01

แนวคิด Contemporary Collecting หรือการสะสมวัตถุร่วมสมัย กำลังได้รับความสนใจอย่างมากในวงการมิวเซียมสากล

พวกเขาหันเหจากพันธกิจการเก็บวัตถุโบราณหายากในอดีต มาเก็บสิ่งของสามัญ และบ้างเป็นของที่มีอยู่ดาษดื่น ‘หาง่าย’ ในปัจจุบันแทน อาทิ พิพิธภัณฑ์ V&A Museum เลือกเก็บผลิตภัณฑ์ขนตาปลอมที่มีพรีเซนเตอร์เป็นนักร้องชื่อดัง เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของกระแสบริโภคนิยม และการใช้ทรัพยากรการผลิตอย่างฟุ่มเฟือย หรือที่ Museum of London ซึ่งเก็บภูเขาไขมัน (Fatberg) ที่อุดตันท่อน้ำทิ้งใต้ดิน โดยมองว่าเจ้าก้อนสิ่งปฏิกูลนี้บ่งบอกถึงวิถีชีวิต รวมถึงปัญหาการทิ้งขว้างขยะของคนเมืองในยุคนี้ 

ตัดภาพกลับมาที่ประเทศไทย เรามีโอกาสไปพูดคุยเรื่องพิพิธภัณฑ์แห่งหนึ่ง ชื่อว่า ‘พิพิธภัณฑ์สามัญชน’ ที่กำลังใช้แนวคิดเดียวกันนี้ในการสะสมสารพันสิ่งของร่วมสมัย เพื่อเป็นหมุดหมายของภาพรวมประวัติศาสตร์บ้านเราในอนาคต โดยพิพิธภัณฑ์นี้จัดเก็บวัตถุที่มาจากการประท้วงเรียกร้องทางการเมืองตั้งแต่อดีต (เท่าที่หาได้) จวบจนปัจจุบัน ตอนนี้มีของในสะสมนับพันชิ้นและมีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทุกวัน แถมยังมีนิทรรศการหมุนเวียนตามพื้นที่จังหวัดต่างๆ ในหลายภาคทั่วประเทศ อย่างไรก็ดี ที่นี่มีผู้ดูแลทุกสิ่งอย่างเพียงคนเดียว นั่นคือ อานนท์ ชวาลาวัณย์ หรือ พี่แว่น  

“ข้างบนมีอีกเยอะมาก รกไปหมด ต้องขอโทษด้วย อันนี้แค่สองสามเปอร์เซ็นต์ของทั้งหมดเองนะ” พี่แว่นขอโทษขอโพยขณะยกกล่องกระดาษใบใหญ่มาให้ดู 

พิพิธภัณฑ์สามัญชน โดยสามัญชนผู้สะสมวัตถุการประท้วงทางการเมืองตั้งแต่ พ.ศ. 2476 จน 2563

เขาอธิบายให้เราฟังว่า ตอนนี้พิพิธภัณฑ์ของเขายังไม่มีพื้นที่จัดแสดงถาวร นอกจากตัวเพจพิพิธภัณฑ์สามัญชน Museum of the Commonners จากนั้นเขาค่อยๆ หยิบของออกมาจัดเรียงบนโต๊ะด้านหน้าเรา มีทั้งโบราณวัตถุอย่าง ‘เหรียญปราบกบฏ’ เหรียญที่ระลึกซึ่งทำแจกผู้สนับสนุนรัฐบาลคณะราษฎรในการปราบกบฏคณะกู้บ้านกู้เมืองเมื่อ พ.ศ. 2476 จวบจนไอคอนแห่งการประท้วง พ.ศ. 2553 อย่าง ‘ตีนตบ’ อีกทั้งเสื้อยืดพิมพ์ลายประกาศหลากหลายอุดมการณ์ละลานตาไปหมด 

พิพิธภัณฑ์สามัญชน โดยสามัญชนผู้สะสมวัตถุการประท้วงทางการเมืองตั้งแต่ พ.ศ. 2476 จน 2563

พี่แว่นเน้นย้ำกับเราว่า การจัดการของเขาอาจจะไม่ดีนัก อย่างที่บอกเราว่า “ตามมีตามเกิด” เนื่องจากเขาเองมีงานประจำเป็นเจ้าหน้าที่ศูนย์ข้อมูลกฎหมายและคดีเสรีภาพ โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) ซึ่งในสถานการณ์ปัจจุบันงานก็ล้นมืออยู่แล้ว 

“ก็ยังเก็บไปเรื่อยๆ แหละ ผู้บริจาคไม่ประสงค์ออกนาม” 

พี่แว่นชูเสื้อยืดสีขาวที่มีสีน้ำเงินสาดกระเซ็นเป็นรอยไปทั้งตัว พร้อมทั้งสายรัดข้อมือในการจับกุม เราจำได้ทันทีว่ามาจากคณะราษฎรอีสาน จากการชุมนุมเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ด้านหน้าเสื้อสกรีนว่า Back to the Future ชวนให้ขบคิดถึงวนวัฏจักรการแสดงออกทางการเมืองในบ้านเราอย่างน่าสนใจ

02

ประเด็นแรกที่เราเริ่มคุยกันคือจุดเริ่มต้นความสนใจในการสร้างมิวเซียมของพี่แว่น ซึ่งถ้าย้อนไปน่าจะมาจากความสนใจเรื่องราวประวัติศาสตร์ตั้งแต่เด็กของเขา เมื่อถูกถามว่าทำไมถึงชอบ เขาจึงตอบว่า

“ก็เกลียดเลขอะ” พี่แว่นหัวเราะ “ตอนจบมอหกผมยังติดศูนย์วิชาเลขเลยนะ ไม่ได้ซ่อมด้วย ทิ้งแม่งเลย แต่วิชาประวัติศาสตร์นี่ชอบ อ่านเพลินเลย มันเป็น Storytelling แบบหนึ่ง สมัยเด็กไม่ได้มีการวิพากษ์อะไรจริงจัง จำได้เลยว่าช่วงมัธยมก็เคยยืมหนังสือ อาจารย์ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ว่าด้วยบันทึก 14 ตุลา มาอ่าน ก็อ่านไม่รู้เรื่อง ด้วยความเป็นเด็กไง” 

พิพิธภัณฑ์สามัญชน โดยสามัญชนผู้สะสมวัตถุการประท้วงทางการเมืองตั้งแต่ พ.ศ. 2476 จน 2563

พี่แว่นบอกเราว่า จุดเปลี่ยนที่ทำให้เขาหันมาสนใจการวิพากษ์ประวัติศาสตร์ที่ตนอ่านนั้น เกิดขึ้นในห้องเสวนาห้องหนึ่งที่เขาพลัดหลงเข้าไปช่วงเรียนมหาวิทยาลัย 

“เป็นหัวข้อซึ่งสมัยนั้นก็ถือว่าแรงนะ คือศาสนาจำเป็นอย่างไร จัดโดยกลุ่มประชาธิปไตยแรงงาน ซึ่งหนึ่งในผู้จัดตอนนั้นคือ ใจลส์ ใจ อึ๊งภากรณ์ ซึ่งปัจจุบันนี้ลี้ภัยไปแล้ว” พี่แว่นนึกย้อนถึงการ ‘เบิกเนตร’ ครั้งสำคัญ

“ตอนนั้นเราก็คิดว่า เออ พวกนี้มันบ้ารึเปล่า แต่เราก็ไม่ใช่พวกที่ชอบเถียงหรือด่าอะไร เราฟังและลองคิดวิเคราะห์ตามเหตุผลของเขา มันแล้วแต่บุคลิก บางคนถ้าเป็นคนแข็ง ยึดมั่นถือมัน พอไปอยู่ตรงนั้นคงจะด่าแล้วเดินออกไป” 

พิพิธภัณฑ์สามัญชน โดยสามัญชนผู้สะสมวัตถุการประท้วงทางการเมืองตั้งแต่ พ.ศ. 2476 จน 2563

เหตุการณ์วันนั้นต่างจากพื้นเพโรงเรียนเดิมที่เป็นอนุรักษ์นิยมของเขาอย่างสิ้นเชิง หลังจากนั้นเขาจึงเริ่มเข้าร่วมกิจกรรมกับกลุ่มประชาธิปไตยแรงงานมากขึ้น เริ่มตั้งคำถามกับสิ่งที่เรียนมากขึ้น 

“วิชาประศาสตร์ไทยที่เคยต้องเรียนมีสองเล่ม เล่มแรกคือ สุโขทัยถึงอยุธยาเสียกรุง เล่มต่อมาคือ รัตนโกสินทร์ถึงรัชกาลที่ 7 ส่วนประวัติศาสตร์จาก พ.ศ. 2475 จนปัจจุบันกลายเป็นวิชาเลือกเสรี จะเรียนก็ได้ไม่เรียนก็ได้ เราก็ อ้าวเฮ้ย! ทำไมเรื่องใกล้ตัวเราไม่ถูกบังคับให้เรียน แต่ต้องไปจำเรื่องไกลออกไป ตอนสอบอาจารย์ให้เขียนตอบคำถามว่า ชื่นชอบพระมหากษัตริย์ไทยสมัยอยุธยาพระองค์ใดที่สุด ผมได้แต่เขียนวิจารณ์พระนเรศวรรัวๆ เลย จำได้ว่าได้เกรด G (Good) นะ ทั้งๆ ที่อาจารย์น่าจะเป็นอนุรักษ์นิยม แปลว่าเขาก็เปิดกว้างให้แนวคิดของเราเหมือนกัน”

03

ในช่วงมหาวิทยาลัย พี่แว่นเคยร่วมงานกับเจ้าหน้าที่ของ International Institute of Social History จากประเทศเนเธอร์แลนด์ ซึ่งเป็นหอจดหมายเหตุรวบรวมสิ่งของในการเคลื่อนไหวภาคประชาชนจากทั่วโลก ทำให้เริ่มเห็นว่ามีไอเดียการเก็บของในลักษณะนี้ 

นอกจากนั้น เขายังได้แรงบันดาลใจจากการไปเที่ยวชมพิพิธภัณฑ์ในประเทศต่างๆ อาทิ ที่พิพิธภัณฑ์ของ Redcross ในเมืองเจนีวา พี่แว่นประทับใจเรื่องราวการนำเสนอของ Redcross ที่เล่าว่าตนเป็นองค์กรกลางที่เอาจดหมายจากเชลยศึกสงครามไปส่งให้ครอบครัว 

พิพิธภัณฑ์สามัญชน โดยสามัญชนผู้สะสมวัตถุการประท้วงทางการเมืองตั้งแต่ พ.ศ. 2476 จน 2563

ที่พิพิธภัณฑ์ Holocaust ที่ฟลอริดา พี่แว่นได้เห็นการจัดแสดงเสื้อผ้าคนยิวที่น่าจะเอามาจากสถานกักกัน กองอยู่อย่างน่าหดหู่ ไปจนถึงที่เขมร ซึ่งพี่แว่นยังจำการเอารูปถ่ายของคนที่ถูกจับมาเรียงกันอยู่ด้านหน้าที่พิพิธภัณฑ์ จากเหตุการณ์สังหารหมู่ที่โตลเสลง 

“อาจจะใช้คำว่าชอบไม่ได้ แต่มันมีบางอย่างในนิทรรศการเหล่านี้ที่ทำงานกับเราแหละ” 

พี่แว่นชี้ว่าอีก 2 พิพิธภัณฑ์เมืองนอกที่เชื่อมโยงกับพิพิธภัณฑ์สามัญชนของเขาอย่างชัดเจนคือ พิพิธภัณฑ์บ้านของบิชอป Óscar Romero ที่ประเทศเอลซัลวาดอร์ มีการโชว์รถยนต์และเสื้อของบิชอปที่ใส่ในวันถูกลอบสังหาร และอีกที่คือการจัดแสดงส่าหรีเปื้อนเลือดของ อินทิรา คานธี 

“มันแปรมาเป็นแรงบันดาลใจว่า เสื้อจ่านิวเนี่ยต้องเอามาเก็บให้ได้นะ เป็นตรรกะเดียวกันเลย คือของที่อยู่ในเหตุการณ์ประวัติศาสตร์บางอย่างที่ถ้าสิบปีผ่านไปเด็กๆ ยุคนั้นมาดู เขาจะได้เห็นของจริงว่ามันจากสิ่งนี้ๆ เป็นเครื่องยืนยันว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นนะ”

พี่แว่นเน้นย้ำถึงความสำคัญในการเล่าเรื่องการเมืองบนท้องถนน เพราะหากไม่มีชิ้นส่วนเหล่านี้ เราก็จะไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า การเมืองในสภาหรือการเมืองภาพใหญ่นั้นมีที่มาที่ไปอย่างไร

ว่าแล้วพิพิธภัณฑ์สามัญชนจึงเริ่มต้นขึ้น

“เลือกใช้คำว่าพิพิธภัณฑ์เพราะมันขลังดี แล้วก็จะสู้กับ Narrative ของรัฐด้วย ว่าโอเค รัฐมีเรื่องเล่าที่บอกว่ามีค่า ต้องไปอยู่ในพิพิธภัณฑ์ เราเองในฐานะสามัญชน ก็มีเรื่องเล่าของเราเหมือนกัน”

พิพิธภัณฑ์สามัญชน โดยสามัญชนผู้สะสมวัตถุการประท้วงทางการเมืองตั้งแต่ พ.ศ. 2476 จน 2563
พิพิธภัณฑ์สามัญชน โดยสามัญชนผู้สะสมวัตถุการประท้วงทางการเมืองตั้งแต่ พ.ศ. 2476 จน 2563

04

“ชื่อนี้ไม่ได้เกี่ยวกับพรรคสามัญชนแต่อย่างใดนะ” พี่แว่นหัวเราะร่า “แค่พอแปลเป็น Museum of the Commonners มันฟังดูเข้าที” 

หลักการเก็บสะสมของพี่แว่นนั้น ในแง่ลักษณะวัตถุ เขาเก็บทุกสิ่งอย่าง แต่ต้องเป็นของที่คนทั่วไปทำ ใช้ในการเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องบางอย่าง ประเด็นอะไรก็ได้ จะการเมือง สิ่งแวดล้อม เพศสภาพ ฯลฯ กล่าวคือมันต้องถูกใช้ในขบวน หรือการเคลื่อนไหวอะไรสักอย่าง

“ไม่มีนโยบายเฉพาะเจาะจงนะ แต่ถ้าไปเห็นก็เก็บ ตอนนี้พิพิธภัณฑ์มันคือตัวเรานั่นแหละ อันไหนที่เราไปเห็นแล้วเจ๋งวะ ก็เก็บ ไม่ว่าจากฝั่งไหนก็แล้วแต่ เราเก็บเพราะมันทำให้เรื่องเล่าสมบูรณ์ยิ่งขึ้น แต่ต้องยอมรับว่าตอนนี้ยังค่อนข้างเป็นอัตวิสัยอยู่ มันยังไม่ได้มีการเขียน Policy Guideline ว่าของชิ้นไหนควรซื้อ ไม่ซื้อ เนื่องจากมันยังไม่มีความเป็นสถาบันองค์กรขนาดนั้น ก็แล้วแต่ว่าเราไปเจอชิ้นไหน หรือมีใครบริจาคอะไรมาให้มากกว่า” 

พี่แว่นขยายความว่า “ผมใช้คำว่าเป็นกลางไม่ได้เสียทีเดียว แต่ทุกขบวนการมีพื้นที่ตรงนี้แล้วกัน”

พิพิธภัณฑ์สามัญชน โดยสามัญชนผู้สะสมวัตถุการประท้วงทางการเมืองตั้งแต่ พ.ศ. 2476 จน 2563
พิพิธภัณฑ์สามัญชน โดยสามัญชนผู้สะสมวัตถุการประท้วงทางการเมืองตั้งแต่ พ.ศ. 2476 จน 2563

เมื่อมีของจำนวนหนึ่ง เขาก็เริ่มนำไปใช้ประกอบการรณรงค์ของ iLaw รวมไปถึงให้ยืมไปจัดแสดงในพื้นที่เล็กๆ อาทิ ร้านหนังสืออับดุล บุ๊กส์ ที่ขอนแก่น หรือ Many Cuts Art Space ที่ฉะเชิงเทรา โดยในแต่ละกรณีก็จะทำงานกับผู้จัดการหรือภัณฑารักษ์ของสถานที่นั้นๆ ซึ่งจะมาเลือกของจากคอลเลกชันไปจัดแสดงตามจุดประสงค์ที่ต่างกันไป 

แน่นอนว่าบางครั้งวิสัยทัศน์ของพวกเขาอาจจะไม่ตรงกับพี่แว่นร้อยเปอร์เซ็นต์ ตรงนี้พี่แว่นบอกว่าเขายินดีให้ยืม ส่วนคนดูจะชอบไม่ชอบ เขาจะวิจารณ์ผู้จัดเอง 

“ทุกคนมีอคติอยู่แล้วแหละ เพียงแต่ว่าคุณจะแสดงอคตินั้นมากน้อยแค่ไหน มีชั้นเชิงและศิลปะมากแค่ไหนเท่านั้นเอง” 

หากสิ่งของเหล่านี้ได้ถูกจัดแสดงเพื่อช่วยเล่าเรื่องประวัติศาสตร์ให้สมบูรณ์มากขึ้น เขาก็แฮปปี้แล้ว 

“ว่าตามตรงนะ ตอนนี้เด็กๆ เขาเห็นของจริงกันหมดแล้วล่ะ เขาลงสนาม เขาเห็นป้าย ทำป้ายกันเองด้วยซ้ำ แต่ว่าถ้าเขาได้มาเห็นของจากรุ่นเก่าๆ ด้วยก็น่าจะดี อย่างรุ่น นปช. หรือพันธมิตร เขาทำยังไง หรือ กปปส. ทำยังไง คุณจะได้ไปต่อยอดในแบบของคุณ”

พี่แว่นแสดงความเห็นว่า ตอนนี้โลกของเราได้เปลี่ยนไปแล้ว และเปลี่ยนเร็วมาก พิพิธภัณฑ์อาจจะไม่ได้ให้บริการในเชิงให้ความรู้เท่านั้น แต่สามารถใช้ในฐานะอื่น ไม่ว่าจะเป็นคลัง เป็นหอจดหมายเหตุ ฯลฯ แต่สังคมต้องเข้ามามีส่วนร่วม และนำสิ่งนี้ไปใช้ต่อยอดเพื่อตอบโจทย์ด้วย

พิพิธภัณฑ์สามัญชน โดยสามัญชนผู้สะสมวัตถุการประท้วงทางการเมืองตั้งแต่ พ.ศ. 2476 จน 2563

05

เราสนทนากันไปถึงการเก็บของจากการประท้วงในปัจจุบันทุกวันนี้ ซึ่งมีการแสดงออกและสื่อสารผ่านทางออนไลน์ในรูปแบบดิจิทัล

“สำหรับผม คิดว่ามันยากพอๆ กัน แต่ยากคนละแบบ วัตถุมันยากเพราะต้องไปเจอตัวเจ้าของถึงจะขอมาได้ โอกาสการเข้าถึงมันยากกว่า ในขณะที่ออนไลน์ เราติดตามเฟซบุ๊ก ไถๆ อยู่เดี๋ยวมันก็เด้งขึ้นมาให้เรา แต่ถึงมันจะดูง่ายๆ มันก็ไปไวเหมือนกัน เช่นบางอันที่เรากดแชร์มาแล้วแต่ไม่ได้เซฟ ปรากฏว่าต้นทางลบโพสต์ ก็จบเลย หายไปเลย หาไม่ได้แล้ว” 

พิพิธภัณฑ์สามัญชน โดยสามัญชนผู้สะสมวัตถุการประท้วงทางการเมืองตั้งแต่ พ.ศ. 2476 จน 2563

เราพูดคุยกันถึงวิธีเก็บสมัยใหม่ เช่นการกดตามแฮชแท็กหรือการทำ Crowdsourcing ให้คนมาใส่ข้อมูลเอง ซึ่งตรงนี้พี่แว่นบอกว่ามีการทำเว็บไซต์อย่าง mobdatathailand.org ที่เข้ามาช่วย และมีเพจที่เป็นพันธมิตร เช่น ศิลปะปลดแอก – FreeArts ที่จะโพสต์งานศิลปะเชิงการเมืองเป็นระยะ แต่มันก็ยังยากมากสำหรับเขา โดยเฉพาะการหวังพึ่งอัลกอริทึมที่นำเสนอข้อมูลแตกต่างกันมากตามปัจเจกบุคคล

“คุณไปอยู่ท่ามกลางกองข้อมูล ไม่ใช่คนทำพิพิธภัณฑ์หรอก คนทั่วไปนี่แหละ พอบันทึกรูปไว้ก็ไปอยู่ในโฟลเดอร์ ดาวน์โหลดแล้วคอมพิวเตอร์ก็รกมาก การจัดไฟล์แค่นี้บางทีใช้เวลาเป็นวันๆ แล้วลองจินตนาการดูว่ามันมีเพจกี่เพจ มันมีคนทำคอนเทนต์เท่าไร จะไปแหวกว่ายแล้วบันทึกเพื่อจัดระบบยังไง ตอนนี้คืองานหินมาก ต้องมีสมาธิมาก” 

อย่างไรก็ดี สิ่งที่พี่แว่นเห็นชัดเจน คือความคิดสร้างสรรค์ในม็อบรุ่นปัจจุบัน เมื่อเราพูดกันถึงเรื่องนี้ พี่แว่นหยิบพัดลายหมุดคณะราษฎรใหม่ 2020 ขึ้นมา 

พิพิธภัณฑ์สามัญชน โดยสามัญชนผู้สะสมวัตถุการประท้วงทางการเมืองตั้งแต่ พ.ศ. 2476 จน 2563
พิพิธภัณฑ์สามัญชน โดยสามัญชนผู้สะสมวัตถุการประท้วงทางการเมืองตั้งแต่ พ.ศ. 2476 จน 2563

“อันแรกที่น่าสนใจ คือโลโก้ น่าสนใจมาก เด็กๆ พวกนี้เอาไปทำเป็นภาษาต่างๆ เป็นสีรุ้ง LGBT เปลี่ยนเป็นมือแมว ฯลฯ ในชั่วข้ามคืน! แค่ของชิ้นเดียว ซึ่งมันเป็น Fan Made จากหมุดคณะราษฎรเดิมด้วย แต่โลกยุคนี้เด็กๆ เขามีความสามารถในทางกราฟิก สามารถต่อยอดไปง่าย แป๊บเดียวมันไวรัลแล้ว มีภาษาเหนือ ภาษาอีสาน ภาษามลายู เอาไปทำเป็นขนมโตเกียว เป็นกระทะทองเหลืองปิ้งหมูกระทะ 

“แปลว่าเขาไม่ได้รู้สึกว่าการเมืองเป็นเรื่องไกลตัวอีกต่อไป เขารู้สึกว่ามันใกล้ และการเมืองไม่ใช่เรื่องศักดิ์สิทธิ์ แต่เป็นเรื่องคุยได้ (กินได้) ซึ่งเป็นนิมิตหมายที่ดีมาก โลกมันจะเปลี่ยนได้ก็ต่อเมื่อคุณเลิกมองการเมืองเป็นเรื่องเฉพาะของนักการเมืองที่สกปรก แต่มันคือเรื่องของทุกคน 

“อีกสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจ คือตอนนี้เขาไปที่ไหนกันก็จะมีวัฒนธรรมใหม่คือไปฉีดพ่นสเปรย์ทิ้งไว้ที่นั่น ตอนแรกมีศิลปินทำบล็อกชื่อของคนที่สูญหายจากเหตุการณ์ทางการเมือง แล้วก็ไปพ่นที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ปรากฏว่าคนที่เคยเชียร์ม็อบบางส่วนไม่พอใจและตำหนิเขา ว่าไม่มีอารยะบ้าง กลายเป็นการถกกันในม็อบ ไม่นานต่อมาเราเริ่มเห็นการเปลี่ยน คือไม่พ่นสีแล้วแต่ใช้ชอล์กเขียนแทน เรียกได้ว่าเป็นวิวัฒนาการชั่วข้ามคืนเลยล่ะ” 

พี่แว่นยอมรับว่า สิ่งนี้คือสิ่งที่แตกต่างจากการประท้วงสมัยก่อน 

“เป็นวิถีชีวิตของคนนะ เด็กรุ่นอยู่กับการ์ตูน วันพีซ อยู่กับ แฮมทาโร่ เขาเสพสิ่งเหล่านี้อยู่ เขาก็หยิบจับมันมาเป็นกระบอกเสียงของเขา ในขณะที่ในม็อบที่ประชากรเป็นอีกรุ่นหนึ่ง ก็จะมีภาษาวาทกรรมอีกแบบไป” 

ถือเป็นประเด็นที่น่าสนใจจากการรวบรวมสิ่งของในยุคนี้ เพราะเราจะได้เห็นความกลมกล่อมอีกแบบ คือมีคนหลายรุ่นมารวมกัน จะยุคไหนช่วงไหนขอแค่คุณมีจุดร่วมบางอย่างก็ไปด้วยกันได้ 

พิพิธภัณฑ์สามัญชน โดยสามัญชนผู้สะสมวัตถุการประท้วงทางการเมืองตั้งแต่ พ.ศ. 2476 จน 2563

“ผมว่ามันเป็นการเรียนรู้ระหว่างรุ่นนะ ผมเห็นคุณป้าเสื้อแดงมาเซิ้งอยู่หน้าเวทีคอนเสิร์ตวงฟังก์ หรือมาฟัง ประเทศกูมี ในขณะเดียวกัน เด็กรุ่นนี้ก็มีปรากฏการณ์ฝังหมุดของเขาเอง ซึ่งเขาอาจจะมีวิธีการแสดงจุดยืนแบบอื่นที่อาจจะไม่ต้องยึดโยงอะไรกับคณะราษฎรเลยก็ได้ แต่มันยังมีรากบางอย่างที่เขาอยากจะเก็บไว้ หรือป้ายขอโทษคนเสื้อแดงของม็อบนักศึกษาเป็นต้น” พี่แว่นอธิบาย

“เด็กเขาไม่ได้เอาคณะราษฎรมาต่อยอดในฐานะวีรบุรุษบนหิ้งบูชานะ เขามองว่าทุกสิ่งมันเป็นพลวัต และมันเอาไปปรับใช้ได้ การเอามาทำ Meme ไม่ใช่การลบหลู่ แต่คือการนำมาใช้เป็นสัญญะ ซึ่งตรงนี้อาจจะเป็นวิธีการมองที่คนรุ่นก่อนอาจจะไม่ค่อยสะดวกใจเท่าไร” 

เราสรุปกันว่า มันเป็นธรรมชาติที่เมื่อมีความเห็นอันหลากหลายเกิดขึ้น ความท้าทายคือ คุณจะบริหารความขัดแย้งในพวกเดียวกันอย่างไร คงเป็นเรื่องของหลักตามประชาธิปไตยให้ถกกันต่อไป

06

สุดท้ายพี่แว่นเอาของที่เขาได้มาจากคนที่ ‘เปลี่ยนฝ่าย’ หรือละทิ้งอุดมการณ์เดิมมาให้เราดูด้วย 

“เราได้รับบริจาคเสื้อที่อาจารย์เคยอยู่ฝั่งพันธมิตรส่งมาให้ หรือมีรูปวาดของนายกฯ ยิ่งลักษณ์ที่ตอนนี้ศิลปินคนวาดไม่อินกับตัวบุคคลแล้ว การเปลี่ยนแปลงแนวคิดนี้มันก็เป็นกันได้นะ ทุกคนอาจจะมีสิ่งที่ตัวเองยึดมั่นถือมั่น แต่มันก็อาจมีจุดเปลี่ยน อย่างตัวผมเองก็หนึ่งคน อยู่ที่อีโก้ด้วย มันต้องอาศัยความกล้าที่ต้องออกมายอมรับแบบจริงใจแล้วไปต่อ” 

ตรงนี้ทำให้เรามองเห็นว่า คอลเลกชันนี้นอกจากหลักฐานของการเรียกร้องแล้ว ยังแสดงอีกสิ่งที่สำคัญ คือความเปลี่ยนแปลงที่เป็นไปได้ในมนุษย์แต่ละคน ตามกาลเทศะ มันพูดถึงบริบทของมนุษย์ในยุคหนึ่ง การเรียกร้องและจุดยืนจากช่วงเวลาหนึ่งที่อาจจะสำเร็จและไม่สำเร็จ แต่ก็ไม่จีรัง

เราได้เห็นความคิด การแสดงออก สุนทรียะของการแสดงออก การวิพากษ์และเรียกร้องบางสิ่งที่เราเชื่อว่าน่าจะได้รับในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง ซึ่งทั้งหมดนี้มีความงดงามในตัวมันเอง แม้จะอยู่ในกล่องกระดาษกองๆ กันก็ตาม

“ใครมีของส่งมานะครับ ใครมีแรงหรือกำลังทรัพย์ก็ส่งมา” พี่แว่นยิ้มให้เราทิ้งท้าย ฝากประชาสัมพันธ์ให้อาจารย์ นักเรียนนักศึกษาที่ต้องการใช้วัตถุในคอลเลกชันของเขา สามารถติดต่อเข้ามาทางเพจโดยตรง

“ถ้าคุณอยากจะทำอะไรสักอย่าง คุณต้องลงมือทำมัน วันที่ผมเริ่มต้นเปิดเพจแล้วก็โพสต์รูปไป บางรูปก็ไม่มีคนมากดไลก์อะไรเลย คนติดตามก็น้อยหลักสิบ ก็แอบผิดหวังนะ พอพูดคำว่าพิพิธภัณฑ์มันดูเหมือนเป็นคำใหญ่ แต่จริงๆ มันก็ต้องเริ่มจากศูนย์ 

“สถาบันใดๆ ที่แม้จะดูยิ่งใหญ่อลังการขนาดไหน มันก็ต้องมาจากอิฐก้อนแรกใช่ไหม แน่นอนว่าการไม่มีทรัพยากรมันก็เป็นข้อจำกัด แต่อย่าให้มันจำกัดจนเราทำอะไรไม่ได้ ทำเท่าที่ได้ไปเรื่อยๆ เท่าที่กำลังเราไหว ถ้าคุณอยากจะทำอะไรในชีวิตสักอย่าง ก็ค่อยๆ ลงมือ วันหนึ่งอาจจะไม่ถึงสิ่งที่เราฝัน แต่อย่างน้อยมันก็มีอะไรบางอย่างเกิดขึ้น และสุดท้ายถ้ามันมีคุณค่าพอ มันก็จะต้องมีคนรับต่อเอง มันจะไม่จบที่รุ่นคุณแน่นอน” 

ติดตามความเคลื่อนไหวของพิพิธภัณฑ์สามัญชนได้ที่

เว็บไซต์ : commonmuze.com

Facebook : พิพิธภัณฑ์สามัญชน Museum of the Commonners

Twitter: @commonners

Writer

Museum Minds

ทีมที่ปรึกษาเฉพาะทางด้านปฏิบัติการพิพิธภัณฑ์แห่งแรกของประเทศไทย รับปรึกษาปัญหาหัวใจ (และคอลเล็กชัน และการสร้างสื่อศึกษา และวิเคราะห์ผู้เข้าชม และทำแบบประเมินนิทรรศการ) ให้มิวเซียมทั่วราชอาณาจักร

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

Museum Minds

ความคิดใหม่ๆ ของคนใหม่ๆ ที่กำลังขับเคลื...

Before the Sunset

แสงอาทิตย์ที่สะท้อนบนผิวน้ำ เรายกมือขึ้นป้อง ขยับนิ้วให้ห่างจากกัน พอให้แสงระยิบระยับเล็ดลอดผ่านเข้ามาได้เสมือนกำลังสวมเครื่องประดับจากธรรมชาติ ความรู้สึกผ่อนคลายอย่างน่าประหลาดผุดขึ้นในใจ ระหว่างที่เรานั่งเล่นฆ่าเวลาอยู่ในร้าน ‘Baik Baik’ ที่เป็นภาษาบาฮาซา แปลว่า สบายๆ

แต่นี่ไม่ใช่การรีวิวร้านอาหาร เรามาที่นี่เพราะภายในร้านแห่งนี้เป็นที่ตั้งของแกลเลอรี่ที่มีชื่อว่า ‘โพธิสัตวา’ ก่อตั้งโดย โอ๊ต มณเฑียร นักเขียน ศิลปิน อาจารย์ ผู้ให้คำแนะนำและที่ปรึกษาด้านพิพิธภัณฑ์ โอ๊ตสวมหมวกหลายใบ ในครั้งนี้เขารับบทเป็นภัณฑารักษ์ คัดเลือกผลงานศิลปะของศิลปิน อร ทองไทย มาจัดแสดงในนิทรรศการ ‘The Pockets Full of Rainbows’

เยี่ยม 'โพธิสัตวา' แกลเลอรี่ LGBTQ+ แห่งแรกของเมืองไทย ของโอ๊ต มณเฑียร ที่ยืนหยัดเพื่อศิลปินเพศสภาพหลากหลาย

เราตื่นเต้นเล็กน้อย ขณะก้าวเดินเข้าไปในด้านใน กระทั่งพบกับกลุ่มคนบางส่วนที่จะมาชมงานศิลปะรอบเดียวกัน แต่ละรอบทางแกลเลอรี่จะจัดนำชมไม่เกิน 10 คน ตามมาตรการรักษาความปลอดภัยในสถานการณ์โควิด-19 ในกลุ่มของเรา บางคนเป็นลูกศิษย์ของโอ๊ต บางคนเป็นนักเรียกร้องสิทธิชื่อดังที่เราคุ้นหน้า

ก่อนเข้าไปในแกลเลอรี่ เรามองเห็นรูปปั้นพระอวโลกิเตศวร ด้านข้างมีกล่องชาสีรุ้งของ Monsoon Tea ตั้งไว้เคียงกัน เป็นการจับคู่ที่เควียร์ดีแท้

The Pockets Full of Rainbows

แกลเลอรี่แห่งนั้นมีขนาดเล็ก โอ๊ต มณเฑียร แต่งหญิงมารับแขกเหรื่อในชุดสีชมพูดสดใส ใส่วิกผมสีบลอนด์ขาว บนเปลือกตาเคลือบสีน้ำเงินปนม่วงอมเขียวเหมือนปีกแมลงทับ แพรวพราวไปด้วยกากเพชร น้ำเสียงของโอ๊ตสดใสราวกับหญิงสาวผู้มีความสุข จนอยากจะหยิบยื่นความสุขนั้นแจกจ่ายให้กับทุกคนที่พบเจอ เราเดาว่า คุณอร ทองไทย คือผู้หญิงมาดเท่ที่ปรากฏตัวข้างๆ กับโอ๊ต เราไม่เคยเจอศิลปินมาก่อน เพียงแต่เห็นภาพของศิลปินในโพสต์ทางเฟซบุ๊ก เธอเอามือทั้งสองข้างล้วงกระเป๋า เราแอบคาดว่าจะมีสายรุ้งออกมาจากกระเป๋ากางเกงของเธอ

ไม่นานนัก เจ้าของแกลเลอรี่ก็เริ่มแนะนำพื้นที่นี้เป็นเบื้องต้น “แกลเลอรี่นี้ตั้งชื่อตามพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ เป็นพระพุทธเจ้าแห่งความเมตตา หรือที่คนไทยจะคุ้นกันในชื่อเจ้าแม่กวนอิม แต่อันที่จริงท่านไม่ได้มีเพศสภาพใดๆ” โอ๊ตเล่า 

“ดังนั้น ท่านจึงเป็นแรงบันดาลใจแรกเริ่มของที่นี่ คือการทำงานด้วยความเมตตา และขบถต่อกรอบของเพศสภาพแบบชายหญิง เราตั้งใจเป็นพื้นที่สำหรับนำเสนอศิลปินที่มีเพศสภาพที่หลากหลาย เป็นชาว LGBTQ+ จากแทบประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยเฉพาะ”

ระหว่างนั้น สายตาของเราก็กวาดไปอ่านคำบรรยายภาษาอังกฤษที่แปะหราอยู่ในนิทรรศการ สะดุดตากับคำว่า Lesbian Artist ต้องยอมรับว่า เรายังไม่เคยเจอนิทรรศการที่ระบุ ‘เพศสภาพ’ ของศิลปินชัดเจนเท่านี้มาก่อน โดยเฉพาะศิลปินเลสเบียนในประเทศไทย เราชื่นชมกับความกล้าหาญพร้อมกับเงยหน้าขึ้นมองศิลปินอีกครั้ง และมองผลงานที่แขวนอยู่บนผนัง ถ้าไม่บอกเราก็ไม่รู้

และการบอกในครั้งนี้ เมื่อเรารู้ มันสะท้อนหรือกระตุ้นให้เราตั้งคำถามกับตัวศิลปินหรือไม่

“นิทรรศการนี้ชื่อ Pockets Full of Rainbows เป็นโชว์ที่เราและพี่อรช่วยกันเลือกภาพพิมพ์เทคนิคต่างๆ ที่เธอทดลองสร้างสรรค์ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา โดยงานภาพพิมพ์ทุกๆ ชุดที่เลือกมาล้วนแสดงถึงความสร้างสรรค์เชิงทดลองของพี่อร เราว่ามันคืออีกหนึ่งเอกลักษณ์ของชาว LGBTQ+ คือเรามักจะทลายเพดาน หรือทำงานที่ตั้งคำถามกับขอบเขตความปกติ นอกจากนี้ เมื่อนำงานเหล่านี้มาเรียงกัน จะเห็นว่าศิลปินมีการอ้างอิงถึงเรื่องเพศสภาพที่หลากหลายและความสัมพันธ์มาตลอดด้วย”

กลุ่มคนเริ่มขยับไปตามจุดต่างๆ เพื่อดูงานแต่ละชิ้นภายในภายในห้องจัดแสดง อีกทั้งสแกน QR Code เพื่อฟังเสียงบรรยายประกอบชิ้นงาน เราอาศัยจังหวะนี้ เข้าไปกล่าวทักทายกับศิลปิน พอดีว่าเราทั้งสองคนกำลังยืนอยู่ใกล้กับผลงานชิ้นเล็กที่แขวนอยู่ตรงบานประตู ‘a magic door to go anywhere’ เราจึงเอื้อมมือไปเปิดประตู คิดว่าอาจจะเจองานศิลปะอีกสักชิ้นรออยู่ แต่กลับพบต้นไม้และเศษใบไม้น้ำตาลปะปนเกลื่อนพื้น

ศิลปินหัวเราะบอกกับเราว่า “มันไม่มีอะไรหรอก” นำมาซึ่งเสียงหัวเราะของเรา และทลายกำแพงที่กั้นระหว่างกลางลงไป เราชวนคุณอร ทองไทย พูดคุยเกี่ยวกับการร่วมงานในครั้งนี้ ซึ่งจากนี้เราขออนุญาตเรียกศิลปินว่า พี่อร ตามโอ๊ตด้วยอีกคน

เยี่ยมแกลเลอรี่ LGBTQ+ แห่งแรกของเมืองไทย ของโอ๊ต มณเฑียร ที่ยืนหยัดเพื่อศิลปินเพศสภาพหลากหลาย

เธอออกตัวว่าเป็น Painter จึงมีความคิดแบบจิตรกรที่ลงมาคลุกคลีกับการทำเทคนิคภาพพิมพ์ โดยที่ผ่านมา พี่อรทำงานหลากหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นเซรามิก ศิลปะจัดวาง (Installation) สื่อผสม (Mixed Media) รวมถึงงานเพนต์ที่เธอถนัด ส่วนงานภาพพิมพ์นั้นเธอมักร่วมงานกับสตูดิโอชั้นนำของเมืองไทย อย่าง witti.studio, The Archivists, JoJo Gobe, หรือ C.A.P. Studio เป็นต้น

ในห้องนั้นมีงานสายชิ้นที่น่าสนใจ ขอเริ่มจากชิ้นที่สร้างขึ้นเพื่องานนี้โดยเฉพาะ เป็นภาพพิมพ์เทคนิค Risograph จาก witi.studio ภาพดอกไม้สีทองและดอกไม้สีส้ม โอนเอียงแนบอิงบนกระดาษสีชมพู ลายเส้นง่ายๆ ที่เหมือนเป็นลายเซ็นประจำตัวของศิลปิน กับการใช้สีเพียงสองสีที่ทำให้รู้สึกเป็นส่วนตัวและใกล้ชิด ทำให้เราเชื่อมโยงภาพนี้ถึงความสัมพันธ์หรือความผูกพันของผู้หญิงสองคน ซึ่งถูกแทนด้วยสัญลักษณ์ของดอกไม้ที่เปราะบางและงดงาม

งานนี้ทำให้เรานึกถึงผลงาน Medallion (YouWe), 1936 ของ GLUCK ศิลปินเลสเบียนชาวอังกฤษ เป็นภาพ Double Portrait ของเธอและคนรัก หันหน้าไปในทิศทางเดียวกัน ต่อมาภาพดังกล่าวถูกใช้เป็นภาพหน้าปกหนังสือ The Well of Loneliness นวนิยายความรักเลสเบียนซึ่งนับเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ผลงานศิลปะของ GLUCK เป็นที่รู้จักในแง่ของการถ่ายทอดภาพของความสัมพันธ์ของเลสเบียน

เยี่ยมแกลเลอรี่ LGBTQ+ แห่งแรกของเมืองไทย ของโอ๊ต มณเฑียร ที่ยืนหยัดเพื่อศิลปินเพศสภาพหลากหลาย

ส่วนงานชุดหลักของโชว์ถูกแขวนบนผนังกว้าง เป็นผลงาน 6 ชิ้นที่มีสายรุ้งปรากฏเป็นงานศิลปะที่นำเทคนิค Etching มาใช้ ศิลปินสร้างขึ้นเมื่อช่วงปีที่แล้วร่วมกับสตูดิโอ C.A.P. ที่เชียงใหม่ ทั้งหมดดูเรียบง่าย แต่พี่อรบอกว่าบางชิ้นใช้เวลาถึง 6 เดือนในการทำกว่าจะได้ผลลัพท์ที่ดีพึงใจ 

เยื้องๆ กัน ในตู้กระจกมีผลงาน Screen print เป็นรูปหน้ายิ้มเคลือบฟอยล์แวววาวและลงสีแปดสี เรียงรายกันอยู่นับสิบชิ้น เป็นผลงานที่ทำกับสตูดิโอภาพพิมพ์ The Archivists ซึ่งพี่อรกระซิบเราว่า ทั้งตู้นี้มีเพียงใบเดียวเท่านั้นที่มี ‘ความสมบูรณ์’ ที่เหลือคือ Error Proof หรือภาพพิมพ์ที่มีตำหนิ มันยิ่งทำให้เรารู้สึกว้าวกับความพยายามที่กว่าจะได้มาซึ่งรอยยิ้มที่ดูเรียบง่ายเบื้องหน้าเรา

“ไม่ต่างอะไรกับการเรียกร้องสิทธิเสรีภาพที่พึงมีของพวกเขา” เราคิดในใจ

The Missing of Hot Pink and The Magic of Turquoise

จุดที่ผู้ชมไปถ่ายรูปกันเยอะคือแบนเนอร์ขนานใหญ่ มีข้อความเขียนไว้เป็นภาษาอังกฤษแปลได้ว่า “สีแดง คือ ชีวิต, สีส้ม คือ การเยียวยา, สีเหลือง คือ แสงอาทิตย์แห่งความหวัง, สีเขียว คือ ธรรมชาติ, สีน้ำเงิน คือ การอยู่ด้วยกัน, สีม่วง คือ จิตวิญญาณ”

เยี่ยมแกลเลอรี่ LGBTQ+ แห่งแรกของเมืองไทย ของโอ๊ต มณเฑียร ที่ยืนหยัดเพื่อศิลปินเพศสภาพหลากหลาย

เป็นความหมายของแต่ละสีของธงรุ้ง ที่ออกแบบโดย กิลเบิร์ต เบเคอร์ (Gilbert Baker – Queer Rights Activist) ใน ค.ศ. 1978 แต่จริงๆ แล้วธงสีรุ้งในการประท้วงครั้งแรกมีทั้งหมด 8 แถบสี โดยมีสีชมพู (Hot Pink) ซึ่งสื่อถึงเพศวิถี และสีเทอควอยส์ (Turquoise) ซึ่งสื่อถึงเวทมนตร์ ประกอบอยู่ด้วย แต่ต่อมาด้วยเหตุผลในการผลิตธงของกลุ่ม LGBT จึงตัดทอนลดเหลือ 6 แถบสี ดังที่เห็นในปัจจุบัน

เช่นเดียวกันกับในผลงานภาพพิมพ์สายรุ้งของพี่อร สร้างขึ้นใน ค.ศ. 2020 ศิลปินไม่ได้ตั้งใจสร้างเพื่อเฉลิมฉลอง Pride Month (เดือนมิถุนายน ถือเป็นเดือนแห่งความภาคภูมิของชาว LGBTQ+ทั่วโลก) แต่ โอ๊ต มณเฑียร ในฐานะภัณฑารักษ์ได้คัดเลือกมาจัดแสดงเนื่องในโอกาสดังกล่าว

มันไม่ใช่ว่าศิลปินทุกคนตื่นขึ้นมาจะทำงานศิลปะเพื่อการประท้วง แต่ถามว่า ถ้างานที่ศิลปินทำมีบางส่วนส่งเสียงในเรื่องนี้ มันก็กำลังเล่าเรื่องเดียวกัน เราก็น่าจะผลักดันงานนั้นให้เข้าร่วมกับบริบทของสังคมได้ เพราะเราเชื่อว่าพลังของศิลปะสามารถเปลี่ยนชีวิต ทำให้ชีวิตดีขึ้น ทำให้มนุษย์มีความเมตตาและเห็นอกเห็นใจผู้อื่นมากขึ้น ในความแตกแยกที่เรากำลังเผชิญอยู่”

นอกจากในส่วนของห้องจัดแสดงของศิลปิน อร ทองไทย แล้ว โอ๊ตยังพาเราไปชมสตูดิโอของเขาเองด้วย

ในสตูดิโอนั้นมีงานภาพเขียนสีพาสเทลจากนิทรรศการที่แล้วของเขาที่ชื่อ ‘Songprapha: Reclining Queer Nudes’ ซึ่งเป็นโชว์แรกของโพธิสัตวาแขวนอยู่ งานชุดนั้นของโอ๊ตเป็นภาพนู้ดแนวนอนของเกย์ไทย 22 คน แต่ละคนเป็นตัวแทนของไพ่ทาโรต์แต่ละใบ เขาบอกว่าห้องสตูดิโอที่เรายินอยู่นั้นก็คือห้องที่นายแบบมาเปลือยกายเพื่อสร้างงานชุดนี้นั่นเอง “ติดกับสตูดิโอนี้มีระเบียงที่เป็นโซนดูดวงด้วยนะครับ เพื่อใครสนใจ” บรรยากาศที่ยั่วยวนและน่าหลงใหลของสตูดิโอโอ๊ต ทำให้เรารู้สึกว่าเขาได้เติมสีชมพูและสีเทอควอยส์ เพิ่มไปในสีรุ้งที่เราในแกลเลอรี่อย่างงดงาม

เยี่ยม โพธิสัตวา แกลเลอรี่ LGBTQ+ แห่งแรกของเมืองไทย ของโอ๊ต มณเฑียร ที่ยืนหยัดเพื่อศิลปินเพศสภาพหลากหลาย
เยี่ยม โพธิสัตวา แกลเลอรี่ LGBTQ+ แห่งแรกของเมืองไทย ของโอ๊ต มณเฑียร ที่ยืนหยัดเพื่อศิลปินเพศสภาพหลากหลาย

After the Sunset

ก่อนจบการนำชมรอบสุดท้าย โอ๊ตพาพวกเราเข้าไปในห้องที่แต่เดิมเคยเป็นห้องคาราโอเกะของร้านอาหาร ตอนนี้ถูกเปลี่ยนมาเป็นพื้นที่จัดโชว์ โอ๊ตบอกว่าจะร้องเพลงให้ทุกคนได้ฟังกัน โจนัส คนรักของโอ๊ต นั่งประจำที่ เขาเริ่มพรมนิ้วลงบนเปียโน บทเพลง Body and Soul ถูกบรรเลงขึ้นเพื่อเป็นการขอบคุณแขกรื่อที่มา “ขอมอบให้นักสู้ ที่สู้เพื่อสิทธิของเราทุกๆคน แต่อย่าลืมดูแลหัวใจตัวเองด้วย แวะมาให้เราเลี้ยงไวน์บ้างนะคะ” 

เยี่ยม โพธิสัตวา แกลเลอรี่ LGBTQ+ แห่งแรกของเมืองไทย ของโอ๊ต มณเฑียร ที่ยืนหยัดเพื่อศิลปินเพศสภาพหลากหลาย
เยี่ยม โพธิสัตวา แกลเลอรี่ LGBTQ+ แห่งแรกของเมืองไทย ของโอ๊ต มณเฑียร ที่ยืนหยัดเพื่อศิลปินเพศสภาพหลากหลาย

หลังจากการแสดงจบลง และแขกรับเชิญทยอยกลับกันไปด้วยรอยยิ้ม เราได้โอกาสนั่งคุยกับโอ๊ตอีกครั้ง เมื่อเขามานั่งรับประทานดินเนอร์มื้อใหญ่จากครัวของ Baik Baik กับเราอย่างเป็นกันเอง “ถ้ามันถึงจุดหนึ่งเรามองข้ามเรื่องเพศไปเลยก็ได้ เพราะเรื่องเพศมันไม่ได้เป็น Issue ของสังคมแล้ว เพราะทุกอย่างมันเท่าเทียม แต่จนกว่าจะถึงวันนั้น ก็ต้องสู้กันไปแหละ” โอ๊ตบอกเราสลับกับเคี้ยวข้าวไปด้วย

“คำถามคือ ในสังคมไทยทำไมเรายังไม่มีพื้นที่ศิลปะ LGBTQ+ มันเป็นเรื่องที่ทรงพลังมากนะ แล้วในเมื่อเราเองก็เรียนจบมาทางด้านนี้ คือด้านหอศิลป์และพิพิธภัณฑ์ ทำไมเราไม่ทำเองเลยล่ะ” เขาเล่าให้เราฟังว่าตอนที่ตัดสินใจเปิดพื้นที่นี้ เขาเองก็ไม่ได้จะรู้ทุกเรื่องเกี่ยวกับวงการ LGBTQ+ เขาไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ ไม่ใช่นักการศึกษา ไม่ใช่ผู้ทำวิจัย โอ๊ตจึงต้องศึกษาประเด็นความหลากหลายทางเพศจากหลายด้านหลายแง่มุม

“เราเรียนรู้เกี่ยวกับชุมชน LGBTQ+ จากทั้งการเรียกร้องสิทธิทั้งในประเทศและระดับสากล และระหว่างทำโชว์นี้ก็ยังเรียนรู้อยู่ ตอนแรกที่เริ่มคิดว่า อยากโชว์ศิลปิน Lesbian ในไทย เอาจริงๆ เรานึกได้น้อยมากๆๆๆ ต้องทำการบ้านเยอะมาก เราเชิญ น้องเตย (ภาสินี ประมูลวงศ์) มาอัดเสียงพูดเรื่อง What is Lesbian Art? คืออัตลักษณ์ของงานโดยศิลปินหญิงรักหญิงมันมีจริงไหม อย่างไร หรืออย่างวันนี้ที่เรียกนักกิจกรรมมา เราถามว่ากฎหมายเท่าเทียมยื่นถึงไหนแล้ว มีอะไรที่เราช่วยได้บ้างมั้ย หรือแม้กระทั่งตอนทำนิทรรศการเรื่องเกย์ของเราเอง เรายังช็อกมากว่ามีนายแบบบางคนที่ยังต้องเจอกับ Conversation Therapy ในเมืองไทยยุคนี้

“พูดตรงๆ เลยว่าวงการ LGBTQ+ มีมากกว่าความจิกหมอนที่เราเห็นในซีรีส์วาย มันมีความเป็นคนและประเด็นอื่นๆ เยอะมาก เสียงของพวกเขาเหล่านี้ซับซ้อนและน่าสนใจ มันเปิดโลกมาก อีกฟังก์ชันของแกลเลอรี่ LGBTQ+ สำหรับเราคือการมาเรียนรู้สิ่งเหล่านี้ ถ้าไม่รู้ให้ถาม แล้วถ้าคุณเป็นเกย์และคุณไม่รู้จักเลสเบี้ยน แต่คุณมาโบกธงเหมือนกัน มันก็เป็นพื้นที่ที่ทำให้เราเข้าใจกันได้ เราควรที่จะเรียนรู้ซึ่งกันและกัน สนับสนุนกันและกัน” โอ๊ตยิ้ม “We fight our own fights, but we’re fighting together.”

รู้ตัวอีกที แสงอาทิตย์ได้ดับลงไปแล้ว เมื่อกินข้าวเสร็จโอ๊ตหายตัวไปสักพัก และโผล่มาส่งเราอีกครั้งในชุดนอน วิกผมถูกทอดออกออก ใบหน้ากลับมาเป็นชายหนุ่ม แต่ยังมีสีกากเพชรคงเหลือวับแววอยู่บ้างของเปลือกตา

“อย่าลืมว่าทุกเสียงมีความหมาย และทุกคนไม่ว่าจะกำลังทำสิ่งที่เล็กน้อยหรือทุ่มเทในเรื่องที่ยิ่งใหญ่ ทุกคนดีเพียงพอแล้ว มันไม่มีคำว่าเพอร์เฟกต์สำหรับทุกอย่าง เพียงได้ลงมือทำ นั่นถือว่าสำเร็จแล้ว”

โอ๊ตกล่าวลาพร้อมอวยพรให้เราโชคดี คงถึงเวลาที่เขาต้องขึ้นไปรับพลังจากแสงจันทร์ในราศีมังกร

โพธิสัตวา LGBTQ+ แกลเลอรี่

ตั้งอยู่ในร้าน Baik Baik ปากซอยสรงประภา 18 ถนนสรงประภา แขวงสีกัน เขตดอนเมือง

นิทรรศการ Pockets Full of Rainbows : Selected Prints by Orn Thongthai จัดแสดงตั้งแต่วันนี้ถึงสิ้นเดือนสิงหาคม จองรอบเข้าชมได้ที่ Facebook : Bodhisattava Lgbtq+ Gallery หรือโทรศัพท์ 06 3421 2642

Writer

Museum Minds

ทีมที่ปรึกษาเฉพาะทางด้านปฏิบัติการพิพิธภัณฑ์แห่งแรกของประเทศไทย รับปรึกษาปัญหาหัวใจ (และคอลเล็กชัน และการสร้างสื่อศึกษา และวิเคราะห์ผู้เข้าชม และทำแบบประเมินนิทรรศการ) ให้มิวเซียมทั่วราชอาณาจักร

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load