จากแม่บ้าน สู่ผู้บริหารโรงแรม 

คุณเนาวรัตน์ อรุณคง ผู้จัดการทั่วไปโรงแรมอวานี สุขุมวิท 

น้อยคนที่จะรู้ตัวตั้งแต่ยังเด็กว่าอยากทำงานแบบไหน อยากเป็นอะไร แต่น้อยคนยิ่งกว่าที่เมื่อรู้ตัวแล้ว สามารถปักธงในเส้นทางนั้นอย่างแน่วแน่ ไม่แปรเปลี่ยน แล้วเลือกเดินตามเส้นทางที่เลือกไว้แบบไม่เหลียวมองข้างทาง

คุณเนาวรัตน์ อรุณคง คือคนประเภทนั้น 

ไม่ใช่ชีวิตไม่มีทางเลือกอื่น แต่เธอไม่เลือกเอง ตราบใดที่งานนั้นไม่ใช่งานที่ใช้ความรักทำ 

ชีวิตการทำงานของเธอเริ่มต้นตรงดิ่งไปทางสายการโรงแรม เพราะชอบพูดคุย พบปะผู้คน ชอบงานบริการ ชอบใช้ภาษาต่างประเทศ แล้วก็ไม่ได้เริ่มต้นจากตำแหน่งสวยหรูอย่างที่หลายคนมักจินตนาการถึงคนทำงานโรงแรม

พูดให้ชัดเจนไปเลยก็ได้ว่า เธอเริ่มต้นชีวิตการทำงานเมื่อ 30 ปีที่แล้วในตำแหน่งแม่บ้าน หน้าที่ของเธอคือทำความสะอาดห้องพักสำหรับแขก อันเป็นตำแหน่งล่างสุดของสายงาน และแน่นอนว่าตำแหน่งสูงสุดอย่างผู้จัดการทั่วไป หรือ GM จึงเป็นตำแหน่งที่เธอไม่คิดว่าจะก้าวมาถึง 

ทุกตำแหน่งงานที่ทำไม่ได้มาเพราะโชคช่วย ถ้าจะมีอะไรสักอย่างที่ช่วยก็น่าจะเป็นทัศนคติในการทำงานและความมุ่งมั่นไม่ท้อถอย 

ทัศนคติอย่างหนึ่งที่ไม่ใช่ทุกคนจะมีได้ก็คือ ทำงานตรงหน้าให้ดีที่สุด คุณค่าของงานอยู่ที่โอกาสที่จะได้พัฒนาตัวเอง ไม่ใช่ให้คุณค่าที่ตำแหน่งระดับสูงหรือระดับล่าง ซึ่งในฐานะที่เธอผ่านมาแล้วทุกระดับ เธอจึงบอกได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่า “งานก็คืองาน ล้างห้องน้ำก็เคยทำมาแล้ว แล้วยังไง มันก็คืองานงานหนึ่งที่เราต้องทำ มันก็คือห้องน้ำที่เราต้องทำให้สะอาดที่สุด แค่นั้นเอง” 

นี่คือทัศนคติที่…จะว่าไป นี่คือเรื่องสำคัญและขาดไม่ได้สำหรับคนที่กำลังอยู่ หรือกำลังจะก้าวต่อไปในฐานะกัปตันทีม 

เนาวรัตน์ อรุณคง ผู้บริหารหญิงโรงแรมอวานี สุขุมวิท ที่เริ่มต้นด้วยตำแหน่งแม่บ้าน

เรื่องราวของคุณเริ่มต้นจากตรงไหน เป็นมาอย่างไรถึงได้มาทำงานโรงแรม

ย้อนกลับไปสมัยเรียนมัธยมปลายที่เบญจมราชาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ มีสถาบันเกี่ยวกับการท่องเที่ยวและการโรงแรมไปแนะแนวที่โรงเรียน เราก็ชอบทางนี้ ชอบเรื่องการพบปะผู้คน ชอบการใช้ภาษา แล้วอีกอย่าง เราเป็นคนดื้อ ชอบทำอะไรที่ไม่เหมือนคนอื่น มุ่งมั่นในเส้นทางที่ตัวเองเลือกมาตั้งแต่เด็กๆ

อะไรคือสิ่งที่ชอบก็จะไปทางนั้น จึงตัดสินใจไปเริ่มเรียนการโรงแรมที่บางแสน ไปอยู่หอพักเลย อยากทำงานเป็นฟรอนต์ แต่ที่สถาบันเขาเคร่งเรื่องความสูง แล้วเราสูงไม่ถึง แต่เพราะเราบอกตัวเองว่าเราจะเรียนด้านนี้ ก็เลยไม่ยอมกลับบ้านและขอสู้ต่อ ต่อให้ต้องเริ่มต้นเรียนในสาขาแม่บ้านก็จะเรียน

โชคดีที่กลุ่มเพื่อนที่เรียนด้วยกันมีแนวคิดตรงกันว่า ถ้าเราเป็นแม่บ้านก็ต้องเป็นแม่บ้านที่ทันสมัย คือแต่งตัวดี ใช้ภาษาอังกฤษได้ ทำให้เรายิ่งสนุกที่จะเรียนและทำงานไปด้วย เรียนจบก็เริ่มต้นทำงานตำแหน่งแม่บ้าน

ตอนนั้นคิดมั้ยว่าทำไมฉันต้องเริ่มทำงานที่ตำแหน่งแม่บ้าน อุตส่าห์เรียนจบมา

ก็ต้องบอกตรงๆ ว่ามีความรู้สึกนิดๆ ว่างานที่ทำมันก็เหนื่อยนะ พ่อแม่ก็เป็นถึงข้าราชการ แต่พอทำงานไปเราก็ไม่ได้คิดแล้ว เรื่องแบบนี้ขึ้นอยู่กับมุมมองของตัวเองว่าจะคิดยังไงกับงานที่ทำ เราคิดของเราได้เองว่าโรงแรมไม่สามารถประสบความสำเร็จได้เพราะตำแหน่งใดตำแหน่งเดียว ดังนั้น ทุกแผนกจึงมีความสำคัญ

ตอนที่เราไปฝึกงานแรกๆ ก็ต้องยอมรับว่าไม่ได้เป็นงานที่สวยงามอะไรเลย จึงมีบ้างที่แอบคิดว่าใครจะดูถูกเราไหม เราต่ำต้อยหรือเปล่า แต่สุดท้ายก็คิดแค่ว่าเราเป็นแม่บ้านก็จริง แต่เราจะช่วยเขาทำห้องให้ดีที่สุด ทำให้ห้องสะอาดที่สุด ต้องให้งานของเราออกมาดีที่สุด แค่นั้นเอง

เวลาเราทำงานแล้วงานออกมาดี หัวหน้าหรือแขกที่มาพักเขาชื่นชม เราก็มีความสุข แค่นี้ก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว ตอนเรียนจบเราถูกส่งไปฝึกงานที่โรงแรมปาร์คนายเลิศ แล้วได้ทำงานที่นั่นในเวลาต่อมาอีกหลายปี คือทำห้องพักเหมือนเดิม เพราะก่อนหน้านั้นเราฝึกมาหมดแล้ว ทำห้อง ทำความสะอาดห้องน้ำ  

มองย้อนกลับไปก็พบว่าเรามีความมุ่งมั่นในสิ่งที่ทำอยู่มากๆ ซึ่งตอนนั้นทำห้องพักอยู่ไม่กี่เดือน ก็มีตำแหน่งในออฟฟิศว่างอยู่ เขาถามเราว่าสนใจมั้ย เพราะเรามีทักษะการพูดภาษาอังกฤษระดับติดต่อสื่อสารได้ดี จึงได้ไปทำในส่วนของห้องแม่บ้านที่เป็นออฟฟิศ พร้อมกับดูแลห้องผ้า ทำงานนี้สักพักก็ไปเรียนต่อตอนเย็น เพราะไม่คิดว่าจะเป็นแม่บ้านไปตลอด 

ตัดสินใจลงเรียนวิชาอะไรเพิ่มเติมบ้าง

ตอนนั้นสมัครเรียนรามคำแหงเพื่อพัฒนาตัวเอง หวังจะเอาปริญญาไปให้พ่อแม่ แต่ไปๆ มาๆ ก็ไม่ชอบอีก ไปสมัครเรียนที่ไวน์เบิร์ก อะคาเดมี ตรงราชดำริ เขาเปิดสอนวิชาเลขาฯ เรียนวิชาพิมพ์ดีด เรียนภาษา เรียนทำงานเอกสารต่างๆ แต่เรียนพอเริ่มรู้ว่าอะไรเป็นยังไงก็ไม่เอาละ เรียนไม่จบอีก เพราะไม่ชอบอยู่ในห้องเรียน ไม่ชอบอยู่ในกรอบอะไรมากมาย 

ระหว่างทำงานเรารู้สึกสนใจงานในแผนก Reservation ก็ไปขอเขาฝึกงานหลังเลิกงาน จากนั้นก็สมัครงานตำแหน่งนี้ ระหว่างทำงานก็ไปช่วยงานเล็กๆ น้อยๆ กับเลขาฯ ของแผนกฟรอนต์ เพราะบังเอิญเขาอยู่ห้องทำงานใกล้กับเรา ช่วยไปช่วยมาพอเขาลาออก นายเขาก็เลยมาถามเราว่าสนใจทำงานนี้มั้ย เราก็ตอบรับทันทีเพราะได้ทั้งเงินเดือนและวันหยุดที่มากกว่า

แต่ถึงเราจะเป็นเลขาฯ อยู่ก็ตาม เราก็มีโอกาสคุยกับแม่บ้าน ไปเป็นตัวเชื่อมระหว่างแผนกแม่บ้านกับฟรอนต์ เพราะเรารู้งานทั้งสองฝ่าย จากนั้นเราก็ขยับขึ้นไปเป็นผู้ช่วยแม่บ้าน โดยไม่ผ่านการเป็น Supervisor เหมือนคนอื่นๆ เท่ากับเราไปเป็นเบอร์ 2 รองจากหัวหน้าแผนก

พอไปเป็นผู้ช่วยแม่บ้าน เราก็ไม่ได้หยุดแค่นั้นอีก เพราะใครมีงานอะไรให้ช่วยเราก็ไปช่วยหมด ไปเรียนรู้หมด เราเป็นคนที่เมื่อทำงานแล้วไม่ได้สนใจว่าเวลาทำงานคือ 8 โมงเช้า เลิก 6 โมงเย็น เรากลับกี่โมงก็ได้ เพราะเราสนุกกับการเรียนรู้งานเพิ่ม แต่ไม่ได้เกิดจากความคิดว่า โอ้โห อนาคตฉันจะไปเป็น GM 

แล้วตอนนั้นคิดว่าอนาคตจะไปทางไหน 

สิ่งที่ทำให้เราได้ขึ้นมาอยู่ตำแหน่งนี้เป็นสิ่งที่ไม่ได้วางแผนล่วงหน้า แต่เป็นจังหวะชีวิต ซึ่งหลังจากทำงานที่ปาร์คนายเลิศ 9 ปีเต็ม เราก็ลาออกมาพัก อยู่มาวันหนึ่งมีโอกาสไปสัมภาษณ์งานที่โรงแรมหนึ่งย่านสีลม

สัมภาษณ์เสร็จก็เดินไปจะไปกินข้าว พอเดินเปิดประตูล็อบบี้ออกมาก็เจอฝรั่งคนหนึ่ง เราไม่รู้นึกยังไงไปทักเขาก่อนทั้งที่ไม่ได้รู้จักกันเลย คือทักเฉยๆ แบบ Good evening ตามความเคยชินที่ตัวเองทำงานโรงแรม เขาก็ตอบกลับมา

ปรากฏว่าตอนเราไปนั่งกินข้าวกับเพื่อน ฝรั่งที่เราทักก็เดินมาคุยด้วย มารู้ทีหลังว่าเขาเป็น Residence Manager ของโรงแรม Marriott แล้วกำลังหา Front Office Manager อยู่พอดี พี่ที่เรากินข้าวด้วยก็เลยแนะนำให้รู้จักกัน เพราะคิดว่าเราน่าจะทำได้ สรุปเขาขอสัมภาษณ์เราตอนนั้นแล้วก็นัดให้ไปสัมภาษณ์กับ GM เขาถามว่าจะเรียกเงินเดือนเท่าไหร่ เราก็ตอบว่าเรียกไม่เป็น เพราะทำงานที่เดิมอยู่ 9 ปี คุณให้คนอื่นเท่าไหร่คุณก็ให้ฉันเท่านั้นแล้วกัน สุดท้ายเราก็ได้งานนั้น 

เนาวรัตน์ อรุณคง ผู้บริหารหญิงโรงแรมอวานี สุขุมวิท ที่เริ่มต้นด้วยตำแหน่งแม่บ้าน

จากเหตุการณ์นั้นมันสะท้อนให้เห็นนิสัยอะไรของคุณ คือเหมือนคุณเป็นธรรมชาติมาก เช่นเดินไปทักคนอื่นทั้งที่ไม่รู้จัก 

ใช่ มันเป็นตัวเราเลย ธรรมชาติเราเป็นแบบนั้น ถามว่าทำงานมีฟอร์มมั้ย มันก็มี แต่จริงๆ เราเชื่อในเรื่องของความ Honest คือความจริงใจ เป็นธรรมชาติ มีอะไรก็พูดออกมาแบบนั้น เอาจริงๆ มันเหมือนความเป็นคนโรงแรมมันฝังไปในตัวเราน่ะ เราชอบพูดคุยกับคน สนุกกับการพูดจากับคนนั้นคนนี้ ไม่กลัวการเดินเข้าไปหาใครแล้วคุย 

ถ้าไม่ได้มองว่าเป็นเพราะดวงหรือจังหวะชีวิต คุณคิดว่าการเติบโตในสายงานของคุณเกิดจากอะไร 

ไม่ว่าเราทำงานอะไร เราจะไม่ทำแค่งานที่เป็นหน้าที่ของเรา ตอนเป็น Front Office Manager ก็ไปประสานกับแผนกอื่น เอาตัวเองเข้าไปช่วยในจุดที่เขามีปัญหาและเราทำได้ ก็ต้องยอมรับว่ามีทั้งคนรักคนเกลียด บางคนเขาจะมองว่ามายุ่งอะไรด้วย แต่เราเป็นคนที่ไม่ค่อยมองข้างทาง ถ้าทำอะไรจะมุ่งมั่นทำสิ่งนั้น

ถามว่าแล้วทำยังไงกับคนที่เกลียดหรือไม่ชอบเรา จริงๆ เราก็ไม่รู้หรอกว่าใครไม่ชอบเพราะเราไม่ได้สนใจเลย แต่พอเติบโตขึ้นมาเราก็พบว่าการจะได้มาซึ่งบางอย่าง ไม่จำเป็นต้องใช้วิธีการใดวิธีการหนึ่ง แต่ปรับเปลี่ยนวิธีได้ พอโตขึ้นเราก็อ่อนลงค่อนข้างมาก โดยเฉพาะวิธีรับมือกับคน ซึ่งเมื่อก่อนจะตรงไปตรงมากว่านี้ หรือคิดว่าชีวิตมีแค่ขาวกับดำ ทำให้มีคนไม่ชอบ ซึ่งบ้างก็ไม่ยอมรับกับวิธีการทำงานของเรา บ้างก็เขียนมาว่าตรงๆ

แล้วคุณทำอย่างไรถึงผ่านช่วงนั้นมาได้ เพราะมันก็คงมีอยู่แล้วสำหรับการเติบโตที่จะต้องมีอะไรมาขวาง บางทีหลายคนเจอเรื่องแบบนี้ในออฟฟิศก็เสียกำลังใจ ลาออกไป 

สิ่งที่เรายึดถืออันดับแรกคือ ความถูกต้อง ถ้าเราคิดแล้วว่าสิ่งที่ทำนั้นถูกต้องและมาจากความคิดดี ตั้งใจดี เป็นสิ่งที่ดีสำหรับองค์กร เราก็จะทำให้เกิดขึ้น ไม่ให้อะไรมารั้งไว้ ซึ่งเมื่อก่อนเราจริงจังมาก เราไม่สนใจสิ่งอื่นนอกจากงาน เป็นคนตรงไปตรงมา สนใจแค่ว่าทุกคนต้องทำงานของตัวเองให้เสร็จ ไม่ว่าชีวิตด้านนอกคุณจะเป็นยังไง

เรื่องนี้มันก็มีทั้งข้อดีข้อเสียแหละ เพราะมันก็ทำให้เรากลายเป็นคนที่ไม่เข้าใจคน ยอมรับว่าตอนนั้นทักษะการรับมือกับผู้คนของเราไม่ดีเท่าที่ควร บางคนเขาทนกับพลังงานของเราไม่ได้ เพราะพลังงานเราสูงมาก ทำงานหนัก ไปทำงานแต่เช้า แต่วันหนึ่งที่เขาไปเจอการทำงานที่ยากลำบากกว่านี้ ไปเจอนายที่ไม่ได้พูดตรงๆ แบบเรา เขาก็ส่งข้อความมาบอกว่าคิดถึงเรามาก เพราะจำสิ่งที่เราเคยสอนได้

คุณคิดว่าจุดเปลี่ยนของการเติบโตไปสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้นคือตอนไหน 

ช่วงที่เรายอมย้ายไปอยู่โรงแรมที่หัวหิน ตอนนั้นทำงานอยู่แมริออทได้ประมาณ 6 – 7 ปี แล้วความที่เขาเป็นองค์กรใหญ่ การจะให้เราขยับไปตำแหน่งที่สูงขึ้นนั้นไม่ง่าย นายเราบอกว่าเธอน่าจะต้องไปเห็นอะไรที่แตกต่างเพราะอยู่ที่เดิมมานานแล้ว

ตอนแรกก็ต่อต้านนะ เพราะอยู่กรุงเทพฯ ก็ดีอยู่แล้ว จะส่งเราไปหัวหินทำไม เคยทำงานในโรงแรม 400 กว่าห้อง แต่ต้องไปทำในโรงแรมเล็กลง เหลือแค่ 200 กว่าห้อง แถมยังต้องไปต่างจังหวัดอีก เราก็ไม่อยากย้าย คือปกติคนทำโรงแรมใหญ่มา มันก็ไม่อยากย้ายไปที่เล็กกว่าหรอก แต่สุดท้ายเราก็รับนะ บอกตัวเองให้ลองดูสักตั้ง 

ตอนแรกไปนี่ไม่ขนของไปมาก เอารถไปคันเดียว ย้ายโรงเรียนให้ลูก คิดแค่ว่า เออ ไปก่อนแล้วกัน กะว่าคงไปอยู่ได้ไม่นานหรอก ให้เวลาตัวเองประมาณ 6 เดือน แต่กลายเป็นว่าอยู่ไปอยู่มาแล้วรักหัวหิน เพราะเราไปดูแลเรื่อง F&B คืออาหารและเครื่องดื่ม ไปเป็น Director of Operation เป็นเบอร์ 2 รองจาก GM แล้วตอนนี้ ถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนที่ดีเลย เพราะถ้าเราอยู่โรงแรมใหญ่ต่อไป เราคงไม่พร้อมมากพอที่จะไปรับตำแหน่งเบอร์ 2 ที่ไหนแน่ๆ เพราะโรงแรมมันใหญ่มาก

พอเราไปเป็นเบอร์ 2 ของโรงแรมที่เล็ก มันกลับกลายเป็นว่างานมันก็ไม่ยากมากขนาดที่เราคิด พอทำไปได้สัก 2 ปี ก็ขยับไปเป็น Hotel Manager แล้วก็เป็น GM ตามลำดับ คือเริ่มเป็น GM ครั้งแรกที่หัวหินแมริออทเลย แล้วเป็นได้ไม่ถึงปี GM ที่อนันตรา กรุงเทพฯ ลาออก นายอยากให้ย้ายไปทำ แต่เราก็ลังเล เพราะเราชอบประเมินตัวเองต่ำว่าเราทำไม่ได้หรอก อีกอย่างเราเพิ่งเป็น GM ได้ไม่นานเอง ก็อยากจะเติบโตอย่างมั่นคง

แต่นายบอกว่า รู้มั้ยว่าฉันรู้จักยูมากกว่ายูรู้จักตัวเองอีก คำพูดนี้แหละที่ยังจำได้จนทุกวันนี้ เพราะนายมองว่าเราทำได้ดีมากๆ ในสายตาเขาแล้ว แต่เรากลับมองว่าเรายังไม่พร้อม เพราะเราคิดเอาเองว่าพอขึ้นมาแล้วเราก็อยากอยู่ในตำแหน่งให้นานหน่อย มันเหมือนจังหวะการเติบโตของเราเร็วมาก แต่เราก็เรียนรู้นะว่าทุกตำแหน่งที่เราทำ ไม่ว่าเราจะคิดกับมันยังไง แต่เมื่อเข้ามาทำแล้วเราก็ต้องทำให้ได้ ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม เหมือนที่เป็นแม่บ้านทำห้อง ก็ต้องทำให้สะอาดที่สุด ดีที่สุด เราคิดแค่ว่า ณ​ เวลานั้นเราต้องทำในสิ่งที่เราทำอยู่ให้ดีที่สุดแค่นั้นเอง 

เนาวรัตน์ อรุณคง ผู้บริหารหญิงโรงแรมอวานี สุขุมวิท ที่เริ่มต้นด้วยตำแหน่งแม่บ้าน

มันก็คิดได้ยากเหมือนกัน เพราะว่าบางทีคนเราก็ถูกตำแหน่งที่ทำอยู่กลบสาระสำคัญของงานไป เช่นคนทำงานบางคนอาจจะคิดว่างานที่ทำอยู่ไม่ดี… 

หรือต่ำต้อยใช่มั้ย คือเรื่องนี้เราว่าเราก็คิดได้เองเลยนะ ไม่รู้เหมือนกันว่าคิดแบบนี้ได้ยังไง แต่มันอาจจะเป็นเพราะว่ารอบตัวเรามีแต่คนที่สอนเราให้ทำงานให้ออกมาดี มันก็เลยทำให้เราคิดมาตั้งแต่เด็กๆ ว่าเราต้องทำให้ดี ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม 

ถ้าอย่างนั้นถามใหม่ว่า ตอนที่ทำแม่บ้านเคยโดนแขกหรือใครปฏิบัติตัวกับคุณไม่ดีมั้ย 

แขกนี่แทบไม่เจอว่ามาดูถูกนะ คืออาจเป็นเพราะเราทำโรงแรมห้าดาว แขกที่เราเจอก็จะเป็นคนประเภทที่ดีๆ เขาจะให้เกียรติ ถ้าจะว่าไป ปัญหาที่เราเจอเรื่องโดนดุ น่าจะมาจากการที่เราทำงานยังไม่เป็น ไม่คล่อง เหมือนไปถ่วงคนอื่น แบบนั้นจะทำให้เราค่อนข้างเครียด

แต่ถ้าให้คิดจริงๆ เราอาจไม่ได้ทำงานแม่บ้านแบบทั่วไป เพราะเราเป็นแม่บ้านในโรงแรม ซึ่งต่อให้เราเป็นแค่แม่บ้านโรงแรมนะ เราก็คิดอยู่ตลอดว่าเราจะวางตัวให้ดี เป็นแม่บ้านที่สวย แต่งตัวให้ดี ผมเผ้าเรียบร้อย ฉันจะทำห้องให้ดีที่สุด ฉันจะเป็นเมดที่ดีที่สุด คิดแบบนั้นเลย ที่สำคัญ เราเป็นคนมีวินัยในการทำงานมาก ไม่เกเร แม้เราจะมีความคิดเกเรก็เถอะ

ทำไมต้องเป็นแม่บ้านที่สวย 

การวางตัวให้ดี แต่งตัวให้สวยที่สุด มันก็มีผลกับจิตใจตัวเองนั่นแหละ เพราะถ้าเรามองว่าแผนกอื่นเขาได้แต่งตัวสวยๆ แล้วทำไมเราจะต้องต่ำต้อยล่ะ ทำไมแม่บ้านจะต้องไม่สวย หรือจะต้องกระเซอะกระเซิงด้วยล่ะ เราเลยเป็นแม่บ้านที่แต่งตัวเป๊ะมาก เดินไปไม่อายใคร 

ถ้ามองย้อนกลับไป คุณคิดว่าความต่ำความสูงของอาชีพคนเรามันมีจริงมั้ย 

ก็ต้องยอมรับว่ามี แต่พอเรามาทำงานถึงจุดนี้ เราบอกได้เลยว่ากระดูกสันหลังของโรงแรมก็คือแม่บ้าน พ่อบ้าน เพราะเขาทำงานกันอยู่หลังบ้าน ถ้าวันหนึ่งเราไม่มีพวกเขา เราจะไปได้มั้ย ถ้าวันหนึ่งแม่บ้านบอก ฉันไม่ทำห้องแล้ว มันก็ไปต่อไม่ได้นะ ขนาดทุกวันนี้ถ้ามีเวลาหรือมีโอกาสให้เลือก เรามักจะเลือกไปบรีฟงานแม่บ้าน เพราะเรารู้สึกเลยว่าแม่บ้านต้องการกำลังใจ เขาต้องการคำพูดที่ทำให้เขารู้สึกอยากทำห้องให้สะอาด เพราะถ้าทำห้องสะอาด แขกก็จะกลับมา เราก็มีรายได้

แม่บ้านจะไม่ค่อยมีคนไปบอกวิธีคิดหรือไปให้ Mindset เขา มีแต่เขาไปบอกตัวเองว่างานที่ทำเป็นงานหลังบ้านไม่ได้สูงส่ง แต่ทุกวันนี้เรามีแม่บ้านที่แต่งตัวสวยๆ มาทำงาน ทุกคนทำงานด้วยความสนุก เราอยากให้สิ่งเหล่านี้มันเกิดขึ้นที่โรงแรมเรานี่แหละ คนทำงานเขาต้องรู้สึกภูมิใจในสิ่งที่ตัวเองทำให้ได้ ถ้าเขาภูมิใจซะอย่าง เขาจะไม่สนใจอย่างอื่นเลย ล้างห้องน้ำเหรอ แล้วไงล่ะ ล้างห้องน้ำมันก็คืองานอย่างหนึ่ง เราเองก็ทำมาแล้วทั้งนั้น ไม่เห็นต้องสนใจอะไรเลย 

มันยากมั้ยที่ต้องใส่ Mindset ให้ใครทำงานด้วยความรู้สึกภูมิใจในตัวเอง 

จริงๆ เรื่องการเปลี่ยน Mindset คนนี่จะบอกว่ายากก็ยาก บางคนอาจบอกว่ามันยากที่สุดด้วยซ้ำ แต่เราก็อยากบอกว่าการเปลี่ยน Mindset ตัวเองมันง่ายนิดเดียวเองนะ แค่คุณหยุดคิดเรื่องเดิม แล้วก็คิดใหม่ซะ มันง่ายขนาดนั้นจริงๆ คุณบอกตัวเองเลยว่า ฉันจะเปลี่ยน ฉันจะคิดแบบนี้ แล้วคุณก็จะคิดแบบนี้จริงๆ

เหมือนตอนที่เราได้รับมอบหมายไปทำงานที่เราคิดว่ายาก เราก็จะบอกตัวเองอยู่นั่นแหละว่าทำไม่ได้ๆ พอมาเปิดอวานี สุขุมวิท เราไม่เคยทำงานแบบเปิดโรงแรมใหม่มาก่อนเลยในชีวิต เราก็คิดว่าเราทำไม่ได้ แต่พอต้องทำ มันก็ต้องทำให้ได้ ต่อให้มันซับซ้อนขนาดไหนก็ต้องทำให้ได้ แค่นั้นเอง 

เนาวรัตน์  ผู้บริหารหญิงโรงแรมอวานี สุขุมวิท

ทำไมคุณถึงรับงานบริหารโรงแรมเปิดใหม่อย่างอวานี สุขุมวิท  ทั้งที่บอกว่าไม่เคยทำในส่วนที่เปิดโรงแรมใหม่มาก่อนเลย 

เออ เราก็ถามตัวเองอยู่เหมือนกันว่าทำงานมาขนาดนี้น่าจะได้พักสบายๆ ได้แล้ว เชื่อมั้ยว่าคำตอบแรกที่เราบอกนายตอนที่เขาให้มาทำ เราก็บอกไปว่า คิดว่าอายุขนาดนี้แล้วฉันควรจะได้ทำอะไรเบาๆ มีความสุขกับชีวิตได้แล้วนะ

แต่สุดท้าย เราก็คิดว่าถ้าเราจะทำโรงแรมเปิดใหม่สักแห่ง แล้วรอไปนานกว่านี้ก็ไม่น่าจะได้ทำแล้ว ก็เลยคิดว่าเอาตอนนี้แหละ สู้ไปสักตั้ง เพราะก่อนหน้านี้ก็ไม่ใช่ไม่เคยทำงานหนัก เคยทำงานที่อนันตรา สาทร แล้วต้องไปดูแลโรงแรมที่ขอนแก่นก็เคยมาแล้ว

ทำงาน 7 วันเลย แบบ 5 วันอยู่ขอนแก่น ศุกร์เย็นบินกลับกรุงเทพฯ เพื่อจะมาดูงานที่สาทร วันจันทร์ก็บินกลับไปใหม่ ทำอยู่อย่างนี้เป็นเดือน ตอนนั้นบอกเลยว่าเหนื่อย แต่เราก็บอกตัวเองอีกแหละว่าต้องทำให้ได้ ต้องทำให้สำเร็จ คำว่าไม่สำเร็จมันไม่เคยได้อยู่ในสารบบความคิดของเราเลย พอทำขอนแก่นเริ่มอยู่ตัว ก็นี่แหละ มาเปิดโรงแรมใหม่ที่อวานี สุขุมวิท เลย 

คุณมองคำว่า ยิ่งสูง ยิ่งหนาว ยังไง 

การที่เราอยู่คนเดียวหรือเป็นที่หนึ่งอยู่ระดับบนน่ะ ต้องเข้าใจว่าพนักงานระดับล่างเขาจะไม่อยากเป็นเพื่อนกับเราหรอก เขารักเราก็จริง แต่เขาไม่อยากเป็นเพื่อนกับเรา เพราะเราไม่สามารถเป็นเพื่อนกันได้ด้วยสายงานแบบนี้ ดังนั้น เราต้องชินกับการกินข้าวคนเดียวให้ได้ แต่ขณะเดียวกัน ถ้าไปนั่งกินในห้องอาหารพนักงาน เราจะได้ดูด้วยว่าพนักงานอยู่กันยังไง

บ่อยครั้งที่การนั่งกินข้าวคนเดียวก็เปิดโอกาสให้พนักงานกล้าเข้ามาทักทายและพูดคุยกับเรานะ ไม่ใช่แค่เจอกันในห้องประชุมอย่างเดียว ซึ่งเขาอาจเดินมาเล่าให้ฟังว่าเครื่องทำน้ำแข็งมันเสีย เราอยากให้เขาแชร์ปัญหาที่เราไม่เคยรู้ ตอนนี้พนักงานเองก็กล้าแชร์มากขึ้น เราเองก็ไม่ชอบให้มีขั้นมีตอนอะไรมากมาย ไม่ชอบให้เกิดความรู้สึกว่าเราอยู่ระดับสูง เพราะทุกคนก็คือคนเหมือนกัน คนเราต้องอยู่ร่วมกัน

ตำแหน่ง GM จริงๆ มันก็เป็นแค่หัวโขนนะ วันหนึ่งถ้าเราไม่ได้ทำที่นี่แล้วหรือเกษียณไป เราก็แค่คนคนหนึ่งเท่านั้นเอง เดินเจอกันข้างนอกเราก็อยากให้น้องๆ พนักงานทักทายเราเหมือนเดิมได้ แต่ทีนี้คำว่ายิ่งสูง ยิ่งหนาว มันอาจจะเหมาะกับเรา ถ้าพูดในแง่ที่ว่าเป็น GM ที่เป็นผู้หญิง เพราะในวงการมีไม่เยอะ โดยเฉพาะผู้หญิงไทยที่เป็น GM ก็ยิ่งหายาก เราก็ยิ่งไม่ค่อยมีเพื่อน 

ในสังคมไทย เชื่อว่าเรายังมีปัญหาเรื่องการวัดคนจากตำแหน่งต่ำสูงอยู่ดี ในฐานะที่ผ่านทุกตำแหน่งมาหมดแล้ว คุณมีทัศนคติกับเรื่องนี้ยังไง 

เราว่ามันอยู่ที่วิธีคิด ถ้าเราคิดว่าตำแหน่งเราต่ำ เราก็จะรู้สึกว่าตัวเองต่ำ เราต้องภูมิใจในสิ่งที่เราเป็น ในสิ่งที่เรากำลังทำอยู่ตอนนี้ แต่ไม่ได้หมายความว่าเราไม่คิดถึงอนาคต เราต้องมองว่าถึงจะไปไกลกว่านี้เราก็ทำได้ แล้วเราก็ต้องไปให้ถึงตรงนั้นให้ได้ อีกอย่าง เราไม่ใช่คนที่จะมีความน้อยเนื้อต่ำใจ เพราะมันเป็นเรื่องเสียเวลาที่จะคิด 

หรืออาจมาจากการที่คุณไม่เปรียบเทียบกับใครเลย 

ใช่ แล้วถ้าเราจะแข่ง เราก็แข่งกับตัวเอง บอกตัวเองว่าเราทำได้มากกว่านี้ อย่างที่เคยเล่าว่า ก่อนหน้านี้เราก็เรียนไม่จบปริญญาตรีสักที เพราะอยากทำงาน แต่เราอยากให้พ่อแม่ภูมิใจ อยากเอาปริญญาไปฝากเขา สุดท้ายเราไปเรียนปริญญาตรีเพิ่ม แล้วก็จบจนได้ จากนั้นก็ไปเรียนปริญญาโทเพิ่ม แล้วก็จบปริญญาโท คือเราไปเรียนทุกวันอาทิตย์ คนก็สงสัยว่าไปเรียนทำไม ตำแหน่งถึงขนาดนี้แล้ว เราบอกเลยว่า สุดท้ายแล้ว ความสำเร็จของเราคืออะไรรู้มั้ย คือการที่เราเอาชนะตัวเองได้ จากที่เราไม่เคยชอบการนั่งเรียนในห้องเรียนเลย 

ผู้บริหารหญิงโรงแรมอวานี สุขุมวิท ที่เริ่มต้นด้วยตำแหน่งแม่บ้าน

คิดว่าคำแนะนำที่ดีที่สุดที่เคยได้จากอดีตเจ้านายคืออะไร 

โอ้โห เยอะมาก แต่เลือกอันนี้นะ นายเราชอบพูดถึงเรื่อง Focus and Passion แล้วเราก็ท่องเรื่องนี้เลย เพราะเราเชื่อว่ามันทำให้เราประสบความสำเร็จ ความหมายคือ โฟกัสในสิ่งที่เรากำลังทำตรงหน้า ทำอะไรก็ทำให้มันดีที่สุด แล้วนายก็จะบอกเสมอว่า สิ่งที่เราทำวันนี้มันจะเป็นตัวบอกอนาคตเราเสมอ เราก็เลยเชื่อมาตลอดและทุ่มเทกับสิ่งที่ตัวเองทำตรงหน้าจริงๆ

บางครั้งก็ได้ยินคนพูดนะว่า โอ๊ย อย่ามาพูดเลยว่าจะทำวันนี้ให้ดีที่สุด มันไม่มีหรอก แต่เราเชื่อจริงๆ ว่า เราต้องทำวันนี้ให้ดีที่สุด แล้วอนาคตมันจะมาเอง ชีวิตของเราวันนี้คือตัวอย่างที่ชัดเจนมาก เพราะเราไม่เคยคิด ไม่เคยไขว่คว้าตำแหน่งอะไรเลย มีนายคนหนึ่งเคยถามว่า อยากทำโรงแรมไหนในเครือ ให้เลือกที่ดีที่สุดมา 3 ที่ เพราะเขาต้องการเก็บเราไว้ในบริษัทมากๆ แต่เชื่อมั้ยว่าเราเลือกไม่ได้ เราตอบเขาไม่ได้ เราบอกได้แค่ว่า มอบหมายงานมาเถอะ จะให้ทำตรงไหนก็ไปได้หมด 

ธุรกิจโรงแรมมันจะมีคำว่า Low season, High season ถ้าเปรียบเทียบฤดูกาลกับชีวิต คุณคิดว่าอะไรคือช่วง Low และ High ของตัวเอง 

High ก็อย่างที่เห็น คือตำแหน่งหน้าที่การงานปัจจุบัน ช่วง Low คงเป็นเรื่องส่วนตัวแหละ ก็อาจจะไม่ประสบความสำเร็จกับชีวิตครอบครัว ส่วนเรื่องงานก็มีช่วงหนักเหมือนกันนะ เช่นบางโรงแรมที่เราอยู่มีการเปลี่ยน GM ทำให้เรารู้เลยว่า วันหนึ่ง แม้เราอาจเคยเป็นคนที่ดีที่สุดของเขา แต่อีกวัน พอเปลี่ยนคน เปลี่ยนนาย เราก็ไม่ใช่คนที่ดีที่สุดสำหรับคนใหม่แล้วก็ได้

คือจากที่เราทำงานด้วยความภูมิใจ เราก็รู้สึกแย่ไปเลย ซึ่งตอนนั้นมันก็มีช่วงถอดใจนะ เพราะทำอะไรมันก็ไม่ใช่ซะที แต่สุดท้ายก็มานั่งถามตัวเองจริงๆ จังๆ ว่า สิ่งที่คนอื่นเขาว่าเรา เราเป็นจริงหรือเปล่า ต่อให้เราเป็นคนมั่นใจเกินร้อย เราก็ต้องถอยมามองว่า เอ๊ะ เราเป็นอย่างที่เขาว่าจริงมั้ย

แล้วมีครั้งหนึ่งที่เราไปปรึกษาพี่ที่เป็นฝ่ายบุคคล เขาเขียนแผนงานพัฒนาตัวเองมาให้เราอ่าน โอ้โห อ่านแล้วตกใจ คือเหมือนต่อว่าเราเลยว่าเราทำตัวไม่เหมาะสมยังไง แล้วเขาก็เขียนวิธีการปรับปรุงตัวมาเลยนะ ถึงขนาดให้ไปนั่งสมาธิ แต่เราก็ไม่ได้ไป แค่ค่อยๆ ปรับตัวเอง ค่อยๆ หาเมนเทอร์ที่จะช่วยเรา แล้วในที่สุดก็ดีขึ้น สิ่งสำคัญคือเราต้องเปิดใจรับฟังคำวิจารณ์ ถ้ามันผิดจริงเราก็ต้องปรับปรุง หรือถ้าอะไรที่มันทำลายตัวเองมากกว่าสร้างสรรค์ก็ต้องรีบปรับ 

มีคำแนะนำยังไงสำหรับคนที่อยู่ในตำแหน่งล่างสุดขององค์กร 

จะพูดเหมือนเดิมว่า ทำงานให้เต็มที่ รักงานที่ตัวเองทำ ถ้าจะมองหาอะไรข้างหน้าต่อไปในอนาคต อย่างไรเสีย เราก็ต้องทำวันนี้ให้ดีก่อน ถ้าวันนี้ยังไม่ดีแล้วพรุ่งนี้เราจะดีได้ยังไง เพราะการเติบโตที่ไม่พร้อมของเราคงไม่ยุติธรรมกับคนอื่นๆ ในองค์กร

ทุกวันนี้สื่อมักจะแนะนำตัวคุณว่า จากแม่บ้าน ถึง GM อันนี้เป็นนิยามที่คุณชอบมั้ย หรืออยากจะเปลี่ยนให้คนจำแบบอื่นมั้ย 

เราไม่ได้รู้สึกแย่กับการเริ่มต้นงานที่ตำแหน่งแม่บ้าน เพราะเรารู้เป้าหมายตัวเองดีว่าเราไปเริ่มตรงนั้นเพราะอะไร เราต้องการอะไร เราแค่ต้องการพิสูจน์ให้เห็นว่าในเมื่อเลือกเดินทางนี้แล้ว ก็ต้องสู้กันไป ไม่ว่าจะเริ่มจากตำแหน่งไหนก็ตาม

ตรงกันข้าม งานที่ผ่านมาทุกตำแหน่งทำให้เราเข้าใจงานทุกระดับ เข้าใจคนที่ทำงาน เพราะเวลาต้องสั่งงานเขา เราจะทำด้วยความเข้าใจ เพราะเคยทำมาก่อน เราจึงภาคภูมิใจที่เริ่มจากจุดนั้น แต่วันนี้ ด้วยประสบการณ์ที่เรามาถึงตรงนี้ และในธุรกิจนี้ มีผู้หญิงทำงานในระดับสูงๆ อยู่ไม่มาก ก็อยากให้คนภายนอกมองว่า เออ มันเป็นตำแหน่งที่ผู้หญิงก็สามารถทำได้นะ อยากให้เห็นคุณค่าตรงนี้มากกว่า


5 Questions Answered

by Cluster General Manager of Avani Sukhumvit Bangkok

  1. คุณมาถึงที่ทำงานกี่โมง แล้วสิ่งแรกที่ทำคืออะไร : มาถึงประมาณ 7 โมงครึ่ง บางวันก็ 8 โมง สิ่งแรกที่ทำคือแวะห้องแม่บ้านก่อน เพราะว่าห้องแม่บ้านจะมีของกิน เราก็แวะไปคุยบ้าง ไปนั่งคุยกับเขาบ้างก่อนเข้างาน 
  2. อาหารโปรดที่โรงแรม : ปกติชอบทานข้าวคลุกกะปิ ขนมจีนแกงเนื้อ และชอบทานอาหารในห้องอาหารพนักงานเป็นประจำเพราะสะดวก และชอบเพราะอยากสังเกตว่าพนักงานชอบทานอะไร ถ้าเขาทานอาหารดีๆ มีความสุข เขาก็จะออกไปทำงานอย่างมีความสุข
  3. ชาหรือกาแฟ : อเมริกาโน่ไม่ใส่น้ำตาล แค่วันละแก้ว
  4. สิ่งที่คนมักเข้าใจผิดเกี่ยวกับตำแหน่งผู้บริหารโรงแรม : คนอาจจะคิดว่าเราเข้าถึงยาก แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่เลย เราเชื่อเสมอว่าผู้บริหารโรงแรมต้องเป็นคนเข้าถึงง่าย แต่ก็ไม่ได้เปิดให้พนักงานเข้าถึงเพื่อรายงานเราทุกเรื่องตลอดเวลา 
  5. เหตุการณ์ในโรงแรมที่ประทับใจที่สุด : ขอตอบเป็นซีนเลย ซึ่งเกิดขึ้นที่หัวหินเมื่อไม่นานมานี้ เรากลับไปโรงแรมที่เราเคยทำ แล้วไปเจอฝรั่งคนหนึ่งเดินเข้ามาทัก ตอนแรกเราจำเขาไม่ได้ จนเขาเล่าให้ฟังว่าเราเคยช่วยเขาครั้งหนึ่งในอดีตที่เขามาประเทศไทยแล้วภรรยาถูกวิ่งราวกระเป๋า เขาบอกว่าซาบซึ้งใจแค่ไหนที่เราช่วยพาไปสถานีตำรวจ เขาจำเราไม่ลืมเลยและอยากเจอเรามาก แต่เราจำเหตุการณ์ไม่ได้ (หัวเราะ) เพราะมันมีเคสเยอะมากที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน

Writer

วิไลรัตน์ เอมเอี่ยม

อดีตบรรณาธิการบริหารนิตยสาร a day BULLETIN และ The Standard Magazine ที่ปัจจุบันเรียกตัวเองว่า ‘นักหาเรื่อง’ เพราะสนุกกับการหาแง่มุมที่ซุกซ่อนในเรื่องราวของผู้คนและสิ่งต่างๆรอบตัว ผ่านการพูดคุย อ่าน เขียน และการเดินทาง

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

กัปตันทีม

บทสนทนานอกตำราวิชาการจัดการและแนวคิดในการทำงานของผู้บริหารองค์กร

ณ ปัจจุบัน พ.ศ. 2565 บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS มีโรงพยาบาลในเครือทั้งหมด 53 แห่ง

โดยเมื่อ พ.ศ. 2562 มีการทุ่มงบ 3,800 ล้านบาท เปิดโรงพยาบาลกรุงเทพอินเตอร์เนชั่นแนล (Bangkok International Hospital หรือ BIH)  ภายใต้แนวคิด ‘ทุกการรักษาคือศิลปะ’  ผสานศิลปะเข้ากับวิทยาศาสตร์ ทางการแพทย์ขั้นสูง เพื่อประสบการณ์และความพึงพอใจอีกระดับของการดูแลสุขภาพ

BIH เป็นโรงพยาบาลเอกชนเฉพาะทางด้านสมอง กระดูก และกระดูกสันหลังแห่งแรกในประเทศไทย จดทะเบียนเมื่อ พ.ศ. 2562 มีการผสมผสานการบริการขั้นสูงกับความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง ให้บริการทั้งผู้ป่วยไทยและต่างชาติ ด้วยการดูแลแบบองค์รวมด้วยทีมแพทย์อายุรกรรม (Integrated Care)

โรงพยาบาลขนาด 172 เตียงแห่งนี้ยังใช้แนวคิด Smart Hospital เช่น ระบบ In-Room Automation ควบคุมแสงสว่าง อุณหภูมิ สิ่งอำนวยความสะดวกในห้องพักผ่านระบบ iPad รวมทั้งการใช้ระบบ Smart ICU ที่ทำให้อายุรแพทย์ผู้ป่วยวิกฤตสามารถเข้าถึงข้อมูลและดูแลผู้ป่วยอย่างรวดเร็วแบบ Realtime

นอกจากนี้ยังมีการใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์ขั้นสูง เช่น หุ่นยนต์เอกซเรย์แขนกล ARTIS pheno ห้องผ่าตัดอัจฉริยะไฮบริด (Hybrid OR) ที่ช่วยเพิ่มความแม่นยำ ถูกต้อง และความปลอดภัยให้การผ่าตัดกระดูกและข้อ พร้อมด้วยห้องผ่าตัด Intervention Suite สำหรับการผ่าตัดและการทำหัตถการโรคสมองและระบบประสาท

นอกจากจะเน้นเรื่องของเทคโนโลยีการรักษาที่ทันสมัยแล้ว BIH ยังเป็น Green Hospital ตามมาตรฐาน The LEED 2009 For Healthcare สหรัฐอเมริกา โดยมีพื้นที่สีเขียวและสวนที่มองเห็นได้จากห้องพักผู้ป่วยเพื่อบรรยากาศที่ผ่อนคลาย สบาย ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ที่โรงแรม 5 ดาว ที่สำคัญ ในห้องผู้ป่วย ICU จะมองเห็นวิวและเปิดม่านรับแสงธรรมชาติได้ทุกห้อง เพื่อลดความสับสนของคนไข้ขณะที่รักษาตัวในโรงพยาบาล

การบริหารโรงพยาบาลเอกชนในยุคที่กำลังเข้าสู่การเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญเป็นเรื่องที่น่าสนใจ จากที่เคยแข่งขันกันโดยเน้นความเป็น Medical Hub ดึงลูกค้าจากต่างชาติ และมุ่งเน้นการขยายสาขา มาสู่การเน้นความเป็นเลิศเฉพาะด้าน และขยายบทบาทจากการรักษาสู่การดูแลสุขภาพแบบองค์รวมเชิงป้องกัน แพทย์หญิง เมธินี ไหมแพง รองประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม 1 และ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลกรุงเทพจะมาเล่าให้เราฟัง

พญ.เมธินี ไหมแพง กับ BIH โรงพยาบาลเฉพาะทางด้านสมองและกระดูกที่ทุกการรักษาคือศิลปะ

เป็นผู้บริหารโรงพยาบาลต้องรักษาคนไข้ด้วยไหม

ไม่ต้องค่ะ ที่นี่อยากให้ผู้บริหารดูแลแพทย์ ดูแลพนักงานให้เต็มที่ รวมถึงบริการผู้ป่วย เพราะถ้าต้องตรวจรักษา ด้วยความเป็นหมอที่ต้องใส่ใจ อาจจะทำให้ทำงานด้านอื่นไม่เต็มที่

คุณเคยเป็นหมอเด็กมาก่อน คุณว่าหมอเด็กที่ดีวัดกันตรงไหน

โรคเด็ก 80 – 90 เปอร์เซ็นต์เป็นโรคง่าย การเป็นหมอเด็กที่ดี เรื่องเก่งยังเป็นรองความใจเย็นกับการให้คำแนะนำคุณพ่อคุณแม่ได้ดี การเลี้ยงเด็กไม่ใช่เรื่องสัญชาตญาณ แต่เป็นเรื่องความรู้ หมอเด็กที่ดีต้องใส่ใจ อธิบายอย่างใจเย็น เวลารักษาก็ต้องเข้าใจเด็ก เพราะบางครั้งเด็กพูดไม่ได้ เวลาเด็กร้องต้องใช้ความเข้าใจมากกว่าความรู้

ในการดูแลการรักษาคนไข้กับการบริหารโรงพยาบาลเหมือนหรือต่างกันยังไงบ้าง

ส่วนที่เหมือนคือ ไม่ว่าเราทำงานอะไรก็ต้องอยากทำให้ดีขึ้น ส่วนที่ต่างอย่างเห็นได้ชัดคือ แพทย์จะคุยหรือรักษาคนไข้ทีละคน ดูแลชีวิตทีละคนให้หายจากโรค แต่การทำงานของผู้บริหารมีผลกับคนจำนวนมาก ถ้าเราทำระบบให้ดี คนไปกับระบบได้ ผลจะเกิดในวงกว้าง

คุณถือเป็นผู้บริหารสไตล์ไหน

เรารับนโยบายมา แล้วส่งต่อพร้อมกรอบและโครงที่ไม่กว้างมาก ไม่แคบมาก ถ้าไม่มีกรอบเลย ลูกน้องจะไม่รู้ว่าเราอยากไปวิธีไหน เรื่องไหนความรู้เราไม่มี ก็อาจจะมีแต่กรอบ แล้วก็ชวนลูกน้องคุยว่าโครงควรจะเป็นอย่างไร ถ้าเราไม่ฟังวิธีคิดเขาเลย เราก็จะไม่ได้เรียนรู้อะไร ส่วนตัวคิดว่าทำงานด้านไหนก็ตาม ลูกน้องต้องเก่งกว่าเราในด้านนั้น ถ้าเขาไม่เก่งกว่าเรา เราจะลำบากแล้ว เพราะเรื่องของเขา เขาต้องเก่งกว่าค่ะ

พอหมอมาเป็นผู้บริหารมักจะไม่ชอบความเสี่ยง คุณว่าจริงไหม

น่าจะจริง แต่พอมาเป็นผู้บริหารเราต้องเปลี่ยนไปนิดหนึ่ง ถ้าไม่เสี่ยงเลยจะทำงานลำบาก ท่านประธาน แพทย์หญิงปรมาภรณ์ ปราสาททองโอสถ ให้นโยบายว่า เสี่ยงได้ล้มได้ แต่ช่วยลุกเร็ว ๆ ลงทุนก็ยอมเสียหายได้ แต่ช่วยเสียหายน้อย ๆ หน่อย เพราะฉะนั้น ลองได้ทุกอย่าง แต่ต้องล้มเร็วลุกเร็ว

พญ.เมธินี ไหมแพง กับ BIH โรงพยาบาลเฉพาะทางด้านสมองและกระดูกที่ทุกการรักษาคือศิลปะ
พญ.เมธินี ไหมแพง กับ BIH โรงพยาบาลเฉพาะทางด้านสมองและกระดูกที่ทุกการรักษาคือศิลปะ

การแข่งขันกันของโรงพยาบาลเอกชนเมื่อ 15 ปีก่อนกับตอนนี้ต่างกันแค่ไหน

ดุเดือดขึ้นมาก เวลาคนทำธุรกิจ มักไม่เน้นแค่ธุรกิจเดียว จะขยายไปนู่นนี่ อาจจะขยายในธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกันก่อน แล้วค่อยแตกไลน์ข้ามธุรกิจออกไปมากมายก่ายกอง สิบกว่าปีก่อนการแข่งขันคือทำในสิ่งที่เรียกว่า ‘Medical Hub’ เพราะการแพทย์ไทยทันกับการแพทย์ของโลก ประกอบกับความสามารถในการบริการของคนไทยทำให้ Medical Hub ของไทยก้าวหน้ามากมาย ประเทศรอบ ๆ สู้ไม่ได้ แต่ตอนนี้เทรนด์ไม่ใช่แค่รักษาอย่างเดียวแล้ว แต่เป็นเรื่องสุขภาพที่ครอบคลุมมากกว่าการรักษา การแพทย์มีทั้งส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันโรค รักษาโรค การฟื้นฟู แล้วก็จบด้วยการรักษาที่เรียกว่า Palliative ที่ไม่หวังให้รักษาหายแต่ทำให้คนไข้ไม่ทรมาน และอาจเป็นระยะสุดท้าย

BDMS ทำครบวงจร เราไปแก้แค่ปลายเหตุคือรักษาไม่ได้ น่าจะดีกว่าถ้าทุกคนมีสุขภาพดี คนที่เจ็บป่วยก็มีคุณภาพชีวิตที่ดีได้ ช่วงหลังเราถึงบอกว่า โรงพยาบาลกรุงเทพอยากให้ทุกคนมีสุขภาพดี

ปี 2020 มูลค่าของตลาดสุขภาพที่ไม่ใช่การรักษา ทั่วโลกมีประมาณ 4 จุดกว่า ๆ ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ คนจึงเริ่มสนใจกันมากขึ้น BDMS ครบรอบ 50 ปีเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ในช่วงเริ่มต้นเราถือเป็นเจ้าตลาดในการรักษา แน่นอนว่าหมอก็จะแนะนำเรื่องสุขภาพด้วย แต่อาจจะไม่ได้ชัดเจนนัก แต่มีจุดเปลี่ยนเมื่อ 3 – 4 ปีก่อน เราเริ่มทำ BDMS Wellness Resort ที่ปาร์คนายเลิศ แล้วช่วงนี้เราก็กำลังทำธุรกิจแบบหนึ่ง ซึ่งทำให้ Landscape การเติบโตของ BDMS เปลี่ยนไป

เดิมเราเป็นผู้ให้การรักษาพยาบาล ขยายธุรกิจแบบ Hospital Network เรามีทั้งหมด 53 โรงพยาบาล แต่ตอนนี้เราปรับทิศทางการทำงาน และการเติบโตไปเป็นธุรกิจสุขภาพครบทุกด้าน Hospital Network เป็นเพียงจุดหนึ่งในภาพใหญ่ เราใช้เทคโนโลยีดิจิทัลมากขึ้นและเน้นเรื่องผู้สูงอายุ ซึ่งต่อไปจะเป็นพลเมืองกลุ่มใหญ่ของประเทศมากขึ้น

พอเปลี่ยนมาเน้นเรื่องธุรกิจสุขภาพ คู่แข่งยังเป็นกลุ่มเดิมไหม

คนที่ก้าวมาทำเรื่องสุขภาพไม่ใช่โรงพยาบาล อันนี้ทำให้วงการนี้สนุกสนานมากขึ้น ไม่อยากให้มองว่าน่ากลัวนะคะ การทำธุรกิจต้องทำให้เข้ากับยุคสมัย หรือถ้าทำนายได้ นำสมัยนิด ๆ ก็จะสนุก คงเคยได้ยินว่า ผิงอัน บริษัทประกันภัยของจีน มีบูทตรวจสุขภาพของตัวเอง แล้วก็มีอีกหลายวงการที่มาทำเรื่องสุขภาพหรืออาหารสุขภาพ อาหารเสริม คนที่ไม่ได้อยู่ในวงการโรงพยาบาลมาก่อนจะไม่มีข้อจำกัด ก้าวเข้ามาก็จะมีอะไรแปลกใหม่น่าสนใจ

ตลาดสุขภาพในเมืองไทยใหญ่กว่าตลาดการรักษาแค่ไหน

อย่างน้อยก็ 1.5 – 2 เท่า แล้วก็เสี่ยงน้อยกว่าด้วย

ไม่ถูกฟ้อง ?

ใช่ ถ้าเป็นการรักษา เราเอาชนะธรรมชาติไม่ได้ จะเก่งยังไง ทำเต็มที่ ไม่พลาดเลย ก็ยังอาจจะป่วยหนักจนเสียชีวิตได้อยู่ดี แต่ว่าธุรกิจสุขภาพไม่ใช่แบบนั้น สวยขึ้น ผิวสวยไม่มีรอยย่น สุขภาพดี หัวใจเต้นแข็งแรง เลยเป็นธุรกิจที่ทำได้ในหลายวงการ จึงโตเร็วมาก

พญ.เมธินี ไหมแพง กับ BIH โรงพยาบาลเฉพาะทางด้านสมองและกระดูกที่ทุกการรักษาคือศิลปะ
พญ.เมธินี ไหมแพง : รพ.กรุงเทพอินเตอร์เนชั่นแนล รพ.เฉพาะทางด้านสมองและกระดูก

BDMS อยู่ตรงไหนในวงการโรงพยาบาลเอกชน

ในส่วนของการรักษาเราเต็มที่ เน้นการใช้เทคโนโลยีมาดูแลรักษา เป้าหมายของเราคือต้องการเป็นผู้นำในระดับ Asia Pacific คนทั้งภูมิภาคนี้มาหาเราได้ เรารับและส่งคนไข้ได้ทั้งโลก เรามีเฮลิคอปเตอร์ 2 ลำ มีทีมแพทย์ที่รับคนจากอเมริกามารักษาที่นี่ ยุโรปก็ด้วย

เราทำสิ่งที่เรียกว่า Bangkok Hospital Anywhere Anytime ถ้าคิดถึงเรื่องสุขภาพและโรค ก็คิดถึงโรงพยาบาลกรุงเทพ เรามีแอปพลิเคชันที่ติดต่อเราได้ตลอดเวลา สงสัยอะไรก็ถามเราได้ ขั้นตอนที่ลึกซึ้งกว่านั้นก็แล้วแต่ว่าอยากได้อะไร ก็ต้องนัดคุยกับแพทย์ พยาบาล

ส่วนเรื่องการเป็น Hospital Network เราทำรายได้วิ่งขึ้นลงระหว่างอันดับที่ 2 – 4 ของโลก เราต้องภูมิใจนะคะ นี่คือสิ่งที่ท่านผู้ก่อตั้ง อาจารย์นายแพทย์ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ ตั้งเป้าไว้ว่า โรงพยาบาลไทยต้องไม่แพ้ใครในโลก แล้วเราก็ไปถึงระดับนั้น เรายังเกาะตรงนี้อยู่ ร่วมกับสิ่งใหม่ ๆ ที่เมื่อสักครู่บอก

ทำไม BIH ต้องเน้นการเป็นโรงพยาบาลที่เชี่ยวชาญด้านสมอง กระดูก และกระดูกสันหลัง

เราเริ่มต้นจากการมีโรงพยาบาลเฉพาะทางด้านโรคหัวใจและด้านมะเร็งซึ่งแยกตัวออกไปแล้ว เพราะเป็นสาเหตุการตายอันดับต้น ๆ ของประเทศ ขึ้นลงสลับกัน ในขณะเดียวกัน ประเทศไทยก็ติดอันดับเรื่องอุบัติเหตุบนท้องถนน เมื่อก่อนเราเป็นอันดับหนึ่งของโลก ตอนนี้เป็นอันดับสอง อุบัติเหตุบนท้องถนน ภาษาหมอเรียกว่า Trauma แพทย์ส่วนใหญ่ที่เข้ามาดูคือแพทย์กระดูกกับแพทย์สมอง

อาการป่วยอันดับต้น ๆ ที่เกี่ยวกับสมองอีกอย่างคือ Stroke หรืออัมพฤกษ์ อัมพาต เพราะฉะนั้น การแยกตัวออกเป็นโรงพยาบาลเฉพาะทางของเราก็คือ แยกตามสาเหตุที่ทำให้คนเจ็บป่วยรุนแรงแล้วเสียชีวิต

ทำไมถึงเน้นให้ที่นี่เป็น International

เราเป็น International ในทุกโรงพยาบาล แค่ไม่มีคำว่า International ติดในชื่อของโรงพยาบาลอื่น จริง ๆ ความหมายของ International คือเราให้บริการคนไข้ทุกชาติ ทุกภาษา ด้วยมาตรฐาน International Care ระดับสากล ในส่วนของ BIH เราตั้งใจให้เป็น Healing Environment ไม่ให้รู้สึกถึงความเจ็บไข้ได้ป่วย มีการตกแต่งด้วยภาพวาดทุกมุม เป็นภาพที่ดูแล้วรู้สึกสบายใจ

เราเน้นการดูแลคนไข้แบบองค์รวม ตรงนี้พิเศษมากเพราะมีหมอประจำตัวให้อีกคน สมมติว่าคนไข้เข้ามาด้วยโรคปวดหลัง จะมีคุณหมอกระดูกที่ชำนาญเรื่องกระดูกสันหลังมาดูแล แล้วก็มีแพทย์ประจำตัวคอยดูแลทั้งตัวแบบองค์รวมอยู่ประจำห้อง ช่วยตรวจตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า

ห้องพักมีอะไรพิเศษไหม

เราให้ความสำคัญกับเรื่องความสะดวกสบายและความเป็นส่วนตัวของคนไข้เป็นอันดับต้น ๆ ทุกห้องมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน มี Butler และ Lounge ให้บริการได้ทุกเรื่อง ส่วนคนไข้บางรายอาจมีคนติดตามหรือมีงานต่อเนื่อง เราก็มีห้องใหญ่ที่พร้อมให้ความสะดวกสบาย เช่น มุมลงทะเบียนเยี่ยม ห้องประชุม ห้องทำงาน ห้องโถง ห้องครัว และห้องน้ำแยกเป็นสัดส่วน เพื่อให้คนไข้ผ่อนคลายที่สุดขณะรักษาตัวในโรงพยาบาล

พญ.เมธินี ไหมแพง กับ BIH โรงพยาบาลเฉพาะทางด้านสมองและกระดูกที่ทุกการรักษาคือศิลปะ
พญ.เมธินี ไหมแพง กับ BIH โรงพยาบาลเฉพาะทางด้านสมองและกระดูกที่ทุกการรักษาคือศิลปะ

โรงพยาบาลเอกชนตั้งเป้าหมายในทางธุรกิจไว้แบบไหน

แล้วแต่ยุคสมัยด้วย ยุคหนึ่งเราตั้งเป้าว่าจะเป็น International Hospital รับคนไข้ต่างชาติและคนไทยด้วย International ไม่ได้หมายความว่าไม่มีคนไทยนะคะ เราหมายถึง International Standard ในการรักษาพยาบาล กับ International ในแง่การดูแลคนไข้ เราต้องรู้วัฒนธรรมเขา ญี่ปุ่นแบบหนึ่ง เมียนมาแบบหนึ่ง อาหรับต้องอีกแบบหนึ่ง เช่น การชี้ บางชาติทำไม่ได้ ถือว่าไม่สุภาพ หรือห้องของแขกอาหรับต้องไม่มีรูปสัตว์ เราต้องมีความ International ทั้ง 2 แบบที่บอกไป นำมารวมกับ Thai Hospitality ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของคนไทยที่ชาติอื่นไม่มี

เราผ่านยุคที่อยากเป็น International กับ Medical Hub มาแล้ว ตอนนี้คือยุคของ Excellence Centre ศูนย์แห่งความเป็นเลิศเฉพาะทาง ที่ต้องรู้จริงรู้ลึกในเรื่องนั้น ซึ่งในทางการแพทย์มีการรับรองด้วยองค์กรที่ชื่อ Joint Commission International (JCI) จากอเมริกา แล้วแต่ละโรงพยาบาลก็ทำสิ่งที่เรียกว่า Clinical Care Programme Certification หรือการรับรองว่าเราดูแลคนไข้โรคนี้ได้อย่างเป็นเลิศ ซึ่งที่ BIH ได้รับการรับรองครบทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นสมอง กระดูก หรือกระดูกสันหลัง 

ต้องทำตลาดยังไงคนต่างชาติถึงยอมบินมารักษา

ชาวญี่ปุ่นเป็นคนที่ทำงานอยู่ในประเทศไทย เราก็เข้าไปในชุมชนของคนญี่ปุ่นหรือบริษัทญี่ปุ่น ส่วนอาหรับ เราก็ต้องมีคนที่พูดภาษาอาหรับได้ ซึ่งในไทยก็มีนักเรียนที่ได้ไปเรียนในประเทศอาหรับ เราก็ชวนมาเป็นแพทย์และพนักงานของเรา การเป็นคนไทยเหมือน Melting Pot เรามีความสัมพันธ์ที่ดีด้วยทุกเชื้อชาติศาสนา การทำงานด้านนี้จึงไม่ยากจนเกินไป

พญ.เมธินี ไหมแพง กัปตันทีม รพ.เฉพาะทางด้านสมองและกระดูกแห่งแรกของไทยที่รักษาแบบองค์รวม อินเตอร์ ไฮเทค และเป็นศิลปะ
พญ.เมธินี ไหมแพง กัปตันทีม รพ.เฉพาะทางด้านสมองและกระดูกแห่งแรกของไทยที่รักษาแบบองค์รวม อินเตอร์ ไฮเทค และเป็นศิลปะ

ชาวอาหรับน่าจะบินไปรักษาที่ไหนก็ได้ในโลก ทำไมถึงเลือกมาเมืองไทย

การแพทย์ไทยไม่น้อยหน้าใครในโลกนะ แล้วคนไทยเราก็มีเสน่ห์ เป็นมิตร ค่าใช้จ่ายเราก็ย่อมเยากว่าไปสหรัฐอเมริกาหรือยุโรป รสชาติอาหารก็อร่อยกว่า

การมีคนไข้ต่างชาติบินมารักษาตัว ประเทศไทยได้อะไรจากสิ่งนี้บ้าง

คร่าว ๆ รายได้จากการเป็น Medical Hub ของไทยเมื่อ 3 ปีก่อน น่าจะใกล้เคียงแสนล้านบาท พอคนไข้ต่างชาติมาเขาก็ไม่ได้จ่ายเงินให้โรงพยาบาลอย่างเดียว ที่นี่เคยมีรถของศูนย์การค้าใหญ่ ๆ มารอรับญาติของคนไข้อาหรับไปช้อปปิ้ง รายได้ไม่ได้เข้าแต่โรงพยาบาล คนอื่น ๆ ก็ได้ด้วย กระทรวงสาธารณสุขก็มีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพซึ่งดูแลด้านนี้ ก็ต้องการอำนวยความสะดวกให้รายได้เข้าประเทศด้วย 

เคยมีกรณีที่คนไข้จะบินมารักษาที่ไทย แล้วขอเลือกโรงพยาบาลที่ภูเก็ตหรือพัทยาไหม

มีค่ะ เรามีโรงพยาบาลที่พัทยา ภูเก็ต สมุย สถานที่ท่องเที่ยวใหญ่ ๆ เรามีโรงพยาบาลอยู่หมด ช่วงเปิดประเทศจากโควิดปลายปีที่แล้ว องค์การบริหารส่วนท้องถิ่นของภูเก็ตก็มาทำโครงการรับคนไข้อาหรับกับชาติอื่น ๆ มาพักที่ภูเก็ตกับโรงพยาบาลเรา ดูแลเรื่องการตรวจคัดกรองและกรณีที่มีความเจ็บป่วย

แล้วพอโควิด-19 เริ่มซาลง มีแผนดึงคนไข้ต่างชาติกลับมายังไง

เราก็ต้องไปเยี่ยมเยียนต่อความสัมพันธ์เดิม แต่บางโรคที่เขาหยุดรักษาไป พอเปิดประเทศเขาก็ต้องรีบกลับมา เรื่องการทำการตลาดของโรงพยาบาลไม่หนักหน่วงเท่าเรื่องอื่น ๆ เพราะโรงพยาบาลเราเป็นที่รู้จักกันอยู่แล้ว

การเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลเอกชนในช่วงโควิด-19 ท้าทายยังไงบ้าง

โรงพยาบาลกรุงเทพ ไม่ได้ให้พนักงานออกเลยในช่วงวิกฤตที่ผ่านมา เราผ่านวิกฤตไปโดยไม่ได้เสียใครไปเลยช่วงโควิด-19

น่าจะเป็นช่วงที่ธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนคึกคักนะ

ไม่จริงเลยค่ะ เดือนเมษายนปี 2020 โรงพยาบาลเอกชนทุกแห่งคนไข้ตกหมด น้อยจนเราต้องรวบบริการหลายอย่างไว้ด้วยกัน โรงพยาบาลเล็ก ๆ สายป่านสั้นไม่น่าจะอยู่รอดอย่างเรา เพราะคนไม่ออกจากบ้านเลย ทุกอย่างหยุดการรักษาหมด แม้กระทั่งโรงพยาบาลของโรงเรียนแพทย์ใหญ่ ๆ ก็ปิดการรักษาที่ไม่จำเป็นเหลือแต่ฉุกเฉินเท่านั้น คนไข้ก็กลัวติด หมอพยาบาลเราก็กลัวติด ต่างฝ่ายต่างกลัว 2 – 3 เดือนถัดมาเริ่มชินถึงดีขึ้น

แล้วก็เป็นช่วงของความหวาดหวั่น วัคซีนก็ไม่มี เครียดทั้งโรงพยาบาล ในฐานะที่เราเป็นผู้บริหารจะเอาอะไรมาดูแลน้องของเรา ไม่ใช่ในแง่เงินนะคะ เราสายป่านยาว สุดท้ายคนของเรา 3,000 – 4,000 คนอยู่รอดโดยไม่เป็นอันตราย ไม่เป็นโควิด-19 ถึงเป็นก็ต้องไม่หนัก แล้วเราก็ไม่ได้ดูแลแค่คนที่ทำงานกับเรา ถ้าให้วัคซีนพนักงาน แต่ญาติพี่น้องเขาเป็น เขาก็เป็นอยู่ดี แล้วใครจะมีกำลังใจทำงาน ถ้าตัวเองอยู่รอดแต่พ่อ แม่ ลูก สามี เป็นหมด โรงพยาบาลก็ต้องดูแลส่วนนั้นด้วย

ช่วงนั้นน่าจะมีคนไข้มารักษาโควิด-19 เยอะนะ

คนไข้เข้ามาจริง แต่รัฐบาลซึ่งดีมาก เพราะดูแลคนไทยทุกคนว่าให้เข้ารักษาได้ทุกโรงพยาบาล ดูแลค่าใช้จ่ายให้น้อยกว่าต้นทุนของโรงพยาบาลเอกชนประมาณ 3 – 5 เท่า เพราะเรารักษาด้วยมาตรฐานของเรา มีคนเข้าไปดูแลตั้งแต่หน้าโรงพยาบาลเข้ามาจนถึงในห้อง เราไม่รับคนไข้อยู่ร่วมกัน 2 คนในห้องเดียวกัน ยกเว้นอยู่บ้านเดียวกัน ห้องคนไข้ก็ต้องดัดแปลงระบบระบายอากาศใหม่ ต้องลงทุนกับชุดป้องกันโรค แอลกอฮอล์ เยอะแยะมากมายกว่า ค่าใช้จ่ายที่รัฐให้มา แปลว่ายิ่งรับยิ่งขาดทุน แต่เราอยู่ในประเทศไทยก็ต้องช่วยกันดูแลคนไทย ซึ่งสุดท้ายเราก็ผ่านมาได้ ถือเป็นความภูมิใจร่วมกันของพวกเราทุกคน

โรงพยาบาลวันนี้ต่างจากเมื่อสิบปีก่อนเยอะไหม

ต่างกันพอสมควรค่ะ หลังโควิด-19 Digital Technology โตขึ้นมาก ๆ เกิดนวัตกรรมกันเป็นแถบเลย เกิดหุ่นยนต์ที่ช่วยดูแลคนไข้ มีเครื่องส่องคอส่องหูคนไข้ได้ โรงพยาบาลสนามเราก็ดูแลคนไข้จากจอได้ สอนให้คนออกกำลังกายผ่านจอได้ เรามีโรงพยาบาลในต่างประเทศด้วย เทคโนโลยีช่วยให้หมอเราดูแลคนไข้ที่นู่นได้ หรือระบบ Teleoperation ที่หมอเราร่วมให้คำปรึกษาระหว่างการผ่าตัดที่นู่นได้ นี่คือการเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัด แล้วคนไข้ก็ไม่จำเป็นต้องมาโรงพยาบาล เรามีบริการไปเจาะเลือด ไปทำแผลที่บ้าน

พญ.เมธินี ไหมแพง กัปตันทีม รพ.เฉพาะทางด้านสมองและกระดูกแห่งแรกของไทยที่รักษาแบบองค์รวม อินเตอร์ ไฮเทค และเป็นศิลปะ
พญ.เมธินี ไหมแพง กัปตันทีม รพ.เฉพาะทางด้านสมองและกระดูกแห่งแรกของไทยที่รักษาแบบองค์รวม อินเตอร์ ไฮเทค และเป็นศิลปะ
พญ.เมธินี ไหมแพง : รพ.กรุงเทพอินเตอร์เนชั่นแนล รพ.เฉพาะทางด้านสมองและกระดูก

แล้วอีกสิบปีข้างหน้า โรงพยาบาลจะเปลี่ยนไปในทิศทางไหน

คิดว่าคนจะมาโรงพยาบาลน้อยลง มาเฉพาะที่ต้องมาจริง ๆ การผ่าตัดใหญ่จะลดลง กลายเป็น Minimally Invasive Surgery คือการผ่าตัดแผลเล็ก โดยใส่สายเข้าไปแล้วมีกล้องติดเข้าไปด้วย หลาย ๆ อย่างก็จะใช้เทคโนโลยีแบบเสมือนจริงมากขึ้น การรักษาจะทำให้คนเจ็บน้อยลง สะดวกสบายขึ้น และอยู่โรงพยาบาลสั้นลง

คุณมีหลักในการคัดเลือกแพทย์มาทำงานยังไง และทำยังไงให้ทุกโรงพยาบาลรักษาด้วยมาตรฐานเดียวกัน

ถ้ามีการรับแพทย์ประจำต้องขอคุยด้วยทุกคน เพราะสิ่งที่จะทำให้โรงพยาบาลอยู่ได้อย่างยั่งยืนคือ แพทย์ต้องมีจริยธรรม และต้องศึกษาหาความรู้ในการดูแลผู้ป่วย แพทย์เป็นคนมีเหตุผล ถ้าเราสั่งโดยไม่บอกเหตุผลน่าจะลำบาก เราต้องคุยกันบ่อย ๆ

เรามี Medical Executive Committee เป็นคณะกรรมการขององค์กรคณะแพทย์ฯ ซึ่งมาดูแลมาตรฐานของการรักษา แพทย์จะมารวมตัวกันพิจารณาว่า ถ้าจะนำการรักษาแบบใหม่เข้ามาใช้ แพทย์คิดว่าอย่างไร

อย่างที่บอกตอนต้น ถามว่าเราเก่งเท่าแพทย์ไหม ไม่เก่ง เราเน้นเรื่องบริหาร แต่แพทย์เขาก็จะมีความรู้ของเขา เขาก็จะมารวมตัวกันแล้วพิจารณา ยกตัวอย่างเช่น มีการรักษาแปลกใหม่อะไรสักอย่าง อยากจะเข้ามาในนี้ ผู้บริหารไม่ได้พิจารณาแต่อย่างเดียว ผู้บริหารจะฟังแพทย์ว่าอันนี้โอเคไหม ถ้าเขาบอกว่าได้ ด้วยสิ่งที่เราเรียกว่า Evidence Based ดูแล้วการรักษานี้ปลอดภัยสำหรับคนไข้ เขาก็จะ Approve มา เราก็จะโอเค อันนี้แพทย์จะช่วยดูแลเรื่องมาตรฐาน เป็นกลุ่มแพทย์ที่ได้รับคัดเลือกเลือกตั้งมาดูแลเรามีประธานองค์กรแพทย์ เรามี CMO (Chief Medical Officer) หรือผู้บริหารของโรงพยาบาล เป็นแพทย์ซึ่งดูแลและสนับสนุนให้แพทย์มีความสุข ถ้าทำผิดก็มีบทลงโทษ ที่นี่เรายึดถือเรื่องจริยธรรม ถ้าแพทย์ทำผิดจริยธรรมก็ให้ออก

พญ.เมธินี ไหมแพง กับ BIH โรงพยาบาลเฉพาะทางด้านสมองและกระดูกที่ทุกการรักษาคือศิลปะ
พญ.เมธินี ไหมแพง กับ BIH โรงพยาบาลเฉพาะทางด้านสมองและกระดูกที่ทุกการรักษาคือศิลปะ

10 เรื่องที่จะทำให้คุณรู้จัก แพทย์หญิงเมธินี ไหมแพง มากขึ้น

1. เรื่องที่คุณโพสต์บ่อยที่สุดในเฟซบุ๊ก

ไม่โพสต์เลย เพราะมีจุดเปราะบางหลายจุด ยังไงคนก็รู้ว่าเราทำงานที่ไหน ไม่อยากให้องค์กรมีปัญหากับบางเรื่อง ซึ่งบางทีเราก็ไม่ทันคิด ส่วนใหญ่จะโพสต์เรื่องชื่นชมเพื่อน เช่น สวยจัง ยิ้มสวย น่ารักนะ

2. ลูกน้องแบบไหนที่รักที่สุด

รู้หน้าที่ตัวเอง รู้ว่าต้องทำอะไร

3. ถ้าได้พรวิเศษ 1 ข้อที่รักษาโรคอะไรก็หาย อยากเอาไปรักษาโรคอะไร

มะเร็ง แม้ว่าจะไม่ได้ร้ายแรงกว่าโรคอื่นนัก ส่วนใหญ่รักษาหายได้ แต่คนทั่วไปพอรู้ว่าตัวเองเป็นมะเร็ง พลังชีวิตจากที่เคยมีร้อยจะเหลือศูนย์ ความรู้สึกที่มีต่อโรคอื่นยังไม่ขนาดนี้ อาจจะเพราะเคยเป็นหมอที่ดูแลโรคมะเร็งด้วย

4. ถ้าได้รับเชิญให้ไปสอนนักศึกษาแพทย์อีกครั้งในยุคนี้ อยากไปสอนอะไร

อยากให้น้อง ๆ เป็นคน Smart แปลว่าต้องมีสติและต้องปรับตัวให้ทันยุค รู้หน้าที่ รู้ตัว อยากให้เขามีสิ่งนี้มากกว่าความรู้วิชาการอีก เพราะเป็นสิ่งที่ทุกคนควรมีนอกเหนือจากจริยธรรม จรรยาบรรณ

5. แผนกที่เดินไปเยี่ยมบ่อยที่สุด

ICU ส่วนใหญ่มาดูน้องพยาบาลว่าเขาสุขทุกข์ยังไง เพราะห้อง ICU งานหนัก

6. รับประทานอาหารเที่ยงที่ไหน กับใคร

ห้องพักแพทย์ ตอนนี้ต้องทานคนเดียว เพราะต้องนั่งแยกโต๊ะ

7. สิ่งที่ทำได้ดีรองจากรักษาคนไข้

มีทักษะในการเข้าใจคน และมองคนออก (ในแง่การทำงาน)

8. ถ้าไม่คุยเรื่องงาน คุยเรื่องอะไรกับคุณแล้วจะสนุกที่สุด

เรื่องเที่ยว

9. คุณให้คะแนนลายมือตัวเองเท่าไหร่

6/10

10. คนไข้เคสไหนที่ใจฟูทุกครั้งที่คิดถึง

เวลารักษาคนไข้หายเราก็ดีใจ ภูมิใจ แต่เวลาดูแลคนไข้มะเร็งเด็ก มีหลายครั้งที่เด็กเสียชีวิตแล้ว พ่อแม่ยังมาขอบคุณว่าเราดูแลให้ลูกเขาเสียชีวิตอย่างไม่ทุกข์ทรมาน อย่างเข้าใจ มีครั้งหนึ่งมีเด็กที่เป็นมะเร็งพับนกกระเรียนใส่เต็มขวดมาให้ เป็นของขวัญที่ภูมิใจมาก

Writer

ทรงกลด บางยี่ขัน

ตำแหน่งบรรณาธิการโดยอาชีพ เป็นนักเดินทางมือสมัครเล่น แบ่งเวลาไปสอนหนังสือโดยสมัครใจ และชอบจัดทริปให้คนสมัครไป

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load