จากแม่บ้าน สู่ผู้บริหารโรงแรม 

คุณเนาวรัตน์ อรุณคง ผู้จัดการทั่วไปโรงแรมอวานี สุขุมวิท 

น้อยคนที่จะรู้ตัวตั้งแต่ยังเด็กว่าอยากทำงานแบบไหน อยากเป็นอะไร แต่น้อยคนยิ่งกว่าที่เมื่อรู้ตัวแล้ว สามารถปักธงในเส้นทางนั้นอย่างแน่วแน่ ไม่แปรเปลี่ยน แล้วเลือกเดินตามเส้นทางที่เลือกไว้แบบไม่เหลียวมองข้างทาง

คุณเนาวรัตน์ อรุณคง คือคนประเภทนั้น 

ไม่ใช่ชีวิตไม่มีทางเลือกอื่น แต่เธอไม่เลือกเอง ตราบใดที่งานนั้นไม่ใช่งานที่ใช้ความรักทำ 

ชีวิตการทำงานของเธอเริ่มต้นตรงดิ่งไปทางสายการโรงแรม เพราะชอบพูดคุย พบปะผู้คน ชอบงานบริการ ชอบใช้ภาษาต่างประเทศ แล้วก็ไม่ได้เริ่มต้นจากตำแหน่งสวยหรูอย่างที่หลายคนมักจินตนาการถึงคนทำงานโรงแรม

พูดให้ชัดเจนไปเลยก็ได้ว่า เธอเริ่มต้นชีวิตการทำงานเมื่อ 30 ปีที่แล้วในตำแหน่งแม่บ้าน หน้าที่ของเธอคือทำความสะอาดห้องพักสำหรับแขก อันเป็นตำแหน่งล่างสุดของสายงาน และแน่นอนว่าตำแหน่งสูงสุดอย่างผู้จัดการทั่วไป หรือ GM จึงเป็นตำแหน่งที่เธอไม่คิดว่าจะก้าวมาถึง 

ทุกตำแหน่งงานที่ทำไม่ได้มาเพราะโชคช่วย ถ้าจะมีอะไรสักอย่างที่ช่วยก็น่าจะเป็นทัศนคติในการทำงานและความมุ่งมั่นไม่ท้อถอย 

ทัศนคติอย่างหนึ่งที่ไม่ใช่ทุกคนจะมีได้ก็คือ ทำงานตรงหน้าให้ดีที่สุด คุณค่าของงานอยู่ที่โอกาสที่จะได้พัฒนาตัวเอง ไม่ใช่ให้คุณค่าที่ตำแหน่งระดับสูงหรือระดับล่าง ซึ่งในฐานะที่เธอผ่านมาแล้วทุกระดับ เธอจึงบอกได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่า “งานก็คืองาน ล้างห้องน้ำก็เคยทำมาแล้ว แล้วยังไง มันก็คืองานงานหนึ่งที่เราต้องทำ มันก็คือห้องน้ำที่เราต้องทำให้สะอาดที่สุด แค่นั้นเอง” 

นี่คือทัศนคติที่…จะว่าไป นี่คือเรื่องสำคัญและขาดไม่ได้สำหรับคนที่กำลังอยู่ หรือกำลังจะก้าวต่อไปในฐานะกัปตันทีม 

เนาวรัตน์ อรุณคง ผู้บริหารหญิงโรงแรมอวานี สุขุมวิท ที่เริ่มต้นด้วยตำแหน่งแม่บ้าน

เรื่องราวของคุณเริ่มต้นจากตรงไหน เป็นมาอย่างไรถึงได้มาทำงานโรงแรม

ย้อนกลับไปสมัยเรียนมัธยมปลายที่เบญจมราชาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ มีสถาบันเกี่ยวกับการท่องเที่ยวและการโรงแรมไปแนะแนวที่โรงเรียน เราก็ชอบทางนี้ ชอบเรื่องการพบปะผู้คน ชอบการใช้ภาษา แล้วอีกอย่าง เราเป็นคนดื้อ ชอบทำอะไรที่ไม่เหมือนคนอื่น มุ่งมั่นในเส้นทางที่ตัวเองเลือกมาตั้งแต่เด็กๆ

อะไรคือสิ่งที่ชอบก็จะไปทางนั้น จึงตัดสินใจไปเริ่มเรียนการโรงแรมที่บางแสน ไปอยู่หอพักเลย อยากทำงานเป็นฟรอนต์ แต่ที่สถาบันเขาเคร่งเรื่องความสูง แล้วเราสูงไม่ถึง แต่เพราะเราบอกตัวเองว่าเราจะเรียนด้านนี้ ก็เลยไม่ยอมกลับบ้านและขอสู้ต่อ ต่อให้ต้องเริ่มต้นเรียนในสาขาแม่บ้านก็จะเรียน

โชคดีที่กลุ่มเพื่อนที่เรียนด้วยกันมีแนวคิดตรงกันว่า ถ้าเราเป็นแม่บ้านก็ต้องเป็นแม่บ้านที่ทันสมัย คือแต่งตัวดี ใช้ภาษาอังกฤษได้ ทำให้เรายิ่งสนุกที่จะเรียนและทำงานไปด้วย เรียนจบก็เริ่มต้นทำงานตำแหน่งแม่บ้าน

ตอนนั้นคิดมั้ยว่าทำไมฉันต้องเริ่มทำงานที่ตำแหน่งแม่บ้าน อุตส่าห์เรียนจบมา

ก็ต้องบอกตรงๆ ว่ามีความรู้สึกนิดๆ ว่างานที่ทำมันก็เหนื่อยนะ พ่อแม่ก็เป็นถึงข้าราชการ แต่พอทำงานไปเราก็ไม่ได้คิดแล้ว เรื่องแบบนี้ขึ้นอยู่กับมุมมองของตัวเองว่าจะคิดยังไงกับงานที่ทำ เราคิดของเราได้เองว่าโรงแรมไม่สามารถประสบความสำเร็จได้เพราะตำแหน่งใดตำแหน่งเดียว ดังนั้น ทุกแผนกจึงมีความสำคัญ

ตอนที่เราไปฝึกงานแรกๆ ก็ต้องยอมรับว่าไม่ได้เป็นงานที่สวยงามอะไรเลย จึงมีบ้างที่แอบคิดว่าใครจะดูถูกเราไหม เราต่ำต้อยหรือเปล่า แต่สุดท้ายก็คิดแค่ว่าเราเป็นแม่บ้านก็จริง แต่เราจะช่วยเขาทำห้องให้ดีที่สุด ทำให้ห้องสะอาดที่สุด ต้องให้งานของเราออกมาดีที่สุด แค่นั้นเอง

เวลาเราทำงานแล้วงานออกมาดี หัวหน้าหรือแขกที่มาพักเขาชื่นชม เราก็มีความสุข แค่นี้ก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว ตอนเรียนจบเราถูกส่งไปฝึกงานที่โรงแรมปาร์คนายเลิศ แล้วได้ทำงานที่นั่นในเวลาต่อมาอีกหลายปี คือทำห้องพักเหมือนเดิม เพราะก่อนหน้านั้นเราฝึกมาหมดแล้ว ทำห้อง ทำความสะอาดห้องน้ำ  

มองย้อนกลับไปก็พบว่าเรามีความมุ่งมั่นในสิ่งที่ทำอยู่มากๆ ซึ่งตอนนั้นทำห้องพักอยู่ไม่กี่เดือน ก็มีตำแหน่งในออฟฟิศว่างอยู่ เขาถามเราว่าสนใจมั้ย เพราะเรามีทักษะการพูดภาษาอังกฤษระดับติดต่อสื่อสารได้ดี จึงได้ไปทำในส่วนของห้องแม่บ้านที่เป็นออฟฟิศ พร้อมกับดูแลห้องผ้า ทำงานนี้สักพักก็ไปเรียนต่อตอนเย็น เพราะไม่คิดว่าจะเป็นแม่บ้านไปตลอด 

ตัดสินใจลงเรียนวิชาอะไรเพิ่มเติมบ้าง

ตอนนั้นสมัครเรียนรามคำแหงเพื่อพัฒนาตัวเอง หวังจะเอาปริญญาไปให้พ่อแม่ แต่ไปๆ มาๆ ก็ไม่ชอบอีก ไปสมัครเรียนที่ไวน์เบิร์ก อะคาเดมี ตรงราชดำริ เขาเปิดสอนวิชาเลขาฯ เรียนวิชาพิมพ์ดีด เรียนภาษา เรียนทำงานเอกสารต่างๆ แต่เรียนพอเริ่มรู้ว่าอะไรเป็นยังไงก็ไม่เอาละ เรียนไม่จบอีก เพราะไม่ชอบอยู่ในห้องเรียน ไม่ชอบอยู่ในกรอบอะไรมากมาย 

ระหว่างทำงานเรารู้สึกสนใจงานในแผนก Reservation ก็ไปขอเขาฝึกงานหลังเลิกงาน จากนั้นก็สมัครงานตำแหน่งนี้ ระหว่างทำงานก็ไปช่วยงานเล็กๆ น้อยๆ กับเลขาฯ ของแผนกฟรอนต์ เพราะบังเอิญเขาอยู่ห้องทำงานใกล้กับเรา ช่วยไปช่วยมาพอเขาลาออก นายเขาก็เลยมาถามเราว่าสนใจทำงานนี้มั้ย เราก็ตอบรับทันทีเพราะได้ทั้งเงินเดือนและวันหยุดที่มากกว่า

แต่ถึงเราจะเป็นเลขาฯ อยู่ก็ตาม เราก็มีโอกาสคุยกับแม่บ้าน ไปเป็นตัวเชื่อมระหว่างแผนกแม่บ้านกับฟรอนต์ เพราะเรารู้งานทั้งสองฝ่าย จากนั้นเราก็ขยับขึ้นไปเป็นผู้ช่วยแม่บ้าน โดยไม่ผ่านการเป็น Supervisor เหมือนคนอื่นๆ เท่ากับเราไปเป็นเบอร์ 2 รองจากหัวหน้าแผนก

พอไปเป็นผู้ช่วยแม่บ้าน เราก็ไม่ได้หยุดแค่นั้นอีก เพราะใครมีงานอะไรให้ช่วยเราก็ไปช่วยหมด ไปเรียนรู้หมด เราเป็นคนที่เมื่อทำงานแล้วไม่ได้สนใจว่าเวลาทำงานคือ 8 โมงเช้า เลิก 6 โมงเย็น เรากลับกี่โมงก็ได้ เพราะเราสนุกกับการเรียนรู้งานเพิ่ม แต่ไม่ได้เกิดจากความคิดว่า โอ้โห อนาคตฉันจะไปเป็น GM 

แล้วตอนนั้นคิดว่าอนาคตจะไปทางไหน 

สิ่งที่ทำให้เราได้ขึ้นมาอยู่ตำแหน่งนี้เป็นสิ่งที่ไม่ได้วางแผนล่วงหน้า แต่เป็นจังหวะชีวิต ซึ่งหลังจากทำงานที่ปาร์คนายเลิศ 9 ปีเต็ม เราก็ลาออกมาพัก อยู่มาวันหนึ่งมีโอกาสไปสัมภาษณ์งานที่โรงแรมหนึ่งย่านสีลม

สัมภาษณ์เสร็จก็เดินไปจะไปกินข้าว พอเดินเปิดประตูล็อบบี้ออกมาก็เจอฝรั่งคนหนึ่ง เราไม่รู้นึกยังไงไปทักเขาก่อนทั้งที่ไม่ได้รู้จักกันเลย คือทักเฉยๆ แบบ Good evening ตามความเคยชินที่ตัวเองทำงานโรงแรม เขาก็ตอบกลับมา

ปรากฏว่าตอนเราไปนั่งกินข้าวกับเพื่อน ฝรั่งที่เราทักก็เดินมาคุยด้วย มารู้ทีหลังว่าเขาเป็น Residence Manager ของโรงแรม Marriott แล้วกำลังหา Front Office Manager อยู่พอดี พี่ที่เรากินข้าวด้วยก็เลยแนะนำให้รู้จักกัน เพราะคิดว่าเราน่าจะทำได้ สรุปเขาขอสัมภาษณ์เราตอนนั้นแล้วก็นัดให้ไปสัมภาษณ์กับ GM เขาถามว่าจะเรียกเงินเดือนเท่าไหร่ เราก็ตอบว่าเรียกไม่เป็น เพราะทำงานที่เดิมอยู่ 9 ปี คุณให้คนอื่นเท่าไหร่คุณก็ให้ฉันเท่านั้นแล้วกัน สุดท้ายเราก็ได้งานนั้น 

เนาวรัตน์ อรุณคง ผู้บริหารหญิงโรงแรมอวานี สุขุมวิท ที่เริ่มต้นด้วยตำแหน่งแม่บ้าน

จากเหตุการณ์นั้นมันสะท้อนให้เห็นนิสัยอะไรของคุณ คือเหมือนคุณเป็นธรรมชาติมาก เช่นเดินไปทักคนอื่นทั้งที่ไม่รู้จัก 

ใช่ มันเป็นตัวเราเลย ธรรมชาติเราเป็นแบบนั้น ถามว่าทำงานมีฟอร์มมั้ย มันก็มี แต่จริงๆ เราเชื่อในเรื่องของความ Honest คือความจริงใจ เป็นธรรมชาติ มีอะไรก็พูดออกมาแบบนั้น เอาจริงๆ มันเหมือนความเป็นคนโรงแรมมันฝังไปในตัวเราน่ะ เราชอบพูดคุยกับคน สนุกกับการพูดจากับคนนั้นคนนี้ ไม่กลัวการเดินเข้าไปหาใครแล้วคุย 

ถ้าไม่ได้มองว่าเป็นเพราะดวงหรือจังหวะชีวิต คุณคิดว่าการเติบโตในสายงานของคุณเกิดจากอะไร 

ไม่ว่าเราทำงานอะไร เราจะไม่ทำแค่งานที่เป็นหน้าที่ของเรา ตอนเป็น Front Office Manager ก็ไปประสานกับแผนกอื่น เอาตัวเองเข้าไปช่วยในจุดที่เขามีปัญหาและเราทำได้ ก็ต้องยอมรับว่ามีทั้งคนรักคนเกลียด บางคนเขาจะมองว่ามายุ่งอะไรด้วย แต่เราเป็นคนที่ไม่ค่อยมองข้างทาง ถ้าทำอะไรจะมุ่งมั่นทำสิ่งนั้น

ถามว่าแล้วทำยังไงกับคนที่เกลียดหรือไม่ชอบเรา จริงๆ เราก็ไม่รู้หรอกว่าใครไม่ชอบเพราะเราไม่ได้สนใจเลย แต่พอเติบโตขึ้นมาเราก็พบว่าการจะได้มาซึ่งบางอย่าง ไม่จำเป็นต้องใช้วิธีการใดวิธีการหนึ่ง แต่ปรับเปลี่ยนวิธีได้ พอโตขึ้นเราก็อ่อนลงค่อนข้างมาก โดยเฉพาะวิธีรับมือกับคน ซึ่งเมื่อก่อนจะตรงไปตรงมากว่านี้ หรือคิดว่าชีวิตมีแค่ขาวกับดำ ทำให้มีคนไม่ชอบ ซึ่งบ้างก็ไม่ยอมรับกับวิธีการทำงานของเรา บ้างก็เขียนมาว่าตรงๆ

แล้วคุณทำอย่างไรถึงผ่านช่วงนั้นมาได้ เพราะมันก็คงมีอยู่แล้วสำหรับการเติบโตที่จะต้องมีอะไรมาขวาง บางทีหลายคนเจอเรื่องแบบนี้ในออฟฟิศก็เสียกำลังใจ ลาออกไป 

สิ่งที่เรายึดถืออันดับแรกคือ ความถูกต้อง ถ้าเราคิดแล้วว่าสิ่งที่ทำนั้นถูกต้องและมาจากความคิดดี ตั้งใจดี เป็นสิ่งที่ดีสำหรับองค์กร เราก็จะทำให้เกิดขึ้น ไม่ให้อะไรมารั้งไว้ ซึ่งเมื่อก่อนเราจริงจังมาก เราไม่สนใจสิ่งอื่นนอกจากงาน เป็นคนตรงไปตรงมา สนใจแค่ว่าทุกคนต้องทำงานของตัวเองให้เสร็จ ไม่ว่าชีวิตด้านนอกคุณจะเป็นยังไง

เรื่องนี้มันก็มีทั้งข้อดีข้อเสียแหละ เพราะมันก็ทำให้เรากลายเป็นคนที่ไม่เข้าใจคน ยอมรับว่าตอนนั้นทักษะการรับมือกับผู้คนของเราไม่ดีเท่าที่ควร บางคนเขาทนกับพลังงานของเราไม่ได้ เพราะพลังงานเราสูงมาก ทำงานหนัก ไปทำงานแต่เช้า แต่วันหนึ่งที่เขาไปเจอการทำงานที่ยากลำบากกว่านี้ ไปเจอนายที่ไม่ได้พูดตรงๆ แบบเรา เขาก็ส่งข้อความมาบอกว่าคิดถึงเรามาก เพราะจำสิ่งที่เราเคยสอนได้

คุณคิดว่าจุดเปลี่ยนของการเติบโตไปสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้นคือตอนไหน 

ช่วงที่เรายอมย้ายไปอยู่โรงแรมที่หัวหิน ตอนนั้นทำงานอยู่แมริออทได้ประมาณ 6 – 7 ปี แล้วความที่เขาเป็นองค์กรใหญ่ การจะให้เราขยับไปตำแหน่งที่สูงขึ้นนั้นไม่ง่าย นายเราบอกว่าเธอน่าจะต้องไปเห็นอะไรที่แตกต่างเพราะอยู่ที่เดิมมานานแล้ว

ตอนแรกก็ต่อต้านนะ เพราะอยู่กรุงเทพฯ ก็ดีอยู่แล้ว จะส่งเราไปหัวหินทำไม เคยทำงานในโรงแรม 400 กว่าห้อง แต่ต้องไปทำในโรงแรมเล็กลง เหลือแค่ 200 กว่าห้อง แถมยังต้องไปต่างจังหวัดอีก เราก็ไม่อยากย้าย คือปกติคนทำโรงแรมใหญ่มา มันก็ไม่อยากย้ายไปที่เล็กกว่าหรอก แต่สุดท้ายเราก็รับนะ บอกตัวเองให้ลองดูสักตั้ง 

ตอนแรกไปนี่ไม่ขนของไปมาก เอารถไปคันเดียว ย้ายโรงเรียนให้ลูก คิดแค่ว่า เออ ไปก่อนแล้วกัน กะว่าคงไปอยู่ได้ไม่นานหรอก ให้เวลาตัวเองประมาณ 6 เดือน แต่กลายเป็นว่าอยู่ไปอยู่มาแล้วรักหัวหิน เพราะเราไปดูแลเรื่อง F&B คืออาหารและเครื่องดื่ม ไปเป็น Director of Operation เป็นเบอร์ 2 รองจาก GM แล้วตอนนี้ ถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนที่ดีเลย เพราะถ้าเราอยู่โรงแรมใหญ่ต่อไป เราคงไม่พร้อมมากพอที่จะไปรับตำแหน่งเบอร์ 2 ที่ไหนแน่ๆ เพราะโรงแรมมันใหญ่มาก

พอเราไปเป็นเบอร์ 2 ของโรงแรมที่เล็ก มันกลับกลายเป็นว่างานมันก็ไม่ยากมากขนาดที่เราคิด พอทำไปได้สัก 2 ปี ก็ขยับไปเป็น Hotel Manager แล้วก็เป็น GM ตามลำดับ คือเริ่มเป็น GM ครั้งแรกที่หัวหินแมริออทเลย แล้วเป็นได้ไม่ถึงปี GM ที่อนันตรา กรุงเทพฯ ลาออก นายอยากให้ย้ายไปทำ แต่เราก็ลังเล เพราะเราชอบประเมินตัวเองต่ำว่าเราทำไม่ได้หรอก อีกอย่างเราเพิ่งเป็น GM ได้ไม่นานเอง ก็อยากจะเติบโตอย่างมั่นคง

แต่นายบอกว่า รู้มั้ยว่าฉันรู้จักยูมากกว่ายูรู้จักตัวเองอีก คำพูดนี้แหละที่ยังจำได้จนทุกวันนี้ เพราะนายมองว่าเราทำได้ดีมากๆ ในสายตาเขาแล้ว แต่เรากลับมองว่าเรายังไม่พร้อม เพราะเราคิดเอาเองว่าพอขึ้นมาแล้วเราก็อยากอยู่ในตำแหน่งให้นานหน่อย มันเหมือนจังหวะการเติบโตของเราเร็วมาก แต่เราก็เรียนรู้นะว่าทุกตำแหน่งที่เราทำ ไม่ว่าเราจะคิดกับมันยังไง แต่เมื่อเข้ามาทำแล้วเราก็ต้องทำให้ได้ ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม เหมือนที่เป็นแม่บ้านทำห้อง ก็ต้องทำให้สะอาดที่สุด ดีที่สุด เราคิดแค่ว่า ณ​ เวลานั้นเราต้องทำในสิ่งที่เราทำอยู่ให้ดีที่สุดแค่นั้นเอง 

เนาวรัตน์ อรุณคง ผู้บริหารหญิงโรงแรมอวานี สุขุมวิท ที่เริ่มต้นด้วยตำแหน่งแม่บ้าน

มันก็คิดได้ยากเหมือนกัน เพราะว่าบางทีคนเราก็ถูกตำแหน่งที่ทำอยู่กลบสาระสำคัญของงานไป เช่นคนทำงานบางคนอาจจะคิดว่างานที่ทำอยู่ไม่ดี… 

หรือต่ำต้อยใช่มั้ย คือเรื่องนี้เราว่าเราก็คิดได้เองเลยนะ ไม่รู้เหมือนกันว่าคิดแบบนี้ได้ยังไง แต่มันอาจจะเป็นเพราะว่ารอบตัวเรามีแต่คนที่สอนเราให้ทำงานให้ออกมาดี มันก็เลยทำให้เราคิดมาตั้งแต่เด็กๆ ว่าเราต้องทำให้ดี ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม 

ถ้าอย่างนั้นถามใหม่ว่า ตอนที่ทำแม่บ้านเคยโดนแขกหรือใครปฏิบัติตัวกับคุณไม่ดีมั้ย 

แขกนี่แทบไม่เจอว่ามาดูถูกนะ คืออาจเป็นเพราะเราทำโรงแรมห้าดาว แขกที่เราเจอก็จะเป็นคนประเภทที่ดีๆ เขาจะให้เกียรติ ถ้าจะว่าไป ปัญหาที่เราเจอเรื่องโดนดุ น่าจะมาจากการที่เราทำงานยังไม่เป็น ไม่คล่อง เหมือนไปถ่วงคนอื่น แบบนั้นจะทำให้เราค่อนข้างเครียด

แต่ถ้าให้คิดจริงๆ เราอาจไม่ได้ทำงานแม่บ้านแบบทั่วไป เพราะเราเป็นแม่บ้านในโรงแรม ซึ่งต่อให้เราเป็นแค่แม่บ้านโรงแรมนะ เราก็คิดอยู่ตลอดว่าเราจะวางตัวให้ดี เป็นแม่บ้านที่สวย แต่งตัวให้ดี ผมเผ้าเรียบร้อย ฉันจะทำห้องให้ดีที่สุด ฉันจะเป็นเมดที่ดีที่สุด คิดแบบนั้นเลย ที่สำคัญ เราเป็นคนมีวินัยในการทำงานมาก ไม่เกเร แม้เราจะมีความคิดเกเรก็เถอะ

ทำไมต้องเป็นแม่บ้านที่สวย 

การวางตัวให้ดี แต่งตัวให้สวยที่สุด มันก็มีผลกับจิตใจตัวเองนั่นแหละ เพราะถ้าเรามองว่าแผนกอื่นเขาได้แต่งตัวสวยๆ แล้วทำไมเราจะต้องต่ำต้อยล่ะ ทำไมแม่บ้านจะต้องไม่สวย หรือจะต้องกระเซอะกระเซิงด้วยล่ะ เราเลยเป็นแม่บ้านที่แต่งตัวเป๊ะมาก เดินไปไม่อายใคร 

ถ้ามองย้อนกลับไป คุณคิดว่าความต่ำความสูงของอาชีพคนเรามันมีจริงมั้ย 

ก็ต้องยอมรับว่ามี แต่พอเรามาทำงานถึงจุดนี้ เราบอกได้เลยว่ากระดูกสันหลังของโรงแรมก็คือแม่บ้าน พ่อบ้าน เพราะเขาทำงานกันอยู่หลังบ้าน ถ้าวันหนึ่งเราไม่มีพวกเขา เราจะไปได้มั้ย ถ้าวันหนึ่งแม่บ้านบอก ฉันไม่ทำห้องแล้ว มันก็ไปต่อไม่ได้นะ ขนาดทุกวันนี้ถ้ามีเวลาหรือมีโอกาสให้เลือก เรามักจะเลือกไปบรีฟงานแม่บ้าน เพราะเรารู้สึกเลยว่าแม่บ้านต้องการกำลังใจ เขาต้องการคำพูดที่ทำให้เขารู้สึกอยากทำห้องให้สะอาด เพราะถ้าทำห้องสะอาด แขกก็จะกลับมา เราก็มีรายได้

แม่บ้านจะไม่ค่อยมีคนไปบอกวิธีคิดหรือไปให้ Mindset เขา มีแต่เขาไปบอกตัวเองว่างานที่ทำเป็นงานหลังบ้านไม่ได้สูงส่ง แต่ทุกวันนี้เรามีแม่บ้านที่แต่งตัวสวยๆ มาทำงาน ทุกคนทำงานด้วยความสนุก เราอยากให้สิ่งเหล่านี้มันเกิดขึ้นที่โรงแรมเรานี่แหละ คนทำงานเขาต้องรู้สึกภูมิใจในสิ่งที่ตัวเองทำให้ได้ ถ้าเขาภูมิใจซะอย่าง เขาจะไม่สนใจอย่างอื่นเลย ล้างห้องน้ำเหรอ แล้วไงล่ะ ล้างห้องน้ำมันก็คืองานอย่างหนึ่ง เราเองก็ทำมาแล้วทั้งนั้น ไม่เห็นต้องสนใจอะไรเลย 

มันยากมั้ยที่ต้องใส่ Mindset ให้ใครทำงานด้วยความรู้สึกภูมิใจในตัวเอง 

จริงๆ เรื่องการเปลี่ยน Mindset คนนี่จะบอกว่ายากก็ยาก บางคนอาจบอกว่ามันยากที่สุดด้วยซ้ำ แต่เราก็อยากบอกว่าการเปลี่ยน Mindset ตัวเองมันง่ายนิดเดียวเองนะ แค่คุณหยุดคิดเรื่องเดิม แล้วก็คิดใหม่ซะ มันง่ายขนาดนั้นจริงๆ คุณบอกตัวเองเลยว่า ฉันจะเปลี่ยน ฉันจะคิดแบบนี้ แล้วคุณก็จะคิดแบบนี้จริงๆ

เหมือนตอนที่เราได้รับมอบหมายไปทำงานที่เราคิดว่ายาก เราก็จะบอกตัวเองอยู่นั่นแหละว่าทำไม่ได้ๆ พอมาเปิดอวานี สุขุมวิท เราไม่เคยทำงานแบบเปิดโรงแรมใหม่มาก่อนเลยในชีวิต เราก็คิดว่าเราทำไม่ได้ แต่พอต้องทำ มันก็ต้องทำให้ได้ ต่อให้มันซับซ้อนขนาดไหนก็ต้องทำให้ได้ แค่นั้นเอง 

เนาวรัตน์  ผู้บริหารหญิงโรงแรมอวานี สุขุมวิท

ทำไมคุณถึงรับงานบริหารโรงแรมเปิดใหม่อย่างอวานี สุขุมวิท  ทั้งที่บอกว่าไม่เคยทำในส่วนที่เปิดโรงแรมใหม่มาก่อนเลย 

เออ เราก็ถามตัวเองอยู่เหมือนกันว่าทำงานมาขนาดนี้น่าจะได้พักสบายๆ ได้แล้ว เชื่อมั้ยว่าคำตอบแรกที่เราบอกนายตอนที่เขาให้มาทำ เราก็บอกไปว่า คิดว่าอายุขนาดนี้แล้วฉันควรจะได้ทำอะไรเบาๆ มีความสุขกับชีวิตได้แล้วนะ

แต่สุดท้าย เราก็คิดว่าถ้าเราจะทำโรงแรมเปิดใหม่สักแห่ง แล้วรอไปนานกว่านี้ก็ไม่น่าจะได้ทำแล้ว ก็เลยคิดว่าเอาตอนนี้แหละ สู้ไปสักตั้ง เพราะก่อนหน้านี้ก็ไม่ใช่ไม่เคยทำงานหนัก เคยทำงานที่อนันตรา สาทร แล้วต้องไปดูแลโรงแรมที่ขอนแก่นก็เคยมาแล้ว

ทำงาน 7 วันเลย แบบ 5 วันอยู่ขอนแก่น ศุกร์เย็นบินกลับกรุงเทพฯ เพื่อจะมาดูงานที่สาทร วันจันทร์ก็บินกลับไปใหม่ ทำอยู่อย่างนี้เป็นเดือน ตอนนั้นบอกเลยว่าเหนื่อย แต่เราก็บอกตัวเองอีกแหละว่าต้องทำให้ได้ ต้องทำให้สำเร็จ คำว่าไม่สำเร็จมันไม่เคยได้อยู่ในสารบบความคิดของเราเลย พอทำขอนแก่นเริ่มอยู่ตัว ก็นี่แหละ มาเปิดโรงแรมใหม่ที่อวานี สุขุมวิท เลย 

คุณมองคำว่า ยิ่งสูง ยิ่งหนาว ยังไง 

การที่เราอยู่คนเดียวหรือเป็นที่หนึ่งอยู่ระดับบนน่ะ ต้องเข้าใจว่าพนักงานระดับล่างเขาจะไม่อยากเป็นเพื่อนกับเราหรอก เขารักเราก็จริง แต่เขาไม่อยากเป็นเพื่อนกับเรา เพราะเราไม่สามารถเป็นเพื่อนกันได้ด้วยสายงานแบบนี้ ดังนั้น เราต้องชินกับการกินข้าวคนเดียวให้ได้ แต่ขณะเดียวกัน ถ้าไปนั่งกินในห้องอาหารพนักงาน เราจะได้ดูด้วยว่าพนักงานอยู่กันยังไง

บ่อยครั้งที่การนั่งกินข้าวคนเดียวก็เปิดโอกาสให้พนักงานกล้าเข้ามาทักทายและพูดคุยกับเรานะ ไม่ใช่แค่เจอกันในห้องประชุมอย่างเดียว ซึ่งเขาอาจเดินมาเล่าให้ฟังว่าเครื่องทำน้ำแข็งมันเสีย เราอยากให้เขาแชร์ปัญหาที่เราไม่เคยรู้ ตอนนี้พนักงานเองก็กล้าแชร์มากขึ้น เราเองก็ไม่ชอบให้มีขั้นมีตอนอะไรมากมาย ไม่ชอบให้เกิดความรู้สึกว่าเราอยู่ระดับสูง เพราะทุกคนก็คือคนเหมือนกัน คนเราต้องอยู่ร่วมกัน

ตำแหน่ง GM จริงๆ มันก็เป็นแค่หัวโขนนะ วันหนึ่งถ้าเราไม่ได้ทำที่นี่แล้วหรือเกษียณไป เราก็แค่คนคนหนึ่งเท่านั้นเอง เดินเจอกันข้างนอกเราก็อยากให้น้องๆ พนักงานทักทายเราเหมือนเดิมได้ แต่ทีนี้คำว่ายิ่งสูง ยิ่งหนาว มันอาจจะเหมาะกับเรา ถ้าพูดในแง่ที่ว่าเป็น GM ที่เป็นผู้หญิง เพราะในวงการมีไม่เยอะ โดยเฉพาะผู้หญิงไทยที่เป็น GM ก็ยิ่งหายาก เราก็ยิ่งไม่ค่อยมีเพื่อน 

ในสังคมไทย เชื่อว่าเรายังมีปัญหาเรื่องการวัดคนจากตำแหน่งต่ำสูงอยู่ดี ในฐานะที่ผ่านทุกตำแหน่งมาหมดแล้ว คุณมีทัศนคติกับเรื่องนี้ยังไง 

เราว่ามันอยู่ที่วิธีคิด ถ้าเราคิดว่าตำแหน่งเราต่ำ เราก็จะรู้สึกว่าตัวเองต่ำ เราต้องภูมิใจในสิ่งที่เราเป็น ในสิ่งที่เรากำลังทำอยู่ตอนนี้ แต่ไม่ได้หมายความว่าเราไม่คิดถึงอนาคต เราต้องมองว่าถึงจะไปไกลกว่านี้เราก็ทำได้ แล้วเราก็ต้องไปให้ถึงตรงนั้นให้ได้ อีกอย่าง เราไม่ใช่คนที่จะมีความน้อยเนื้อต่ำใจ เพราะมันเป็นเรื่องเสียเวลาที่จะคิด 

หรืออาจมาจากการที่คุณไม่เปรียบเทียบกับใครเลย 

ใช่ แล้วถ้าเราจะแข่ง เราก็แข่งกับตัวเอง บอกตัวเองว่าเราทำได้มากกว่านี้ อย่างที่เคยเล่าว่า ก่อนหน้านี้เราก็เรียนไม่จบปริญญาตรีสักที เพราะอยากทำงาน แต่เราอยากให้พ่อแม่ภูมิใจ อยากเอาปริญญาไปฝากเขา สุดท้ายเราไปเรียนปริญญาตรีเพิ่ม แล้วก็จบจนได้ จากนั้นก็ไปเรียนปริญญาโทเพิ่ม แล้วก็จบปริญญาโท คือเราไปเรียนทุกวันอาทิตย์ คนก็สงสัยว่าไปเรียนทำไม ตำแหน่งถึงขนาดนี้แล้ว เราบอกเลยว่า สุดท้ายแล้ว ความสำเร็จของเราคืออะไรรู้มั้ย คือการที่เราเอาชนะตัวเองได้ จากที่เราไม่เคยชอบการนั่งเรียนในห้องเรียนเลย 

ผู้บริหารหญิงโรงแรมอวานี สุขุมวิท ที่เริ่มต้นด้วยตำแหน่งแม่บ้าน

คิดว่าคำแนะนำที่ดีที่สุดที่เคยได้จากอดีตเจ้านายคืออะไร 

โอ้โห เยอะมาก แต่เลือกอันนี้นะ นายเราชอบพูดถึงเรื่อง Focus and Passion แล้วเราก็ท่องเรื่องนี้เลย เพราะเราเชื่อว่ามันทำให้เราประสบความสำเร็จ ความหมายคือ โฟกัสในสิ่งที่เรากำลังทำตรงหน้า ทำอะไรก็ทำให้มันดีที่สุด แล้วนายก็จะบอกเสมอว่า สิ่งที่เราทำวันนี้มันจะเป็นตัวบอกอนาคตเราเสมอ เราก็เลยเชื่อมาตลอดและทุ่มเทกับสิ่งที่ตัวเองทำตรงหน้าจริงๆ

บางครั้งก็ได้ยินคนพูดนะว่า โอ๊ย อย่ามาพูดเลยว่าจะทำวันนี้ให้ดีที่สุด มันไม่มีหรอก แต่เราเชื่อจริงๆ ว่า เราต้องทำวันนี้ให้ดีที่สุด แล้วอนาคตมันจะมาเอง ชีวิตของเราวันนี้คือตัวอย่างที่ชัดเจนมาก เพราะเราไม่เคยคิด ไม่เคยไขว่คว้าตำแหน่งอะไรเลย มีนายคนหนึ่งเคยถามว่า อยากทำโรงแรมไหนในเครือ ให้เลือกที่ดีที่สุดมา 3 ที่ เพราะเขาต้องการเก็บเราไว้ในบริษัทมากๆ แต่เชื่อมั้ยว่าเราเลือกไม่ได้ เราตอบเขาไม่ได้ เราบอกได้แค่ว่า มอบหมายงานมาเถอะ จะให้ทำตรงไหนก็ไปได้หมด 

ธุรกิจโรงแรมมันจะมีคำว่า Low season, High season ถ้าเปรียบเทียบฤดูกาลกับชีวิต คุณคิดว่าอะไรคือช่วง Low และ High ของตัวเอง 

High ก็อย่างที่เห็น คือตำแหน่งหน้าที่การงานปัจจุบัน ช่วง Low คงเป็นเรื่องส่วนตัวแหละ ก็อาจจะไม่ประสบความสำเร็จกับชีวิตครอบครัว ส่วนเรื่องงานก็มีช่วงหนักเหมือนกันนะ เช่นบางโรงแรมที่เราอยู่มีการเปลี่ยน GM ทำให้เรารู้เลยว่า วันหนึ่ง แม้เราอาจเคยเป็นคนที่ดีที่สุดของเขา แต่อีกวัน พอเปลี่ยนคน เปลี่ยนนาย เราก็ไม่ใช่คนที่ดีที่สุดสำหรับคนใหม่แล้วก็ได้

คือจากที่เราทำงานด้วยความภูมิใจ เราก็รู้สึกแย่ไปเลย ซึ่งตอนนั้นมันก็มีช่วงถอดใจนะ เพราะทำอะไรมันก็ไม่ใช่ซะที แต่สุดท้ายก็มานั่งถามตัวเองจริงๆ จังๆ ว่า สิ่งที่คนอื่นเขาว่าเรา เราเป็นจริงหรือเปล่า ต่อให้เราเป็นคนมั่นใจเกินร้อย เราก็ต้องถอยมามองว่า เอ๊ะ เราเป็นอย่างที่เขาว่าจริงมั้ย

แล้วมีครั้งหนึ่งที่เราไปปรึกษาพี่ที่เป็นฝ่ายบุคคล เขาเขียนแผนงานพัฒนาตัวเองมาให้เราอ่าน โอ้โห อ่านแล้วตกใจ คือเหมือนต่อว่าเราเลยว่าเราทำตัวไม่เหมาะสมยังไง แล้วเขาก็เขียนวิธีการปรับปรุงตัวมาเลยนะ ถึงขนาดให้ไปนั่งสมาธิ แต่เราก็ไม่ได้ไป แค่ค่อยๆ ปรับตัวเอง ค่อยๆ หาเมนเทอร์ที่จะช่วยเรา แล้วในที่สุดก็ดีขึ้น สิ่งสำคัญคือเราต้องเปิดใจรับฟังคำวิจารณ์ ถ้ามันผิดจริงเราก็ต้องปรับปรุง หรือถ้าอะไรที่มันทำลายตัวเองมากกว่าสร้างสรรค์ก็ต้องรีบปรับ 

มีคำแนะนำยังไงสำหรับคนที่อยู่ในตำแหน่งล่างสุดขององค์กร 

จะพูดเหมือนเดิมว่า ทำงานให้เต็มที่ รักงานที่ตัวเองทำ ถ้าจะมองหาอะไรข้างหน้าต่อไปในอนาคต อย่างไรเสีย เราก็ต้องทำวันนี้ให้ดีก่อน ถ้าวันนี้ยังไม่ดีแล้วพรุ่งนี้เราจะดีได้ยังไง เพราะการเติบโตที่ไม่พร้อมของเราคงไม่ยุติธรรมกับคนอื่นๆ ในองค์กร

ทุกวันนี้สื่อมักจะแนะนำตัวคุณว่า จากแม่บ้าน ถึง GM อันนี้เป็นนิยามที่คุณชอบมั้ย หรืออยากจะเปลี่ยนให้คนจำแบบอื่นมั้ย 

เราไม่ได้รู้สึกแย่กับการเริ่มต้นงานที่ตำแหน่งแม่บ้าน เพราะเรารู้เป้าหมายตัวเองดีว่าเราไปเริ่มตรงนั้นเพราะอะไร เราต้องการอะไร เราแค่ต้องการพิสูจน์ให้เห็นว่าในเมื่อเลือกเดินทางนี้แล้ว ก็ต้องสู้กันไป ไม่ว่าจะเริ่มจากตำแหน่งไหนก็ตาม

ตรงกันข้าม งานที่ผ่านมาทุกตำแหน่งทำให้เราเข้าใจงานทุกระดับ เข้าใจคนที่ทำงาน เพราะเวลาต้องสั่งงานเขา เราจะทำด้วยความเข้าใจ เพราะเคยทำมาก่อน เราจึงภาคภูมิใจที่เริ่มจากจุดนั้น แต่วันนี้ ด้วยประสบการณ์ที่เรามาถึงตรงนี้ และในธุรกิจนี้ มีผู้หญิงทำงานในระดับสูงๆ อยู่ไม่มาก ก็อยากให้คนภายนอกมองว่า เออ มันเป็นตำแหน่งที่ผู้หญิงก็สามารถทำได้นะ อยากให้เห็นคุณค่าตรงนี้มากกว่า


5 Questions Answered

by Cluster General Manager of Avani Sukhumvit Bangkok

  1. คุณมาถึงที่ทำงานกี่โมง แล้วสิ่งแรกที่ทำคืออะไร : มาถึงประมาณ 7 โมงครึ่ง บางวันก็ 8 โมง สิ่งแรกที่ทำคือแวะห้องแม่บ้านก่อน เพราะว่าห้องแม่บ้านจะมีของกิน เราก็แวะไปคุยบ้าง ไปนั่งคุยกับเขาบ้างก่อนเข้างาน 
  2. อาหารโปรดที่โรงแรม : ปกติชอบทานข้าวคลุกกะปิ ขนมจีนแกงเนื้อ และชอบทานอาหารในห้องอาหารพนักงานเป็นประจำเพราะสะดวก และชอบเพราะอยากสังเกตว่าพนักงานชอบทานอะไร ถ้าเขาทานอาหารดีๆ มีความสุข เขาก็จะออกไปทำงานอย่างมีความสุข
  3. ชาหรือกาแฟ : อเมริกาโน่ไม่ใส่น้ำตาล แค่วันละแก้ว
  4. สิ่งที่คนมักเข้าใจผิดเกี่ยวกับตำแหน่งผู้บริหารโรงแรม : คนอาจจะคิดว่าเราเข้าถึงยาก แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่เลย เราเชื่อเสมอว่าผู้บริหารโรงแรมต้องเป็นคนเข้าถึงง่าย แต่ก็ไม่ได้เปิดให้พนักงานเข้าถึงเพื่อรายงานเราทุกเรื่องตลอดเวลา 
  5. เหตุการณ์ในโรงแรมที่ประทับใจที่สุด : ขอตอบเป็นซีนเลย ซึ่งเกิดขึ้นที่หัวหินเมื่อไม่นานมานี้ เรากลับไปโรงแรมที่เราเคยทำ แล้วไปเจอฝรั่งคนหนึ่งเดินเข้ามาทัก ตอนแรกเราจำเขาไม่ได้ จนเขาเล่าให้ฟังว่าเราเคยช่วยเขาครั้งหนึ่งในอดีตที่เขามาประเทศไทยแล้วภรรยาถูกวิ่งราวกระเป๋า เขาบอกว่าซาบซึ้งใจแค่ไหนที่เราช่วยพาไปสถานีตำรวจ เขาจำเราไม่ลืมเลยและอยากเจอเรามาก แต่เราจำเหตุการณ์ไม่ได้ (หัวเราะ) เพราะมันมีเคสเยอะมากที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน

Writer

วิไลรัตน์ เอมเอี่ยม

อดีตบรรณาธิการบริหารนิตยสาร a day BULLETIN และ The Standard Magazine ที่ปัจจุบันเรียกตัวเองว่า ‘นักหาเรื่อง’ เพราะสนุกกับการหาแง่มุมที่ซุกซ่อนในเรื่องราวของผู้คนและสิ่งต่างๆรอบตัว ผ่านการพูดคุย อ่าน เขียน และการเดินทาง

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

กัปตันทีม

บทสนทนานอกตำราวิชาการจัดการและแนวคิดในการทำงานของผู้บริหารองค์กร

แบรนด์ Uniqlo เดินทางมาประเทศไทยเมื่อ 11 ปีก่อน โดยเปิดสาขาแรกที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ และได้รับความนิยมทันทีจากลูกค้าชาวไทยใหม่ ๆ รวมถึงแฟนของแบรนด์ที่เคยอุดหนุนทุกครั้งเวลาไปเที่ยวญี่ปุ่น

อาจเรียกได้ว่าเป็นแบรนด์เสื้อผ้าไม่กี่แบรนด์ในโลก ที่ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงอยากสร้างสรรค์เสื้อผ้าดี ๆ แต่มองไปไกลถึงชีวิตที่ดีขึ้นของผู้สวมใส่ 

ยูนิโคล่จึงไม่ได้นิยามตัวเองเป็น Workwear, Sportswear หรืออื่น ๆ แต่ให้คำจำกัดความว่า LifeWear ซึ่งแปลว่า 

“เสื้อผ้าที่ถูกออกแบบให้ผู้สวมใส่ทุกคนมีชีวิตที่ดีขึ้น เสื้อผ้าที่เรียบง่าย คุณภาพสูง มีความสวยงามในทุกรายละเอียด เหมาะกับการใช้งาน โดยคำนึงถึงความต้องการในชีวิตประจำวัน และมีการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง”

Hiroyuki Matsumoto เดินทางมาประเทศไทยเมื่อ 4 เดือนก่อน เพื่อรับตำแหน่ง Chief Operation Officer ประจำยูนิโคล่ ประเทศไทย ประจวบเหมาะในปีที่แบรนด์วางแผนจะสื่อสารเรื่องความยั่งยืนอย่างจริงจัง 

เพราะรู้ดีว่าอุตสาหกรรมเสื้อผ้าโดยรวมสร้างขยะและใช้ทรัพยากรที่ส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมจำนวนมหาศาล 

การผลิตยีนส์ 1 ตัวต้องใช้น้ำถึง 8,000 แกลลอน ซึ่งคือปริมาณน้ำที่มนุษย์ดื่มได้ถึง 7 ปี 

ในแต่ละปีมีการผลิตเสื้อผ้าใหม่แสนล้านชิ้น และมีขยะที่ต้องฝังกลบถึง 21 พันล้านตัน 

ตลอดกว่า 20 ปี ยูนิโคล่ในฐานะผู้จำหน่ายเสื้อผ้ารายใหญ่ของโลก จึงตั้งใจพัฒนานวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อผลิตเสื้อผ้าที่มีความยั่งยืน โดยคำนึงตั้งแต่การหาแหล่งวัตถุดิบที่น่าเชื่อถือ กระบวนการผลิตที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด การออกแบบที่คงทน เรียบง่าย และใช้ได้เป็นเวลานาน การขายและกิจกรรมหลังการขายที่คิดแบบ Circular Economy บริการรับคืนเสื้อผ้าเก่า ส่วนหนึ่งทำงานร่วมกับพันธมิตรเพื่อส่งต่อให้ผู้ที่ต้องการ อีกส่วนนำกลับไปรีไซเคิลที่โรงงานเพื่อผลิตอีกครั้ง 

บริษัทนี้ไม่มียูนิฟอร์ม มีเพียงนโยบายให้พนักงานใส่เสื้อผ้าของแบรนด์ เพราะเชื่อว่าทุกคนเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ของยูนิโคล่

วันนี้คุณมัตสึโมโตะมาในชุดทางการ เขาใส่ Ultra Light Jacket ทับเสื้อเชิ้ตแบบไม่ต้องรีด คู่กับกางเกง Ultra Light Pants สีเดียวกัน 

เขาเป็นแฟนตัวยงของแบรนด์มานานก่อนจะเข้าทำงานที่นี่ ซึ่งที่นี่ได้ปรับมุมมองและพฤติกรรมในการใส่เสื้อผ้า และทำให้มั่นใจว่าเสื้อผ้าที่ดีจะเปลี่ยนแปลงโลกได้

Hiroyuki Matsumoto ซีโอโอ Uniqlo Thailand แบรนด์ที่เชื่อว่าเสื้อผ้าที่ดีจะเปลี่ยนโลกได้

ในยุคหนึ่ง ยูนิโคล่สื่อสารเรื่องเสื้อผ้าสำหรับทุกคน​ (Made for all) อีกยุคหนึ่ง พูดเรื่อง LifeWear หรือเสื้อผ้าสำหรับการใช้ชีวิต มาปีนี้ แบรนด์นำเสนอคำว่า The Power of Clothing อะไรคือพลังของเสื้อผ้าในมุมมองของคุณ

คำว่า LifeWear แปลได้หลายความหมาย เสื้อผ้าของเราออกแบบมาสำหรับทุกคน ทั้งสวมใส่สบาย มีดีไซน์เรียบง่าย เหมาะสำหรับการใช้ชีวิตของทุกคนจริง ๆ ซึ่งที่ผ่านมาเราพยายามพิสูจน์เรื่องนี้อย่างมาก แต่มาถึงวันนี้ เสื้อผ้าสำหรับเราไม่ใช่แค่เครื่องนุ่งห่มอีกต่อไป เรามองมันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต เป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย ดังนั้นเสื้อผ้าก็ควรจะเป็นตัวแทนของความตั้งใจ ความคิด และอุดมการณ์ต่าง ๆ ของผู้สวมใส่ด้วยเช่นกัน นั่นคือพลังของเสื้อผ้าในมุมมองของผม

พลังของเสื้อผ้าเกิดขึ้นตั้งแต่ขั้นตอนแรก ยกตัวอย่างเช่น เรามีไอเท็มอย่าง DRY-EX ที่ผลิตจากเส้นใยรีไซเคิล พัฒนาออกมาเป็นเสื้อที่ใส่สบาย ดีไซน์สวย เหมาะกับการใช้ชีวิตของผู้คน เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตผู้ใช้งาน และสิ่งที่จะทำให้ชีวิตของเขาดีขึ้น 

คุณใช้ตัวการ์ตูนโดราเอมอนเป็นแอมบาสเดอร์ และเปลี่ยนสีโลโก้จากสีแดงเป็นสีเขียวในการสื่อสารเรื่องความยั่งยืนด้วย

คาแรกเตอร์โดราเอมอนถือกำเนิดในประเทศญี่ปุ่น เป็นที่รักของคนทั่วโลกมายาวนาน เช่นเดียวกันกับยูนิโคล่ โดราเอมอนจึงเป็นเหมือนนักเดินทางจากอนาคต ผู้จะมาช่วยเปลี่ยนโลกให้ไปสู่อนาคตที่ดีกว่า

ส่วนสีเขียวเป็นตัวแทนของสิ่งแวดล้อม ของการรักษาธรรมชาติ มันง่ายต่อความเข้าใจและง่ายต่อการสื่อสาร ไม่ว่าจะกับลูกค้าหรือพนักงานของเราเอง 

เราจึงเลือกใช้โดราเอมอนและโลโก้สีเขียวในการสื่อสารประเด็นความยั่งยืน เพราะอยากให้มองเป็นเรื่องสนุกและเข้าใจง่าย

‘เสื้อผ้าที่จะทำให้ชีวิตผู้คนดีขึ้น’ คือความตั้งใจตั้งแต่วันแรกของยูนิโคล่ ผ่านมาเกือบ 50 ปี นิยามของชีวิตที่ดีกว่าเปลี่ยนไปบ้างไหม

ผมว่ามันเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา ถ้าพูดถึงชีวิตที่ดีขึ้น มันขึ้นอยู่กับไลฟ์สไตล์ของแต่ละคน ความหมายของ ‘ความสบาย’ ของแต่ละคนก็แตกต่างกันไปอีกนะ บางคนชอบวิ่งออกกำลังกาย อาจต้องการเสื้อที่มีฟังก์ชันระบายเหงื่อ แห้งไว อีกคนอยู่ชนบท ชอบทำสวน ปลูกต้นไม้ อยู่กลางแจ้งบ่อย ๆ ก็มองหาเสื้อที่จะปกป้องผิวเขาจากแสงยูวี เพื่อให้ชีวิตนั้นง่ายและดียิ่งขึ้น

วิถีชีวิตของแต่ละคนไม่เหมือนกันหรอก แต่ผมพูดได้เลยว่า 80 เปอร์เซ็นต์ของลูกค้ามีความต้องการพื้นฐานจากเสื้อผ้าไม่ต่างกัน ไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่หรือทำอาชีพอะไร เช่น ทุกคนต้องการเสื้อผ้าที่คุณภาพคุ้มราคา หรือในบางวัฒนธรรมคนนิยมใส่เสื้อทับ ในประเทศที่ร้อนอย่างประเทศไทย เราต้องมีไอเท็มหน้าร้อนขายทุกฤดู และถ้าสังเกตดี ๆ ร้านในไทยจะสีสันสดใสกว่าประเทศอื่น ๆ 

เพราะคนไทยชอบสีสัน

ใช่ครับ (ยิ้ม) คนไทยชอบสีหลากหลาย เหมือนคุณมีสีมงคลที่ต้องใส่ในแต่ละวันด้วยใช่ไหม นั่นก็เป็นเอกลักษณ์หนึ่งเหมือนกัน 

คนไทยชอบแต่งตัว ชอบแฟชั่น ชอบติดตามเทรนด์ใหม่ ๆ ในฐานะร้านเสื้อผ้า เราพยายามอย่างมากเพื่อตอบโจทย์ลูกค้าให้ได้ ในร้านก็เลยโชว์เสื้อสีสดใสเยอะหน่อย ต่างจากร้านในญี่ปุ่น คนญี่ปุ่นชอบสีโมโนโทน สีเรียบ ๆ ชอบดีไซน์ทรงปล่อย ๆ หลวม ๆ ชอบลายขวาง 

ลูกค้าชาวไทยยังชอบคอลเลกชันใหม่ ๆ เวลามีอะไรใหม่ ๆ ออกมาจะได้รับความสนใจมาก โดยเฉพาะการคอลแลบกับดีไซเนอร์แบรนด์อื่น ๆ สิ่งที่เราพยายามทำมาตลอด คือการหาความต้องการของแต่ละประเทศที่ธุรกิจเราไปอยู่ แล้วตอบสนองความต้องการนั้นในแบบของเรา

Hiroyuki Matsumoto ซีโอโอ Uniqlo Thailand แบรนด์ที่เชื่อว่าเสื้อผ้าที่ดีจะเปลี่ยนโลกได้

ก่อนที่จะเข้าทำงานที่นี่ คุณเป็นแฟนคลับยูนิโคล่อยู่แล้วไหม

ใช่เลย ผมเป็นแฟนแบรนด์นี้อยู่แล้ว ตอนเริ่มทำงานที่นี่ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของตัวเองอยู่อย่างหนึ่ง ตอนทำงานที่อื่น ผมใส่เสื้อผ้าแบรนด์อะไรก็ได้ ที่นี่แม้จะไม่ได้มียูนิฟอร์มตายตัว แต่เราเลือกที่จะใส่เสื้อผ้าของยูนิโคล่มาทำงาน

วันนี้ก็ใส่ทั้งตัวนะ (ชี้ให้ดูสูทสีดำที่ใส่อยู่) หลายคนอาจคิดว่าเรามีแค่เสื้อผ้าลำลอง แต่จริง ๆ เรามีชุดทางการด้วย ตัวที่ใส่อยู่คือ แจ็กเก็ต เสื้อเชิ้ต แล้วก็กางเกงสแล็ก

เชื่อไหมว่าหลังจากเข้าทำงานที่นี่ ตู้เสื้อผ้าผมลดขนาดเหลือแค่ 10 เปอร์เซ็นต์จากเมื่อก่อน แต่ที่น่าทึ่งไปกว่านั้นคือ ผมเก็บเสื้อผ้าทั้งหมดได้ในกระเป๋าเดินทางใบเดียว

จะเป็นไปได้ยังไง

ไม่ได้อวยนะ (หัวเราะ) เสื้อผ้ายูนิโคล่ทนทานมาก ผ่านไปสองสามปีก็ยังใส่ได้ดี ดีไซน์ก็เรียบง่าย คุณอาจจะมีเสื้อแบบเดียวกันแต่หลายสี ไว้ใส่สับเปลี่ยนไปแต่ละโอกาสในแต่ละวัน จากที่เคยต้องมีเสื้อผ้าหลาย ๆ แบบในตู้ ก็เหลือแค่ชิ้นเบสิก ถ้าคิดจากมุมมองเรื่องความยั่งยืน นี่เป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่เหมือนกัน อย่างน้อยก็กับตู้เสื้อผ้าของผม

ยูนิโคล่ทำเรื่องความยั่งยืนมากว่า 20 ปีแล้ว ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของแหล่งที่มาวัตถุดิบในการผลิต กระบวนการผลิตเอง สินค้า ไปจนถึงชีวิตของเสื้อผ้าหลังการขาย แต่คนกลับไม่ค่อยรู้เรื่องเหล่านี้ ทำไมแบรนด์ถึงตัดสินใจออกมาสื่อสารเรื่องนี้ในปีนี้

ช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เราจัดงานแถลงข่าวหรือเชิญสื่อมวลชนมาเล่าเกี่ยวกับเรื่องนี้ไม่ได้ แต่ปีนี้ลูกค้าจะได้กลับมาใช้ชีวิตหลังโควิด-19 หลังจากที่คนส่วนใหญ่ฉีดวัคซีนกันไปแล้ว ผมว่าผู้คนกำลังจะเริ่มใช้ชีวิตอีกครั้ง สนุกกับการเดินทางอีกครั้ง นี่จึงเป็นเวลาที่เหมาะที่สุดที่จะเล่าเรื่องความยั่งยืนของแบรนด์ให้ทุกคนฟัง

2 ปีที่ผ่านมาเราพยายามพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ยั่งยืนยิ่งขึ้น ทำให้ธุรกิจยั่งยืนยิ่งขึ้น อย่างเดือนหน้าเราจะมีจัดประกวดแผนธุรกิจร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในงาน Chula Expo 2022 โดยธีมในปีนี้เป็นเรื่องความยั่งยืน เราจึงอยากเป็นส่วนหนึ่งในการให้ความรู้คนรุ่นใหม่เกี่ยวกับการทำธุรกิจอย่างยั่งยืนด้วย

อุตสาหกรรมเสื้อผ้าเปลี่ยนไปแค่ไหนในช่วงโควิด-19 

เปลี่ยนไปเยอะ

เพราะคนทำงานที่บ้านด้วยหรือเปล่า

นั่นก็ด้วย ความต้องการของลูกค้าเปลี่ยนไปเยอะ คนนิยมใส่ชุดลำลองอยู่บ้าน ที่เราเรียกกันว่า Loungewear ไม่ค่อยได้ใส่สูท อย่าว่าแต่สูทเลย เสื้อเชิ้ตก็แทบจะไม่ได้ใส่ (หัวเราะ) 

แต่ขณะที่คนชอบทำงาน Work from Home พวกเขาก็ยังตั้งตารอที่จะออกไปใช้ชีวิตนอกบ้าน และยังสนุกกับชีวิตนอกบ้านอยู่ เราพยายามตอบความต้องการตรงนั้น แต่จะทำยังไงให้มันยั่งยืนล่ะ เพราะถ้าพูดถึง Fast Fashion มันหมายถึงการผลิตเร็วในจำนวนมาก ๆ เพื่อสนองความต้องการที่เปลี่ยนตลอดเวลา 

คุณคิดว่าเสื้อผ้าจะเปลี่ยนโลกได้จริง ๆ เหรอ

ไม่ใช่แค่คิด แต่ผมเชื่ออย่างนั้น 

เราเปลี่ยนโลกได้ เราเปลี่ยนวงการเสื้อผ้าได้ และเราจะไม่หยุดพัฒนา แต่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ต้องการกำลังจากหลายทาง ในเรื่องความยั่งยืน ยูนิโคล่ยังถือเป็นคนตัวเล็ก เราต้องการแรงสนับสนุนจากบริษัทใหญ่ ๆ ในเมืองไทยที่เชี่ยวชาญเรื่องนี้มาก่อน เราเป็นบริษัทผลิตเสื้อผ้า เราเชี่ยวชาญด้านการผลิตเสื้อผ้าที่ดี ขายเสื้อผ้าที่ดี เลยต้องมีพันธมิตรที่ถนัดคนละด้านมาร่วมอุดมการณ์ เช่น บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และ บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) ที่มีความสนใจและเป้าหมายที่ดีร่วมกัน

ผมเชื่อว่า เราทำอะไรมากกว่าการดำเนินงานปกติที่เราทำอยู่แล้วได้

Hiroyuki Matsumoto ซีโอโอ Uniqlo Thailand แบรนด์ที่เชื่อว่าเสื้อผ้าที่ดีจะเปลี่ยนโลกได้

ความยั่งยืนของยูนิโคล่แบ่งได้เป็น 3 เรื่องใหญ่ ๆ คือ ผู้คน โลก และคอมมูนิตี้ ธุรกิจวางแผนว่าจะแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้ยังไง

เราให้ความสำคัญเรื่องการศึกษา สนับสนุนโรงเรียนต่าง ๆ และพยายามคิดหาวิธีที่จะทำให้ชีวิตประจำวันของคนไทยดีขึ้น การพัฒนาคุณภาพชีวิตทำงานก็เป็นอีกหนึ่งโฟกัสของธุรกิจ

เรื่องสิ่งแวดล้อมก็อย่างที่เล่าไปก่อนหน้านี้ แม้เราไม่ได้มีการผลิตอยู่ในประเทศไทย แต่เราก็ส่งฟีดแบ็กลูกค้าคนไทยไปให้โกลบอลเพื่อพัฒนาเป็นประจำ เรายังร่วมมือกับ UNHCR เพื่อช่วยเหลือผู้ลี้ภัยด้วย

เพราะเราไม่ได้มีร้านไปตั้งในทุกจังหวัด การทำโปรเจกต์ที่ร้านเพื่อสนับสนุนลูกค้าเลยยังไม่ครอบคลุม แต่เราก็ทำผ่านพาร์ตเนอร์ด้านต่าง ๆ และตั้งใจจะเปิดสาขาให้มากขึ้น

ตอนนี้มีทั้งหมดกี่สาขา

ตอนนี้มี 56 สาขาครับ

ปีนี้จะเปิดสาขาใหม่ไหม

น่าจะนะครับ (ยิ้ม) อาจจะบอกตัวเลขเป๊ะ ๆ ไม่ได้ 

เราพยายามฟังเสียงจากพนักงานและลูกค้า หลายครั้งมักมีลูกค้ามาถามว่า เมื่อไหร่จะไปเปิดสาขาที่จังหวัดเขา 

นอกจากจะได้บริการลูกค้า ยังสร้างงานให้พื้นที่นั่นด้วย

ใช่ครับ พนักงานเราเองก็มาจากหลายที่ทั่วประเทศ เขาเสนอให้ไปเปิดเมืองนั้นเมืองนี้ ถ้าที่ไหนมีศักยภาพ เราก็พร้อมที่จะพิจารณาต่อ

ในฐานะซีโอโอของบริษัท คุณสร้างแรงบันดาลใจให้พนักงานเข้าใจเรื่องความยั่งยืนยังไง

การสื่อสารเป็นคีย์สำคัญ เรามีพนักงานที่สำนักงานใหญ่และอีกมากมายหน้าร้าน แต่ละคนยุ่งกับการให้บริการลูกค้าและทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด

ในร้านยูนิโคล่ ลูกค้าคือราชา ขณะเดียวกันเราก็ต้องสื่อสารให้พนักงานเข้าใจด้วยว่า สิ่งที่เขากำลังทำอยู่ในทุกวันคืออะไร เราทำให้บริษัทยั่งยืนขึ้นได้ยังไง และจะมีส่วนช่วยประเทศไทยในทางไหนบ้าง

ยูนิโคล่เป็นแบรนด์สัญชาติญี่ปุ่น แต่เราอยากเป็นแบรนด์ของคนไทยด้วย พนักงานระดับผู้จัดการส่วนใหญ่ของเราก็เป็นคนไทย คงจะดีไม่น้อยถ้าวันหนึ่งลูกค้ามองว่าเราเป็นแบรนด์ไทย เพราะเราไม่ได้แค่เข้ามาทำธุรกิจ แต่อยากแบ่งปันคุณค่าบางอย่าง 

Hiroyuki Matsumoto ซีโอโอ Uniqlo Thailand แบรนด์ที่เชื่อว่าเสื้อผ้าที่ดีจะเปลี่ยนโลกได้

เล่าการเดินทางของเสื้อผ้ายูนิโคล่ตั้งแต่เป็นวัสดุจนถึงหลังการขายให้ฟังได้ไหม

อย่างการผลิตยีนส์ขึ้นมาหนึ่งตัวมีผู้เกี่ยวข้องมากมาย ตั้งแต่หาเส้นใยคอตตอน โดยเลือกซัพพลายเออร์ที่มีคุณภาพและให้ความสำคัญเรื่องความยั่งยืน รวมถึงตั้งใจจะลดการใช้น้ำและสารเคมี 

หลังจากได้แหล่งเส้นใยที่ดีแล้วก็นำมาผลิตในโรงงานคู่ค้า เพราะเราไม่มีโรงงานของตัวเอง แต่ทำงานร่วมกับโรงงานพาร์ตเนอร์ โดยส่งคนเข้าไปอบรม สอนให้เขาทำงานตามมาตรฐาน แล้วก็ค่อย ๆ พัฒนาการผลิตไปด้วยกัน โดยให้ความสำคัญกับสิทธิมนุษยชนของแรงงานเป็นอย่างมาก

ถัดมาคือการออกแบบ จะออกแบบยังไงให้ออกมาเป็น LifeWear หรือเสื้อผ้าสำหรับการใช้ชีวิต

อย่างวันนี้แจ็กเก็ตที่ผมใส่มา มองเผิน ๆ เหมือนสูททั่วไป แต่เบากว่า ใส่ได้หลายโอกาสมากกว่า ผมอาจจะพูดเป็นข้อ ๆ ไม่ได้ แต่นี่คือตัวอย่างของความพยายามในการสร้างเสื้อผ้าที่ยั่งยืนของเรา ถ้าเราทำสิ่งเหล่านี้สะสมไปเรื่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ Supply Chain หรือบริการหลังจากขาย อย่าง RE:Uniqlo ที่ให้ลูกค้านำเสื้อผ้าที่ไม่ใช้แล้วมาบริจาค วันหนึ่งเราจะสร้างความเปลี่ยนแปลงได้แน่ ๆ

วันนี้ ลูกค้าอาจยังไม่รู้ว่าข้างหลังเราทำอะไรบ้าง แต่อย่างน้อย ๆ ถ้าเขาซื้อเสื้อผ้าของเราไป ก็เป็นการสนับสนุนความยั่งยืนต่อคน โลก และคอมมูนิตี้

ปีที่ผ่านมานอกจากโควิด-19 ยังมีเหตุการณ์ต่าง ๆ เกิดขึ้นในโลก ทั้งสงครามระหว่างยูเครนกับรัสเซีย หรือการละลายของน้ำแข็งขั้วโลก คุณมองว่าธุรกิจระดับโลกใหญ่ ๆ จำเป็นต้องมีส่วนร่วมหรือรับผิดชอบในสิ่งเหล่านี้ไหม

แน่นอนครับ อย่างกรณียูเครนกับรัสเซีย เราอาจจะช่วยไม่ได้ทุกอย่าง แต่ก็พยายามทำให้มากที่สุด เพราะในประเทศเหล่านั้นก็มีประชาชนเหมือน ๆ กับเราอยู่ เราจึงพยายามเปิดร้านให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แม้จะตัดสินใจปิดร้านในรัสเซียชั่วคราวก็ตาม

หรือเมื่อหลายปีก่อน เกิดแผ่นดินไหวรุนแรงในญี่ปุ่น เราก็พยายามเปิดร้านในบริเวณนั้นเพื่อให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยในด้านเครื่องนุ่งห่ม ถ้าเราช่วยเขาได้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ก็จะไม่ลังเลเลย นั่นคือปรัชญาและดีเอ็นเอของยูนิโคล่เลยครับ

ส่วนเรื่อง Climate Change ที่น้ำแข็งขั้วโลกละลาย เราแก้ปัญหาโดยตรงไม่ได้หรอก แต่เราทำผ่านการดำเนินธุรกิจที่มี ลดการทำลายสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรในกระบวนการผลิต หาพลังงานทางเลือกมาใช้ ทำให้มันเป็นส่วนหนึ่งในพันธกิจของเรา

Hiroyuki Matsumoto ซีโอโอคนใหม่ของ Uniqlo Thailand แบรนด์เสื้อผ้าที่เชื่อว่า เสื้อผ้าที่ดีจะเปลี่ยนโลกได้

อุตสาหกรรมเสื้อผ้าจะเดินไปทางไหนใน 10 ปีข้างหน้า

ผมว่าอุตสาหกรรมนี้จะโตขึ้นเรื่อย ๆ ถ้ามองอีก 50 ปี อาจจะค่อย ๆ ลดลง เพราะประชากรโลกน้อยลงทุกวัน แต่ถ้าใน 10 ปี ผมว่ายังโตได้อีก นั่นแปลว่าจะมีเสื้อผ้ามากมายและมีขยะจากเสื้อผ้าอีกมหาศาล เราต้องหาทางลดขยะตรงนั้น หนึ่ง โดยการผลิตเสื้อผ้าที่ทนทาน ใช้ได้ในระยะยาว ลดการซื้อเสื้อผ้าใหม่ ซึ่งเป็นเป้าหมายของเราในระยะยาว

ถ้าภาคธุรกิจไม่ขยับตัวตามเทรนด์และความต้องการของผู้บริโภค ก็อาจจะต้องปิดตัวลงในที่สุด

ก่อนหน้านี้คนอาจจะพูดกันว่า ไม่ใช่ลูกค้าทุกคนที่สนใจเรื่องนี้ แต่โควิด-19 ทำให้เห็นว่าเขาตระหนักถึงสิ่งนี้มากขึ้น อย่างในประเทศไทยเอง ผมว่าเกือบ 80 เปอร์เซ็นต์ของลูกค้าเลือกซื้อสินค้าจากแบรนด์ที่มีความยั่งยืนมากกว่า พฤติกรรมของผู้บริโภคขยับแล้ว เราในฐานะธุรกิจต้องขยับตาม ความยั่งยืนเลยไม่ใช่แค่เรื่องของใครฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เป็นการร่วมมือกันระหว่างแบรนด์กับลูกค้า

ถ้าไปพูดเรื่องนี้กับนักเคลื่อนไหวเรื่องสิ่งแวดล้อม เขาอาจบอกว่า การหยุดผลิตคือวิธีแก้ปัญหาที่ยั่งยืนที่สุด ซึ่งเป็นไปไม่ได้เลยสำหรับธุรกิจรีเทลอย่างยูนิโคล่ คุณบาลานซ์ระหว่างเป้าหมายทางธุรกิจและความยั่งยืนยังไง

ผมเห็นด้วยว่าวิธีที่ดีที่สุดคือการเลิกผลิต ขณะเดียวกันก็นึกไม่ออกเหมือนกันว่าทุกคนจะใช้ชีวิตโดยไม่ซื้อเสื้อผ้าใหม่เลยได้จริง ๆ หรือเปล่า บางคนอาจจะได้นะ แต่บางคนเขายังเอ็นจอยกับการแต่งตัวอยู่ เขาไม่สามารถใส่เสื้อเดิม ๆ ซ้ำ ๆ เพราะมันเป็นความสนุกอย่างหนึ่งของชีวิต เราจึงต้องบาลานซ์ระหว่างความสนุกนั้นกับความยั่งยืน

ในหนึ่งปี อุตสาหกรรมเสื้อผ้าสร้างขยะจำนวนมากจากกระบวนการผลิตแต่ละครั้ง ใช้น้ำจำนวนมหาศาล ซึ่งส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมโดยตรง เราพยายามพัฒนานวัตกรรมเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการผลิตของเรา ยกตัวอย่างเช่น กางเกงยีนส์ยูนิโคล่ที่ลดการใช้น้ำในการผลิตได้มากถึง 99 เปอร์เซ็นต์ เรายังพยายามใช้วัสดุรีไซเคิลและหาวิธีการอื่น ๆ กับสินค้าอื่น ๆ ที่จะสร้างผลกระทบน้อยที่สุด 

ถ้าคุณไปดูตามท้องตลาด จะเห็นเสื้อผ้าตามเทรนด์มากมายที่จะกลายเป็นขยะในอนาคต แต่ถ้าลองไปร้านของเรา จะเห็นเลยว่า 80 เปอร์เซ็นต์เป็นเสื้อผ้าเบสิกที่มีขายตลอด เราตั้งใจให้เสื้อผ้ายูนิโคล่ทนทานและยั่งยืน แบบที่ลูกค้าจะใช้งานได้เป็นเวลานาน ซึ่งจะทำให้จำนวนการบริโภคลดลงไปอีก

สมมติคุณซื้อยีนส์ 2 ตัวในปีนี้ และหวังว่าหนึ่งในสองตัวนั้นจะเป็นของยูนิโคล่ (หัวเราะ) คุณก็จะเป็นส่วนหนึ่งในการรักษาสิ่งแวดล้อม เราพยายามอย่างมากในการพัฒนาการดำเนินงานต่าง ๆ และเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ใช่แค่ตัวธุรกิจเท่านั้น แต่ก้าวไปข้างหน้าพร้อมลูกค้าด้วย

ความสำเร็จเรื่องความยั่งยืนของยูนิโคล่สำหรับคุณคืออะไร

คือการที่ได้เห็นลูกค้าใช้เสื้อผ้าของเราไปนาน ๆ ด้วยความทนทานและดีไซน์เรียบง่ายไม่ตกยุค สิ่งนี้สำเร็จในญี่ปุ่นแล้วนะ พ่อแม่หลายคนส่งต่อเสื้อผ้าของเราให้ลูก ๆ ลูกสาวบางคนใช้ชุดที่คุณแม่เคยใส่ บางกลุ่มก็เอาสินค้าที่เขาไม่ชอบสไตล์หรือไซส์ไม่พอดีแล้วไปขายในตลาดมือสอง ที่ญี่ปุ่นมีตลาดออนไลน์ที่ชื่อว่า Mercari ถ้าลองเข้าไปดูจะเห็นเลยว่ามีเสื้อผ้าแบรนด์เราเยอะมาก ผมได้ยินมาว่ามีมากกว่าครึ่ง เลยคิดว่านี่ก็เป็นก้าวสำคัญเรื่องความยั่งยืนอีกเช่นกัน 

อะไรจะทำให้แบรนด์ยูนิโคล่อยู่ไปได้ถึง 100 ปี

สำหรับผมคือการมีคนที่ดี เราเป็นบริษัทผลิตเสื้อผ้าที่มี ‘คน’ เป็นคนสร้างสรรค์สิ่งเหล่านั้น และผมไม่ได้พูดแค่พนักงานยูนิโคล่อย่างเดียว แต่รวมไปถึงคู่ค้าทางธุรกิจอื่น ๆ เราทำคนเดียวไม่ได้หรอกครับ ถ้าเรามีคนดี ๆ มีพาร์ตเนอร์ดี ๆ ลูกค้าดี ๆ ที่จะสนับสนุนธุรกิจของเรา ธุรกิจก็จะเติบโตไปได้เรื่อย ๆ 

เรามีแนวคิดของเรา ลูกค้าก็มีแนวคิดของเขา การสื่อสารให้เขาเข้าใจในเจตนารมณ์ของแบรนด์จึงเป็นเรื่องสำคัญที่สุด เรากำลังทำอะไร เราจะเดินไปทางไหน 

100 ปีเท่ากับหลายเจเนอเรชัน เราจึงหมั่นพัฒนาสินค้าและบริการให้เท่าทันลูกค้า เพื่อซัพพอร์ตการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไปตามยุคสมัยของเขา

ยูนิโคล่คือบริษัทระดับนานาชาติ เราลงทุนในหลายประเทศทั่วโลก แต่จริง ๆ แล้ว ธุรกิจของเรานั้นง่ายนิดเดียว เราขายเสื้อผ้า และเราก็ตั้งใจขายเสื้อผ้า แค่นั้นเอง ถ้าเราโฟกัสกับสิ่งนี้ ไม่หยุดพัฒนา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการผลิต การดำเนินงาน สินค้า หรือบริการ ด้วยการสนับสนุนของพนักงาน พาร์ตเนอร์ และลูกค้าที่น่ารัก ไม่ว่ายังไงเราต้องเดินทางไปสู่ปีที่ 100 ได้แน่นอน

Hiroyuki Matsumoto ซีโอโอคนใหม่ของ Uniqlo Thailand แบรนด์เสื้อผ้าที่เชื่อว่า เสื้อผ้าที่ดีจะเปลี่ยนโลกได้

Questions answered by COO of Uniqlo Thailand

01 ไอเท็มยูนิโคล่ที่ชอบที่สุดคือ…

Super Non-iron Shirt เปลี่ยนชีวิตผมเลย  ผมอยู่กรุงเทพฯ คนเดียว ครอบครัวอยู่ที่ญี่ปุ่นทั้งหมด อยู่นี่ผมไม่มีเตารีดนะ เสื้อรุ่นนี้เลยมีประโยชน์มาก แค่ซักและแขวนตากไว้ อีกวันก็ใส่ได้ ที่ใส่มา 95 เปอร์เซ็นต์คือเรียบกริบ ไม่ต้องรีดเลย

02 ไอเท็มยูนิโคล่ที่มีมากที่สุดคือ…

น่าจะเป็นเสื้อกีฬา เพราะผมเล่นเทนนิส

03 ความประทับใจแรกในวัฒนธรรมการทำงานของคนไทยคือ…

คนไทยชอบพูดว่า ‘ไม่เป็นไร’ ซึ่งผมชอบมาก ๆ ตอนเด็ก ๆ ผมเคยใช้ชีวิตที่ตุรกีพักหนึ่ง ที่นั่นก็มีวลีคล้าย ๆ กัน ความหมายประมาณว่า ถ้าคุณทำสิ่งหนึ่งในพรุ่งนี้ได้ ทำไมวันนี้ไม่สนุกกับชีวิตก่อนล่ะ

คนไทยยังยิ้มเก่งและใจดีอีกด้วย ที่ญี่ปุ่นมีหนังสือเล่มหนึ่งอธิบายรอยยิ้มของคนไทยว่ามี 12 ประเภท คุณต้องแยกแยะให้ออกว่ายิ้มแบบไหนหมายถึงอะไร (หัวเราะ)

04 วิชาที่ชอบที่สุดตอนเรียนที่ MIT Sloan คือ…

นานมากแล้วนะ (หัวเราะ) ที่ชอบที่สุดน่าจะเป็นวิชา Diversity Management อาจารย์สอนเกี่ยวกับการบริหารคนในบริษัทโกลบอลใหญ่ๆ เช่น โตโยต้าที่มีผู้บริหารจากหลายประเทศ ซึ่งสุดท้ายก็เป็นเรื่องการสื่อสารและการเรียนรู้ที่จะยอมรับความแตกต่างของวัฒนธรรม

04 ถ้าได้รับเลือกให้พูดบนเวที TED Talk คุณจะพูดเรื่อง…

ผมอยากพูดเรื่องความยั่งยืนผ่านประสบการณ์จริงของตัวเอง อยากเล่าเรื่องอิมแพคที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อเสื้อผ้า ตอนอยู่ญี่ปุ่น ตู้เสื้อผ้าผมเต็มไปด้วยเสื้อผ้าที่เก็บมานาน จนภรรยาถามบ่อย ๆ ว่าทำไมยังเก็บบางชิ้นอยู่ทั้งที่ไม่ได้ใช้เลย พอเริ่มทำงานที่นี่ ผมอยู่ได้ด้วยเสื้อผ้าชิ้นสำคัญ ๆ อย่างเสื้อยืดกับแจ็กเก็ต ซึ่งผมมีไว้หลายสีเลยแหละ

05 ร้านที่ไปบ่อยในสามย่าน…

Wawee Coffee ผมชอบที่เขาใช้เมล็ดกาแฟของไทย ผลิตในไทย วันไหนที่เข้าออฟฟิศก็จะซื้อกาแฟร้านนี้

06 นักเทนนิสในดวงใจคือ…

Roger Federer ไม่ใช่เพราะเขาเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ของยูนิโคล่นะ แต่เพราะสไตล์การเล่นเทนนิสของเขาเป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร การเคลื่อนไหวแต่ละครั้งมีเป้าหมาย ไม่เสียเปล่า สมูท ผมตีแบ็กแฮนด์มือเดียวเหมือนกัน ก็เลยชอบดูวิดีโอที่เขาเล่น แล้วพยายามเลียนแบบวิธีการ แต่ก็ยังอีกไกลครับ (หัวเราะ)

07 คำพูดติดปากของคุณคือ…

ก้าวเล็ก ๆ ทุก ๆ วันก็เปลี่ยนชีวิตคุณได้ ผมคิดว่าเราเปลี่ยนแปลงได้ ทั้งชีวิต ทั้งการงาน แต่อย่าลืมสนุกกับวันนี้ อย่ากังวลเรื่องพรุ่งนี้ให้มาก จงอยู่กับปัจจุบัน

การที่ผมเจอคุณในวันนี้อาจเป็นโอกาสเดียวเลยก็ได้นะ ดังนั้นผมจึงเอ็นจอยบทสนทนากับคุณวันนี้

08 ไอเท็มล่าสุดที่ซื้อจากร้านยูนิโคล่…

เสื้อ UV Protection Parka ผมซื้อช่วงสงกรานต์เพราะอากาศร้อนมาก และไม่ชอบทาครีมกันแดดตอนไปเล่นเทนนิส เพราะมันเหนียวเหนอะหนะ ล่าสุดใส่ไปเล่น ผิวคล้ำเฉพาะมือ คนก็ทักว่าไปทำอะไรมา เอาเป็นว่าผมทดลองใช้เสื้อนี้แล้ว มันเวิร์กครับ

09 คุณซื้อ UV Protection Parka สีอะไรมา…

สีกรมท่าครับ ผมยังใจไม่ถึงพอที่จะซื้อสีเหลืองหรือสีแดง (หัวเราะ)

Hiroyuki Matsumoto ซีโอโอ Uniqlo Thailand แบรนด์ที่เชื่อว่าเสื้อผ้าที่ดีจะเปลี่ยนโลกได้

ยูนิโคล่ ประเทศไทย ร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดรับสมัคร CHULA EXPO 2022′ Case Competition ในหัวข้อเรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs Goal) และมองหาผู้เข้าสมัครเป็นทีมนิสิตนักศึกษา 1 – 5 คนที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับปริญญาตรีทั่วประเทศ
ดูรายละเอียดในการสมัครและการเข้าแข่งขันเพิ่มเติมได้ที่ https://bit.ly/3KGgAPH สมัครได้ตั้งแต่วันนี้ – 20 พ.ค. 2565 (23.59 น.)
Facebook: Chula Expo

Instagram: chulaexpo2022

E-mail : [email protected]

Writer

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load