่งที่ขึ้นชื่อของฤดูใบไม้ร่วงนอกจากสีส้ม แดง เหลือง ที่เป็นเอกลักษณ์แล้ว ก็เป็นฤดูที่มีผลไม้อร่อยให้กินมากมาย พวกเราแวะซื้อผักผลไม้หลายชนิด แวะซื้อเนื้อสดและวัตถุดิบสำหรับทำอาหารเพิ่มจากซูเปอร์มาร์เก็ต คืนนี้พวกเราจะทำอาหารกินเอง เพื่อเข้าถึงรสชาติของฤดูใบไม้ร่วงที่แท้จริง

 เข้าแคมป์ของจริง

รถ FJ Cruiser คันนี้ถูกปรับพื้นที่ให้เหมาะกับการเข้าแคมป์เต็มที่ นอกจากเต็นท์ที่ติดอยู่ด้านบน ข้างขวากางกันสาดออกมาได้ ทางซ้ายกางออกมาเป็นห้องน้ำจำเป็น ท้ายรถมีตู้ลิ้นชัก 2 อัน เต็มไปด้วยเครื่องครัวสำหรับแคมปิ้ง จาน ชาม หม้อ กระทะ ไปจนเครื่องปรุงอาหารและหม้อต้มกาแฟ ตรงประตูหลังก็มีโต๊ะที่พับเก็บและเปิดออกได้ 

หลังจากนอนมิจิมาหลายคืน พวกเราตัดสินใจกันว่าต้องไปนอนแคมป์จริง ๆ เสียที ไม่ให้เสียคุณค่าของอุปกรณ์ท้ายรถ วันนี้เราตัดกิจกรรมท่องเที่ยวให้จบเร็วขึ้นเพื่อไปถึงแคมป์กราวนด์ก่อนมืดจะได้มีเวลาตั้งแคมป์

ทริปญี่ปุ่นเช่ารถแคมปิ้งจากโตเกียว ค้างแรมในมิจิ ชมใบไม้เปลี่ยนสีและน้ำตกแสนสวย ณ แดนอาทิตย์อุทัย
แสงแดดยามเย็นขับสีสันของฤดูใบไม้ร่วงให้สวยขึ้นไปอีก

ช่วงฤดูนี้แสงอาทิตย์หมดวันเร็วกว่าบ้านเรา เวลา 4 โมงเย็น แสงอาทิตย์ก็เปลี่ยนเป็นสีทองแล้ว สองข้างทางของเส้นทางที่มุ่งไปแคมป์นั้นสวยเกินจริงมาก ๆ ใบไม้กำลังแดงเต็มที่ แสงแดดสีอุ่นขับสีของใบไม้ให้สดขึ้นไปอีก ตลอดเส้นถนนที่วิ่งลัดเลาะผ่านหุบเขา พวกเราผลัดกันส่งเสียงแทนคำว่า ’สวย’ จนกระทั่งหมดคำพูดและเงียบลง เพราะรู้ดีว่าพวกเรากำลังเคลื่อนที่ผ่านช่วงเวลามหัศจรรย์นี้ไปด้วยกัน

ทริปญี่ปุ่นเช่ารถแคมปิ้งจากโตเกียว ค้างแรมในมิจิ ชมใบไม้เปลี่ยนสีและน้ำตกแสนสวย ณ แดนอาทิตย์อุทัย
แคมปิ้งกราวนด์ที่เอารถเข้ามาจอดได้ มีพื้นที่กว้างขวาง

  สตาฟของแคมป์กราวนด์ดูกังวลเมื่อเรามาถึง เพราะไม่แน่ใจว่าเราจะเข้าใจกฎต่าง ๆ ที่เป็นภาษาญี่ปุ่นได้มากน้อยแค่ไหน แคมป์กราวนด์ของญี่ปุ่นส่วนใหญ่ต้องจองล่วงหน้า และมีกฎการใช้พื้นที่ละเอียดยิบ เช่น ช่วงเวลาห้ามส่งเสียงดัง การแยกทิ้งขยะ การจุดไฟ ฯลฯ แต่พอพวกเราสื่อสารกันจนรู้เรื่อง จ่ายเงินค่าใช้พื้นที่เรียบร้อย คุณสตาฟก็ปล่อยให้เราขับรถเข้าไปในพื้นที่ที่ระบุไว้ พร้อมกับให้แอปเปิ้ลท้องถิ่นเป็นของฝาก 1 ลูก

แคมป์ที่เราเลือกมานอนเป็นจุดที่อยู่ติดริมน้ำเขื่อน คนส่วนหนึ่งที่มาตั้งแคมป์เอาเรือคายัคมาด้วยเพื่อไปพายเรือในตอนเช้า สิ่งอำนวยความสะดวกในแคมป์มีพื้นฐานทั่วไป อาคารซักล้างแยกออกจากพื้นที่แคมป์กราวนด์ ห้องน้ำสะดวกสบาย มีโถส้วมอุ่นและสายฉีดไฟฟ้า ที่แคมป์นี้มีน้ำอุ่นและห้องอาบน้ำให้ด้วย แต่ต้องจ่ายเงินเพิ่มในราคา 5 นาที 300 เยน

ทริปญี่ปุ่นเช่ารถแคมปิ้งจากโตเกียว ค้างแรมในมิจิ ชมใบไม้เปลี่ยนสีและน้ำตกแสนสวย ณ แดนอาทิตย์อุทัย

พฤศจิกายนเป็นช่วงปลายของการตั้งแคมป์ เพราะอากาศเริ่มเย็นมาก แคมเปอร์ข้าง ๆ เราส่วนใหญ่หายเข้าไปจุดไฟทำอาหารในเต็นท์ที่มีผนังบังลม ส่วนพวกเรานั่งสู้อากาศหนาวด้านนอกด้วยการจุดไฟกองใหญ่ ฟืนไม้มีขายพร้อมให้ใช้งานในราคามัดละ 800 เยน จุดติดไม่ยากเท่าไหร่ แต่ควันค่อนข้างเยอะ ไม่เหมือนไฟจากถ่านที่คุ้นเคยเวลาตั้งแคมป์ในไทย อาหารที่เราเตรียมมาเยอะกว่าที่จะกินได้หมด เลยเก็บส่วนที่เหลือไว้ในรถ ที่นี่ห้ามวางอาหารทิ้งไว้นอกเต็นท์โดยเด็ดขาด เพราะอาจจะมีสัตว์ป่ามาบุกแคมป์ได้ อุณหภูมิสุดท้ายที่เรากดดูก่อนปีนเข้าเต็นท์อยู่ที่ 5 องศาเซลเซียส คืนนี้อากาศค่อย ๆ เย็นลงเรื่อย ๆ เป็นคืนที่หนาวที่สุดของทริป

ทริปญี่ปุ่นเช่ารถแคมปิ้งจากโตเกียว ค้างแรมในมิจิ ชมใบไม้เปลี่ยนสีและน้ำตกแสนสวย ณ แดนอาทิตย์อุทัย
อาหารชาวแคมป์ อุด้งแกงกะหรี่หมู เต้าหู้ย่าง และมันญี่ปุ่นเผา

เส้นทางที่ซ่อนอยู่

พวกเรามาญี่ปุ่นช่วงฤดูใบไม้แดงหลายหน แต่ไม่เคยได้พบกับจังหวะพีกที่สุดของฤดูกาลแบบที่เมืองนี้ ณ เวลานี้เลย ก่อนหน้านี้เคยเห็นแบบที่เริ่มร่วงไปแล้วบ้าง หรือไม่ก็ยังไม่แดงพีกบ้าง เป็นเรื่องธรรมดาในการท่องเที่ยวที่ขึ้นกับปรากฏการณ์ธรรมชาติ ซึ่งเรากะเกณฑ์ล่วงหน้าไม่ได้

ทริปญี่ปุ่นเช่ารถแคมปิ้งจากโตเกียว ค้างแรมในมิจิ ชมใบไม้เปลี่ยนสีและน้ำตกแสนสวย ณ แดนอาทิตย์อุทัย

เช้านี้พวกเราเปลี่ยนใจตัดจุดท่องเที่ยวที่หามาตั้งแต่เมืองไทยทิ้ง เพราะอยากมองดูใบไม้สีแดงส้มในจังหวะที่สวยที่สุด ให้นานที่สุด

หลังอาหารเช้าและเก็บของออกจากแคมป์ เราขับรถไปทางขึ้นเขาที่ค่อนข้างแคบ ถนนเลาะเลียบแม่น้ำสายเล็ก เส้นทางนี้ขึ้นชื่อว่าเป็น Scenic Route ที่ดีเส้นหนึ่ง ในสมุดคู่มือแคมป์ที่ได้มาเมื่อวานเขียนบอกไว้ว่า ถ้าหาจุดจอดรถข้างถนนได้ให้จอดเลย แล้วเดินชมวิวข้างทางด้วยขาของเราเอง

ที่จอดรถอยู่ตรงข้ามกับสะพานข้ามแม่น้ำ สีแดงของใบไม้ริมน้ำกวักมือเรียกให้เราจอดรถลงไปเดิน จากที่จะเดินเล่นนิด ๆ หน่อย ๆ แล้วไปดูอีกจุดหนึ่ง กลายเป็นการเดินปีนป่ายหินริมน้ำกินเวลาไปเกือบ 2 ชั่วโมง ซึ่งสนุกและสวยงามทุกนาทีที่ผ่านไป

ทริปญี่ปุ่นเช่ารถแคมปิ้งจากโตเกียว ค้างแรมในมิจิ ชมใบไม้เปลี่ยนสีและน้ำตกแสนสวย ณ แดนอาทิตย์อุทัย

ถึงเวลาสิ้นสุดเส้นทาง

คืนสุดท้ายเราจอดนอนที่มิจิอีกครั้ง หลังจากขับรถวนหาจุดที่เหมาะสมสักพัก จุดจอดรถที่ดีต้องไม่ใกล้กับคันอื่น ๆ เนื่องจากเราต้องกางบันไดขึ้นลงเต็นท์หลังคา จึงควรเลือกจุดริมสุดของช่องจอด เพื่อไม่ให้กินที่เข้าไปในช่องข้าง ๆ

มิจิสุดท้ายของคืนนี้อยู่หน้าสวนสาธารณะ เป็นมิจิที่เงียบสงบมาก มีรถจอดนอนก่อนหน้าเราเพียงคันเดียว มีกลิ่นมูลสัตว์ลอยมาจาง ๆ คุยกันว่าน่าจะเป็นกลิ่นขี้วัว เมื่อตื่นตอนเช้าจึงพบว่าที่นี่มีคอกแพะ ยามเช้าของวันสุดท้ายจึงเป็นการเดินเล่นกับแพะและแมวจรที่มีอยู่เต็มสวน

ทริปญี่ปุ่นเช่ารถแคมปิ้งจากโตเกียว ค้างแรมในมิจิ ชมใบไม้เปลี่ยนสีและน้ำตกแสนสวย ณ แดนอาทิตย์อุทัย
เจ้าถิ่นเฝ้ามิจิเล็ก ๆ ที่เราใช้เป็นที่นอนในคืนสุดท้าย

เรามีนัดกับคุณลุคเพื่อคืนรถตอนค่ำที่โตเกียว เส้นทางวกกลับเข้าสู่เมืองใหญ่อีกครั้ง แถวนี้ยังไม่ถึงช่วงเวลาที่ใบไม้จะเปลี่ยนสี ถึงแม้ว่าเราอยู่เที่ยวต่อหลังคืนรถอีก 3 วันก็ตาม แต่ไฮไลต์ของทริปผ่านไปแล้ว บรรยากาศในรถก็เปลี่ยนไป ความรู้สึกที่เข้าใกล้ตอนจบก่อตัวเกาะกินเป็นความเหงาแปลก ๆ

ทริปญี่ปุ่นเช่ารถแคมปิ้งจากโตเกียว ค้างแรมในมิจิ ชมใบไม้เปลี่ยนสีและน้ำตกแสนสวย ณ แดนอาทิตย์อุทัย
เมื่อกลับเข้าสู่พื้นราบใกล้เมืองที่อากาศอุ่นกว่า ใบไม้แถวนี้ยังไม่ถึงจังหวะเปลี่ยนสี

พวกเราอ้อยอิ่งเก็บของออกจากรถ เอากระเป๋าลงทั้งหมดเพื่อให้พร้อมส่งรถคืน ในระหว่างเดินทางกลับเข้าเมืองก็เปิดไล่ดูรูปในโทรศัพท์มือถือ ฤดูกาลของที่นี่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จากสีเขียวกลายเป็นสีแดง น้ำตาล แล้วหิมะก็มาทำให้ทุกอย่างขาวโพลน เมื่อหิมะละลายทุกอย่างก็เริ่มใหม่อีกครั้ง 

ความเปลี่ยนแปลงที่มีให้เห็นในธรรมชาติตลอดเวลา สอนให้เราเข้าใจความเปลี่ยนแปลงที่มีอยู่รอบตัว และรู้จักอดทนรอช่วงเวลาที่ดี ซึ่งจะผ่านเข้ามาอีกครั้งอย่างแน่นอน

ทริปญี่ปุ่นกะทันหัน ขับรถบ้านไปแคมปิ้งท่ามกลางใบไม้สีแดงและลมหนาวของฤดูใบไม้ร่วง

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งสมุดลิมิเต็ดอิดิชัน จาก ZEQUENZ แบรนด์สมุดสัญชาติไทย ทำมือ 100 % เปิดได้ 360 องศา ให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer

ชุตินันท์ โมรา

ช่างภาพ/วิดีโอใต้น้ำมือรางวัลระดับเอเชีย ที่เห็นความเปลี่ยนแปลงของโลกใต้น้ำทั้งในและนอกประเทศมากว่า 17 ปี ทำหนังสือดำน้ำระดับนานาชาติหลายเล่ม เป็นทีมวิดีโอใต้น้ำและคนเบื้องหลังสารคดีและโฆษณาหลายตัว นอกจากนี้ยังเป็นแอดมินเพจ digitalay

Photographers

ชุตินันท์ โมรา

ช่างภาพ/วิดีโอใต้น้ำมือรางวัลระดับเอเชีย ที่เห็นความเปลี่ยนแปลงของโลกใต้น้ำทั้งในและนอกประเทศมากว่า 17 ปี ทำหนังสือดำน้ำระดับนานาชาติหลายเล่ม เป็นทีมวิดีโอใต้น้ำและคนเบื้องหลังสารคดีและโฆษณาหลายตัว นอกจากนี้ยังเป็นแอดมินเพจ digitalay

พลพิชญ์ คมสัน

เริ่มต้นชีวิตจากการเป็นสถาปนิกแต่ชอบหนีงานไปเข้าป่าลงทะเล ผสมกับความอินโทรเวิร์ตเล็กๆ เลยเปลี่ยนสายอาชีพมาเป็นช่างภาพใต้น้ำและคนทำสารคดี เคยทำนิตยสารดำน้ำระดับอินเตอร์ ผลิตงานสารคดีใต้น้ำ และงานโฆษณาหลายชิ้น ปัจจุบันเป็นแอดมินเพจ Digitalay

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load