ในแวดวงของงานออกแบบภูมิทัศน์ คงไม่มีใครไม่รู้จัก Piet Oudolf ภูมิสถาปนิกชาวดัตช์มือจัดสวนในโครงการ High Line ที่เปลี่ยนโลกทัศน์การจัดสวนแบบที่มนุษย์เป็นใหญ่ ไปสู่สวนที่เป็นธรรมชาติ 

Naturalistic Garden งานของ Oudolf ไม่ได้มองต้นไม้เป็นเพียงวัตถุเชิงองค์ประกอบศิลป์เพื่อสร้างความงาม เช่น รูปฟอร์มของต้น สีสันของดอก หรือผิวสัมผัสในช่วงเวลาที่ต้นชนิดนั้นสวยงามที่สุด แต่กลับกัน Oudolf มองว่าทุกห้วงจังหวะของชีวิตพืช ตั้งแต่ช่วงออกดอกและแห้งเหี่ยวโรยรานั้น มีความงดงามที่น่าชื่นชม ความงามของภูมิทัศน์จึงมีทั้งหมดของพืชแต่ละชนิดอยู่ในนั้น 

จัดสวน Naturalistic Garden แบบ High Line สไตล์ Piet Oudolf ด้วยดอกไม้ป่าไทย ๆ 15 ชนิด

ความพิเศษของสวนแบบ Oudolf อยู่ตรงการผสมผสานระหว่างต้นไม้หลากหลายชนิดกับระดับ ทั้งดอกหญ้า ดอกไม้ป่า และหญ้าพื้นถิ่นนานาชนิด ที่ครั้งหนึ่งเคยถูกมองว่าเป็นวัชพืช ทักษะการจัดวางต้นไม้ให้อยู่เป็นกลุ่มตามสังคมพืชที่ส่งเสริมกัน ก็ทำให้การดูแลและแทรกแซงจากมนุษย์น้อยลงตาม ความสวยของสวนจึงมีอิสระที่จะเปลี่ยนไปตามฤดูกาลและปรากฏการณ์ของเวลา และความลับที่ทำให้สวนของ Oudolf สวยงามราวบทกวี คือเขาใช้เวลาเกือบ 10 ปี เก็บรวบรวมพืชพรรณทั่วทั้งยุโรป ทั้งจากสวนพฤกษศาสตร์ ป่าเขา พื้นที่รกร้าง รวมทั้งแหล่งเพาะพันธุ์ในแต่ละท้องถิ่น ทดลองปลูกเพื่อจะเข้าใจลักษณะของพืชแต่ละชนิด จัดวางในแบบที่เขาได้เรียนรู้จากนิสัยของพืช ลองผิดเรียนถูก จนค้นพบภาษาและวิธีการร้อยเรียงพืชพรรณ ที่ในวันต่อมากลายเป็นคลังถ้อยคำในบทกวีของเขา 

แนวทางการจัดสวนตามแบบฉบับของ Oudolf จึงกลายเป็นแรงบันดาลใจให้คนในวงการจัดสวน (ที่ไม่ได้จำกัดแต่ในยุโรป) ให้ได้กลับมามองเห็นความงามของพืชพื้นถิ่นที่คนมองข้าม ดอกไม้บ้าน ๆ ที่เคยมีตามชายป่า หญ้าที่ดูรก ๆ และไม่เคยเห็นขายตามตลาดต้นไม้ เพื่อนำมาใช้ในงานสวนตามบริบทพื้นที่นั้น ๆ แทนการนำเข้าต้นไม้ต่างประเทศและพืชพรรณต่างถิ่นที่ต้องการการดูแลจนเกินพอดี

มองกลับมาที่เมืองไทยบ้านเรา เรามักรู้สึกเศร้าลึก ๆ เสมอ เมื่อเห็นผู้รับเหมางานสวนใช้ดอกไม้กระถางพันธุ์ต่างประเทศที่มีอายุสั้นและต้องเปลี่ยนอยู่บ่อย ๆ กับงานสวนสาธารณะที่เราจ่ายภาษี เห็นงานมหกรรมไม้ดอกที่ขนเอาดอกไม้เมืองหนาวมาจัดแสดง แต่ปลูกจริง ๆ ไม่ได้กับอากาศบ้านเรา เห็นทุ่งดอกไม้สีสวยที่พรมด้วยยาไล่แมลงในตอนค่ำเพื่อเปิดให้คนถ่ายรูปในวันรุ่งขึ้น หรือทุ่งหญ้าสีสดที่พ่นด้วยสีสเปรย์กระป๋องสีต่าง ๆ โดดเด้งอยู่กลางทุ่งแดดร้อน ๆ 

เราแอบคิดเอาเองเสมอว่า มันน่าจะดีกว่านี้แน่ ๆ ถ้าพวกเรารู้จักดอกไม้พื้นถิ่นและหญ้าพื้นบ้านให้มากขึ้น เห็นความงามของเขา รู้ประโยชน์ของเขา และนำเขามาปลูกและจัดวางให้เหมาะสมเลอค่า เชื่อเหลือเกินว่าโลกทัศน์และรสนิยมที่เรามีต่อสวน ในฐานะประตูสู่โลกธรรมชาติที่แท้จริงของเราจะเปลี่ยนไป สวนหน้าบ้านหรือตามที่สาธารณะต่าง ๆ ในเมือง จะกลายเป็นชิ้นส่วนเล็ก ๆ ที่สำคัญของการฟื้นคืนธรรมชาติ (Rewilding) ในยุคสมัยของเรา

จัดสวน Naturalistic Garden แบบ High Line สไตล์ Piet Oudolf ด้วยดอกไม้ป่าไทย ๆ 15 ชนิด

คอลัมน์ตอนนี้จึงอยากชวนเพื่อน ๆ มารู้จักพืชพรรณธรรมดา ๆ 15 ชนิด ที่อาจจะหาไม่ได้ตามตลาดต้นไม้ เพราะเมล็ดและต้นพันธุ์เกือบทั้งหมดได้จากการขอแบ่งชาวบ้านมาบ้าง ซื้อมาจากเกษตรกรตามงานเกษตรอินทรีย์บ้าง หรือลักเก็บมาฟรี ๆ จากข้างทางหรือที่รกร้าง เราทดลองปลูกในแปลงเล็ก ๆ หน้าออฟฟิศของเรา ในบ้านของเรามาครบปี และเรียนรู้ว่าปลูกง่าย ดูแลง่าย แถมบ้างต้นยังดึงดูดเพื่อนแมลงตัวจิ๋วมาอยู่ในสวน 

เรามีสุขทุกครั้งที่ได้แบ่งปันเมล็ดพันธุ์นี้ต่อให้คนอื่น ๆ ให้ความรู้สึกว่าพวกเราไม่ต่างจากลม นก หรือผึ้ง คอยช่วยแพร่ขยายพันธุ์ไปตามที่ต่าง ๆ ถ้าพร้อมแล้วมารู้จักพืชทั้ง 15 ชนิดนี้เลย ก่อนเริ่มออกไปด้อม ๆ มอง ๆ หาเก็บเมล็ดเหล่านี้ในพื้นที่รกร้างที่กำลังจะกลายป่ากล้วยที่ปลูกเป็นแถว

พันงูเขียว
Brazilian Tea

จัดสวน Naturalistic Garden แบบ High Line สไตล์ Piet Oudolf ด้วยดอกไม้ป่าไทย ๆ 15 ชนิด

เราเห็นต้นนี้ครั้งแรกในพื้นที่รกร้างขึ้นแทรกอยู่กับไมยราบและต้นหิ่งหาย ชาวบ้านแต่ละที่เรียกชื่อแตกต่างกันออกไปตามบริบทที่พบ บ้างว่า ‘ควยงู’ ซึ่งอาจจะดูทะลึ่งหน่อย แต่ก็ให้ภาพที่ชัดเจนและตรงไปตรงมา ส่วนคนเหนือเรียก ‘หญ้าหนวดเสือ’ สิ่งที่ทำให้พันงูเขียวโดดเด่นเวลาอยู่ในแปลงดอกรวมกับต้นอื่น คือก้านดอกที่เป็นเส้นตั้งบาง ๆ มีดอกสีม่วงอ่อนเป็นกระจุกเล็ก ๆ กระจายรอบก้าน ด้วยเส้นสายที่แปลกตา ดอกน่ารัก และใบเขียวสว่างคล้าย ๆ พวกสะระแหน่ที่ขับเน้นดอกเล็ก ๆ สีม่วงให้โดดเด่น แตรดอกเล็ก ๆ ยังดึงดูดผึ้งจิ๋วและผีเสื้อตัวเล็กให้เข้ามาในสวนของเราได้ดี พันงูเขียวเป็นพืชล้มลุกอายุหลายปีและออกดอกทั้งปี จึงดีมาก ๆ สำหรับการเป็นไม้โครงสร้างในสวนดอกไม้

หงอนไก่ไทย
Wild Cockcomb

จัดสวน Naturalistic Garden แบบ High Line สไตล์ Piet Oudolf ด้วยดอกไม้ป่าไทย ๆ 15 ชนิด

ตามข้างทางหรือทุ่งร้าง เรามักจะพบหงอนไก่ไทยได้ไม่ยาก เพราะเป็นพืชที่ทนแล้งและกระจายเมล็ดมาก หงอนไก่ไทยมีหลากหลายสายพันธุ์ แม้จะไม่ได้เป็นไม้ไทยพันธุ์แท้ แต่ก็เข้ามาอยู่ในวัฒนธรรมไทยนานมาก จึงมีชื่อภาษาถิ่นและถูกใช้ในพิธีกรรมสำคัญ ๆ เช่น คนเหนือจะเรียกดอกหงอนไก่ว่า ‘ดอกด้าย’ คงเพราะมีดอกหลายสีสัน เป็นกระจุกฟู ๆ ดูคล้ายฝั้นฝ้ายที่เอามาทอผ้า ชาวปกาเกอะญอเรียกหงอนไก่สีแดงว่า ‘พอ-กวอ’ และ ‘พอ-บอ’ สำหรับหงอนไก่สีเหลือง ซึ่งจะเห็นดอกหงอนไก่ขึ้นแทรกในไร่หมุนเวียน และถูกใช้ในงานพิธีกรรม ตั้งแต่บูชาจิตวิญญาณในไร่ช่วงเบิกไร่จนถึงพิธีการเก็บเกี่ยว 

ดอกหงอนไก่เป็นพืชล้มลุกอายุสั้น ให้ทรงตั้งสูงและเหมาะเป็นฉากหลัง เวลาหว่านเมล็ดในแปลงควรแทรกอยู่กับกลุ่มต้นไม้ข้ามปีหรือไม้ล้มลุกอายุหลายปี ดอกที่หลากหลายรูปทรงและสีสัน รวมทั้งใบก็มีทั้งใบสีเขียวและใบสีม่วง จะช่วยขับเน้นพุ่มดอกระยะหน้าได้ดี ความสูงของต้นก็มีหลากหลายขนาดตั้งแต่เข่าจนท่วมหัว ดังนั้นการทดลองปลูกและคัดเมล็ดแยกประเภทไว้ จะช่วยทำให้ง่ายต่อการเอาไปใช้ในงานออกแบบ หงอนไก่ยังดึงดูดตัวมวนกระแท้มาในสวน ซึ่งไม่ได้เป็นแมลงมีพิษหรือทำลายต้นไม้อื่น ๆ

สังกรณีแดง
Fire-cracker flower

จัดสวน Naturalistic Garden แบบ High Line สไตล์ Piet Oudolf ด้วยดอกไม้ป่าไทย ๆ 15 ชนิด

สังกรณีแดงเป็นไม้พุ่มเตี้ยอายุหลายปี เหมาะเป็นไม้ระยะหน้า เพราะพุ่มลำต้นช่วยคลุมดินได้ดี หรือจะปลูกแทรกในระยะกลางผสมกับต้นอื่น ๆ ก็ได้ ด้วยว่าออกดอกตลอดทั้งปีและมีก้านชูดอกที่โดดเด่น เหมือนประทัดแตกสมชื่อภาษาอังกฤษ แม้ดอกไม่อลังการใหญ่โต แต่กระจุกดอกสีแดงก็สร้างความแปลกตาตัดกับสีอื่น ๆ ได้ดี หากมีไม้ระยะหลังเป็นสีขาวอย่างต้นตรีชวา 

สังกรณีนอกจากจะมีสีแดงแล้ว เรายังเคยเห็นสีเหลืองและสีส้ม แต่สองสีนี้ก้านชูดอกจะไม่ยาวเหมือนสีแดง ขยายพันธุ์ได้ง่ายจากเมล็ด ยังมีตำนานเกี่ยวกับสังกรณีที่เอาไว้เล่าเป็นเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยได้คือ สังกรณีและตรีชวา เป็นยาสมุนไพรที่ช่วยรักษาพระลักษณ์ที่ถูกหอกปักอก ซึ่งหนุมานต้องเหาะไปหาสมุนไพรทั้งสองต้นนี้ที่เขาสรรพยาเพื่อเอามาปรุงเป็นยารักษาบาดแผล สังกรณีและตรีชวาเป็นสมุนไพรที่ช่วยดับพิษร้อนได้ดี การปลูกทั้งสังกรณีและตรีชวาไว้ในแปลงจึงเป็นเรื่องที่ทั้งสนุกในแง่เรื่องเล่า และประโยชน์ใช้สอยของสมุนไพรไทยที่ทั้งสวยและมีประโยชน์

ตรีชวา
Squirrel’s Tail

จัดสวน Naturalistic Garden แบบ High Line สไตล์ Piet Oudolf ด้วยดอกไม้ป่าไทย ๆ 15 ชนิด

เราเห็นต้นตรีชวาครั้งแรกที่แถว ๆ แม่ทา เพราะเป็นต้นที่ชาวบ้านย่านนั้นปลูกไว้เป็นแนวหน้ารั้วไม้ไผ่ มันทำให้บ้านไม้ที่แม้ว่าจะเก่าขนาดไหนดูสว่างด้วยช่อดอกตั้งสีขาวของมัน และที่สำคัญ ต้นตรีชวายังทนมาก ๆ ซึ่งเหมาะกับการปลูกเป็นรั้วหรือปลูกเป็นกลุ่มในระยะแบกกราวนด์ เพื่อขับเน้นต้นไม้ที่มีทรงหรือดอกสวยในระยะหน้า เส้นตั้งของช่อดอกสีขาวที่ดูราวกับพวงหางกระรอก ก็ทำให้ตัวของตรีชวาเองโดดเด่น ตรีชวาขยายพันธุ์ได้ง่ายด้วยการตัดชำแช่น้ำให้รากงอก ก่อนเอาไปปลูกขยายพันธุ์

ฉัตรพระอินทร์
Klip Dagga

จัดสวน Naturalistic Garden แบบ High Line สไตล์ Piet Oudolf ด้วยดอกไม้ป่าไทย ๆ 15 ชนิด

ในแถบชนบทของภาคเหนือทั้งเชียงใหม่และเชียงราย เรามักจะพบฉัตรพระอินทร์ชูตุ้มช่อโดดเด่นอยู่ในดงบานชื่นหรือดาวกระจาย ความงามของฉัตรพระอินทร์ก็คือตุ้มดอกกลม ๆ สีน้ำตาลและกลีบดอกสีส้มบาง ๆ รอบตุ้มนั้น ต้นหนึ่งประกอบด้วยช่อดอกหลายช่อ ขึ้นสลับเรียงตัวกันเป็นแพตเทิร์นสวยงาม ซึ่งน่าจะถอดออกมาเป็นเลขลำดับของ Fibonacci ได้ 

อยากให้ลองไปสังเกตดู นอกจากโครงสร้างและเส้นสายแนวตั้งที่ฉัตรพระอินทร์สร้างให้กับสวน ตุ้มดอกพระอินทร์ตอนแห้งจนกลายเป็นสีถ่านก็สวยไม่แพ้กัน เป็นความงามของความตายท่ามกลางความมีชีวิต ถึงแม้จะเป็นพืชที่ไม่ได้มีถิ่นกำเนิดอยู่แถบนี้ แต่ฉัตรพระอินทร์ก็ไม่ได้เป็นพืชรุกรานที่เป็นภัยกับสวนเกษตร และที่สำคัญโครงสร้างที่สูงจนกลายเป็นชั้นเรือยยอดในสวนดอกไม้ของฉัตรพระอินทร์ ยังเป็นที่อยู่อาศัยของผู้ล่าในระบบนิเวศจิ๋ว อย่างเช่น ตั๊กแตนตำข้าวหรือแมงมุมปูขาว ที่เกาะอยู่ปลายยอดเพื่อซุ่มจับเหยื่อ

ไฟเดือนห้า
Butterfly Weed

จัดสวน Naturalistic Garden แบบ High Line สไตล์ Piet Oudolf ด้วยดอกไม้ป่าไทย ๆ 15 ชนิด

ตอนเด็ก ๆ เรามักเห็นไฟเดือนห้าขึ้นอยู่ตามสวนตีนบันไดที่ทิศที่แดดส่องถึง หรือขึ้นปะปนกับต้นอื่นในข่วงลานบ้านที่พื้นเป็นทรายหรือลานดินสะอาดที่กวาดเรียบ เราบังเอิญเจอไฟเดือนอีกครั้งตอนไปทำงานที่ตำบาลเวียงสรวย จังหวัดเชียงราย ชาวบ้านปลูกเป็นแนวหลังรั้วไม้ไผ่ เลยขอแบ่งมาปลูกในสวนของเรา ต้นนี้มีถิ่นกำเนิดจากละตินอเมริกา เป็นพวกเดียวกันกับต้น Milkweed ที่ผีเสื้อจักรพรรดิหรือผีเสื้อโมนาร์ช (Monarch butterfly) ใช้ในการวางไข่ เลี้ยงตัวอ่อนจนเข้าดักแด้ 

หากใครพอจะทราบเรื่องราวการเดินทางข้ามทวีปหลายพันกิโลเมตร จากอเมริกาเหนือสู่อเมริกาใต้ของผีเสื้อจักรพรรดิ ก็จะทึ่งกับความสัมพันธ์ของสายใยอันเปราะบางของระบบนิเวศผ่านผีเสื้อและดอกไม้ชนิดนี้ ที่สร้างความเชื่อเรื่องชีวิตหลังความตายในวัฒนธรรมของชาวเม็กซิโก หรือ Movement ใหญ่ของอเมริกาที่ส่งเสริมให้คนอเมริกันช่วยกันปลูกต้นนี้ เพื่อให้ผีเสื้อจักรพรรดิมีแหล่งพักอาศัยระหว่างการเดินทางใหญ่ของชีวิต ต้นไฟเดือนห้าเป็นพืชอายุหลายปี และมีดอกที่น่ารักตลอดทั้งปี หากมองดูใกล้ ๆ จะคล้ายกับเด็กผู้หญิงในชุดกระโปรงสีเพลิงยืนจับมือกันเป็นวงกลม

หญ้างวงช้าง
Indian Heliotrope

จัดสวน Naturalistic Garden แบบ High Line สไตล์ Piet Oudolf ด้วยดอกไม้ป่าไทย ๆ 15 ชนิด

หญ้างวงช้างเป็นพืชล้มลุกอายุสั้น มักจะขึ้นตามที่ชื้นแฉะ งอกบานช่วงฤดูฝน ก่อนจะแห้งเหี่ยวและทิ้งเมล็ดไว้ในดินเพื่องอกอีกครั้งหลังได้น้ำ ความพิเศษของหญ้างวงช้างคือช่อดอกที่มีลักษณะคล้ายงวงช้าง ตรงก้านของช่อดอกจะมีดอกเป็นกลุ่มเล็ก ๆ เรียงไล่ขนาดจากเล็กไปใหญ่ น้ำหวานของหญ้างวงช้างดึงดูดผีเสื้อได้ดีมาก ๆ โดยเฉพาะผีเสื้อหนอนใบรักสีฟ้า และชาวบ้านใช้เป็นสมุนไพรได้หลายขนาน แถมยังเป็นพืชที่ช่วยชี้วัดคุณภาพของดินได้อีกด้วย เพราะถ้าที่ตรงไหนมีหญ้างวงช้างขึ้น แสดงว่าดินมีความอุดมสมบูรณ์ดี การหว่านเมล็ดหญ้างวงช้างไว้ในระยะหน้าของแปลงดอกไม้ตรงที่พอได้น้ำ จะทำให้เราประหลาดใจทุกครั้งที่หญ้างวงช้างบาน

โทงเทง
Ground Cherry

จัดสวน Naturalistic Garden แบบ High Line สไตล์ Piet Oudolf ด้วยดอกไม้ป่าไทย ๆ 15 ชนิด

หากเราจินตนาการถึงการเก็บเบอร์รี่กินในป่าหรือเวลาไปปิกนิกเหมือนในหนังฝรั่ง โทงเทงน่าจะให้อารมณ์เดียวกันนั้นในฉากบรรยากาศแบบไทย ๆ เรามักจะเห็นโทงเทงขึ้นได้ทั่วไปตามที่ต่าง ๆ บนคันนา ริมแม่น้ำ หรือตามที่รกร้างที่มีนกช่วยขยายพันธุ์ 

โทงเทงเป็นพืชล้มลุกตระกูลเดียวกับมะเขือเทศ ลักษณะผลคล้าย ๆ กับเคปกูสเบอร์รี่ที่ปลูกบนดอยทางภาคเหนือ การมีโทงเทงในแปลงสวนจึงทำให้สวนของเรากินได้ และมีประโยชน์ทางโภชนาการและยา การปลูกนั้นง่ายแสนง่าย คือเลือกเอาผลสุกที่สมบูรณ์มาขยี้เพื่อเก็บเมล็ด และหว่านลงปลูกในแปลงแทรก ๆ กับดอกไม้อื่น ๆ ในระยะกลาง เชื่อเลยว่าหากเราปลูกโทงเทงวันนี้ สลัดผักที่เราทำกินเองจานหน้าจะมีโทงเทงอยู่ในนั้น

บานชื่น
Zinnia

จัดสวน Naturalistic Garden แบบ High Line สไตล์ Piet Oudolf ด้วยดอกไม้ป่าไทย ๆ 15 ชนิด

ในโลกนี้มีบานชื่นกว่าหลายร้อยสายพันธุ์ แต่บานชื่นที่เรากำลังพูดถึงคือบานชื่นแบบบ้าน ๆ พบได้ทั่วไปตามสวนทั่วภูมิภาคของไทย คือ มีดอกแบน ๆ และแผ่กว้าง ซึ่งมีทั้งแบบต้นเตี้ยคือสูงราวเข่า และแบบที่สูงขึ้นมาหน่อยประมาณระดับท้อง บานชื่นที่ว่านี้มีหลากหลายสีสัน ทั้งขาว เหลือง แดง ส้ม ชมพู และม่วงอ่อน ๆ การปลูกบานชื่นเป็นกลุ่ม ๆ คละสีให้อารมณ์สวนดอกไม้แบบชาวบ้าน ทำให้บ้านและพื้นที่ไม่ใหญ่มากดูสดใส บานชื่นเป็นไม้ดอกล้มลุก ดังนั้นการปลูกบานชื่นในแบบที่ไม่ต้องปลูกใหม่ทุกปี คือควรปลูกบานชื่นแทรกในกลุ่มไม้โครงสร้างที่มีอายุหลายปี หรือถ้าดอกแห้งโรยเราก็เก็บเมล็ดมาโรยใหม่ตรงจุดที่ต้องการเติมช่องว่างได้ ที่สำคัญคือผีเสื้อและผึ้งชอบดอกนี้มาก ๆ

คัตเตอร์ป่า
Wild Cutter

ชวนเก็บพันธุ์ไม้ป่าและหญ้าไพรรอบตัวมาปลูกเป็นสวน Naturalistic Garden ที่เป็นมิตรกับแมลง และสวยแบบไม่ซ้ำใคร

ต้นคัตเตอร์ป่า คล้าย ๆ ต้นคัตเตอร์ที่เป็นไม้ปลูกตัดดอกขาย เพียงแต่ดอกและต้นมีขนาดเล็กกว่ามาก ๆ เราสันนิษฐานเองว่าน่าจะเป็นต้นเดียวกัน แต่เขาปรับตัวเองให้เข้ากับสภาพของดิน พอไม่ได้อยู่ในแปลงปลูกที่ดูแลอย่างดี ต้นและดอกจึงมีขนาดเล็กมาก ๆ เรามักเห็นต้นนี้ในภาคเหนือที่มีอากาศเย็น เช่น เชียงดาว แม่ออน หรือจอมทอง ชาวบ้านเรียกว่าหญ้าดอกขาว ซึ่งเป็นคนละชนิดกับ หญ้าดอกขาว (Little Ironweed) 

ที่เราชอบคัตเตอร์ป่า เพราะมันดูแลง่ายและให้ความสว่างกับสวน ดอกเล็ก ๆ สีขาวเป็นกระจุกที่กระจายรับแสงแดด ช่วยเพิ่มรายละเอียดให้สวนดูน่ารัก และลดทอนความแข็งของเส้นตั้งในระยะหลัง พร้อมกับเชื่อมประสานจังหวะของต้นไม้ระยะหน้ากับระยะกลางได้ดี ต้นคัตเตอร์ป่าขยายพันธุ์โดยเมล็ด เมล็ดร่วงปลิวลมลงตรงไหน ก็จะขึ้นต้นอ่อนที่นั้น ซึ่งเราขุดมาปลูกเติมในจุดที่เราต้องการได้

บานไม่รู้โรยไทย
Bachelor’s button

ชวนเก็บพันธุ์ไม้ป่าและหญ้าไพรรอบตัวมาปลูกเป็นสวน Naturalistic Garden ที่เป็นมิตรกับแมลง และสวยแบบไม่ซ้ำใคร

บานไม่รู้โรยไทยน่าจะเป็นดอกไม้ต่างถิ่นที่อยู่คู่เมืองไทยมานาน เรามักจะเห็นได้ในงานบุญ งานร้อยมาลัยหรือพานพุ่ม รวมทั้งในกรวยดอกไม้วันไหว้ครู ที่แม่หรือยายจะต้องนำมาเสียบเตรียมไว้ให้เรา คนเหนือเรียกบานไม่รู้โรยไทยว่า ‘ดอกตะล่อม’ คงเพราะรูปทรงกลม ซึ่งฝรั่งจินตนาการว่าเป็นกระดุมของชุดครุย 

บานไม่รู้โรยไทยมีหลายสี ทั้งขาว ม่วงเข้ม ม่วงอ่อน ชมพู และหลัง ๆ มานี้เริ่มเห็นสีแดง บานไม่รู้โรยนี้ปลูกง่ายมากจากเมล็ด ชอบแดดจัดและน้ำไม่ขัง เหมาะกับการเป็นไม้ระยะหน้าแทรกกับไม้อื่น ๆ ที่เห็นใบได้ชัด เพราะดอกของบานไม้รู้โรยไทยจะชูแทรกออกมา ช่วยสร้างรายละเอียดของรูปทรงและสีที่น่าสนใจ บานไม่รู้ไทยจะต่างจากบานไม่รู้โรยฝรั่งอย่างชัดเจน บานไม่รู้โรยฝรั่งดอกเล็กและมีสีขาวอมเหลือง และกิ่ง ต้น ใบ จะเป็นสีม่วงแดง ซึ่งไม่แนะนำให้ปลูกเพราะเป็นพืชต่างถิ่น รุกลามได้เร็ว และส่งผลเสียต่อระบบนิเวศของพืชระดับล่าง หากเกิดรุกลามเข้าไปในพื้นที่ที่เปราะบางทางนิเวศอย่างในป่า

หญ้าน้ำดับไฟ

Lindenbergia philippensis

ชวนเก็บพันธุ์ไม้ป่าและหญ้าไพรรอบตัวมาปลูกเป็นสวน Naturalistic Garden ที่เป็นมิตรกับแมลง และสวยแบบไม่ซ้ำใคร

หญ้าน้ำดับไฟ เป็นหญ้าที่เราชอบมาก ๆ เราเจอต้นแม่ที่เราเก็บเมล็ดมา ขึ้นอยู่บนกองเศษอิฐและดินระหว่างการขุดค้นโบราณคดีคุ้มหลวงกลางเวียงเชียงใหม่ หญ้าน้ำดับไฟเป็นหญ้าอายุหลายปี ให้ดอกสวยสีเหลือง ดึงดูดผึ้งและมิ้มให้มากินน้ำหวานในช่วงดอกบาน ซึ่งถ้าเราเงียบพอที่จะได้ยิน สวนเราจะเป็นสวนที่มีเสียงหึ่ง ๆ ของเพื่อนตัวจิ๋วนับร้อย 

หญ้าน้ำดับไฟมีคุณสมบัติทางยาสมชื่อ คือ ใช้ถอนพิษร้อน และพอกแผลไฟไหม้น้ำร้อนลวกได้ น้ำดับไฟเหมาะกับการเป็นไม้โครงสร้างของสวนที่ปลูกไว้ในระยะกลางหรือระยะหลัง ช่อดอกที่แห้งแล้วตัดมาเคาะเมล็ดเล็ก ๆ มาเก็บไว้ขยายพันธุ์ต่อได้ เพียงแต่เมล็ดของน้ำดับไฟใช้เวลางอกนานมาก ๆ จนเราอาจจะคิดว่าคงไม่ขึ้น แต่พอถึงเวลาที่เหมาะสม เราจะเห็นความงามปรากฏแทรกขึ้นมาในดงดอกหลากสี ที่เราลืมไปแล้วว่าเราปลูกอะไรไว้บ้าง

หญ้าดอกขาว
Little Ironweed

ชวนเก็บพันธุ์ไม้ป่าและหญ้าไพรรอบตัวมาปลูกเป็นสวน Naturalistic Garden ที่เป็นมิตรกับแมลง และสวยแบบไม่ซ้ำใคร

หญ้าดอกขาวพบได้ง่าย ขึ้นได้เกือบทุกที่ตั้งแต่รอยร้าวของพื้นคอนกรีตไปจนสวนผลไม้ คงเพราะมีเมล็ดที่ลอยลมได้ง่าย คล้ายกับพวกต้น Dandelion ที่เด็ก ๆ ชอบเอามาเป่าเล่น หญ้าชนิดนี้มีสรรพคุณทางยา เราเคยเห็นชาวบ้านแถวแม่ทาเอามาสูบแทนบุหรี่ขี้โย (ยาเส้น) หญ้าดอกขาวเป็นพืชล้มลุกอายุหลายปี ให้ดอกสีม่วงเล็ก ๆ ก่อนจะกลายเป็นปุยขนจิ๋วสีขาวเพื่อลอยลมกระจายพันธุ์ อารมณ์ของหญ้าดอกขาวในสวนคล้ายกับคัตเตอร์ป่า เพียงแต่ว่าขนาดและสัดส่วนเล็กกว่ามาก ๆ หากใครชอบเก็บดอกไม้มาทับกระดาษเป็น Herbarium ส่วนตัว ต้นนี้เหมาะสมยิ่งนัก เพราะกิ่งก้านและดอก ที่ทั้งบางและเหนียว ทับง่ายและแห้งง่าย และที่สำคัญคือมีรูปทรงสวยงาม

ดาวกระจายป่า
Wild Cosmos

ชวนเก็บพันธุ์ไม้ป่าและหญ้าไพรรอบตัวมาปลูกเป็นสวน Naturalistic Garden ที่เป็นมิตรกับแมลง และสวยแบบไม่ซ้ำใคร

ดาวกระจายป่า คล้ายดอกดาวกระจายสีส้ม สีเหลือง ที่เราเห็นอยู่ทั่วไป แต่ต่างกันตรงที่ลักษณะดอกที่จะมีช่อเกสรใหญ่และกลีบใบเล็กกว่ามาก และส่วนใหญ่จะมีสีชมพูและแดงอมม่วง ส่วนกิ่งก้านก็จะสูงโปร่งทรงระเกะระกะ ไม่ได้ขึ้นเป็นกิ่งเดี่ยวตั้งตรงอย่างดาวกระจายพันธุ์ฝรั่ง ไม่แน่ใจว่าการมีช่อเกสรที่ใหญ่กว่านั้นจะมีผลกับการดึงดูดผึ้งและผีเสื้อหรือเปล่า แต่ความน่าสนใจของดาวกระจายป่าสำหรับเรา น่าจะอยู่ตรงที่ความสวยที่ไม่สมบูรณ์แบบนี่ละมั้ง เวลาดาวกระจายป่าขึ้นแทรกอยู่กับต้นอื่น ๆ ดอกของดาวกระจายป่าไม่ได้อวดแข่งแย่งซีนดอกอื่น ๆ เพียงแต่บานอยู่เงียบ ๆ ในมุมที่บางทีเราไม่อาจจะเห็น เหี่ยวแห้ง ร่วงโรย เกิดงอกบานขึ้นใหม่ ซึ่งเป็นลักษณะร่วมของความงามที่ดอกไม้ป่าเกือบทุกชนิดมอบให้

เจตมูลเพลิงแดง
Indian leadwort

ชวนเก็บพันธุ์ไม้ป่าและหญ้าไพรรอบตัวมาปลูกเป็นสวน Naturalistic Garden ที่เป็นมิตรกับแมลง และสวยแบบไม่ซ้ำใคร

เจตมูลเพลิงแดงเป็นต้นไม้อีกชนิดที่เรารักมาก ๆ คงเพราะมันเป็นต้นไม้ธรรมดา ๆ ที่เคยเห็นตามชายป่า แต่พอเอามาจัดวางในสวนดี ๆ แล้วสร้างความเชื่อมต่อระหว่างสวนของเรากับป่าหลังป่า เจตมูลเพลิงเป็นพืชอายุหลายปี เหมาะกับการเป็นไม้ระยะหน้า กิ่งก้านเอนอ่อนที่มีกระจุกดอกสีแดงประดับอยู่ทำให้เส้นสานในสวนดูพลิ้วไหว ดอกคล้าย ๆ กับพยับหมอกเพราะเป็นพืชตระกูลเดียวกัน เจตมูลเพลิงแดงจะบานช่วงปลายฤดูหนาว สวนในหน้าหนาวจึงถูกเติมด้วยสีโทนร้อนดูอบอุ่น

Writer & Photographer

ศุภวุฒิ บุญมหาธนากร

สถาปนิกผู้ก่อตั้งใจบ้านสตูดิโอและคุณพ่อลูกหนึ่ง ที่สนใจงานฟื้นฟูธรรมชาติผ่านงานออกแบบ กำลังหัดเขียนสื่อสารเรื่องราวการเรียนรู้จากธรรมชาติ และประสบการณ์ rewilding

Rewilding 101

ออกเดินทางไปสำรวจความสัมพันธ์ระหว่างเรากับโลกธรรมชาติรอบตัวผ่านเรื่องราวของการฟื้นคืนธรรมชาติ ...

เคยสงสัยไหมว่า เวลาเรารู้สึกผ่อนคลายและเป็นตัวของตัวเองในสถานที่ที่เป็นธรรมชาติ ไม่ว่าริมชายหาด ในลำธารใส บนลานดินสะอาดหรือสนามหญ้าโล่งกว้าง เรามักอยากจะถอดรองเท้า ทำใจหลวม ๆ เพื่อเดินเท้าเปล่าไปเรื่อย ๆ แบบไม่ต้องคิดอะไร 

นี่น่าจะเป็นเหตุผลหนึ่งที่เรามักเห็นเพื่อน ๆ เวลาที่ได้หลบไปพักร้อน ชอบเช็กอินเท้าเปล่าเปลือยของตัวเองกับสถานที่ธรรมชาติ เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของวันพักผ่อนที่ได้สัมผัสและเชื่อมโยงกับธรรมชาติ

คอลัมน์นี้เราเลยอยากชวนกันมาสำรวจว่า ทำไมการที่ฝ่าเท้าและร่างกายได้สัมผัสเชื่อมต่อพื้นโลก ที่เรียกว่า ‘Grounding’ หรือ ‘Earthing’ จึงทำให้เรารู้สึกดี ผ่อนคลาย และมีความสุข ทั้งในเชิงสุขภาพและจิตวิญญาณภายใน กับอยากชักชวนกันเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมรอบ ๆ ตัว เพื่อทำให้สถานที่ที่ใช้ชีวิตเป็นสถานที่ที่ทำให้เราเชื่อมโยงกับโลก และช่วยให้เรารู้สึกผ่อนคลายโดยไม่ต้องหนีไปไกลถึงทะเลหรือเดินไปยอดสุดภูเขา

ลองเดินเท้าเปล่าบนดิน เพื่อรับวิตามิน G และประจุลบที่ช่วยให้หลับสบายคลายเครียด

ในแง่หนึ่ง ร่างกายของเราอาจจะคล้าย ๆ บ้าน บ้านที่ดีและปลอดภัยต้องมีระบบสายดิน (Grounding System) เพื่อป้องกันกระแสไฟฟ้าที่อาจรั่วจากเครื่องใช้ไฟฟ้าไม่ให้ไหลผ่านตัวเรา แต่ไหลผ่านลงดิน เพื่อทำให้ประจุไฟฟ้านั้นเป็นกลาง พื้นดินจึงเป็นเหมือนแบตเตอรี่ก้อนใหญ่ ทำให้ประจุไฟฟ้าในระบบต่าง ๆ เกิดความสมดุล รวมทั้งประจุไฟฟ้าในร่างกายของเราด้วย 

การที่ร่างกายของเราได้แลกเปลี่ยนหรือนำเข้าประจุไฟฟ้าที่เป็นลบ ซึ่งมีอยู่อย่างไม่จำกัดบนพื้นผิวโลกหรือในธรรมชาติ อย่างเช่นทะเล น้ำตก ในป่า ก็มีส่วนช่วยทำให้ประจุไฟฟ้าในร่างกายกลับมามีสภาพเป็นกลาง และมีความคลื่นความถี่เดียวกับธรรมชาติ ซึ่งเป็นห้วงเวลาที่เราจะรู้สึกสงบและไร้ความกังวลใด ๆ 

แต่ในวิถีชีวิตสมัยใหม่ที่เวลาส่วนใหญ่ของวันอยู่แต่ภายในอาคาร แวดล้อมไปด้วยเครื่องใช้ไฟฟ้า และแหล่งปล่อยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าหลากยี่ห้อที่คอยเพิ่มประจุบวกให้กับร่างกาย โดยที่เราไม่ได้ถ่ายเทประจุบวกเหล่านั้นออกไป หรือรับประจุลบจากธรรมชาติเข้ามา จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เราอ่อนล้า เครียด และรู้สึกสับสนโดยไม่ทราบสาเหตุ

การแพทย์สมัยใหม่เริ่มค้นพบว่า สภาพแวดล้อมธรรมชาติเป็นยาชนิดหนึ่ง (Environmental Medicine) ซึ่งช่วยรักษาโรคที่ไม่ได้มีสาเหตุมาจากการติดเชื้อ และเรียกการเดินเท้าเปล่าเพื่อให้ฝ่าเท้าสัมผัสพื้นดินเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 30 นาทีด้วยชื่อเล่นว่า การรับ Vitamin G ซึ่ง ‘G’ นั้นย่อมาจาก Grounding เพราะจากการทดลองกับกลุ่มตัวอย่าง พบว่าผลการทดลองให้ผลบวกในการฟื้นฟูร่างกายอย่างมีนัยยะสำคัญ เช่น ทำให้หลับสบาย ความเครียดลดลง ลดอาการเจ็บปวดเรื้อรัง และการทำงานของระบบประสาทสั่งการอัตโนมัติดีขึ้น รวมทั้งยังช่วยกระตุ้นการหลั่งฮอร์โมนเซโรโทนิน (Serotonin) ซึ่งเป็นฮอร์โมนแห่งความสุขอีกด้วย

ลองเดินเท้าเปล่าบนดิน เพื่อรับวิตามิน G และประจุลบที่ช่วยให้หลับสบายคลายเครียด

สมัยเด็ก ๆ เรามักถูกสอนว่าอย่าเดินเท้าเปล่า เพราะเชื้อโรคจะเข้าเท้าและทำให้ไม่สบาย หรือสัตว์มีพิษอาจจะกัด หรือเศษแก้วจะบาดเท้า การเดินเท้าเปล่าในสมัยนั้นจึงเป็นเรื่องต้องห้าม ซึ่งในบางแง่มุมก็เป็นจริงตามนั้น แต่โลกทัศน์และคำตอบที่มีแบบเดียวและตัดตัวแปรอื่น ๆ ไป ก็ทำให้เราเสียโอกาสในการสัมผัสดินไปอย่างน่าเสียดาย ในยุคที่รองเท้ากลายเป็นสัญลักษณ์ของความมีอารยะ และพัฒนาจนกลายเป็นสินค้าที่บอกความชื่นชอบและไลฟ์สไตล์ ทำให้เราเดินได้สะดวกขึ้น สบาย และมั่นใจขึ้น การเดินเท้าเปล่าในที่สาธารณะจึงอาจถูกมองว่าเป็นเรื่องไม่ปกติ ยิ่งถ้าเป็นการเดินเท้าเปล่าในวิถีชีวิตจริง ๆ ที่ไม่ใช่กิจกรรมการบำบัดในสถานที่เฉพาะ คนเดินเท้าเปล่าคนนั้นก็อาจถูกเข้าใจผิด คิดว่าเป็นฮิปปี้หรือไม่ก็นักแสวงบุญ

สภาพแวดล้อมในการอยู่อาศัยหรือพื้นที่ไว้ใช้เหยียบย่าง ไม่ว่าจะถนน ทางเดินทั้งภายในและภายนอกอาคาร จึงออกแบบแบบเหมารวมจากฐานคิดการใช้งานแบบล้อและพื้นยางพาราแทนฝ่าเท้าที่มีความรู้สึก การกลับมาเดินเท้าเปล่าของเราในบางโอกาส เพื่อให้ร่างกายได้ Grounding และได้รับการฟื้นฟูจากยาของโลกนั้น จึงต้องอาศัยความเข้าใจของเรา รวมทั้งสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตรและปลอดภัยกับการเดินด้วยเท้าที่เปล่าเปลือย

ลองเดินเท้าเปล่าบนดิน เพื่อรับวิตามิน G และประจุลบที่ช่วยให้หลับสบายคลายเครียด

องค์ประกอบเล็ก ๆ น้อย ๆ ในบ้านที่ชวนให้เรา Grounding

บ้านเรือนของผู้คนในอดีตโดยเฉพาะในเขตร้อน มักออกแบบให้มีลานดินรอบ ๆ บ้านเสมอ ลานที่เอาไว้ตากผลผลิตและทำกิจกรรมอเนกประสงค์ ลานที่ทำให้อากาศเย็นไหลผ่าน ให้บ้านได้หายใจไปพร้อมกับโลก และลานนี้บางครั้งก็จะไหลเลื้อยเข้าไปในพื้นที่สีเทา ๆ ของเงาจากชายคา เพื่อเชื่อมโยงความรู้สึกภายในอาคารกับสภาพแวดล้อมภายนอก บ้านในลักษณะนี้จึงมักมีบรรยากาศชวนให้เราอยากถอดรองเท้าเวลาเดินรอบบ้าน เพราะรู้สึกว่าพื้นที่รอบบ้านนั้นเป็นส่วนหนึ่งที่เชื่อมต่อออกมาจากภายใน ยิ่งถ้าลานดินหรือลานทรายนั้นถูกกวาดให้สะอาดเนี้ยบ เราก็แทบอยากจะนั่งลงไปบนพื้นได้เลยโดยไม่ต้องกลัวเปื้อน

ครั้งหนึ่งผมมีโอกาสไปเยี่ยมหมู่บ้านพื้นถิ่นบนเกาะสมุย ลานรอบบ้านไม้ยกใต้ถุนเป็นทรายละเอียดขาว ได้เห็นยายนั่งบนก้อมไม้เล็ก ๆ กลางลาน เก็บหินหรือกรวดก้อนใหญ่ ๆ ลงถังสังกะสี เพื่อให้ลานแดดที่มีเงาทางมะพร้าวที่ปลิวไหวเดินสบายเท้า ลานทรายรอบบ้านจึงกลายเป็นพื้นที่ที่รื่นรมย์ พาผู้คนออกมาใช้ชีวิตนอกบ้าน 

ลองเดินเท้าเปล่าบนดิน เพื่อรับวิตามิน G และประจุลบที่ช่วยให้หลับสบายคลายเครียด

บ้านเรือนในหลายภูมิภาคที่ผมได้มีโอกาสไปเห็นก็มีโลกทัศน์ในลักษณะคล้าย ๆ กัน บ้านพื้นถิ่นของชาวอินเดียตั้งแต่ติ่งปลายสุดของแหลมกัลยากุมารี (Kanyakumari) ในมหาสมุทรอินเดียไปจรดเชิงเขาหิมาลัย ลานดินในบ้านมักฉาบไล้ด้วยขี้วัว เพื่อให้เมือกในกระเพาะวัวเคลือบพื้นคอร์ตกลางบ้านให้สะอาดและไม่มีฝุ่นติดเท้า และทุกเช้าผู้หญิงในบ้านจะเอาแป้งข้าวมาวาดลานดินหน้าประตูบ้าน ให้เป็นลวดลายเรขาคณิตที่ดูซับซ้อนแต่ทว่าเรียบง่ายสวยงาม เรียกว่า รังโกลี (Rangoli) หรือ โกลัม (Kolam) เพื่อเชื้อเชิญสิ่งดีงามเข้ามาในบ้าน และแป้งข้าวเหล่านี้ก็จะกลายเป็นอาหารให้มด แมลง หรือกระรอก ที่อยู่บริเวณนั้น 

พิธีกรรมในชีวิตเหล่านี้ไม่ต่างจากชาวบาหลี ที่เก็บดอกไม้หลากสีใส่ถาดใบตองมาวางไว้ตรงทางเข้าคอร์ตกลางบ้าน เพื่อทำให้พื้นที่ภายในลานบ้านที่ต้องเดินเท้าเปล่าสะอาดและศักดิ์สิทธิ์ สิ่งเหล่านี้ยังมีให้เห็นในหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่โลกทัศน์ของคนยังเป็นไม่ได้ถูกตัดขาดจากธรรมชาติและสิ่งสูงสุด ความละเอียดประณีตแบบนี้ที่ทำให้คนเชื่อมโยงกับธรรมชาติ ผ่านวัตรปฏิบัติอันเรียบง่ายโดยไม่ต้องมีราคาค่างวดใด ๆ และไม่ใช่กิจกรรมพิเศษที่แยกขาดจากทุกวันของชีวิต

ลองเดินเท้าเปล่าบนดิน เพื่อรับวิตามิน G และประจุลบที่ช่วยให้หลับสบายคลายเครียด

ผู้คนในสมัยก่อนมักถอดรองเท้าเสมอ เวลาเข้าไปในสถานที่ที่ตนเองรู้สึกว่าศักดิ์สิทธิ์ สถานที่ที่ทำให้จิตใจสงบรำงับ หรือถูกยกระดับให้สูงขึ้นเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่ใหญ่กว่าตัวเอง ในแง่ของการรับรู้ทางจิตใจ การได้เดินถอดรองเท้าทำให้เราเดินช้าลง มีสติกลับมาอยู่กับตัวเองมากขึ้น และสัมผัสสิ่งต่าง ๆ ได้ละเอียดมากขึ้น สิ่งมีชีวิตน้อยใหญ่ในพื้นที่ปกติเราไม่เคยสังเกตเห็น ความรู้สึกร้อนเย็น พื้นผิวของสิ่งที่เราเหยียบย่ำและสัมผัสนั้นล้วนแตกต่างกัน ไม่เหมือนกับเวลาใส่รองเท้าที่มีวัสดุสังเคราะห์คั่นกลางระหว่างเรากับโลก ทุกสัมผัสของก้าวย่างนั้นให้รู้สึกแทบไม่ต่างกัน รองเท้าทำให้เราเดินและวิ่งได้เร็วด้วยความมั่นใจ โดยแทบไม่รู้สึกว่าการมุ่งไปข้างหน้าของเรามีอะไรโอบอุ้มชีวิตอยู่ 

ลองเดินเท้าเปล่าบนดิน เพื่อรับวิตามิน G และประจุลบที่ช่วยให้หลับสบายคลายเครียด

การได้กลับมาเดินเท้าเปล่าบนผืนโลกที่เราอยู่บ้าง ทำให้เกิดความรู้สึกว่าโลกธรรมชาติรอบตัวนั้นเป็นที่ที่สิ่งศักดิ์สิทธิ์และมีชีวิต และหากโลกรอบ ๆ ตัวเราไม่สวยงามอลังการ เช่น โบสถ์เก่าแก่หรือวิหารอันศักดิ์สิทธิ์ ก็เป็นหน้าที่ของเราที่จะช่วยกันเปลี่ยนแปลงพื้นที่เหล่านั้นให้งดงาม สะอาด และสวยงามขึ้น เพื่อให้เราได้รู้สึกกลับมาเชื่อมโยงกับโลกตรงนั้น โลกที่มีความรู้สึกและปัญญารับรู้ไม่ต่างจากเรา

น่าจะดีไม่น้อยเลยนะ ถ้าเราจะค่อย ๆ ปรับสภาพแวดล้อมรอบบ้านของเรา ที่ทำงาน หรือรวมทั้งเมืองของเรา ให้เอื้อกับการเดินเท้าเปล่าเพื่อต่อสายดินกับผืนโลก เราอาจจะเว้นที่ว่างรอบบ้านให้เป็นลานดินที่ไม่ต้องปูทับด้วยคอนกรีตทั้งหมด มีแปลงดอกไม้หรือพืชผักเพื่อให้มือของเราได้จับดินผ่านการทำสวน มีลานทรายลานดินให้ลูก ๆ ได้เล่น เพื่อให้เขาเติบโตมาแบบไม่คิดว่าดินเป็นสิ่งสกปรกและน่ารังเกียจ มีสนามหญ้านุ่ม ๆ เอาไว้ให้ครอบครัวได้ออกมานอนปูเสื่อนออกบ้าน เพื่อเพิ่มเวลาคุณภาพในการอยู่ด้วยกัน แทนเวลาที่เราใช้กับหน้าจอที่แผ่คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เราอาจจะมีก๊อกน้ำหรือโอ่งน้ำเล็ก ๆ ใกล้ทางเข้าบ้านเพื่อล้างเท้าและมือให้สะอาดก่อนเข้าบ้าน 

ในเชิงการออกแบบสถาปัตยกรรม พื้นที่ระหว่างภายในและภายนอกบ้านนั้นสำคัญมาก ถ้าบ้านของเรามีพื้นที่แบบนี้ ไม่ว่าจะเป็นระเบียง คอร์ตกลางบ้าน หรือชานแดด คุณภาพของที่ว่างในพื้นที่แบบนี้ จะเอื้อให้เราได้หยุดและช้าลง เพื่อที่เราจะค่อย ๆ พาตัวเองให้เชื่อมโยงกับพื้นที่ภายนอก มากกว่าการอยู่แต่ภายในบ้านโดยไม่เชื่อมโยงกับสิ่งใด

ครั้งสุดท้ายที่เราได้เดินเท้าเปล่าเปลือยบนพื้นดิน นองกลิ้งบนพื้นหญ้า หนุนรากไม้มองดูท้องฟ้าปล่อยความคิดไปเรื่อยเปื่อยแบบไม่ต้องมีแผนการ นี่มันเมื่อไหร่กันนะ

ลองเดินเท้าเปล่าบนดิน เพื่อรับวิตามิน G และประจุลบที่ช่วยให้หลับสบายคลายเครียด

Writer & Photographer

ศุภวุฒิ บุญมหาธนากร

สถาปนิกผู้ก่อตั้งใจบ้านสตูดิโอและคุณพ่อลูกหนึ่ง ที่สนใจงานฟื้นฟูธรรมชาติผ่านงานออกแบบ กำลังหัดเขียนสื่อสารเรื่องราวการเรียนรู้จากธรรมชาติ และประสบการณ์ rewilding

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load