ญดา-นริลญา กุลมงคลเพชร ปรากฏตัวครั้งแรกในซีรีส์ชุด เพื่อนเฮี้ยน โรงเรียนหลอน ตอน อจินไตย ก่อนจะกระโดดมาเป็นนางเอกละครครั้งแรกเรื่อง ‘นารีริษยา’ ที่ออกอากาศทางช่อง 3HD และเป็นที่รู้จักมากขึ้นจากซีรีส์ Love Sick ซีซั่น 2 

7 ปีในวงการบันเทิง เธอเล่นละครหลายเรื่อง ซีรีส์อีกจำนวนหนึ่ง แม้จะไม่ได้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง แต่ทุกผลงานของญดาก็ได้พิสูจน์แล้วว่าฝีมือการแสดงของเธอไม่ธรรมดา และยังคงพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ ด้วยความรักในการแสดงของเธอ

บทบาทล่าสุดของญดาคือ ‘มิ้ง’ จากภาพยนตร์เรื่อง ‘ร่างทรง’ กำกับโดย โต้ง-บรรจง ปิสัญธนะกูล หนังสยองขวัญ สั่นประสาท เล่าเรื่องการทรงเจ้าของหมู่บ้านแห่งหนึ่งในภาคอีสาน ซึ่งกลายเป็นกระแสหลังฉายที่เกาหลีมาสักพักใหญ่ๆ ทุกคนที่ได้ชมผลงานชิ้นล่าสุดของเธอต่างก็เอ่ยปากชม และนี่ถือเป็นผลงานคุณภาพอีกชิ้นของเธอ

ก่อนที่คนไทยจะได้ไปชมผลงานแสดงของญดาบนจอภาพยนตร์เร็วๆ นี้ เราชวนไปทำความรู้จักกับเธอให้มากขึ้นอีกสักนิด กับบทสัมภาษณ์ยาวชิ้นแรกของเธอ ที่ตลอดการสนทนาเผยให้เห็นทั้งหยดน้ำตาและช่วงเวลาที่เธอยิ้มกว้างที่สุด

ญดา นริลญา กับวัย 21 ที่ได้เรียนรู้การทิ้ง ‘อัตตา’ มาสวมบทบาทใหม่ใน ‘ร่างทรง’

คุณดูร่างทรงไปแล้วกี่รอบ

จริงๆ หนูยังไม่ได้ดูเลยค่ะ (หัวเราะ) ได้ดูแค่ตอนเพลย์แบ็กหลังกล้อง แต่แบบที่ตัดเสร็จเรียบร้อยแล้วก็ยังเลยค่ะ 

คิดว่าผลงานเป็นอย่างไร 

วันงานเลี้ยงปิดกล้อง มีการตัดภาพบางส่วนของภาพยนตร์มาให้ดู หนูเห็นแล้วรู้สึกว่ามันเกินที่หนูคาดคิดมากๆ รู้สึกว่ามันเกินจากสิ่งที่หนูตั้งความหวังไว้อีก แล้วก็อธิบายไม่ถูก ความรู้สึกมันเหมือนตอนที่เราสอบติดแล้ว เราทำสำเร็จแล้ว เพราะว่าเรื่องนี้หนูตั้งใจมาก แล้วก็ทุ่มเทอะไรหลายๆ อย่างให้กับมันค่อนข้างเยอะ

คุณคิดว่าทำไม โต้ง บรรจง ถึงเลือกคุณมาแสดงภาพยนตร์เรื่องนี้ 

หนูน่าจะเหมาะสมกับคาแรกเตอร์ของมิ้ง เพราะตอนที่แคสต์ หนูทำเต็มที่มากแล้วก็ตั้งใจมาก ตอนที่หนูได้รับข้อเสนอว่าให้ไปแคสต์บทนี้ เรามาดูบทที่หน้างานเลย ตอนอ่านบทเราก็รู้เลยว่ามันยากมาก และท้าทายความสามารถมาก หนูชอบความท้าทายอยู่แล้ว เลยยิ่งรู้สึกว่าอยากหาวิธีที่จะทำงานนี้สำเร็จให้ได้ ตอนนั้นจำได้ว่าเต็มที่มาก ไม่ได้กดดันหรือมีความเครียดเลย รู้สึกว่าสนุกมากกับบทที่มันท้าทายความสามารถเราขนาดนี้ 

ตอนที่มาแคสต์กับพี่โต้งอีกครั้ง นั่นเป็นครั้งที่หนูเพิ่งรู้ว่าพี่โต้งเป็นคนกำกับภาพยนตร์เรื่องนี้ ยิ่งตื่นเต้นแล้วก็ดีใจมาก เพราะชื่นชอบพี่โต้งมาก่อนหน้านี้อยู่แล้ว พอรู้ว่าจะได้ร่วมงานกับพี่โต้งก็ยิ่งอยากทำให้เต็มที่ ทำให้ดีที่สุดไปเลย 

อีกอย่างที่บอกว่าหนูชอบความท้าทาย เรื่องนี้มันเลยเป็นประสบการณ์ที่ดีของหนูมากๆ ตัดสินใจไม่ยากเลยว่าทำไมถึงรับเรื่องนี้

บทบาทของ ‘มิ้ง’ ท้าทายคุณอย่างไร

คาแรกเตอร์ของมิ้งไม่มีอะไรที่หนูเคยได้สัมผัสเลยตั้งแต่เด็กจนโต ตั้งแต่การพูด นิสัย หรือว่าการเดิน หนูต้องมาเรียนรู้ทุกอย่างใหม่หมดเลย บางทีมีท่าทางที่ไม่เหมือนมนุษย์ปกติ มีวิธีการเหลือกตามองข้างบนแบบไม่เห็นลูกตา จริงๆ ครั้งแรกที่ไปแคสต์กับพี่โต้ง หนูทำตาเหลือกไม่ได้ ไม่เคยทำมาก่อน พอไปเรียนกับ ครูเงาะ (รสสุคนธ์ กองเกตุ) ครูก็สอนวิธีให้ หลังจากนั้นก็กลับมาฝึกที่บ้าน แล้วก็ซ้อมหนักมากๆ จนมันชิน ตอนถ่ายทำมีฉากที่เราต้องนั่งรถไปแล้วถ่ายลองเทคยาวๆ หนูตาเหลือกอยู่อย่างนั้นประมาณสิบนาที จนทีมงานถามว่าทำได้ไง (หัวเราะ)

และช่วงครึ่งหลังมีการลดน้ำหนักไปประมาณสิบกิโลฯ ในระยะเวลาหนึ่งเดือน แต่ก็มีการดูแลจากนักโภชนาการและก็ผู้เชี่ยวชาญมาตลอด เลยไม่ได้เครียดและกังวลมากนัก แต่ก็เป็นประสบการณ์ใหม่ที่หนูไม่เคยทำ รู้สึกดีนะเพราะมันทำให้ตัวละครนี้มันสมจริงมากขึ้น

ญดา นริลญา กับวัย 21 ที่ได้เรียนรู้การทิ้ง ‘อัตตา’ มาสวมบทบาทใหม่ใน ‘ร่างทรง’

แล้วความเหมือนของ ‘มิ้ง’ และ ‘ญดา’ ล่ะ

อายุใกล้เคียงกัน และตอนเด็กหนูก็เคยอยู่ที่ต่างจังหวัด บ้านที่มิ้งอาศัยอยู่ก็จะมีความคล้ายคลึงกับชีวิตช่วงวัยเด็กที่หนูเคยได้สัมผัสมาบ้าง

วัยเด็กของญดาเป็นอย่างไร

หนูเกิดที่กรุงเทพฯ แล้วคุณแม่ก็แยกทางกับคุณพ่อ เลยย้ายไปอาศัยอยู่ที่บ้านของคุณยายที่จังหวัดชัยนาท ตอนนั้นเราได้เห็นธรรมชาติ ได้เห็นทุ่งนา ได้เล่นกับเพื่อน เรียนที่นั่น ใช้ชีวิตที่นั่นมาตลอด เพิ่งมารู้ว่าชีวิตของคนต่างจังหวัดแตกต่างกับชีวิตคนในเมืองอย่างไร ก็ตอนที่กลับเข้ามาในกรุงเทพฯ ตอนอายุประมาณสิบสี่ถึงสิบห้าปี เพราะตอนนั้นตัดสินใจย้ายกลับมาเริ่มงานจริงจังที่กรุงเทพฯ

ทำไมถึงตัดสินใจเข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ

มีคนที่รู้จักบอกว่าจะลองพาไปถ่ายแบบ ตอนนั้นเรายังไม่รู้ว่ามันคืออะไร เพิ่งมารู้ทีหลังว่ามันคือการถ่ายแบบให้กับโมเดลลิ่ง แล้วเขาก็จะเรียกเราไปแคสต์งานต่างๆ ตอนนั้นก็เริ่มแคสต์โฆษณาโดยที่ไม่รู้จักมาก่อน แคสต์งานไปสิบสามตัว เราก็ได้งานโฆษณาตัวแรก หลังจากนั้นมันก็เริ่มได้งานมาเรื่อยๆ 

ตอนนั้นถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนในชีวิตอย่างหนึ่ง เพราะได้คำถามจากคุณแม่มาว่า ‘ให้เลือกระหว่างกลับไปเรียนต่อกับทำงานวงการบันเทิง จะเลือกอะไร’ หนูเลยตัดสินใจแบบคิดน้อยมาก แต่เป็นการตัดสินใจที่ดี คือหนูเลือกมาทำงานในวงการบันเทิง ก็เลยเติบโตมาในวงการบันเทิงตั้งแต่ตอนนั้นจนถึงปัจจุบัน

อยากให้เล่าความรู้สึกตอนไปแคสต์งานครั้งแรก

จำได้แค่ว่าความรู้สึกแรกตอนที่เราได้เข้าไปแคสต์ มันคือความตื่นเต้น บอกไม่ถูก แต่เราชอบสิ่งนี้มากจริงๆ และอยากทำมันให้ได้ ทำมันให้สำเร็จ 

จำได้ว่ากลับบ้านมาทุกครั้งก็จะมาซ้อมเองหน้ากระจก ตั้งกล้องถ่ายตัวเอง แล้วดูว่าตัวเองแสดงเป็นอย่างไรไปเรื่อยๆ หาเรฟเฟอเรนซ์จากโฆษณาต่างๆ แล้วลองเลียนแบบ ทำตามเขา เพิ่งมารู้ตอนโตว่านั่นมันคือวิธีฝึกซ้อม วิธีเรียนรู้แบบของเรา

งานแรกที่ทำให้คุณเป็นที่รู้จักคืองานไหน

น่าจะเป็นซีรีส์วัยรุ่นเรื่อง Love Sick หนูจะอยู่ในซีซั่น 2 จริงๆ บทบาทไม่ได้มีเยอะมาก แต่ซีรีส์เรื่องนี้มันมีชื่อเสียงมาตั้งแต่ตอนแรกๆ ก็เลยทำให้เราเป็นที่รู้จักมาตั้งแต่ตอนนั้น 

ส่วนซีรีส์เรื่องแรกที่หนูเล่นคือเรื่องเพื่อนเฮี้ยนโรงเรียนหลอน ตอนอจินไตย ซึ่งตอนนั้น พี่จิม-โสภณ ศักดาพิศิษฏ์ เป็นคนกำกับ ถือว่าเป็นเรื่องที่เปิดโลกการแสดง แบบที่ไม่เหมือนกับที่เคยได้เล่นในโฆษณา ตอนนั้นได้ไปเวิร์คช็อปกับครูเงาะ พูดได้เลยว่าครูเงาะเป็นคนที่เปิดโลกให้หนูได้มาสัมผัสกับการแสดงที่เข้มข้นขึ้นและยากขึ้น จึงรู้สึกรักการแสดงมาตั้งแต่ตอนนั้น พูดได้ว่าเราขาดมันไม่ได้ และอยากทำมันจริงๆ 

หลังจากนั้นก็เริ่มได้รับการติดต่อจากหลายๆ ที่ให้ไปแคสต์ละครบ้าง แคสต์ซีรีส์บ้าง หลังๆ เริ่มไม่ได้แคสต์แล้ว เพราะว่าจะเป็นการชวนให้ไปรับบทที่เหมาะกับเรา 

ญดา นริลญา กับวัย 21 ที่ได้เรียนรู้การทิ้ง ‘อัตตา’ มาสวมบทบาทใหม่ใน ‘ร่างทรง’

ตอนนั้นญดาได้รับบทบาทแบบไหน

ละครเรื่องแรกของหนูค่อนข้างห่างไกลจากตัวหนูสุดๆ ไปเลย ตอนนั้นหนูอายุสิบห้าปี แล้วต้องมาเล่นเป็นคนอายุประมาณยี่สิบปลายๆ ต้องท้อง มีฉากตบตี แย่งชิงกัน บทค่อนข้างแตกต่างจากหนูตรงที่ว่าตัวละครจะค่อนข้างมองโลกในแง่ร้าย 

หลังจากนั้นก็จะได้รับบทคล้ายๆ กันมาตลอด ซึ่งเป็นบทร้ายนิดๆ น่าสงสาร แล้วกลับมาดีตอนหลัง เราเลยรู้สึกว่าเราถนัดกับการแสดงบทดราม่า เพราะเราได้รับบทแบบนี้เยอะ

คุณเล่นละครและซีรีส์มาหลายเรื่อง แต่ยังไม่ได้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง อะไรทำให้ยังคงเล่นต่อไป

คิดว่าก็คงเป็นความรักค่ะ หนูรักที่จะทำ เลยไม่รู้สึกว่าเหนื่อย แล้วก็ยังอยากทำต่อ เพราะหนูรู้สึกว่าการแสดงมันช่วยชีวิตคนได้ หรืออย่างน้อยที่สุดก็สามารถทำให้คนมีความสุขได้ชั่วขณะหนึ่ง 

ชีวิตคนเรามันไม่ได้มีความสุขตลอดเวลา สิ่งที่หนูสังเกตเห็นจากตัวเองและคนรอบข้างคือ เวลาที่เราได้ดูภาพยนตร์หรือเรื่องราวชีวิตของตัวละครมีบางจุดที่ใกล้เคียงกับตัวเรา บางทีเราจะได้รับความสุขกลับมาด้วย หรือบางทีเราก็จะลืมโลกที่มันเป็นโลกความเป็นจริงไปได้ชั่วขณะหนึ่งเลย เพราะเราจมดิ่งไปกับหนังเรื่องนั้น บางทีเราก็ได้ข้อคิดจากเรื่องที่เราดู มากที่สุดคือมันอาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนในชีวิตของเราเลยก็ได้ หนูรู้สึกว่าอยากทำสิ่งนี้เพื่อให้คนได้มีความสุข หรืออาจจะทำให้ชีวิตของเขาดีขึ้น แม้มันจะเป็นสิ่งเล็กๆ ก็ตาม

มีหนังเรื่องไหนบ้างที่ทำให้คุณรู้สึกแบบนั้น

จริงๆ ก็มีหลายเรื่องค่ะ แต่ล่าสุดที่ดูเป็นซีรีส์เกาหลีเรื่อง Reply 1988 หนูค่อนข้างอินกับวิถีชีวิตและความรักของกลุ่มเพื่อน เพราะทำงานในวงการตั้งแต่เด็ก เราใช้ชีวิตกับการทำงานมาโดยตลอด สิ่งที่ขาดหายไปก็คือช่วงชีวิตที่ได้ทำกิจกรรมร่วมกับเพื่อนรุ่นเดียวกัน พอดูซีรีส์เรื่องนี้มันเลยทำให้ได้รับความรู้สึกดีๆ ได้รับความอบอุ่นจากความสัมพันธ์แบบเพื่อน แล้วมันเติมเต็มหนูได้ ก็เลยประทับใจ

ก่อนจะได้เป็นนางเอก คุณมองคำว่า ‘นางเอก’ อย่างไร แล้วพอได้มาเป็นแล้วมันเปลี่ยนไปไหม

ในมุมมองของหนู ก็จะมองว่าบทเยอะแล้วเครียดกว่าเพื่อนเลย (หัวเราะ) มันคงจะเป็นการทำงานที่หนักขึ้น หนูมองแค่นั้น 

จริงๆ แล้วหนูมองว่าในเรื่องราวนั้นๆ ทุกตัวละครสำคัญหมด เพราะทุกตัวละครสามารถสื่อสารและถ่ายทอดให้ภาพยนตร์เรื่องนั้นมันดำเนินไปได้ หลังจากได้เป็นนางเอกแล้ว หนูเลยไม่ได้รู้สึกว่าแตกต่างมากเท่าไหร่ ไม่รู้ว่าคนอื่นมองยังไง แต่ในมุมมองของหนูคงมีแค่เรื่องบทที่มากกว่า

หลายๆ คนที่ได้ดูการแสดงของคุณ บอกเป็นเสียงเดียวกันว่าคุณมีพรสวรรค์มาก คุณคิดอย่างไร

คิดว่ามันเป็นธรรมชาติด้วยส่วนหนึ่ง แต่คงจะไม่มากเท่ากับพรแสวง เพราะจริงๆ แล้วไม่ได้เก่งมาตั้งแต่แรก ยังจำได้ว่าโดนคุณแม่ดุด้วยว่าเล่นอะไรไม่ได้เรื่องเลย (หัวเราะ) แต่หลังจากที่หนูสนใจ ใส่ใจ แล้วก็ฝึกฝนมาโดยตลอด อาจทำให้หนูพัฒนาขึ้นตามลำดับ อีกอย่างคือหนูอยากจะทำสิ่งนี้มากจริงๆ เลยอาจทำให้ผลงานที่ออกมาเป็นที่ชื่นชอบของคน

ญดา นริลญา กับวัย 21 ที่ได้เรียนรู้การทิ้ง ‘อัตตา’ มาสวมบทบาทใหม่ใน ‘ร่างทรง’

คุณมีวิธีพัฒนาการแสดงของตัวเองอย่างไร

ถ้าเป็นเมื่อก่อน เราก็จะเล่นตามคนอื่นแบบ Copy and Paste ไปเลย อย่างละครเรื่องแรก หนูยังเล่นไม่เป็น หนูก็เลยเทียบเคียงจากบทที่มีปมคล้ายๆ กัน มีเรื่องราวชีวิตคล้ายๆ กัน แล้วก็ดูสีหน้า ท่าทาง แววตาของเขาแล้วเล่นตาม มันคือการเลียนแบบนั่นแหละค่ะ เราจะต้องเข้าใจความรู้สึกและเรื่องราวของตัวละครด้วยว่าดำเนินไปเป็นอย่างไร

แต่ปัจจุบันจะสังเกตจากการดูภาพยนตร์ที่มีเรื่องราวแบบที่ในชีวิตจริงเราคงไม่ได้เห็น แล้วก็ดูอารมณ์ความรู้สึกของตัวละครนั้นๆ รวมถึงเหตุการณ์ที่เขาเจอ หนูจะโฟกัสทุกตัวละคร เพื่อเป็นการเก็บเรื่องราวเป็นความทรงจำ เผื่อเวลาที่เราต้องไปรับบทที่มีชีวิตใกล้เคียงกัน เราจะได้ดึงความรู้สึกนั้นออกมาใช้ได้ 

การแสดงภาพยนตร์ต่างจากการแสดงหลายๆ ครั้งที่ผ่านมาอย่างไร

มันก็มีจุดที่ใกล้เคียงกันแต่ว่าการแสดงออก บางครั้งก็อาจไม่เหมือนกัน สำหรับละครหนูจะได้รับบรีฟว่าให้แสดงออกเกินธรรมชาติขึ้นไปอีกหนึ่งสเต็ป แต่สำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้ ทุกอย่างมันเรียลมาก มันเหมือนชีวิตจริง ที่บางทีเราไม่ต้องแสดงท่าทางเยอะขนาดนั้น มันทำให้หนูได้รู้จักคำว่า ‘แสดงให้เหมือนไม่แสดง’ ซึ่งพี่โต้งก็มักจะให้เล่นแบบดิบๆ เลย ขอแบบเหมือนไม่แสดง

หนูมักจะผิดจังหวะ เพราะจังหวะละครบางทีเราต้องรอให้กล้องสวิตช์มาหาเรา ซึ่งมันคนละจังหวะกันกับแบบชีวิตจริงที่เราพูดคุยกันแบบนี้ ค่อนข้างต้องปรับตัวเหมือนกัน แต่ก็ใช้เวลาไม่นานมากโชคดีที่พี่โต้งเก่งมาก มีวิธีการอธิบายแล้วก็วิธีสอนที่ทำให้หนูซึมซับการแสดงแบบภาพยนตร์ได้อย่างรวดเร็วมาก

ญดา นริลญา กับวัย 21 ที่ได้เรียนรู้การทิ้ง ‘อัตตา’ มาสวมบทบาทใหม่ใน ‘ร่างทรง’

สิ่งที่คุณได้จากการแสดงภาพยนตร์เรื่องนี้คืออะไร

ได้ประสบการณ์เยอะมากค่ะ แต่ภาพที่เห็นชัดที่สุดเป็นเรื่องของการทำงาน เพราะหนูไม่เคยร่วมงานกับทีมงานที่ทุกคนทุ่มเทและตั้งใจกันมากขนาดนี้ 

ตอนที่หนูลดน้ำหนักแล้วต้องถ่ายฉากที่ใช้แรงเยอะมากๆ ทั้งกรีดร้อง ทั้งต่อสู้ ตอนนั้นหนูยอมรับเลยว่าไม่มีแรงเลย พอถึงช่วงพักหนูก็นั่งมองพี่ๆ ทุกคน เขายังทำงานกันหนักมาก บางอย่างไม่ใช่หน้าที่ตัวเอง แต่ก็เต็มใจที่จะทำ แล้วก็ยิ้มตลอดเวลา หนูก็จะได้กำลังใจทุกเช้า กลางวัน เย็น หนูรู้สึกว่าตอนนั้นได้รับแรงบันดาลใจจากภาพที่เห็นจากพี่ๆ เยอะมาก กล้าพูดได้เลยว่าตอนนั้นที่หนูเล่นได้ถึงเบอร์ที่มันควรจะเป็นได้ ก็เพราะว่าทุกคนจริงๆ พูดแล้วจะร้องไห้ (จะร้องไห้จริงๆ) 

หนูเห็นทุกคนตั้งใจทำงานหนักมาก แล้วยังคอยให้กำลังใจหนู หนูรู้สึกว่าอยากตอบแทนเขา มันก็เลยทำให้ตอนนั้นหนูมีแรงฮึดขึ้นมา 

‘มิ้ง’ ดูเป็นบทที่ต้องใช้พลังเยอะมาก

หูย เยอะมากค่ะ มันต้องลดอัตตา ความเป็นตัวตนของเราออกไปเยอะมากๆ 

อยากให้ขยายความคำว่า ‘อัตตา’

หนูนับถือศาสนาพุทธ มีความเชื่อเรื่อง อัตตา ที่ว่าร่างกายมันไม่ใช่ของเรา เพราะพระพุทธเจ้าจะสอนว่าทุกชีวิตที่เกิดมาเดี๋ยวก็จะต้องตาย การลดอัตราคือลดทิฐิ ลดความเป็นตัวตนของเราลงไป

การลดอัตตาทำให้หนูไม่ได้ยึดว่าหนูคือตัวตนไหน ไม่มีความคิดที่ว่าไม่เอา ไม่อยากทำเพราะมันไม่ใช่เราเลย เพราะเราเป็นผู้หญิงนะ เราเป็นผู้ชายนะ เราเป็นเด็กนะ เราเป็นผู้ใหญ่นะ สิ่งเหล่านี้ไม่มีในความคิดหนูเลย

พอได้มาเล่นบทนี้ มีช่วงที่มิ้งถูกวิญญาณร้ายเข้าสิง มันเลยทำให้เราได้ใช้ความคิดนี้มาผสมผสานกับการที่เราได้รับบทเป็นมิ้ง เลยไม่ค่อยรู้สึกว่ามันยากเท่าไหร่ เราก็แค่สวมวิญญาณตัวนั้นเข้ามาในร่างกาย แล้วก็ไม่ได้คิดว่าเราเป็นเรา ก็เลยเป็นมิ้งได้ หลายๆ ฉากมันค่อนข้างรุนแรงแต่ว่าผ่านมาได้ด้วยความคิดนี้เลยค่ะ

นอกจากธรรมะแล้ว มีสิ่งไหนที่คุณหยิบมาใช้ในการแสดงอีก

จริงๆ มันเป็นการเก็บประสบการณ์จากหลายๆ อย่างในชีวิต ทั้งการเจอผู้คน ทั้งการเรียนรู้โลก แต่คำสอนหลักๆ ของหนูมาจากคุณแม่ เพราะคุณแม่อยู่กับหนูบ่อยที่สุด เป็นคนที่สอนให้หนูไม่มีความคิดที่ใหญ่เกินตัวหรือความฝัน 

ญดา นริลญา กับวัย 21 ที่ได้เรียนรู้การทิ้ง ‘อัตตา’ มาสวมบทบาทใหม่ใน ‘ร่างทรง’

ทำไมคุณแม่ถึงสอนให้ไม่มีความฝัน

แม่บอกเสมอว่าให้อยู่กับปัจจุบัน อย่าเพิ่งไปคิดถึงอนาคต ง่ายๆ ก็คือไม่ให้คาดหวังกับอนาคตมากจนเกินไป มีความฝันได้แต่ว่าต้องมีความสุขกับระหว่างทางด้วย เพราะว่าเราไม่รู้ว่าเราจะไปถึงความฝันนั้นหรือเปล่า อะไรจะเกิดขึ้นก็ไม่รู้ คุณแม่เลยสอนให้คิดถึงวันนี้กับพรุ่งนี้ก็พอแล้ว ไม่ต้องไปคิดเยอะ

คุณคิดเรื่องอนาคตเยอะไหม

หนูเป็นคนที่คิดเรื่องอนาคตค่อนข้างเยอะ คุณแม่ถึงต้องคอยเบรก หนูเคยวางแผนชีวิตตัวเองไว้ แต่สุดท้ายก็ได้เรียนรู้ว่าในระหว่างทางมันมีเรื่องราวและเหตุการณ์หลายๆ อย่างที่ไม่ได้คาดคิดเยอะมาก วันนี้เราคิดแบบนี้ แต่ในอนาคตอันใกล้ อาจจะแค่สักหนึ่งนาทีข้างหน้า เราไม่รู้เลยว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น ความคิดของเราอาจเปลี่ยนไปเลยก็ได้ หนึ่งนาทีข้างหน้า เราอาจจะหายไปก็ได้ เราเลยอยากใช้ทุกๆ ช่วงเวลาของชีวิตให้คุ้มค่าให้ดีที่สุด ไม่ต้องมีความสุขที่สุดก็ได้ แต่ว่าให้ตอนนี้เราไม่เครียดก็พอ

ในการถ่ายทำทุกๆ วันของหนู ถึงมันจะใช้พลังงานไปเยอะมาก แต่ว่าทุกอย่างจะจบแค่วันนั้น แล้วก็เริ่มใหม่ในวันต่อไป หนูไม่มีความเครียดระหว่างการทำงานเลย เพราะพอจบฉากนั้น หนูก็จบแล้วก็ลืม

ไม่เคยรู้สึกกดดันที่ต้องทำสิ่งที่รักเป็นอาชีพเลยหรือ

ไม่เลยค่ะ หนูไม่เคยรู้สึกว่าหนูมีความทุกข์กับการแสดง หนูมีความสุขกับมันตลอด

ฟังดูเหมือนเป็นสิ่งที่ใช่แล้วทำไปได้เรื่อยๆ 

เนอะ หนูมองเห็นภาพตัวเองในอนาคตด้วยว่าอยากเป็นนักแสดงที่มีอายุเยอะมากๆ สักแปดสิบ เก้าสิบปีก็ยังแสดงอยู่ หนูเคยดูการแสดงของนักแสดงฝรั่งที่อายุเยอะๆ แล้วเขาเล่นได้ดีมาก เลยอยากรู้ว่าร่างกายเราตอนนั้น ถ้ามันไม่พร้อมมากๆ แล้วต้องทำยังไง ถึงจะเล่นได้แบบนั้น หนูประทับใจมากๆ แล้วอยากเล่นได้แบบนั้นบ้าง

ชวน ญดา-นริลญา กุลมงกุฏเพชร จากภาพยนตร์เรื่อง ‘ร่างทรง’ มาเล่าเรื่องหนัง ตัวตน และเหตุผลที่ต้องเป็นคนไม่มีความฝัน

คุณจะเป็นนักแสดงแบบไหนตอนอายุเท่านั้น

อยากเป็นนักแสดงที่แสดงภาพยนตร์ค่ะ อยากถ่ายทอดชีวิตแล้วก็ความเป็นอยู่ของคนที่อายุเยอะขึ้น เวลาคนที่ไม่ได้อายุเท่านั้นมาดู คิดว่าเขาน่าจะได้เรียนรู้อะไรจากตรงนั้น ก่อนที่เขาเองก็จะพบเจอกับช่วงชีวิตนั้นเช่นกัน 

หนูคิดว่า ตอนเราอายุเยอะ มันจะมีหลายอย่างที่เปลี่ยนแปลงไปจากในตอนที่เรายังแข็งแรงอยู่ เรามีความสุขกับชีวิต เรามีความฝัน แต่ว่าตอนที่คนอายุเท่านั้น มันคือช่วงสุดท้ายของชีวิตแล้ว หนูอยากให้คนที่ได้ดูการแสดงเราในตอนนี้ เขาได้เตรียมพร้อม และได้เรียนรู้จากสิ่งที่เราได้ถ่ายทอดมา อาจจะแค่จากร่างกายที่ได้เห็น ว่าเมื่อก่อนเราเป็นหนุ่ม เป็นสาวนะ แต่ตอนนี้ร่างกายเรามันเปลี่ยนแปลงไปแล้ว แต่หลักๆ อยากให้คนได้ความคิดและความรู้สึกต่างๆ ไป หนูว่าจุดนี้เป็นจุดที่สำคัญที่สุดในชีวิตหนูเลย

เป้าหมายในวงการบันเทิงของคุณคืออะไร

ไม่มีค่ะ นอกจากอยากได้รับบทบาทที่แตกต่างไปเรื่อยๆ หนูรู้สึกว่าหนูประสบความสำเร็จแล้วในการที่หนูได้เป็นนักแสดง แค่อยากลองอะไรที่มันไม่เคยลอง อะไรที่มันใหม่ขึ้นที่ท้าทายความสามารถหรือกระโดดไปอีกโลกหนึ่ง เพราะการแสดงมันก็คือการได้ไปเรียนรู้ในโลกหรือชีวิตที่เราไม่เคยได้สัมผัส

บทไหนที่คุณอยากเล่น แต่ยังไม่ได้เล่น

ไม่มีเป้าหมายเลยค่ะ (หัวเราะ) อะไรก็ได้ที่ยังไม่เคยเล่น เพราะอยากลองไปเรื่อยๆ 

สิ่งที่คุณทำได้ดีรองจากการแสดงคืออะไร

หนูชอบร้องเพลงค่ะ หนูร้องเพลงได้ แต่ไม่รู้ว่าร้องดีหรือเปล่า (หัวเราะ) 

รู้ตัวว่าชอบร้องเพลงตอนไหน 

ตั้งแต่จำความได้ก็ร้องเพลงมาโดยตลอด เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่หนูทำได้และมีความสุข แต่บางช่วงมันไม่ค่อยมีความสุขนัก คือเวลาที่ต้องไปแข่งขัน 

ทำไมคุณถึงไม่ชอบการแข่งขัน 

เราไม่อยากแข่งกับใคร เป็นคนขี้สงสารด้วย ไม่สงสารอื่น ก็สงสารตัวเอง เลยไม่ชอบการแข่งขัน ไม่ชอบการประกวดร้องเพลง แต่ว่าชอบร้องเพลงให้คนอื่นมีความสุข

ชวน ญดา-นริลญา กุลมงกุฏเพชร จากภาพยนตร์เรื่อง ‘ร่างทรง’ มาเล่าเรื่องหนัง ตัวตน และเหตุผลที่ต้องเป็นคนไม่มีความฝัน
ชวน ญดา-นริลญา กุลมงกุฏเพชร จากภาพยนตร์เรื่อง ‘ร่างทรง’ มาเล่าเรื่องหนัง ตัวตน และเหตุผลที่ต้องเป็นคนไม่มีความฝัน

แสดงว่าคุณเคยไปประกวดมาหลายเวที

ใช่ค่ะ แต่เป็นเวทีเล็กๆ ในงานโรงเรียนหรือระดับอำเภอ เพราะหนูอยู่ต่างจังหวัด มันเลยเป็นการประกวดแบบนั้น มีครั้งหนึ่งเป็นประสบการณ์ที่แย่มาก หนูเคยปวดท้องมากเพราะเกิดจากความเครียด จนขึ้นไปร้องเพลงก็ทำหน้าปวดท้องตลอดเวลา แต่ต้องฝืนร้องเพลง (หัวเราะ) หลังจากนั้นก็ไม่คิดที่จะประกวดอีกเลย

แต่ก็ยังมีความสุขกับการร้องเพลง

ใช่ค่ะ หนูเคยออกซิงเกิ้ลของตัวเองเมื่อประมาณสี่ปีที่แล้ว ชื่อเพลงว่า ‘ฝุ่น’ ตอนนั้นเป็นวงเกิร์ลกรุ๊ปชื่อ GELATO ของค่าย MONO MUSIC

ยังอยากทำงานเพลงต่ออีกไหม

อืม… ไม่รู้เหมือนกันว่าถ้าเกิดทำจริงจัง มันจะเกิดความรู้สึกที่เราไม่ชอบมันอีกหรือเปล่า ชอบร้องเล่นๆ มากกว่า แต่ก็อาจจะคิดอีกที ถ้าร้องแล้วทำให้คนมีความสุข

คุณอยากให้คนดูมีความสุข คนฟังมีความสุข แล้วความสุขของคุณล่ะ คืออะไร

ความสุขของหนูคือการอยู่กับปัจจุบัน การไม่มีอัตตา ไม่ยึดถือว่าเราจะมีชีวิตยาวไปถึงร้อยปี การได้นั่งเฉยๆ ได้มองดูต้นไม้ มองดูท้องฟ้า หรือสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิต ก็ทำให้หนูมีความสุขแล้ว แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะละเลยชีวิต ไม่ทำงานทำการแล้ว ไม่ใช่แบบนั้นนะคะ มันเป็นเรื่องการมองโลกมากกว่า

ชวน ญดา-นริลญา กุลมงกุฏเพชร จากภาพยนตร์เรื่อง ‘ร่างทรง’ มาเล่าเรื่องหนัง ตัวตน และเหตุผลที่ต้องเป็นคนไม่มีความฝัน

‘อัตตา’ ทำให้คุณมองโลกเปลี่ยนไปอย่างไร

พอพูดถึงอัตตาในตัวตน คนที่คิดว่าได้ใช้ชีวิตมาแล้วในระดับหนึ่ง มักจะมีการมองโลกที่แตกต่าง และมองคนแตกต่างกันออกไป ซึ่งใช่ คนเรามันแตกต่างกันออกไป แต่ในมุมมองของหนู ทุกชีวิต ทุกคนเท่าเทียมกันหมด เพราะทุกชีวิตมีลมหายใจ มีความรู้สึก มีจิตใจเหมือนกัน หนูเลยรู้สึกว่าให้รักคนอื่นเหมือนที่รักตัวเอง แต่ไม่ใช่ว่ารักคนอื่นเกินไป แล้วทำร้ายตัวเอง แบบนี้ก็ไม่ใช่ 

คำว่า ‘อัตตาในตัวตน’ มันครอบคลุมหลายอย่างมาก ให้นึกตอนนี้นึกไม่หมด แต่พูดไปก็นึกออกเรื่อยๆ

อายุ 21 ปี ของคุณเป็นอย่างไร เล่าให้ฟังหน่อย

เป็นช่วงชีวิตที่ค่อนข้างตื่นเต้นนะ เพราะตอนอายุยี่สิบ ทุกคนจะบอกว่าหลังยี่สิบมันจะเร็วมากนะ เลยสงสัยว่าเราจะเปลี่ยนแปลงไปยังไงบ้าง แต่ตอนนี้หนูรู้สึกว่าหนูมีความอิ่มเอมกับชีวิตวัยยี่สิบเอ็ดปี เพราะเราได้เรียนรู้ชีวิตเพิ่มขึ้น 

หนูเชื่อว่าชีวิตคือการเรียนรู้ หนูเคยเป็นคนที่ไม่ได้มองโลกในแบบที่เป็นในวันนี้มาก่อน ก็เลยอยากจะขอบคุณทั้งคน ขอบคุณสถานที่ ขอบคุณเหตุการณ์ ขอบคุณทุกๆ ประสบการณ์ที่หล่อหลอมให้หนูเป็นหนูในวันนี้ หนูคงต้องเรียนรู้อะไรอีกเยอะ แต่ไม่ว่าเหตุการณ์นั้นจะแย่ที่สุดหรือดีที่สุด หนูก็พร้อมที่จะเรียนรู้

หนูเคยเป็นคนที่มองโลกแคบมาก่อน แล้วหนูได้รู้ว่าการมองโลกแบบนั้นมันไม่มีความสุขเลย แต่พอการมองโลกของเราเปลี่ยนไป ก็เหมือนตายแล้วเกิดใหม่ หนูเลยให้ค่อนข้างให้ความสำคัญกับประสบการณ์และการมองโลกมากๆ

เร็วเหมือนกันนะ เหมือนอายุหกสิบแล้วเนี่ย (หัวเราะ)

จุดเปลี่ยนในชีวิตครั้งไหนที่ทำให้คุณได้เรียนรู้มากที่สุด

น่าจะเป็นช่วงอายุสิบสี่ปีที่ต้องตัดสินใจมาทำงานในวงการบันเทิง ตอนนั้นฐานะทางครอบครัวไม่ได้ดีเลยค่ะ คุณแม่เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวมาโดยตลอด เราใช้ชีวิตอยู่ที่ต่างจังหวัดและมีภาระมากมาย ไม่ได้มีต้นทุนชีวิตที่ดีมาก คุณแม่ต้องไปขายของที่ตลาดนัดเพื่อหาค่าน้ำมันมาให้หนูเดินทางไปแคสต์งาน ตอนนี้ก็ยังสงสัยว่าทำไมคุณแม่ถึงยอมให้หนูมาทำสิ่งนี้ได้

ฮือ… ทำไมหนูเจอต่อมน้ำตาบ่อยจัง 

คุณเรียนรู้อะไรจากวันเหล่านั้นบ้าง

หนูได้รู้จักชีวิตมากขึ้นว่าชีวิตมันมีปัจจัยอะไรบ้าง มันสำคัญกับเรายังไงบ้าง เราได้เรียนรู้การเป็นผู้ให้ ได้เป็นผู้นำครอบครัว ประสบการณ์มันสอนให้หนูเข้าใจอะไรหลายๆ อย่าง มันเป็นข้อดีที่ทำให้วันนี้หนูแข็งแรง

ชวน ญดา-นริลญา กุลมงกุฏเพชร จากภาพยนตร์เรื่อง ‘ร่างทรง’ มาเล่าเรื่องหนัง ตัวตน และเหตุผลที่ต้องเป็นคนไม่มีความฝัน

อยากให้คนจดจำคุณแบบไหนจากเรื่อง ‘ร่างทรง’ 

อยากให้คนจดจำหนูในฐานะนักแสดงคนหนึ่ง ว่าหนูมีความรักในการแสดง และอยากแสดงให้ทุกคนได้ดู

เหตุผลที่ต้องไปดู ‘ร่างทรง’ คืออะไร

ร่างทรงแตกต่างจากภาพยนตร์เรื่องอื่นในหลายๆ ด้าน หนูคิดว่ายังไม่เคยมีภาพยนตร์ไทยแนวนี้มาก่อนเลย เพราะมันถ่ายทอดทั้งวัฒนธรรม ประเพณีของคนกลุ่มหนึ่ง ที่อาจจะเปิดไปอีกโลกที่เราไม่เคยได้สัมผัส คนดูอาจได้เข้าใจวัฒนธรรม ประเพณี และวิถีชีวิตแบบนี้เพิ่มมากขึ้น เหมือนที่หนูได้เรียนรู้จากตัวละครของ ‘มิ้ง’ เชื่อว่าคนดูจะได้ซึมซับ ดำดิ่งไปกับตัวละครไปเรื่อยๆ และได้อะไรกลับไปใช้ชีวิตเหมือนกัน

ที่สำคัญ ภาพยนตร์เรื่องนี้ภาพสวยมาก ต้องขอบคุณตากล้องที่เก่งมาก และสถานที่ถ่ายทำก็สวยมากจริงๆ ซึ่งบางมุมหนูเองก็ยังไม่เคยเห็นมาก่อนเลย

แล้วถ้าญดาเป็นคนดูเสียเอง คิดว่าคุณจะได้อะไรจากภาพยนตร์เรื่องนี้

ถ้าหนูเป็นคนดูหนู หนูคงมองว่าชีวิตไม่ได้มีอะไรแน่นอน บางทีตัวเรา อาจจะไม่ใช่ตัวเราก็ได้

ชวน ญดา-นริลญา กุลมงกุฏเพชร จากภาพยนตร์เรื่อง ‘ร่างทรง’ มาเล่าเรื่องหนัง ตัวตน และเหตุผลที่ต้องเป็นคนไม่มีความฝัน

Writer

Avatar

ซูริ คานาเอะ

ชอบฟังมากกว่าพูด บูชาของอร่อย เสพติดเรื่องตลก และเชื่อว่าชีวิตนี้สั้นเกินกว่าจะอ่านหนังสือดีๆ ให้ครบทุกเล่ม

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

คนคุย

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

ใครไม่ติสต์, Soundtiss 

วลีที่สาว ๆ ผู้ชื่นชอบการแต่งหน้าทุกคนต้องคุ้นหู เพราะ ตู่-สวรินทร์ ศรีบุญมา บิวตี้บล็อกเกอร์ เจ้าของเสียง มาพร้อมกับยอดผู้ติดตามเหยียบล้านคนบนยูทูบ เธอปรากฏตัวบนหน้าจอด้วยรอยยิ้มสดใส พูดคุยกับคนดูอย่างเป็นมิตร ประหนึ่งสาวที่อยากเนรมิตใบหน้าเพื่อนสนิทให้สวยเช้ง

ปีที่ผ่านมาชื่อของเธอเป็นที่พูดถึงไม่ขาดสาย เมื่อตู่ลุกขึ้นมาสวมบทบาทเป็นคนอื่น แปลงโฉมตัวเองอย่างสิ้นเชิง ด้วยการแต่งหน้าแฟนซีตามตัวละครจากหนังและการ์ตูนดัง 

หากเหมือนแค่หน้าตา เธอก็คงไม่แตกต่างจากช่างแต่งหน้าทั่วไป 

สิ่งที่ทำให้พิเศษและโดดเด่นกว่าใคร คือการที่เธอเรียนรู้ลักษณะตัวละครจนเก็บเอาไปฝัน ศึกษาการเคลื่อนไหวทุกท่วงท่า ตกแต่งฉากหลังราวกับถ่ายที่เดียวกัน จากทักษะศิลปะที่สั่งสมมาจากวัยเยาว์ และเธอทำมันด้วยความรัก

เราเดินทางมาถึงบ้านที่เกิดจากน้ำพักน้ำแรงของเด็กสาว ทักทายตากับยายที่เธอเรียกว่าพ่อแม่ เพื่อนั่งลงคุยกับตู่เวอร์ชันแต่งหน้าเบาบางที่สุด ตั้งแต่วันที่เธอเล่นเสริมสวยกับยาย จนถึงตอนตายที่ขอให้เอาเครื่องสำอางใส่โลง

Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG

Fantastic Baby

ทุก ๆ คน รวมถึงตัวคุณเอง เรียกคุณว่า Soundtiss คิดว่าตัวเองเป็นคนติสต์ไหม

เราไม่รู้จักคำจำกัดความของคำว่าติสต์ด้วยซ้ำ

แล้วมาจากไหน

จริง ๆ ชื่อนี้มันเกิดตอนที่เราเป็นเด็กแก๊ง (หัวเราะ) 

ช่วงนั้นทุกคนจะชอบ Southside, Thaitanium ต้องเดินสยาม ใส่เสื้อแก๊ง แล้วเราชื่อตู่ไง เพื่อนก็บอกว่า “ชื่อนี้ไม่เก๋เลย!”

เลยเปลี่ยนเป็น

Soundtiss 

เราชื่อ สวรินทร์ เพื่อนเลยเอาคำว่า เสา เป็น ‘ซาวนด์’ เพราะว่ามึงชอบร้องเพลงนี่ มึงชอบวาดรูปด้วย ก็เป็นอาร์ติสต์ แล้วก็เอาคำว่า ‘ซาวนด์’ กับ ‘ติสต์’ มารวมกัน ซึ่งเพื่อนคนนั้นที่ตั้งชื่อให้ก็มีชื่อเสียงอยู่ใน TikTok เหมือนกันคือ Pizza Movie เป็นคนรีวิวหนัง เราก็รู้สึกว่า เฮ้ย เก๋ เพราะว่าชอบโดนล้อชื่ออยู่แล้วตั้งแต่เด็ก 

ชื่อตู่มีอะไรให้น่าล้อในตอนนั้น

ทุกคนจะมองว่าตู่เป็นชื่อของผู้ชาย แต่จริง ๆ เราเกิดมาชื่อ ฟีน งงไหม แล้วอยู่ดี ๆ แม่ก็เปลี่ยนให้เป็นชื่อตู่ เพราะเพลง อะไร ๆ ก็ตุ๊ดตู่ มันดัง เขาก็เลยตั้งชื่อนั้นให้เรา (หัวเราะ)

เล่าเรื่องชีวิตตอนเป็นเด็กแก๊งให้ฟังหน่อย

โห เป็นช่วงชีวิตที่พ่อแม่หวงมาก ไม่ยอมให้ออกไปเที่ยว แต่สมัยนั้นสเตตัส BB ต้องบอกว่า “OTW Siam Paragon” “OTW เซ็นลาด” แล้วเป็นยุคที่เน็ตไอดอลโด่งดังมาก เราอยากเป็นหนึ่งในนั้น อยากเป็นคนดังเหมือนเขาบ้าง เราก็เลยลองไปดู ตอนนั้นทุกคนต้องแต่งตัวสีดำ ใส่เสื้อแขนกุด ใส่เสื้อวง เจอกันแล้วเดินไปเรื่อย ๆ 

แล้วเราก็งงกับเพื่อนว่า แค่นี้หรอ นี่หรอคือเด็กแก๊ง (หัวเราะ) หลังจากนั้นเราก็ เอ๊ะ มันไม่ใช่ทางของเรา ก็เลยเฟด ๆ ออกมาใช้ชีวิตด้วยตัวของฉันเองดีกว่า 

อย่าบอกนะว่านั่นเป็นจุดเริ่มต้นของการกรีดอายไลเนอร์

ต้องบอกว่ากรีดมาก่อนเป็นเด็กแก๊งอีก 

ถามจริง

ใช่ เพราะตอนเด็ก ๆ เรียนวิทยาลัยนาฏศิลป์ ต้องไปประกวด ไปรำ ไปแสดง ต้องแต่งหน้าเองมาตั้งแต่เด็กอยู่แล้ว คือแอบเขียนคิ้วไปโรงเรียนตั้งแต่ ม.2 

ห๊า

(หัวเราะ) เราทาแป้งพัฟเลย 

ตอนนั้นแต่งหน้าตามใคร

คนแรกที่รู้สึกว่าอยากแต่งหน้าตามคือ PONY Makeup เพราะเราเคยทำงานขายหนังสือที่ธรรมศาสตร์ แล้วร้านข้าง ๆ ก็เอาหนังสือของ PONY Makeup มาวาง เรารู้สึกว่า เฮ้ย คนเกาหลีเขาแต่งหน้าสวยจังเลย เราอยากแต่งหน้าแบบเขา แต่ไม่มีเงินซื้อหนังสือเล่มนั้น 300 กว่าบาท แพงมาก เลยไปนั่งดูแล้วก็เอามือถือถ่ายรูปกลับมาอ่านที่บ้าน (หัวเราะ) ฝึกตาม เริ่มเปิดยูทูบ ซึ่งเมื่อก่อนก็ลำบากเพราะว่าไม่มีคอมพ์ มือถือก็ไม่ได้มีเน็ตดีขนาดนั้น ต้องไปยืมคนอื่น

Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG
Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG

อะไรมาก่อนกันระหว่างการชอบแต่งหน้ากับชอบศิลปะ

จริง ๆ ต้องบอกว่าชอบศิลปะก่อน ตั้งแต่เกิดมาคือเราได้ยินอยู่แล้วว่าพ่อแม่เราจบช่างศิลป์ ลาดกระบังฯ ไม่รู้ว่าทำไมถึงชอบวาดรูปเหมือนกัน แต่จำได้ตอนเด็ก ๆ เลยก็คือจะวาดรูปให้เพื่อนในห้องตลอด เวลามีการบ้านวิชาวาดรูป เพื่อนก็จะ “วาดให้หน่อย” (หัวเราะ) จนกระทั่งโตขึ้นมานิดหนึ่ง แม่เห็นว่าเราชอบแสดงออกก็เลยส่งไปเรียนร้องเพลง เลยได้มาอีกความสามารถหนึ่ง 

พอขึ้นมัธยมฯ ก็ไปเรียนเอกร้องเพลงที่วิทยาลัยนาฏศิลป์ แต่เราโตมาในสังคมที่ไม่รู้ว่าการไปติววาดรูปคืออะไร เช่น คนที่เขาไปสอบศิลปากร บางคนติวมาตั้งแต่ ม.1 คือเราอยู่แต่กับการประกวดร้องเพลง จน ม.6 ถึงลองศึกษาดูว่า ถ้าเราอยากต่อมหาลัยวาดรูปต้องมีอะไรบ้าง โอ้โห รู้ตัวช้ามาก

ซึ่งเราติวน้อยมาก เพราะว่าตอนนั้นก็เริ่มทำงานแล้ว อยากหาเงิน แล้วก็บังเอิญ (เสียงสูง) เป็นปีแรกที่เขาใช้ 9 วิชาสามัญยื่น แจ๊กพอตสุด ๆ แล้วคะแนนปฏิบัติก็ออก เราผ่าน แต่พอ 9 วิชาสามัญออกปุ๊บ ฉันได้เกินครึ่งมา 3 คะแนน (หัวเราะ) ก็เลยคิดว่า กูไม่น่าจะรอดละ เลยเลือกมาสอบนิเทศศิลป์ใกล้บ้านที่สวนสุนันทาฯ 

เห็นในทวิตเตอร์ช่วงวันเด็กที่คุณเล่าว่า “เคยประกวดวาดรูป แต่อาจารย์ไม่ให้รางวัล เพราะวาดสวยกว่าคนอื่น” 

เป็นคำถามที่คาใจมาตลอด 

ทุกคนในชั้นเรียนรู้อยู่แล้วว่าเราชอบวาดรูป พอมีประกวดวันแม่ก็เลยลองวาดรูปดู เราก็ตั้งใจวาดมาก ทุกคนบอกว่า “ยังไงก็ชนะ” “วาดสวยมากเลย” แล้วพอวันที่เขาประกาศ เราเห็นรูปเราแปะอยู่ แต่ไม่ได้อยู่ตรงที่ประกาศรางวัล หรือเขาไม่รู้ว่าเราส่งประกวด ก็เลยเดินไปถามอาจารย์ว่า หนูส่งไปแล้วทำไมหนูไม่ได้ เขาบอกว่า “ก็วาดสวยเกินคนอื่นน่ะ…” อ้าว!

เหมือนว่าถ้าไปแปะมันจะแปลกแยกจากคนอื่นเกินไป เขาบอกว่า “ให้รางวัลคนอื่นเขาบ้าง” อ้าว! 

แล้วทำยังไง 

ก็โอเค ตอนนั้นยังไม่ได้คิดอะไร แต่พอโตมาถึงรู้ว่า เฮ้ย มันแย่เหมือนกันนะ ถ้าเราเป็นคนจิตใจอ่อนไหว ถ้าวันนั้นเราตั้งใจวาดมาก ๆ อยากได้รางวัลเพื่อไปอวดคุณแม่ เราคงเสียใจมาก หรือถ้าเรามีลูกแล้วลูกเราเจอแบบนั้น เราก็คงวีนครูเลยว่า เป็นอะไรจ๊ะ (หัวเราะ) 

เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นบ่อยไหมในชีวิตของคุณ

น่าจะมีแค่เหตุการณ์นี้แหละ เพราะเรียกว่าเป็นเด็กที่อยู่เป็น (หัวเราะ) บ้านจะมียายเป็นครูสอนภาษาไทย ทุกคนจะเรียบร้อยมาก ยายสอนวิธีการวางตัวกับผู้ใหญ่ ยิ่งเราเรียนนาฏศิลป์อีก เดินเข้าหาครูต้องคลานเข่า 

แต่เป็นเด็กที่แต่งหน้าทาคิ้วตั้งแต่ ม.2

ใช่ เราแอบทำทุกอย่างแต่อาจารย์ไม่เคยว่า เพราะเราทำเนียนมาก เช่น เราอยากผูกโบผิดระเบียบ อาจารย์มาปุ๊บ ถอด อาจารย์ไปปุ๊บ ติด ที่ผ่านมาไม่ใช่คนเรียบร้อยแต่แค่อาจารย์จับไม่ได้แค่นั้นเลย 

ทำไปเพราะอยากสวย หรือต้องการมีอิสระในการแสดงตัวตน

เราอยากเท่ อยากสวย แต่ตอนเด็กเราไม่ได้เข้าใจ ถูกปลูกฝังว่าเป็นกฎก็ต้องทำตามสิ ไม่ชอบก็ไม่ต้องอยู่ เราเลยโอเค ไม่ตั้งคำถามก็ได้ แอบทำไปแล้วกัน

พอโตมาถึงรู้สึกว่า ทำไมถึงห้ามฉันใส่ถุงเท้าพื้นดำ ทั้ง ๆ ที่ถุงเท้าพื้นขาวมันซักยาก ขอสวยนิดหนึ่งได้ไหม บางคนไปโรงเรียนแล้วอย่างน้อยมีสีแก้มมีสีปากนิดหนึ่งให้ดูน่ารัก มีชีวิตชีวาในการเรียนมากขึ้น มันเป็นจริง ๆ นะวันไหนที่เราลุกขึ้นมาแต่งตัว เราจะรู้สึกว่ามีพลังในการทำงานมากขึ้น

ขอ 1 อย่างในหน้าที่ต้องมีก่อนออกจากบ้าน

ลิปสติก เคยทดลองการออกจากบ้านแบบขี้เกียจมาหลายรอบแล้ว เขียนคิ้วอย่างเดียวไม่ได้ค่ะ

Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG

ONE OF A KIND

ช่วงนี้ที่คุณเริ่มแต่งหน้าเหมือนตัวละครมากมาย ถือว่าเป็นช่วงที่พีกที่สุดของ Soundtiss รึเปล่า

สุด ๆ ช่วงนี้พีกสุด ๆ คนเริ่มแคปไปแชร์ว่า “โอ๊ย Soundtiss แต่งหน้าเหมือนทุกคนเลย” อาจเพราะเรามีความสุขกับมันมากขึ้น มีทีมมากขึ้น สนุกกับการทำงาน แฟนก็เป็นตากล้อง ทีมตัดต่อก็เก่งมาก ๆ เรามีเลขา มีน้องฝึกงานเป็น Stylist เป็น Content Creator มาอีก แบบว่า Dream Team มาก ๆ 

ในฐานะที่ตอนนี้พุ่งขึ้นสุดกราฟ วิจารณ์การแต่งหน้าของ Soundtiss เมื่อ 6 ปีที่แล้วหน่อย

โอ้โห หน้าเทามาก 

พูดเลยว่าไม่ได้ตั้งใจหน้าเทา แต่ว่าเขาไม่ขายรองพื้นสีเข้มให้เรา 

สมัยก่อนด้วยความที่เราเป็นเด็กและไม่มีทางเลือก เราก็รับทุกงานเลยค่ะ แล้วเป็นช่วงที่ทุกคนต้องตัวขาวและเขาทำรองพื้นสีเดียว เราก็รีวิวด้วยสีเดียวนั้น (หัวเราะ) ไอ้เรื่องทรงคิ้ว การแต่งตามันยังเป็นในเรื่องของยุคสมัย ความนิยม แต่เรื่องหน้าเทาเนี่ยมันเหนือกาลเวลา 

มองเห็นพัฒนาการอะไรในตัวของน้อง Soundtiss คนนั้นจนถึงปัจจุบัน

หน้าไม่เทาแล้ว เลือกสีรองพื้นตรงเป๊ะ แล้วก็มีสติมากขึ้น เสพสื่อมากขึ้น คิดเยอะมากขึ้น วิธีการแต่งหน้าก็พัฒนาขึ้น

การแต่งหน้าเชิงคอสเพลย์หรือแต่งหน้าเหมือนคนอื่น เริ่มขึ้นตั้งแต่ตอนไหน

เริ่มจากการที่เราดูบล็อกเกอร์ต่างประเทศที่เขาแต่งหน้าเป็นคนอื่น แล้วเรารู้สึกว่า โอโห เขาแต่งเหมือนจัง เราจะทำได้เปล่าวะ

ครั้งแรกที่แต่งคือเป็น Wonder Woman เพราะเราชอบคาแรกเตอร์นี้มากเลย เราอยากเป็นแบบเขา ก็เลยกลับบ้านมาแล้วลองแต่งดู ตอนแรกก็แต่งหน้ากรีดอายไลเนอร์ปกติ แต่ตอนนั้นไม่ได้ถ่ายคลิป เลยลองแต่ง ๆ ดู เริ่มวาดตาสองชั้นปลอม เอ๊ะ! มันก็คืออยู่นะ ต่อมาก็ลองแต่งเป็น คาร่า (Cara Delevingne) บวกกับเริ่มดูอนิเมะ โคตรเซียนโรงเรียนพนัน แล้วก็คิดว่าคาแรกเตอร์นางเอกมันเริ่ด อยากคอส ลองสอนคอสเพลย์ดูบ้างละกัน เผื่อใครหลาย ๆ คนอยากแต่งคอสแต่ไม่รู้ว่าต้องแต่งยังไง โชคดีที่เราชอบวาดรูป เอามาปรับใช้กับการแต่งหน้าได้ค่อนข้างดี 

แต่มันเสียทั้งเวลา เสียทั้งเงิน มากขึ้นหลายเท่า

ที่สุด (หัวเราะ) ปกติตั้งกล้องถ่ายที่บ้านก็จบแล้ว แต่พอเราเริ่มเล่นใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ก็ต้องเช่าฉาก เช่าสถานที่ เช่าชุด เช่าวิก แต่ถามว่าคุ้มไหม ก็คุ้มค่ามาก เพราะเรารู้สึกว่าคนดูได้อะไรกลับไปเยอะขึ้น ถ้าลูกค้าเขามาจ้างเรา เขาก็จะมีความมั่นใจว่าเราต้องทำผลงานออกมาได้ดีมากแน่ ๆ เหมือนเป็นการสร้างมาตรฐานของตัวเองขึ้นมา 

ช่วยเล่าแบบละเอียดให้หน่อยว่าที่ต้องเสียทั้งเงินและเวลามากขึ้น มันมากขนาดไหน

อย่างล่าสุด อวตาร เรามีแพลนอยู่แล้วว่าจะแต่งเป็นอวตาร หนึ่ง คือยกทั้งทีมไปดู (หัวเราะ) น้อง Stylist พี่อ๊อด เรา เลขาทุกคนเข้าไปอยู่ในโรง เป็นการดูหนังที่เหมือนทำการบ้านส่งอาจารย์ เตรียมแว่นแบบชัดสุด ๆ เข้าไปนั่งดูหน้า ดูตา ดูลักษณะ ดูลายบนหน้าเขา 

ออกจากโรงปุ๊บก็มาประชุมกันต่อว่าแต่งเป็นคนนี้ดีไหม แต่หน้าเขาเรืองแสงนะ กูจะเป็นสิวไหมเนี่ย แต่ไม่เป็นไร สู้ ก็เลยสั่งสีเรืองแสงประมาณ 10 กระปุกจากทุกร้าน พี่อ๊อดก็ซื้อไฟ Blue Light เพื่อเอามานั่งเทสต์ นั่งจุด ว่าไหนคือสีที่ถูกต้องที่สุด 

ลงทุนมาก

แล้วก็ต้องมานั่งแพลนว่าเราจะแต่งอะไรบ้าง ออกแบบฉากหลังที่เราจะใช้ หาซื้อไฟ ซื้อฉาก ไปแบกต้นไม้มา แล้วการพ่นสี Body Paint ก็ยากมาก ต่อให้เราวาดรูปเก่งหรือแต่งหน้าเป็นอยู่แล้ว ก็เลยให้น้องพรีมพร้อมที่เคยฝึกงานด้วยเข้ามาช่วย ต้องจ้างช่างทำผมอีก เพราะว่าน้องคีรี ผมยาวถึงกลางหลัง แล้วคอนแทคเลนส์ก็ต้องมานั่งดูสีตาเขา มันเป็นสีออกเหลืองที่ออกเขียวอีกทีหนึ่งนะ เราสั่งมาเยอะมาก เพื่อดูว่าอันไหนมันดีที่สุด 

กระบวนการทั้งหมดที่เล่ามา เพื่อคลิปกี่นาที

3 นาที (หัวเราะ)

Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG
Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG

แล้วเพื่อยอดวิวเท่าไร

ใน TikTok ยังโชคดีที่ขึ้นหลักล้านวิว แต่ในยูทูบไม่รู้ว่ากี่หมื่นวิวแล้ว ค่อนข้างน้อยนิดหนึ่ง เพราะ Target แคบ แต่งหน้าประหลาด ๆ คนก็ไม่รู้ว่าจะดูเพื่อแต่งตามไปทำไม แต่อีกหนึ่งคลิปที่เรารู้สึกว่าประสบความสำเร็จมาก ๆ คือแต่งหน้าเป็นตัวละครฆีบาโร ประมาณ 8 แสนวิวแล้ว 

พอตั้งมาตรฐานไว้สูงขนาดนี้ กดดันเวลาแต่งเป็นตัวละครต่อ ๆ ไปไหม

กดดันทุกรอบ (หัวเราะ) เครียดทุกรอบเลยว่า เราจะแต่งเหมือนเปล่าวะ คนติดภาพไปแล้วว่า Soundtiss ต้องแต่งเหมือน 

เราก็ออกมาอธิบายทุกรอบว่า ฉันไม่สามารถแต่งเหมือนได้ทุกคนนะ ฉันไม่ได้แต่งหน้าเหมือนเขา 100 เปอร์เซ็นต์หรอก แต่คนดูเราขี้อวย บางทีเราลงแค่หู เขาบอก “เหมือนมากค่ะ!” 

ยัง! 

(หัวเราะ)

เออ เราก็กดดัน แต่โชคดีที่คนดูเราน่ารัก เขาเข้าใจว่าเราไม่ได้แต่งเหมือน แต่ในเรื่องของการใช้สี เทคนิคการแต่งหน้า มันเหมือนจริง ๆ แล้วก็คาแรกเตอร์ที่เราสื่อออกมาหรือว่าท่าทางมันคล้ายกับคนนั้นจริง ๆ ก็เลยชื่นชม

จะบอกว่าทุกครั้งที่กำลังจะแต่งหน้าเป็นใครคนหนึ่ง เราจะเก็บไปฝันเลย เพราะจะดูคลิปเขาซ้ำ ๆ ก่อนนอนเพื่อเก็บดีเทล

รู้สึกอยากเอาชนะตัวเองไปเรื่อย ๆ ไหม

ใช่ เหมือนไม่ต้องสู้กับคนอื่น สู้กับตัวเองให้รอดก่อน (หัวเราะ) อันไหนทำได้ก็ทำ อะไรที่มันไม่ไหว ก็ไม่เป็นไรนี่ เรียกว่าทำให้ดีที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ในตอนนั้นแล้ว

ในแวดวง Makeup Artist คนที่แต่งหน้าแนว ๆ คุณมีมากน้อยแค่ไหน

ก็มี แต่ว่ายังน้อยอยู่ หรืออาจจะมีเยอะกว่านี้แต่ไม่ได้ออกสื่อมาก เพราะเอาจริง ๆ ไม่ค่อยมีคนดูเท่าไร เราก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไม แต่คงเพราะเป็นการแต่งหน้าที่ค่อนข้างจะแฟนซีมาก ๆ คนส่วนใหญ่ที่เขาไม่ได้เสพงานอาร์ตก็ไม่รู้จะดูทำไม แต่งตามไม่ได้

กลายเป็นว่าทุกวันนี้ที่เรามียอดวิวเยอะขึ้นมาจาก TikTok ส่วนใหญ่ก็เป็นคนไทยกลุ่มหนึ่งและที่เหลือเป็นชาวต่างชาติหมดเลย 

ในเมื่อรู้ว่ามันยากขนาดนี้ ได้ยอดวิวไม่คุ้มกับค่าเหนื่อย ทำไมถึงยังตั้งใจที่จะผลิตงานบนเส้นทางนี้เหมือนเดิม

เพราะว่าเราชอบมันมาก (ลากเสียง) แล้วเราก็หาตรงกลาง ต้องบอกว่าไม่ใช่ทุกคลิปที่เราจะเล่นใหญ่เหมือนอวตาร คลิปที่เราตั้งกล้องถ่ายกับแสงธรรมชาติก็มีเยอะมาก เพื่อให้เข้าถึงคนดูทั่วไปที่เขาแต่งตามได้ 

อย่างคลิปที่เล่นใหญ่มาก ๆ บางทีเราก็ไม่อยากพูด ขายของไม่ได้ เราก็จะทำคลิปฟรีไปเลยเพื่อคืนกำไรให้กับคนดู แล้วก็เรียกคนดูใหม่ ๆ ที่เป็นชาวต่างชาติเข้ามา เพราะพอคลิปเราไม่พูด ชาวต่างชาติก็จะเข้ามาดูได้

เคยคิดไหมว่าจะมีชื่อเสียงขนาดนี้

ไม่คิดว่าจะมาถึงจุด ๆ นี้ ตอนแรกยังคิดอยู่เลยว่าโตไปฉันคงจะเป็นครูสอนร้องเพลงมั้ง

เพราะว่าตอนนั้นก็ยังรับจ้างสอนร้องเพลงแล้วก็สอนเปียโนเด็กด้วย วันนั้นก็ยังเริ่มต้นงง ๆ แค่รู้สึกว่าฉันอยากดัง ฉันอยากมีแสง ฉันอยากเป็นเน็ตไอดอล คิดแค่นั้นเลย

Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG
Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG

Flower Road

เครื่องสำอางอยู่ในชีวิตคุณมาแล้วกี่ปี

น่าจะอยู่มาตั้งแต่เกิด เพราะจำได้ว่าตั้งแต่อนุบาลหรือประถม ชอบเล่นแต่งหน้ากับยายที่บ้านเก่า แบบยายขอแต่งหน้าหน่อย ก็จะนั่งปัดแก้มทาตาให้เขา ส่วนมากเป็นแบบตาฟ้า แก้มชมพู ปากแดง แต่โชคดีที่ยายเห็นว่าเราชอบแต่งหน้า ต้องทำงาน ต้องไปประกวดร้องเพลง เขาก็ไปตลาดแล้วก็ซื้อเครื่องสำอางราคาหลักสิบมาให้ ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังใช้นะ เพราะว่าบางอย่างมันดีจริง ๆ

คุณผ่านการทำงานอะไรมาบ้าง

โห จิปาถะมาก (ลากเสียง) เราโตมากับความรู้สึกว่าอยากมีเงินเยอะ ๆ เพราะเราอยากได้ของ แต่พ่อแม่เราไม่มีเงินซื้อให้ เราต้องหาเอง แต่ก็ไม่ได้รู้สึกว่าเศร้าหรืออะไร บวกกับการที่เราโตมาในสังคมที่เพื่อนก็ทำงานเหมือนกัน ออกไปรับงานรำ ออกไปรับงานเต้น ออกไปทำนู่นทำนี่ 

ตอนนั้นก็ไปประกวดร้องเพลง ไปขายหนังสือได้วันละ 300 ไปเต้นให้ค่ายโทรศัพท์ค่ายหนึ่ง บวกกับการที่เราเคยเรียนร้องเพลงหรือเคยเรียนการเป็น MC มาก่อน ก็เลยได้เป็น MC ครั้งแรกให้กับค่ายมือถืออันนั้น เริ่มรับงานพริตตี้ เคยไปยืนถือน้ำส้มแบบ ชิมได้นะคะ ชิมไหมคะ ลองได้นะคะ เราชอบทำงานมาก

แล้วมาเป็นบิวตี้บล็อกเกอร์ได้ยังไง

เพราะว่าตอนนั้นช่วงเรา ม.6 เราเสพพันทิป เสพบิวตี้บล็อกเกอร์เยอะมาก ๆ เสพ แพรี่พาย ดู PONY ดูพี่ นุ่น นพลักษณ์ ดูพี่ สายป่าน (Sp Saypan) เราชอบมากเลย แล้วเราก็ชอบแต่งหน้าลงเฟซบุ๊กส่วนตัวของตัวเอง คนก็เริ่มถามว่า แต่งหน้ายังไง ใส่คอนแทคเลนส์อะไร เลยลองทำกระทู้รีวิวคอนแทคเลนส์ในจีบัน อยู่ดี ๆ ยอดแชร์ก็เยอะมาก จนมีคนทักมาบอกว่า “ลองทำยูทูบดูสิ เดี๋ยวส่งคอนแทคเลนส์ให้” 

เราก็เลย อะ ลองเปิดยูทูบ ลองเปิดเพจ แล้วก็เริ่มสอนแต่งหน้ามาตั้งแต่ตอนนั้น ซึ่งคิดไม่ออกจริง ๆ ว่าจะตั้งชื่ออะไร ก็เลยใช้ชื่อ Soundtiss 

ช่วงแรก ๆ ที่ทำจับทางได้ไหม 

แรก ๆ คือเราไม่รู้ด้วยซ้ำว่านี่สามารถเป็นอาชีพได้หรือเปล่า

ทำไปเพราะว่าสนุก แล้วก็เริ่มมีสปอนเซอร์เข้ามา เราก็ ว้าว! ได้เงินด้วยหรอเนี่ย ช่วงนั้นก็ยังรับงาน MC พริตตี้อยู่ ตอนนั้นไปออกรายการ I Can See Your Voice ยังไม่รู้เลยว่าตัวเองทำอาชีพอะไร ถ้าย้อนกลับไปดู เขาจะบอกว่าเราทำเคสขาย 

จริงหรอ

ใช่ เขาถามว่าเราทำอะไร เราก็บอกว่า ทำหลายอย่างเลย แต่ว่าไม่ได้ทำอะไรเป็นกิจจะลักษณะสักอย่าง ทำยูทูบด้วย แต่มีอยู่ 3 คลิป ก็เลยไม่รู้ว่าต้องพูดว่าทำยูทูบไหม เขาเลยเอาตอนที่เรานั่งวาดรูปในคอมพิวเตอร์เก่า ๆ ไปลงแทน

ตอนที่คิดว่างานนี้น่าจะเป็นอาชีพได้ อธิบายให้คนที่บ้านหรือคนรอบตัวฟังยังไง

เราไม่เคยบอกใครเลย (หัวเราะ)

ไม่เคยมีการมานั่งคุยกันว่า ฉันเป็นบิวตี้บล็อกเกอร์แล้วนะ แม่กับพ่อคือไม่เคยมานั่งคุยกันเลยว่า เธอทำงานอะไร เขาแค่สงสัยว่าทำไมของมาส่งที่บ้านเยอะจัง สั่งอะไรมาหรือเปล่า เราก็อธิบายให้เขาฟังว่า อ๋อ เขาส่งมาเพื่อให้หนูรีวิวนะ หนูต้องลองสินค้า อธิบายให้เขาฟังแค่นี้ แล้วคนรอบตัวเราทุกคนก็น่ารัก ช่วยกันตลอด 

รู้ไหมว่าเพราะอะไร

ไม่แน่ใจเหมือนกัน คือพวกเราลำบากกันมามาก โตมาในสังคมที่ถ้าเจอคนที่มีพ่อแม่ครบ เราจะ Amazing (หัวเราะ) เพราะว่าในกลุ่ม ตู่ไม่มีพ่อ เพื่อนอีกคนก็ไม่มีแม่ อีกคนก็ไม่มีพ่อ อีกคนก็บ้านแตก เรารู้สึกว่านั่นคือปกติ ซึ่งมันก็คือปกติจริง ๆ แค่เวลาเราเล่าให้ใครฟัง เขาก็จะ ห๊ะ ไม่มีพ่อเหรอ เราก็แบบ…แล้วทำไม แปลกเหรอ เพื่อนเราก็ไม่มีนะ (หัวเราะ) 

คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG
คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG

แม้กระทั่งมีคนมาพูดใส่เรื่องพ่อ คุณยังไม่รู้สึกอะไร เคยมีช่วงที่ไม่มั่นใจในตัวเองหรือเปราะบางทางอารมณ์บ้างไหม 

ไม่เคยเปราะบางหรือไม่มั่นใจในตัวเองเลย ส่วนใหญ่จะเปราะบางกับคอมเมนต์มากกว่า 

เอาจริง ๆ ช่วงที่เราทำช่องของตัวเองไม่ค่อยเจอคอมเมนต์แย่ ๆ ในช่องของเราก็จะเป็น Community เพื่อนหญิงพลังหญิงแบบ “พี่ตู่สวยมากค่ะวันนี้” “โห พี่ตู่หุ่นแบบนี้ดีแล้วค่ะ ไม่ต้องลดนะคะ” แต่วันหนึ่งที่เราเริ่มไปออกช่องอื่น ๆ มากขึ้น Mass มากขึ้น คนดูมี Target เยอะมากขึ้น เริ่มมี Range อายุที่กว้างมากขึ้น เขาก็จะมีความ เอ๊ะ ทำไมผู้หญิงคนนี้ดูโหวกเหวกจัง ก็จะรู้สึกกับคอมเมนต์พวกนี้

แต่ถ้าถามว่าเคยไม่มั่นใจในตัวเองไหม บอกเลยว่าไม่เคย (หัวเราะ) น่าจะเป็นเพราะเพื่อนส่วนหนึ่ง เพราะเพื่อนมั่นหน้ามั่นใจทุกคน สมมติเพื่อนเราใส่บิกินีมา แล้วบอกว่า “มึง กูอ้วนเปล่าวะ” เพื่อนทุกคนจะหันไปบอกว่า “มึงไม่อ้วนค่ะ ใครบอกมึงอ้วน มึงบอกกูมาเลย มึงสวยมากวันนี้” (เท้าเอวชี้) เราเลยรู้สึกมั่นใจในทุกอย่างที่เราทำ 

พ่อแม่ของคุณมีส่วนช่วยให้มั่นใจในตัวเองมากน้อยแค่ไหน

ตู่เรียกว่าพ่อแม่ แต่จริง ๆ เขาเป็นตายาย ตอนนี้เขาอายุ 80 กันแล้วนะ เพราะฉะนั้นมันจะมี Generation Gap หนักมาก คือเขาจะไม่เคยบอกว่า “หนูสวยมาก” 

ไม่มีเลยหรอ

ไม่มี เขาก็ชื่นชมว่าไอ้ตู่มันเก่งนะ แต่ไม่ได้เป็นฟีลเหมือนแม่ลูกวัยรุ่นทั่วไป 

แล้วเด็กที่มีความมั่นใจเต็มเปี่ยมกับพ่อแม่ที่อายุเยอะมาก มีปัญหาบ้างไหม

โอ๊ย มีเยอะแยะมากมาย ทุกวันนี้ยังทะเลาะกันอยู่เลย (หัวเราะ) เราหัวสมัยใหม่มาก ๆ เขาก็จะ Conservative สุด ๆ 

ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องการทำงานเลย เขาปล่อยเราชิลล์มาก อยากเรียนอะไรก็เรียน ไม่ได้คาดหวังอะไร ใช้ชีวิตได้ด้วยตัวเองก็พอแล้ว แค่อย่าทิ้งเขาก็พอ แต่สิ่งหนึ่งที่มีความไม่เข้าใจก็คือเรื่อง ทำไมถึงไม่แต่งงาน ทำไมถึงไม่หมั้นหมาย ทำไมถึงต้องนอนห้องเดียวกัน ส่วนใหญ่ก็จะเป็นเรื่องพวกนี้ 

แล้วทำยังไง

โชคดีที่แม่เรามีความดื้อเป็นปกติของคนแก่ แต่ถ้าวันไหนเรามานั่งจับเข่าคุยกัน เขาจะฟัง เราจะเป็นคนสังเกตพ่อแม่ตัวเองว่าถ้าพูดตอนนี้อะวีนแน่ เหวี่ยงแน่ ต้องรอจังหวะดี ๆ เช่น ตอนกินข้าวหรือตอนที่อยู่กับคนอื่น เราจะพูดต่อหน้าคนอื่นเลยว่า “แม่ มันเป็น 1 2 3 4 นะ แม่เข้าใจไหม” แล้วคนอื่นก็จะแบบ “ใช่ ลูกมันพูดถูก” 

แต่ก็เป็นธรรมดาของคนแก่ที่อยู่บ้านแล้วจะมีความขี้น้อยใจ ขี้งอน ล่าสุดพ่อติดโควิด อายุเกือบ 80 ไม่เข้าใจคำว่ากักตัว 

คุณรับมือด้วยการ…

กรี๊ด  

ให้เขาไปกักตัวที่โรงพยาบาล 5 วัน ก็คือจะหนีออกจากโรงพยาบาล พอกลับถึงบ้าน แม่ฉันก็เป็นมะเร็ง พ่อฉันก็เดินไปหาแม่เลย

ไม่ได้สิ!

ไม่ได้ (ตะโกน) แม่ก็ร้องไห้ “ฮือ ทำไมไม่กักตัว” ตอนนี้เล่าเหมือนตลก แต่ตอนนั้นคือหัวจะระเบิด 

คิดสภาพ วันนั้นถ่ายชุดเซเลอร์มูนอยู่ข้างบน แล้วอยู่ดี ๆ พ่อก็เปิดประตูเข้ามาถามว่า “แม่ไปไหน!” ฉันก็เดินใส่ชุดเซเลอร์มูนไปบอกว่า “กลับไปกักตัวเดี๋ยวนี้!” 

นี่ให้แม่ไปอยู่อีกบ้านหนึ่งเลย เพราะว่าพ่อไม่กักตัว พ่อก็น้อยใจอีก บอกว่า “เราคบกันมาตั้งขนาดนี้ ทำไมเธอถึงทิ้งฉัน” ซีนอารมณ์มาก

เออ ก็จะเป็นฟีลนี้ แต่ส่วนใหญ่จะไม่มีปัญหาในเรื่องของการใช้ชีวิตเลย 

โชคดีที่เหมือนชีวิตจะมีอุปสรรคแต่ก็ไม่มีนะ

ใช่ คือเราไม่มีพ่อ แม่ก็ไม่ได้มีเงินขนาดนั้น โชคดีที่ตายายถึงเขาจะดุมากและไม่ให้เราออกจากบ้านเลย แต่เราเป็นเด็กที่รับได้แล้วก็เข้าใจในความเป็นเขา 

ถ้าเราเติบโตมาในครอบครัวที่ญาติทุกคนเป็นคนรวย เราอาจจะโดนกดดันก็ได้ว่าเธอต้องมีธุรกิจ แต่ด้วยความที่ตายายเราไม่ได้มีอะไรให้อยู่แล้ว เขาแค่อยากให้เราใช้ชีวิตให้มีความสุข หาแฟนดี ๆ สักคน เขาต้องการแค่นี้ 

คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG
คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG

ซึ่งเรื่องพวกนี้คนมีชื่อเสียงหลายคนเลือกจะไม่เล่าก็ได้ ทำไมคุณถึงเล่าให้ทุกคนฟังหมด โดยเฉพาะในทวิตเตอร์

จริง ๆ มีหลายเรื่องมากนะที่เราไม่ได้ทวีตลงไป แต่ส่วนใหญ่ที่ทวีตเราคิดแล้วว่าจะต้องมีคนเกิดเหตุการณ์แบบนี้เหมือนกับเราแน่ ๆ เราชอบเวลาที่มีคนมาปรับทุกข์หรือมาพูดคุยกัน 

รู้สึกว่าต้องเป็นแบบอย่างที่ดีของแฟนคลับหรือคนที่ติดตามเราอยู่ไหม

พูดยากมาก เพราะบางคนก็รู้สึกว่า ฉันก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง มีผิดมีถูกเหมือนทุกคน ส่วนตัวเรารู้สึกว่าควรจะมีตรงกลาง ไม่ใช่สูญเสียความเป็นตัวเองไปเลย ฉันก็กินเหล้า ฉันก็เที่ยว ฉันก็พูดคำหยาบ แต่ก็จะพยายามอยู่ในร่องในรอย ไม่สุดโต่งในการด่ากราดจนเกินไป 

แต่กว่าจะมาถึงตรงนี้ เห็นว่ามีช่วงหนึ่งที่ติดกินยาลดน้ำหนัก

ใช่ 

เพราะอะไรเด็กที่มั่นใจในตัวเองสุด ๆ ถึงไปถึงจุดนั้นได้

เพราะเข้าไปในโรงเรียนที่หันไปก็มีแต่คนขาว ๆ จัดฟัน ตาโต ทุกคนมัดผม ทุกคนผมยาว แต่เราหัวฟู ตรงข้ามทั้งหมด ก็เลยพยายามทำให้ตัวเองดูดีขึ้น พยายามทำให้เราตัวขาวขึ้นสุด ๆ ไปเลย จนวันหนึ่งเริ่มมีกระแสคนผิวแทนเข้ามา เราก็เลยหลุดจากตรงนั้น

ช่วงที่เข้าไปอยู่ในวังวนนั้น คุณหลงไปถึงขนาดไหน

โอ้โห ตอนนั้นประมาณ ม.3 ทำเพื่อให้ผู้ชายมาชอบเรา โทรมมาก เพราะกินยาลดความอ้วนแผงละ 100 บาทที่ตลาดนัด แล้วก็เบลอมาก เศร้าไปหมด รู้สึกดาวน์ กินข้าวไม่ลง ใจก็เต้นตึก ๆๆ เหมือนจะตายตลอดเวลา อกหัก ร้องไห้ เศร้า น้ำหนักลงไป 46 ผอมจนเพื่อนเจอแล้วบอกว่า “เฮ้ย ไปทำอะไรมา โทรมมาก” นี่ก็แบบ ฉิหายละ เราต้องหยุดกินยา น้ำหนักก็โยโย่มา 53 ตัวแตกเลย กลายเป็นว่าทุกอย่างใหญ่กว่าเดิม เราก็ทำใจ (หัวเราะ) ตั้งแต่วันนั้นมาก็ไม่กินอาหารเสริมลดความอ้วนอีกเลย

แล้วเขาชอบเราไหม

เขามาชอบเราตอน ม.ปลาย แต่เราไม่ได้ชอบเขาแล้ว เชิด! (หัวเราะ)

วังวนนั้นให้บทเรียนอะไรกับคุณบ้าง

เรารู้สึกว่าสวยแบบเป็นตัวเองดีที่สุดแล้ว 

คือไม่ผิดนะถ้าเราอยากสวยเหมือนใคร มี Role Model ได้ แต่ต้องเข้าใจพื้นฐานของเราด้วยว่ามันไปได้สุดมากแค่ไหน และอย่าไปก้าวก่ายคนอื่น เช่น สมมติเพื่อนเราบอกว่าอยากขาว เราก็จะบอกว่า “เฮ้ย จริง ๆ ผิวแทนสวยนะ แต่ถ้ารู้สึกว่าอยากขาวก็โอเค แล้วแต่ ถ้าสบายใจที่จะขาว”

ตอนนี้กลายเป็นเราต้องไม่ไปยัดเยียด Beauty Standard ของเราเองให้คนอื่น เพราะเราก็เจอบ่อยเหมือนกัน ถ้าอยากออกกำลังกาย อยากผอม ก็จะมีคนมาบอกว่า “เฮ้ย ไม่ต้องผอมหรอก ผอมไม่ได้แปลว่าสวยนะ” เราก็รู้สึกว่า อ้าว แล้วไปว่าคนผอมทำไม 

อยากบอกทุกคนที่ยังอยู่ในวังวนของ Beauty Standard ว่าเอาที่ตัวเองสบายใจ อยากสวยแบบไหนก็สวยแบบนั้นแหละ ไม่ต้องไปนั่งฟังคนอื่นว่าเธอต้องสวยแบบนี้นะ เธออย่าผอมนะสมัยนี้เขาต้องอวบ เธออย่าขาวนะสมัยนี้เขาต้องผิวแทน ถามตัวเองดูว่าอยากเป็นแบบไหน แล้วก็ลุยเลย ไม่ผิด ไม่มีอะไรผิดทั้งนั้น

คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG
คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG

Last Farewell

การได้เป็นบิวตี้บล็อกเกอร์ ทำให้คุณเป็นตัวเองในแบบที่ชอบมากขึ้นไหม

เราได้เป็นทุกคนเลย (หัวเราะ)

การเป็นบิวตี้บล็อกเกอร์ทำให้เห็นความสวยงามมากขึ้น เพราะพอเราแต่งหน้าหลาย ๆ คน เราจะเห็นเสน่ห์บนหน้าตาทุกคนเลย เห็นว่า ตา จมูก ปาก เขาสวยแตกต่างกันนะ แต่ว่าเขาสวยทุกคน  

เราก็เคยรู้สึกนะว่าเราอยากไปฉีดปากเพิ่ม เคยอยากไปทำตา ซึ่งคนทำไม่ผิดนะ แต่ส่วนตัวเรารู้สึกว่าเป็นแบบนี้ดีแล้ว เพราะถ้าเราไปทำหน้าชัดแล้วอะ เราจะแต่งหน้าเป็นคนอื่นยากขึ้นแน่เลย งั้นเราก็เคารพกับหน้าเราแบบนี้แหละ (หัวเราะ)

อะไรคือเกณฑ์วัดว่านี่คือจุดที่ประสบความสำเร็จ

โห เราไม่รู้เลยว่าคำว่าประสบความสำเร็จคืออะไร เพราะคำว่าประสบความสำเร็จของแต่ละคนต่างกัน ของเราคือการแต่งหน้าเป็นคนนั้น แล้วมีคนบอกว่า “อุ๊ย แต่งเป็นคนนี้แน่เลย” แต่กับบางคนความสำเร็จของเขาอาจจะเป็นการทำแล้วได้ 10 ล้านวิว มันก็แล้วแต่คนมอง ไม่ได้มีบรรทัดฐานตายตัว บางคนที่เขายอด 10,000 Followers แต่เขารู้สึกประสบความสำเร็จก็มี 

รู้สึกยังไงที่อาชีพนี้พาให้คุณได้มีรถ มีบ้าน เป็นของตัวเอง

ดีใจมาก นี่เป็นความฝันตั้งแต่เด็กเลยว่า ฉันอยากมีบ้านเป็นของตัวเอง 

เพราะตอนเด็ก ๆ เราจะอยู่รวมกันเป็นครอบครัวใหญ่ ห้องหนึ่งอยู่รวมกัน 3 คน จนช่วงที่เราทำงานก็ไม่มีห้องเป็นของตัวเองที่จะใช้ถ่าย ถ้าทุกคนย้อนกลับไปดู จะเห็นว่าข้างหลังเป็นราวตากผ้าแล้วเราก็เอาผ้ามาแขวน พอเริ่มมีอะไรมากขึ้น เราก็ไปขอห้องเก็บของทำงานได้ไหมจ๊ะ ทุกคนก็ต้องเอาของทั้งหมดออก เพื่อให้เราไปนั่งทำงานตรงนั้น แล้วก็ทำมาเรื่อย ๆ จนเก็บเงินซื้อบ้านซื้อรถได้ 

สมัยก่อนทำงานมาเท่าไรก็หมดเพราะว่าต้องใช้ จำได้เลยว่าตอนจ่ายค่าเทอมมหาลัย ประมาณ 15,000 มั้ง บัญชีเหลือเงิน 0 บาท (หัวเราะ) ตอนกดเงินออกมาน้ำตาจะไหลแบบ กูไม่มีเงินอีกแล้ว กูหามาตั้งนาน แต่ทำไรไม่ได้ นอกจากหาเงินใหม่ 

คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG
คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG

ถ้าตอนนี้ไปสมัครงานอีก แล้วเขาให้แนะนำข้อดีของตัวเองจะบอกว่า

เป็นคนมีสติมาก เป็นคนใจเย็น เป็นคนมีแพสชัน แล้วก็ชอบแก้ไขปัญหา 

เคยมีครั้งหนึ่งในชีวิตที่… แม่ป่วยเป็นมะเร็งใช่ไหม พี่สาวโทรมาแล้วก็บอกว่า “เนี่ย แม่อยู่ห้องผ่าตัดนะ 50 : 50 มีสิทธิ์เสียชีวิต” สิ่งที่เราทำก็คือลุกขึ้นมา โทรบอกญาติว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง 1 2 3 4 ในหัวคิดแล้วว่า ถ้าสัปดาห์หน้าแม่กูตายกูต้องทำยังไงต่อ กูต้องทำงานนี้ ๆๆ นะ กูต้องใช้ชีวิตแบบนี้ ๆๆ นะ 

ส่วนใหญ่เวลาเกิดอะไรขึ้นเราจะนึกถึง Worst Case ที่สุด อะไรคือสิ่งที่แย่ที่สุดที่จะเกิดขึ้น แล้วคิดว่าต้องแก้ไขปัญหายังไง เออ เราเป็นคนแบบนี้ 

แล้วก็เคยอยู่ในรถกระป๋องที่คนขับเขาหลับในเว้ย รถก็โยกไปมาในอุโมงค์ ทุกคนในรถกรี๊ด แต่เราหน้านิ่งมาก มีสติ แล้วเราก็หยิบมือถือขึ้นมาเพื่อพิมพ์ข้อความบอกแม่ว่ารักนะ

เป็นข้อดีจริงเหรอ

นั่นน่ะสิ เป็นข้อดีจริงไหมวะ แต่ก็ดีกับการทำงาน

แล้วการใช้ชีวิตล่ะ

ก็จะเป็นคนไม่ได้แสดงอารมณ์ของตัวเองเท่าไร เพราะรู้สึกว่าฉันต้องมีสติตลอดเวลามากเกินไป เช่น ตอนแม่ป่วย เราไม่ร้องไห้เลยเพราะรู้สึกว่าคนอื่นร้องแล้ว กูจะร้องไม่ได้ เดี๋ยวมันจะไปกันหมด เรากลายเป็นคนที่ต้องมีสติที่สุดเพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านั้น

เพราะไม่อยากอ่อนแอ

เคยอยู่ในจุดที่ไม่อยากให้คนอื่นมองว่าเราอ่อนแอ แต่หลัง ๆ ก็อ่อนแอไปเหอะ กูเป็นมนุษย์ (หัวเราะ) 

เมื่อก่อนแฟนไม่เคยเห็นเราร้องไห้เลย น้อยมาก หลัง ๆ เป็นประจำเดือน เริ่มเศร้าเริ่มร้องไห้เหมือนคนปกติแล้ว ที่ผ่านมาจะไปกลั้นน้ำตาทำไมวะ (หัวเราะ)

ถ้าเครื่องสำอางอยู่กับคุณมาตั้งแต่เกิด คิดจะอยู่กับมันอีกไปถึงเมื่อไร

โอ๊ย ก็คงจนกว่าจะตาย ถ้าตายฝากเอาเครื่องสำอางใส่โลงไปด้วย (หัวเราะ) 

เมื่อวานเพิ่งบอกเพื่อนไปว่า “มึง ถ้ากูตายอะ อย่าลืมปัดแก้มสี Pansy Pop ให้กูนะ แล้วก็ปากอย่าลืมทาลิปของ Dior เบอร์ 000 ให้กูด้วย” เพื่อนก็บอกว่า “มึงลุกขึ้นมาแต่งเองเถอะ ถ้ามึงตายกูก็แต่งให้ได้ไม่สวยเท่ามึง” 

Soundtiss ออกแบบความตายของตัวเองไว้ว่ายังไงอีก

พูดตรงนี้กับคนสัมภาษณ์เลย 

ถ้าตายปุ๊บ ฝากบอกแม่ด้วยว่า ไม่ต้องเศร้า แล้วก็ฝากเปิดเพลง BIGBANG ในงานศพของฉันด้วย ยังไงสารก็ต้องไปถึง BIGBANG ว่าช่วยทำคอนเสิร์ตหน่อย ถ้ากูตายอย่างน้อยคนอื่นก็ต้องได้ดูคอนเสิร์ต BIGBANG วะ 

เราบอกเพื่อนตลอดว่างานศพกู ถ้าเป็นไปได้มึงเปิดเพลง BIGBANG ไปเลย มึงจัดปาร์ตี้ไปเลย อย่าคิดว่ากูตาย คิดว่า กูเนี่ยไปโลกใหม่ (หัวเราะ)

เป็นงานศพที่เปิดเพลง Last Farewell 

เออ! ถูกต้อง! 

เธอเศร้าได้ เธอร้องไห้ได้นะ แต่อย่าจมปลักกับการที่ฉันตายไป เพราะมันเป็นเรื่องธรรมดา ไม่จากเป็นก็จากตาย เพราะฉะนั้น ถ้าฉันตาย อย่างน้อยทุกคนต้องได้สนุกที่สุด ปกติเพื่อนจะมาปาร์ตี้ที่บ้านตลอด ถ้ากูตายมึงก็จัดปาร์ตี้ส่งท้ายให้กูเลย เอาเบียร์มารดน้ำกูนะ (หัวเราะ) 

ทุกวันนี้คิดพินัยกรรมไว้ เพราะเรามีคติประจำใจว่า ใช้ชีวิตให้เหมือนเป็นวันสุดท้าย เราบอกรักแฟน กอดแฟนทุกวัน เพราะเจอมาเยอะมากกับการที่คนรอบข้างเสียไว ญาติพ่อเรานอนแล้วตาย ไหลไปเลย เราก็เลยพยายามใช้ชีวิตให้เหมือนวันสุดท้าย และก็บอกเพื่อนตลอดว่า ถ้ากูตาย มึงต้องแบ่งเงินแบบนี้นะ มึงเป็นพยานให้กูแล้ว 3 คน มึงเข้าใจไหม สมบัติกูต้องแบ่งยังไง พวกมึงฟังแล้วรู้เรื่องนะ (หัวเราะ) 

งั้นก่อนตาย คนสุดท้ายที่อยากแต่งหน้าเหมือนคือใคร

โอ้โห ฉิบหายแล้ว เหมือนตัวเองได้ไหม ขอแต่งหน้าเป็นตัวเองแล้วกันก่อนตาย ให้ทุกคนได้เห็นว่านี่คือหน้าฉัน 

แล้วก็ช่วยเอารูปนั้นน่ะไปแปะหน้าโลง เพราะตอนนี้หน้าโลงศพน่าจะไม่มีรูปที่เหมือนตัวเองแล้ว

คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG
คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

Avatar

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load