แม้ว่าซีรีส์ Hospital Playlist จะออกอากาศตอนสุดท้ายให้ชมกันไปตั้งแต่ปลายเดือนพฤษภาคม แต่เชื่อว่ามีหลายคนที่เกิดอาการไถฟีดแอปฯ ดูหนังอยู่นาน แต่ก็ยังปลงใจเลือกดูซีรีส์เรื่องใหม่ไม่ได้สักที ปัญหาเหล่านี้จะหมดไป หลังจากที่ได้ทำความรู้จัก ‘จักรวาลชินวอนโฮ’ ผลงานจากผู้กำกับและทีมเขียนบทซีรีส์คุณหมอที่แฟนคลับซีรีส์เกาหลีทั้งหน้าเก่าและใหม่ให้การยอมรับแล้วว่า ถ้าจะจัด Hall of Fame ของซีรีส์เกาหลีในทศวรรษนี้ ต้องมีชื่อซีรีส์ตระกูล Reply, Prison Playbook หรือ Hospital Playlist ซึ่งทั้งหมดคือผลงานการกำกับของชินวอนโฮและทีมเขียนบทของเขาตลอด 8 ปีที่ผ่านมานี้อยู่แน่ๆ 

ชินวอนโฮ (Shin Won-ho) คือผู้กำกับละครโทรทัศน์วัย 45 ปีจากเกาหลีใต้ มีผลงานการกำกับครั้งแรกเมื่อปี 2005 ถ้าว่ากันเรื่องจำนวน ซีรีส์ที่มีชื่อชินวอนโฮอยู่ท้ายเครดิตอาจจะไม่มาก แต่ถ้าให้ไล่เรียงไปทีละเรื่อง ในทุกผลงานของเขาล้วนผ่านจุดที่มีตัวเลขเรตติ้งสูงสุดตลอดกาลในช่องนั้น หรือเป็นบันไดแจ้งเกิดให้นักแสดงแถวหน้าของเกาหลีใต้ทั้ง ยูยอนซอก (Yoo Yeon-seok) หรือคุณหมออันจองวอนจาก Hospital Playlist พัคโบกอม (Park Bo-Gum) , รยูจุนยอล (Ryu Jun-yol) จาก Reply 1988 และอีกมากมาย

5 ซีรีส์ในจักรวาล ชินวอนโฮ ผกก. เกาหลีที่มีลายเซ็นเดิมตั้งแต่ Reply จนถึง Hospital Playlist
ผู้กำกับชินวอนโฮในงานแถลงข่าวซีรีส์ Prison Playbook เมื่อปี 2017 

ผลงานการกำกับของชินวอนโฮและทีมดีงามกว่าซีรีส์เกาหลีเรื่องอื่นๆ ยังไง เราเองในฐานะคนที่ศึกษาดูใจและใช้เวลากว่า 128 ชั่วโมง หรือ 7,680 นาที (โดยประมาณ) ไปกับการดูซีรีส์ของผู้กำกับคนนี้ ขออธิบายอย่างง่ายให้ฟังว่า ก่อนการเริ่มต้นดูซีรีส์เกาหลีหรือละครทีวีสักเรื่อง คุณอาจจะเริ่มจากมองหาเรื่องที่เล่าประเด็นอย่างความสัมพันธ์ มิตรภาพ ครอบครัว สะท้อนชีวิต เจาะลึกอาชีพ หรือซีรีส์ที่ตีแผ่อีกด้านของสังคม แต่ทีมผู้สร้างทั่วไปมักเลือกหยิบมาสื่อสารทีละ 1, 2 หรือมากสุดก็ 3 อย่างในเรื่องเดียว และถ้าผลงานนั้นประสบความสำเร็จ แผนการผลิตภาคต่อก็อาจจะเกิดขึ้น 

แต่เชื่อหรือไม่ว่า ชินวอนโฮและทีมงานรวบรวมประเด็นสื่อสารมากมายที่จะตอบโจทย์คนดูได้ทั้งหมดเอาไว้ในซีรีส์เรื่องเดียว และยังมีอีกหลายครั้งที่เขาบอกว่าซีรีส์เรื่องนี้จะมีภาคต่อ ทั้งที่ยังไม่ได้วางตัวนักแสดงหรือยังไม่ได้ออกอากาศด้วยซ้ำ ส่วนวิธีทำซีรีส์ภาคต่อของเขาก็น่าสนใจ ไม่ใช่ว่าการมีภาค 2 จะทำให้เขากั๊กจุดพีกเอาไว้เล่าในคราวต่อไป เพราะชินวอนโฮใส่เรื่องเหล่านั้นแบบไม่ยั้งไว้ตั้งแต่ภาคแรก หรืออาจจะตั้งแต่ EP. แรกๆ เลยก็มี

5 ซีรีส์ในจักรวาล ชินวอนโฮ ผกก. เกาหลีที่มีลายเซ็นเดิมตั้งแต่ Reply จนถึง Hospital Playlist
โปสเตอร์ซีรีส์ Reply ทั้ง 3 ภาค

เท่านั้นยังไม่พอ ผู้ชายคนนี้ยังมีวิธีใส่กิมมิกที่เป็นเหมือนลายเซ็นของตัวเองลงไป ชนิดที่ไม่ต้องดูชื่อในท้ายเครดิตก็ตอบได้ทันทีว่านี่คือผลงานจากการกำกับและทีมเขียนบทของเขา แม้ว่าซีรีส์แต่ละเรื่องจะเล่าภาพเหตุการณ์ต่างยุคสมัย ต่างกลุ่มคน ต่างอาชีพ ต่างสถานะ หรือฉากหลังของเรื่องที่ต่างกันก็ตาม แต่เขาและทีมงานก็มีวิธีถ่ายทอดประเด็นพร้อมด้วยลายเซ็นออกมาสู่สายตาและประทับลงหัวใจของผู้ชม

ด้วยเหตุนี้เอง เราจึงขออาสาพาทุกคนไปย้อนดูว่าชินวอนโฮทำอย่างไรในการกำกับซีรีส์ที่คนดูให้ความสนใจ ติดใจ ปวดใจ ประทับใจ จนถึงเป็นที่หนึ่งในใจ และมาร่วมกันถอดสูตรว่ามีประเด็นอะไรที่เขามักหยิบมาเล่าให้เราฟังอยู่เสมอ สำหรับใครที่เป็นแฟนคลับจักรวาลนี้อยู่แล้ว ก็อยากชวนมาเช็กว่าตรงไหนในจักรวาลนี้ที่ทำให้คุณตกหลุมรัก ส่วนคนที่ไม่เคยรู้จักจักรวาลนี้มาก่อน ลองดูว่ามีข้อไหนที่คุณรู้สึกสปาร์กจอยในใจ แอบบุ๊กมาร์กไว้ แล้วไปทำความรู้จักซีรีส์น้ำดีของผู้กำกับคนนี้ไปด้วยกัน

*บทความนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของซีรีส์ 

01

จักรวาลที่ถนัดเล่าเรื่องรักครั้งแรก พรหมลิขิต และจังหวะ

“พรหมลิขิตไม่ได้เกิดขึ้นตลอดเวลา… พรหมลิขิตมีอีกชื่อว่าจังหวะ ถ้าไม่มัวแต่ติดไฟแดง ถ้าไฟแดงมันช่วยฉันสักครั้ง ฉันคงได้ไปยืนตรงหน้าเธอเหมือนพรหมลิขิต แต่รักแรกของฉันมันไม่เคยถูกเวลา”

คิมจองฮวาน, Reply 1988

โดยมากผลงานของผู้กำกับชินวอนโฮมักมีเส้นเรื่องหลักคือความรักแบบหนุ่มสาวของตัวละคร โดยรูปแบบความสัมพันธ์ที่เขาชอบหยิบมาเล่าอยู่เสมอคือประเด็น ‘รักครั้งแรก’ ทั้งในมุมรักที่สมหวังและผิดหวัง แต่เสน่ห์ของการเล่าประเด็นที่น่าจะเคยมีคนเล่าไปแล้วหลายร้อยรูปแบบให้แปลกใหม่ได้ใจคนดู คือการเล่าเรื่องความสัมพันธ์ที่พร้อมจะพลิกล็อก หักมุม เลี้ยวโค้ง แต่ความรักทุกรูปแบบที่ถูกเล่าผ่านผลงานของเขาล้วนเต็มไปด้วยความอบอุ่นและรายละเอียดเล็กๆ ที่สอดแทรกไว้ เพื่อเป็นคำใบ้ในความสัมพันธ์ของตัวละครนั้นๆ ซึ่งจุดนี้เองที่ทำให้ความรักในซีรีส์ของชินวอนโฮตรึงใจให้คนดูติดตามเรื่องต่อได้เสมอ

5 ซีรีส์ในจักรวาล ชินวอนโฮ ผกก. เกาหลีที่มีลายเซ็นเดิมตั้งแต่ Reply จนถึง Hospital Playlist
ฉากโหนรถเมล์ในตำนานของนางเอกและ (คนที่อาจจะเป็น) พระเอกใน Reply 1988

อย่างการนำเสนอประเด็นความรักจากซีรีส์ Reply 1988 เล่าเรื่องความสัมพันธ์ความกลุ่มเพื่อนซี้ 5 คนที่ครอบครัวของพวกเขาเป็นคนบ้านใกล้เรือนเคียงในย่านซังมุนดง เปิดเรื่องมาด้วยสามีภรรยาคู่หนึ่งกำลังให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องในอดีต และภาพค่อยๆ Flashback กลับไปเมื่อ 20 ปีก่อน เรารู้แน่ๆ ว่าผู้หญิงที่อยู่หน้ากล้องคือซองด็อกซอน นางเอกของเรื่อง แต่ผู้ชายที่นั่งเคียงข้างกับเธอคือใคร คำใบ้แรกคือเขาเป็นผู้ชาย 1 ใน 4 คนที่เป็นเพื่อนซี้สมัยเด็กที่ดูไม่มีวี่แววจะพัฒนาความสัมพันธ์กับใครได้ เรื่องราวการตามหาสามีของนางเอกจึงเริ่มต้นขึ้น โดยแต่ละตอนก็จะปรากฏเบาะแสให้คนดูตามสืบ ซึ่งมีทั้งหลักฐานที่ทำให้คนดูสับสน สงสัย และความสนุกอยู่ตรงไม่มีทางเดาได้ว่าใครคือพระเอกของเรื่อง ซึ่งตอนที่  Reply 1988 ออกอากาศ ถึงขนาดมีแฟนๆ ไปตั้งกระทู้ Pantip เพื่อเชียร์และเก็บทุกโมเมนต์ที่เป็นไปได้ของซองด็อกซอนกับว่าที่พระเอกในเรื่องกันแบบเรียลไทม์

5 ซีรีส์ในจักรวาลชินวอนโฮ ผกก. เกาหลีที่มีลายเซ็นเดิมตั้งแต่ Reply จนถึง Hospital Playlist
แก๊งเพื่อนซี้จากซังมุนดงใน Reply 1988

02

จักรวาลที่พิสูจน์ว่ามิตรภาพดีๆ มีค่าเท่ากับอนันต์

“สำหรับเธอ ฉันก็คงเหมือนพระอาทิตย์ที่กำลังตกดิน เป็นความทรงจำที่งดงามมาจากอีกฝากหนึ่ง จดจำวันเวลาที่ดีที่เคยมีความหมายกับพวกเราเอาไว้นะ ให้เป็นดังภาพวาดที่หลงเหลือไว้โดยไม่รู้สึกเสียดาย”

Me to You, You to Me (OST. Hospital Playlist)

ถ้าเรื่องราวความรักเป็นเส้นเรื่องหลักที่ผู้กำกับคนนี้มักใช้ในงานของเขา เส้นเรื่องรองที่กลายเป็นของต้องมีคงหนีไม่พ้นเรื่อง ‘มิตรภาพ’ ทั้งจากเพื่อนในวัยเด็กที่อยู่บ้านใกล้เรือนเคียง เพื่อนสมัย ม.ปลาย หรือเพื่อนตอนเรียนมหาวิทยาลัย ซึ่งวิธีการที่เราเห็นอยู่บ่อยๆ ในการเล่าถึงมิตรภาพของคนกลุ่มหนึ่ง มักเล่าว่าทุกคนได้เรียนรู้และก้าวผ่านอุปสรรคไปด้วยกัน วิธีเล่าเรื่องเพื่อนของชินวอนโฮก็ไม่ได้ผิดแปลกแหวกขนบสักเท่าไหร่ แต่ความน่าสนใจอยู่ตรงวิธีสื่อสารให้เห็นว่า คนกลุ่มหนึ่งจะแสดงความรัก ความห่วงใย และเอาใจใส่กัน ในบริบทของความเป็นเพื่อนที่ไม่จำกัดเพศได้อย่างไรบ้าง 

5 ซีรีส์ในจักรวาลชินวอนโฮ ผกก. เกาหลีที่มีลายเซ็นเดิมตั้งแต่ Reply จนถึง Hospital Playlist
อาจารย์หมอแห่งโรงพยาบาลยุลเจ จาก Hospital Playlist

ใครที่เคยดูซีรีส์ Hospital Playlist คงจดจำช่วงเวลาหลังเลิกงานที่แก๊งอาจารย์หมอวัยเลข 4 รีบถอดเสื้อกาวน์พักจากการรักษาคนไข้ ก่อนไปจับไมค์ร้องเพลงและเล่นดนตรีกันอย่างจริงจัง พวกเขาให้เหตุผลในการก่อตั้งวงดนตรีว่า ทุกคนทำเพื่อตามความฝันของตัวเอง แต่ว่าฝันนั้นจะเป็นจริงก็ต่อเมื่อได้ทำมันร่วมกับเพืื่อนๆ กลุ่มนี้ ซึ่งตรงนี้เป็นจุดที่แทรก ‘วิธีบอกรักเพื่อน’ ในแบบที่เราว่าน่ารักมาก น่ารักตั้งแต่บอกว่าคนกลุ่มนี้มีความฝันร่วมกันและเลือกที่จะไม่ละทิ้งฝันนั้น แถมยังน่ารักยิ่งขึ้นไปเมื่อรู้ว่าพวกเขาจำเป็นต้องทำวงดนตรี เพราะนี่คือเหตุผลให้ทุกคนในกลุ่มได้มารวมตัวกัน แบบนี้แหละที่เรียกว่ารักโดยไม่ต้องพูดว่ารัก

5 ซีรีส์ในจักรวาลชินวอนโฮ ผกก. เกาหลีที่มีลายเซ็นเดิมตั้งแต่ Reply จนถึง Hospital Playlist
วงมีโด & ฟาลาซอลจาก Hospital Playlist

03

จักรวาลที่บอกว่าครอบครัวคือพลาสเตอร์ปิดแผลแผ่นใหญ่ รักษาได้ทุกอาการ

“แผลเป็นที่เราได้รับจากโลกภายนอกและแผลเป็นที่ได้รับจากประสบการณ์ชีวิต สุดท้ายแล้ว คนที่จะโอบกอดและค่อยๆ รักษาให้แผลนั้นหายไป ก็คือครอบครัวนั่นแหละ”

ซองด็อกซอน, Reply 1988

องค์ประกอบอีกส่วนที่ผู้กำกับชินวอนโฮต้องหยิบมาใส่ลงในผลงานทุกเรื่อง คือประเด็นที่พูดถึง ‘ครอบครัว’ เขาไม่ได้เล่าเพียงเรื่องครอบครัวของตัวละครหลัก แต่ยังกระจายไปยังวิถีชีวิตของครอบครัวอื่นๆ ที่อยู่โดยรอบ เราจึงได้รับชมภาพของครอบครัวในมุมมองที่หลากหลาย ทั้งครอบครัวที่สมบูรณ์พร้อมหน้า ครอบครัวเลี้ยงเดี่ยว ครอบครัวของผู้มีอันจะกิน หรือครอบครัวที่ต้องหาเช้ากินค่ำ ซึ่งความต่างทั้งหมดก็นำไปสู่ความยากง่ายในการใช้ชีวิตของแต่ละตัวละคร  

5 ซีรีส์ในจักรวาลชินวอนโฮ ผกก. เกาหลีที่มีลายเซ็นเดิมตั้งแต่ Reply จนถึง Hospital Playlist
ครอบครัวจาก Reply 1988
ภาพ : studentloaninstructor.com

และทุกครั้งที่ตัวละครของชินวอนโฮต้องประสบปัญหา ฮีโร่ของแต่ละเรื่องก็มีหน้าตาต่างกันไป แต่มีอยู่หนึ่งกำลังใจที่คอยส่งให้ตัวละครเหล่านั้นผ่านพ้นช่วงเวลายากลำบากของชีวิตไปได้ นั่นคือฮีโร่ที่มีคำสรรพนามเรียกแทนตัวว่า พ่อ แม่ พี่ น้อง หรือไม่ก็ ลุง ป้า น้า อา เพราะสุดท้าย ชินวอนโฮต้องการเน้นย้ำกับเราว่า ‘บ้าน’ ก็ทำหน้าที่เป็นพลาสเตอร์ปิดแผลแผ่นใหญ่ที่รักษาและชุบชีวิตให้ทุกคนกลับมาเข้มแข็งอีกครั้ง

ถ้าเป็นประเด็นอื่นๆ ชินวอนโฮอาจจะมีเทคนิคการนำเสนอที่ให้คนดูถอดรหัสกันสักหน่อย แต่ถ้าเรื่องครอบครัว เขาจะบอกให้เรารู้อย่างตรงไปตรงมาแบบไม่ต้องอาศัยการตีความให้ซับซ้อน การที่เขาเลือกประเด็นให้กระทบใจคนดูทุกเพศ ทุกวัย หรือเรียกได้ว่าเป็นประเด็นที่น้อยคนจะไม่อิน ก็เป็นหนึ่งในสูตรสำเร็จที่ทำให้แฟนๆ ซีรีส์เสียทิชชูซับน้ำตามาแล้วหลายห่อ

04

จักรวาลที่บอกว่าไม่ว่าจะมีชีวิตอยู่ตรงไหน ก็มีความสุขได้ในทุกๆ วัน 

“อย่าวางมาตรฐานความสุขของตัวเองไว้กับความคิดของคนอื่น แล้วนกสีฟ้าแห่งความสุขอาจมาหาคุณง่ายกว่าที่คิด”  

เสียงตามสายในเรือนจำ, Prison Playbook

ถ้าจะให้นิยามแนวทางการทำงานของผู้กำกับชินวอนโฮในคำเดียว เราว่าผลงานของเขาคือนำเสนอภาพของ ‘ชีวิต’ ตัวละครตัวกลมสีเทาๆ ที่มีทั้งด้านร้ายและดี โดยใช้การฉายสปอตไลต์ไปยังกลุ่มคนในบริบททางสังคมและช่วงเวลาที่ต่างกันไป ตั้งแต่ชีวิตวัยรุ่น ม.ปลาย ที่ต้องต่อสู้เพื่อเข้ามหาวิทยาลัยในซีรีส์ตระกูล Reply แก๊งคุณหมอที่ทำหน้าที่อย่างดีตอนรักษาคนไข้และยังพยายามหาสิ่งชุบชูหัวใจให้ตัวเอง หรือเรื่องราวคนคุกที่ฉายอารมณ์หม่นเศร้า ก่อนจะค่อยๆ ขยับโทนเรื่องให้สดใส เมื่อความหวังใหม่ของชีวิตมาเยือนใน Prison Playbook 

5 ซีรีส์ในจักรวาลชินวอนโฮ ผกก. เกาหลีที่มีลายเซ็นเดิมตั้งแต่ Reply จนถึง Hospital Playlist
คิมเจฮยอกใน Prison Playbook


บางคนอาจตัดสินไปแล้วว่าเรือนจำเป็นแหล่งรวมคนเลวที่รอวันกลับตัวกลับใจ แต่ Prison Playbook บอกเราให้ลองมองในมุมที่ต่างออกไป ซีรีส์เรื่องนี้เล่าเรื่องของคิมเจฮยอก นักเบสบอลดาวรุ่งที่กลายเป็นดาวร่วงในทันทีที่เขาเห็นคนร้ายพยายามข่มขืนน้องสาว ผู้เล่นตำแหน่งพิตเชอร์อย่างเขาจึงไม่รอช้า คว้าก้อนหินฟาดเข้าที่หัวของคนร้ายอย่างจัง โชคดีที่ช่วยน้องสาวเอาไว้ได้ แต่โชคร้ายที่คิมเจฮยอกกลายเป็นผู้ต้องหาคดีพยายามฆ่า และกระบวนการทางกฎหมายก็ส่งเขาเข้าไปอยู่ในเรือนจำ

5 ซีรีส์ในจักรวาลชินวอนโฮ ผกก. เกาหลีที่มีลายเซ็นเดิมตั้งแต่ Reply จนถึง Hospital Playlist
ผู้ต้องขังห้อง 2 ล่าง 6 ใน Prison Playbook

เมื่อต้องเปลี่ยนจากการขว้างลูกในสนามมาเป็น (แอบ) ขว้างในลานกีฬาที่ออกไปได้แค่วันละ 2 ครั้ง ไม่เพียงต้องฝึกฝนร่างกายให้ชินกับความเปลี่ยนแปลง คิมเจฮยอกยังต้องเรียนรู้บทใหม่ของชีวิตหลังกำแพงสูง ที่อิสรภาพ ความสะดวกสบาย รวมถึงความสุขทั้งทางกายและใจของเขาอาจค่อยๆ ถูกลดทอนลงไป แต่ซีรีส์เรื่องนี้ก็พยายามสื่อสารให้เราเห็นว่า อย่าวางมาตรฐานความสุขของตัวเองโดยเปรียบเทียบกับใคร หรือแม้แต่อย่าเปรียบเทียบกับความสุขที่เคยได้รับมาก่อนหน้า เพราะไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ใด ทุกคนมีสิทธิ์เผยรอยยิ้ม ส่งเสียงหัวเราะ หรือบางวันอาจร้องไห้ให้กับชีวิตเฮงซวยของตัวเอง เราทำสิ่งเหล่านั้นได้เสมอ เหมือนที่คิมเจฮยอกค่อยๆ บาลานซ์ทั้งสุขและทุกข์เข้าด้วยกันจนมันลงตัว แม้ว่าเขาจะอยู่ในสถานะ ‘ผู้ต้องขัง’ ก็ตาม

05

จักรวาลชินวอนโฮ จักรวาลที่เชื่อมถึงกัน 

นอกจากการหยิบประเด็นรักครั้งแรก มิตรภาพ ครอบครัว และชีวิต มาเล่าซ้ำๆ ในมุมมองที่หลากหลาย จนกลายเป็นลายเซ็นของผู้กำกับชินวอนโฮแล้ว ความเจ๋งอีกอย่างที่เขาทำได้ คือการทำให้ทุกผลงานเชื่อมโยงถึงกัน แม้ว่าแต่ละเรื่องจะเล่าภาพที่ต่างกันในทุกๆ องค์ประกอบก็ตาม 

5 ซีรีส์ในจักรวาล ชินวอนโฮ ผกก. เกาหลีที่มีลายเซ็นเดิมตั้งแต่ Reply จนถึง Hospital Playlist
กลุ่มเด็กต่างจังหวัดที่ต้องเข้ามาเรียนในเมืองใหญ่จนกลายเป็นเพื่อนสนิทกันใน Reply 1994

อย่างในซีรีส์ทุกเรื่องจากตระกูล Reply มีวิธีเปิดฉากแรกด้วยปฏิบัติการตามล่าหาสามีของนางเอก แทนอารมณ์ของตัวละครที่พยายามเล่นตลกแต่คนอื่นไม่ตลกด้วยเสียงแพะ และการนำเสนอเสน่ห์ของวิถีชีวิตยุคอะนาล็อกแบบให้ความอบอุ่นหัวใจใกล้เคียงกัน โดยจะเริ่มดูจากเรื่องไหนก่อนก็ได้ ไม่ต้องเรียงลำดับ หรือการใช้นักแสดงรับเชิญจากเรื่องนู้น มาปรากฏในเรื่องนี้ โดยเป็นการแสดงในบทบาทเดิม แต่อยู่ในซีรีส์เรื่องใหม่ อาจจะเพิ่มมาในรูปแบบของคาแรกเตอร์ มุกตลก หรืออาจละเอียดถึงขั้นนำเสียงที่บ่งบอกเอกลักษณ์ของนักแสดงคนนั้นๆ มาปรากฏในผลงานเรื่องใหม่ก็เคยมีมาแล้ว

นี่แหละ ความเจ๋งในแบบผู้กำกับที่ชื่อชินวอนโฮ

5 ซีรีส์ในจักรวาล ชินวอนโฮ ผกก. เกาหลีที่มีลายเซ็นเดิมตั้งแต่ Reply จนถึง Hospital Playlist

เด็ก ม.ปลาย ในยุคที่เกาหลีเริ่มผลิตอุตสาหกรรมบันเทิงเพื่อส่งออกใน Reply 1997

วิธีที่ผู้กำกับชินวอนโฮพยายามเชื่อมโยงทุกสิ่งในจักรวาลผลงานของเขาไม่เพียงทำให้ผู้ชมได้ย้อนความทรงจำว่า ครั้งนี้เคยอินจนหัวเราะ ร้องไห้ ผิดหวัง เสียใจ หรือคลั่งไคล้ผลงานซีรีส์เรื่องนี้มากๆ และยังมีผลต่อการสร้างความจดจำว่า ทุกครั้งที่ชินวอนโฮมีผลงานใหม่ ไม่แน่ว่าบางสิ่งในซีรีส์ที่คุณเคยยกให้เป็นที่หนึ่งในใจ นักแสดงที่เคยชอบมากในวันนั้น มุกตลกที่ทำเราหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง หรือประโยคที่เคยเสียน้ำตาให้ อาจกลับมาปรากฏอยู่บนหน้าจอให้เราได้ย้อนดูอีกครั้ง (หรือหลายๆ ครั้ง) ด้วยเหตุนี้เอง ผลงานของเขาจึงประสบความสำเร็จและกลายเป็นตำนานที่วงการซีรีส์เกาหลีให้การยอมรับ

ป.ล. 1 Hospital Playlist ภาค 2 จะเริ่มถ่ายทำสิ้นปีนี้ และคาดว่าน่าจะได้ชมในปี 2021 

ป.ล. 2 ก่อนเริ่มดูซีรีส์ในจักรวาลนี้ อุปกรณ์ที่ต้องมีคือทิชชูไว้ซับน้ำตา ทั้งจากการซาบซึ้งจนร้องไห้ฟูมฟาย และหัวเราะจนน้ำตาร่วง (คำเตือน อาการทั้งสองอาจเกินได้พร้อมกัน) 


รับชม Reply 1997, 1994 และ 1988 ได้ที่ Netflix และ VIU Thailand

รับชม Prison Playbook และ Hospital Playlist ได้ที่ Netflix

Writer

สุดาวรรณ วนสุนทรเมธี

นักพิสูจน์อักษรวัยเตาะแตะที่มักจะหลงรักพระรองในซีรีส์เกาหลี และอยู่ระหว่างรักษาระยะห่างจากชานมไข่มุก

นานาเพลินจิต

รีวิวมหรสพชั้นดีที่แนะนำให้ตามไปเสพ

* บทความเปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของภาพยนตร์ Petite Maman

Petite Maman มีความหมายตรงตัวว่า ‘Little Mama’ หรือคุณแม่ตัวน้อย ก่อนที่ผู้กำกับ เซลีน เซียมมา (Céline Sciamma) จะได้ฝากผลงานอันตราตรึงอย่าง Portrait of a Lady on Fire ไปเมื่อปี 2019 ไอเดียสร้างหนัง Petite Maman นั้นมีมาก่อนครับ มันว่าด้วยเรื่องราวของเด็กหญิง 2 คนที่ไม่รู้จักกันมาก่อน ช่วยกันสร้างกระท่อมเล็ก ๆ กลางป่า ก่อนที่ทั้งสองจะพบว่า คนหนึ่งเป็นแม่ และคนหนึ่งเป็นลูกของอีกคน

เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อยายของเด็กหญิง Nelly วัย 8 ขวบเสียชีวิต เธอและ Marion ผู้เป็นแม่กับพ่อของเธอต้องไปเคลียร์ข้าวของในบ้านที่แม่โตมา แต่แล้วหลังจากที่จู่ ๆ แม่ของเธอหายไปโดยไม่บอกไม่กล่าว กลับเกิดการบิดเบือนของ Time & Space ด้วยสาเหตุใดก็ไม่อาจทราบได้ ทำให้ Nelly ได้ย้อนเวลาไปพบกับ Marion ตอนอายุเท่ากัน เกิดเป็นสายใยของเด็กหญิง 2 คนที่กาลเวลาไม่อาจสั่นคลอนได้

Petite Maman เด็กหญิง 2 คน กระท่อมกลางป่า และความลับที่ว่าพวกเธอคือแม่ลูกกัน

หนังเรื่องนี้กับผลงานของผู้กำกับคนเดียวกันอย่าง Portrait of a Lady on Fire คล้ายกันในเรื่องการพูดถึงสายสัมพันธ์ของเพศหญิง แม้เรื่องหนึ่งจะเล่าเรื่องความรักเชิงสวาทของหญิง 2 คน ส่วนอีกเรื่องเล่าเกี่ยวกับความรักเชิงครอบครัว แต่หนังทั้งสองเรื่องเหมือนกันตรงที่ ‘รักโดยไม่มีเงื่อนไขและอยู่นอกกฎเกณฑ์ที่ตีกรอบ’ และความรักของเด็กหญิง Nelly และ Marion ใน Petite Maman ก็ดูจะเป็นเช่นนั้นครับ แต่เป็นกรอบเวลาสถานที่ที่ไม่ถูกตีเส้นและเขียนเองได้ด้วยสีเทียน ในขณะที่ Portrait of a Lady on Fire พูดถึงกรอบค่านิยม แนวคิด และจารีต ที่ถูกตีเส้นโดยสังคม

พอพูดแบบนี้แล้วหลายคนอาจเข้าใจว่า Céline Sciamma เป็นคนหัวขบถที่อยากท้าทายการถูกตีกรอบในอะไรบางอย่างเสมอ เมื่อดูจากทั้งสองเรื่องและผลงานที่เธอเคยเขียนบทอย่าง Tomboy แล้วก็คงต้องบอกว่า ค่อนข้างธรรมชาติในการท้าทายธรรมเนียมพอสมควรครับ แต่เป็นความท้าทายที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ หากจะเรียกให้ถูก ต้องเรียกว่าเป็น ‘ความปรารถนาภายใน’ อันไม่พึ่งพิงและไม่อ้างอิงต่อกรอบใด ๆ มากกว่า 

นี่คือข้อสรุปจากการสังเกตว่าตัวละครในหนังของผู้กำกับคนนี้ ไม่ได้เป็นตัวละครที่ต้องการเอาชนะหรือโค่นล้มระบบ เป็นเพียงคนธรรมดาที่ต้องการใช้ชีวิตด้วยสัญชาตญาณและเชื่อในความรู้สึกตัวเอง เท่านั้นเองครับ

ทำให้เดาว่านี่แหละมั้งครับ ที่ทำให้ผมถึงแม้จะเป็นมนุษย์เพศชาย แต่ด้วยการนำเสนอความต้องการของตัวละครที่แค่อยากเป็น ‘คนธรรมดาที่มีความสุข’ ผ่านการเรียงร้อยด้วยการเล่าเรื่องอย่างค่อยเป็นค่อยไป การถ่ายทอดด้วยการเขียนและกำกับที่กำลังดี ไม่ขาด ไม่เกิน ผ่านไดอะล็อกและฉากที่เรียบง่าย และการให้ความสำคัญกับการแคสต์นักแสดง ทำให้รู้สึกเชื่อมโยงกับตัวละครที่เป็นแม่กับลูกสาวคู่นี้ได้มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อหนังพูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างมีชีวิตอยู่ และการที่มันถูกสะบั้นลงด้วยความตาย ซึ่งเราทุกคนต่างก็ต้องเผชิญด้วยแล้ว

Petite Maman เด็กหญิง 2 คน กระท่อมกลางป่า และความลับที่ว่าพวกเธอคือแม่ลูกกัน

หลังจากดูจบไปส่องหาข้อมูลมา พบว่ามีการระบุว่าหนังเรื่องนี้เป็นหนังดราม่า-แฟนตาซี แต่ผมกลับมองว่า มันเป็นหนังไซไฟที่ใช้เรื่องกาลเวลาและสถานที่มาบอกเล่าประเด็นความสัมพันธ์ของสองแม่ลูก ราวกับต้องการจะบ่งบอกว่าสิ่งนี้อยู่เหนือกาลเวลาและเงื่อนไข หรือเป็นประโยคที่เราเคยได้ยินกันมานักต่อนักแล้วอย่าง ‘รักเหนือกาลเวลา’ ด้วยฟิลเตอร์หน้าเลนส์ที่เป็นเด็กหญิงสุดน่ารัก 2 คน น่ารักเสียจนดูไปเผลอยิ้มไปโดยไม่รู้ตัว ซึ่งดูเผิน ๆ เหมือนหนังจะเกี่ยวกับอดีตของอีกคนและอนาคตของอีกคน แต่ที่จริงแล้ว ทั้งหมดคือปัจจุบันที่ส่งผลถึงกันและกัน เป็นเพียงช่วงเวลาหนึ่ง โมเมนต์หนึ่งที่ได้เผชิญ

ก่อนที่อีกไม่ช้ามันก็จะผ่านไป

Petite Maman จึงเป็นการบอกเล่ากรณีที่ไม่สามารถเกิดขึ้นได้จริง ทั้งสายสัมพันธ์ 2 ทาง หรือ ‘ความสัมพันธ์ประเภทแม่-ลูก’ โดยจับทั้งคู่มาอยู่ในสถานะที่เท่ากัน เหลือแต่ความรู้สึกที่มีให้กันแบบบริสุทธิ์แบบที่เด็ก ๆ มีให้กัน กับความสัมพันธ์ 3 ทาง คือ ‘แม่-ลูก-ยาย’ ที่ทั้งสองเป็นเพื่อนกัน และยายผู้ล่วงลับที่ยังมีชีวิตอยู่ (ในขณะนั้นมีสถานะเป็นแม่) โดยพูดถึงการกอบโกยช่วงเวลาที่มี เพื่อคิด เพื่อทำ เพื่อรู้สึก ก่อนจะไม่มีโอกาสได้สัมผัสสิ่งเหล่านี้อีก เพื่อให้ช่วงเวลาที่กำลังจะกลายเป็นอดีตนี้ เป็นช่วงเวลาที่มีค่า มีความหมาย และไม่ได้เป็นช่วงเวลาปัจจุบันของทั้งคู่ที่แค่ผ่านมาและผ่านไป

ซึ่งนั่นทำให้ความสงสัยในเงื่อนไขของการมาเจอกันอันผิดธรรมชาตินี้ เป็นสิ่งที่ถูกรองไว้ด้านล่างและจางหายไปโดยปริยาย เพราะหนังค่อนข้างชัดเจนมาก ๆ ครับว่า ต้องการให้ความสำคัญกับเรื่องใดมากที่สุด

Petite Maman เด็กหญิง 2 คน กระท่อมกลางป่า และความลับที่ว่าพวกเธอคือแม่ลูกกัน

แม้หนังจะยาวเพียง 1 ชั่วโมง 12 นาที แบบที่เรียกได้ว่าสั้นกว่าซีรีส์บางเรื่องในสมัยนี้เสียอีก แต่ก็ใช้เวลาได้คุ้มค่าและสื่อเนื้อหาสำคัญอย่างครบถ้วนแบบไม่อืดไม่ยืด หรือจริง ๆ คงต้องพูดว่า Run Time เท่านี้ของหนัง หมายความว่า ผู้กำกับรู้ว่าตัวเองต้องการจะเล่าอะไร เมื่อเนื้อหามีเท่านี้ ใช้เวลาเท่านี้ก็พูดได้ครบแล้ว Petite Maman จึงเป็นหนังที่กินแล้วอิ่มท้องแบบกำลังดี ไม่มากไม่น้อยจนเกินไป ไม่จุกหรือไม่รู้สึกหิวจนต้องหาขนมขบเคี้ยวมาเสริมพื้นที่ว่างของกระเพาะอีก

นอกจากนี้ สิ่งที่น่าประทับใจคือความน่ารักของสองฝาแฝด Identical Twins คือน้อง Joséphine Sanz ที่รับบทเป็น Nelly และ Gabrielle Sanz ที่รับบทเป็น Marion ทั้งสองคนเลือกมาจากการที่ Céline Sciamma ตั้งโจทย์ไว้อย่างหนักแน่นว่า ทั้งสองตัวละครต้องรับบทโดยนักแสดงที่เป็นพี่น้องกันเท่านั้น เพราะสายใยพี่น้องจากนอกจอหรือชีวิตจริง หรือเคมีของผู้ข้องเกี่ยวกันทางสายเลือดของเด็กหญิงทั้งสอง จะแปรเปลี่ยนมาเป็นเคมีแม่ลูกที่น่าเชื่อถือบนหน้าจอได้

ภาพยนต์ เจ้าหญิงน้อย หนังอบอุ่นหัวใจ ความสัมพันธ์ข้ามเวลาของเด็กหญิงวัย 8 ขวบ 2 คน ในกระท่อมกลางป่า

นอกจากนี้แล้ว ความน่าสนใจที่สุดของ Petite Maman คือการที่เรามองหนังได้ 2 แบบครับ

แบบแรกคือมองทุกอย่างอย่างที่มันเป็น คือเด็กหญิง Nelly หลุดเข้าไปในป่า เจอแม่ตัวเอง และเกิดเป็นสายสัมพันธ์แม่-ลูก ที่กลายเป็นเพื่อนกัน โดยมีรายละเอียดที่ผมอยากให้ผู้อ่านไปสัมผัสความอบอุ่นหัวใจกันเอง แต่อีกแบบคือแบบที่ผมมองว่าน่าสนใจไปอีกทาง นั่นคือมองแบบสัญลักษณ์ ว่าทั้งหมดเป็นการเดินทางภายในจิตใจ เป็นการ Revisit Good Old Memories และที่เราเห็นคือภาพจำลองสายสัมพันธ์ของการที่ ‘แม่ลูกเปิดอกคุยกันถึงอดีต สนิทกันมากขึ้น หลังความตายของยาย’ เท่านั้นเอง

หากมองแบบที่ 2 จะกลายเป็นว่า การที่สองแม่ลูกเดินทางไประลึกความหลังในบ้านที่ Marion (แม่) เติบโตมา คือการที่แม่เริ่มเผยรายละเอียดเกี่ยวกับวัยเด็กของเธอ จากการนึกถึงช่วงเวลาที่ได้ใช้กับแม่ตัวเอง (ยาย) และเล่าให้ลูกฟัง จนก่อร่างสร้างตัวในหัวของเด็กน้อยอย่างชัดเจนว่า ที่บ้านแม่ตรงนี้เป็นแบบนี้ ยายตอนยังมีชีวิตอยู่เป็นแบบนี้ สมุดการบ้านแม่เป็นแบบนี้ และกลายเป็นว่าคนแม่ไม่เคยจากไปไหนเลยตลอดทั้งเรื่อง เพียงแต่พอเล่าย้อนกลับไป เธอเหมือนได้กลับไปเป็นเด็กตอนวัยเท่า Nelly (คนลูก) อีกครั้ง

ทั้งหมดนี้จะทำให้สำหรับ Marion แล้ว ตัวละครพ่อที่ไปด้วยและพบเจอ Nelly คือการวาดภาพสามีและลูกในอนาคตของ Marion เอง ว่าอยากมีลูกตอนอายุเท่านี้ สามีหน้าตาประมาณนี้ และได้ลูกสาววัยเท่านี้ ในขณะเดียวกัน ฝั่งของ Nelly มีการเปิดอกนำไปสู่การสนิทกันมากขึ้นของสองแม่ลูก จนทั้งคู่สนิทกันเหมือน ‘เพื่อน’

ภาพยนต์ เจ้าหญิงน้อย หนังอบอุ่นหัวใจ ความสัมพันธ์ข้ามเวลาของเด็กหญิงวัย 8 ขวบ 2 คน ในกระท่อมกลางป่า

สิ่งที่ทำให้คิดเช่นนั้น เพราะในเรื่องจะมีฉากหนึ่งที่ Marion บอก Nelly ว่า “หากต้องการเห็นอะไรในความมืด ปิดไฟ จากนั้นรอสายตาปรับตัวก่อน เราจึงจะเห็นเสือดำที่ปลายเตียง” อาจฟังดูย้อนแย้งที่มืดแล้วเห็น แต่เพราะความมืดช่วงแรกมีแต่ความมืดที่มืดสนิท แต่พอสายตาปรับตัว แม้ยังมืดอยู่ เราก็จะสามารถ ‘จินตนาการ’ และคิดเป็นตุเป็นตะได้มากขึ้น การสูญเสียยายเองก็คงไม่ต่างอะไรกับการเผชิญกับความมืด และสายตาที่ค่อย ๆ ปรับตัวได้

ภาพยนต์ เจ้าหญิงน้อย หนังอบอุ่นหัวใจ ความสัมพันธ์ข้ามเวลาของเด็กหญิงวัย 8 ขวบ 2 คน ในกระท่อมกลางป่า

เมื่อมองแบบนี้แล้ว อาจตอบคำถามได้ว่า ทำไมแทนที่จะเป็น ‘ไซไฟ’ หนังกลับถูกระบุว่าเป็น ‘แฟนตาซี’ ที่บ่อยครั้งมักจะเป็นคำนิยามหนังที่เกี่ยวกับจินตนาการ สิ่งที่เกิดขึ้นในเรื่องตีความเป็นการเดินทางภายในหัวของเด็กคนหนึ่ง โดยสะท้อนถึงความคิด ความตั้งใจ ความกลัว และความปรารถนาเบื้องลึก อย่างหนังเรื่อง Bridge to Terabithia (2007) หรือ Where the Wild Things Are (2009)

การมองว่าเป็นหนังแฟนตาซี จินตนาการยังชวนคิดเชิงสัญลักษณ์ในรูปแบบนี้ได้เช่นกันครับว่า บ้านหลังนั้นคือบ้านจริง ๆ ที่ไปขนของ แต่เรื่องที่เกิดขึ้นในป่ากับบ้านในช่วงเวลาอดีต คือสัญลักษณ์ของความจริงและความทรงจำตามลำดับ โดยมีสถานที่ตรงกลางคือกระท่อมกลางป่าที่เด็กหญิงทั้งสองช่วยกันสร้างขึ้นให้เป็นเรื่องราว ที่เป็นช่วงเวลาที่ทั้งคู่ได้ทำความรู้จักจนสนิทสนมกันมากขึ้น หรือมองว่ากระท่อมคือบ้านขนาดเล็ก ที่แสดงถึงความบริสุทธิ์ของเด็กก็ได้เหมือนกัน

เมื่อมีผู้จากไป การเคลียร์ข้าวของคือสิ่งที่ต้องเกิดขึ้น สิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ใช่เรื่องที่ว่า เราต้องใช้แรงและเวลาขนาดไหนในการทำสิ่งนี้ แต่มันคือเรื่องที่ว่าในระหว่างทาง ข้าวของพวกนั้นมีความหมายแค่ไหนและทำให้เราระลึกถึงอดีตได้มากน้อยเพียงใด การกลับไปหาสิ่งเหล่านี้อีกครั้งและการจัดบ้าน กระตุ้นให้เรานึกถึงและพูดถึงว่า กาลเวลากับตัวเราที่ไหลผ่านรอบ ๆ มันไม่ต่างอะไรกับการย้อนอดีตด้วยจิตใจ ที่ภาษาอังกฤษใช้คำว่า ‘Mental Time Travel’

สุดท้ายแล้วไม่ว่าจะมองหนังเป็นแบบไหน ผมมองว่าหนังเรื่องนี้ให้คุณค่าแบบ Double Cheese Burger ครับ คือกัดไป 1 คำ ได้กินเนื้อและชีสทั้งสองชั้นพร้อมกัน (น่าจะมีคนคิดว่าผมเป็นสายหิวแน่ ๆ เพราะเปรียบเทียบด้วยการกินตั้ง 2 ครั้ง แต่แบบนี้จะเห็นภาพที่สุด) โดยเบอร์เกอร์มีชื่อเมนูว่า ‘Petite Maman’ ที่รังสรรค์โดย Céline Sciamma เชฟเมืองน้ำหอม และมีความอร่อยที่ Juicy กำลังดีด้วยเนื้อ ผักและซอสที่มีชื่อว่า ‘บท ไดอะล็อก และการกำกับ’ และเมื่อนำชื่อเมนูมาแปลและแยกเป็น 2 คำ จะได้เป็น Little หรือ เจ้าหนู Nelly กับ Mama หรือเจ้าหนู Marionดูจบแล้ว เป็น 1 ชั่วโมงกว่าที่ทำให้อมยิ้มและอิ่มเอมมาก ๆ ครับ สำหรับผมแล้ว Petite Maman ไม่ใช่หนังดราม่าเลย แต่คือหนัง Coming of Age ของคำว่าแม่-ลูก ที่ต้องเติบโตขึ้นทั้งในอดีตและปัจจุบัน เพื่อจะมูฟออนและใช้ชีวิตต่อไปในอนาคต

Writer

โจนี่ วิวัฒนานนท์

แอดมินเพจ Watchman ลูกครึ่งกรุงเทพฯ-นนทบุเรี่ยน และมนุษย์ผู้มีคำว่าหนังและซีรีส์สลักอยู่บนดีเอ็นเอ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load