ย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 20 ปีก่อน หลายคนคงทันดูรายการ Disney Club ทุกเสาร์-อาทิตย์ตอนเช้าตรู่ที่มี ส้ม-ณัฐวรา หงษ์สุวรรณ เป็นหนึ่งในพิธีกร โตขึ้นมาหน่อยคงได้เห็นเธอในภาพยนตร์ เกิร์ลเฟรนด์ 14 ใสกำลังเหมาะ ละคร ทีเด็ด ครูพันธุ์ใหม่จิตพิสัยเดือด และบทตัวร้ายในละครหลายเรื่องหลังจากนั้น ผลงานสุดท้ายของเธอคือใน พ.ศ. 2554 ก่อนจะเดินทางไปเรียนต่อทางด้านการแสดงที่ Stella Adler Academy of Acting & Theatre ที่ลอสแอนเจลิส สหรัฐอเมริกา และปริญญาโทคณะศิลปศาสตร์ สาขา Western Classics มหาวิทยาลัย St. John’s College

ชีวิตของเธอในอเมริกา ฟังเผินๆ อาจจะไม่ต่างจากเด็กไทยคนอื่นที่ไปเรียนต่อ ทำงานพิเศษที่ร้านอาหาร ใช้ชีวิตส่วนหนึ่งเรียน อีกส่วนท่องเที่ยวและปาร์ตี้กับเพื่อนๆ แต่พอได้มานั่งคุยกับเธอจริงๆ ถึงได้รู้ว่า ชีวิตที่โน่นนำมาซึ่งหลายอย่างที่ทำให้เธอเป็นตัวเองในทุกวันนี้ เธอเคยตัดสินใจโกนหัวบวชในวัดเซน เคยย้ายไปอยู่ในเมืองเล็กๆ ที่ไม่มีแม้แต่ไฟฟ้า และกลายเป็นตัวตั้งตัวตีในการเคลื่อนไหวสิทธิสตรีของมหาวิทยาลัย 

ปัจจุบันส้มเป็นครูสอนการแสดงและผู้ก่อตั้งสตูดิโอ The Cave นำเสนอเทคนิคการแสดงจากประสบการณ์และสิ่งที่เธอได้เรียนมา โดยผสมผสานปรัชญาตะวันตกกับแนวทางปฏิบัติแบบตะวันออก ออกมาเป็นบทเรียนหลายรูปแบบหรือแม้กระทั่ง Book Club ที่เธอและนักเรียนร่วมกันตั้งขึ้นมา

เธออยู่เบื้องหลังนักแสดงดังรุ่นใหม่หลายคน และเพิ่งแปล Plato’s Meno เสร็จ ตอนนี้กำลังแปลบทละครคลาสสิกและหนังสือปรัชญากรีก พร้อมเขียนบทละครเวทีเรื่องหนึ่งอยู่

Is this the real life? Is this just fantasy?”

การกลับมาของ ส้ม ณัฐวรา หงษ์สุวรรณ อดีตพิธีกร Disney Club ในฐานะครูผู้เชื่อในจิตวิญญาณการแสดง
การกลับมาของ ส้ม ณัฐวรา หงษ์สุวรรณ อดีตพิธีกร Disney Club ในฐานะครูผู้เชื่อในจิตวิญญาณการแสดง

เพลง Bohemian Rhapsody ของวง Queen ดังขึ้นภายในสตูดิโอสีดำที่อยู่บนชั้น 4 ของอาคารขนาดหนึ่งคูหา สิ่งที่อยู่ตรงหน้าคือคลาสเรียนหนึ่งของส้ม เธอนัดเรามาล่วงหน้าเพื่อให้มาสังเกตการณ์สิ่งที่เธอทำ

สปอตไลต์ 2 ดวงฉายจ้าลงมาบริเวณเวที นักแสดงที่มาในวันนั้นมีประมาณ 10 คน (ส้มเรียกนักเรียนว่านักแสดง) หนึ่งในนั้นเป็นนักแสดงตาบอด คลาสเริ่มจากการให้นักแสดงวอร์มร่างกายผ่านเสียงเพลง ทันทีที่เพลงขึ้น นักแสดงทุกคนต่างทิ้งบุคลิกตัวตนที่มี และถ่ายทอดอารมณ์ผ่านร่างกายตามโจทย์ของแต่ละเพลง หลังจากนั้น เธอให้นักแสดงขึ้นไปแสดงบนเวทีคราวละ 3 คน โดยไม่มีอุปกรณ์อื่นนอกจากเก้าอี้ หน้ากาก และสิ่งที่เธอตะโกนบอกนักแสดงตลอดคือ “อย่าคิด… อย่าคิด” 

การกลับมาของ ส้ม ณัฐวรา หงษ์สุวรรณ อดีตพิธีกร Disney Club ในฐานะครูผู้เชื่อในจิตวิญญาณการแสดง
การกลับมาของ ส้ม ณัฐวรา อดีตพิธีกร Disney Club ในฐานะครูผู้เชื่อในจิตวิญญาณการแสดง

ประสบการณ์ 2 ชั่วโมงในคลาสของเธอวันนั้น เปิดโลกให้เรารู้จักศิลปะที่เรียกว่า ‘การแสดง’ ขึ้นมาก ได้เห็นการแสดงที่ไร้ซึ่งคอสตูมหวือหวา เสียงดนตรี และฉากตระการตา แต่เป็นอารมณ์และพลังของนักแสดงล้วนๆ มันเป็นประสบการณ์ที่เรารู้ทันทีเลยว่า คงไม่สามารถบอกเล่าเป็นตัวอักษรได้อย่างสมบูรณ์ ส้มเองก็คิดแบบนั้น แต่เราทั้งคู่ได้พยายามถึงที่สุดจนออกมาเป็นบทสนทนาต่อไปนี้ ที่จะทำให้คุณรู้ว่าการแสดงคือการเข้าใจมนุษย์

การกลับมาของ ส้ม ณัฐวรา อดีตพิธีกร Disney Club ในฐานะครูผู้เชื่อในจิตวิญญาณการแสดง

เราเห็นคุณมาตั้งแต่เด็กๆ เหมือนคุณเข้าวงการบันเทิงมาตั้งแต่อายุยังน้อยมาก

เราเข้าวงการตอนอายุสิบเอ็ดขวบ เริ่มจากถ่ายโฆษณาก่อน ตอนนั้นไปแคสเพราะที่บ้านล้มละลาย เราเลยต้องช่วยคุณพ่อคุณแม่หาเงิน คิดอย่างเดียวว่าต้องได้งานๆ พออายุประมาณสิบสองก็ได้เป็นพิธีกรรายการ Disney Club เราไม่เคยออกสื่อว่าในขณะที่เรายิ้มในรายการ ที่บ้านลำบากมาก วงการบันเทิงตอนนั้นเลยเป็นงานที่ต้องทำ เป็นหน้าที่ ไม่เหมือนหลายๆ คนที่มีความฝันโตไปอยากเป็นนักแสดง 

แล้วความรักต่องานแสดงเริ่มเข้ามาตอนไหน

มันค่อยๆ เกิดขึ้น เราเล่นหนังเรื่องแรกแล้วได้รางวัลสุพรรณหงส์เลย แต่ชื่อเสียงเป็นเหมือนกับดัก เพราะเราเป็นคนอ่อนไหว ชอบอยู่คนเดียว เป็นคนอินโทรเวิร์ต (Introvert) มาก จำได้ว่าเคยออกงานที่ศูนย์วัฒธรรมแห่งชาติแล้วไปซ่อนตัวเองอยู่ในห้องน้ำ คุยกับพนักงานทำความสะอาด (หัวเราะ)

ซ่อนตัวยังไง

ซ่อนตัวจริงๆ งานแบบนี้ทำให้เรารู้สึกไม่สบายตัว เพราะคนชอบชม แล้วเราไม่เชื่อ ตอนนั้นไม่รู้ว่าความรู้สึกที่ไม่เชื่อเป็นเพราะอะไร แต่รู้สึกว่าการที่คนรอบข้างหรือผู้ใหญ่พูดเยินยอ มันมีอะไรบางอย่างผิดปกติ พอเดินพรมแดง ถ่ายรูป ทำหน้าที่อะไรของเราเสร็จ ก็เลยไปเข้าห้องน้ำเสียส่วนใหญ่ ได้คุยกับแม่บ้านแล้วรู้สึกสบายใจกว่า คุยเรื่องจิปาถะนี่แหละ แต่มันจริง มันเพียว (Pure) 

หรือวงการบันเทิงสำหรับคุณตอนนั้นมันเป็นโลกมายา

ใช่ ในมุมมองของเด็กมันเป็นโลกมายา ตอนนั้นก็จดโน้ตกับตัวเองเหมือนกันนะว่า นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น คนอยากมาเดินพรมแดง ทุกคนดูสวยงามมาก เราเองก็ได้แต่งตัวสวยๆ แต่เรากลับไม่ได้มีความสุขกับมัน ที่ต้องอยู่เพราะเป็นหน้าที่ จนอายุสิบหก เราตัดสินใจไปเรียนที่อเมริกาเพราะได้ทุน และต้องการหนีจากโลกมายานี่แหละ อยากเจอความจริง อยากใช้ชีวิตที่เดินถนนแล้วไม่มีคนจำได้ เพราะตอนนั้นเรามีชื่อเสียงขนาดที่มีคนส่งจดหมายมาที่บ้าน อยู่โรงเรียนเราก็เป็นคนเดียวที่ได้ไว้ผมยาว คนอื่นผมสั้น เพื่อนก็เขม่น ทั้งๆ ที่เราอยากมีเพื่อนมาก เราเลยพยายามตามหาอิสรภาพอีกรูปแบบหนึ่ง 

พอไปก็ไม่ได้บอกใครที่โน่นเลยว่าเคยเป็นดารา และเข้าใจผิดไปเองว่าถ้าไม่มีใครรู้จัก เราจะเจอเพื่อน จะมีชีวิตที่มีความสุข มันดีขึ้น สบายมากขึ้น แต่ก็ยังไม่ใช่ เพราะชีวิตทุกชีวิตต่างก็มีปัญหา แล้วเราก็กลับมาเมืองไทย ทำงานทุกอย่างเหมือนเดิม จนสอบเข้าที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ ได้

การกลับมาของ ส้ม ณัฐวรา หงษ์สุวรรณ อดีตพิธีกร Disney Club ในฐานะครูผู้เชื่อในจิตวิญญาณการแสดง
การกลับมาของ ส้ม ณัฐวรา หงษ์สุวรรณ อดีตพิธีกร Disney Club ในฐานะครูผู้เชื่อในจิตวิญญาณการแสดง

ทำไมเลือกเรียนเอกภาษาอังกฤษ แทนที่จะเป็นเอกศิลปการละคร

ความรู้มีเยอะมากบนโลกใบนี้ แต่มันไม่ได้รับการแปลเป็นภาษาไทย ไม่ครบ เราเลยรู้สึกว่าตัวเองต้องอ่านภาษาอังกฤษให้เก่ง จะได้อ่านวรรณกรรม วรรณคดี ให้เข้าใจมนุษย์มากขึ้น อันนี้คือความอยาก แต่เราเลือกเรียนโทรัฐศาสตร์ เพราะยังอยากหาอิสรภาพอยู่ ตอนนั้นเข้าใจว่าอิสรภาพอยู่ในการเมือง มันคือประชาธิปไตย คือความเท่าเทียม แต่สุดท้ายก็ไม่ใช่อยู่ดี

พอเรียนจบมีงานละครเยอะมาก ตัวร้ายทั้งนั้นเลย แล้วเราเป็นคนเซนซิทีฟอยู่แล้ว พอเล่นเป็นตัวร้ายมันดิ่ง ออกมาจากตัวละครยาก เพราะเราไม่ได้มีทักษะการแสดงจริงๆ เลยเริ่มสนใจด้านนี้อย่างจริงจัง อีกเหตุผลคือได้อ่านบทละครที่คณะ มี อีดิปุส จอมราชัน, Death of a Salesman พวกคลาสสิกต่างๆ พออ่านแล้วรู้เลยว่าสกิลล์การแสดงที่มีอยู่มันไม่เพียงพอต่อการเล่นบทเหล่านี้ 

ที่บอกว่าไม่พอ ไม่พอยังไง

เทคนิคหลักในไทยตอนนั้นที่เราเจอ คือการใช้ความทรงจำและสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตเพื่อเชื่อมต่อกับตัวละคร ทีนี้พอเป็นบทละครคลาสสิก ไม่ว่าจะเป็นเชกสเปียร์หรือกรีกก็แล้วแต่ ตัวละครคือพระราชินีแห่งเดนมาร์ก มันใหญ่โตเกินกว่าประสบการณ์ในชีวิตเราไปแล้ว แม้กระทั่งเราตกหลุมรักแฟนเรา ก็ไม่ใช่ที่โรมิโอรักจูเลียตหรือจูเลียตรักโรมิโอ เราคิดว่ามันต้องมีเทคนิคอื่นที่พาเราไปถึงจุดนั้น เราแค่ยังไม่เจอเท่านั้นเอง 

อีกอย่างคือที่ตอนนั้นเล่นบทตัวร้ายเยอะๆ มันรู้สึกถอยหลังเข้าคลอง ตัวละครควรจะพาเราไปเจอกับประสบการณ์ใหม่ๆ ควรจะทำให้นักแสดงมีประสบการณ์มากขึ้นโดยที่ไม่ต้องไปใช้ชีวิตเอง เลยตัดสินใจไปเรียนต่อด้านการแสดงที่อเมริกาโดยมีเงินเก็บสำหรับแค่หกเดือนเท่านั้น

แล้วไม่กลัวเหรอ

เราใช้ชีวิตแบบนี้มาตลอด มีแพสชัน เชื่อว่าจะทำได้ก็ไปตายเอาดาบหน้าแล้วกัน ตอนแรกทำงานเยอะมาก ทำงานร้านอาหาร แล้วอยู่ๆ ก็ได้ทุนเต็มจำนวน 

เราใช้ชีวิตสุดทุกด้าน ตอนอายุยี่สิบห้า ตัดสินใจโกนหัวบวชที่วัดเซนเพื่อหาคำตอบ หาอิสรภาพบางอย่าง เคยไปปฏิบัติธรรมในความเงียบติดต่อกันสิบวัน แต่ปาร์ตี้ไลฟ์ก็มีนะ ชีวิตที่โน่นสุดจริงๆ มันไม่เพอร์เฟกต์ เราแค่อยากใช้ชีวิตตามใจตัวเอง เอาจริงๆ เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าหัวใจของมันคืออะไรกันแน่

ต่อให้ใช้ชีวิตขนาดนั้นก็ยังไม่ได้คำตอบ

No (ยิ้ม) ทุกครั้งที่พลาด มันหมายความว่าเราเข้าใกล้ความจริงมากขึ้น คำตอบจริงๆ อาจจะไม่มีก็ได้ มันอาจจะเป็นการเดินทางสู่อะไรบางอย่าง ความล้มเหลวจะช่วยกะเทาะสิ่งที่ไม่สำคัญออกไป ตอนนี้เข้าใจแล้วว่าเราต้องทำ ต้องลอง ถ้าพบว่าไม่ใช่ก็แค่ปล่อยมันไป 

การกลับมาของ ส้ม ณัฐวรา หงษ์สุวรรณ อดีตพิธีกร Disney Club ในฐานะครูผู้เชื่อในจิตวิญญาณการแสดง

เหตุการณ์ที่ทำให้เข้าใกล้คำตอบนั้นที่สุดคืออะไร

จะประหลาดนิดหนึ่งนะ (หัวเราะ) เป็นช่วงที่ไปบวชที่ Deer Park Monastery ของท่าน Thich Nhat Hanh เราต้องอยู่เต็นท์คนเดียวท่ามกลางป่าธรรมชาติ ทำอาหารให้ทุกคน ทำความสะอาดห้องน้ำเป็นร้อยห้อง มันดีมาก เราแทบไม่ต้องคิดถึงอะไรเลย หน้าก็ไม่ต้องแต่ง วันหนึ่งเราเดินขึ้นเขาไปคนเดียวก็เริ่มรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนของโลก คือทุกอย่างบนโลกนี้มันมีแรงอยู่แล้ว ทุกอย่างเป็นควอนตัม ที่เราไม่รู้สึกเพราะเราไม่เซนซิทีฟพอ แต่พอเราใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติด้วยการตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นออกไป อย่างต้นไม้เรารู้อยู่แล้วว่าเขามีชีวิต แต่ก้อนหินนี่สิ เราจับก้อนหินแล้วมันสั่น วันนั้นเลยคิดว่าเราต้องปรับเปลี่ยนชีวิตตัวเองให้สอดคล้องกับสิ่งนี้

เราเลยมาสำรวจตัวเองเพื่อพบว่า สเตลลา แอดเลอร์ (Stella Adler) สอนเราทุกอย่างในฐานะนักแสดงแล้ว แต่เรารู้สึกว่าแอลเอไม่ตอบโจทย์อีกต่อไป แม้จะเริ่มมีงานโฆษณา มีงานแคสติ้ง เล็กๆ น้อยๆ เลยตัดสินใจไป Santa Fe รัฐ New Mexico ด้วยเหตุผลเล็กๆ ข้อเดียวคือ อ่านหนังสือแล้วนักเขียนมาจากเมืองนี้ (หัวเราะ)

ก็เลยไปอยู่ Airbnb ที่ Taos เมืองที่คนใช้ชีวิตแบบไม่มีไฟฟ้า เจ้าของบ้านที่เราไปอยู่ด้วยเป็นผู้หญิงแก่ที่ปลูกสมุนไพรเยอะๆ บ้านไม่มีไฟ ต้องจุดไฟเอา แต่มันสวยมากนะ ชิลล์ ฮิปปี้ เดือนนั้นที่ไปคืออ่านหนังสือ เขียนหนังสือ อยู่กับธรรมชาติ อยู่กับตัวเองอย่างเดียว

คิดว่าจะได้อะไรจากการย้ายไป Taos

เราอยากสะท้อนชีวิตที่แอลเอกับชีวิตทั้งหมดที่ผ่านมา ความเปลือก ความไม่จริง และอยากหาคำตอบว่าจะเอายังไงกับชีวิตต่อ ชีวิตคืออะไร อิสรภาพคืออะไร ความเท่าเทียมคืออะไร ธีมเดิมในชีวิตที่ตามหาก็ยังอยู่ (หัวเราะ)

ก่อนมาเรียนต่อเข้าใจว่าอิสรภาพจะหาได้จากละครเวที มันก็ได้บ้าง เพราะเป็นการค้นหาอารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์ แต่มันยังขาดอีกเสาหนึ่ง พอได้ไปอยู่ซานตาเฟก็เริ่มรู้ตัวว่า จริงๆ แล้วสมองเราไม่ได้ฉลาดเท่าไหร่ เราอ่านบทละคร เราเข้าใจตัวละคร แต่การวิเคราะห์บทละครมันไปได้ลึกกว่านั้น เลยคุยกับคุณพ่อว่าขอเวลาหนึ่งปี อ่านหนังสือที่มีหลักๆ ของโลก ตั้งใจจะทำอย่างนั้นจริงๆ แต่วันหนึ่งนั่งรถไปเจอกับมหาวิทยาลัย St. John’s College มหาวิทยาลัยเก่าแก่ที่ซ่อนอยู่บนเขา แล้วเขามีสอนปริญญาโทสาขา Western Classics หรือ The Great Books Programs คือต้องศึกษาหนังสือคลาสสิกของโลกทุกเล่ม โดยเฉพาะปรัชญาตะวันตกกรีกโรมัน แล้วเขาไม่มีอาจารย์มาเลกเชอร์ ไม่ให้อ่านบทวิจารณ์ด้วย แต่ให้นักศึกษาอ่านด้วยตัวเอง คุยกับคนเขียนด้วยตัวเอง ในคลาสมีแค่สิบสี่ถึงสิบหกคน

คนที่เรียนสาขานี้เขาเป็นใครกันบ้าง

หลากหลายมาก บางคนจบปริญญาเอกแล้ว บางคนเป็นทนาย เป็นทหาร เป็นหมอ แต่มันดีมากเลยนะ เพราะเราได้เห็นมุมมองจากคนแต่ละอาชีพต่องานเขียนชิ้นเดียวกัน ตอนไปทดลองเรียนก็รู้เลยว่า Love it! Love (ร้องเป็นเพลง) นี่คือสิ่งที่ฉันตามหา ตอนนั้นก็ไม่มีเงินเรียนหรอก ไปคุยกับคณบดีเพื่อขอทุน บอกเขาว่านี่เป็นวิชาที่น่าสนใจมาก ประเทศเราไม่มีอะไรแบบนี้ เราอยากรู้ว่าอะไรคือสิ่งที่ทำให้โลกตะวันตกมีอำนาจ อิทธิพลบางอย่างที่ส่งผลมาถึงชาวตะวันออกอย่างเราเหมือนกัน เราเรียนไปสองปีจนจบ แล้วก็ตัดสินใจกลับเมืองไทยในปีที่ โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ได้รับเลือกให้เป็นประธานาธิบดีพอดี 

แปลว่าคุณทันได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของสังคมอเมริกันอยู่พักหนึ่ง

มันเปลี่ยนไปจริงๆ ระหว่างก่อนทรัมป์กับหลังทรัมป์ เราทำเรื่องสิทธิสตรีที่มหาวิทยาลัยอยู่แล้ว เพราะมันเป็นมหาวิทยาลัยที่มีคนขาวกับผู้ชายเยอะ อย่างในคลาสปรัชญาจะมีผู้หญิงหนึ่งหรือสองคนเท่านั้น คนเอเชียนี่ไม่ต้องพูดถึง น้อยมาก (ลากเสียง) พอทรัมป์ได้รับเลือกตั้ง การเหยียดกันมันเพิ่มขึ้นจริงๆ 

ตอนเรียนเราสร้าง Movement เกี่ยวกับผู้หญิงไว้ จนได้รับการโหวตให้เป็น Phenomenal Woman on Campus โดยที่ไม่ได้ตั้งใจเลย เราแค่กล้าพูดในสิ่งที่เรารู้สึก มีเหตุการณ์หนึ่ง ปกติเวลาเรียนเราต้องแสดงความเห็น มันเป็นเรื่องยากเพราะเราต้องพูดกับทั้งอาจารย์และเพื่อนร่วมชั้นซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย ไอเดียเราบางทีก็ต่างจากคนอื่น เหมือนต้องต่อสู้เพื่อความคิดตัวเองตลอดเวลา และวันนั้นหลังจบคลาส เขาคุยถึงนักปรัชญาที่ชอบ มีให้เลือกระหว่าง อิมมานูเอล คานต์ (Immanuel Kant) นักปรัชญาชาวเยอรมันกับอีกคน เราตอบไปว่า “I love Kant.” แบบ K-A-N-T แล้วเพื่อนฝรั่งผู้ชายคนหนึ่งที่ดูมีการศึกษาก็พูดขึ้นมาว่า “You love cunt?” ใส่หน้าเราเลย ตอนนั้นอึ้งมากนะ ออกมาจากห้องเรียนไปร้องไห้ในห้องน้ำแล้วถามตัวเองว่า เราจะทำอะไรกับมันไหม หรือจะทำเป็นลืมๆ นิ่งๆ ไป แต่ปล่อยไม่ได้ ก็เลยไปคุยกับคณบดี คุยกับเพื่อนผู้หญิง ทำให้หลายๆ คนออกมาเล่าประสบการณ์ว่าเคยเจอมาเหมือนกัน 

เราเริ่มจากการรวมตัวกันที่บ้าน มีสิบกว่าคนได้ เป็นพื้นที่ปลอดภัยของผู้หญิงก่อน แต่มันไม่ง่ายนะ จากที่เรามีชีวิตที่สงบมาเป็นคนที่ใครๆ ก็รู้จักในฐานะผู้เรียกร้องสิทธิสตรี มันโดนต่อต้านอยู่แล้ว แต่ถ้าจะเปลี่ยนแปลง เราต้องทำใจกับแรงต้านที่จะเกิดขึ้น

การกลับมาของ ส้ม ณัฐวรา หงษ์สุวรรณ อดีตพิธีกร Disney Club ในฐานะครูผู้เชื่อในจิตวิญญาณการแสดง
การกลับมาของ ส้ม ณัฐวรา หงษ์สุวรรณ อดีตพิธีกร Disney Club ในฐานะครูผู้เชื่อในจิตวิญญาณการแสดง

จากพื้นที่ปลอดภัยขนาด 10 คน การเคลื่อนไหวนี้มันไปไกลแค่ไหน

ไกลมาก มีกรณีที่อาจารย์คนหนึ่งมีประเด็น Sexual Harassment นักศึกษาเอเชีย เด็กปริญญาตรีเจอก็ร้องไห้ ไม่ได้ทำอะไรต่อ แต่ตอนเราเจอเราไม่ยอม แม้กระทั่งกลับมาเมืองไทยแล้วก็ยังพยายามตามเรื่องอยู่ แล้วอาจารย์คนนี้เคยมาสอนที่มหาวิทยาลัยในไทยด้วย แต่ไม่! เราไม่ควรยกย่องคนแบบนี้ สุดท้ายเขาก็ถูกเชิญให้ออกจริงๆ 

คุณทิ้งโอกาสใหญ่ๆ ในชีวิตเพื่อไปเจอกับสิ่งใหม่ๆ ตลอดเลย เคยเสียดายบ้างไหม

เราเพิ่งคุยกับลูกศิษย์เรื่องนี้ไป ตอนที่เล่นละคร เรารักการแสดงนะ แต่มันเป็นความรู้สึกเห็นแก่ตัว ทุกครั้งที่ไปกองถ่าย จะมีความรู้สึกบางอย่างที่ไม่ใช่ มันอึนๆ แต่ไม่รู้ว่าอะไร จนมาตอนนี้เข้าใจแล้วว่าเราต้องเป็นครู 

ตอนแรกๆ ก็อาจจะยากหน่อย แต่ตอนนี้เห็นแล้วว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นในชีวิต ทั้งการค้นหาสิ่งต่างๆ มันเกิดขึ้นเพื่อให้เราได้สอนต่อ และให้นักแสดงที่เป็นนักเรียนได้ออกไปข้างนอก ความรู้สึกอึนๆ ที่รู้สึกมาเป็นสิบปีเพิ่งจะหายไปในปีนี้ ปีที่นักแสดงของเราได้โดดเด่นโลดแล่น ช่วงปีแรกเราต้องต่อสู้กับเสียงลือเสียงเล่าอ้างรอบข้าง เพราะทำสิ่งที่ต่างจากคนอื่น ถามว่าเจ็บไหม เจ็บ แต่ก็ต้องปล่อยไป เพราะเรามีเป้าหมาย ถ้าเราไม่สอนเทคนิคนี้ใครจะสอน จนนักแสดงเป็นคนพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่าเทคนิคนี้มันเวิร์กผ่านผลงานของเขา ซึ่งเราไม่เคยคิดว่าจะเป็นครูเลยนะ (หัวเราะ)

แล้วกลับมาเป็นครูได้ยังไง

ตอนกลับมา เรารู้แค่ว่าต้องทำงานอาร์ต แต่ไม่รู้ว่าในรูปแบบไหน มีบริษัทใหญ่มาชวนให้ไปดูแลด้านศิลปะการละครให้เขา แต่ยังไม่ใช่ งานอาร์ตสำหรับเรามันต้องโบฮีเมียนเบาๆ (หัวเราะ)

เราเลยได้ทำงานกับสตูดิโอการแสดงเล็กๆ ที่หนึ่ง น่ารักมาก มันตอบโจทย์เราที่อยากเรียนรู้และเติบโตไปกับองค์กร พอเขาเริ่มใหญ่ขึ้นเราก็เลยออกมาทำเองเป็น The Cave สอนเทคนิคการแสดงในแบบของเรา

เทคนิคของคุณคืออะไร

จะพยายามอธิบายนะ เพราะยากมาก (คิดนาน) ถ้าพูดถึงวิทยาศาสตร์ เซอร์ไอแซก นิวตัน (Sir Isaac Niwton) เป็นคนที่พูดถึงกฎที่จับต้องได้ใช่ไหม แต่โลกไม่ได้หยุดแค่นั้น โลกมีอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (Albert Einstein) กับสตีเฟน ฮอว์กิง (Stephen Hawking) ที่พูดเรื่องควอนตัมฟิสิกส์ อะไรที่มากกว่าสิ่งที่จับต้องได้ก็คือพลังงาน และเพราะวิทยาศาสตร์กำลังเดินไปทางนั้น ศิลปะก็เช่นกัน เราอยู่ในเจเนอเรชันที่ไม่ได้แค่แสดงแล้ว เราต้องเข้าสู่จิตวิญญาณ

พลังงานเป็นสิ่งที่จับต้องได้ เช่น จักระ (ศูนย์รวมพลังในร่างกายมนุษย์) ที่คัมภีร์นาฏยศาสตร์ (คัมภีร์ที่ว่าด้วยการฟ้อนรำ) เคยพูดถึงว่า เป็นเทคนิคให้นักแสดงแสดงออกมาได้อย่างทรงพลัง คนดูสามารถลิ้มรสอารมณ์ของนักแสดง และการแสดงเปลี่ยนบรรยากาศโดยรอบได้ ทั้งดนตรีหรือการแสดงละคร สิ่งที่เราทำคือการพานักแสดงไปถึงตรงนั้น แต่มันยาก เพราะทุกคนต้องผ่านหน้ากาก (Persona) ที่มนุษย์ทุกคนสวมใส่ในสังคมว่าเราเป็นคนดี พอถอดปุ๊บจะเจอกับจิตใต้สำนึก (Subconscious) 

การกลับมาของ ส้ม ณัฐวรา หงษ์สุวรรณ อดีตพิธีกร Disney Club ในฐานะครูผู้เชื่อในจิตวิญญาณการแสดง

จิตใต้สำนึกที่มีทุกอารมณ์ รัก โลภ โกรธ หลง ดี เลว

คาร์ล ยุง (Carl Jung) คือนักจิตวิทยาที่พูดเรื่องนี้เป็นคนแรก เขาบอกว่าจิตใต้สำนึกเป็นพื้นที่ที่มนุษย์มีร่วมกัน และเพราะเรามีร่วมกัน แปลว่าฮิตเลอร์ก็อยู่ในตัวเรา แม่ชีเทเรซ่าก็อยู่ในตัวเรา เราจะเป็นตัวละครอะไรก็ได้ 

ลองนึกภาพว่ามนุษย์ทุกคนเป็นภูเขาน้ำแข็ง ที่ผ่านมาเราอาจจะแสดงผ่านแค่ยอดภูเขาที่พ้นน้ำ ตอนนี้เราพยายามจะใช้ทั้งหมด มันคือความสนุกที่กรีกพูดถึง สมัยกรีกเขาทำโรงละครเป็นหินขนาดใหญ่โตมโหฬารมาก มีที่ให้คนดูเป็นหมื่นเพื่อจะดูนักแสดงสามคนเล่น เพราะนักแสดงเขาเข้าถึงบทและถ่ายทอดออกมาได้จริงๆ คนดูเชื่อมโยงได้ หลังจากนั้นคือการที่นักแสดงและคนดูค่อยๆ โตไปด้วยกันในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง

สเตลลา แอดเลอร์ (Stella Adler) อาจารย์ของเราเชื่อว่าละครเวทีเป็นหนึ่งในไม่กี่ศาสตร์ที่ทำให้เกิดประสบการณ์นี้ ไม่นับเรื่องของศาสนานะ เทคนิคของเราตอนนี้ก็พัฒนาจากที่เคยเรียนมา อย่างการเอาหน้ากากมาใช้ประกอบการสอน เป็นต้น แต่มันยังมีอีกหลายอย่างที่พัฒนาจากประสบการณ์ยี่สิบปีและการเดินทางของเรา

นี่คือเหตุผลที่เวลาคุณสอน คุณจะบอกนักแสดงตลอดว่า “อย่าคิด อย่าคิด อย่าคิด” เพราะอยากให้มันออกมาจากจิตใต้สำนึก

ถูกต้อง แต่นักแสดงก็ต้องกระโดดมาด้วยครึ่งหนึ่ง บางคนรับไม่ได้กับตัวตนที่แท้จริงของเขา บางคนไม่กล้าเข้าไปเจอตั้งแต่แรก ก็ไปต่อไม่ได้ ต้องล้มเลิกไป

เราเข้าใจถูกไหมว่า การแสดงมีหลายเทคนิค เทคนิคที่เราคุ้นเคยกันดีคือการใช้ประสบการณ์หรือแม้กระทั่งไปจำลองใช้ชีวิตเหมือนตัวละครจนชิน ในขณะที่เทคนิคของคุณใช้จินตนาการเป็นหลัก โดยไม่ต้องมีประสบการณ์เหมือนตัวละครมาก่อนก็ได้

เราเชื่อในจินตนาการ ไอน์สไตน์เคยบอกว่า “จินตนาการสำคัญกว่าความรู้” เราต้องพัฒนาจินตนาการของนักแสดง ซึ่งไม่ค่อยได้รับการฝึก เพราะจินตนาการนำไปสู่อิสรภาพบางอย่างเรียกว่า Freedom of The Mind ถ้านักแสดง ศิลปิน หรือใครก็ตามที่จินตนาการได้เรื่อยๆ ก็จะควบคุมคนเหล่านี้ได้ยากกว่าเดิม แต่เราชอบ เพราะเขาจะคิดเองได้

เข้าใจเลยว่าทำไมระบบการศึกษาบ้านเราถึงตัดวิชาศิลปะออกไป เพราะจินตนาการคือเครื่องมือที่มีพลัง เราพยายามเอาสิ่งนี้กลับมา สร้างพื้นที่ให้ศิลปินเป็นได้มากกว่าสิ่งที่สังคมบอกว่าเขาเป็น และจินตนาการสอนกันได้ ซึ่งอธิบายไม่ถูกเหมือนกัน ต้องลองมาเรียน

ยิ่งมีความรู้มากเท่าไหร่ ความสามารถในการจินตนาการจะเพิ่มไปด้วยไหม

อันนี้น่าสนใจ (นิ่งคิด) เราเชื่อเสมอว่านักแสดงต้องฉลาด อย่างน้อยก็ต้องรู้ว่าคนเขียนบทต้องการสื่อไอเดียอะไร แล้วไอเดียนี้ ธีมนี้ สำคัญยังไงกับโลกใบนี้ ถ้าไม่มีความรู้ด้านประวัติศาสตร์เลยก็ต้องหาข้อมูล เพื่อให้เห็นคุณค่าและความสำคัญ

การกลับมาของ ส้ม ณัฐวรา หงษ์สุวรรณ อดีตพิธีกร Disney Club ในฐานะครูผู้เชื่อในจิตวิญญาณการแสดง

เมื่อกี้ตอนดูคลาสของคุณจบ เรารู้ทันทีเลยว่าบทสัมภาษณ์นี้จะไม่สามารถอธิบายสิ่งที่คุณทำอย่างดีเยี่ยม เพราะมันคือประสบการณ์ที่ต้องมาเห็นตรงหน้าจริงๆ

เข้าใจยากมาก ทุกอย่างเป็นประสบการณ์ แต่สิ่งเหล่านี้มีอยู่บนโลกมานานแล้ว ไม่ใช่อยู่ๆ ก็มีคนคิดเรื่องจักระขึ้นมา ถ้าลองไปเดินบนถนนแล้วสังเกตร่างกายคน บางคนฟังก์ชันจากสะโพกจะเซ็กซี่ๆ บางคนคือจักระที่หกตรงดวงตา แปลว่าคิดเยอะ บางคนอีโก้สูงใช้จักระที่สามตรงช่องท้อง บางคนรู้สึกรักก็จักระที่สี่บริเวณหัวใจ มันเป็นแค่ฟังก์ชันการทำงานของแต่ละคน ในคลาสของเรามีทั้งหมดเจ็ดจักระที่ผสมเป็นตัวละครทุกตัวบนโลกใบนี้ได้

ความสำเร็จของครูส้มคือการที่นักแสดงเล่นได้ทุกบทบาทหรือเปล่า

จริงๆ มันมีความสำเร็จบางอย่างที่เกิดขึ้นตลอดเวลาอยู่แล้ว ทุกครั้งที่นักแสดงยอมรับความจริงในตัวเองได้ นั่นคือความสำเร็จทั้งของครูและของเขา แต่ถ้าต้องตอบจริงๆ มันคือการที่นักแสดงเป็นมากกว่าที่เขาคิดว่าตัวเองจะเป็นได้ ซึ่งเราไม่รู้หรอกว่าคืออะไร เทคนิคของเราก็จะได้ส่งต่อผ่านนักแสดงเหล่านี้ เป็นอีกพื้นที่เล็กๆ อีกทางเลือกหนึ่งในวงการการแสดงของประเทศไทย โดยที่เราไม่ตั้งใจจะแข่งขันกับใคร ขออยู่ใน Cave ของเรานี่แหละ (หัวเราะ)

การแสดงสำหรับคุณเปลี่ยนไปไหมหลังจากได้ไปค้นหา มีประสบการณ์มากมาย จนถึงวันนี้ได้นำสิ่งเหล่านั้นมาส่งต่อให้นักแสดงคนอื่นๆ

ไม่เลย เราเชื่อเสมอว่าการแสดงคือการเข้าใจมนุษย์ คือการค้นหาความจริง และเป็นการเจริญเติบโตทางจิตวิญญาณ เราแค่หาวิธีการที่จะพาเราไปถึงตรงนั้น การแสดงของเรามันเลยจริงมาตลอด เรามองตัวละครเป็นมนุษย์ เป็นอีกชีวิตที่มีความซับซ้อนไม่ต่างจากเรา

จากทุกอย่างที่ผ่านมา คุณเจออิสรภาพและความหมายของชีวิตที่เคยตามหามาตลอดแล้วหรือยัง

จะดูน้ำเน่าหน่อยๆ นะ แต่เราเป็นคนที่อุดมคติมากๆ (หัวเราะ) อิสรภาพไม่ใช่สิ่งที่ได้มาแล้วจบไป มันคือทุกๆ วันที่เราทำงานที่ชอบ ที่เราให้ความรู้ ให้ความจริงใจกับคนอื่น นั่นคือความอิสระ มันไม่ใช่สิ่งที่จับต้องได้ แต่เป็นความรู้สึกบางอย่างที่จะได้ผ่านการทำงานเท่านั้น เราไม่คิดว่าจะได้มันจากการนั่งเฉยๆ แล้วแค่มีเงิน รวย ชิลล์ๆ สำหรับเรามันคือการทำงาน มันคือการได้ทำอาชีพที่เราเชื่อและช่วยคนอื่นได้ และเราได้เจอกับภาวะ Flow ของตัวเองครั้งแรก เจอเส้นทางชีวิตที่ลงตัวมากๆ จนคิดกับตัวเองว่า ถ้าต้องตายวันนี้มันก็โอเคแล้วแหละ

การกลับมาของ ส้ม ณัฐวรา หงษ์สุวรรณ อดีตพิธีกร Disney Club ในฐานะครูผู้เชื่อในจิตวิญญาณการแสดง

Writer

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

แว่นใหญ่ หมายถึง แว่นสโนวบอร์ด ใช้สำหรับปิดบังใบหน้าผู้สวมใส่

ส่วนผู้สวมใส่ คือ โอ-โอฬาร ชูใจ ศิลปินที่เข้าวงการมาด้วยความตั้งใจจะไร้ตัวตน 

ชายตรงหน้าเราถอดแว่นสโนวบอร์ดไปนาน ยอมเผยใบหน้าให้ทุกคนได้รู้จัก ภายใต้ชื่อ แว่นใหญ่ ที่คงสายเกินกว่าจะเปลี่ยนแปลง 

ถึงวันที่เราคุยกันอยู่ แว่นสีดำถูกสวมแทนที่ หลงคิดว่าเขายังอยากปกปิดแววตาเอาไว้ ทว่าโอเปิดเปลือยเรื่องราวชีวิตทั้งหมดให้ฟังโดยไม่อาย ตอบกลับทุกคำอย่างเรียบง่าย เป็นขั้นเป็นตอน ประหนึ่งคนที่ยอมรับและเข้าใจเหตุการณ์ต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี เป็นอีกเหตุผลว่าทำไมเราถึงอยากให้คุณได้อ่านบทสัมภาษณ์ชิ้นนี้ 

หลังมีทางแยกให้เลือกเดิน โอกลับมาอีกครั้งในฐานะศิลปินเดี่ยว กับยอดวิวหลายร้อยล้านที่ไม่เพียงการันตีชื่อเสียง แต่แปลว่ามันช่วยฉุดคนที่กำลังท้อแท้ให้ยืนขึ้นใหม่มานับไม่ถ้วน

เคยมีคนสงสัยว่า หรือเป็นเพราะโอเรียนจิตวิทยา บทเพลงของเขาถึงได้เศร้าสาหัส ขณะเดียวกันก็ยังมีความหวังให้ฝันถึง 

เหมือนกับคำถามที่เรายื่นให้โอง่าย ๆ ว่า ทำไมในทุก ๆ ความเศร้า เขายังมองเห็นความสุขเสมอ โอตอบกลับมาทันควันว่า ในทุกความสุข เขาก็มองเห็นความเศร้าด้วยเช่นกัน เพราะมันประกอบสร้างขึ้นมาเป็นชีวิต

เราคุยกันตั้งแต่เรื่องเล่าสบาย ๆ ในตอนบ่ายที่แดดยังร้อนแรง ถึงฝนโปรยปรายเมื่อพูดถึงตะกอนในอดีต จนเสียงหัวเราะเริ่มดังกลบฟ้าคำราม และสนทนาถึงความตายพร้อมพายุร้ายในใจที่สงบลง

จากหนุ่มน้อยคนเดียวในบ้านที่คิดว่าตัวเองประหลาด ชายที่หวาดกลัวการเผชิญกับหญิงแปลกหน้า อินโทรเวิร์ตผู้ใช้กลางคืนไปกับการอ่านหนังสือ

โอกำลังจะมีอัลบั้มเป็นของตัวเองครั้งแรก 

หากโอบอกว่าเขาแต่งเพลงจากชีวิต อัลบั้ม LIFE TIME ที่แปลว่าช่วงชีวิต ก็คงเปรียบได้กับชีวิตที่ผ่านมาทั้งหมดของเขา 

ก่อนไปจับจอง เขาขอให้คุณเพลา ๆ การโบยตีหัวใจตัวเองบ้าง เลิกแสวงหาหยิบยืมมือคนอื่น แต่จงลูบหัวตัวเองในวันที่อ่อนล้า

ส่วนเราขอให้ฟังเรื่องราวของโอ พร้อมเสียงฝนคลอในบางพื้นที่เสียก่อน แล้วคุณจะรู้ว่าทำไมอัลบั้มที่กำลังจะวางขาย ถึงไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง 

เสียงแจ้งเตือนโทรศัพท์เราดังก่อนลงมือเขียนไม่นาน เป็นข้อความขนาดไม่สั้นไม่ยาว แต่ก็ยาวที่สุดเท่าที่เราเคยได้รับจากช่างภาพคู่ใจ ว่านี่เป็นการนั่งฟังคนคุยกันเพียงชั่วโมงกับอีกครึ่ง แต่เปลี่ยนแปลงทัศนคติที่เขามีต่อชีวิตไปตลอดกาล 

วัยเด็ก ปมในใจ และจิตวิทยาเบื้องหลังบทเพลงของ ‘แว่นใหญ่’ ในวัย 41 ที่ครุ่นคิดถึงความตาย
วัยเด็ก ปมในใจ และจิตวิทยาเบื้องหลังบทเพลงของ ‘แว่นใหญ่’ ในวัย 41 ที่ครุ่นคิดถึงความตาย

หลายคนไม่ทราบว่าคุณเรียนจบคณะมนุษยศาสตร์ ภาควิชาจิตวิทยา บอกหน่อยว่าเป็นมายังไง

ต้องเท้าความก่อนเลยว่า เราเรียนตามที่เราสนใจ ตอนนั้นสนใจเกี่ยวกับดาราศาสตร์ ฟิสิกส์ แล้วก็เรื่องจิตใจคน แต่เรียนดาราศาสตร์คงยาก เลยเรียนจิตวิทยา 

พอเราเข้าไปก็ตั้งคำถามว่าจะไปทำมาหากินอะไร คำตอบที่ได้จากรุ่นพี่ก็มึน ๆ งง ๆ เหมือนกัน เพราะว่าหลากหลายอาชีพมาก ทุกวันนี้รุ่นพี่ก็กระจัดกระจาย มีพระสงฆ์ นักการเมือง ส.ส. ตำรวจ ทหาร ทำงานบริษัท เป็นเจ้าของกิจการ ผมคิดว่าจิตวิทยาเป็นสกิลล์ที่ใช้ได้ในทุกอาชีพจริง ๆ เพราะต่อให้ทำอาชีพไหนก็เหมือนเรากำลังทำความเข้าใจตนเอง ทำความเข้าใจคนอื่น และเรื่องราวสถานการณ์ต่าง ๆ อยู่ตลอด 

อะไรทำให้นักเรียนจิตวิทยากลายมาเป็นศิลปิน

ศิลปินเป็นความฝัน 

สมัยเรียนจิตวิทยา ใช้เวลาค่อนข้างเยอะไปกับการเล่นดนตรี ไปฟอร์มวงกับเพื่อนต่างมหาวิทยาลัย บางครั้งก็มีไปเรียนดนตรีเปิดหมวกบน BTS สมัยนั้นมันไม่มีที่ให้เล่น ยูทูบก็ไม่มีให้เราไปโชว์ เราก็เลยเป็นเด็กวัยรุ่นคนหนึ่งที่มีความฝัน แต่เป็นความฝันที่อยู่ห่างไกล ไม่คิดเลยว่าวันหนึ่งเราจะได้มาเป็นนักร้อง

จริง ๆ ตั้งใจว่าจะไปเรียนต่อที่อเมริกาด้านศิลปะบำบัด ซึ่ง 20 ปีที่แล้วในเมืองไทยยังไม่มี เอาแค่ว่าเรียนจิตวิทยาคนก็ ฮะ อะไรนะ เรียนอะไร แต่พอไปจริง เรากลับลงเรียนเทคโนโลยี (หัวเราะ) 

ผมคิดว่ามันเป็นจังหวะชีวิตด้วย การเรียนศิลปะบำบัดที่นู่นเข้มข้นมาก ไม่ว่าสาขาใดก็ตาม ทั้งเรียนเยอะ สอบเยอะ เพื่อให้ได้มาซึ่งใบประกอบวิชาชีพ ต้องเรียนจิตวิทยาครึ่งหนึ่ง ศิลปะครึ่งหนึ่ง ก็เลยตัดสินใจว่าไม่เอาดีกว่า เพราะไม่รู้ว่าเราจะกลับไปทำอะไร 

การไปเรียนปริญญาโทที่อเมริกาส่งผลอะไรกับชีวิตคุณบ้าง

ผมค่อนข้างได้ภาษา ตอน ม.5 ก็มีไปเรียนแลกเปลี่ยนปีหนึ่ง อันนั้นได้ทั้งวัฒนธรรมและภาษา เราไปอยู่กับบ้านเขาเลย ไม่มีคนไทย ไม่มีเพื่อนไม่มีฝูง ตอนนั้นเราได้วิธีคิดกับความเข้าใจชีวิต ได้รู้จักตัวเองอีกแบบหนึ่ง เมื่อก่อนผมจะเป็นคนไม่ค่อยพูด แต่พอไปเรียนกลับมาเรารู้สึกว่า ที่นู่นคนให้โอกาสมากกว่า เราก็เลยได้พูด ได้ทำกิจกรรมมากขึ้น 

ส่วนตอนไปเรียนปริญญาโท มันเป็นการสู้ชีวิต คือเราต้องรับผิดชอบชีวิตตัวเอง ทำงานหาเงิน เรียนไปด้วย ทำหลาย ๆ อย่างที่เราไม่เคยทำตอนอยู่เมืองไทย สมมติรถที่บ้านเสียเราก็จะไปเข้าศูนย์ แต่อยู่ที่อเมริกาทุกอย่างแพง ดังนั้น สิ่งไหนที่เราพอจะเรียนรู้ได้ ก็จะลองทำมันเอง ซ่อมรถเองบ้าง ทำอาหารกินเอง

บางคนอาจมุ่งหน้าไปเรียนอย่างเดียว แต่ผมเหมือนไปเจอสังคม ไปข้ามขีดจำกัดบางอย่างของตัวเอง บางครั้งเราก็ภูมิใจนะ ตอนเราเปลี่ยนหม้อน้ำรถตัวเองได้ ยืนเปลี่ยนกันเองใต้อะพาร์ตเมนต์กับเพื่อน ลุยกันเอง อ่านกูเกิลบ้าง น่าจะทำประมาณบ่ายโมง เสร็จ 2 ทุ่ม (หัวเราะ) น้ำตาจะไหล เป็นสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่ผมคิดว่าเราคงไม่ได้มีโอกาสทำ ถ้าเราอยู่ที่เมืองไทย 

ยากไหม การเป็นอินโทรเวิร์ตพูดน้อย แต่ต้องไปอยู่ในสังคมที่ผู้คนต่างแสดงออกถึงความเป็นตัวเอง

สำหรับผม อินโทรเวิร์ตอยู่เมืองไทยยากกว่าอีก เพราะที่อเมริกาเราแสดงความคิดเห็นได้โดยไม่ต้องถูกตัดสิน เขาอยากให้เราพูด ให้เราคิด โดยที่ไม่ได้บอกว่าถูกหรือผิด และไม่ได้ถูกเพื่อนมองว่าประหลาด เขาชอบให้เกิดความแตกต่าง เพราะมีคนหลากหลายฐานะ เชื้อชาติ ศาสนา ในห้องเรียน ซึ่งแรก ๆ ผมจะไม่กล้า แต่พอรู้ว่าเราพูดได้นี่หว่า หลัง ๆ ก็พูดใหญ่เลย จนครูเริ่มรำคาญ (หัวเราะ) จากเป็นเด็กที่รู้สึกว่าถ้าพูดอะไรเสร่อ ๆ ไปเพื่อนจะโห่ ก็เริ่มกล้ามากขึ้น

นอกจากกล้าพูด คุณได้ความกล้าเรื่องอะไรอีก

ผมมีความกลัวบางอย่างที่เข้าไม่ถึง เป็นข้อจำกัดของเรา แล้ววิธีการแก้ที่ผมอ่าน คือเราต้องเผชิญหน้ามัน เรียนรู้ เมื่อไหร่ที่เราเผชิญหน้าและเข้าใจ ความกลัวนั้นจะเริ่มหายไป 

ความกลัวหนึ่งที่ผมไม่กล้าเลยจริง ๆ คือผมไม่กล้าคุยกับผู้หญิง (หัวเราะ) จำได้ว่าก่อนไปเรียนแลกเปลี่ยน ผมเจอผู้หญิงไม่ได้ สมมติว่าไปแคมป์แล้วนั่งข้าง ๆ กันก็ไม่กล้าพูด ผิดที่ผิดทางไปหมด เวลาไปไหนผมจะเกร็งมาก ชนโต๊ะชนตู้หมดเลยนะ แต่พอกลับมารู้สึกผ่อนคลายลง รู้สึกไม่เป็นไร เราไม่ได้ประหลาด 

วันหนึ่งผมก็เลยตัดสินใจว่า เราต้องเดินเข้าไปคุยกับรุ่นพี่ผู้หญิงคนนี้ให้ได้ ไม่ได้ไปจีบนะ แค่คิดว่าทำไมเราต้องกลัวขนาดนั้น 

ผมออกจากหอสมุด ก็เดินไปหาเขาเลย มันเป็นบทสนทนาที่แปลกประหลาดที่สุดในโลก นั่นคือ “ขอโทษนะครับ ผมมีปัญหากับตัวเอง ผมก็เลยต้องมาคุยกับคุณ” ซึ่งเขาก็ทำหน้างง ๆ แบบบ้าหรือเปล่า (หัวเราะ) คือผมไม่กล้าคุยด้วย แต่พยายามจะก้าวผ่านจุดนี้ของตัวเองให้ได้ เขาก็บอกเห็นมาตั้งหลายเดือนแล้ว (หัวเราะ) 

รู้ไหมว่าทำไมคุณถึงไม่กล้าคุยกับผู้หญิง

เราไม่ค่อยได้ตั้งคำถามหรอกว่าทำไม แต่พอมองย้อนกลับไป ก็จะเห็นว่าหลาย ๆ อย่างที่หล่อหลอมเป็นเราขึ้นมา เกิดจากวัยเด็ก เกิดจากสิ่งแวดล้อมที่เราอยู่ เกิดจากผู้คนและเหตุการณ์ต่าง ๆ ในชีวิต แล้วเราก็มีโอกาสเปลี่ยนทิศทางพฤติกรรมของเราเองได้ ถ้าเข้าใจหรือตั้งคำถามกับมัน

ซึ่งผมมีพี่สาว 3 คน แน่นอนว่าเขาโตไวกว่าผม แล้วในช่วงวัยที่เด็กผู้หญิงมีความชัดเจนทางเพศ เราก็ชอบไปขอเล่นกับเขา แต่ช่วงเวลานั้นเขาแบ่งเพศแล้ว กลายเป็นว่าพอเราเข้าไป เขาก็จะปฏิเสธเราออกมา เราก็จะเสียใจว่าทำไมไปเล่นด้วยไม่ได้ จนมันเป็นความจำโดยไร้เงื่อนไขว่า การไปปฏิสัมพันธ์กับเพศหญิง โดยเฉพาะวัยไล่เลี่ยกันเป็นสิ่งที่ไม่ควร 

วัยเด็ก ปมในใจ และจิตวิทยาเบื้องหลังบทเพลงของ ‘แว่นใหญ่’ ในวัย 41 ที่ครุ่นคิดถึงความตาย
วัยเด็ก ปมในใจ และจิตวิทยาเบื้องหลังบทเพลงของ ‘แว่นใหญ่’ ในวัย 41 ที่ครุ่นคิดถึงความตาย

ตอนนั้นน้องโอฬารเป็นเด็กยังไง

เป็นลูกชายคนเล็กของบ้าน เอาจริง ถ้าไม่เรียนจิตวิทยาก็คงไม่รู้ว่าเรานิสัยยังไง เราอาจจะเอาแต่ใจตัวเองนะ แต่ก็เพราะเราเป็นลูกคนเล็กไง

ผมเป็นคนขี้สงสาร ชอบอุ้มแมวอุ้มหมากลับมาบ้านตั้งแต่เด็ก ๆ (หัวเราะ) กินข้าวก็ทำเป็นกินไม่หมด แล้วเอาไปให้หมาให้แมวกิน ตอนเช้า ๆ ไปโรงเรียนก็จะวุ่นวายอยู่กับสิ่งเหล่านี้นะ แล้วก็ค่อนข้างขี้น้อยใจ

ความสัมพันธ์ในครอบครัวเป็นยังไงบ้าง

โอเค ผมว่าเราได้เรียนรู้บทบาทต่าง ๆ ผ่านพ่อแม่ ได้ทำอะไรหลายอย่าง ไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองขาด มีความสุขดีในวัยเด็ก แต่พอช่วงมัธยมเนี่ย เป็นจุดที่เราเริ่มผุดโผล่เรื่องคาแรกเตอร์มากขึ้น ในความแปลกประหลาดของตัวเอง การตั้งคำถามต่าง ๆ เรามาเรียนรู้ว่าวัยเด็กสำคัญมากกับพฤติกรรมเราในวันนี้ ทำไมเราถึงคิดแบบนี้ ทำไมเราถึงทำแบบนี้

อะไรคือความแปลกประหลาดที่คุณรู้สึก

วิธีคิดเราไม่เหมือนคนอื่น แต่ไม่มีโอกาสได้บอกใครเลย ไม่กล้าไปขัดความรู้สึกเขา แม้จะมีเสียงมากมายในหัวเรา ผมเริ่มพัฒนาตัวเองเป็นอินโทรเวิร์ต ชอบใช้เวลากลางคืนมาก เป็นเวลาที่โลกเป็นของเรา เอนจอยชีวิตเงียบ ๆ มากขึ้น คนที่เป็นเพื่อนสนิทเท่านั้นถึงจะได้รู้ว่าเราคิดอะไร

แล้วความชอบความสนใจเหมือนคนอื่นในตอนนั้นไหม

ก็มีเหมือนบ้าง ไม่เหมือนบ้าง บางคนสนใจกีฬา เราสนใจเรื่องอ่านหนังสือ ดนตรี ศิลปะ แล้วก็เอนจอยกับการเป็นอินโทรเวิร์ตมากขึ้นเรื่อย ๆ คุยกับเพื่อนที่อ่านหนังสือด้วยกัน แลกหนังสือกัน ซึ่งในยุคนั้นไม่มีโซเชียล แค่จะฟังเพลงสักเพลง เรายังต้องรอดูในรายการทีวี ไปยืนรอที่แผงเทปหรือเปิดอ่านในแมกกาซีน เพราะมันเป็นช่องทางเดียวที่เราจะได้ฟังเพลง 

คุณสนใจเรื่องดนตรีตั้งแต่เมื่อไหร่

ตั้งแต่เด็กเลยนะ แต่มาเล่นดนตรีจริง ๆ น่าจะ ป.6 – ม.1 ไปขอกีตาร์พัง ๆ ที่คอมันหักแล้วของคนรู้จัก เอามาต่อ พ่นสีใหม่ ต่อสายใหม่ เสียงมันแย่มาก เป็นกีตาร์ Made in Myanmar เลยนะ ตอนนี้ไม่มีแล้ว

เมื่อก่อนถ้าจะไปซ้อมดนตรีทำวงประกวด ยังต้องหลอกแม่ว่าไปซ้อมกีฬา เพราะกลัวว่าเขาจะกังวล จนประกวดกลับมาแล้วค่อยสารภาพ แม่ก็เลยรู้ตั้งแต่ตอนนั้นว่าเราตั้งใจมาก 

เราเข้าใจนะว่าแม่มองไม่ค่อยเห็นว่าอาชีพนี้จะเป็นยังไงในอนาคต เคยขอไปเรียนสายนี้เลยหรือขอไปเรียนพิเศษก็จะถูกคัดค้าน ผมต้องขวนขวายด้วยตัวเอง

ด้วยความคิดของพ่อแม่บวกกับความเป็นอินโทรเวิร์ตของตัวเอง ใช่เหตุผลที่เลือกเรียนจิตวิทยาไหม

พ่อแม่อยากให้เป็นวิศวะแหละ เพราะเขาทำงานสายนี้มาก็เห็นว่ามั่นคง แต่เราเลือกจิตวิทยาเพราะไปสะดุดอยู่กับความคิดว่าอยากเข้าใจมนุษย์ อยากรู้ว่าทำไมคนนี้เป็นแบบนี้ อยากเข้าใจตัวเอง มันคงเหมือน Superpower ที่คนอื่นเขาไม่มี เรารู้สึกว่ามันเจ๋งมากนะ แต่พอไปเรียนจริง เราก็ไม่ได้เข้าใจขนาดนั้นหรอก

กระบวนการเรียนรู้และทำความเข้าใจเรื่องราวของตัวเองมันยากรึเปล่า

ไม่ มันเป็นธรรมชาตินะ เหมือนเราค้นพบบางอย่าง เช่น ทำไมเราเลือกซื้อบ้านหลังนี้ อ๋อ มันเหมือนกับบ้านที่เราโตมาตอนเด็ก ๆ ถ้าเราพินิจพิเคราะห์มากพอ ลองย้อนกลับไปในวัยเด็ก จะเห็นแพตเทิร์นบางอย่างที่เรายกมันมาใช้ในชีวิตทุกวัน ถ้าอยากจะเปลี่ยน เราต้องรู้ก่อนว่าทำไมถึงเป็นแบบนี้ 

พอค้นเจอพฤติกรรมที่ไม่ชอบในตัวเอง คุณยอมรับได้เหรอ

ยอมรับได้ ถ้าไม่ยอมรับเราเองที่เป็นทุกข์ 

ใครก็ตามในชีวิต ถ้าเขาไม่ต้องการเปลี่ยน ก็ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะไปพูด สำคัญคือเราไม่อยากยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต เรากล้ำกลืนมันไว้ แบกมันไว้ตลอดจนถึงทุกวันนี้ ดังนั้น ถ้าเราอยากจะหลุดพ้น เราต้องยอมรับหรือ Make peace กับมัน ต้องหาจุดลงเอยให้ได้

แล้วเราจะ Make peace กับปมในอดีตได้ยังไง

ในความเป็นจริงไม่ใช่ทุกอย่างที่เราอยากยอมรับอยู่แล้ว แต่บางคนแบกความเจ็บช้ำ ความโกรธ ความเกลียดไว้ เพราะรู้สึกว่าถูกต้อง มันจะต้องถูกเกลียด ถูกโกรธ ฉันถึงเป็นคนแบบนี้ 

ถ้าเราย้อนกลับไปยอมรับว่า สิ่งเหล่านั้นได้เกิดขึ้น แล้วก็ปลดปล่อยมัน ไม่ติดค้าง มันไม่ใช่การให้อภัยคนอื่นนะ จริง ๆ เราปลดปล่อยตัวเราเองด้วย จากเหตุการณ์ เรื่องราว ความรู้สึกเหล่านั้น ไม่ใช่การยอมรับเฉย ๆ แต่คือการยอมรับอย่างเข้าใจในแต่ละเรื่องราว 

คนที่ยังถือไว้ก็รู้นะว่าเจ็บปวด แต่ยิ่งเจ็บปวด ยิ่งต้องเรียนรู้ว่า มันไม่มีประโยชน์อะไรที่จะกอดรัดสิ่งเหล่านั้นไว้อีกต่อไป 

เตรียมคำถามมาว่า คุณก้าวข้ามความแปลกแยกของตัวเองได้ยังไง แต่คุณกลับยอมรับมัน แปลว่าถามแบบนั้นไม่ได้แล้วใช่ไหม

ผมว่าเราไม่ได้ก้าวข้ามความเป็นตัวเองหรอก เราแค่รู้สึกเขินว่ะ แปลกว่ะ ประหลาดว่ะ แต่ว่าในความแปลกประหลาดนั้น เราก็จะบอกตัวเองว่าไม่เป็นไรหรอก เหมือนเรา… (เขาเว้นช่วงคิด) 

เวลาผมทำสิ่งต่าง ๆ มากมายในชีวิต กับคนอื่นร้อยแปดพันเก้า พยายามทุ่มเททำนู่นทำนี่ให้ออกมาอย่างที่มันควรจะเป็น กับคนอื่นเราบอกไม่เป็นไร อย่าคิดมาก แต่กับตัวเองมันไม่ค่อยมีโมเมนต์แบบนั้น 

จนวันหนึ่งไปนั่งย้อนดูรูปตัวเองตอนเด็ก ๆ ผมเห็นว่าไอ้น้องคนนี้มันน่าสงสาร เรายังไม่ได้เห็นใจเขาอย่างที่เราเห็นใจคนอื่นบ้างเลย เด็กคนนี้มันผ่านอะไรมาตั้งเยอะนะ แต่ทุกวันนี้เราก็ยัง So hard ไปเข้มงวดกับมัน ซึ่งในทุกความหวังดี ความเมตตาที่เรามีให้คนอื่น น้อยครั้งมากที่เราจะมีให้ตัวเอง เราลืมไปว่าคนนี้ก็ควรได้รับการปลอบประโลม ในขณะที่คำพูดดี ๆ เราพูดกับทุกคนบนโลก คนรัก ครอบครัว หรือว่าเพื่อนฝูง แม้กระทั่งคนแปลกหน้า 

ความคิดแบบนี้มันทำให้เราไม่ใจร้ายกับตัวเองมากเกินไป หลาย ๆ ครั้งที่เราเจอเหตุการณ์ร้าย ๆ หรือเสียใจ เราแบกทุกอย่างไว้ แต่ไม่เคยมาลูบหัวตัวเองเลยว่า “ไม่เป็นไรนะ สู้นะเว้ย มึงเก่งมาก”

ไอเดียที่ว่า เราควรลูบหัวตัวเอง มันเกิดขึ้นในช่วงไหนของชีวิต

ช่วงไม่นานมานี้ ไม่กี่ปีนี้เอง 

ถ้าเห็นตัวเองในปัจจุบัน เราก็คงไม่ได้รู้สึกว่าน่าเห็นใจอะไร แต่พอเราเห็นว่าเขาก็เคยเป็นเด็กเหมือนกัน เคยร้องไห้ เคยเสียใจ เราถึงนึกออกว่าคนนี้มันก็คือมนุษย์หนึ่งคนนะ

วัยเด็ก ปมในใจ และจิตวิทยาเบื้องหลังบทเพลงของ ‘แว่นใหญ่’ ในวัย 41 ที่ครุ่นคิดถึงความตาย
วัยเด็ก ปมในใจ และจิตวิทยาเบื้องหลังบทเพลงของ ‘แว่นใหญ่’ ในวัย 41 ที่ครุ่นคิดถึงความตาย

จากเด็กที่คิดว่าตัวเองแปลกประหลาด รู้สึกยังไงกับการเติบโตมามีอัลบั้มแรกเป็นของตัวเอง

รู้สึกว่ามาอยู่ตรงนี้ได้ไง (หัวเราะ) 

ต้องขอบคุณเด็กคนนี้ เพราะเขาเป็นคนที่อดทนกับความอะไรก็ได้ 

มองย้อนกลับไปสมัยที่เราเล่นดนตรี เราก็เล่นกับกีตาร์พัง ๆ โดยที่ไม่ได้รู้สึกว่ามีปัญหา ไปเล่นประกวดแล้ววงตกรอบตลอด เราก็ไม่รู้สึกอะไร หรือไปทำเพลงยื่นค่ายไม่มีใครสนใจ เราก็สนุก มันคือความสุข 

พอเวลาผ่านไปจนมาเป็นศิลปิน ผ่านเรื่องราว ผ่านประสบการณ์ต่าง ๆ ถ้า ณ จุดใดจุดหนึ่งในชีวิตก่อนหน้านั้น เราตัดสินใจว่ามันไม่ใช่ความสุข เราคงไม่ได้มาอยู่ตรงนี้ 

มีน้อง ๆ หรือคนทั่วไปที่อยากเขียนเพลงมาถามว่า “พี่ เพลงร้อยล้านวิว ได้เงินเท่าไหร่” ผมก็ไม่เคยรู้นะ (หัวเราะ) แต่ผมว่ามันไม่ใช่เรื่องรู้ไม่รู้ แต่ถ้าคุณอยากจะเขียนเพลง คุณต้องตั้งคำถามว่าทำยังไงถึงจะเขียนเพลงให้ได้ร้อยล้านวิว มากกว่าที่จะถามว่าได้เงินเท่าไหร่ เพราะถ้าเราตั้งคำถามแบบนี้ เราจะไม่เขียนเพลงแบบนี้ออกมาจนได้ ถ้าคุณมองว่าจะทำเงิน มันมีหลายอาชีพมากที่จะทำให้ได้ ในขณะที่ไม่ลำบากเท่านี้ ไม่โดนปฏิเสธแล้วปฏิเสธอีกเท่านี้ 

ผมรู้แค่ว่าแต่ละวันที่เราได้ทำคือความสุข ต้องขอบคุณสิ่งที่เด็กคนนั้นทำ ผมในปัจจุบันอาจจะไม่ได้อดทนหรือเอนจอยเท่าเขา ถ้าผมเจอเขาในวันนี้ ผมจะบอกว่า “เฮ้ย เหนื่อยเปล่าวะ (หัวเราะ)”

เราทุกคนรู้ว่าคุณร้องเพลงได้ เล่นดนตรีได้ แต่คุณมาแต่งเพลงได้ยังไง

จริง ๆ เคยเขียนเพลงสมัยวัยรุ่น แต่มันเป็นเพลงที่แย่ ซึ่งมองกลับไปก็ถูกแล้ว ถ้าทำสิ่งไหนก็ตามแล้วออกมาดีเลย มันไม่น่าใช่นะ คุณต้องเริ่มจากสิ่งที่ห่วยก่อน ต้องเขียนเพลงห่วย ๆ ก่อน ทุกอาชีพ ผมคิดว่านั่นแหละเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี 

ถ้าคุณทำออกมาห่วย คุณก็ต้องมั่นใจเลยว่ามันห่วย! (หัวเราะ) ซึ่งผมก็เป็น แล้วผมก็ยินดีที่ตัวเองไม่ได้หยุดแค่ตรงนั้น 

แต่เพราะความจำเป็นนะ เหมือนเราเรียนรู้ตอนไปอยู่เมืองนอกว่า เมื่อใดที่คุณบอกว่าคุณเปลี่ยนหม้อน้ำรถไม่เป็น แต่คุณต้องเปลี่ยนให้ได้ คุณก็จะเปลี่ยนได้ มาวันที่เราเป็นศิลปิน ตอนแรก ๆ เขียนออกมาก็ยังห่วยอยู่ แต่วันหนึ่งที่คุณบอกว่า คุณจำเป็นต้องเขียนให้ได้ ไม่งั้นคุณก็ต้องเปลี่ยนไปทำอาชีพอื่น เพราะในสถานการณ์ของผมคือ ร้องเพลงก็ไม่ได้ดี หน้าตาก็ไม่ได้ดี หรือเป็นมือกีตาร์ก็อาจจะรอดอยู่นะ (เปรี้ยง!! เสียงฟ้าผ่าดังขึ้นมาเหมือนกลั่นแกล้ง พวกเราพากันหัวเราะครืน) 

ผมรู้สึกว่าไม่มีสิ่งไหนที่พอจะทำได้จริง ๆ การเขียนเพลงดูจะเป็นทางออกให้เราไปต่อในอาชีพนี้ได้ แล้วผมก็ลุย ฝึกเขียน จริง ๆ แอบเรียนรู้จาก พี่บอย โกสิยพงษ์ มาบ้าง ครูพักลักจำ แล้วก็ไปหาอ่านหนังสือเกี่ยวกับการแต่งเพลง เขียนไปเรื่อย ๆ จนมันเริ่มดูดี เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เรากลับเข้ามาในเกม ในฐานะของนักแต่งเพลง จากเมื่อก่อนที่เป็นคนดีดกีตาร์ ยืนอยู่ข้างหลัง

พูดถึงเมื่อก่อน ทำไมแว่นใหญ่ต้องใส่แว่น

การใส่แว่นมันคือความผิดพลาดในชีวิต

สมัยก่อนผมไม่อยากออกกล้อง เพราะผมจะไม่กลับมาเมืองไทย ความตั้งใจของผมคืออยากให้มีภาพน้องสองคนนี้ออกไปให้คนเห็นว่าเขาเก่งนะ ผมไม่ได้อยากทำอะไรเลย ไม่ปรากฏตัว แล้วก็มั่นใจมากว่าตัวเองไม่เก่ง ถ้าเขารู้ชื่อก็คง โห นายโอฬารแม่งห่วยว่ะ แต่เขาไม่รู้ชื่อ เขาก็ด่าไม่ถูกตัว (หัวเราะ) 

จนวันที่น้อง ๆ มาบอกว่า “พี่ ออกมาหน่อยดิ ออกมาด้วยกัน” เผอิญมีแว่นตาสโนว์บอร์ดตั้งอยู่ตรงนั้น เราออกไปก็ได้แต่ขอใส่อันนี้ เลยกลายเป็นภาพจำ ซึ่งเราก็ไม่ได้บอกว่ามันไม่ดี แต่เรียกว่าความคึกคะนองแล้วกัน (หัวเราะ)

แรงบันดาลใจในการแต่งเพลงส่วนมากมาจากไหน

ก็เรื่องราวของตัวเอง เหตุการณ์ที่เรารู้สึก หรือความคิดบางอัน ซึ่งเวลาเขียนเพลงมันก็ไม่ได้จริงทั้งหมด มันมีหลากหลายที่มามากเลย 

บางเพลงก็เป็นแค่คอนเซ็ปต์ไอเดียว่า วันนี้เราอยู่ที่หัวหินนะ ฟังเสียงคลื่นแล้วมันไม่หยุดสักที มันเป็นลูป เราก็รู้สึกว่าความทรงจำของเราก็เหมือนลูป วนไปเวียนมา เลยทำดนตรีให้เป็นลูป ใช้ 4 คอร์ดวน ๆ ทั้งเพลง ตั้งชื่อมันว่า หัวหิน (Loop) 

อย่างเพลง บอกตัวเอง ก็จะเป็นคำพูดของแม่ที่พยายามปลอบเรา ซึ่งธรรมดาแต่มีพลังมากเลย คำว่า “เราต้องบอกตัวเองว่า เราจะต้องอยู่ให้ได้ เราจะต้องใช้ชีวิตที่เหลือต่อไป ถึงแม้รู้ว่าไม่มีวันไหนที่เราไม่คิดถึงเธอเลย” เป็นคำพูดที่รู้สึกว่า โห ในความสิ้นหวังมันก็เป็นความหวัง 

ในหลาย ๆ เพลงก็พยายามพูดถึงความจริงของมนุษย์ คือ ความเจ็บปวด ความทุกข์ แต่ไม่อยากให้รู้สึกว่าทุกข์จังเลย ไปตายกันเถอะ (หัวเราะ) เราอยากให้เห็นว่ามันเป็นความทุกข์ อย่างที่บอก ถ้าเรายอมรับมัน สวมกอดมันไว้ มันจะพาไปสู่จุดที่เราไม่ต้องหลอกตัวเอง 

ถ้าอยู่ในถ้ำก็อยากให้เห็นแสงสว่าง ประมาณนั้น

รู้ไหม มีคนเคยทำคอนเทนต์ที่วิเคราะห์จากงานวิจัยว่า ทำไมคนอกหักถึงชอบฟังเพลงของแว่นใหญ่

ผมเห็นแล้ว แล้วเขาก็สันนิษฐานว่าเพราะผมเรียนจิตวิทยารึเปล่า

ซึ่งเกี่ยวไหม

อาจจะเกี่ยว แต่ผมทำเป็นธรรมชาติมากเลย ถ้ามันใช่ก็อาจจะซึมซับอยู่ในตัวเรา จิตวิทยาที่เรียนมามันคือการมองมนุษย์อย่างเป็นมนุษย์ 

เราเชื่อเสมอว่าทัศนคติที่ดี วิธีการมองที่ดี ต่อให้แย่แค่ไหน มันก็เป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ ผมไม่แน่ใจว่ามันอยู่ในตัวเรา หรือว่าจิตวิทยาสอนเรามา

งั้นคำตอบจริง ๆ คืออะไร คุณคิดว่าทำไมคนอกหักถึงชอบฟังเพลงแว่นใหญ่

ผมไม่แน่ใจเหมือนกัน แต่ผมมองดนตรีเหมือนอาหาร นอกจากจะทำอร่อยแล้ว ผมคิดว่าเขาต้องกินแล้วได้ประโยชน์ ได้สุขภาพที่ดี ถ้าเราคิดแค่เอาเงิน เอาชื่อเสียง ผมรู้สึกว่าผมเอาเปรียบ เราต้องตั้งคำถามว่า เขาจะได้อะไรจากเพลงนี้ โดยที่ไม่ได้ไปยัดเยียดด้วยนะว่าเขาจะต้องเห็นอะไร เชื่ออะไร หรือคิดยังไง 

ผมพยายามจะเป็นเพื่อนหนึ่งคนในยามที่เขาเศร้า แล้วไม่อยากให้มันแย่ไปกว่านั้น แต่มันจริงนะ หมายถึง เราไม่ได้จะมาบอกว่าเรื่องแย่ ๆ ไม่ได้เกิดขึ้น มันเกิดขึ้นจริง แต่สำคัญว่าเราจะทำยังไงต่อ 

(ทำไมคนอกหักชอบฟังเพลงแว่นใหญ่ : โอพึมพัมกับตัวเอง) 

อาจจะเป็นเพราะว่าเราเขียนจากเรื่องจริงด้วยมั้ง คนที่รู้สึกแบบนั้นอยู่ก็จะรู้สึกว่า เนี่ยมันคือความคิดของเรา เพราะว่าผมก็เป็นผู้ประสบภัยเหมือนกับทุกคน บ้านผมก็น้ำท่วม (หัวเราะ) ผมก็หยิบยกความรู้สึกเหล่านั้นมาเล่า น้ำท่วม ยกของไม่ทัน แต่อะไรคือสิ่งดีที่เราจะทำได้ในเหตุการณ์นี้ ไม่อยากแค่บอกว่า “น้ำท่วมโว้ย ๆ (หัวเราะ)”

วัยเด็ก ปมในใจ และจิตวิทยาเบื้องหลังบทเพลงของ ‘แว่นใหญ่’ ในวัย 41 ที่ครุ่นคิดถึงความตาย
วัยเด็ก ปมในใจ และจิตวิทยาเบื้องหลังบทเพลงของ ‘แว่นใหญ่’ ในวัย 41 ที่ครุ่นคิดถึงความตาย

การที่คนฟังเพลงคุณแล้วร้องไห้ ถือเป็นความสำเร็จไหม

โห ถ้างั้นก็ต้องตั้งใจเขียนให้คนร้องไห้ มันอาจจะเป็นเครื่องหมายว่าเพลงนี้มีผลต่อความรู้สึกของเขา แต่บางเพลงคนฟังก็ไม่เก็ตเลยนะ แต่บางคนนี่ ฮือ (ทำเสียงร้องไห้) 

ความสำเร็จน่าจะมาจากการที่เพลงนั้นมีผลกระทบที่ดี กับความคิด ทัศนคติของเขา ถ้าเขากำลังอยู่ในจุดที่แย่ก็เหมือนพยุงเขาไว้ หรือถ้าเขาอยู่ในมุมที่ไม่ได้เห็นอะไรที่ควรจะเห็น เราก็ไปเปิดบางจุดให้เขาเห็น 

เช่น เพลง ลืมไป ผมว่าเป็นเพลงที่มีคนส่งข้อความมาเยอะมากว่า ทำให้เขาเลือกย้ายมาอยู่กับครอบครัว มาดูแลพ่อแม่ หรือกลับจากต่างประเทศมาเพราะเห็นว่าเวลาอาจจะเหลือน้อย คือผมไม่ได้คาดหวังขนาดนั้นด้วยซ้ำ ซึ่งผมดีใจนะที่ได้ทำให้สิ่งดี ๆ เกิดขึ้น ให้แต่ละคนเห็นคุณค่าของเวลาที่มีด้วยกัน

เห็นมีช่วงหนึ่งที่คุณป่วย แล้วคิดว่าถ้าวันนี้จะต้องตาย อยากปล่อยเพลงอะไร ทำไมถึงเลือกเพลงลืมไป

จริง ๆ เพลง ลืมไป ถูกเขียนก่อน แต่บางทีมีหลายเพลง ผมมักจะถามตัวเองว่า “ถ้าเราจะตาย เราจะปล่อยเพลงไหนก่อน” ก็เลยเอาเพลงที่มีสิ่งที่อยากบอกในช่วงเวลานั้น 

ผมคิดว่าในวัยนี้ทุกคนเป็น คือเดี๋ยวค่อยไปนี่กับแม่ เดี๋ยวค่อยพาครอบครัวไปวันนั้นวันนี้ ขอรอให้หมดช่วงยุ่ง ๆ เราทุกคนมองว่า ความสุขหรือความฝัน เป็นสิ่งที่ต้องสร้างและจัดวาง จนวันที่เราป่วย 

ผมป่วยแบบไม่รู้สาเหตุ มีรอบหนึ่งที่หัวใจเต้นช้า อยู่ ๆ หน้ามืดจะเป็นลม แล้วก็ไม่รู้ว่าทำไมเลยไปโรงพยาบาล หมอตรวจตอนแรกก็ไม่รู้ เราหัวใจเต้นแค่ 37 แล้วยังนั่งคุยกับคุณหมอชิลล์ ๆ อยู่เลย หมอบอกนี่คุณตายได้เลยนะ! เราก็ ฮะ ตายได้เลยหรอ หมอช่วยทำอะไรหน่อยสิครับ (หัวเราะ) 

เรารู้สึกว่าชีวิตมันอาจจะหยุดภายในวินาทีนี้เลยก็ได้นะ เหมือนเราถูกกระชากให้กลับสู่โลกแห่งความเป็นจริง เราทุกคนรู้ว่าต้องตาย แต่คุณคงไม่คิดว่าคุณจะตายตอนนี้ วันนี้ จนวันที่เราโดนเขย่า อย่าคิดว่าจะอยู่ไปถึงอายุ 60 – 70 นะ คุณอาจจะอยู่ไม่ถึง แล้วความตั้งใจเดิม ๆ มันเริ่มเปลี่ยนเลย เรียงใหม่เลยว่าทำอะไรได้ทำ ก่อนที่จะไม่ได้ทำ 

สิ่งที่มีค่าที่สุดของเราทุกคนก็คือ ตอนนี้เท่านั้น เพราะคุณไม่มีทางรู้ว่าถ้าไม่ใช่ตอนนี้แล้วจะมีตอนไหนอีก คุณไม่มีทางรู้ 

ผมเลยเขียนเพลง ลืมไป ชื่อเพลงภาษาอังกฤษผมเขียนว่า Blind คือ เราตาบอดตรงที่ไม่เคยเห็นสิ่งที่มีคุณค่าที่สุด ถ้าทำได้ทำเลย เราจะไม่รออีกแล้ว เพราะเราอาจจะไม่ได้โชคดีแบบนี้เสมอไป 

ชีวิตหลังจากล้มป่วยเป็นยังไงบ้าง

ไล่ทำสิ่งที่ตั้งใจ ไปบวช เพราะตอนแรกกะว่ารอให้หมดภาระ มีเงินเก็บ ดูแลทุกอย่างได้ แต่ตอนนั้นก็คือ ไม่ ต้องไปบวชเลย (หัวเราะ) 

อะไรที่ตั้งใจไว้แล้วไม่ได้ทำ ก็เออ ไปทำซะ เพราะอาจจะไม่ใช่แค่เรานะ คนเหล่านั้นก็อาจจะไม่อยู่ให้ทำด้วยแล้วก็ได้ 

ได้อะไรกลับมาจากการบวช 1 เดือน

ได้เรียนรู้ว่าการไปบวชมันก็ไม่ง่ายนะ แล้วเราในยูนิฟอร์มหนึ่งก็คิดแบบหนึ่ง เราในยูนิฟอร์มเดิมก็คิดแบบเดิม ดังนั้น มันเป็นเราในอีกเวอร์ชั่นหนึ่ง 

ชอบไหม

มันก็มีจุดที่ชอบ แต่ผมจะตั้งคำถามว่าแล้วประโยชน์ของเราอยู่ตรงไหน การบวช 1 เดือนมันสั้นเกินกว่าจะเรียนรู้ถึงจุดที่เอามาแชร์ได้ ไปอยู่เมืองนอกเรายังใช้เวลาปรับตัว 3 เดือนเลย 

แต่ชอบ เอนจอยที่สุดคือการไปบิณฑบาต ผมบวชที่ระยอง ในเขาในป่า เช้า ๆ หมอกลง วิวดีมาก แล้วก็ได้เห็นชาวบ้านที่มาใส่บาตร เห็นความศรัทธาของเขา ชีวิตเรามีรายได้ที่น่าจะดีกว่าเขานะ เรายังไม่หาอาหารมาถวายใส่บาตรเลย ในขณะที่ชาวบ้านทำสิ่งนี้ทุกวัน 

แล้วก็มีครั้งหนึ่ง ผมโดนย้ายไปบิณฑบาตสายหนึ่ง จำได้ว่าสายนี้จะมีคนสติไม่สมประกอบ เขาก็ตะโกนโหวกเหวกเนอะ แล้วเขาก็แกว่งไม้ไปมา ยิ่งเห็นผมมาใหม่ก็มาประกบข้างเลย ผมก็เกร็งคอแบบว่า เอาวะ ถ้าโดนก็เกร็งคอไว้รอแล้ว จนเดินไปรับบาตรบ้านหลังสุดท้ายถึงพบความจริงว่า เขาเป็นลูกของโยมที่อยู่บ้านลึกสุด ซึ่งภารกิจของเขาคือการเดินมารับพระทุกวัน และเขาถือไม้เพื่อไล่หมาไม่ให้มากวนพระ

เรารู้สึกว่าเป็นพระ ทำไมความคิดถึงแย่ขนาดนี้ ได้เห็นตัวเองในมุมที่ตัดสินคนอื่น เหมือนเขามาให้ธรรมะ ให้ปัญญาเราแล้วกัน

โอฬาร ชูใจ ศิลปินผู้โอบกอดอดีตตัวเอง แต่งเพลงเหมือนอาหาร และเชื่อว่าความสุขเศร้ารวมกันเป็นชีวิต
โอฬาร ชูใจ ศิลปินผู้โอบกอดอดีตตัวเอง แต่งเพลงเหมือนอาหาร และเชื่อว่าความสุขเศร้ารวมกันเป็นชีวิต

ในวัยเลข 4 นอกจากเรื่องความรัก ความสัมพันธ์ คุณครุ่นคิดถึงอะไรอีกไหม

ผมครุ่นคิดเรื่องความตาย 

พออยู่ตรงนี้มานาน เราว่าทุกอย่างมันเป็นวัฏจักร แม้ในอาชีพของเราเอง ผมยังเห็นการรุ่งเรือง แล้วก็ถดถอย แล้วก็กลับมา มันก็วนไปวนมา จนเราเฉย ๆ กับมัน แต่ไม่ใช่ว่าเราไม่ยินดี

ด้วยความที่ผมไม่ใช่คนที่วิ่งหาชื่อเสียงหรือวิ่งหาแสง นานวันเรายิ่งรู้สึกเหนื่อยล้า ซึ่งทุกวันนี้โลกมันเป็นอย่างนั้น ต้องสร้างคอนเทนต์ ต้องสร้างกระแส เพื่อให้มันหล่อเลี้ยงตัวเรา แต่บางครั้งมันก็ทำลายความเป็นศิลปินหรือตัวตนของศิลปินเหมือนกัน 

เริ่มคิดว่าเราจะทำสิ่งนี้ไปอีกแค่ไหน เราอาจจะยังเล่นอยู่ แต่สุดท้ายคุณก็จะเป็นคนแก่ ๆ หนึ่งคนที่ไม่มีใครจำได้ ไม่ว่าคุณจะอาชีพอะไร ยิ่งใหญ่แค่ไหนก็ตาม มันแค่อีกนานแค่ไหนมากกว่า ซึ่งเรารู้ข้อนี้ดี 

แต่ผมไม่อยากเป็นคนที่พยายาม ๆ ไปเรื่อย ๆ เพื่อที่จะได้อยู่ตรงนั้น เราอยากกำหนดทุกอย่างด้วยตัวเองมากกว่าว่า เราจะทำสิ่งนี้ถึงเมื่อไหร่ ยังไง ตอนไหน มันอยู่กับคำถามแบบนี้มากขึ้น ทุกวันนี้ยังมีความสุขทุกครั้งที่ได้เล่นดนตรี แต่เพราะเป็นวัยนี้ของเราด้วยมั้ง 

ความตายแง่มุมไหนที่คุณครุ่นคิด

คิดว่ามันใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ เราก็พยายามจะรักษาคอนเซ็ปต์เดิมคือ ทำอะไรได้ก็ทำไปก่อน เพราะต่อให้มีแพลนรีไทร์ตอนอายุเท่าไหร่ ก็อาจจะอยู่ไม่ทันได้รีไทร์ก็ได้ 

เวลาผมพูดเรื่องความตาย คนส่วนมากจะไม่ค่อยชอบ ไม่อยากให้พูด ผมเข้าใจนะว่ามันดูหดหู่ แต่เรารู้สึกว่าการวางแผนมันดี เตรียมล่วงหน้า อยู่กับความจริงที่ว่า ถ้าคุณไม่มีชีวิตถึงตรงนั้น แล้วคุณจะทำยังไง 

ซึ่งมันก็ไม่ง่ายนะ เพราะบางทีเราคิดว่า เดี๋ยวแก่แล้วเราต้องแพลนเก็บเงิน แต่ว่า เฮ้ย ถ้าอยู่ ๆ ตายก็จะไม่ได้ใช้เงินเลยนะ อะไรก็เกิดขึ้นได้ในโลกยุคนี้ ไม่มีใครรู้ แต่ผมก็ยังเป็นคนที่คิดอะไรฟุ้ง ๆ เพ้อเจ้อเหมือนเดิม (หัวเราะ)

มีหลายคนพูดว่า รอดชีวิตมาได้เพราะเพลงของแว่นใหญ่ แล้วมีเพลงไหนไหมที่ช่วยให้แว่นใหญ่รอดชีวิต

ไม่มี (หัวเราะ) ไม่รู้สิ ผมนึกไม่ออก

แต่ว่าเอางี้ดีกว่า เป็นเพลงที่ผมกำลังทำร่วมกับโปรเจกต์หนึ่ง คือทำเพลงให้ผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง ซึ่งโรคนี้อาการจะมีแต่ทรุดลง ๆ 

สำหรับผม ถ้ามองความตาย เราอาจจะคิดว่าเรายังอยู่ แต่กับผู้ป่วย เขาอาจจะอยู่กับคำถามว่าพรุ่งนี้เราจะเป็นยังไง อาจจะตื่นมาแย่กว่าเดิม หรืออาจจะไม่ตื่นมาเลยก็ได้ 

ในเพลงผมบอกว่า ถ้าพรุ่งนี้ไม่อยู่ที่นี่แล้ว คงบอกคนที่รักว่าขอบคุณที่ทำให้ชีวิตนี้ไม่ว่างเปล่าอีกต่อไป 

ทำไมในทุก ๆ ความเศร้า คุณกลับมองเห็นความสุขซ่อนอยู่ในนั้นเสมอ

ใช่ แต่ในความสุข ผมก็เห็นความเศร้านะ 

จะพูดยังไงดี คำพูดแบบไหนที่จะเอามาอธิบายความรู้สึกตรงนี้ได้ เหมือนถ้าเราอกหัก แน่นอนว่าเราเสียใจ แต่เราก็ยินดีที่มันเคยเกิดขึ้น แล้วก็เจ๋งตรงที่อย่างน้อยเราได้อกหัก ได้รักใครสักคน 

เออ ทุกเพลงมันเป็นแบบนั้นจริง ๆ เหมือนเพลง เป็นทุกอย่าง ได้อยู่ตรงนี้ก็ดีแค่ไหน คือถึงแม้ไม่ได้เป็นคนสำคัญก็ดีกว่าไม่ได้เป็นอะไรเลย 

ข้อเสียคือผมมักจะมองช่วงเวลาดี ๆ เป็นความเศร้า เวลาที่เราเอนจอยมาก ๆ รู้สึกว่าคงไม่ได้เห็นภาพแบบนี้อีกแล้ว เรารู้ว่ามันจะไม่เกิดขึ้นอีก รู้ว่าเราทำได้แค่นี้จริง ๆ มันจะเกิดขึ้นแค่นี้ตรงนี้เท่านั้น มันน่าเศร้า แต่ก็ยินดีนะ นี่คือชีวิตสำหรับผม 

ทุกอย่างคือความสุขความเศร้าที่รวมกันเป็นก้อนเดียว โดยที่เราทำอะไรมันไม่ได้ ปฏิเสธไม่ได้ ได้แต่ยอมรับว่ามันเป็นอย่างนี้แหละ 

แล้วพอความสุขเศร้าในแต่ละเพลงมารวมกัน อัลบั้มแรกในชีวิตคุณจะออกมาเป็นยังไง

ตอนแรกคิดว่าจะชื่ออัลบั้มอะไร สุดท้ายจบที่ LIFE TIME คือชีวิตและเวลา แล้วมันก็หมายถึงช่วงชีวิตได้ด้วย ในความรู้สึกผม ทุกอย่างเกี่ยวข้องกันหมดเลย 

ทุกเพลงของผมจะวนเวียนอยู่กับสิ่งเหล่านี้ กับความจริงในชีวิต กับเวลาที่มี กับความทุกข์ 

(โอโชว์หน้าปกอัลบั้มที่มีตัวเขา กับเงาสะท้อนด้านหลังในกล่องสี่เหลี่ยม)

ผมว่าแสงเงามันมีผลกับเวลา 

แสงเป็นตัวกำหนดความเปลี่ยนแปลงทุกอย่าง ทุกวินาทีจะเกิดเงาซึ่งเป็นความทรงจำของเรา แต่เราไขว่คว้าเอามาไม่ได้

ที่ร้องว่า เราเดินทางผ่านวันเวลา คือเราเดินทางอยู่จริง ๆ บนจักรวาลนี้ เคลื่อนที่ไปในอวกาศ เราหยุดเวลาไม่ได้ เราเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงเหล่านี้ไม่ได้เลย ข้อเท็จจริงที่เราจะต้องจากกัน โมเมนต์นี้ของเราจะเกิดแค่ตอนนี้เท่านั้น ที่เหลือก็จะเป็นเงาที่ให้เราเก็บไว้ในหัว ซึ่งมันจะไม่กลับมาอีกแล้ว 

เราเป็นมนุษย์ที่มองว่าความสุขความเศร้าต่อกรกับความจริงไม่ได้ เราเป็นผู้ประสบภัยทางเวลาร่วมกัน ต่อให้มันเศร้า แต่ก็ดีใจที่ได้มาอยู่ตรงนี้

ในฐานะที่เป็นเจ้าพ่อเพลงเศร้า ถามหน่อยว่าคุณมีความสุขกับอะไรง่าย ๆ บ้าง

มีของวิเศษคู่บ้านคู่เมืองอย่างหนึ่งก็คือ แมว ทำให้เอนจอย แต่เหมือนเขาน่าสงสารนะ เพราะว่าเราจะมีกระแสแห่งความรู้สึกอะไรไม่รู้อบอวลอยู่ในใจ พอหันไปเจอเขาก็จะ (ทำท่าฟัดแมว) แมวก็ต้องรับความรู้สึกเหล่านี้ไป (หัวเราะ) 

ไม่ว่าโลกนี้จะโหดร้ายแค่ไหน แมวทำให้รู้สึกว่าชีวิตมันไม่ได้แย่เกินไป 

ถ้าพระเจ้าสร้างโลกจริง ก็ขอบคุณมากครับที่สร้างแมว 

โอฬาร ชูใจ ศิลปินผู้โอบกอดอดีตตัวเอง แต่งเพลงเหมือนอาหาร และเชื่อว่าความสุขเศร้ารวมกันเป็นชีวิต

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load