13 ตุลาคม 2561
6.14 K

ทุกวันนี้ เวลาเดินเลี้ยวเข้าตรอก Trinity Lane เพื่อข้ามสะพานไปหอสมุดกลางที่ตั้งอยู่อีกฝั่งหนึ่งของแม่น้ำเคม ผมยังคงคิดถึงทำนองบรรเลงเปียโนในเพลงประกอบฉากแรกของภาพยนตร์เรื่อง The Theory of Everything อยู่เรื่อยๆ

ภาพยนตร์เรื่อง The Theory of Everything เข้าฉายในปี 2014 มีเนื้อหาดัดแปลงจากหนังสืออัตชีวประวัติของ Jane Wilde อดีตภรรยาคนแรกของ ศ.สตีเฟน ฮอว์กิ้ง (Stephen Hawking) ผู้ล่วงลับ เส้นเรื่องหลักของภาพยนตร์กล่าวถึงชีวิตส่วนตัวของสตีเฟนสมัยเป็นนักเรียนปริญญาเอกที่เคมบริดจ์และความสัมพันธ์กับเจน (Jane) ที่เริ่มต้นขึ้นพร้อมๆ กับอาการของโรคเซลล์ประสาทสั่งการเสื่อม (MND) ซึ่งกลายมาเป็นความท้าทายสำคัญในชีวิตคู่ของทั้งสองในเวลาต่อมา

ประมาณ 1 ใน 4 ของภาพยนตร์เรื่อง The Theory of Everything ถ่ายทำในสถานที่เพียงไม่กี่แห่งในเคมบริดจ์ การเดินตามรอยจุดถ่ายทำทั้งหมดใช้เวลาไม่มาก เพียงแต่ต้องทำความเข้าใจก่อนว่าการคัดเลือกฉากต่างๆ สำหรับภาพยนตร์เป็นไปเพื่อความสวยงามบนจอเงินเป็นหลักและอาจไม่ตรงกับความเป็นจริงเท่าใดนัก

ภาพยนตร์เริ่มต้นด้วยฉากที่สตีเฟนและไบรอัน (Brian) เพื่อนร่วมชั้นคนสนิท แข่งกันปั่นจักรยานไปงานเลี้ยงตอนค่ำที่บ้านหลังหนึ่ง เส้นทางที่ทั้งคู่ปั่นจักรยานผ่านเป็นเส้นทางที่มีอยู่จริง ไม่ได้เกิดจากการตัดต่อเอาส่วนต่างๆ ของมหาวิทยาลัยที่ไม่ได้เชื่อมกันในความเป็นจริงมารวมเป็นฉาก เส้นทางนี้ตัดผ่านแลนด์มาร์กสำคัญจำนวนมากในเคมบริดจ์ เรียกได้ว่าแค่ภายในช่วง 20 วินาทีแรกของภาพยนตร์ ผู้ชมก็ได้เห็นสิ่งที่น่าสนใจในเคมบริดจ์ไปมากแล้ว

The Theory of Everything, มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ The Theory of Everything, มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ The Theory of Everything, มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ The Theory of Everything, มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์

ตรอกแคบๆ ที่สตีเฟนและไบรอันปั่นจักรยานผ่านนี้มีชื่อว่า Trinity Lane ตั้งชื่อตาม Trinity College ที่ขนาบข้างอยู่ทางทิศเหนือ ที่เห็นในรูปที่ 1 และ 2 คืออาคารที่มีปล่องควันทางขวา ส่วนทางซ้ายมือคือ Gonville and Caius College (Caius อ่านว่า คีส์) คอลเลจทีี่ ศ.ฮอว์กิ้ง เป็นสมาชิกอยู่จนเมื่อถึงแก่กรรมเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมานั่นเอง

The Theory of Everything, มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ The Theory of Everything, มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์

สตีเฟนและไบรอันปั่นจักรยานเลี้ยวซ้าย มุ่งหน้าผ่าน Trinity Hall (อาคารผนังหินสามชั้นทางขวามือของรูปที่ 8 และ 9) ซึ่งในความเป็นจริงคือคอลเลจที่ ศ.ฮอว์กิ้ง อาศัยอยู่สมัยเป็นนักเรียน เรื่องนี้ทุกคนในเคมบริดจ์ซุบซิบกันว่าทางทีมงานไม่เลือก Trinity Hall เป็นสถานที่ถ่ายทำเพราะพื้นที่คับแคบ กลับเลือก St. John’s College ซึ่งพื้นที่กว้างขวางและมี ‘มุมสวย’ ให้เลือกถ่ายทำมากกว่า มาเป็นฉากสำหรับที่พักอาศัยของสตีเฟนแทน

อาคารผนังหินสองชั้นตรงหน้าของสตีเฟนและไบรอันคือห้องสมุดของ Gonville and Caius College ในอดีตอาคารหลังนี้คือหอสมุดกลางของมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ซึ่งภายหลังย้ายออกไปสร้างใหม่ในช่วงทศวรรษ 1930 ทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเคม

The Theory of Everything, มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ The Theory of Everything, มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ The Theory of Everything, มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์

เลยจาก Trinity Hall ทั้งคู่เบี่ยงขวา มองเห็นวัดน้อย (Chapel) ของ King’s College ซึ่งเป็นอาคารสถาปัตยกรรมแบบ English Gothic ตั้งสูงตระหง่านอยู่เบื้องหน้า ก่อนจะเลี้ยวขวาทะลุเข้าประตูรั้วของ Clare College

ตัวอาคารของ Clare College มีลักษณะเป็น Court คืออาคารล้อมพื้นที่เปิดโล่งทรงสี่เหลี่ยม มีทางเดินรอบหรือทะลุผ่ากลาง ที่คอลเลจนี้แต่ก่อนเคยเปิดให้คนทั่วไปเดินผ่านได้ (แต่ขี่จักรยานอย่างสตีเฟนและไบรอันไม่ได้) เพราะมีสะพานข้ามไปยังฝั่งตะวันตกของแม่น้ำ และเป็นเส้นทางที่สั้นที่สุดระหว่างเมืองเก่าฝั่งตะวันออกกับแคมปัสใหม่ของมหาวิทยาลัยในฝั่งตะวันตก จนเมื่อไม่นานมานี้เองทางคอลเลจเพิ่งตัดสินใจสงวนการเข้าออกพื้นที่ไว้สำหรับสมาชิกของคอลเลจเท่านั้น โดยต่อมาเกิดข่าวลือหนาหูที่พูดกันไปทั่วว่า สาเหตุของการปิดเส้นทางสัญจรเส้นสำคัญนี้ มาจากการที่นักท่องเที่ยวชาวเอเชียกลุ่มหนึ่งบุกขึ้นไปยังชั้นห้องพักของนิสิตภายในตัวอาคาร!

The Theory of Everything, มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ The Theory of Everything, มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์

เมื่อข้ามมาถึงฝั่งตะวันตกของเคมบริดจ์ สตีเฟนและไบรอันปั่นจักรยานเลี้ยวซ้ายเข้าสู่พื้นที่ที่เรียกกันว่า ‘College Backs’ คือพื้นที่สีเขียวความยาวประมาณ 1 กิโลเมตรทางด้านตะวันตกของแม่น้ำเคม เริ่มตั้งแต่ St. John’s College ทางทิศเหนือไปสิ้นสุดที่ Queens’ College ทางทิศใต้ ในสมัยที่เมืองเคมบริดจ์ยังไม่ขยายข้ามมาทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำ พื้นที่ College Backs คือพื้นที่ชานเมือง เชื่อมต่อระหว่างเคมบริดจ์กับตำบลต่างๆ ในบริเวณใกล้เคียง ตำบลที่ยังพอเป็นที่รู้จักในปัจจุบันคือตำบล Newnham ซึ่งต่อมากลายเป็นที่ตั้งของ Newnham College

The Theory of Everything, มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ The Theory of Everything, มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ The Theory of Everything, มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ The Theory of Everything, มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ The Theory of Everything, มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์

แม้ในปัจจุบันตัวเมืองจะขยายออกมาทางตะวันตกจนทำให้ College Backs กลายมาเป็นเขต ‘กลางเมือง’ พื้นที่สีเขียวแห่งนี้กลับได้รับการอนุรักษ์ให้เป็นปอดของเมือง เวลาถ่ายรูปเราจึงมองเห็นวิวอาคารต่างๆในบริเวณของ King’s และ Clare College เสมือนว่าตั้งอยู่ในชนบท แท้จริงแล้วหารู้ไม่ว่าพื้นที่ตรงนั้นคือ Prime Spot อย่างสวนลุมพินีในกรุงเทพฯ นั่นเอง

The Theory of Everything, มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ The Theory of Everything, มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ The Theory of Everything, มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ The Theory of Everything, มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์

สิ้นสุดจากฉากปั่นจักรยาน เรากลับมาที่เคมบริดจ์กันอีกครั้งในฉากที่สตีเฟนและเจนออกเดตกันในคืน May Ball งานเลี้ยงสิ้นสุดปีการศึกษาที่จัดขึ้นตามคอลเลจต่างๆ ทุกๆ 1 หรือ 2 ปี May Ball นี้จริงๆ จัดขึ้นในเดือนมิถุนายนหลังสิ้นสุดเทศกาลสอบปลายภาค May Ball เต็มรูปแบบเริ่มต้นในช่วงเย็นและลากยาวไปจนถึงเช้าตรู่ในวันถัดมา ตามประเพณีจะมีการนัดกันถ่ายรูปหมู่ในตอนเช้าให้เป็นที่ระลึกสำหรับ ‘ผู้รอดชีวิต’  ทั้งหลายที่สังสรรค์ติดต่อกันมากว่า 12 ชั่วโมง

ภาพยนตร์เรื่อง The Theory of Everything เก็บรายละเอียดเกี่ยวกับงาน May Ball ไว้ได้ดีมาก ทั้งในเรื่องเสื้อผ้าที่จัดให้นักแสดงแต่งตัวแบบ White Tie เครื่องเล่นต่างๆ ที่ผู้จัดขนมาไว้ในงาน และพลุไฟที่สมัยนี้เราสามารถเช่าเรือพายล่องแม่น้ำเข้าไปรอชมใกล้ๆ ได้ถ้าไม่อยากเสียเงินซื้อบัตรเข้างานราคาแพง

The Theory of Everything, มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ The Theory of Everything, มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ The Theory of Everything, มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ The Theory of Everything, มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์

นอกเหนือจาก May Ball แล้ว ยังมีงานเลี้ยงปิดปีการศึกษาในขนาดที่เล็กลงมา เรียกรวมๆ ว่า June Events ซึ่งจริงๆ แล้วก็มีเนื้อหางานที่คล้ายกัน เพียงแต่ตัดกิจกรรมต้นทุนสูงออกไปและจัดเวลาสังสรรค์ไม่ให้ยืดยาวไปจนถึงเช้า

สถานที่จัดงาน May Ball ในภาพยนตร์คือพื้นที่สนามหญ้าใน St. John’s College บริเวณหน้ากลุ่มอาคารที่เรียกว่า New Court ซึ่งจริงๆ ก็ไม่ ‘New’ เท่าไหร่แล้วเพราะก่อสร้างแล้วเสร็จตั้งแต่กลางศตวรรษที่ 19 สนามหญ้าแห่งนี้ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเคม ติดกับจุดถ่ายทำฉากดูดาวสารภาพรักบนสะพานข้ามแม่น้ำ ซึ่งมีฉากหลังเป็นสะพานอีกแห่งหนึ่งที่มีชื่อเล่นว่า The Bridge of Sighs  

คอลเลจเก่าๆ ทั้งหลายในเคมบริดจ์มักจะตั้งอยู่ริมแม่น้ำหรือมีพื้นที่คร่อมทั้งสองฝั่งของแม่น้ำ คอลเลจเหล่านี้ บางแห่งมีประตูเล็กๆ ที่เปิดออกสู่แม่น้ำโดยตรง ในสมัยโบราณประตูนี้คือจุดขนของที่ถูกลำเลียงมาบนเรือท้องแบน ซึ่งเคลื่อนที่ได้ด้วยการใช้ไม้ค้ำพื้นแม่น้ำ ออกแรงผลักให้เรือวิ่ง (ภาษาอังกฤษใช้คำว่า Punt) ที่ต้องใช้วิธีนี้เป็นเพราะช่วงแม่น้ำที่ไหลผ่านเมืองเคมบริดจ์ตื้นเกินกว่าที่เรือปกติจะแล่นผ่านได้

ลักษณะทางธรรมชาตินี้เองประกอบกับการที่บริเวณภาคกลางฝั่งตะวันออกของอังกฤษเคยเป็นเส้นทางการค้าเส้นสำคัญระหว่างกรุงลอนดอนและเมืองท่าริมทะเลเหนือที่ตั้งอยู่บนชายฝั่งยุโรปภาคพื้นทวีป โดยอาศัยการเดินทางผ่านเส้นทางเดินบกหรือล่องแม่น้ำไปยังริมฝั่งทะเลใกล้เมือง Norwich ก่อนจะลงเรือเดินทะเลข้ามฝั่งไปยังยุโรป ทำให้เมืองเคมบริดจ์ในสมัยโบราณกลายเป็นจุด ‘Transit’ สำคัญ เมื่อผู้สัญจรไปมาทางน้ำต้องเปลี่ยนยานพาหนะเพื่อให้เดินทางต่อไปได้นั่นเอง  

พื้นที่คุ้งน้ำบริเวณที่สตีเฟนและเจนมาเต้นควงแขนกันนี้ ได้ชื่อว่าเป็นจุดที่ Punt ยากกว่าจุดอื่นๆ เพราะพื้นแม่น้ำมีโขดหิน ถ้าจังหวะไม่ดีไม้ค้ำเรืออาจเข้าไปติดซอกหินจนหลุดมือไปเลยก็ได้

The Theory of Everything, มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ The Theory of Everything, มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ The Theory of Everything, มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ The Theory of Everything, มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์

นอกจากบริเวณ New Court ซึ่งตั้งอยู่บนฝั่งตะวันตกของแม่น้ำ ยังมีจุดถ่ายทำอื่นๆ ภายใน St. John’s College บนฝั่งตะวันออก เช่น จุดที่สตีเฟนล้มลงบนพื้นก่อนถูกหามส่งโรงพยาบาล คือบริเวณทางเดินภายในคอร์ตที่ 2 ของคอลเลจ มุมกล้องจากจุดนี้ยังมองเห็นวัดน้อยของ St. John’s ซึ่งตั้งอยู่ในคอร์ตที่ 1 ด้วย ยอดหอคอยของวัดน้อยนี้ บางครั้งทางคอลเลจจัดลงทะเบียนให้สมาชิกคอลเลจปีนบันไดขึ้นไปดูวิวจากชั้นบนได้

The Theory of Everything, มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ The Theory of Everything, มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ The Theory of Everything, มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ The Theory of Everything, มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์

สถานที่ถ่ายทำอีกแห่งหนึ่งซึ่งเราไม่เห็นลักษณะอาคารภายนอกเลยคือฉากห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ Cavendish Laboratory ห้องปฏิบัติการฯ แห่งนี้ปัจจุบันปรับเป็นพิพิธภัณฑ์ที่ยังรักษาสภาพภายในไว้ดังเดิมอย่างที่เห็นในภาพยนตร์ ส่วนกิจกรรมวิจัยต่างๆ ได้ย้ายออกไปอยู่ที่ Cavendish Lab แห่งใหม่ทางฝั่งตะวันตกของเมืองแทน

The Theory of Everything, มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ The Theory of Everything, มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ The Theory of Everything, มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ The Theory of Everything, มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์

เมืองเคมบริดจ์ในปัจจุบันครอบคลุมพื้นที่เป็นอาณาบริเวณกว้างกว่างสมัยที่ ศ.ฮอว์กิ้ง ยังเป็นนักศึกษาอยู่มาก อาคารบางแห่งถูกปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้งานจากเดิม แต่หลายแห่งยังมีลักษณะภายนอกดังเดิมอย่างสมัยแรกสร้าง จนตัวผมเองยังรู้สึกทึ่งไปกับความสามารถและความพยายามในการอนุรักษ์สภาพอาคารในเมืองนี้อยู่ตลอดเวลา

ถ้าคุณมีประสบการณ์เดินทางแปลกใหม่จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญส่งเรื่องราวของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’

ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะมีสมุดบันทึกปกหนังเทียมเล่มสวยส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

พีรพัฒน์ อ่วยสุข

นักเรียนโบราณคดี อาชีพหลักคืออ่านจารึกอักษรลิ่ม เวลาว่างชอบคุยกับแมว ดูมหรสพ

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

25 มิถุนายน 2565
1.73 K

The Cloud x Vespa

บรึ้น ๆ ! เสียงขบวนเวสป้าบึ่งเข้ามายังนครขอนแก่นเพื่อร่วมทริป Walk with The Cloud : บึ่งแก่นนคร ชมศิลปะและวัฒนธรรมในแดนอีสาน บ้างมาจากกรุงเทพฯ บ้างมาจากขอนแก่นบ้านเฮานี่แหละ วันนี้เป็นวันที่ฟ้าไร้แดดเหมาะกับการขี่รถตากลมสุด ๆ จากจุดรวมตัว เราจะบึ่งไปที่โฮงสินไซเป็นที่แรก

เป็นความรู้สึกที่แปลกใหม่ในการขี่สกู๊ตเตอร์เที่ยวกับเพื่อนหน้าใหม่ที่เพิ่งทำความรู้จัก

เชื่อว่าทั้งคนในและคนนอกก็คงตื่นเต้นไม่ต่างกัน ไม่พูดพร่ำทำเพลง ขอสตาร์ทรถไปเบิ่งกันแน่จ้า

ขี่ Vespa เที่ยวขอนแก่น เลาะมข.ไปดูตึกโมเดิร์น 50 ปี ฟังเสียงแคนที่โฮงสินไซในป่ากลางเมือง

ที่นี่โฮงสินไซ

จอดสกู๊ตเตอร์ที่ ‘โฮงสินไซ’ บ้านสวนกลางเมืองจังหวัดขอนแก่น โอบล้อมด้วยรั้วไม้ไผ่และมวลแมกไม้นานาพันธุ์ สองมือยังไม่ทันล้วงกระเป๋า พวกเราก็พบกับ ผศ.ดร.ทรงวิทย์ พิมพะกรรณ์ ผู้ก่อตั้งโฮงสินไซ ที่ชวนน้อง ๆ เด็กพิเศษ มาเป็นวิทยากรพิเศษนำชมเรื่องราวของ สินไซ ด้วยกัน ที่นั่นมีเสียงจิ้งโกร่งต้อนรับพวกเราอย่างเนืองแน่น

เจ้าบ้านชวนเรานั่งล้อมวงสบาย ๆ บริเวณหน้าบ้าน แถมแจกจ่ายน้ำสมุนไพรเย็นชื่นใจดับกระหายให้คนละแก้ว (เติมได้ไม่อั้น) พร้อมขนมและผลไม้ตามฤดูกาล ก่อนจะเกริ่นแนะนำตัวและเล่าถึงวรรณคดีแบบกระชับ

สินไซ เป็นวรรณคดีของอุษาคเนย์ รู้จักกันในอีกชื่อหนึ่งคือ สังข์ศิลป์ชัย ท้องเรื่องไม่ได้ต่างจากวรรณคดีไทยส่วนใหญ่มากนัก แน่นอนว่า ‘สินไซ’ คือตัวเอกที่ต้องผ่านหลายเหตุการณ์ ต้องข้ามผ่าน 7 ย่านน้ำ 9 ด่านมหาภัย จนสุดท้ายก็จบแบบแฮปปี้เอนดิ้ง โดยท้าวกุดสะราดสละราชสมบัติให้สินไซปกครองต่ออย่างร่มเย็นเป็นสุข

ขี่ Vespa เที่ยวขอนแก่น เลาะมข.ไปดูตึกโมเดิร์น 50 ปี ฟังเสียงแคนที่โฮงสินไซในป่ากลางเมือง
ขี่ Vespa เที่ยวขอนแก่น เลาะมข.ไปดูตึกโมเดิร์น 50 ปี ฟังเสียงแคนที่โฮงสินไซในป่ากลางเมือง

อาจารย์ทรงวิทย์บอกว่า โฮงสินไซนี้มีที่มาจาก โฮง หมายถึง โรง ที่บรรจุเรื่องราวของวรรณคดีเรื่อง สินไซ เอาไว้ นอกจากฟังประวัติความเป็นมาและความตั้งใจของสถานที่แห่งนี้แล้ว พวกเรายังได้เดินดูของสะสมในตู้กระจกที่เก็บรวบรวมเอกสารเกี่ยวกับวรรณคดีเรื่องนี้ประมาณ 140 – 150 รายการ ทั้งหมดเกี่ยวกับ สินไซ ในด้านต่าง ๆ ทั้งแง่รัฐศาสตร์-การเมือง งานวิจัยภาษาไทย-ลาว อีกทั้งยังมีผนังห้องประดับภาพเขียนสีน้ำเล่าเรื่อง สินไซ ซึ่งอาจารย์เป็นผู้วาด และมีมุมการต่อยอด-ประยุกต์ให้ร่วมสมัย เป็นหนังตะลุง เสื้อยืด ถ้วยกาแฟ ร่ม และของที่ระลึกต่าง ๆ

“วรรณคดีเป็นที่อยู่ของวัฒนธรรม” มหาสิลา วีระวงส์ นักปราชญ์คนสำคัญของลาวกล่าวไว้ คำกล่าวนี้ไม่เกินจริงแต่อย่างใด เพราะเมื่อมีวัฒนธรรมจึงเกิดงานศิลป์หลายอย่าง วรรณคดีก็เป็นอีกศาสตร์หนึ่งที่บ่งบอกถึงความเป็นอยู่ของวัฒนธรรมนั้น ๆ ให้เห็นว่า วรรณคดีแต่ละยุคสมัย ผู้คนมีความคิด ความเชื่อ วัฒนธรรม พิธี ต่างกันหรือไม่ อย่างไร

โฮงสินไซเซอร์ไพรส์เราด้วยเสียงแคนกับหมอแคนรุ่นใหม่ ที่ผูกโยงกับ สินไซ และวัฒนธรรมอีสาน

ขี่ Vespa เที่ยวขอนแก่น เลาะมข.ไปดูตึกโมเดิร์น 50 ปี ฟังเสียงแคนที่โฮงสินไซในป่ากลางเมือง

“หมอลำจะไม่มีวันตาย เพราะปรับตัวง่าย พร้อมที่จะรับทุกสิ่งที่คิดว่าดีกว่า” เป็นคำกล่าวของ วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ ซึ่งหมอลำไม่ตายฉันใด หมอแคนก็ไม่ตายฉันนั้น เพราะ 2 สิ่งนี้เป็นสิ่งที่อยู่คู่กัน

ถ้าหมอลำ-หมอแคน ไม่ตายแล้ว สินไซ และวัฒนธรรมอีสานก็จะไม่มีวันหายไป เพราะเชื่อมโยงกับหมอลำอย่างขาดกันไม่ได้ ยิ่งมีหมอแคนใหม่ ๆ เกิดขึ้น ยิ่งทำให้วัฒนธรรมอีสานแข็งแรงมากขึ้นด้วย

นั่นแปลว่าพวกเราจะมีโอกาสบิดเวสป้ากลับมาม่วนที่นี่อีกแน่นอน!

โมเดิร์นในมอ

ขี่ Vespa เที่ยวขอนแก่น เลาะมข.ไปดูตึกโมเดิร์น 50 ปี ฟังเสียงแคนที่โฮงสินไซในป่ากลางเมือง

บึ่งมาต่อกันที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น ชมสถาปัตยกรรมโมเดิร์นที่ออกแบบโดย อมร ศรีวงศ์, สมคิด เพ็ญภาคกุล, เฉลิมชัย ห่อนาค และ สถาพร เกตกินทะ ที่ออกแบบให้เข้ากับบริบทแวดล้อมของมอดินแดง พัฒนาภาพลักษณ์ของอาคารในสมัยนั้นให้มีสไตล์โมเดิร์น ถือได้ว่าเป็นภาพลักษณ์ของการพัฒนา แสดงออกถึงความก้าวหน้าและทันสมัย

เจ้าถิ่นที่พาพวกเราทัวร์มอและชมสถาปัตยกรรม คือ รศ.ดร.นพดล ตั้งสกุล จากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ผู้ศึกษาเกี่ยวกับตึกทั้งหมดร่วมกับอาจารย์หลายท่านในคณะ รวมถึงเปิดวิชาเลือกให้นักศึกษาสถาปัตยกรรมในคณะร่วมเก็บข้อมูลทำโมเดลออกมาเพื่ออนุรักษ์อาคารเหล่านี้ไว้ เกิดเป็นนิทรรศการ ‘อาคารสมัยใหม่ Modern Architecture’ กระซิบเลยว่า อาจารย์นพดลเล่าเรื่องสนุกมาก เพราะท่านเคยเป็นศิษย์เก่าที่นี่

อ้อ ลืมบอกว่าพวกเราเติมพลังให้เต็มพุงกันเรียบร้อยที่ร้านไก่ย่างปรีชา แถมจัดไอติมกะทิหวานมันคนละถ้วยสองถ้วย ไม่นานพวกเราก็ประจำที่ จับเวสป้าคู่ใจออกเดินทางอีกครั้ง ผ่านสะพานขาวด้วย บรรยากาศดีสุด ๆ

แดดร่มลมตก เรามาเริ่มกันที่ ‘ตึกกลม’ อาคารเรียนรวมของนักศึกษาปี 1 ที่เราเปิดประตูห้องไปทดลองนั่งเรียนเป็นนักศึกษา ก่อนเดินสำรวจโครงสร้างภายนอก พบว่าอาคารรุ่นคุณลุงสวยไม่แพ้อาคารฝั่งตะวันตกเลยทีเดียว

ส่วนภาพรวมการออกแบบ อาจารย์นพดลเล่าว่า มันบ่งบอกถึงแนวคิดที่ให้ความสำคัญกับประโยชน์ใช้สอยเป็นหลัก รองลงมาคือการใช้งานในภูมิอากาศแบบร้อนชื้น และตอบโจทย์ความงามภายนอกอาคาร จังหวะการออกแบบเปลือกอาคารเมื่อแสงแดดกระทบ ก็จะเกิดเฉดเงาที่แสดงถึงความงามของอาคารนั่นเอง

ขี่ Vespa เที่ยวขอนแก่น เลาะมข.ไปดูตึกโมเดิร์น 50 ปี ฟังเสียงแคนที่โฮงสินไซในป่ากลางเมือง
ขี่ Vespa เที่ยวขอนแก่น เลาะมข.ไปดูตึกโมเดิร์น 50 ปี ฟังเสียงแคนที่โฮงสินไซในป่ากลางเมือง

ขยับออกมาอีกนิด มองเห็น ‘ตึกหลอด’ น่าสนใจไม่แพ้กัน ด้วยรูปทรงหลอดทดลองที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ เดินไปหน่อยเป็น ‘ตึก SC01 ภาควิชาเคมี’ ตัวอาคารเป็นผนังคอนกรีต สะท้อนให้เห็นสัจจะของวัสดุ ที่ช่างฝีมือฉาบคอนกรีตผิวหยาบทิ้งไว้ ถ้าถอยหลังออกมาจะเห็นการเล่นเส้นเล็ก-ใหญ่บนตัวอาคาร เป็นกลิ่นอายสถาปัตยกรรมแบบ Le Corbusier ส่วนโถงโล่งใต้อาคารไม่มีเสาคานตรงกลาง แต่ดันอยู่ด้านข้าง ห่างกันถี่ ๆ เพื่อให้นักศึกษามีพื้นที่ทำกิจกรรมมากขึ้น เมื่อแหงนหน้ามองเพดาน จะเห็นโครงสร้างตาข่ายที่ตั้งใจออกแบบให้สอดคล้องกับพื้นที่ห้องแล็บบนอาคาร

ขี่ Vespa เที่ยวขอนแก่น เลาะมข.ไปดูตึกโมเดิร์น 50 ปี ฟังเสียงแคนที่โฮงสินไซในป่ากลางเมือง

ถัดจากตึกภาควิชาเคมีเพียงไม่กี่ก้าว มีอาคารทรงหลังคาคอนกรีตหล่อโค้งทรงเรขาคณิตครึ่งวงกลม หรือ ‘ห้องปฏิบัติการกลางเป่าแก้ว’ ออกแบบโครงสร้าง Hyperbolic Paraboloid ซึ่งไม่ใช่ของใหม่ หากแต่เป็นการออกแบบที่คิดค้นโดยสถาปนิกเมื่อ 50 ปีก่อน ที่สำคัญคือโชว์ประสิทธิภาพของคอนกรีตได้ดีเยี่ยม

คณะเกษตรศาสตร์ เป็นคณะเก่าแก่ที่สุดในมหาวิทยาลัยขอนแก่น ‘ตึก AG 01’ เป็นตึกเรียนรวมตึกแรกของคณะ ออกแบบเพื่อเมืองร้อน สะท้อนความเป็นระบบอุตสาหกรรมเมื่อยุค 50 ปีก่อน แผงสีเขียวที่เด่นชัดนั้น ทำหน้าที่กันฝนและเป็นราวกันตกให้นักศึกษา ซึ่งสถาปนิกออกแบบได้ตรงตามโจทย์ของสถาปัตยกรรมแบบโมเดิร์นทรอปิคัล

บึ่งเวสป้าเลาะแก่นนคร ชมศิลปะ-วัฒนธรรมแห่งเมืองขอนแก่น ตั้งแต่วรรณคดีสินไซ ตึกโมเดิร์นทรอปิคัล และศิลปะร่วมสมัย

คณะวิศวกรรมศาสตร์ มีตึกที่โดดเด่น 2 หลัง หนึ่ง คือ ‘ตึกโครงเหล็ก CB’ เป็นอาคารเรียนรวมและห้องซ้อมเชียร์ มองจากด้านนอกเป็นห้องสโลปบรรยายพร้อมอัฒจันทร์ โครงสร้างท่อเหล็กสีส้มทำหน้าที่ซัพพอร์ตโครงสร้างด้านใน ตัวอาคารไม่มีคานตรงกลาง แต่คานที่รับน้ำหนักเป็นหลักอยู่ริมนอกแทน และโครงเหล็กสีส้มจี๊ดถือเป็นสัญลักษณ์ของยุคโพสต์โมเดิร์นที่นำเหล็กมาใช้ในงานออกแบบเยอะขึ้น เพื่อเพิ่มลูกเล่น ลดความน่าเบื่อ

บึ่งเวสป้าเลาะแก่นนคร ชมศิลปะ-วัฒนธรรมแห่งเมืองขอนแก่น ตั้งแต่วรรณคดีสินไซ ตึกโมเดิร์นทรอปิคัล และศิลปะร่วมสมัย
บึ่งเวสป้าเลาะแก่นนคร ชมศิลปะ-วัฒนธรรมแห่งเมืองขอนแก่น ตั้งแต่วรรณคดีสินไซ ตึกโมเดิร์นทรอปิคัล และศิลปะร่วมสมัย

สอง คือ ‘ตึกของภาควิชาวิศวกรรมโยธา’ ที่นักศึกษามายืนดูโครงสร้างและเรียนกันจริง ๆ โดดเด่นตรงมีเสาซัพพอร์ตอยู่ริมสองข้าง การหิ้วโครงสร้างที่มีแรงกระทำในแนวดิ่งและแรงกระทำกลับคืนขึ้นไป คล้ายโครงสร้างการหิ้วของสะพาน เดินโฉบด้านในอีกนิด ไปดูบันไดแบบ Freestanding Structure ที่มีจุดบรรจบเพียง 2 จุด บริเวณชานพักไม่มีเสาเลยสักต้น! เป็นความเก๋าของนักออกแบบที่ผสานหลักวิศวกรรมได้อย่างน่าเหลือเชื่อ

ใหม่อีหลี – ม่วนอีหลี – มักอีหลี

น้ำมันลดไปไม่มาก ก็มาจบทริปกันที่ ‘ใหม่อีหลี’ แกลเลอรี่งานศิลปะข้างบึงแก่นนคร สถานที่ที่เราได้พักดื่มชา-กาแฟในคาเฟ่ และเดินชมงานศิลปะตั้งแต่หน้าประตูแกลเลอรี่ จนถึงด้านในที่ชวนเราไปสัมผัสวัฒนธรรมภาคอีสานผ่านงานศิลปะที่ คุณเอริค บุนนาค บูทซ์ ผู้ก่อตั้งที่นี่ขึ้นมา ถัดจากแกลเลอรี่ใหม่เอี่ยมของเชียงใหม่

บึ่งเวสป้าเลาะแก่นนคร ชมศิลปะ-วัฒนธรรมแห่งเมืองขอนแก่น ตั้งแต่วรรณคดีสินไซ ตึกโมเดิร์นทรอปิคัล และศิลปะร่วมสมัย

ตอนนี้กำลังจัดนิทรรศการ ‘A Minor History | ประวัติศาสตร์กระจ้อยร่อย’ โดย อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ให้ได้ชมด้วย พวกเรานั่งลงบนเก้าอี้อย่างเงียบเชียบ ตัวหนังสือวิ่งขึ้นเป็นแนวตั้งคำต่อคำ เป็นการฉายโปรเจกเตอร์แบบสลับด้านให้มาฉายบนผ้าขาว จะอ่านออกได้ด้านเดียว ซึ่งคือด้านที่มีเก้าอี้ให้รับชม

นิทรรศการนี้น่าสนใจตรงที่เป็นการเล่าเรื่องของคนธรรมดาตัวเล็ก ๆ ฉีกกรอบประวัติศาสตร์แบบเดิม ที่มักเป็นเรื่องเล่าจากมุมมองผู้มีอำนาจเพียงฝ่ายเดียว

พระอาทิตย์เกือบลับขอบฟ้า พวกเราทั้ง 20 คนถ่ายภาพร่วมกัน ก่อนเอ่ยคำร่ำลาเพื่อเตรียมตัวกลับไปทำงานตามเดิม ขอนแก่นสำหรับใครบางคนในคาราวานเวสป้าวันนี้เป็นเมืองที่เขาเคยไม่รู้จัก แต่หากมีรถคู่ใจสักคัน เพื่อนรู้ใจสักคน รับรองว่าจะท่องเที่ยวเมืองนี้ได้สนุกเหมือนกับทริปนี้แน่ ๆ

ขอนแก่นและอีกหลายสถานที่กำลังรอให้คุณมาค้นพบเช่นเดียวกับเรา ไม่ต้องไปไหนไกล เริ่มจากสตาร์ทรถแล้วบึ่งไปเลาะโลด!

บึ่งเวสป้าเลาะแก่นนคร ชมศิลปะ-วัฒนธรรมแห่งเมืองขอนแก่น ตั้งแต่วรรณคดีสินไซ ตึกโมเดิร์นทรอปิคัล และศิลปะร่วมสมัย

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีของขวัญส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load