อาจกล่าวได้ว่าชีวิตของ หม่อมราชวงศ์นริศรา จักรพงษ์ โดดเด่นเป็นพิเศษด้วยชาติกำเนิดและอาชีพที่เลือกทำ

พูดอย่างภาษาสามัญ คุณหญิงเป็นเหลน รัชกาลที่ 5 เป็นหลานปู่ของ สมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ เจ้าฟ้าอัจฉริยะทางการทหาร ผู้ทรงทำคุณประโยชน์แก่ประเทศจนถึงวันสิ้นพระชนม์ชีพ เป็นธิดาของ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ นักประพันธ์ผู้ทรงนิพนธ์หนังสือไว้กว่า 33 เล่ม หลายเล่มเป็นบทบันทึกประวัติศาสตร์ชาติไทยที่ทรงพยายามนิพนธ์ด้วยใจเป็นกลาง และเล่าความจริงด้วยสำนวนอ่านง่ายชวนติดตามอย่างยิ่ง

คุณหญิงสูญเสียพ่อเมื่ออายุ 7 ขวบ อีก 8 ปีถัดมาก็เสียแม่ไปอีกคน ด้วยความเป็นเด็กจึงยังไม่ทันได้ถามไถ่อะไรเกี่ยวกับประวัติครอบครัวมากนัก

อย่างไรก็ตาม หลายปีต่อมาคุณหญิงมีโอกาสได้รู้จักบุพการีอย่างใกล้ชิดจากหนังสือ ‘เกิดวังปารุสก์’ หญิงสาวสายเลือดไทย-อังกฤษ-รัสเซีย จึงได้ทำความรู้จักสมาชิกครอบครัวที่ไม่เคยพบหน้าค่าตา อีกทั้งหนังสือเล่มนี้ยังเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ชาติในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อหลายครั้ง เขียนโดยพระองค์จุลฯ ‘คนวงใน’ ตัวจริงเสียงจริง

ม.ร.ว.นริศรา จักรพงษ์ ผู้เก็บและแกะประวัติศาสตร์จากหนังสือ กับงานเปิดตำหนักให้คนชม

“เป็นเด็กกำพร้า ทั้งพ่อและแม่ ไม่เคยรู้จักทูลกระหม่อมปู่ หม่อมย่าก็เจอแค่ครั้งเดียว ฝ่ายแม่ ตาก็แทบจะไม่รู้จัก ยายก็ตายก่อนเราเกิด จึงขาดญาติจริง ๆ

“การศึกษาประวัติครอบครัวจึงอาจมีความหมายกับดิฉันมากกว่ากับคนอื่นที่อยู่ในครอบครัวที่มีความสุข มีพ่อแม่ปู่ย่าตายาย เราไม่มีอะไรเลย พี่น้องก็ไม่มี” หม่อมราชวงศ์นริศรากล่าว

ความรักแผ่นดินเกิดของพระองค์จุลฯ ที่สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนในหนังสือหลายเล่มที่ทรงนิพนธ์ รวมถึงความรักหนังสือและการขีดเขียน ได้ถูกถ่ายทอดมาสู่พระธิดาองค์เดียวอย่างเต็มเปี่ยม เพราะในกาลต่อมา พระธิดาองค์นั้นยึดอาชีพคนทำหนังสือ จัดพิมพ์หนังสือเล่มสำคัญ ๆ ที่บันทึกประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรมของไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในนามสำนักพิมพ์ริมแม่น้ำชื่อ River Books สถานที่ที่คุณหญิงต้อนรับ The Cloud เพื่อเล่าเรื่องราวส่วนตัวของครอบครัว และแรงบันดาลใจที่จุดไฟให้ยังคงมุ่งมั่นทำหนังสือตลอดระยะเวลาเกือบ 40 ปีที่ผ่านมา

ม.ร.ว.นริศรา จักรพงษ์ ผู้เก็บและแกะประวัติศาสตร์จากหนังสือ กับงานเปิดตำหนักให้คนชม

เด็กโดดเดี่ยวที่เพิ่งรู้จักพ่อแม่ผ่านตัวหนังสือ

ชีวิตที่ต้องไป ๆ มา ๆ ระหว่างไทยและอังกฤษเริ่มตั้งแต่คุณหญิงยังอายุไม่กี่ขวบ และยังดำเนินมาจนปัจจุบันในวัยย่าง 65 ปี

เด็กหญิงตัวน้อยในวันนั้นกลายเป็นคุณย่าที่พาหลาน ๆ เสาะหาของอร่อยกิน นั่งดู The Lord of the Rings ด้วยกัน เดินทางท่องเที่ยวและใช้เวลาด้วยกัน แตกต่างโดยสิ้นเชิงกับชีวิตวัยเด็กของคุณหญิง

“ตอนอยู่ Cornwall เป็นชีวิตแบบเด็กบ้านนอก ชอบวิ่งเล่นในสวน เป็นชีวิตง่าย ๆ จำได้ว่าไม่ค่อยได้เจอท่านพ่อเท่าไร มีความสุขไหม ไม่น่าจะมีเท่าไร” คุณหญิงหัวเราะแล้วเล่าต่อ “ตอนนั้นเขาเลี้ยงอีกแบบ สมัยนี้บูชาลูกกว่าทุกอย่าง แต่สมัยนั้นคือลูกมีพี่เลี้ยงอยู่ข้างบน อยู่ในห้องของตนเอง บางทีพ่อหรือแม่จะขึ้นมาอ่านนิทานให้ฟังแป๊บหนึ่งก่อนที่เราจะนอน แต่ที่จะทานข้าวด้วยกัน ซื้อของด้วยกัน ไม่มีเลย เป็นชีวิตที่ค่อนข้างโดดเดี่ยว”

“ครั้งสุดท้ายที่กลับมาเมืองไทยก่อนที่พ่อสิ้น น่าจะอายุประมาณ 4 – 5 ขวบ พยายามคิดย้อนหลังว่ากลับมากี่ครั้ง น่าจะกลับมาสัก 2 ครั้ง ที่นี่เงียบมาก พ่อแม่สนุกสนาน เจอเพื่อน เราก็อยู่ที่บ้านจักรพงษ์นี่แหละค่ะ ไม่ค่อยได้ออกไปไหน เล่นกับลูกของพนักงาน เป็นเพื่อนกัน เล่นในสวน

“แล้วก็จำได้ว่าไปหัวหิน ไม่นานมานี้ค้นรูปภาพเก่า เจอภาพตอนไปเที่ยวหัวหิน เป็นเวลาที่มีความสุขมาก ชอบเล่นทะเล ชอบนั่งชายทะเล พ่อแม่ก็จะอยู่กับเรามากกว่าตอนอยู่กรุงเทพฯ เพราะว่าไป Holiday จริง ๆ ก็เล่นกับลูกของพนักงานที่นี่ เหมือนขนครอบครัวไปเลย ทุกคนจะขนของลงไปเยอะมาก เพราะบ้านที่นั่นไม่ได้มีของอำนวยความสะดวกมากเท่าไร นั่งรถบรรทุกยกโขยงกันไป ไปทีก็ 3 – 4 สัปดาห์ สมัยนี้ไปมากันง่ายมาก แต่สมัยนั้นจะเดินทางทีเป็นเรื่องใหญ่เลย ดิฉันนั่งรถยนต์ไป ก็ผ่านรถบรรทุก รถสิบล้อที่พนักงานและลูก ๆ นั่งกันอยู่ โบกมือให้กัน สนุกมาก” คุณหญิงยิ้ม

คุณหญิงมีความทรงจำอะไรร่วมกับพระองค์จุลฯ บ้าง

“ท่านพ่อเป็นคนตรงเวลามาก ทุกคนในบ้านก็จะเกร็ง ๆ นาน ๆ ทีจะออกไปกินข้าวกลางวันด้วยกัน ทุกคนก็จะลงมานั่งรอ อีก 10 นาทีเที่ยง ทุกคนมารอแล้ว

“ท่านพ่อจะเล่านิทานเกี่ยวกับเมืองไทยให้ฟัง ชอบฟัง เล่าเรื่องที่ดึงมาจาก รามเกียรติ์ หรือนิยายไทย ท่านจะเล่าถึงเมืองไทยว่าน่าอยู่ ท่านเล่านิทานสนุก แต่ก็ขาดช่วงไป เล่าไม่พอ คือท่านเล่าค้างไว้ เช่นท่านขึ้นมาเล่า 10 นาที แล้วเดี๋ยวแขกจะมา ท่านก็จะลงไป เป็นชีวิตที่คนรุ่นนี้จะไม่ค่อยเข้าใจ

“พ่อเคยรับสั่งว่า อยากรู้สึกว่าพอลูกโตสัก 7 ขวบขึ้นไปก็อยากจะสนิทสนม แต่น่าเสียดายที่ไม่เกิดขึ้น ก็เศร้านิดหน่อย ตอนที่ท่านไม่สบายก็มีเขียนไปหาหมอว่า รู้สึกว่าตอนนี้ลูกก็รักฉัน เสียใจที่จะต้องจากลูกไป ก็เป็นสิ่งที่น่าเสียใจ เป็นบทเรียนสำหรับทุกคน ว่าอะไรที่ทำได้วันนี้ อย่าผลัดไปข้างหน้า” คุณหญิงให้ข้อคิด

แต่เป็นที่ชัดเจนว่า พระองค์จุลฯ ทรงทุ่มเทแรงกายแรงใจเขียนหนังสือ นอกจากเพื่อบันทึกประวัติศาสตร์ชาติแล้ว ยังทรงทำเพื่อพระธิดาองค์เดียว ดังส่วนหนึ่งของคำอุทิศในหนังสือ ‘เจ้าชีวิต’ (พิมพ์ครั้งแรกเป็นภาษาอังกฤษ เมื่อ พ.ศ. 2503) ที่กล่าวว่า

“…ถึงลูกสาวที่รักยิ่ง ยังจะต้องเป็นเวลานาน กว่าลูกจะอ่านหนังสือเล่มนี้ได้ และที่จะเข้าใจได้อย่างแจ่มแจ้ง ก็จะต้องนานไปกว่านั้นอีก พ่อหวังว่า เมื่อลูกสามารถจะอ่านและเข้าใจข้อความในหนังสือเรื่องนี้ได้ ลูกจะรู้สึกอิ่มเอิบภูมิใจจริง ๆ และโดยสมควรยิ่งที่ได้มีกำเนิดมาเป็นเชื้อพระวงศ์ในพระบรมราชจักรีวงศ์…”

ม.ร.ว.นริศรา จักรพงษ์ ผู้เก็บและแกะประวัติศาสตร์จากหนังสือ กับงานเปิดตำหนักให้คนชม

คุณหญิงเล่าต่อว่า “ตอนพ่ออยู่ก็ไม่ค่อยได้คุยกับท่านพ่อ เพราะยังเด็กมาก พอพ่อสิ้นแล้วก็จะได้นั่งกินข้าวกับหม่อมแม่ (หม่อมเอลิสะเบธ จักรพงษ์ ณ อยุธยา) ตลอดเวลา เลยกลายเป็นสนิทกันมาก เราสองคนต่อสู้มาด้วยกัน ไปเที่ยวด้วยกัน ทำทุกอย่างด้วยกัน พอแม่ตายแล้วก็ไม่มีใครเล่าว่าเรื่องราวเป็นยังไง

“สิ่งเดียวที่มีก็คืออ่าน ‘เกิดวังปารุสก์’ ตอนนั้นอายุ 20 กว่า กลับอยู่เมืองไทย พออ่านแล้วก็ติดใจ ชอบวิธีเขียนของพ่อ พ่อเขียนหนังสืออ่านง่าย เป็นทางหนึ่งที่ทำให้ได้รู้ว่าพ่อเป็นคนอย่างไร

“สำหรับดิฉัน การอ่านหนังสือเล่มนี้จึงเป็นทั้งการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ และเป็น Therapy ด้วย…”

หนังสือประวัติศาสตร์ที่เล่าแบบตรงไปตรงมา แต่สนุกจนวางไม่ลง

ปฏิเสธไม่ได้ว่า จุดเด่นประการหนึ่งทำให้หลายคนอ่าน ‘เกิดวังปารุสก์’ แบบชนิดวางไม่ลง คือเรื่องราวของเจ้าฟ้าหนุ่มที่เกิดไปหลงรักสาวสามัญชนขณะทรงศึกษาวิชาทหารอยู่ที่นั่น จนทำให้รัชกาลที่ 5 กริ้วหนักหนา

“เรื่องของทูลกระหม่อมปู่น่าสนใจมาก เป็นคนไทยที่ไปรัสเซีย หนีไปแต่งงาน แหม! ก็อดตื่นเต้นไม่ได้ ใช่ไหม เวลาศึกษาประวัติ หากจะคิดว่านี่คือปู่และย่า ก็ประหลาดน่ะ ดิฉันคิดว่าตัวเองเป็นคนธรรมดามาก แต่มีปู่ที่สูงส่ง หนีไปแต่งงานกับหม่อมย่า มันเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นสำหรับใครก็ตาม นั่นเป็นสิ่งหนึ่งที่ดึงดูด” คุณหญิงเล่าถึงสีสันหนึ่งของประวัติราชสกุลจักรพงษ์

นอกจากเรื่องราวความรักที่คนอ่านติดตามช่วยลุ้นกันตัวโก่งแล้ว กลวิธีประพันธ์ ‘เกิดวังปารุสก์’ และเล่มอื่น ๆ ของพระองค์จุลฯ ยังโดดเด่นมาก เพราะทรงนิพนธ์อย่างตรงไปตรงมา จึงปรากฏเนื้อความเช่น

ม.ร.ว.นริศรา จักรพงษ์ ผู้เก็บและแกะประวัติศาสตร์จากหนังสือ กับงานเปิดตำหนักให้คนชม
ม.ร.ว.นริศรา จักรพงษ์ ผู้เก็บและแกะประวัติศาสตร์จากหนังสือ กับงานเปิดตำหนักให้คนชม

“…เนื่องด้วยการหย่าร้างต่อกันระหว่างพ่อกับแม่ของข้าพเจ้านั้น ปรากฏว่า มีคนเอาใจใส่ถึงมิใช่น้อย แต่มักจะเข้าใจผิด ไม่ทราบเรื่องราวละเอียด จับต้นชนปลายไม่ถูก ฉะนั้นข้าพเจ้าจึงเห็นว่า ควรจะบรรยายให้ทราบโดยสังเขปให้ถูกต้องเป็นการยุติธรรมแก่ทั้งพ่อและแม่…”

หรือแม้แต่เรื่องที่เจ้าคุณชาวไทยออกปากสั่งสอนพระองค์จุลฯ ท่านก็บันทึกไว้เพื่อให้เห็นกิจกรรมที่นิยมกันในสมัยนั้น โดยมิได้รู้สึกว่าเป็นเรื่องที่ทำให้เสียเกียรติ

“…ครั้งหนึ่งไปเที่ยวกันนอกลอนดอน หยุดรถยนต์ กินอาหารปิกนิก ข้าพเจ้ารีรออยู่ครู่หนึ่ง ยังไม่ถนัดและไม่ทราบว่าจะต้องช่วยเหลือในทางใด ท่านก็ว่า ‘ในโอกาสนี้ กระหม่อมต้องทูลสั่งสอน ฝ่าพระบาทต้องทรงช่วยเหลือมากกว่านี้ ต้องช่วยปูผ้าสักหลาด ช่วยขนหีบอาหารมาจากรถ ที่เมืองนอกนี้ เขาไม่มีเจ้ามีไพร่กันหรอก การมาปิกนิกอย่างนี้ ทุก ๆ คนต้องช่วยกัน ไม่มีมหาดเล็กตามเสด็จอย่างที่เมืองไทย…”

นอกจากนั้นยังมีเกร็ดต่าง ๆ ที่มีแต่พระองค์จุลฯ เท่านั้นที่จะทรงทราบในฐานะ ‘คนวงใน’

เกร็ดเหล่านั้นก็เช่น ลายพระราชหัตถ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ทรงส่งมาถึงพระองค์จุลฯ เกี่ยวกับข่าวลือที่ว่าจะมีเชื้อพระวงศ์ชั้นสูงถูกฆ่าในงานฉลองพระนคร 150 ปี หรือแม้แต่ลายพระราชหัตถ์ที่สะท้อนความหนักพระทัยหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475

“ประวัติศาสตร์สังคมก็น่าสนใจอยู่แล้ว แต่ถ้าเป็นคนที่อยู่ในเหตุการณ์ เห็นด้วยตาของตนเอง หรือเขียนจดหมายถึงรัชกาลที่ 6 รัชกาลที่ 7 เอง แล้วได้รับจดหมายตอบกลับมา มันเป็นข้อมูลที่มีค่ามาก ตอนรัชกาลที่ 7 เป็นกษัตริย์ ยังเป็นสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ก็อยู่ในการตัดสินพระทัยของท่าน ท่านเป็นคนสำคัญที่สุดแล้ว ดังนั้นท่านรู้สึกอย่างไรในสถานการณ์นั้น ๆ จึงเป็นเรื่องน่าสนใจ” คุณหญิงระบุ

อีกเกร็ดหนึ่งคือเรื่องที่ ‘ทูลหม่อมอาแดง’ (สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก) ทรงมักถกกับพระองค์จุลฯ ว่าเจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ ทรงถูกลอบปลงพระชนม์หรือไม่ ซึ่งพระองค์จุลฯ ได้ทรงนิพนธ์อย่างนักประวัติศาสตร์ คือบันทึกข้อเท็จจริง และได้ให้ความเห็นของท่านอย่างตรงไปตรงมา

“นี่เป็นข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ ก็น่าสนใจว่าคนที่อยู่ในตำแหน่งสำคัญ อาจจะถูกวางยาหรือเปล่า สำหรับพ่อ เหตุการณ์นี้ก็ทำลายชีวิตเขา เพราะทำให้เขาเป็นเด็กกำพร้า แม่ก็ไม่อยู่แล้ว ก็เสียดายตรงนี้ ว่าไม่ทันได้แลกเปลี่ยนกับพ่อ ว่าตอนนั้นพ่อรู้สึกอย่างไร อยากจะได้ถามด้วยตนเอง

“ท่านพ่อจะพูดความจริง บางสิ่งบางอย่างที่คนอื่นอาจจะไม่กล้าพูด เช่น ทำไมมีคนชอบพูดว่าน่าจะเป็นกษัตริย์ ทำไมไม่เป็น ทำไมเป็นไม่ได้ มีคนเคยสัมภาษณ์ดิฉันว่า ทำไมเอาแง่ไม่ดีของครอบครัวมาพูด ดิฉันตอบว่า เพราะมันเป็นความจริง เราต้องพยายามพูดความจริง ถ้าปิดไปเรื่อย ๆ ในที่สุดความจริงก็จะหายไปหมด” หม่อมราชวงศ์นริศราอธิบายถึงคุณค่าของหนังสือชุด ‘เกิดวังปารุสก์’ ที่หนังสือรวมเล่ม 1 และ 2 ได้รับความนิยมมากถึงขั้นพิมพ์ครั้งที่ 18 แล้ว

จากเด็กที่รู้จักพ่อแม่ผ่านตัวหนังสือ ถึงคนพิมพ์หนังสือเพื่อบันทึกประวัติศาสตร์ชาติ

แรงบันดาลใจสู่การทำสำนักพิมพ์ River Books

เมื่อถามถึงแนวทางการเลือกทำหนังสือแต่ละเล่มของสำนักพิมพ์ หม่อมราชวงศ์นริศราตอบว่า

“สิ่งหนึ่งที่เราคำนึงถึงตลอดเวลาคือ เราอยากทำเรื่องที่คนอื่นอาจจะมองข้าม หรือเรื่องที่ถ้าไม่บันทึกไว้ อาจจะสูญเสียไป เช่น ภาพโบราณ อาคารโบราณ บางทีคนมองว่าเมืองไทยมีอาหาร ทะเล และผู้หญิงสวย เราในฐานะที่เป็นผู้หญิงและเป็นคนไทยคนหนึ่ง ก็ไม่ชอบ เรามีอะไรเยอะกว่านั้นอีกมากมาย”

บนหน้าปกหนังสือของ River Books จึงปรากฏเรื่องราวของคนทุกชนชั้นและหลากหลายสาขาอาชีพ ตั้งแต่เรื่องของช่างภาพฝรั่งที่เข้ามาบันทึกภาพเมืองไทยตั้งแต่ พ.ศ. 2408 ประวัติศาสตร์การทหารจากประสบการณ์ของพลตรีชาวไทยที่เป็นหน่วยสืบราชการลับ เสี่ยงชีวิตบุกเข้าไปในดงศัตรูช่วงสงครามมหาเอเชียบูรพา ‘เกิดวังปารุสก์’ เล่มสาม สมัยยุทธภัย ที่พระองค์จุลฯ เล่าเหตุการณ์ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 สตรีทอาร์ตในกรุงเทพฯ นวนิยายสุดสะเทือนใจของนักเขียนซีไรต์ วีรพร นิติประภา ไปจนถึงประสบการณ์ท่องล้านนาบนหลังช้างของวิศวกรผู้บุกเบิกพัฒนาเส้นทางรถไฟในพม่า พ.ศ. 2427

แม้กระทั่งป๊อปคัลเจอร์อย่างการ์ตูนเล่มละบาทก็มี

หนังสือ ‘การ์ตูนไทย ศิลปะและประวัติศาสตร์’ (พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2564) บันทึกพัฒนาการอย่างละเอียดของการ์ตูนไทยตั้งแต่ พ.ศ. 2443 ทำให้รู้ว่าการ์ตูนไทยสมัยก่อนนิยมเล่าเรื่องอะไร เนื้อหาของ ‘การ์ตูนเล่มละบาท’ ล่อแหลมอย่างไร ไปจนถึงนักเขียนการ์ตูนไทยยุคสงครามเย็นต่อต้านคอมมิวนิสต์ในลายเส้นของตนเองอย่างไร

“คนถามว่าทำหนังสือเกี่ยวกับหนังสือการ์ตูนเล่มละบาททำไม มันไม่มีค่า แต่จริง ๆ แล้วมันเป็นสิ่งแสดงให้เห็นว่า ในยุคนั้นคนไทยสนใจเรื่องอะไร อะไรที่สูงส่งมันก็เป็นของคนกลุ่มหนึ่ง แต่มันไม่ได้แสดงถึงความสุข สนุกสนาน หรือความลำบากของคนกลุ่มใหญ่ ยังมีอย่างอื่นมากมายที่แสดงให้เห็นชีวิตประจำวันของคนเรา

“เราไม่ได้บอกว่าไม่ต้องทำหนังสือวัดวัง เพราะเราก็ทำ แต่ก็อยากให้คนมองสิ่งที่อยู่รอบตัวด้วย มันทำให้ชีวิตน่าสนใจกว่า แทนที่จะมองแต่สิ่งที่ถูกกำหนดให้มองว่าสวยงาม ถ้าเราสนใจหลายอย่าง จะทำให้ชีวิตเราสดชื่นขึ้น” หม่อมราชวงศ์นริศรายิ้ม

จากเด็กที่รู้จักพ่อแม่ผ่านตัวหนังสือ ถึงคนพิมพ์หนังสือเพื่อบันทึกประวัติศาสตร์ชาติ

งาน ‘วันจุลจักรพงษ์’ ประจำปี 2565 จะจัดขึ้นในวันที่ 11 – 13 มีนาคม พ.ศ. 2565 ต้อนรับผู้สนใจเข้าชมตำหนัก ฟังเรื่องราวที่ทั้งสนุกน่าติดตามและทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ผ่านข้าวของต่าง ๆ และร่วมพูดคุยกับทายาท

เปิดให้เข้าชมภายในตำหนักวันละ 6 รอบ รอบละ 30 ท่าน (สำรองบัตรล่วงหน้า มีจำนวนจำกัด)

*ค่าบัตรเข้าชมภายในตำหนักราคา 1,500 บาท ต่อท่าน รับหนังสือ เกิดวังปารุสก์ เล่ม 3 หรือเล่มอื่น ๆ พร้อมอาหารกลางวัน (ก๋วยเตี๋ยวไก่หรือข้าวซอยไก่) มีรอบดังนี้

1) 11.30 – 12.00 น. (ภาษาไทย)

2) 12.30 – 13.00 น. (ภาษาอังกฤษ)

3) 14.30 – 15.00 น. (ภาษาไทย)

4) 15.30 – 16.00 น. (ภาษาไทย)

5) 16.30 – 17.00 น. (ภาษาไทย)

*ค่าบัตรเข้าชมภายในตำหนักราคา 2,500 บาทต่อท่าน รับหนังสือ เกิดวังปารุสก์ เล่ม 3 หรือเล่มอื่น ๆ พร้อมอาหารค่ำ (ยำส้มโอ / ต้มยำกุ้ง / ปลาราดพริก / ผัดผักเบญจรงค์) มีรอบดังนี้

6) 17.30 – 18.00 น. (ภาษาไทย)

สำรองบัตรเข้าชมตำหนักและสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม Line ID : @chakrabongsevillas https://bit.ly/2Ig1PJy โทรศัพท์ 0 2222 1290 และ 08 6987 0493

Writer

Avatar

กรณิศ รัตนามหัทธนะ

นักเรียนเศรษฐศาสตร์ที่เปลี่ยนแนวไปเรียนทำอาหารอย่างจริงจัง เป็น introvert ที่ชอบงานสัมภาษณ์ รักหนังสือ ซื้อไวกว่าอ่าน เลือกเรียนปริญญาโทในสาขาที่รู้ว่าไม่มีงานรองรับคือมานุษยวิทยาอาหาร มีความสุขกับการละเลียดอ่านหนังสือและเรียนรู้สิ่งใหม่ผ่านภาพถ่ายเก่าและประวัติศาสตร์สังคม

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Cloud of Thoughts

บทสัมภาษณ์ขนาดยาวว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความคิดอันมีพลัง

1 กุมภาพันธ์ 2566
4 K

“รางวัลกินรีทอง มหาชน ครั้งที่ 8 สาขาอนุรักษ์การแสดงศิลปะพื้นบ้าน ได้แก่…”

ในฮอล์ที่กระหึ่มไปด้วยเสียงเฮฮา จู่ ๆ ก็เงียบดุจดั่งป่าช้า เสมือนรอคอยแสงอาทิตย์สาดส่องให้พื้นที่นี้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง จนกระทั่งทราบว่า รางวัลนี้ตกเป็นของ คลังพลอย ไวยพัฒน์ จากหมอลำเสียงวิหค พ่อยกแม่ยกหมอลำชาวที่ราบสูงหลาย ๆ ท่านคงต้องทำหน้าฉงนสงสัย ว่าเด็กสาวที่ได้รับรางวัลนี้คือใครกันหนอ

แต่พอได้ทราบว่านั่นคือชื่อเสียงเรียงนามที่แท้จริงของ ยูกิ เพ็ญผกา จากใบหน้าที่ฉงนสงสัยก็แปรเปลี่ยนเป็นร้องอ๋อกันทันใด

ยูกิ เพ็ญผกา หมอลำลูกครึ่งญี่ปุ่น-อีสาน กับบทบาทนางเอกคณะที่เริ่มต้นในวัย 13 ปี

ก่อนเริ่มพูดคุยกัน ภาพของสาวชาวอำเภอคอนสวรรค์ จังหวัดชัยภูมิ นางเอกหมอลำในวัยเพียง 15 ปี ได้ปรากฏขึ้นมายังจอคอมพิวเตอร์ ภาพลักษณ์ของสาวน้อยแลดูอ่อนน้อม เหนียมอาย ไร้เดียงสา ช่างแตกต่างจากตอนเธอสวมหัวโขนเป็นนางเอกหมอลำที่พกความมั่นใจและพลังเกินร้อยอย่างสิ้นเชิง

ตอนนี้เรากำลังพูดคุยกับ ‘ยูกิ คลังพลอย’ ไม่ใช่ ‘ยูกิ เพ็ญผกา’ ที่เราและหลาย ๆ ท่านคุ้นเคย

ออกจะเป็นเรื่องแปลกที่นักแสดงหมอลำมีชื่อเล่นเหมือนการ์ตูนอนิเมะ ทั้งที่ปากยังเว้าภาษาอีสานแจ๋ว ๆ ยูกิย้ำว่านี่คือชื่อที่มารดาตั้งให้ เนื่องจากเลือดครึ่งหนึ่งในกายเธอสืบมาจากแดนอาทิตย์อุทัย

“ชื่อ ยูกิ เป็นชื่อตั้งแต่เกิด คุณแม่เป็นคนตั้งให้ค่ะ หนูเป็นลูกครึ่งญี่ปุ่น คุณแม่เป็นคนอีสาน คุณพ่อเป็นคนญี่ปุ่น” เธอตอบคำถามที่หลายคนคาใจ

“ยูกิ (雪) แปลว่า หิมะ ค่ะ” เด็กสาวกล่าวเสริมเผื่อคนที่ไม่มีความรู้ด้านภาษาข้างพ่อเธอ

13 เมษายน พ.ศ. 2550 คือวันที่เด็กหญิงคลังพลอยหรือยูกิลืมตาดูโลก เธอเติบโตมาภายใต้การเลี้ยงดูของคุณแม่และพ่อเลี้ยงแสนดี ห้อมล้อมด้วยกลิ่นอายของวัฒนธรรมลุ่มแม่น้ำโขง ยูกิค้นพบว่าเสียงเพลงคือของขวัญจากฟากฟ้าที่ประทานความสุขสำราญให้กับเธอมาแต่เล็กแต่น้อย เธอจึงหลงใหลในเสียงเพลงและดนตรีนานาชนิด ทั้งเพลงสมัยใหม่และสมัยเก่า

“หนูชอบร้องเพลงมากค่ะ ร้องมาตั้งแต่ 3 ขวบได้ เพลงที่ร้องตอนนั้นก็เป็นเพลงลูกทุ่ง ยังไม่ใช่เพลงหมอลำ เพลงแรกที่ร้องคือเพลง นักร้องบ้านนอก ค่ะ” สาวลูกครึ่งเผยงานอดิเรกของตนด้วยยิ้มพิมพ์ใจ 

ยูกิ เพ็ญผกา หมอลำลูกครึ่งญี่ปุ่น-อีสาน กับบทบาทนางเอกคณะที่เริ่มต้นในวัย 13 ปี

“นอกจากเพลงลูกทุ่งแล้ว หนูชอบฟังพวกเพลงสตริง เพลงแร็ป เพลง K-POP ด้วย พี่ลิซ่า BLACKPINK หนูก็ชอบ ชอบมาก ๆ ค่ะ”

อย่างไรก็ดี ความชอบทั้งหมดทั้งมวลนี้ยังเป็นรองดนตรีหมอลำ

พจนานุกรมภาษาถิ่นไทยอีสานแจงรากศัพท์ของหมอลำออกเป็น 2 คำ ได้แก่ ‘หมอ’ ที่หมายถึงผู้มีความชำนาญ กับ ‘ลำ’ ที่แปลว่าการบรรยายเรื่องราวต่าง ๆ ด้วยทำนองอันไพเราะ ‘หมอลำ’ จึงเป็นคำประสมที่แปลเป็นภาษาไทยกลางได้ว่า ผู้ชำนาญด้านการขับทำนองเล่าเรื่อง

เพลงหมอลำเป็นประเพณีการละเล่นที่แพร่หลายไปทั้ง 2 ฝั่งโขง จะประเทศลาวหรือภาคอีสานของไทย งานวัดงานบุญของ 2 แผ่นดินนี้ไม่เคยขาดเสียงแคนและคำร้องที่มีต้นแบบมาจากเพลงลูกทุ่ง ความแพร่หลายของหมอลำนำไปสู่การพัฒนาต่อยอดเป็นหมอลำสารพัดชนิด

“หมอลำจะมีหลายประเภทค่ะ เช่น หมอลำซิ่ง หมอลำกลอน หมอลำหมู่ ฯลฯ แตกต่างกันออกไปในบางสาขาอาชีพ แต่ที่หนูลำอยู่ทุกมื้อนี้เป็นหมอลำหมู่ ลำเรื่องต่อกลอนทำนองขอนแก่นค่ะ”

นี่คือหมอลำชนิดที่กำเนิดใหม่เมื่อหลายสิบปีก่อน เป็นรูปแบบหมอลำที่เติบโตมาจากการผสมผสานระหว่างหมอลำพื้นกับลิเกของภาคกลาง เห็นได้จากชุดผู้แสดงที่รับมาจากลิเกเต็ม ๆ กับการร้องแบบหมอลำพื้น ร้องรำกันเป็นหมู่คณะ แต่ละคนสวมบทบาทเป็นตัวละครแนวจักร ๆ วงศ์ ๆ เช่น พระราชา เจ้าหญิง ฤๅษี เทวดา ผีสาง เรื่องที่ใช้ลำโดยมากอ้างอิงจากนิทานชาดกท้องถิ่นของภาคอีสาน ใจความของเรื่องที่ใช้แสดงคือการมุ่งสอนให้รู้จักบาปบุญคุณโทษ

แต่หมอลำหมู่ในยุคนี้ได้ปรับปรุงรูปแบบการแสดงให้ถูกจริตคนยุคใหม่ การแสดงของยูกิจึงมีมากกว่าหมอลำตามแบบฉบับดั้งเดิมที่ทุกคนคุ้นเคย

ยูกิ เพ็ญผกา หมอลำลูกครึ่งญี่ปุ่น-อีสาน กับบทบาทนางเอกคณะที่เริ่มต้นในวัย 13 ปี

“จะมีช่วงคอนเสิร์ต ก็ร้องเพลงตลาดทั่วไป เพลงอินดี้ เพลงหมอลำ ร้องสลับกันไป พอตกดึกก็ลำเรื่องต่อกลอน เป็นคล้าย ๆ ลิเก แต่ว่าเป็นภาษาอีสาน คนละทำนองกัน แล้วก็มีแสดงละครเข้าถึงบทบาทกันบ้าง” เธอเริ่มใช้ภาษาบ้านเกิดเมื่อบรรยากาศการพูดคุยอบอวลไปด้วยความสนุกสนาน

เมื่อพิจารณาอายุของยูกิ อาจคิดว่าเส้นทางหมอลำของเธอเพิ่งเริ่มต้นขึ้น แต่ถ้าย้อนกลับไปจริง ๆ แล้ว บนถนนเส้นนี้ได้เริ่มต้นมาตั้งแต่เธอยังเป็นวัยรุ่นฟันน้ำนม เรียนอยู่ชั้น ป.2 โน่นแล้ว

“ตอนเด็ก ๆ คุณพ่อคุณแม่พาเบิ่งหมอลำ ส่วนใหญ่ดูหมอลำซิ่ง ตอนนั้นหนูดูในคลิปอยู่เลยค่ะ ยังไม่ได้ไปดูหน้างาน พอโตขึ้นก็มีโอกาสได้ไปหน้างาน เห็นพี่เขาแต่งตัวสวย มีคนดูเยอะ อยากแต่งตัว อยากเป็นแบบพี่เขาบ้าง” แววตาเป็นประกายถูกส่งทอดจากหน้าจอคอมพิวเตอร์สี่เหลี่ยมเล็ก ๆ ทำให้เหมือนย้อนเห็นภาพเด็กหญิงอายุไม่เกิน 10 ปีที่มีแววตาเต็มไปด้วยความฝัน

“หนูมีไอดอลคือ พี่แอน อรดี แล้วก็ พี่ใหม่ พัชรี ค่ะ หนูชอบดูพวกพี่เขามาก ดูคลิปตลอด ดูทั้งวันเลยค่ะ” ยูกิบอกด้วยสีหน้าภาคภูมิใจ

“หลังจากตอนนั้นก็ได้ไปบอกคุณพ่อคุณแม่ว่าอยากเป็นหมอลำ เลยหาประสบการณ์ด้วยการประกวดร้องเพลงไปเรื่อย ๆ ก่อน จุดเปลี่ยนอยู่ที่เขาพาหนูขึ้นรถแห่ ไปร้องเพลงอยู่บนรถแห่ตอนอายุ 10 ปี ตอนนั้นไปที่อำเภอภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ พ่อกับแม่ค่อยมาตัดสินใจว่าจะพาขึ้นวงหมอลำจริง ๆ เลยมาเป็นหมอลำหมู่ค่ะ” เธอจูงมือพาเราหวนคืนยังอดีตที่เป็นจุดเริ่มต้นในการเดินตามความฝันของเธอ

ยูกิ เพ็ญผกา หมอลำลูกครึ่งญี่ปุ่น-อีสาน กับบทบาทนางเอกคณะที่เริ่มต้นในวัย 13 ปี

เรียกว่าหมอลำเสียงวิหคกับยูกิเติบโตมาด้วยกันคงจะได้ เพราะวันที่คุณพ่อและคุณแม่ของเธอพาไปสมัคร หมอลำเสียงวิหคก็เพิ่งเปิดใหม่ได้ปีแรก

“ตอนคุณพ่อคุณแม่พาไปสมัคร ตอนนั้นคณะเขาเพิ่งเปิดใหม่ปีแรก หนูอายุ 11 จะเข้า 12 ขวบ ตอนนั้นเราแสดงเป็นตัวลูก ยังไม่ได้เป็นนางเอก”

หมอลำรุ่นเยาว์เล่าความรู้สึกวันแรกบนเวทีซึ่งเธอยังจำได้ไม่มีเลือน

“ตอนนั้นไปแสดงที่วัดสีชมพู กรุงเทพฯ ความรู้สึกของการเป็นคนดูกับคนที่ได้ขึ้นแสดงมันต่างกันมาก ๆ เลยนะคะ ตอนดูหน้าเวทีเหมือนเราไปนั่งดูผลงานเขาเฉย ๆ แต่ตอนนี้เราเป็นผู้สร้างผลงานให้ผู้ชมหน้าเวทีดู ตอนแรกก็กดดัน แต่ตอนนี้เริ่มชินแล้วค่ะ”

เพราะคณะหมอลำเสียงวิหค ยูกิ เพ็ญผกา จึงมีตัวตนขึ้นมาท่ามกลางเสียงแคน

“ชื่อ ยูกิ เพ็ญผกา หัวหน้าวงเป็นคนตั้งให้ค่ะ เป็นชื่อที่ใช้ในวงการ หนูว่ามันเพราะดี”

จากสเต็ปการเติบโตของกันและกัน คณะกับนักแสดง ยูกิเข้ามารับบทบาทในฐานะนักแสดงสมทบ ฝึกร้องเพลง ฝึกการแสดง และศึกษาสิ่งที่เกี่ยวกับหมอลำในทุก ๆ วัน

“ท่าทางไม่ยาก เรื่องร้องยากกว่าค่ะ ร้องหมอลำยากกว่าร้องเพลงลูกทุ่งด้วย เพราะเพลงหมอลำจะมีเกริ่น หัวเพลงจะเป็นการเกริ่น แล้วก็จะเป็นทำนองรำซึ่งจะแตกต่างกันออกไป แล้วช่วงถัดมาจะเป็นเพลงธรรมดาเลยค่ะ เป็นทำนองที่แล้วแต่อาจารย์นักแต่งเพลงจะแต่งไป จะมีช่วงรำสลับกันกับท่อนร้อง ส่วนท่อนลงก็จะมีลูกเอื้อนนิดหน่อย ผสมกันไปจนจบเพลง

ยูกิ เพ็ญผกา หมอลำลูกครึ่งญี่ปุ่น-อีสาน กับบทบาทนางเอกคณะที่เริ่มต้นในวัย 13 ปี

“หนูก็ฝึกร้องเพลงอยู่เรื่อย ๆ ร้องเพลงทุกวัน ฝึกการแสดง ดูอะไรหลาย ๆ อย่างที่เกี่ยวกับหมอลำ เวลาซ้อมต้องมาซ้อมเองที่บ้าน ให้คุณพ่อ (พ่อเลี้ยง) ซ้อมให้ เพราะคุณพ่อร้องได้ค่ะ”

ครั้นแล้ววันหนึ่ง โอกาสพลิกชีวิตก็ล่องลอยมาหาเมื่อเธอมีอายุได้ 13 ปี

“หัวหน้าคณะเขามาบอกคุณแม่ค่ะว่าจะให้น้องมาเป็นนางเอก แต่น้องต้องลดหุ่น เพราะตอนนั้นหนูอ้วนอวบ ตัวกลมเลย” กว่ายูกิจะก้าวขึ้นมาเป็นนางเอก ไม่ได้มาด้วยโชคช่วย แต่เป็นความพยายาม มุ่งมั่น พัฒนาทั้งการร้องและภาพลักษณ์ 

“หนูใช้เวลา 2 เดือน ลดน้ำหนักไปเกือบ 10 กิโลกรัม ออกกำลังกาย งดอาหารเย็น บวกกับลดปริมาณอาหาร จากที่เคยกินของหวาน น้ำหวาน ช่วงนั้นหนูก็งดไปเลยค่ะ”

ในวัย 13 ปี เด็กผู้หญิงส่วนใหญ่น่าจะยังดิ้นรนกับชีวิตใหม่ในชั้นมัธยมศึกษา แต่เด็กหญิงยูกิกลับต้องเผชิญความกดดันเพิ่มจากภาระการเรียน นั่นคือการเดินสายออกแสดงไปทั่วภูธร

“หมอลำจะมีงานแสดงตามงานวัดหรืองานอื่น ๆ ที่เจ้าภาพจ้างไป เช่น งานทำบุญบ้านใหม่ ไปภาคอื่นด้วย อย่างเวลาลงกรุงเทพฯ ก็จะมีผู้จัดเขาจ้างไปลง 3 – 4 วัน งานจะไม่ไกลกันมาก แต่กรุงเทพฯ เล่นได้ถึงเที่ยงคืน ปกติเล่นถึงสว่าง”

ในช่วงแรกที่เพชรเม็ดใหม่ในวงการเริ่มเฉิดฉาย ชื่อต้นของเธอเป็นสิ่งที่ดึงดูดความสนใจจากพ่อแก่แม่เฒ่าไม่น้อย หลายคนลุกลี้ลุกลนที่จะได้รู้จักนางเอกอายุ 13 ที่มีชื่อเป็นภาษาญี่ปุ่น

“การที่เป็นลูกครึ่งและอายุน้อย หนูว่าน่าจะมีส่วนให้มีชื่อเสียงนะคะ คนที่เขามาดูพอรู้ว่าชื่อยูกิ ก็สงสัยและตื่นเต้นด้วยค่ะ บางคนก็มีเข้ามาถาม เราก็อธิบายให้เขาฟังไปว่าเป็นลูกครึ่งญี่ปุ่น เลยชื่อยูกิ”

จากตัวสมทบ สู่ตัวหลักของการแสดงหมอลำ ความกดดัน ความตื่นเต้น เสียงติชม เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องพบเจอ

“วันแรกที่ได้ขึ้นเป็นนางเอก ตอนนั้นหนูไปเล่นอำเภอโนนสะอาด จังหวัดอุดรธานี เปิดวงปีที่ 2 ค่ะ ตอนนั้นรู้สึกกดดันมาก ๆ อยู่ในห้องแต่กับเสียงเพลงอย่างเดียวเลยค่ะ ซ้อมทั้งวัน กดดัน กลัวมันออกมาไม่ดีเลยซ้อม ๆ ตลอดเลยค่ะ” เธอยังจดจำเรื่องราวทุกรายละเอียดของวันนั้นได้เป็นอย่างดี

“พอแสดงเสร็จก็โล่งเลยค่ะ โล่งมาก ๆ ความรู้สึกตอนนั้นคือตื่นเต้นแล้วก็ดีใจ เหมือนมันตื้นตันใจอยู่ตลอดเวลาที่มีคนหน้าเวที แล้วก็ดีใจที่ตัวเองได้ขึ้นเป็นนางเอก คืนนั้นก็คือสั่นทั้งคืนเลยค่ะ”

เป็นธรรมดาของมือใหม่ที่ต้องประสบผลตอบรับทั้งแง่บวกแง่ลบ ยูกิได้เก็บคำวิจารณ์เหล่านั้นมาใช้ในการผลักดันตนเองให้มีพลังสู้ต่อ ชั่วเวลาไม่นานก็มีแม่ยกทยอยมาติดพันเธอ

“ก็มีทั้งคนชมแล้วก็คนตินะคะ ปน ๆ กันไป” ยูกิ เพ็ญผกา กล่าวยิ้ม ๆ “หนูก็จำทุกคำพูดของทุกคนที่มาหา เพราะหนูดีใจและปลื้มใจทุกครั้งที่มีคนมาให้กำลังใจ ประทับใจทุกคน ทุกคำพูดเลย”

ยูกิ เพ็ญผกา หมอลำลูกครึ่งญี่ปุ่น-อีสาน กับบทบาทนางเอกคณะที่เริ่มต้นในวัย 13 ปี

ภายในเวลาไม่กี่ปีที่ได้เลื่อนขั้นเป็นนางเอกประจำคณะ หมอลำสาวลูกครึ่งรายนี้ได้ตระเวนไปทั่วภาคอีสาน งานที่จังหวัดไหนเป็นอย่างไร เธอสาธยายได้เป็นฉาก ๆ

“ที่แสดงในอีสาน จะไปแถวอุดรธานี ขอนแก่น มหาสารคาม อุบลราชธานีเป็นส่วนมากค่ะ อีสานใต้ก็ไปบ่อยเหมือนกัน แต่ละงานก็จะเหมือน ๆ กัน จังหวัดที่คนดูเยอะก็มีที่นครพนม บึงกาฬ แล้วก็หลายจังหวัด น่าจะเยอะหลายที่เลยค่ะ แต่หนูก็จำได้ไม่หมด

“เดินทางบ่อย ๆ ก็เหนื่อยอยู่ค่ะ อย่างเวลามีงานติดต่อกันหลายงาน ก็มีเพลียบ้างนิดหนึ่ง”

เสียงไก่ขันมักใช้เป็นสัญญาณของการแจ้งว่าเช้าวันใหม่ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว แต่เหล่าหมอลำใช้เสียงนี้เป็นสัญญาณของการจบการแสดงของพวกเขา

“วันที่มีแสดง หลังจากเล่นจนสว่างของงานที่แล้วมา หนูจะขึ้นรถมาล้างหน้า เสร็จแล้วหนูก็กินข้าวและนอนบนรถค่ะ พอถึงหน้างานก็ลงไปอาบน้ำ แต่งหน้าเตรียมขึ้นแสดงค่ะ แสดงทั้งคืนเลยถึงสว่างอีกเหมือนเดิมค่ะ แล้วก็นอนบนรถอีกเหมือนเดิม” ชีวิตที่วนลูปของเธอถูกบรรยายเหมือนวงกลมที่ไม่มีวันจบสิ้น แต่เปี่ยมไปด้วยพลังไฟที่เธอสนุกไปกับมัน

ภาพสวยงามบนเวทีหมอลำเบื้องหลังต้องแลกมาด้วยความยากลำบาก เสื้อผ้าสวยงามที่สวมใส่ต้องคอยปกป้องไม่ให้เลอะโคลนดินที่ชื้นแฉะจากฝนที่โหมกระหน่ำ เวทีที่ตกแต่งสวยงาม ด้านหลังต้องเนรมิตให้กลายเป็นเหมือนบ้านเพื่ออยู่อาศัยตลอดคืน

“ชีวิตหมอลำ นอนกลางดิน กินกลางทราย ถ่ายกลางทุ่งนาค่ะ ไปหน้างานบางวันมีแต่ป่า ห้องน้ำไม่มีเลย ลำบากในการเดินทาง ในการใช้ชีวิตอยู่หลังเวที มีบ้างที่มีฝนตก ขึ้นเวทีก็ต้องตากฝนเล่น แต่ถ้าฝนตกหนักก็ต้องหยุด เพราะไม่งั้นฉากเวทีมันอาจจะล้มทับคน อันตรายมากค่ะ” เธอถ่ายทอดชีวิตของหมอลำอีกด้านหนึ่งที่ผู้คนส่วนใหญ่ไม่เคยรู้ “เวลานอนก็มีเต็นท์ที่กาง เป็นเต็นท์ส่วนตัว เต็นท์ใครเต็นท์มัน เอาผ้าสีฟ้า ๆ มาอ้อมเต็นท์ ปูเสื่อนอนกันในนั้น เหมือนเป็นบ้าน”

กาลเวลาผันเปลี่ยน ความคิด และความรู้สึกของผู้คนย่อมแปรเปลี่ยนตาม สิ่งที่เป็นศิลปะการแสดงพื้นบ้านของไทยกลับถูกคนไทยด้วยกันด้อยค่า มองเป็นของราคาถูก

เส้นทางชีวิต ยูกิ เพ็ญผกา ที่กังวานด้วยเสียงแคนของลูกอีสานเชื้อญี่ปุ่น ในวันที่เป็นนางเอกคณะหมอลำหมู่อายุน้อยสุดคนหนึ่งในไทย

“น่าจะมีช่วงหนึ่งที่มีดราม่าบ่อย ๆ ก็จะกดดันตัวเอง ชอบไปอ่านคอมเมนต์ที่เขาเมนต์มา เมนต์ดราม่า เมนต์ด่า แต่ช่วงหลัง ๆ ก็โฟกัสไปที่คนให้กำลังใจ พ่อกับแม่ก็จะคอยบอกว่าอย่าคิดมาก”

แม้จะมีอาชีพการงานที่หาเลี้ยงครอบครัวได้เป็นมั่นเหมาะ แต่ยูกิก็ยังไม่ทอดทิ้งการเรียนเฉกเช่นเยาวชนทุกคน เธอยังคงศึกษาด้านคอมพิวเตอร์ธุรกิจในวิทยาลัยอาชีวศึกษาที่จังหวัดบ้านเกิด

ถึงอย่างไร ความฝันของเธอก็ยังคงมีหมอลำเป็นที่หนึ่งในใจเสมอ

“อยากมีชื่อเสียงโด่งดังค่ะ อนาคตที่วางไว้ก็น่าจะเกี่ยวกับครู อยากสอนหมอลำ”

อนาคตนั้นทำท่าจะเฉียดใกล้ความจริงเข้าไปทุกที ด้วยความเป็นคนกล้าฝัน กล้าลงมือทำ ตั้งใจจริง และไม่ละเลยความอ่อนน้อมถ่อมตน ผู้ใหญ่ในแวดวงหมอลำเพลงลูกทุ่งหลายคนจึงพากันเอ็นดูยูกิ และหยิบยื่นโอกาสแสดงฝีมือให้เธอเนือง ๆ หนึ่งในนั้นคือเจ้าของสมญา ‘ราชินีลูกทุ่งหมอลำ’ จินตหรา พูนลาภ ที่ยูกิออกปากเรียก ‘แม่จิน’ ได้โดยสนิทใจ

เธอเชื่อว่าต่อไปภายภาคหน้า ศิลปะการแสดงที่เธอรักอาจเป็นที่สนอกสนใจมากขึ้น จากการที่สื่อสังคมออนไลน์อย่าง TikTok นิยมเอาคลิปหมอลำไปเผยแพร่กัน

“หนูบังคับความคิดของใครไม่ได้ บางคนไม่ชอบหมอลำ ก็ไม่ได้บังคับให้มาชอบหมอลำ หนูเองแค่อยากอนุรักษ์ อยากสืบสานศิลปะของคนอีสานไว้ ถ้าไม่มีใครสืบสาน มันก็จะหายไป แล้วหนูเองก็ชอบของหนู ใครไม่ชอบก็ไม่เป็นไร” ความคิดที่ดูโตเกินวัยและแรงปราถนาอันแรงกล้าเปล่งออกมาจากสาวลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่นจากเมืองชัยภูมิคนนี้

“อยากฝากสำหรับคนที่ยังไม่รู้จักพวกเรานะคะ หมอลำเสียงวิหคถือว่าเป็นหมอลำน้องใหม่ของวงการหมอลำ เพิ่งตั้งมาได้ 3 ปี อาจจะผิดพลาดบ้าง อยากให้ทุกคนได้ลองมาดู ลองเปิดใจ และมาสนุกร่วมกัน การแสดงรับรองว่าน่าจะม่วน ติดตามคิวงานได้ที่เพจหมอลำเสียงวิหค มีอัปเดตทุก ๆ เดือน ใครไปดูหน้างานไม่ได้ก็มีไลฟ์ออนไลน์อยู่ตลอดค่ะ” นางเอกหมอลำหน้าละอ่อนเชิญชวนทิ้งท้าย

ความพยายามตลอดเส้นทางหมอลำของยูกิ จากจุดเริ่มต้นมันช่างยาวไกล ในระหว่างการเดินทางอาจเจอลูกรัง ดินทรุด การจราจรติดขัดบ้าง แต่ทุกอย่างเป็นเหมือนบทเรียนที่ทำให้เธอกลายเป็นคนที่แข็งแกร่งมากขึ้น และถนนที่มีชื่อว่าหมอลำเส้นนี้คงมีความยาวอีกไกลแสนไกล ให้เธอได้โลดแล่นไปอีกนานแสนนาน

เส้นทางชีวิต ยูกิ เพ็ญผกา ที่กังวานด้วยเสียงแคนของลูกอีสานเชื้อญี่ปุ่น ในวันที่เป็นนางเอกคณะหมอลำหมู่อายุน้อยสุดคนหนึ่งในไทย

Writers

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

ชอบอ่านเขียนตั้งแต่จำความได้ สนใจวิชาสังคมศึกษาตั้งแต่จบอนุบาล ใฝ่รู้ประวัติศาสตร์ตั้งแต่อยู่ประถม หัดแต่งนวนิยายตั้งแต่เรียนมัธยม เขียนงานสารพัดด้วยนามปากกา “แพทริก เหล่า” ตั้งแต่เข้ามหา’ลัย

Avatar

ธนกร จตุรงค์ชัยสถิต

นัก(เรียน)วิทยาศาสตร์ ที่อยากเป็น นักวิจัยการเล่าเรื่อง แต่ตอนนี้เป็นเป็ดที่อยากบินให้สูงเหมือนนก อยากตัวใหญ่ให้เหมือนห่าน

Photographer

Avatar

ทศพล คามะดา

เรียนจบมหาลัย ปี 2555 ทำอาชีพช่างภาพ มาเรื่อยๆ จนถึงปัจจุบัน เป็นคนอารมณ์ดี ชอบเลี้ยงแมวไว้ 2 ตัว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load