01

แนวคิด Contemporary Collecting หรือการสะสมวัตถุร่วมสมัย กำลังได้รับความสนใจอย่างมากในวงการมิวเซียมสากล

พวกเขาหันเหจากพันธกิจการเก็บวัตถุโบราณหายากในอดีต มาเก็บสิ่งของสามัญ และบ้างเป็นของที่มีอยู่ดาษดื่น ‘หาง่าย’ ในปัจจุบันแทน อาทิ พิพิธภัณฑ์ V&A Museum เลือกเก็บผลิตภัณฑ์ขนตาปลอมที่มีพรีเซนเตอร์เป็นนักร้องชื่อดัง เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของกระแสบริโภคนิยม และการใช้ทรัพยากรการผลิตอย่างฟุ่มเฟือย หรือที่ Museum of London ซึ่งเก็บภูเขาไขมัน (Fatberg) ที่อุดตันท่อน้ำทิ้งใต้ดิน โดยมองว่าเจ้าก้อนสิ่งปฏิกูลนี้บ่งบอกถึงวิถีชีวิต รวมถึงปัญหาการทิ้งขว้างขยะของคนเมืองในยุคนี้ 

ตัดภาพกลับมาที่ประเทศไทย เรามีโอกาสไปพูดคุยเรื่องพิพิธภัณฑ์แห่งหนึ่ง ชื่อว่า ‘พิพิธภัณฑ์สามัญชน’ ที่กำลังใช้แนวคิดเดียวกันนี้ในการสะสมสารพันสิ่งของร่วมสมัย เพื่อเป็นหมุดหมายของภาพรวมประวัติศาสตร์บ้านเราในอนาคต โดยพิพิธภัณฑ์นี้จัดเก็บวัตถุที่มาจากการประท้วงเรียกร้องทางการเมืองตั้งแต่อดีต (เท่าที่หาได้) จวบจนปัจจุบัน ตอนนี้มีของในสะสมนับพันชิ้นและมีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทุกวัน แถมยังมีนิทรรศการหมุนเวียนตามพื้นที่จังหวัดต่างๆ ในหลายภาคทั่วประเทศ อย่างไรก็ดี ที่นี่มีผู้ดูแลทุกสิ่งอย่างเพียงคนเดียว นั่นคือ อานนท์ ชวาลาวัณย์ หรือ พี่แว่น  

“ข้างบนมีอีกเยอะมาก รกไปหมด ต้องขอโทษด้วย อันนี้แค่สองสามเปอร์เซ็นต์ของทั้งหมดเองนะ” พี่แว่นขอโทษขอโพยขณะยกกล่องกระดาษใบใหญ่มาให้ดู 

พิพิธภัณฑ์สามัญชน โดยสามัญชนผู้สะสมวัตถุการประท้วงทางการเมืองตั้งแต่ พ.ศ. 2476 จน 2563

เขาอธิบายให้เราฟังว่า ตอนนี้พิพิธภัณฑ์ของเขายังไม่มีพื้นที่จัดแสดงถาวร นอกจากตัวเพจพิพิธภัณฑ์สามัญชน Museum of the Commonners จากนั้นเขาค่อยๆ หยิบของออกมาจัดเรียงบนโต๊ะด้านหน้าเรา มีทั้งโบราณวัตถุอย่าง ‘เหรียญปราบกบฏ’ เหรียญที่ระลึกซึ่งทำแจกผู้สนับสนุนรัฐบาลคณะราษฎรในการปราบกบฏคณะกู้บ้านกู้เมืองเมื่อ พ.ศ. 2476 จวบจนไอคอนแห่งการประท้วง พ.ศ. 2553 อย่าง ‘ตีนตบ’ อีกทั้งเสื้อยืดพิมพ์ลายประกาศหลากหลายอุดมการณ์ละลานตาไปหมด 

พิพิธภัณฑ์สามัญชน โดยสามัญชนผู้สะสมวัตถุการประท้วงทางการเมืองตั้งแต่ พ.ศ. 2476 จน 2563

พี่แว่นเน้นย้ำกับเราว่า การจัดการของเขาอาจจะไม่ดีนัก อย่างที่บอกเราว่า “ตามมีตามเกิด” เนื่องจากเขาเองมีงานประจำเป็นเจ้าหน้าที่ศูนย์ข้อมูลกฎหมายและคดีเสรีภาพ โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) ซึ่งในสถานการณ์ปัจจุบันงานก็ล้นมืออยู่แล้ว 

“ก็ยังเก็บไปเรื่อยๆ แหละ ผู้บริจาคไม่ประสงค์ออกนาม” 

พี่แว่นชูเสื้อยืดสีขาวที่มีสีน้ำเงินสาดกระเซ็นเป็นรอยไปทั้งตัว พร้อมทั้งสายรัดข้อมือในการจับกุม เราจำได้ทันทีว่ามาจากคณะราษฎรอีสาน จากการชุมนุมเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ด้านหน้าเสื้อสกรีนว่า Back to the Future ชวนให้ขบคิดถึงวนวัฏจักรการแสดงออกทางการเมืองในบ้านเราอย่างน่าสนใจ

02

ประเด็นแรกที่เราเริ่มคุยกันคือจุดเริ่มต้นความสนใจในการสร้างมิวเซียมของพี่แว่น ซึ่งถ้าย้อนไปน่าจะมาจากความสนใจเรื่องราวประวัติศาสตร์ตั้งแต่เด็กของเขา เมื่อถูกถามว่าทำไมถึงชอบ เขาจึงตอบว่า

“ก็เกลียดเลขอะ” พี่แว่นหัวเราะ “ตอนจบมอหกผมยังติดศูนย์วิชาเลขเลยนะ ไม่ได้ซ่อมด้วย ทิ้งแม่งเลย แต่วิชาประวัติศาสตร์นี่ชอบ อ่านเพลินเลย มันเป็น Storytelling แบบหนึ่ง สมัยเด็กไม่ได้มีการวิพากษ์อะไรจริงจัง จำได้เลยว่าช่วงมัธยมก็เคยยืมหนังสือ อาจารย์ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ว่าด้วยบันทึก 14 ตุลา มาอ่าน ก็อ่านไม่รู้เรื่อง ด้วยความเป็นเด็กไง” 

พิพิธภัณฑ์สามัญชน โดยสามัญชนผู้สะสมวัตถุการประท้วงทางการเมืองตั้งแต่ พ.ศ. 2476 จน 2563

พี่แว่นบอกเราว่า จุดเปลี่ยนที่ทำให้เขาหันมาสนใจการวิพากษ์ประวัติศาสตร์ที่ตนอ่านนั้น เกิดขึ้นในห้องเสวนาห้องหนึ่งที่เขาพลัดหลงเข้าไปช่วงเรียนมหาวิทยาลัย 

“เป็นหัวข้อซึ่งสมัยนั้นก็ถือว่าแรงนะ คือศาสนาจำเป็นอย่างไร จัดโดยกลุ่มประชาธิปไตยแรงงาน ซึ่งหนึ่งในผู้จัดตอนนั้นคือ ใจลส์ ใจ อึ๊งภากรณ์ ซึ่งปัจจุบันนี้ลี้ภัยไปแล้ว” พี่แว่นนึกย้อนถึงการ ‘เบิกเนตร’ ครั้งสำคัญ

“ตอนนั้นเราก็คิดว่า เออ พวกนี้มันบ้ารึเปล่า แต่เราก็ไม่ใช่พวกที่ชอบเถียงหรือด่าอะไร เราฟังและลองคิดวิเคราะห์ตามเหตุผลของเขา มันแล้วแต่บุคลิก บางคนถ้าเป็นคนแข็ง ยึดมั่นถือมัน พอไปอยู่ตรงนั้นคงจะด่าแล้วเดินออกไป” 

พิพิธภัณฑ์สามัญชน โดยสามัญชนผู้สะสมวัตถุการประท้วงทางการเมืองตั้งแต่ พ.ศ. 2476 จน 2563

เหตุการณ์วันนั้นต่างจากพื้นเพโรงเรียนเดิมที่เป็นอนุรักษ์นิยมของเขาอย่างสิ้นเชิง หลังจากนั้นเขาจึงเริ่มเข้าร่วมกิจกรรมกับกลุ่มประชาธิปไตยแรงงานมากขึ้น เริ่มตั้งคำถามกับสิ่งที่เรียนมากขึ้น 

“วิชาประศาสตร์ไทยที่เคยต้องเรียนมีสองเล่ม เล่มแรกคือ สุโขทัยถึงอยุธยาเสียกรุง เล่มต่อมาคือ รัตนโกสินทร์ถึงรัชกาลที่ 7 ส่วนประวัติศาสตร์จาก พ.ศ. 2475 จนปัจจุบันกลายเป็นวิชาเลือกเสรี จะเรียนก็ได้ไม่เรียนก็ได้ เราก็ อ้าวเฮ้ย! ทำไมเรื่องใกล้ตัวเราไม่ถูกบังคับให้เรียน แต่ต้องไปจำเรื่องไกลออกไป ตอนสอบอาจารย์ให้เขียนตอบคำถามว่า ชื่นชอบพระมหากษัตริย์ไทยสมัยอยุธยาพระองค์ใดที่สุด ผมได้แต่เขียนวิจารณ์พระนเรศวรรัวๆ เลย จำได้ว่าได้เกรด G (Good) นะ ทั้งๆ ที่อาจารย์น่าจะเป็นอนุรักษ์นิยม แปลว่าเขาก็เปิดกว้างให้แนวคิดของเราเหมือนกัน”

03

ในช่วงมหาวิทยาลัย พี่แว่นเคยร่วมงานกับเจ้าหน้าที่ของ International Institute of Social History จากประเทศเนเธอร์แลนด์ ซึ่งเป็นหอจดหมายเหตุรวบรวมสิ่งของในการเคลื่อนไหวภาคประชาชนจากทั่วโลก ทำให้เริ่มเห็นว่ามีไอเดียการเก็บของในลักษณะนี้ 

นอกจากนั้น เขายังได้แรงบันดาลใจจากการไปเที่ยวชมพิพิธภัณฑ์ในประเทศต่างๆ อาทิ ที่พิพิธภัณฑ์ของ Redcross ในเมืองเจนีวา พี่แว่นประทับใจเรื่องราวการนำเสนอของ Redcross ที่เล่าว่าตนเป็นองค์กรกลางที่เอาจดหมายจากเชลยศึกสงครามไปส่งให้ครอบครัว 

พิพิธภัณฑ์สามัญชน โดยสามัญชนผู้สะสมวัตถุการประท้วงทางการเมืองตั้งแต่ พ.ศ. 2476 จน 2563

ที่พิพิธภัณฑ์ Holocaust ที่ฟลอริดา พี่แว่นได้เห็นการจัดแสดงเสื้อผ้าคนยิวที่น่าจะเอามาจากสถานกักกัน กองอยู่อย่างน่าหดหู่ ไปจนถึงที่เขมร ซึ่งพี่แว่นยังจำการเอารูปถ่ายของคนที่ถูกจับมาเรียงกันอยู่ด้านหน้าที่พิพิธภัณฑ์ จากเหตุการณ์สังหารหมู่ที่โตลเสลง 

“อาจจะใช้คำว่าชอบไม่ได้ แต่มันมีบางอย่างในนิทรรศการเหล่านี้ที่ทำงานกับเราแหละ” 

พี่แว่นชี้ว่าอีก 2 พิพิธภัณฑ์เมืองนอกที่เชื่อมโยงกับพิพิธภัณฑ์สามัญชนของเขาอย่างชัดเจนคือ พิพิธภัณฑ์บ้านของบิชอป Óscar Romero ที่ประเทศเอลซัลวาดอร์ มีการโชว์รถยนต์และเสื้อของบิชอปที่ใส่ในวันถูกลอบสังหาร และอีกที่คือการจัดแสดงส่าหรีเปื้อนเลือดของ อินทิรา คานธี 

“มันแปรมาเป็นแรงบันดาลใจว่า เสื้อจ่านิวเนี่ยต้องเอามาเก็บให้ได้นะ เป็นตรรกะเดียวกันเลย คือของที่อยู่ในเหตุการณ์ประวัติศาสตร์บางอย่างที่ถ้าสิบปีผ่านไปเด็กๆ ยุคนั้นมาดู เขาจะได้เห็นของจริงว่ามันจากสิ่งนี้ๆ เป็นเครื่องยืนยันว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นนะ”

พี่แว่นเน้นย้ำถึงความสำคัญในการเล่าเรื่องการเมืองบนท้องถนน เพราะหากไม่มีชิ้นส่วนเหล่านี้ เราก็จะไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า การเมืองในสภาหรือการเมืองภาพใหญ่นั้นมีที่มาที่ไปอย่างไร

ว่าแล้วพิพิธภัณฑ์สามัญชนจึงเริ่มต้นขึ้น

“เลือกใช้คำว่าพิพิธภัณฑ์เพราะมันขลังดี แล้วก็จะสู้กับ Narrative ของรัฐด้วย ว่าโอเค รัฐมีเรื่องเล่าที่บอกว่ามีค่า ต้องไปอยู่ในพิพิธภัณฑ์ เราเองในฐานะสามัญชน ก็มีเรื่องเล่าของเราเหมือนกัน”

พิพิธภัณฑ์สามัญชน โดยสามัญชนผู้สะสมวัตถุการประท้วงทางการเมืองตั้งแต่ พ.ศ. 2476 จน 2563
พิพิธภัณฑ์สามัญชน โดยสามัญชนผู้สะสมวัตถุการประท้วงทางการเมืองตั้งแต่ พ.ศ. 2476 จน 2563

04

“ชื่อนี้ไม่ได้เกี่ยวกับพรรคสามัญชนแต่อย่างใดนะ” พี่แว่นหัวเราะร่า “แค่พอแปลเป็น Museum of the Commonners มันฟังดูเข้าที” 

หลักการเก็บสะสมของพี่แว่นนั้น ในแง่ลักษณะวัตถุ เขาเก็บทุกสิ่งอย่าง แต่ต้องเป็นของที่คนทั่วไปทำ ใช้ในการเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องบางอย่าง ประเด็นอะไรก็ได้ จะการเมือง สิ่งแวดล้อม เพศสภาพ ฯลฯ กล่าวคือมันต้องถูกใช้ในขบวน หรือการเคลื่อนไหวอะไรสักอย่าง

“ไม่มีนโยบายเฉพาะเจาะจงนะ แต่ถ้าไปเห็นก็เก็บ ตอนนี้พิพิธภัณฑ์มันคือตัวเรานั่นแหละ อันไหนที่เราไปเห็นแล้วเจ๋งวะ ก็เก็บ ไม่ว่าจากฝั่งไหนก็แล้วแต่ เราเก็บเพราะมันทำให้เรื่องเล่าสมบูรณ์ยิ่งขึ้น แต่ต้องยอมรับว่าตอนนี้ยังค่อนข้างเป็นอัตวิสัยอยู่ มันยังไม่ได้มีการเขียน Policy Guideline ว่าของชิ้นไหนควรซื้อ ไม่ซื้อ เนื่องจากมันยังไม่มีความเป็นสถาบันองค์กรขนาดนั้น ก็แล้วแต่ว่าเราไปเจอชิ้นไหน หรือมีใครบริจาคอะไรมาให้มากกว่า” 

พี่แว่นขยายความว่า “ผมใช้คำว่าเป็นกลางไม่ได้เสียทีเดียว แต่ทุกขบวนการมีพื้นที่ตรงนี้แล้วกัน”

พิพิธภัณฑ์สามัญชน โดยสามัญชนผู้สะสมวัตถุการประท้วงทางการเมืองตั้งแต่ พ.ศ. 2476 จน 2563
พิพิธภัณฑ์สามัญชน โดยสามัญชนผู้สะสมวัตถุการประท้วงทางการเมืองตั้งแต่ พ.ศ. 2476 จน 2563

เมื่อมีของจำนวนหนึ่ง เขาก็เริ่มนำไปใช้ประกอบการรณรงค์ของ iLaw รวมไปถึงให้ยืมไปจัดแสดงในพื้นที่เล็กๆ อาทิ ร้านหนังสืออับดุล บุ๊กส์ ที่ขอนแก่น หรือ Many Cuts Art Space ที่ฉะเชิงเทรา โดยในแต่ละกรณีก็จะทำงานกับผู้จัดการหรือภัณฑารักษ์ของสถานที่นั้นๆ ซึ่งจะมาเลือกของจากคอลเลกชันไปจัดแสดงตามจุดประสงค์ที่ต่างกันไป 

แน่นอนว่าบางครั้งวิสัยทัศน์ของพวกเขาอาจจะไม่ตรงกับพี่แว่นร้อยเปอร์เซ็นต์ ตรงนี้พี่แว่นบอกว่าเขายินดีให้ยืม ส่วนคนดูจะชอบไม่ชอบ เขาจะวิจารณ์ผู้จัดเอง 

“ทุกคนมีอคติอยู่แล้วแหละ เพียงแต่ว่าคุณจะแสดงอคตินั้นมากน้อยแค่ไหน มีชั้นเชิงและศิลปะมากแค่ไหนเท่านั้นเอง” 

หากสิ่งของเหล่านี้ได้ถูกจัดแสดงเพื่อช่วยเล่าเรื่องประวัติศาสตร์ให้สมบูรณ์มากขึ้น เขาก็แฮปปี้แล้ว 

“ว่าตามตรงนะ ตอนนี้เด็กๆ เขาเห็นของจริงกันหมดแล้วล่ะ เขาลงสนาม เขาเห็นป้าย ทำป้ายกันเองด้วยซ้ำ แต่ว่าถ้าเขาได้มาเห็นของจากรุ่นเก่าๆ ด้วยก็น่าจะดี อย่างรุ่น นปช. หรือพันธมิตร เขาทำยังไง หรือ กปปส. ทำยังไง คุณจะได้ไปต่อยอดในแบบของคุณ”

พี่แว่นแสดงความเห็นว่า ตอนนี้โลกของเราได้เปลี่ยนไปแล้ว และเปลี่ยนเร็วมาก พิพิธภัณฑ์อาจจะไม่ได้ให้บริการในเชิงให้ความรู้เท่านั้น แต่สามารถใช้ในฐานะอื่น ไม่ว่าจะเป็นคลัง เป็นหอจดหมายเหตุ ฯลฯ แต่สังคมต้องเข้ามามีส่วนร่วม และนำสิ่งนี้ไปใช้ต่อยอดเพื่อตอบโจทย์ด้วย

พิพิธภัณฑ์สามัญชน โดยสามัญชนผู้สะสมวัตถุการประท้วงทางการเมืองตั้งแต่ พ.ศ. 2476 จน 2563

05

เราสนทนากันไปถึงการเก็บของจากการประท้วงในปัจจุบันทุกวันนี้ ซึ่งมีการแสดงออกและสื่อสารผ่านทางออนไลน์ในรูปแบบดิจิทัล

“สำหรับผม คิดว่ามันยากพอๆ กัน แต่ยากคนละแบบ วัตถุมันยากเพราะต้องไปเจอตัวเจ้าของถึงจะขอมาได้ โอกาสการเข้าถึงมันยากกว่า ในขณะที่ออนไลน์ เราติดตามเฟซบุ๊ก ไถๆ อยู่เดี๋ยวมันก็เด้งขึ้นมาให้เรา แต่ถึงมันจะดูง่ายๆ มันก็ไปไวเหมือนกัน เช่นบางอันที่เรากดแชร์มาแล้วแต่ไม่ได้เซฟ ปรากฏว่าต้นทางลบโพสต์ ก็จบเลย หายไปเลย หาไม่ได้แล้ว” 

พิพิธภัณฑ์สามัญชน โดยสามัญชนผู้สะสมวัตถุการประท้วงทางการเมืองตั้งแต่ พ.ศ. 2476 จน 2563

เราพูดคุยกันถึงวิธีเก็บสมัยใหม่ เช่นการกดตามแฮชแท็กหรือการทำ Crowdsourcing ให้คนมาใส่ข้อมูลเอง ซึ่งตรงนี้พี่แว่นบอกว่ามีการทำเว็บไซต์อย่าง mobdatathailand.org ที่เข้ามาช่วย และมีเพจที่เป็นพันธมิตร เช่น ศิลปะปลดแอก – FreeArts ที่จะโพสต์งานศิลปะเชิงการเมืองเป็นระยะ แต่มันก็ยังยากมากสำหรับเขา โดยเฉพาะการหวังพึ่งอัลกอริทึมที่นำเสนอข้อมูลแตกต่างกันมากตามปัจเจกบุคคล

“คุณไปอยู่ท่ามกลางกองข้อมูล ไม่ใช่คนทำพิพิธภัณฑ์หรอก คนทั่วไปนี่แหละ พอบันทึกรูปไว้ก็ไปอยู่ในโฟลเดอร์ ดาวน์โหลดแล้วคอมพิวเตอร์ก็รกมาก การจัดไฟล์แค่นี้บางทีใช้เวลาเป็นวันๆ แล้วลองจินตนาการดูว่ามันมีเพจกี่เพจ มันมีคนทำคอนเทนต์เท่าไร จะไปแหวกว่ายแล้วบันทึกเพื่อจัดระบบยังไง ตอนนี้คืองานหินมาก ต้องมีสมาธิมาก” 

อย่างไรก็ดี สิ่งที่พี่แว่นเห็นชัดเจน คือความคิดสร้างสรรค์ในม็อบรุ่นปัจจุบัน เมื่อเราพูดกันถึงเรื่องนี้ พี่แว่นหยิบพัดลายหมุดคณะราษฎรใหม่ 2020 ขึ้นมา 

พิพิธภัณฑ์สามัญชน โดยสามัญชนผู้สะสมวัตถุการประท้วงทางการเมืองตั้งแต่ พ.ศ. 2476 จน 2563
พิพิธภัณฑ์สามัญชน โดยสามัญชนผู้สะสมวัตถุการประท้วงทางการเมืองตั้งแต่ พ.ศ. 2476 จน 2563

“อันแรกที่น่าสนใจ คือโลโก้ น่าสนใจมาก เด็กๆ พวกนี้เอาไปทำเป็นภาษาต่างๆ เป็นสีรุ้ง LGBT เปลี่ยนเป็นมือแมว ฯลฯ ในชั่วข้ามคืน! แค่ของชิ้นเดียว ซึ่งมันเป็น Fan Made จากหมุดคณะราษฎรเดิมด้วย แต่โลกยุคนี้เด็กๆ เขามีความสามารถในทางกราฟิก สามารถต่อยอดไปง่าย แป๊บเดียวมันไวรัลแล้ว มีภาษาเหนือ ภาษาอีสาน ภาษามลายู เอาไปทำเป็นขนมโตเกียว เป็นกระทะทองเหลืองปิ้งหมูกระทะ 

“แปลว่าเขาไม่ได้รู้สึกว่าการเมืองเป็นเรื่องไกลตัวอีกต่อไป เขารู้สึกว่ามันใกล้ และการเมืองไม่ใช่เรื่องศักดิ์สิทธิ์ แต่เป็นเรื่องคุยได้ (กินได้) ซึ่งเป็นนิมิตหมายที่ดีมาก โลกมันจะเปลี่ยนได้ก็ต่อเมื่อคุณเลิกมองการเมืองเป็นเรื่องเฉพาะของนักการเมืองที่สกปรก แต่มันคือเรื่องของทุกคน 

“อีกสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจ คือตอนนี้เขาไปที่ไหนกันก็จะมีวัฒนธรรมใหม่คือไปฉีดพ่นสเปรย์ทิ้งไว้ที่นั่น ตอนแรกมีศิลปินทำบล็อกชื่อของคนที่สูญหายจากเหตุการณ์ทางการเมือง แล้วก็ไปพ่นที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ปรากฏว่าคนที่เคยเชียร์ม็อบบางส่วนไม่พอใจและตำหนิเขา ว่าไม่มีอารยะบ้าง กลายเป็นการถกกันในม็อบ ไม่นานต่อมาเราเริ่มเห็นการเปลี่ยน คือไม่พ่นสีแล้วแต่ใช้ชอล์กเขียนแทน เรียกได้ว่าเป็นวิวัฒนาการชั่วข้ามคืนเลยล่ะ” 

พี่แว่นยอมรับว่า สิ่งนี้คือสิ่งที่แตกต่างจากการประท้วงสมัยก่อน 

“เป็นวิถีชีวิตของคนนะ เด็กรุ่นอยู่กับการ์ตูน วันพีซ อยู่กับ แฮมทาโร่ เขาเสพสิ่งเหล่านี้อยู่ เขาก็หยิบจับมันมาเป็นกระบอกเสียงของเขา ในขณะที่ในม็อบที่ประชากรเป็นอีกรุ่นหนึ่ง ก็จะมีภาษาวาทกรรมอีกแบบไป” 

ถือเป็นประเด็นที่น่าสนใจจากการรวบรวมสิ่งของในยุคนี้ เพราะเราจะได้เห็นความกลมกล่อมอีกแบบ คือมีคนหลายรุ่นมารวมกัน จะยุคไหนช่วงไหนขอแค่คุณมีจุดร่วมบางอย่างก็ไปด้วยกันได้ 

พิพิธภัณฑ์สามัญชน โดยสามัญชนผู้สะสมวัตถุการประท้วงทางการเมืองตั้งแต่ พ.ศ. 2476 จน 2563

“ผมว่ามันเป็นการเรียนรู้ระหว่างรุ่นนะ ผมเห็นคุณป้าเสื้อแดงมาเซิ้งอยู่หน้าเวทีคอนเสิร์ตวงฟังก์ หรือมาฟัง ประเทศกูมี ในขณะเดียวกัน เด็กรุ่นนี้ก็มีปรากฏการณ์ฝังหมุดของเขาเอง ซึ่งเขาอาจจะมีวิธีการแสดงจุดยืนแบบอื่นที่อาจจะไม่ต้องยึดโยงอะไรกับคณะราษฎรเลยก็ได้ แต่มันยังมีรากบางอย่างที่เขาอยากจะเก็บไว้ หรือป้ายขอโทษคนเสื้อแดงของม็อบนักศึกษาเป็นต้น” พี่แว่นอธิบาย

“เด็กเขาไม่ได้เอาคณะราษฎรมาต่อยอดในฐานะวีรบุรุษบนหิ้งบูชานะ เขามองว่าทุกสิ่งมันเป็นพลวัต และมันเอาไปปรับใช้ได้ การเอามาทำ Meme ไม่ใช่การลบหลู่ แต่คือการนำมาใช้เป็นสัญญะ ซึ่งตรงนี้อาจจะเป็นวิธีการมองที่คนรุ่นก่อนอาจจะไม่ค่อยสะดวกใจเท่าไร” 

เราสรุปกันว่า มันเป็นธรรมชาติที่เมื่อมีความเห็นอันหลากหลายเกิดขึ้น ความท้าทายคือ คุณจะบริหารความขัดแย้งในพวกเดียวกันอย่างไร คงเป็นเรื่องของหลักตามประชาธิปไตยให้ถกกันต่อไป

06

สุดท้ายพี่แว่นเอาของที่เขาได้มาจากคนที่ ‘เปลี่ยนฝ่าย’ หรือละทิ้งอุดมการณ์เดิมมาให้เราดูด้วย 

“เราได้รับบริจาคเสื้อที่อาจารย์เคยอยู่ฝั่งพันธมิตรส่งมาให้ หรือมีรูปวาดของนายกฯ ยิ่งลักษณ์ที่ตอนนี้ศิลปินคนวาดไม่อินกับตัวบุคคลแล้ว การเปลี่ยนแปลงแนวคิดนี้มันก็เป็นกันได้นะ ทุกคนอาจจะมีสิ่งที่ตัวเองยึดมั่นถือมั่น แต่มันก็อาจมีจุดเปลี่ยน อย่างตัวผมเองก็หนึ่งคน อยู่ที่อีโก้ด้วย มันต้องอาศัยความกล้าที่ต้องออกมายอมรับแบบจริงใจแล้วไปต่อ” 

ตรงนี้ทำให้เรามองเห็นว่า คอลเลกชันนี้นอกจากหลักฐานของการเรียกร้องแล้ว ยังแสดงอีกสิ่งที่สำคัญ คือความเปลี่ยนแปลงที่เป็นไปได้ในมนุษย์แต่ละคน ตามกาลเทศะ มันพูดถึงบริบทของมนุษย์ในยุคหนึ่ง การเรียกร้องและจุดยืนจากช่วงเวลาหนึ่งที่อาจจะสำเร็จและไม่สำเร็จ แต่ก็ไม่จีรัง

เราได้เห็นความคิด การแสดงออก สุนทรียะของการแสดงออก การวิพากษ์และเรียกร้องบางสิ่งที่เราเชื่อว่าน่าจะได้รับในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง ซึ่งทั้งหมดนี้มีความงดงามในตัวมันเอง แม้จะอยู่ในกล่องกระดาษกองๆ กันก็ตาม

“ใครมีของส่งมานะครับ ใครมีแรงหรือกำลังทรัพย์ก็ส่งมา” พี่แว่นยิ้มให้เราทิ้งท้าย ฝากประชาสัมพันธ์ให้อาจารย์ นักเรียนนักศึกษาที่ต้องการใช้วัตถุในคอลเลกชันของเขา สามารถติดต่อเข้ามาทางเพจโดยตรง

“ถ้าคุณอยากจะทำอะไรสักอย่าง คุณต้องลงมือทำมัน วันที่ผมเริ่มต้นเปิดเพจแล้วก็โพสต์รูปไป บางรูปก็ไม่มีคนมากดไลก์อะไรเลย คนติดตามก็น้อยหลักสิบ ก็แอบผิดหวังนะ พอพูดคำว่าพิพิธภัณฑ์มันดูเหมือนเป็นคำใหญ่ แต่จริงๆ มันก็ต้องเริ่มจากศูนย์ 

“สถาบันใดๆ ที่แม้จะดูยิ่งใหญ่อลังการขนาดไหน มันก็ต้องมาจากอิฐก้อนแรกใช่ไหม แน่นอนว่าการไม่มีทรัพยากรมันก็เป็นข้อจำกัด แต่อย่าให้มันจำกัดจนเราทำอะไรไม่ได้ ทำเท่าที่ได้ไปเรื่อยๆ เท่าที่กำลังเราไหว ถ้าคุณอยากจะทำอะไรในชีวิตสักอย่าง ก็ค่อยๆ ลงมือ วันหนึ่งอาจจะไม่ถึงสิ่งที่เราฝัน แต่อย่างน้อยมันก็มีอะไรบางอย่างเกิดขึ้น และสุดท้ายถ้ามันมีคุณค่าพอ มันก็จะต้องมีคนรับต่อเอง มันจะไม่จบที่รุ่นคุณแน่นอน” 

ติดตามความเคลื่อนไหวของพิพิธภัณฑ์สามัญชนได้ที่

เว็บไซต์ : commonmuze.com

Facebook : พิพิธภัณฑ์สามัญชน Museum of the Commonners

Twitter: @commonners

Writer

Avatar

Museum Minds

ทีมที่ปรึกษาเฉพาะทางด้านปฏิบัติการพิพิธภัณฑ์แห่งแรกของประเทศไทย รับปรึกษาปัญหาหัวใจ (และคอลเล็กชัน และการสร้างสื่อศึกษา และวิเคราะห์ผู้เข้าชม และทำแบบประเมินนิทรรศการ) ให้มิวเซียมทั่วราชอาณาจักร

Photographer

Avatar

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

Museum Minds

ความคิดใหม่ๆ ของคนใหม่ๆ ที่กำลังขับเคลื...

ช่วงนี้เทรนด์ของการกลับมาใช้ผ้าไทยยังมาแรงอย่างต่อเนื่อง มีนักออกแบบและศิลปินหลายคนหันมาสนใจพัฒนาศักยภาพของผ้าพื้นถิ่นให้เราได้ตื่นเต้นกับลุคใหม่ ๆ ที่ใส่ง่ายและร่วมสมัย หนึ่งในนั้นที่น่าจับตามองคือ คุณฐากร ถาวรโชติวงศ์ หรือ อาจารย์กร จากคณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ผู้กำลังมีนิทรรศการ Spiritual Eternity จัดแสดงผลงานกว่า 40 ชิ้นอย่างอลังการ ณ ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (TCDC) ในอาคารไปรษณีย์กลาง งานนี้นอกจากนำเสนอผลงานแปลกตาจากไอเดียล้ำ ๆ ของคุณฐากรที่ได้คิดค้นร่วมกับผู้ประกอบการทั่วประเทศไทยแล้ว หากมองลึกลงไปในระหว่างวัสดุเส้นด้าย เรายังได้เรียนรู้เรื่องจิตวิญญาณและความรักในเส้นทางสิ่งทอของนักออกแบบรุ่นใหม่คนนี้อีกด้วย 

Spiritual Eternity นิทรรศการผ้าจากสารพัดแรงบันดาลใจ ตั้งแต่ยางกล้วยยันซูเปอร์ฮีโร่
Spiritual Eternity นิทรรศการผ้าจากสารพัดแรงบันดาลใจ ตั้งแต่ยางกล้วยยันซูเปอร์ฮีโร่

จุดเริ่มการเดินตามฝัน

หลังจากเปิดนิทรรการไปได้ไม่กี่วัน คุณฐากรสละเวลามาแนะนำงานและกระบวนการเบื้องหลังให้เราฟังอย่างเป็นกันเอง บทสนทนาของเราเริ่มขึ้นในห้วงเพลง Claire de Lune ที่เปิดซ้ำ ๆ ไปมาในแกลเลอรี่ โดยเขาบอกว่ามันเป็นเพลงที่เขาชอบฟังมากที่สุดขณะถักทอผ้าของตน

“ไม่รู้ว่าตอนนั้นเรามองมุมมองของศิลปินกับนักออกแบบผิดไปรึเปล่า แต่มันทำให้รู้สึกว่า เราอยากค้นหา มากกว่าอยากนั่งทำงานอยู่ในออฟฟิศ” คุณฐากรเล่าย้อนไปถึงช่วงที่เรียนจบปริญญาตรีใหม่ ๆ และเริ่มมีแรงขับที่จะสร้างผลงานของตัวเอง

“เราเลยเริ่มเดินสายประกวด TIFA (Thai Innovative Fashion Award) ปี 2016 ปรากฏว่าชนะ แล้วเป็นปีแรกที่ประกวดด้วยนะ ทำให้เรามั่นใจมาก ตัดสินใจออกจากงานเลย”

อย่างไรก็ดี เส้นทางในฝันไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด “ตอนนั้นเราเอาผ้าที่ออกแบบไปทำกระเป๋า เลยคิดว่าจะทำแบรนด์กระเป๋าดีกว่า แต่ทำไปแล้วรู้สึกว่ามันทำอย่างยั่งยืนไม่ได้ หนึ่งคือเราไม่มีเงินที่หมุนพอจะสต็อก สองคือเราไม่ได้เป็นที่รู้จักขนาดนั้น ถึงแม้จะผ่านการประกวดมาแล้วก็ตาม ตอนนั้นคิดแค่ว่าทำยังไงก็ได้ให้คนรู้จักเราเยอะกว่านี้ เลยเริ่มเดินหน้าเข้าวงการแสดงงาน ก็เริ่มที่ TCDC นี่แหละกับงาน Bangkok Design Week” 

คุณฐากรบอกว่า ต้องขอบคุณ TCDC ที่ให้โอกาส ทั้ง ๆ ที่เป็นการแสดงงานครั้งแรกของเขา เขาตัดสินใจจัดแสดงผ้าผืนเดียวที่ตนเองทอด้วยโครงสร้าง Interknit ที่คิดขึ้นมาเอง โดยผ้าผืนนั้นก็นำกลับมาจัดแสดงในโชว์นี้ด้วย 

“บอกเลยว่าเป็นผ้าที่ทำยากมาก แต่มันมาแค่ผืนเดียวไง ซึ่งคนดูก็คงชื่นชม แต่ไม่ได้สร้างแรงกระเพื่อมอะไรมากมาย จากนั้นแรงขับเริ่มมาแล้ว เรากลับมาคิดว่า ทำไมเราทำขนาดนี้ คนยังไม่ตอบรับเท่าที่ควรนะ รู้สึกอยากเอาชนะ ปีต่อมาก็เลยทำอีก เป็นชิ้นใหญ่ 15 เมตร ทำไปเรื่อย ๆ จนในที่สุดคนเริ่มให้ความสนใจ มีมหาวิทยาลัยชวนไปสอน เป็นอาจารย์พิเศษ สุดท้ายเป็นอาจารย์ประจำจวบจนทุกวันนี้” 

Spiritual Eternity นิทรรศการผ้าจากสารพัดแรงบันดาลใจ ตั้งแต่ยางกล้วยยันซูเปอร์ฮีโร่

สไตล์ที่นิยามด้วยการทดลองไปเรื่อย ๆ

“กรว่างานกรประหลาด (หัวเราะ) ไม่ได้รู้สึกว่าความงามของเรางามแบบจับต้องได้เสียทีเดียวนะ คนต้องทำความรู้จักกับมันนิดห่นึง อาจจะเด่นที่วัสดุแปลก ๆ คนอาจจะนึกไม่ถึง (Exotic Materials) การจับนั่นผสมนี่… มันมาจากการชอบทดลอง” คุณฐากรเล่า เมื่อเราถามถึงการนิยามไสตล์หรือลักษณะจำเพาะของเขา

“การลองทำให้เราเริ่มรักงานตัวเองขึ้นเรื่อย ๆ คือพอได้ลองเราก็ได้ใช้เวลาทำงาน รู้ตัวอีกทีเวลาก็หมดไปเป็นวัน ๆ เออทำไมเราอยู่กับมันได้นานขนาดนั้นนะ แสดงว่าเราคงมีความสุขในกระบวนการนี้ มันคงเป็นมิติทางจิตวิญญาณ เป็น Spiritual ของเราจริงๆ แหละ ถ้านึกย้อนไปตอนแรก ๆ ที่เราอยากใช้ชีวิตเป็นดีไซเนอร์ เราเคยตั้งคำถามว่าเราจะไปอยู่ตรงไหน คำตอบของการใช้ชีวิตคืออะไร 

“มันคือการมีชื่อเสียงหรือมีเงิน แต่พอได้ทำ มาเจอสิ่งที่เราอยู่กับมันได้นาน ๆ ทั้งวันทั้งคืน เราเลยคิดว่าอันนี้ละมั้งคือคำตอบของชีวิต ถ้ามันหมายถึงการค้นพบสิ่งที่ทำให้ตัวเองมีความสุข เราคงได้ค้นพบสิ่งนั้นแล้วแหละในช่วงอายุนี้”

เขาบอกว่าแนวคิดนี้คือที่มาของชื่อนิทรรศการที่พูดถึงจิตวิญญาณและเวลาที่เป็นนิรันดร์ วางบริบทชวนให้ผู้เข้าชมได้ครุ่นคิดทบทวนการเดินทางและความหมายของชีวิต ผ่านแรงมือแรงใจในผ้าแต่ละผืนที่จัดแสดงในแกลเลอรี่

เมื่อเราถามว่าผ้าชุดไหนที่เขาใช้เวลาครุ่นคิดกับมันมากที่สุด คุณฐากรผายมือไปที่โซนด้านขวาของนิทรรศการ 

“โซนนี้คือทำเองหมดเลย” คุณฐากรยิ้มอย่างภูมิใจ เขาพาเราไปดูผ้า 2 ชิ้นที่ล้อกัน ชิ้นหนึ่งสร้างสรรค์จากเส้นด้ายโพลีเอสเตอร์สีดำ แทรกด้วยเส้น Reflective Rainbow เหลือบรุ้ง อีกชิ้นสร้างสรรค์จากเส้นเอ็นใสแทรกด้วยเส้นพลาสติด Vinyl Hologram 

Spiritual Eternity นิทรรศการผ้าจากสารพัดแรงบันดาลใจ ตั้งแต่ยางกล้วยยันซูเปอร์ฮีโร่

“แรงบันดาลใจของเราเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ นะ อย่าง 2 ชิ้นนี้โจทย์คือ ต้องจัดแสดงในงาน อาจารย์ศิลป์ พีระศรี แล้วตอนนั้นกระแสการย้ายประเทศกำลังมา ตอนเราทำงานเลยตั้งคำถามว่า แล้วตรงไหนล่ะที่เราอยากจะไปอยู่ คิดไปคิดมาไปโผล่ Valhala หรือสุขาวดีในเทพปกรณัมนอร์ส เราเลยเอาไอเดียของคำว่าสุขาวดีหรือสวรรค์ในแต่ละศาสนามาทับซ้อนกัน ซึ่งจะเห็นได้ว่าส่วนที่คล้ายกันคือความเรืองรอง ความสุขแบบประเจิดประเจ้อ ก็เลยเอาตรงนั้นมาเป็นแรงบันดาลใจเลือกวัสดุที่มีความเล่นกับแสงระยิบระยับ

 “เรารู้สึกว่าเราไม่อยากสร้างอะไรขึ้นมาคลุม แล้วทำทุกชิ้นให้มันเข้ากลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง อย่าง 3 ชิ้นนี้มีแรงบันดาลใจจากซูเปอร์ฮีโรของมาร์เวล คือไปดูหนังเรื่อง Eternals แล้วชอบมาก เราตีความภาพลักษณ์ของตัวละคร Thena ออกมาเป็นชิ้นนี้ ถักด้วยคอตตอนสีครีมแทรกเส้นหนังเดียว PU สีเงิน ส่วนอันนั้นเป็น Scarlet Witch ใช้เส้นด้ายโพลีเอสเตอร์สีแดง แทรกด้วยเส้นหนัง PU เหมือนกัน แต่เป็นสีแดง Hologram และเทปเลื่อมสีแดง”

ขณะที่เราตื่นตากับผ้าแต่ละชิ้น อดถามไม่ได้ว่าเขาใช้เวลาการถักนานไหม

“แต่ละอันใช้เวลาไม่เท่ากันนะครับ ซึ่งถ้ามีเวลาทำทั้งวันมันก็คงไม่นานขนาดนี้ แต่พอดีว่าเราเองก็มีงานประจำะ อันนี้เราเลยต้องกลับมาจากสอนเสร็จ ไปอาบน้ำ แล้วค่อยลงมานั่งกับเครื่องทอ ได้สักวันละ 10 – 20 เซนติเมตรบ้าง สะสมไปเรื่อย ๆ”

การพัฒนาองค์ความรู้จากท้องถิ่น

แน่นอนว่าเมื่อจัดงานที่ TCDC สิ่งที่ถูกชูโรงด้วย คือหนึ่งในพันธกิจขององค์กรด้านการเสริมสร้างองค์ความรู้ และต่อยอดในธุรกิจอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ซึ่งโชว์นี้คุณฐากรบอกว่ามีผลงานจำนวนไม่น้อยที่เขาได้ร่วมพัฒนากับกลุ่มผู้ประกอบการจากเหนือจรดใต้ประเทศไทย

 “มันเกิดจากความสนใจของเราเองนี่แหละ เรารู้สึกว่าผ้าไหมไทย โดยรวมแล้วไม่มีความสดใหม่เท่าไร คือวิธีการเรายึดตั้งเดิมได้ แต่น่าจะมีภาพลักษณ์ (Visual) ใหม่ด้วย” 

คุณฐากรเล่าต่อไปว่า หนึ่งสิ่งสำคัญในการพัฒนางานกับทรัพยากรที่มีอยู่แล้ว คือความกล้าที่จะแหวกแนวขนบและความเชื่อดั้งเดิม โปรเจกต์แรก ๆ ที่เขาเริ่มทำงานด้วย คือการพัฒนาผ้าไหมแต้มหมี่กับอำเภอชนบท บ้านหัวฝาย จังหวัดขอนแก่น 

“เราเริ่มคุยกับชุมชนนี้มานานมากแล้ว ตั้งแต่ตอนเรียน ป.โท ตอนแรกคือติดต่อเขา ซื้อผ้ามาทำกระเป๋า ทำจ๊อบนั้นจ๊อบนี้ไปเรื่อย ๆ พอรู้จักกันนาน ๆ เข้า เริ่มมีการไว้เนื้อเชื่อใจ เรามาเป็นอาจารย์ด้วย เลยถามเขาไปว่า พี่ลองให้ผมออกแบบลายผ้าให้ดูไหม โดยลายแรก ๆ ที่ทำไปเป็นลายผีเสื้อ แรงบันดาลใจมาจากตอนที่เราไปลงพื้นที่ที่ขอนแก่น คุณแม่สุภาณี ภูแล่นกี่ เป็นปราชญ์ชาวบ้านและเป็นประธานกลุ่มทอผ้าไหมที่นั่น บอกเราว่าเขาซาบซึ้งในชีวิตของผีเสื้อนะ เพราะว่าหนอนไหมผีเสื้อเป็นสิ่งมีชีวิตที่เกิดขึ้นเพื่อหล่อเลี้ยงชีวิตคนในชุมชน ทำให้พวกเขามีงาน จากนั้นพวกมันก็ตายไป เลยเป็นเรื่องราวของความผูกพันระหว่าง 2 สปีชีส์ 

“เราเลยอยากทำคอลเลกชันผีเสื้อขึ้นมา อย่างไรก็ดี ตัวหนอนไหมไม่ได้มีลวดลายอะไร เราเลยตั้งคำถามว่ามีผีเสื้ออะไรอีกทีทำไหมได้และมีลวดลายสวยงาม เลยไปลงที่ผีเสื้อไหมอีรี่ ซึ่งเป็นผีเสื้อกลางคืน ปีกใหญ่หน่อย”

ตอนที่ทำออกมาแล้วเสร็จ คุณฐากรยอมรับว่าเป็นลายผ้าที่ประหลาดมาก แต่ปรากฏว่าขายดี มีผู้สนใจมากมาย รวมทั้ง คุณปันปัน นาคประเสริฐ ที่ซื้อเหมาไปเกือบหมด 

พอโปรเจกต์นั้นประสบความสำเร็จ หน่วยงานต่าง ๆ ก็เริ่มติดต่อมา โดยเฉพาะ CEA และ TCDC เชียงใหม่ ที่ช่วยประสานงานให้เจอกันในโครงการ Collaborative Project 2021 จนได้พัฒนาผ้าฝ้ายย้อมหินกับกลุ่มผ้าฝ้ายเชิงดอน อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่

“งานเซ็ตนี้สนุกมาก เพราะผู้ประกอบการเปิดรับไอเดียของเรา” คุณฐากรเล่าอย่างภูมิใจ “อย่างชุดนี้เป็นลายยางกล้วย ตั้งต้นคือชุมชนนี้ย้อมสีผ้าจากหินโมคคัลลาน เป็นหินชนิดที่พบในบริเวณท้องถิ่นนั้นแหละ พวกเขาเอาหินไปบดให้เป็นผงสี มันโยงไปได้ถึงต้นกำเนิดศิลปะโบราณ เขาก็คงเอาความรู้นั้นมาทำเป็นเทคนิคย้อมผ้าด้วย ปรากฏว่าการย้อมในช่วงแรก ๆ สีติดไม่ค่อยดีเท่าไร เราก็เลยถามเขาว่าทำยังไงสีถึงติดดีขึ้นมาล่ะ เขาบอกว่าเขาหยอดยางกล้วยลงไป มันเลยจุดประกายให้เราว่า ยางกล้วยต้องมีคุณค่ากว่าการเป็น Mordant (สารช่วยการติดทนของสีบนผ้า) แล้ว

“เราใช้กล้วยดิบซึ่งมียางเยอะที่สุด เอาสีมาทาบนต้นกล้วยที่ถูกตัด สีก็จะติดกับกล้วย แล้วก็เอาไปปั๊มประทับลงบนผ้า แสตมป์ไปเรื่อย ๆ จนยางกล้วยหมดและสีจาง ก็ฝานกล้วยและทาสีลงใหม่ ทำซ้ำไปเรื่อย ๆ อันข้าง ๆ เป็นต้นอ่อนกล้วย ตอนนี้เป็นลายลิขสิทธ์ของเขาไปเลย” 

Spiritual Eternity นิทรรศการผ้าจากสารพัดแรงบันดาลใจ ตั้งแต่ยางกล้วยยันซูเปอร์ฮีโร่
Spiritual Eternity นิทรรศการผ้าจากสารพัดแรงบันดาลใจ ตั้งแต่ยางกล้วยยันซูเปอร์ฮีโร่
นิทรรศการผ้าด้วยใจรักและจักรทอ โดย ฐากร ถาวรโชติวงศ์ ชวนชมเหล่าผืนผ้าสุดอลังการที่มาจากสารพันแรงบันดาลใจ ตั้งแต่ยางกล้วย ขยะ ยันซูเปอร์ฮีโร่มาร์เวล

ไอเดียใหม่ ๆ ที่ต้องงดงามและยั่งยืน

อีกไฮไลต์หนึ่งของนิทรรศการคือโซนผ้าบาติก จำนวนไม่น้อยในนี้ได้ร่วมพัฒนากับผู้ประกอบการไทยบาติก จังหวัดกระบี่ จากเป็นทุนวิจัยสำหรับบุคลากรของคณะมัณฑนศิลป์ 

“สิ่งที่อยากอธิบายเกี่ยวกับงานนี้คือ มันไม่ใช่วิจัยเพื่อพัฒนาลวดลาย แต่เกิดจากการตั้งคำถามว่า สิ่งที่เรากำลังช่วยผู้ประกอบการบาติกคืออะไร โดยคอนเซปต์แล้วบาติกเป็นเทคนิคการสร้างลาย ไม่ใช่เทคนิคการทอผ้าแบบอื่น ๆ เราเลยมีคำถามว่า ถ้าวันหนึ่งทางรัฐไม่ได้ส่งดีไซเนอร์หรืออาจารย์ไปช่วยออกแบบลายกับคนในพื้นที่ แล้วพวกเขาจะเอาอะไรออกแบบลายใหม่ ๆ ได้ด้วยตัวเองล่ะ นอกจากนี้ เวลาออกแบบลายให้เขา เขาก็จะใช้ได้แค่เจ้าเดียว เป็นลิขสิทธิ์ของเขา ไม่มีการต่อยอด เราเลยตัดสินใจไปพัฒนาเทคนิค และกระบวนการผลิตแทน แถมเราใช้แนวคิดความยั่งยืนมาครอบด้วย”

คุณฐากรชี้ให้เราดูผ้าหลาย ๆ ชิ้นที่เขาภูมิใจ “ชิ้นชื่อ Melt Osmosis หรือเรียกสั้น ๆ ว่า ผ้าน้ำแข็ง มีจุดเริ่มมาจากการลงพื้นที่กับผู้ประกอบการ เราเห็นเขาใช้เทคนิค Osmosis คือเขาลงสีผ้าให้เปียกชุ่ม จากนั้นค่อยเอาโอเอซิสที่เขาใช้ปักดอกไม้ไปวางบนผ้า ตัวโอเอซิสที่เป็นโฟมก็จะดูดน้ำขึ้นมา สร้างลักษณะสีซึม ๆ บนผ้า แต่เรารู้สึกว่าโอเอซิสไม่ยั่งยืน มันเป็นโฟมที่ใช้แล้วทิ้ง เราเลยลองเปลี่ยนเป็นน้ำแข็ง พอลงสีแล้ววางน้ำแข็งให้มันละลาย สร้างความเจือจางเฉพาะจุดบนผ้าได้แทน ต้นทุนถูกกว่า ไม่เป็นพิษ ใช้ได้เลย” 

นิทรรศการผ้าด้วยใจรักและจักรทอ โดย ฐากร ถาวรโชติวงศ์ ชวนชมเหล่าผืนผ้าสุดอลังการที่มาจากสารพันแรงบันดาลใจ ตั้งแต่ยางกล้วย ขยะ ยันซูเปอร์ฮีโร่มาร์เวล

 “อีกชิ้นเป็นผ้ายืดลายเส้นเหมือนเกลียวคลื่น อันนี้ปกติเราจะไม่เห็นบาติกบนผ้ายืด เพราะลงสียาก เราพยายามหาคุณสมบัติของผ้ายืด คือผ้าจะฝืดและหนืด สีไหลช้า เขียนเทียนก็ยาก จะลงสีก็ยาก เราเลยลองใช้ Brushwork วาดลงผ้าไปเลย ติดบ้างไม่ติดบ้างเป็นเสน่ห์ไป และลดการใช้เทียนด้วย เพราะการที่ผู้ประกอบการอยู่กับเทียนนาน ๆ ก็ทำให้เกิดโรคทางเดินหายใจได้ ส่วนผืนนี้ที่ใกล้ ๆ กัน ด้วยความผ้าที่มีความฝืด พอจับขยุมแล้วมันอยู่ตัว เราเลยเอาผงสีโรยแล้วเอาฟ็อกกี้ฉีด สีก็จะซึมเข้าหากัน กลายเป็นสีผสมแนวฟุ้ง ๆ ไม่เหมือนใคร”

ความท้าทายต่อไปคุณฐากรบอกว่า ผู้ประกอบการแม้ว่าจะเชื่อใจเราเต็มที่ ก็ต้องฝึกทดลองต่อด้วย ด้วยความที่แต่ละฝ่ายเรียนมาไม่เหมือนกัน ผู้ประกอบการแต่ละคนต้องฝึกหาองค์ประกอบที่ลงตัว หรือการเลือกสีที่ออกมาแล้วงดงามในมุมมองของผู้ซื้อด้วย เพราะไม่ใช่ทุกครั้งที่การทดลองจะออกมาสำเร็จลงตัวเสมอไป ชวนให้เราตั้งคำว่า คุณฐากรรับมืออย่างไรเมื่อไอเดียของเขาล้มเหลว

“ก็ทำใหม่” เขาหัวเราะ

“มันไม่สาแกใจก็ทำใหม่ ไปต่อ จนกว่าจะได้” 

นิทรรศการผ้าด้วยใจรักและจักรทอ โดย ฐากร ถาวรโชติวงศ์ ชวนชมเหล่าผืนผ้าสุดอลังการที่มาจากสารพันแรงบันดาลใจ ตั้งแต่ยางกล้วย ขยะ ยันซูเปอร์ฮีโร่มาร์เวล
นิทรรศการผ้าด้วยใจรักและจักรทอ โดย ฐากร ถาวรโชติวงศ์ ชวนชมเหล่าผืนผ้าสุดอลังการที่มาจากสารพันแรงบันดาลใจ ตั้งแต่ยางกล้วย ขยะ ยันซูเปอร์ฮีโร่มาร์เวล

จิตวิญญาณที่อยากส่งต่อ

งานอีกส่วนในนิทรรศการนั้น คุณฐากรบอกว่าได้แรงขับจากการทำงานเป็นอาจารย์

 “เราอยากทำหลาย ๆ อย่าง เพื่อทดสอบความสามารถของเรา และเป็นโอกาสเผยแพร่ความรู้ด้วย” คุณฐากรเล่า “ที่จริงสิ่งที่เราภูมิใจมากในฐานะอาจารย์ คือบางชิ้นในนี้ทอโดยลูกศิษย์ เราภูมิใจเพราะรู้สึกว่าเขาเอาจากเราไปได้หมด แล้วเขาเก่งกว่าเรา”

จากช่วงการระบาดของโควิด-19 ที่ผ่านมา ทำให้การเรียนการสอนต้องจัดในรูปแบบออนไลน์ วิชาที่คุณฐากรสอนมักเน้นการปฏิบัติเพื่อเกิดทักษะ ทำให้นักเรียนจำเป็นต้องจะส่งพัสดุมาให้ตรวจที่บ้าน เกิดเป็นซองพัสดุที่เหลือทิ้งจำนวนมาก อาจารย์กรคนเก่งเลยคิดไอเดีย ออกโจทย์สร้างผลงานจากวัสดุเหลือใช้เหล่านี้ออกมางดงามอย่างไม่น่าเชื่อ งานส่วนนี้ถูกแสดงภายใต้ชื่อชุด From My Students

สุดท้ายก่อนจากกันเราถามคุณฐากรว่า เมื่อมองกลับไปในช่วงเวลานับสิบปีที่คลุกคลีอยู่กับสิ่งทอ เขาได้เรียนรู้อะไรจากเส้นทางของตัวเองมากที่สุด

“มาถึงจุดนี้ได้คือโคตรอดทน” คุณฐากรกล่าว

“เราไม่ได้เกิดมาในครอบครัวที่พร้อมมากขนาดนั้น แต่พ่อแม่รักเรา เขาให้เราทำในสิ่งที่เราอยากจะทำมาตลอด แม้บางครั้งจะไม่เห็นด้วย แต่เราก็ดื้อฝืนด้วยความมุมานะของเรา สุดท้ายมาถึงตรงนี้ เราก็ต้องอดทนกับความคาดหวังของครอบครัว ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าเรายืนหยัดกับสิ่งนี้ที่เราเลือกได้ เราต้องอดทนกับผู้ร่วมงานที่อาจจะไม่เข้าใจเรา อีกทั้งปัญหาอุปสรรค์ต่าง ๆ ร้อยแปดระหว่างทาง และที่สำคัญคืออดทนกับตัวเอง คือเราจะเอาแบบนี้ เราต้องเอาให้ได้” 

นอกจากความอดทนแล้ว เขายังอยากฝากข้อคิดเรื่องการพัฒนาต่อยอดโดยไม่ก็อปปี้ของเดิมด้วย 

“ไม่อยากฝากเรื่องฝีมือนะ เด็กสมัยนี้พัฒนาฝีมือได้รวดเร็วเพราะสื่อมันเยอะ กลายเป็นว่าอีกสิ่งที่อยากฝากคือ อย่าทำงานซ้ำ ถ้ามีคนทำแล้วอย่าไปทำซ้ำวนลูป ผู้ประกอบการทุกวันนี้เขาให้เราไปช่วยพัฒนา เราก็ไม่ควรไปทำสิ่งที่เขาทำได้อยู่แล้ว แค่ไปเปลี่ยนลายเปลี่ยนสี มันไม่ได้ยั่งยืน สำหรับกร เราควรให้ความรู้เขาด้วย ซึ่งเราก็ต้องกล้าทดลองก่อน และพอเราทดลองด้วยตัวเราเอง มันก็ไม่มีทางซ้ำใครอยู่แล้ว เวลาเอาไปถ่ายทอดต่อเขาก็ใช้ได้นาน ถ้ามันซ้ำ มันก็หากินได้ไม่นาน”

Spiritual Eternity นิทรรศการผ้าด้วยใจรักและจักรทอ โดย ฐากร ถาวรโชติวงศ์ ชวนชมเหล่าผืนผ้าสุดอลังการที่มาจากสารพันแรงบันดาลใจ ตั้งแต่ยางกล้วย ขยะ ยันซูเปอร์ฮีโร่มาร์เวล

นิทรรศการ Spiritual Enternity โดย ฐากร ถาวรโชติวงศ์ 

วันที่ 2 – 28 สิงหาคม 2565 เวลา 10.30 – 19.00 น. 

วันอังคาร-อาทิตย์ (ปิดทุกวันจันทร์) 

ณ ห้องแกลเลอรี่ ชั้น 1 อาคารส่วนหลัง ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบกรุงเทพฯ หรือ TCDC กรุงเทพฯ อาคารไปรษณีย์กลาง บางรัก

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทรศัพท์ 0 2105 7400 #213, 214 หรือเว็บไซต์ www.tcdc.or.th

Writer

Avatar

Museum Minds

ทีมที่ปรึกษาเฉพาะทางด้านปฏิบัติการพิพิธภัณฑ์แห่งแรกของประเทศไทย รับปรึกษาปัญหาหัวใจ (และคอลเล็กชัน และการสร้างสื่อศึกษา และวิเคราะห์ผู้เข้าชม และทำแบบประเมินนิทรรศการ) ให้มิวเซียมทั่วราชอาณาจักร

Photographer

Avatar

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load