ธุรกิจ : บริษัท นำง่ายฮง จำกัด และ บริษัท นำง่ายฮง อุตสาหกรรม จำกัด

ประเภทธุรกิจ : ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์เครื่องใช้พลาสติกในครัวเรือน

ปีก่อตั้ง : ค.ศ. 1961

อายุ : 60 ปี

ผู้ก่อตั้ง : สิน นำศิริวิวัฒน์

ทายาทรุ่นสอง : พรเจษฎ์ นำศิริวิวัฒน์, ชุลีพร นำศิริวิวัฒน์, พิจักษณ์ นำศิริวิวัฒน์, เอกศักดิ์ นำศิริวิวัฒน์ และเจตภูมิ นำศิริวิวัฒน์ 

ทายาทรุ่นสาม : ณัฐหทัย นำศิริวิวัฒน์, อนันตชัย นำศิริวิวัฒน์, พีรดนย์ นำศิริวิวัฒน์, พิไลภรณ์ นำศิริวิวัฒน์, เจตนิพิฐ นำศิริวิวัฒน์ และ กฤติมา นำศิริวิวัฒน์ แบรนด์ boxbox และ Nameco

‘นำง่ายฮง’ คือธุรกิจผลิตพลาสติกที่ครองตลาดเครื่องใช้ในครัวเรือนไทยมา 60 ปี เริ่มจากโรงงานเล็กๆ ในบ้านของอากงผู้ย้ายถิ่นฐานมาจากจีนแผ่นดินใหญ่ สินค้ามีทุกอย่างที่เราจะคิดออก เริ่มตั้งแต่หวี ขัน จาน ชาม แก้วน้ำ และกระป๋องขนาดเล็ก สู่กะละมังและถังใบใหญ่

พลาสติกสีสันสดใสและคุณภาพทนทานแบบ ‘ใช้จนลืม’ คือจุดแข็ง และเป็นจุดขายที่ทำให้นำง่ายฮงแตกต่างและโดดเด่นที่สุดในตลาด ณ ตอนนั้น

ยอดขายกึ่งหนึ่งคือการขายสินค้าของตัวเอง อีกกึ่งคือรับทำ OEM ให้บริษัทญี่ปุ่น จนถึงจุดที่ฐานการผลิตโยกย้ายออกนอกประเทศ พร้อมๆ กับทายาทรุ่นสามที่เริ่มทยอยเข้ามาบริหารงานอย่างเต็มตัว เพื่อพบว่าผู้ใช้งานจริง (End User) ไม่เคยรู้จักชื่อ นำง่ายฮง มาก่อน

ทายาทรุ่นนี้เริ่มจากการสร้างแบรนด์ boxbox เป็นอันดับแรก โดยมีคอนเซ็ปต์เป็นบรรจุภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนปัจจุบัน สินค้าชูโรงคือกล่องรองเท้าใสที่วันนี้มีใช้กันเกือบทุกครัวเรือน และมีหลายแบรนด์ออกสินค้าคล้ายๆ กัน boxbox ประสบความสำเร็จจนได้ส่งออกไปยัง 40 ประเทศ

ผ่านมาเกือบ 20 ปี นำง่ายฮงปรับตัวอีกครั้งเมื่อมีการรณรงค์เรื่องสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เป็นแบรนด์น้องใหม่ Nameco เครื่องใช้ในบ้านที่ลดใช้พลาสติกในการผลิต และพลาสติกสามารถย่อยสลายได้ เพื่อแสดงจุดยืนในฐานะโรงงานพลาสติกที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม และความต้องการที่จะผลิตสินค้าคุณภาพให้เป็นอีกตัวเลือกหนึ่งในตลาด

ณ วันนี้ นำง่ายฮง boxbox และ Nameco เติบโตเป็นเส้นคู่ขนานไปพร้อมๆ กัน บนความคิด หลักการ และจิตใจตั้งมั่นแน่วแน่ ที่อยากผลิตสินค้าพลาสติกคุณภาพดีด้วยความซื่อสัตย์ไปตลอดชีวิต

‘สิ่งไหนมีคนใช้ ฉันจะทำ’

สิน นำศิริวิวัฒน์ หรือ อากง เดินทางมาไทยจากจีนแผ่นดินใหญ่ใน ค.ศ. 1961 เขาต้องการทำประโยชน์ให้ประเทศที่เป็นทั้งบ้านและที่ทำมาหากิน และการทำประโยชน์ในฐานะพ่อค้าคนหนึ่ง คือการผลิตบางอย่างให้คนไทยใช้ในทุกครัวเรือน อากงเห็นว่าธุรกิจพลาสติกกำลังจะเติบโตและยังมีช่องว่างในตลาดอยู่

ทายาทรุ่น 3 นำง่ายฮง ธุรกิจพลาสติกส่งออก 40 ประเทศที่ลุกขึ้นผลิตพลาสติกย่อยสลายได้

สมัยนั้น อากงอาศัยอยู่บริเวณวัดทองนพคุณ ย่านคลองสาน ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของโรงงานแห่งแรก โรงงานของเขาไม่เหมือนภาพจำของโรงงานในอุดมคติที่มีหลังคาสูง พื้นที่กว้าง และเต็มไปด้วยเครื่องจักรหน้าตาทันสมัย แต่เป็นอาคารขนาดเล็กๆ กับเครื่องจักรระบบ Manual แค่หนึ่งถึงสองเครื่อง

วิธีการผลิตพลาสติกในยุคแรกเริ่มจากเทเม็ดพลาสติกลงไปในเครื่องจักร เครื่องจะทำการบีบอัดเม็ดโดยใช้ความร้อน จนออกมาเป็นชิ้นงานตามลักษณะของแม่พิมพ์

อันต่ออัน อันต่ออัน บนวิสัยทัศน์ของอากงที่ว่า ‘สิ่งไหนมีคนใช้ ฉันจะทำ’

อากงเริ่มจากของใช้ชิ้นเล็กๆ อาทิ กระปุก กระป๋อง ขันน้ำ ถ้วยน้ำ และหวี ค่อยๆ ขยายกลุ่มลูกค้าจากผู้ใช้งานทั่วไป เป็นรับจ้างโรงงานอุตสาหกรรมที่ใช้พลาสติกเป็นส่วนประกอบผลิตภัณฑ์อย่างยาดมหรือขวดพลาสติก พอทำได้พักใหญ่ก็คิดอยากมีโชว์รูมเหมือนคนอื่น จากปลายถนนเยาวราชค่อยๆ ขยับมาเป็นกลางถนน และอยู่ตรงนั้นมาถึงปัจจุบัน

ต่างชาติรู้จักนำง่ายฮงจากดอกไม้พลาสติก

คุณพ่อพรเจษฎ์ นำศิริวิวัฒน์ เข้ามาทำงานในธุรกิจครอบครัวตอนอายุประมาณ 8 ปี ไล่เลี่ยกับคุณอาชุลีพร นำศิริวิวัฒน์ และน้องชายคนอื่นๆ และเป็นรุ่นคุณพ่อที่ช่วยอากงพานำง่ายฮงไปสู่สายตาต่างชาติ ในยุคที่ประเทศไทยยังไม่มีชื่อเสียงในการส่งออกระดับโลก หากลูกค้าต่างประเทศต้องการซื้อสินค้า เขาจะเดินทางไปฮ่องกง เมืองท่าสำคัญที่ใกล้ที่สุด

ทายาทรุ่น 3 นำง่ายฮง ธุรกิจพลาสติกส่งออก 40 ประเทศที่ลุกขึ้นผลิตพลาสติกย่อยสลายได้

ธุรกิจที่ฮ่องกงประสบความสำเร็จจนทำให้นำง่ายฮงมีโรงงานและออฟฟิศที่นั่น เริ่มจากการผลิตดอกไม้และต้นคริสต์มาสพลาสติกตามความต้องการของตลาด จนมีลูกค้ารายใหญ่ๆ เป็นผู้จัดจำหน่ายที่นำสินค้าพลาสติกของแบรนด์เข้าไปในตลาดเครื่องใช้ในครัวเรือน ทำให้ช่วงนั้นสินค้าจากประเทศไทยขายดีมาก

ต่างชาติเริ่มรู้จักนำง่ายฮงในฐานะผู้ผลิตสินค้าพลาสติกก็ตอนนั้น

นับเป็นการเปิดโลกให้ลูกค้ารู้จักกับของใช้พลาสติกสีสันสดใส โดยลวดลายซิกเนเจอร์ขายดีที่สุดเป็นลาย Merry Berry

ทายาทรุ่น 3 นำง่ายฮง ธุรกิจพลาสติกส่งออก 40 ประเทศที่ลุกขึ้นผลิตพลาสติกย่อยสลายได้

แบรนด์ที่ครองตลาดแต่ไม่ค่อยมีคนรู้จัก

นำง่ายฮงดำเนินธุรกิจมาเรื่อยๆ จนได้รับจ้างทำ OEM (Original Equipment Manufacturer) ให้บริษัทจากประเทศญี่ปุ่น เริ่มจาก 4 ไอเท็มจนถึง 200 กว่า ถ้าคิดเป็นตัวเลขก็เท่ากับครึ่งหนึ่งของรายได้บริษัททั้งหมด 

แต่ไม่มีอะไรยั่งยืน

หลังจากทำงานร่วมกันมากว่า 20 ปี หลายธุรกิจย้ายฐานผลิตไปยังประเทศจีนและเวียดนาม เช่นเดียวกับบริษัทญี่ปุ่นที่ร่วมงานด้วยก็ค่อยๆ ยกเลิกสัญญาจ้างผลิตทีละส่วน ไล่เลี่ยกับช่วงที่ทายาทรุ่นสามอย่างเจียว ปิง อ้น และคิม (พีรดนย์ นำศิริวิวัฒน์ ดูแลการขายในประเทศ) เข้ามารับช่วงต่ออย่างเต็มตัว

ทายาทรุ่น 3 นำง่ายฮง ธุรกิจพลาสติกส่งออก 40 ประเทศที่ลุกขึ้นผลิตพลาสติกย่อยสลายได้

เจียว-ณัฐหทัย นำศิริวิวัฒน์ รับผิดชอบฝ่ายการเงินและการบัญชี

ปิง-อนันตชัย นำศิริวิวัฒน์ จัดการบริหารฝ่ายวิศวกรรม

อ้น-พิไลภรณ์ นำศิริวิวัฒน์ ดูแลฝ่ายการตลาดและงานออกแบบ

เจียว ผู้เป็นพี่ใหญ่ของบรรดาทายาทรุ่นสามทั้งหมดเล่าว่า ช่วงที่รุ่นสามเริ่มมาทำงาน นำง่ายฮงยังทำธุรกิจแบบเดิมอยู่ แบบเดิมที่ว่าคือการขายส่งผ่านยี่ปั๊วซาปั๊วทั้งกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ถ้าอธิบายให้เห็นภาพมากขึ้น ยี่ปั๊วคือตัวแทนจังหวัด ซาปั๊วคือคนที่รับจากตัวแทนจังหวัดไปขายต่อ 

อีกกลุ่มคือลูกค้าอุตสาหกรรมที่ซื้อสินค้าเพื่อไปใช้ต่อ อย่างโรงงานอุตสาหกรรมซื้อถาดไปใส่อาหารทะเลในรายการผลิต หรือห้างสรรพสินค้าซื้อถังขยะไปวางในห้องน้ำ 

นำง่ายฮงในวันนั้นไม่มีแบรนด์ที่เด่นชัด นอกจากโลโก้ตรากระเช้าที่ลูกค้าพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ‘ทนและดี’

“ยี่ปั๊วซาปั๊วรู้จักเราหมด เขารู้กันว่าถ้าเป็นของนำง่ายฮงเมื่อไหร่ คุณภาพดีแน่นอน ตอนนี้คนก็ยังพูดแบบนี้ หนา แข็งแรง ใช้แล้วใช้ลืม แต่ End User จริงๆ ยังไม่รู้จัก” 

ทายาทรุ่น 3 นำง่ายฮง ธุรกิจพลาสติกส่งออก 40 ประเทศที่ลุกขึ้นผลิตพลาสติกย่อยสลายได้

เคยมีเพื่อนของอ้นเคยพลิกดูยี่ห้อถังน้ำที่บ้านถึงรู้ว่าเป็นแบรนด์ของนำง่ายฮง ถ้าไม่รู้จักอ้น ก็อาจจะไม่รู้จักแบรนด์นี้ เป้าหมายของทายาทรุ่นสามจึงไม่ใช่แค่การสานต่อ แต่เป็นการสร้างแบรนด์เพื่อให้คนจดจำได้

สิ่งแรกที่พวกเขาทำหลังจากเข้ามาดูแลธุรกิจครอบครัวเมื่อ 20 ปีก่อน คือสร้างแบรนด์ชื่อ boxbox ขึ้นมาใหม่ 

สอง เปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ สมัยก่อนเวลาแพ็กกล่องพลาสติกใส่ลังใหญ่ ใช้วิธีนำกระดาษขาวหนึ่งแผ่นวางคั่น เพื่อไม่ให้กล่องเสียดสีกันจนเป็นรอย ปัญหาคือเวลาตั้งโชว์ เราจะเห็นทั้งกล่องและกระดาษวางซ้อนกันเป็นตั้งๆ ดูไม่สวยงาม เลยเปลี่ยนมาใช้ Shrink Film หรือฟิล์มหด ทำให้หีบห่อพอดีแนบเนียนไปกับสินค้า ดูสวยงามและมีราคามากขึ้น

และสามคือ การนำแบรนด์เข้าห้างสรรพสินค้า

การขายที่ไม่มีคู่แข่ง

ในรุ่นคุณพ่อพรเจษฎ์ สินค้านำง่ายฮงเคยได้เข้าไปขายในห้างสรรพสินค้าอยู่บ้าง โดยผ่านเอเยนต์ที่มีค่านายหน้าและส่วนแบ่งเป็นอำนาจต่อรอง กำไรสุทธิถูกหักออกจนเกือบจะไม่คุ้มค่า แต่ปัญหาที่ใหญ่กว่านั้น คือธุรกิจไม่เคยรู้เลยว่าลูกค้าต้องการอะไร สินค้าแบบไหนที่เขามองหา

ทายาทรุ่น 3 นำง่ายฮง ธุรกิจพลาสติกส่งออก 40 ประเทศที่ลุกขึ้นผลิตพลาสติกย่อยสลายได้

เจียวเป็นคนแรกที่เข้ามารับช่วงต่อดูแลการขายในห้างสรรพสินค้า ตอนนั้นสินค้าพลาสติกให้ห้างชั้นนำอย่างเซ็นทรัลหรือเครือเดอะมอลล์กรุ๊ปแทบไม่มีให้เห็น ไม่ต้องพูดถึงแบรนด์ต่างชาติที่ไม่มีเลย การเจาะตลาดเข้าห้างสรรพสินค้าสำหรับ boxbox ในตอนนั้นจึงเรียกว่าไม่มีคู่แข่ง

“เราไม่กลัวตลาดเลย” เธอบอกด้วยเสียงหนักแน่น “ข้อดีคือเราอยากทำอะไรทำ อยากลองอะไรก็ลอง พยายามศึกษาว่าลูกค้ายังขาดอะไรอยู่ เขาขาดอะไร เราก็ไปนำเสนอ”

จากแบรนด์มือใหม่ในต่างชาติ สู่ธุรกิจที่ส่งออกไปกว่า 40 ประเทศ

ขณะที่นำง่ายฮงยังขายสินค้าแบบเดิมผ่านตัวแทนในกรุงเทพฯ และจังหวัดต่างๆ boxbox นำทัพไปเจาะตลาดใหม่โดยการไปร่วมงาน BIG (Bangkok International Gift Fair) เป็นครั้งแรก ก่อนจะบินไปออกงานที่ต่างประเทศหลังจากนั้นไม่กี่ปี

“พอไปงานแฟร์ต่างประเทศพบว่า ของเรายังไม่เหมาะกับตลาดนานาชาติ เราอยู่ในประเทศ คนไทยชอบของเรา คนไทยชอบสีสันสดใส แต่คนต่างชาติชอบแบบเรียบๆ สีพาสเทลและสีคลาสสิกอย่างสีขาว สีเบจ ถ้าเป็นลวดลายก็ผสมทรายไม่ก็ผสมทอง ผู้ใหญ่ในวงการก็แนะนำว่าให้ไปดูของคนอื่นๆ บ้าง ต้องเดินสำรวจ ไม่ใช่มาเพื่อขายของอยู่ที่บูทตัวเองอย่างเดียว ไปดูแล้วก็กลับมาพัฒนาตัวเอง”

ทายาทรุ่น 3 นำง่ายฮง ธุรกิจพลาสติกส่งออก 40 ประเทศที่ลุกขึ้นผลิตพลาสติกย่อยสลายได้

ด้วยความที่บริษัทแม่อย่างนำง่ายฮงผลิตของใช้ภายในบ้านได้เกือบทุกอย่าง boxbox จึงอยากมีเป้าหมายที่สามารถตอบโจทย์การใช้งานของไลฟ์สไตล์ปัจจุบัน หลังกลับไปคิดวิเคราะห์กันยกใหญ่ ก็พบว่ากล่องพลาสติกใสที่ต้องใช้เทคนิคการทำอย่างละเอียดลออคือคำตอบ

“การทำกล่องใสมันเป็นงานที่ยากและท้าทาย ไม่ใช่ใครๆ ก็ทำได้” ปิง วิศวกรประจำรุ่นพูดถึงที่มาและความตั้งใจของแบรนด์ “เราเห็นตรงนี้เป็นจุดแข็ง ในอดีตสมัยคุณพ่อ เราเป็นธุรกิจที่เน้นตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค เน้นฟังก์ชัน เขาอยากได้ถังก็ทำถัง อยากได้กล่องก็ทำกล่อง พอมาทำแบรนด์ เราก็ยังคงคุณภาพแบบเดิมไว้ แต่ต้องโฟกัสให้ผู้บริโภคเห็นชัดเจนว่า boxbox ดีและแตกต่างยังไง และพยายามทำเป็นคอลเลกชันเพื่อดึงดูดคน”

คอนเซ็ปต์ของ boxbox คือบรรจุภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ที่ใช้วัสดุเป็นพลาสติกใสเป็นหลัก เช่น กล่องใสไว้เก็บของ กล่องรองเท้า กล่องอเนกประสงค์ที่ผู้ใช้เห็นของได้ง่าย หยิบของได้ทันที ซ้อนกันได้เรียงตัวสวยงาม และต้องกันฝุ่น โดยคิดถึงชีวิตความเป็นอยู่ของคนรุ่นใหม่ในคอนโดมิเนียม ให้เก็บของได้มากที่สุดในพื้นที่จำกัด 

ทายาทรุ่น 3 นำง่ายฮง ธุรกิจพลาสติกส่งออก 40 ประเทศที่ลุกขึ้นผลิตพลาสติกย่อยสลายได้

สโลแกนของแบรนด์คือ Let’s Organize

ทายาทรุ่นสามพยายามพาแบรนด์ไปปรากฏตัวที่งานแฟร์ต่างๆ ทุกปี หวังสร้างการรับรู้จากทั้งในและต่างประเทศ สะสมลูกค้ามาเรื่อยๆ ถึงปัจจุบันที่มีลูกค้าส่งออกจาก 40 ประเทศทั่วโลก สำหรับธุรกิจอื่น การเติบโตแบบก้าวกระโดดอาจส่งผลต่อการดำเนินการหลายอย่าง แต่ไม่ยากเลยสำหรับโรงงานที่ทำงานกับคนญี่ปุ่นมา 20 ปี เพราะทุกขั้นทุกตอนมีมาตรฐานสูงตั้งไว้วัดคุณภาพมาแต่แรก

ผู้ผลิตกล่องรองเท้าพลาสติกใสเจ้าแรกในประเทศ ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากคุณแม่

สินค้าที่เป็นพระเอกของ boxbox คือกล่องรองเท้า ที่ฟังแล้วดูไม่ข้องเกี่ยวกัน ถ้าไม่นับญาติและกลุ่มเพื่อนสนิท น้อยคนนักจะรู้ว่าโปรดักต์นี้พัฒนามาจากกล่องใส่อาหารแห้งของคุณแม่

“แม่เป็นคนชอบรองเท้า” 

อ้นพูดถึงคุณแม่ที่มีรองเท้าในครอบครองหลายสิบ และรักทุกคู่เป็นชีวิตจิตใจ “วันหนึ่งแม่เอากล่อง boxbox มาใส่รองเท้าแล้วบอกว่า ‘ถ้ามันมีรูระบายก็ดีสิเนอะ’ พ่อเลยเอาธูปมาจิ้มเป็นรูๆ ให้ คุณแม่ก็ตั้งกล่องรองเท้าไว้หน้าบ้าน เวลามีเพื่อนๆ มาหา ทุกคนชอบ อยากได้บ้าง เราเลยคิดว่ามันก็น่าจะมีตลาด มีความต้องการอยู่นะ เลยผลิตจริงจังขึ้นมา เป็นเจ้าแรกในประเทศไทย ตอนแรกคนก็งงๆ นะว่าจะเอากล่องไปใส่รองเท้าเหรอ แต่ผ่านไปสี่ห้าปี แบรนด์เราก็ยังขายโปรดักต์นี้อยู่ ถึงเริ่มมีคนทำตาม แต่เนื้อพลาสติกยังไม่มีใครใสแจ๋วเท่าเรา”

ทายาทรุ่น 3 นำง่ายฮง ธุรกิจพลาสติกส่งออก 40 ประเทศที่ลุกขึ้นผลิตพลาสติกย่อยสลายได้

กล่องรองเท้าพัฒนามาเรื่อยๆ ทั้งกล่องทรงสูงสำหรับรองเท้าส้นสูงหรือรองเท้าบูต กล่องฝาเปิดด้านข้างสำหรับนักสะสมสนีกเกอร์ที่ต้องการโชว์ลายและรุ่นรองเท้า หรือแม้แต่สินค้ารุ่นแรกๆ อย่างกล่องฝาปิดเรียบๆ ก็ปรับดีไซน์ใหม่ให้ดูมินิมอลและแข็งแรงมากขึ้น มีขอบรับกัน ซ้อนเรียงได้เป็นคอนโดหลายชั้น

มีคุณพ่อเป็นนักคิด และคุณแม่ ผู้ใช้คุณภาพที่มักให้แรงบันดาลใจจากประสบการณ์จริง สินค้าหลายอย่างของ boxbox จึงเกิดจากความรักที่พ่อมีต่อแม่ อยากให้แม่สะดวก อยากให้แม่สบาย กล่องรองเท้าที่เคยเป็นแบบฝาเปิดก็พัฒนาต่อเป็นลิ้นชัก

เอาชนะสงครามราคาด้วยคุณภาพที่ไม่เคยเปลี่ยน

เหมือนกับธุรกิจที่มีรายผลิตเพื่อรับทำ OEM อื่นๆ นำง่ายฮงต้องเข้าร่วมสงครามราคา เมื่อฐานการผลิตย้ายจากประเทศไทยออกไป หลายโรงงานต้องปิดตัวเพราะสู้กับค่าแรงและต้นทุนต่อหน่วยที่ต่ำกว่าไม่ไหว 

พวกเขาไม่ได้สู้ด้วยราคาที่ต่ำลงไปอีก 

ทายาทรุ่น 3 นำง่ายฮง ธุรกิจพลาสติกส่งออก 40 ประเทศที่ลุกขึ้นผลิตพลาสติกย่อยสลายได้

“คุณภาพสินค้าและการบริการคือเรื่องที่เรารักษาไว้เสมอ” เจียวเล่าถึงเหตุผลข้อแรก “ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นยังไง ไม่ว่าคนอื่นจะเบียด จะขยี้ เราแค่ไหน เราไม่เคยเปลี่ยนผลิตภัณฑ์ ไม่เคยเปลี่ยนวัสดุ ทุกอย่างต้องมีคุณภาพดี ถ้าต้องเปลี่ยนแปลง เราจะคุยกับลูกค้าก่อน ซึ่งลูกค้าส่วนใหญ่ก็เลือกไม่เปลี่ยนนะ กล่องรองเท้าของเราแพงสุดในตลาด แต่ความคิดที่จะใช้พลาสติกให้บางลงไม่เคยอยู่ในหัวเลย”

วิศวกรหนึ่งเดียวอธิบายต่อว่า ไม่ใช่นำง่ายฮงไม่สนใจว่าลูกค้าต้องการอะไร หากคิดเร็วๆ ลูกค้าอาจอยากได้ต้นทุนที่ต่ำกว่า เขาจึงพยายามลดต้นทุนพร้อมกับคงคุณภาพไว้

ทายาทรุ่น 3 นำง่ายฮง ธุรกิจพลาสติกส่งออก 40 ประเทศที่ลุกขึ้นผลิตพลาสติกย่อยสลายได้

“ยกตัวอย่าง เราออกแบบกล่องรองเท้า เราต้องคำนึงถึงต้นทุน น้ำหนัก ตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบ หนักเท่านี้ ลูกค้ารับได้ไหม แพงไปไหม มันแข็งแรงพอไหม บางทีออกแบบมาดีมากเลย แต่ดีเกินไป ลูกค้ารับราคาไม่ได้ เราก็ต้องปรับแบบ จริงอยู่ที่เราเน้นเรื่องคุณภาพ แต่เราพยายามให้ตลาดรับได้มากที่สุดด้วย”

เหตุผลข้อสองคือบริษัทที่ยืดหยุ่น นำง่ายฮงพยายามดูแลลูกค้าและตอบสนองความต้องการให้ได้ใกล้ชิดที่สุด แม้จะเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ก็ตาม 

‘พลาสติกคือผู้ร้าย’ อีกการปรับตัวสำคัญของนำง่ายฮง

ช่วง 2 – 3 ปีที่ผ่านมา เทรนด์สิ่งแวดล้อมเริ่มเป็นที่รู้จักในวงกว้าง มีการรณรงค์ให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ส่งผลเสีย แม้แต่ในแวดวงสมาคมพลาสติก ข่าวสารการเลิกใช้พลาสติกใช้แล้วทิ้งก็เริ่มหนาหู 

คำที่บอกว่า ‘พลาสติกคือผู้ร้าย’ ตีพิมพ์ในหนังสือและสื่อออนไลน์เกือบทุกสำนัก

อ้นว่าต่อให้สินค้าจะไม่ใช่แบบนั้นโดยตรง ได้ยินทีไรก็ ‘จี๊ดหัวใจ’ ทุกครั้ง 

ทายาทรุ่น 3 นำง่ายฮง ธุรกิจพลาสติกส่งออก 40 ประเทศที่ลุกขึ้นผลิตพลาสติกย่อยสลายได้

“จนวันหนึ่งเราไปเจอรูปเต่าที่โดนหลอดเสียบจมูก ดึงออกมาแล้วเลือดออก เลยกลับมาคิดว่าตัวเองจะทำอะไรได้ ตอนแรกก็ไม่แน่ใจว่า การที่เราเป็นลูกหลานในบริษัทพลาสติก พูดเรื่องนี้ขึ้นมาจะโอเคหรือเปล่า ทุกคนจะเห็นด้วยไหม แกอยู่โรงงานพลาสติก แกก็ต้องทำพลาสติกสิ”

Nameco เปิดตัวเมื่อต้น ค.ศ. 2019 เป็นแบรนด์น้องสุดท้องของนำง่ายฮงที่เกิดจากการระดมความคิดของทายาทรุ่นสาม ว่ามีวิธีไหนที่จะสร้างสินค้าพลาสติกรักษ์โลกจากสิ่งที่มีอยู่แล้ว เครื่องจักรเดิม แม่พิมพ์เดิม กระบวนการที่ไม่เปลี่ยนจากเดิมแบบหน้ามือเป็นหลังมือ

อ้นและปิงเป็นแม่ทัพของโปรเจกต์นี้ เฟ้นหาวัตถุดิบพลาสติกอีโค่หลายแบบ มีทั้งที่สารตั้งต้นเป็นพืชอย่างมันสำปะลังและข้าวโพด บางแบบแข็งแรงแต่ย่อยสลายไม่ได้ อีกแบบย่อยสลายได้ดีแต่แตกง่ายและเปราะบาง จนเจอวัสดุที่ตอบโจทย์ทั้งสองข้อ

ทายาทรุ่น 3 นำง่ายฮง ธุรกิจพลาสติกส่งออก 40 ประเทศที่ลุกขึ้นผลิตพลาสติกย่อยสลายได้

หนึ่ง ช่วยลดการใช้พลาสติกและเป็นพลาสติกที่ย่อยสลายได้

สอง แข็งแรง ทนทาน ใช้งานได้จริง

“แบบแรกที่เราเลือกคือ Bio-based ผสมพืชหรือวัตถุดิบธรรมชาติบางอย่างเข้าไปเพื่อลดการใช้พลาสติก ส่วนอีกแบบคือการใช้พลาสติกเดิมของนำง่ายฮง ต่างกันตรงที่ใส่สารตัวหนึ่งเข้าไปให้ย่อยสลายได้ โดยการฝังกลบในอุณหภูมิที่เหมาะสม สารนี้จะทำหน้าที่เปลี่ยนโมเลกุลภายในตัวพลาสติก เมื่อเจอกับจุลินทรีย์ จุลินทรีย์จะกินจนย่อยสลายไปได้”

อ้นคิดต่อไปถึงเรื่องแพ็กเกจจิ้งที่อยากลดการใช้พลาสติกให้มากที่สุด จากเทคโนโลยีฟิล์มหดที่ใช้กับแบรนด์ boxbox อ้นเปลี่ยนเป็นการกระดาษบางๆ และหมึกพิมพ์ที่ทำจากถั่วเหลือง 

การนำเรื่องนี้ไปเสนอรุ่นพ่อที่ทำธุรกิจพลาสติกตั้งแต่จำความได้ไม่ใช่เรื่องง่าย สองแม่ทัพต้องทดลองให้ครบกระบวนการเพื่อเตรียมตัวไปตอบคำถาม 

ทายาทรุ่น 3 นำง่ายฮง ธุรกิจพลาสติกส่งออก 40 ประเทศที่ลุกขึ้นผลิตพลาสติกย่อยสลายได้

“ตลาดต้องการสิ่งนี้จริงเหรอ” นี่คือคำถามพ่อ

ในเมื่อเครื่องใช้ในบ้านที่เป็นพลาสติกยังไม่ถูกโจมตี และความจริงแล้วผลิตภัณฑ์ของนำง่ายฮงทั้งหมดก็รีไซเคิลได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ คำตอบของทายาทรุ่นนี้คือ ตลาดอาจยังไม่ค่อยมีเลยด้วยซ้ำ 

แต่เป้าหมายของพวกเขาไม่ได้ทำเพื่อขยายตลาด มันคือความรับผิดชอบต่อโลก ในฐานะโรงงานพลาสติกแห่งหนึ่งที่พอมีกำลังและองค์ความรู้ Nameco เรียนรู้จากความกล้าที่จะลองผิดลองถูก

“ถ้าถามว่ามันยุ่งยากกว่าไหม มันยุ่งยากกว่ากระบวนการการผลิตธรรมดาแน่นอน แต่เรามองว่ามันคุ้มค่า ฝ่ายผลิตทุกคนร้องโอ๊ยกันหมด ต้องทำขนาดนี้เลยเหรอ แล้วมันจะโอเคไหม เราก็ให้ความรู้กับเขาว่าสิ่งที่เขาทำคืออะไร จะช่วยโลกได้อย่างไร พนักงานทุกคนที่ทำอยู่มีส่วนช่วยโลกอยู่นะ เราบอกทั้งทีมผลิต ทั้งพนักงานขาย ตอนนี้เจอปัญหาอะไรก็สู้กันหมดแล้ว”

และแน่นอนว่า คำตอบของพ่อคือ Yes

ธุรกิจจะอยู่ได้ ครอบครัวต้องอยู่ได้ก่อน

ขณะที่หลายธุรกิจครอบครัวมักเจอปัญหาทายาทไม่อยากสืบทอด นำง่ายฮงกลับมีทายาทรุ่นสามถึง 6 คน จำนวนมากกว่าครึ่งเป็นลูกสาวลูกชายของคุณพ่อพรเจษฎ์ที่กลับมาทำงานที่บ้านทุกคน

“พ่อปลูกฝังให้พี่น้องรักกัน พี่ต้องรักน้อง น้องต้องรักพี่ อย่างเราเป็นพี่คนโต เราจะโตมากับธุรกิจที่บ้าน ช่วยยกของ แพ็กของ รับโทรศัพท์ ตั้งแต่ปอสี่ปอห้า ไม่ปลูกฝังก็เป็นสิ่งที่ต้องทำ” 

ทายาทรุ่น 3 นำง่ายฮง ธุรกิจพลาสติกส่งออก 40 ประเทศที่ลุกขึ้นผลิตพลาสติกย่อยสลายได้

เจียวเริ่มเข้ามาทำงานก่อน ตามด้วยปิง คิม อ้น และทายาทรุ่นสามคนอื่นๆ พอใครแต่งงาน ก็มีสะใภ้เข้ามาช่วยดูแลกิจการ จาก 6 คน 6 สมอง และ 12 มือ ก็เพิ่มเป็น 8 บริษัทเป็นทั้งร่างกายที่พวกเขาอยากดูแล เป็นเลือดเนื้อ เป็นเพื่อนที่เติบโตมาด้วยกัน พอมีอะไรที่เป็นช่องโหว่ในบริษัท ใครคนใดคนหนึ่งเข้าไปช่วยได้ก็จะไม่รีรอ 

นำง่ายฮงใช้ระบบใครชำนาญอะไร ตัดสินใจสิ่งนั้น โดยไม่สนว่าใครเป็นพี่ ใครเป็นน้อง 

“อย่างผมดูแลเทคนิคการผลิต แม่พิมพ์ คนที่ดูแลหน่วยงานอื่นคอมเมนต์ได้ แต่ในที่สุดเขาจะฟัง มันเป็นหน้าที่เราที่ต้องทำให้เขาเห็นว่าอะไรที่เขาต้องฟังเรา แต่ไม่ใช่ไปดันทุรังนะ ทุกคนจะให้เกียรติคนที่ดูแลหน่วยงานนั้นๆ ถามว่ามีการคอมเมนต์ข้ามสายงานไหม มีอยู่แล้วเป็นเรื่องปกติ”

แล้วเคยทะเลาะกันบ้างไหม

“ทะเลาะกันคือไม่ได้ดั่งใจ” พี่สาวคนโตหันไปยิ้มให้น้องสาวคนเล็ก “อ้นเป็นคนสุดท้องแต่คิดก้าวหน้า”

ทายาทรุ่น 3 นำง่ายฮง ธุรกิจพลาสติกส่งออก 40 ประเทศที่ลุกขึ้นผลิตพลาสติกย่อยสลายได้

ขัดใจกันไปเลิกงานก็จบ กลับบ้านไปก็ยังเจอกัน ยังกินข้าวด้วยกัน ยังผลัดกันเลี้ยงหลานให้ ที่สำคัญ แต่ละคนมีหน้าที่ของตัวเอง ไม่มีใครทำงานมากกว่าหรือน้อยกว่าใคร ทุกคนทำงานเต็มที่และเป็นส่วนหนึ่งของบริษัท เหมือนกันกับรุ่นคุณพ่อที่แบ่งบทบาทกันอย่างชัดเจน มีคุณอาชุลีพรเป็นขุนพลคู่ใจ ขณะที่คุณอาคนอื่นๆ รับผิดชอบดูแลส่วนต่างๆ

และเป็นอย่างที่เจียวพูดไว้ “ธุรกิจจะอยู่ได้ ครอบครัวต้องอยู่ได้ก่อน”

บทเรียนสำคัญของพ่อ

เจียว ปิง และอ้น สืบทอดกิจการและแนวคิดของคุณพ่อพรเจษฎ์อย่างไม่มีผิดเพี้ยน และยอมรับว่าหลายๆ ครั้งก็ยังทำดีไม่เทียบเท่า

1. ละเอียด ประณีต พิถีพิถัน

คุณสมบัติของพ่อข้อนี้ตรงกันการทำงานด้านเทคนิคของปิงมากที่สุด เพราะกระบวนการผลิตต้องอาศัยความละเอียดอ่อน บางครั้งเข้มงวดมากจนฝ่ายขายยังตกใจ สำหรับปิง สินค้าแม้จะราคาสูงกว่า แต่เวลาได้สัมผัสของที่มีคุณภาพดี เราจะรู้ว่าทำไมถึงต้องจ่ายแพง 

2. ซื่อตรงต่อลูกค้า

อ้นใช้แนวคิดของพ่อข้อนี้ในการทำการขายและการตลาด ถ้าลดหรือเพิ่มบางอย่างในสินค้าต้องรีบแจ้งลูกค้า และจะไม่ทำให้ใครเข้าใจผิดเกี่ยวกับโปรโมชันโดยเด็ดขาด คำไหนคำนั้น ถ้าบอกว่าจะส่งให้วันนี้ก็ต้องได้ของวันนี้ 

3. เข้าใจผู้อื่น

ความรับผิดชอบในการเงินและบัญชีต้องเกี่ยวข้องกับคนหลายฝ่าย ต้องเจรจากับคู่ค้าหลายฝ่าย เจียวยึดความซื่อตรงและการเอาใจเขามาใส่ใจเราเป็นที่ตั้ง

เติบโตอย่างคู่ขนาน แต่สนับสนุนกันระหว่างทาง

นำง่ายฮง เป็นต้นกำเนิดที่รุ่นพ่อแม่อยากให้มีชื่อนี้อยู่เสมอ สินค้าของ boxbox และ Nameco ใช้แบรนด์ของตัวเองก็จริง แต่ถ้าลองพลิกสินค้าดูจะพบตรากระเช้าอยู่ด้านล่างเสมอ

นำง่ายฮง ไม่ใช่แค่ชื่อบริษัท แต่เป็นชื่อแซ่ ไม่ใช่แค่ธุรกิจ แต่เป็นครอบครัว เลียนเสียงมาจากคำว่า หน่าโหง่ยฮง (藍藝豐) ซึ่งแปลว่า ศูนย์รวมแห่งศิลปะ

นำง่ายฮง ไม่คิดจะเปลี่ยนเป็นอย่างอื่น แต่พร้อมรับไอเดียใหม่ๆ ที่จะทำให้ธุรกิจก้าวหน้าและเติบโตขึ้นไปได้

ทายาทรุ่น 3 นำง่ายฮง ธุรกิจพลาสติกส่งออก 40 ประเทศที่ลุกขึ้นผลิตพลาสติกย่อยสลายได้

แม้จะผ่านมา 60 ปีแล้ว ทายาทรุ่นสามยังหัวใจเต้น และนึกชมเซลล์ทุกครั้งที่เห็นสินค้าตัวเอง ไม่ว่าจะอยู่ในคลิปรายการของคนดังหรือห้องน้ำสาธารณะ

จุดเด่นของนำง่ายฮงคือสีสันสดใสที่ไม่มีการเจือปนใดๆ และเป็นพลาสติก Food Grade ทนความร้อนความเย็นได้ จุดเด่นของ boxbox คือความใสของกล่องพลาสติก และการออกแบบที่ผ่านกระบวนการคิดอย่างพิถีพิถัน จุดเด่นของ Nameco คือวัสดุที่พัฒนาจนสามารถตอบโจทย์การรักษาสิ่งแวดล้อมในวันนี้ได้อย่างดี

จุดเด่นของทายาทรุ่นนี้คือความเป็นพี่น้อง การปรับตัว และการไม่ยึดติด แต่ยึดถือหลักแนวคิดและความรักของครอบครัวที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น จากแบรนด์สู่แบรนด์

ทายาทรุ่น 3 นำง่ายฮง ธุรกิจพลาสติกส่งออก 40 ประเทศที่ลุกขึ้นผลิตพลาสติกย่อยสลายได้

นำง่ายฮง boxbox และ Nameco ดำเนินธุรกิจด้วยหัวใจหลักเดียวกันคือ การทำสินค้าที่มีคุณภาพให้ผู้ใช้ด้วยความซื่อสัตย์

บทสนทนากับทั้งสามจบลงในร้านอาหารตามสั่งใกล้โรงงานที่สมุทรปราการ เราแอบกระซิบถามเจียวที่นั่งอยู่ข้างกันว่า “กล่องทิชชูนี้ใช่ของนำง่ายฮงไหมคะ”

เธอมองแวบเดียวก่อนจะกระซิบกลับมา

“อันนี้ไม่ใช่ค่ะ”

Writer

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

ทายาทรุ่นสอง

เรื่องราวการต่อยอดธุรกิจครอบครัวในมือทายาทรุ่นต่อมา

ธุรกิจ : Wawa Group หรือ บริษัท นิวไวเต็ก จำกัด (เดิม)

ประเภทธุรกิจในอดีต : สิ่งพิมพ์

ประเภทธุรกิจในปัจจุบัน : เทคโนโลยีและอีคอมเมิร์ซ

ปีที่ก่อตั้ง : พ.ศ. 2500

อายุ : 65 ปี

ผู้ก่อตั้ง : ไว เธียรนุกุล

ทายาทรุ่นสอง : เกรียงไกร เธียรนุกุล

ทายาทรุ่นสาม : กร เธียรนุกุล

ไม่มีใครเข้าใจคำว่า Digital Disruption หรือการเปลี่ยนแปลงเฉียบพลันของเทคโนโลยีเท่ากับธุรกิจสิ่งพิมพ์อีกแล้ว

กลิ่นหมึก เสียงเครื่องจักรทำงานดังสนั่นและเครื่องพิมพ์ Mitsubishi สีฟ้ารุ่นแรกของประเทศไทยคือสิ่งที่บอกเล่าประสบการณ์ในอุตสาหกรรมการพิมพ์ของ ‘นิวไวเต็ก’ ได้เป็นอย่างดี กระดาษกองโตจำนวนมหาศาลถูกแปลงเป็นใบปลิว โบรชัวร์ คู่มือใช้งานสินค้าและอีกสารพัดสิ่งพิมพ์โฆษณาหลายล้านชิ้นในช่วงกว่า 6 ทศวรรษจากวันแรกของ ไว เธียรนุกุล ผู้ก่อตั้งสู่ปัจจุบัน กร เธียรนุกุล ทายาทรุ่นที่ 3 ซึ่งยังคงนั่งทำงานอยู่ในอาคารเก่าแก่ย่านสี่พระยานี้

จากนิวไวเต็ก สู่ Wawa Group เปลี่ยนผ่านตำนานโรงพิมพ์ 6 ทศวรรษเพื่อการแข่งขันในโลกใหม่

ผ่านจุดที่รุ่งเรืองที่สุดของวงการสิ่งพิมพ์ และจุดเปลี่ยนที่มาเยือนแท่นพิมพ์เร็วกว่าที่คิด

ว่ากันว่าคนรุ่นแรกคือผู้ก่อร่างสร้างตัวจากสองมือเปล่า และคนรุ่นสองคือผู้ต่อยอดสร้างธุรกิจให้เติบโต แต่บทถัดไปของคนรุ่นสามที่โรงพิมพ์นิวไวเต็กนี้ ต้องการเขียนประวัติศาสตร์หน้าใหม่ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลที่เชื่อมโยง 45 อุตสาหกรรมไว้ด้วยกันบนตลาดออนไลน์ เพื่อก้าวต่อไปบนเส้นทางที่ท้าทายกว่าเดิม

อยู่รอดเพื่อเติบโต

เติบโตเพื่อสร้างตำนานต่อไปในอนาคต

จากนิวไวเต็ก สู่ Wawa Group เปลี่ยนผ่านตำนานโรงพิมพ์ 6 ทศวรรษเพื่อการแข่งขันในโลกใหม่

เริ่มต้นที่ ‘เสื่อผืน หมอนใบ’

คุณกรเล่าให้เราฟังว่า คุณปู่ของเขา (ไว เธียรนุกุล) คืออีกหนึ่งตัวอย่างของคนจีนโพ้นทะเลที่มาตามหาอนาคตในเมืองไทย ยุคนั้นเทคโนโลยียังไม่ได้ใกล้ตัวและมีบทบาทกับผู้ประกอบการมากเหมือนปัจจุบัน หนทางเดียวของ ‘คนต้นตระกูล’ หรือเบบี้บูมเมอร์ทั้งหลาย คือต้องขยันทำมาหากิน หนักเบาเอาสู้และเปิดรับทุกโอกาสโดยไม่มีข้อแม้

ปู่ของเขาเห็นว่าธุรกิจสิ่งพิมพ์ยังมีโอกาสเติบโตอีกมาก เพราะคนทำโรงพิมพ์ยังมีน้อยราย จึงก่อตั้งโรงพิมพ์แห่งแรกของตระกูลที่ตลาดน้อย รับจ้างผลิตสิ่งพิมพ์เพื่อการโฆษณาตั้งแต่ พ.ศ. 2500 จนธุรกิจเติบโตมากขึ้นจึงย้ายมาโรงพิมพ์แห่งใหม่ย่านสี่พระยา ซึ่งใช้เป็นที่ตั้งของบริษัทมาจนถึงปัจจุบัน

“คุณปู่เล่าว่าแต่ก่อนตรงสี่พระยาโล่งมาก จากนั้นก็เริ่มมีคนจีนเข้ามาทำมาหากิน สังเกตดูชื่อบริษัทแถวนี้จะเป็นชื่อภาษาจีนหมดเลย”

โรงพิมพ์นิวไวเต็กในยุคเริ่มต้นเน้นพิมพ์สื่อโฆษณาเป็นหลัก จนเมื่อธุรกิจถูกส่งต่อให้กับลูกชายคนโตอย่าง เกรียงไกร เธียรนุกุล ทายาทรุ่นสองจึงหันมาขยายตลาดในธุรกิจสิ่งพิมพ์ปลอดการปลอมแปลงหรือ Security Prining สำหรับลูกค้ากลุ่มธนาคาร ซึ่งผลตอบรับดีมาก หลายสถาบันการเงินรวมทั้งแบรนด์ยักษ์ใหญ่อย่าง American Express ต่างก็เป็นลูกค้าของที่นี่ทั้งนั้น เนื่องจากการพิมพ์ลักษณะนี้ต้องอาศัยเทคโนโลยีขั้นสูงและมีเพียงไม่กี่โรงพิมพ์ที่ทำได้ ขณะเดียวกันสิ่งพิมพ์โฆษณาที่เป็นรายได้สำคัญก็ยังเติบโตต่อเนื่องด้วย

“สมัยผมยังเด็ก ธุรกิจโรงพิมพ์ดีมาก ทำงานกัน 7 วันแทบไม่หยุดเพราะงานล้นมือ ตั้งแต่จำความได้ ผมเดินเข้าไปในโรงพิมพ์ก็เห็นเครื่องพิมพ์ทำงานเสมอ วุ่นวายมาก กลับมาดึกแค่ไหนก็เห็นคนงานเดินไปมา รถจัดส่งวิ่งเข้าออกตลอด โกดังที่นี่ไม่ได้ใหญ่เท่าคนอื่น ก็ต้องบริหารจัดการพื้นที่ให้ดี อยู่ข้างนอกเวลาเจอใบปลิวของแบรนด์ดัง ๆ ที่พิมพ์จากโกดังเรา ก็ภูมิใจว่านี่มันของบ้านเราพิมพ์นี่นา”

จากนิวไวเต็ก สู่ Wawa Group เปลี่ยนผ่านตำนานโรงพิมพ์ 6 ทศวรรษเพื่อการแข่งขันในโลกใหม่
จากนิวไวเต็ก สู่ Wawa Group เปลี่ยนผ่านตำนานโรงพิมพ์ 6 ทศวรรษเพื่อการแข่งขันในโลกใหม่

งานพิมพ์ที่ดีเขาดูกันอย่างไร

คุณกรบอกว่าคนในวงการพิมพ์จะดูกันที่เม็ดสี เมื่อพิมพ์งานเสร็จแล้ว เม็ดสีต้องไม่เหลื่อมกัน ผู้เชี่ยวชาญจะใช้กล้องส่องแบบเดียวกับการตรวจสอบอัญมณี เพื่อดูว่างานพิมพ์คมชัดหรือไม่ การลงทุนซื้อเครื่องพิมพ์คุณภาพสูงจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ช่วยสร้างความสามารถในการแข่งขันให้ทัดเทียมหรือเหนือกว่าคู่แข่งได้ แม้จะต้องใช้เงินราว 30 – 40 ล้านบาทต่อเครื่อง แต่การทำธุรกิจในช่วง ‘ขาขึ้น’ อย่างไรเสียก็มีกำไร โรงพิมพ์นิวไวเต็กไว้เวลาเพียง 2 – 3 ปีเท่านั้นก็คืนทุนแล้ว

คำสอนที่คุณปู่สอนคุณพ่อ และคุณพ่อก็สอนเขาต่อกันมาคือ “ทำธุรกิจอะไรก็ได้ แต่ขอให้สุจริต ไม่เบียดเบียนคนอื่น” คุณกรจึงเชื่อว่าธุรกิจต้องยึดเรื่องความดีเป็นหลักก่อน ไม่นานจากก้าวแรก นิวไวเต็กเติบโตมากขึ้นจากรุ่นที่หนึ่งไปสู่รุ่นที่สอง ในยุคที่การพิมพ์เฟื่องฟูที่สุดได้

คุณพ่อเกรียงไกร เป็นที่นับหน้าถือตาในอุตสาหกรรมนี้มานานแล้ว เคยดำรงนายกสมาคมการพิมพ์ไทยมาหลายสมัย และมีส่วนผลักดันให้เกิดนิคมอุตสาหกรรมสินสาคร (ตำบลโคกขาม อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร) ซึ่งเป็นคลัสเตอร์ธุรกิจการพิมพ์แห่งแรกของประเทศไทย ความมุ่งมั่นในตอนนั้นคือการยกระดับวงการการพิมพ์ โดยมีคู่เทียบที่สำคัญคือประเทศสิงคโปร์ ซึ่งเป็นศูนย์กลางการพิมพ์ของเอเชีย ทั้งที่มีขนาดเล็กกว่าประเทศไทยและจำนวนอุตสาหกรรมก็น้อยกว่า จึงเป็นที่มาของพื้นที่อุตสาหกรรมการพิมพ์ขนาดใหญ่และสถาบันการพิมพ์ไทย (Thai Printing Academy) ผลิตคนมีฝีมือออกไปสร้างชื่อเสียงในเวทีสากลจนถึงทุกวันนี้

“ตอนนั้นเป็นยุครุ่งเรืองของธุรกิจการพิมพ์ ราคางานพิมพ์ดีมาก เราเลือกลูกค้าเองด้วยซ้ำว่าเราอยากจะทำให้ใคร แต่เดี๋ยวนี้ลูกค้าเป็นฝ่ายเลือกเรา เพราะอุปสงค์ต่ำกว่าอุปทานมาก แถมสู้ราคากันจนกำไรแทบไม่มี”

ขึ้นชื่อว่าโลกธุรกิจ ไม่เคยมีอะไรง่ายและจะไม่มีวันง่าย การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นตลอดเวลา ภาพอดีตที่หอมหวานผ่านไปอย่างรวดเร็ว สื่อดิจิทัลขยายตัวสอดรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง เสน่ห์ของสิ่งพิมพ์จึงแทบไม่เหลือเค้าโครงเดิมที่เคยมีอีกต่อไป

จากนิวไวเต็ก สู่ Wawa Group เปลี่ยนผ่านตำนานโรงพิมพ์ 6 ทศวรรษเพื่อการแข่งขันในโลกใหม่
จากนิวไวเต็ก สู่ Wawa Group เปลี่ยนผ่านตำนานโรงพิมพ์ 6 ทศวรรษเพื่อการแข่งขันในโลกใหม่

เทคโนโลยีป่วน ธุรกิจเปลี่ยน

เดิมคุณกรมีแผนไปเรียนต่อต่างประเทศ หลังจากเรียนจบจากคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แต่แล้วโชคชะตาก็พลิกผัน เมื่อต้องกลับมาช่วยธุรกิจครอบครัวเร็วกว่าที่คิด เนื่องจากคุณน้าซึ่งเป็นกำลังหลักฝั่งทีมขายเสียชีวิต เขาจึงต้องรับหน้าที่ดูแลลูกค้ารายใหญ่ต่อ ในวันที่อะไร ๆ ก็ไม่เป็นใจเอาเสียเลย

“ผมไปคุยกับลูกค้ารายใหญ่ทั้งหมด เพื่อแนะนำตัวว่ามาทำแทนคุณน้า เรื่องนี้เกิดขึ้นในช่วงไม่ถึง 10 ปีที่ผ่านมานี้เอง จำได้เลยว่าเจอลูกค้าอินเดีย เขาบอกผมว่ามีข่าวร้ายนะ คืองบประมาณโฆษณาสื่อออฟไลน์สำหรับการทำการตลาดก็คือสิ่งที่เราทำให้ทั้งหมด จะโดนหั่นออกไป 80 เปอร์เซ็นต์ ตอนนั้นคนเริ่มนิยมใช้เฟซบุ๊กและยูทูบกันมากแล้ว เห็นว่าช่องทางการทำการตลาดออนไลน์มีประสิทธิภาพมากกว่า ตรวจสอบได้เลย คนก็เทเงินไปการตลาดออนไลน์กัน วันนั้นผมรู้เลยว่า สิ่งที่เราทำอยู่ไม่ทันสมัยแล้ว มันไม่ใช่แล้วล่ะ”

คุณกรพบว่าลูกค้ารายอื่น ๆ ก็บอกกับเขาแบบนี้เช่นกัน จึงปรึกษากับคุณพ่อในฐานะนักธุรกิจใหญ่ซึ่งเห็นสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงมาก่อนหน้านี้ จากการเดินทางไปดูงานในต่างประเทศ และพบว่าการพิมพ์เพื่อการโฆษณาไม่ได้มีอนาคตที่สดสดใสอีกต่อไป สองพ่อลูกนั่งคุยกันว่าจะทำอย่างไรกับธุรกิจของครอบครัว ซึ่งเวลานั้นโรงพิมพ์หลายรายเริ่มหันไปผลิตบรรจุภัณฑ์แทน เพื่อสอดรับกับการขายของออนไลน์ที่เติบโตมากขึ้น ปรับแต่งเครื่องจักรและกระบวนการเข้าไปก็ทำให้เห็นทางออกเพื่อหนีตายได้

แต่นั่นไม่ใช่ทางที่คุณกรเลือก

เขาคิดว่าถึงเวลาแล้วที่ต้องทำสิ่งใหม่โดยไม่ยึดโยงกับอุตสาหกรรมเดิม นั่นคือแพลตฟอร์มออนไลน์ในชื่อ Wawa Pack เป็นการต่อยอดจากความรู้ด้านบรรุภัณฑ์และเครือข่ายทางธุรกิจที่ครอบครัวมี ตั้งเป้าเป็นตลาดออนไลน์สำหรับกลุ่มผู้ประกอบการบรรจุภัณฑ์และคู่ค้าหรือ B2B โดยเฉพาะ โดยที่คุณกรต้องดูแลทั้งธุรกิจสิ่งพิมพ์ที่เป็นหลักยึดของครอบครัวและธุรกิจดิจิทัลไปพร้อม ๆ กัน

เปิดทางให้ทายาทรุ่นสามพาธุรกิจครอบครัวเข้าสู่ตลาดใหม่ พลิกโรงพิมพ์เก่าเป็นอีคอมเมิร์ซเพื่อผู้ประกอบการอุตสาหกรรมไทย

“Wawa Pack เริ่มจากทีมเล็ก ๆ เราดึงพนักงานนิวไวเต็กที่ดูมีหน่วยก้านดีมาร่วมกันทำงาน จะสัมภาษณ์ดูความเข้าใจว่าเขารู้จักเทคโนโลยีมากน้อยแค่ไหน เปิดรับสิ่งใหม่ ๆ หรือเปล่า และให้ลองมาทำกันจริง ตอนนั้นคุณพ่อและผู้ใหญ่ในครอบครัวเขาก็ไม่ได้ปิดกั้นแต่ก็มีข้อสงสัยในใจ อย่างลงทุนของโรงพิมพ์ยังได้เห็นเครื่องจักรที่จับต้องได้ รู้ว่ามีสินทรัพย์เท่าไหร่ ขายต่อก็ได้ แต่มาทำเทคโนโลยีแพลตฟอร์มจับต้องไม่ได้ ก็เลยกล้า ๆ กลัว ๆ คิดกันว่ามันจะดีหรือเปล่า แถมลงทุนเยอะด้วย พอไม่ใช้แล้วจะขายต่อก็ไม่ได้มีมูลค่าอะไรอีก หายไปเลย ไม่เหมือนเครื่องจักรที่ขายต่อมือสองหรือขายเป็นเศษเหล็กได้”

เป็นเรื่องธรรมดาของคนรุ่นใหม่ที่ต้องสานต่อธุรกิจของครอบครัว ทุกคนจะต้องพิสูจน์ฝีมือการบริหารธุรกิจเพื่อซื้อใจหัวหน้าคนสำคัญ ซึ่งก็คือบุพการีหรืออาจเป็นญาติผู้ใหญ่ที่ยังมีบทบาทและอำนาจตัดสินใจในองค์กร ทายาทรุ่นสามของนิวไวเต็กเชื่อว่าการยืมปากคนอื่นมาพูดแทน คือวิธีการที่ช่วยได้มาก จึงสมัครเข้าแข่งขันตามเวทีแข่งขันหรือพิชชิ่งของกลุ่มสตาร์ทอัพ เพื่อทำให้ ‘คนนอก’ มาช่วยรับรองวิธีคิดและไอเดียของเขาว่าน่าสนใจและทำได้จริงผ่านรางวัลต่าง ๆ ที่คว้ามาได้

เปิดทางให้ทายาทรุ่นสามพาธุรกิจครอบครัวเข้าสู่ตลาดใหม่ พลิกโรงพิมพ์เก่าเป็นอีคอมเมิร์ซเพื่อผู้ประกอบการอุตสาหกรรมไทย
เปิดทางให้ทายาทรุ่นสามพาธุรกิจครอบครัวเข้าสู่ตลาดใหม่ พลิกโรงพิมพ์เก่าเป็นอีคอมเมิร์ซเพื่อผู้ประกอบการอุตสาหกรรมไทย

“มีอยู่ครั้งหนึ่ง ผมบอกเขาว่าจะไปหาลูกค้าของโรงพิมพ์นะ แต่ที่จริงผมไปพิชชิ่งกับกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมแทน หายไป 3 วันเลย คุณพ่อก็เข้าใจว่าผมไปหาลูกค้า จนผมก็ได้รางวัลรองชนะเลิศกลับมา นั่นเป็นเวทีแรกเลย ผมแบกรางวัลมาโชว์ให้พวกเขาเห็นว่างานของผมมีคนซื้อไอเดียนะ ก็เลยสร้างความน่าเชื่อถือได้มากขึ้น เขาเลยให้ลอง หลังจากนั้นก็ยังไปประกวดอีกหลายเวที 

“ทำ Wawa Pack ถือว่าท้าทายมาก เพราะตลาดออนไลน์แบบ B2B ตอนนั้นเป็นเรื่องที่ใหม่มาก ผมอายุน้อย คนที่คุยด้วยก็เป็นคนรุ่นพ่อ ถ้าเจอคนต่างรุ่นก็ต้องใช้รางวัลและการรับรองที่ได้ทั้งจากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA) รวมทั้งกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม มาสร้างความมั่นใจ จะดูน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น”

เมื่อโจทย์เก่าถูกแก้ด้วยวิธีการใหม่ ก็มักจะมีโจทย์ใหม่เข้ามาทายเสมอ

การเดินทางจากนิวไวเต็กจึงไม่ได้จบแค่เพียง Wawa Pack เท่านั้น

ฝันใหญ่ที่ต้องไปให้ถึงกับแพลตฟอร์มสินค้าอุตสาหรรมของคนไทย

เมื่อธุรกิจใหม่ขยายตัวได้พอสมควร จนมีสินค้ากว่า 3,000 รายการในระยะเวลาไม่กี่เดือนจากผู้ขายนับร้อยราย คุณกรเห็นโอกาสต่อยอดจากห่วงโซ่อุปทานที่หลายบริษัทบนแพลตฟอร์มมี ซึ่งไม่ได้ทำแค่บรรจุภัณฑ์เท่านั้น ยังมีสินค้ากลุ่มอื่นอีกมากในฐานะผู้ผลิตรายใหญ่ที่มีศักยภาพด้วย

“ลูกค้าก็มาคุยว่าในเครือของเขามีสินค้าประเภทอื่นอีกเยอะ ถ้าเอาสินค้าทั้งบริษัทเขามาขายบนแพลตฟอร์มนี้ได้หรือเปล่า ก็เลยเกิดไอเดียว่านี่อาจเป็นโอกาสครั้งใหญ่ของเรา เพราะถ้าจำกัดแค่บรรจุภัณฑ์ ตลาดก็จะแคบ แต่ถ้าคนต้องการสินค้าประเภทอื่นด้วยมันก็ขายได้ ผมจึงตัดสินใจเปลี่ยนชื่อจาก Wawa Pack เป็น myWawa ซึ่งตั้งเป้าจะเป็นตลาดออนไลน์ของ 45 กลุ่มอุตสาหกรรมไปเลย”

สิ่งที่น่าทึ่งของการเชื่อมจุดในโลกธุรกิจ คือจะมีจุดใหม่ ๆ ให้เชื่อมต่อไปเสมอ

แม้จะยังไม่ได้เปิดตัวในวงกว้างอย่างเป็นทางการ ปัจจุบันแพลตฟอร์ม myWawa มียอดขายเกิดขึ้นระดับพันล้านบาท จากผู้ขายรายใหญ่ที่มีความเคลื่อนไหวประจำหลายสิบราย สำหรับเป้าหมายในอนาคต คุณกรต้องการดึงกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก (SMEs) เข้ามามากขึ้น เพื่อให้ครอบคลุมและเป็นพื้นที่ของผู้ประกอบการไทยโดยคนไทยอย่างแท้จริง โจทย์สำคัญที่ต้องแก้ของคนตัวเล็กคือข้อจำกัดด้านบุคลากร เทคโนโลยีและองค์ความรู้ที่ต้องช่วยกันเปลี่ยนผ่านธุรกิจไปสู่โลกดิจิทัลด้วยกัน

เปิดทางให้ทายาทรุ่นสามพาธุรกิจครอบครัวเข้าสู่ตลาดใหม่ พลิกโรงพิมพ์เก่าเป็นอีคอมเมิร์ซเพื่อผู้ประกอบการอุตสาหกรรมไทย

ธุรกิจใหญ่ไปได้ ธุรกิจก็ต้องมีทางเดินด้วย

สำหรับโครงสร้างองค์กรนั้น นิวไวเต็กจะเป็นเหมือน ‘ยานแม่’ หรือบริษัทโฮลดิ้งของ Wawa Group ที่แบ่งธุรกิจออกเป็น 3 ส่วน ประกอบด้วยกลุ่มแรกคือ Wawa Service and Marketing Group นั่นคือแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ myWawa ที่เป็นทั้งตลาดและการบริการลูกค้า กลุ่มที่สองคือ Wawa Financial Group ธุรกิจด้านความปลอดภัยที่เข้ามาช่วยเสริมแพลตฟอร์มให้แข็งแรง เพื่อการยืนยันตัวตนของผู้ใช้งานและการชำระเงินที่ปลอดภัย และกลุ่มที่สามคือ Wawa Logistics Group ธุรกิจบริหารจัดการการขนส่งที่เกิดขึ้นบน myWawa

ความท้าทายของตลาด B2B คือมีปริมาณการซื้อขายที่ใหญ่ ผ่านกระบวนการทางธุรกิจที่มากกว่าการขายปลีกโดยตรงให้กับผู้บริโภค ผู้ซื้อสินค้าจะสอบถามราคาสินค้าโดยอ้างอิงจากปริมาณที่ต้องการจากนั้นผู้ขายจะเสนอราคา ต่อรองเพื่อให้ได้ข้อตกลงที่พอใจทั้งสองฝ่าย จากนั้นจึงเปิดคำสั่งซื้อพร้อมกับตกลงเงื่อนไขการชำระเงินในรูปแบบเครดิตเทอม ซึ่งระบบของ myWawa ต้องรองรับขั้นตอนที่สลับซับซ้อนเหล่านี้ทั้งหมด ครอบคลุมตั้งแต่การสอบถามสินค้าไปจนถึงการจัดส่งถึงโรงงาน

“อย่างเรื่องการขนส่ง เขาไม่ได้ส่งกันเป็นชิ้น แต่ส่งเป็นรถคันใหญ่ทีละ 50 – 60 ลัง ดังนั้น จะใช้ขนส่งรูปแบบเดิมไม่ได้ เราจะใช้แบบเหมาทั้งคัน จะขนของขึ้นเต็มคันหรือครึ่งคันก็ตามที ค่าขนส่งจะถูกลง เรื่องนี้คนทำธุรกิจส่วนใหญ่คุ้นเคยดี จะต่อรองกันอยู่แล้วว่าถ้าส่งปริมาณมาก ๆ จะมีส่วนลดเพิ่มหรือเปล่า พอตกลงกันได้ก็คุยกันเรื่องเงื่อนไขการชำระเงินต่อ ส่วนใหญ่ใช้การโอนเงินหรือจ่ายเช็คกันทั้งนั้น”

กลายเป็นธุรกิจอีคอมเมิร์ซแบบเต็มตัว เหลือภาพแท่นพิมพ์และกลิ่นหมึกเป็นความทรงจำสีจาง ๆ เท่านั้น

“คุณพ่อผมเห็นธุรกิจการพิมพ์ที่รุ่งโรจน์มาก ๆ มาวันนี้ต้องเปลี่ยนผ่านแล้ว เขารู้นะว่าต้องหันไปทำอย่างอื่นมากขึ้น แต่ก็ทำใจได้ยากอยู่ดี ต้องใช้เวลา เราคิดกันว่ามาถูกทางแล้วล่ะ ผลตอบรับค่อนข้างดี สมัยก่อนนิวไวเต็กเป็นตัวบอกว่าเราคือใคร ตอนนี้ก็จะไปอยู่เบื้องหลังและใช้ Wawa Group นำหน้าแทน ตอนนี้พนักงานของนิวไวเต็กน้อยลงมาก หลายคนก็เกษียณไปแล้ว บางคนบอกว่าเห็นคุณกรตั้งแต่แรกเกิด คนที่อยู่ตอนนี้เราก็ยังให้เขาทำงาน แต่ไม่ได้รับคนและไม่ได้ลงทุนเพิ่มแล้ว”

เปิดทางให้ทายาทรุ่นสามพาธุรกิจครอบครัวเข้าสู่ตลาดใหม่ พลิกโรงพิมพ์เก่าเป็นอีคอมเมิร์ซเพื่อผู้ประกอบการอุตสาหกรรมไทย

ส่งต่อความคิด สื่อสารเพื่อความเข้าใจ

ธุรกิจครอบครัวที่ดำเนินการมายาวนานมักจะเจอปัญหาการทำงานของคนต่างรุ่น คนรุ่นเก่าถือเป็นหลักสำคัญที่ช่วยเจ้าของธุรกิจสร้างเนื้อสร้างตัว อยู่รอดจนเติบโตได้ ขณะที่คนรุ่นใหม่ก็เป็นเรี่ยวแรงที่เป็นอนาคตเพื่อสานต่อและเปลี่ยนผ่านองค์กรไปสู่สิ่งใหม่ คุณกรในฐานะทายาทรุ่นสามเชื่อว่าการสื่อสารระหว่างกันเป็นเรื่องสำคัญที่สุด ที่จะผสานศักยภาพของคนในองค์กรเข้าด้วยกันได้

“คนรุ่นเก่าไม่ใช่ไม่เก่งนะ เขามีประสบการณ์เยอะมาก เรื่องอะไรที่เขาเคยผิดพลาด เราก็รับฟังและเอามาใช้ แต่ไม่ไปบังคับให้เขามาเชี่ยวชาญเทคโนโลยีแบบเด็ก ๆ เราเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ได้เติบโตโดยที่ไม่มีคนรุ่นเก่ามาคอยดึงเขาไว้ ต้องรักษาสมดุล หน้าที่ของซีอีโอคือการทำให้คนทั้งสองรุ่นทำงานด้วยกันได้ Wawa Group จะวิ่งไปข้างหน้าและดึงคนเก่ง ๆ เข้ามาให้ได้ ต้องเป็นมืออาชีพเหมือนกับองค์กรระดับโลกที่คนอยากเข้ามาทำงาน ไม่เพียงแต่คนไทย คนต่างชาติก็ต้องอยากมาทำงานกับเราด้วย”

คุณกรในวันนี้เป็นทั้งลูกชายคนโตของครอบครัว และหลานชายคนโตของตระกูลเธียรนุกุล อีกบทบาทที่สวยงามคือการเป็นคุณพ่อของลูกชายตัวน้อย ๆ ซึ่งเขาตั้งใจว่าจะไม่บังคับให้ลูกมาสานต่อธุรกิจถ้าเขาไม่ได้สนใจจะทำ อย่างไรก็ตาม องค์กรนี้ต้องเปลี่ยนผ่านไปสู่องค์กรมืออาชีพอยู่ดี การเปิดโอกาสให้ลูกได้คิดและลองทำสิ่งที่ตัวเองชอบจึงสำคัญมากกว่า

“ถ้าเขาอยากทำอย่างอื่น อย่างเป็นนักกีฬาหรือนักดนตรี ผมก็จะให้เขาทำ ไม่ห้าม พยายามจะไม่ให้บรรยากาศองค์กรเป็นกงสี อยากให้เป็นมืออาชีพ ถ้าลูกจะเข้ามาทำก็ควรมีฝีมือ ต้องเริ่มต้นจากศูนย์ก่อน ไม่ใช่ว่าเป็นลูกผมแล้วมาเป็นผู้จัดการได้เลย

“ผมบอกเสมอว่าสตาร์ทอัพของผมไม่ได้เริ่มมาจากโรงรถ เราเริ่มจากโรงพิมพ์ ความท้าทายของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ถึงผมไม่ได้เริ่มจากศูนย์ แต่ก็มีตำนานธุรกิจของครอบครัวอยู่ ความยากคือทำอย่างไรผู้ใหญ่จะยอมรับและมั่นใจในตัวเรา ต้องทำให้เขาเปิดใจและอยากลองสิ่งใหม่กับเรา มันใช้เวลาและความอดทนนะ การเปลี่ยนผ่านธุรกิจครอบครัวไม่มีสูตรสำเร็จ แต่ละที่มีวิถีไม่เหมือนกัน แต่เริ่มต้นเหมือนกันได้คือ การสื่อสารที่ดี เข้าใจปัญหาซึ่งกันและกัน และดูว่ามีทางแก้อะไรได้บ้าง”

ไม่เคยมีสูตรสำเร็จที่ตายตัว มีแต่ธุรกิจที่ตายไปจากระบบเพราะยึดติดกับความสำเร็จเดิม ชื่อนิวไวเต็กจะยังคงอยู่ต่อไป แต่ขับเคลื่อนด้วยเครื่องจักรใหม่ ๆ ที่ยืดหยุ่นมากพอกับการเปลี่ยนแปลงในวันข้างหน้า

ใครที่ไม่เปลี่ยน สักวันก็ต้องถูกบังคับให้เปลี่ยนอยู่ดี

เปิดทางให้ทายาทรุ่นสามพาธุรกิจครอบครัวเข้าสู่ตลาดใหม่ พลิกโรงพิมพ์เก่าเป็นอีคอมเมิร์ซเพื่อผู้ประกอบการอุตสาหกรรมไทย

Writer

มนต์ชัย วงษ์กิตติไกรวัล

นักข่าวธุรกิจที่ชอบตั้งคำถามใหม่ๆ กับโลกใบเดิม เชื่อว่าตัวเองอายุ 20 ปีเสมอ และมีเพจชื่อ BizKlass

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load