ขบฟันกั้นกอดวันทองไว้ ขุนช้างร้องไปชิงไว้หวา

เพชฌฆาตดาบยาวก้าวย่างมา ขุนแผนโถมถาคร่อมเมียไว้

ฉุดคร่าคว้ากันอยู่ดันดึง ฟันผึงถูกขุนแผนหาเข้าไม่

ดาบยู่บู้พับยับเยินไป เข้ากลุ้มรุมฉุดได้ขุนแผนมา

ขุนแผนฮึดฮัดกัดฟันเกรี้ยว บิดตัวเป็นเกลียววางกูหวา

เพชฌฆาตแกว่งดาบวาบวาบมา ย่างเท้าก้าวง่าแล้วฟันลง

ต้องคอนางวันทองขาดสะบั้น ชีวิตวับดับพลันเป็นผุยผง

พอพระไวยถึงโผนโจนม้าลง ตรงเข้ากอดตีนแม่แน่นิ่งไป

หลังจากพระพันวษาทรงสั่งประหารนางวันทองด้วยข้อหาเป็นหญิงหลายใจ เลือกไม่ได้ว่าจะอยู่กับขุนแผนหรือขุนช้าง พระไวย บุตรของขุนแผนกับนางวันทองจึงไปทูลขอชีวิต จนในที่สุดก็ได้รับพระราชทานอภัยโทษ แต่เมื่อเจ้ากรมยมราชเห็นคนควบม้ามาพร้อมธงขาวส่งสัญญาณยกเลิก เจ้ากรมกลับคิดว่าพระเจ้าแผ่นดินกริ้วที่ตนสั่งประหารช้า จึงรีบให้เพชฌฆาตตัดคอนางวันทองไปเสียก่อน!?

“อ้าว!!!”

รู้ตอนจบกี่ครั้งก็อดอุทานไม่ได้กับความตายอันน่าสลดของ นางวันทอง โฉมงามผู้เกิดในยุคสมัยที่ไม่อาจเลือกอะไรเพื่อชีวิตตัวเอง

ใครหลายคนคงจดจำตัวละครจากวรรณคดีรักสามเส้าเรื่อง ขุนช้างขุนแผน กันได้เป็นอย่างดี เพราะมีบรรจุอยู่ในวิชาภาษาไทยหลายระดับ แต่น่าเสียดายว่าเป็นการหยิบยกมาเพียงบางช่วงบางตอน นักเรียนจึงไปไม่ถึงจุดจบของเรื่องโดยสมบูรณ์เสียที 

แต่การไปไม่ถึงหน้ากระดาษแผ่นสุดท้าย กลับทำให้เกิดสำนวนที่พูดกันอย่างติดปากมาจนถึงปัจจุบันอย่าง ‘วันทองสองใจ’ ซึ่งมักมีความหมายสื่อถึงพฤติกรรมของผู้หญิงมากรัก เลือกไม่ได้ จิตใจโลเล

ในจุดนี้ ไม่ใช่เราเพียงคนเดียวที่อัดอั้นตันใจจนอยากหยิบปากกามาเปลี่ยนชีวิตของวันทองเสียใหม่ เพราะ มุ เจ้าของผลงานอันโด่งดังเรื่อง วันทองไร้ใจ ที่ขึ้นแท่นเป็นการ์ตูนยอดนิยมอันดับ 1 บนแพลตฟอร์มการ์ตูนดิจิทัล WEBTOON ขณะนี้ ได้ลงมือเปลี่ยนพล็อตชีวิตของวันทองด้วยตัวเองจนมีผู้ติดตามกว่า 4 แสนคน มีคนอ่านไปมากกว่า 18.5 ล้านครั้ง! แถมยังมีแฟนคลับนำไปคอสเพลย์กันอย่างจริงจังตั้งแต่ตัวเอกยันตัวประกอบ! ความปังครั้งนี้จึงเป็นหนึ่งในเครื่องการันตีว่า ชีวิตวันทองจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป!

โดยวันทองในเวอร์ชันใหม่ แท้จริงแล้วเป็นสาวยุคปัจจุบันอีกคนที่ตื่นขึ้นมาในร่างของตัวละครในวรรณคดี เธอต้องเผชิญหน้ากับตัวละครอีกมากมายที่เคยได้ยินชื่อ ไม่ว่าจะเป็น สายทอง หรือนางศรีประจัน รวมถึงโจทก์หัวใจอย่าง ขุนช้าง และ ขุนแผน

‘มุ’ นักวาด ‘วันทองไร้ใจ’ Webtoon ดัดแปลงจากขุนช้างขุนแผน ที่คนอ่านไปแล้ว 18 ล้านครั้ง

นอกจากนี้ ความน่าสนใจของเรื่องยังไม่ได้หยุดเพียงว่า สาวหลงยุคคนนี้จะทำอย่างไรกับชีวิตที่ถูกบังคับให้อยู่กับขนบธรรมเนียมและแนวคิดแบบเดิม ๆ แต่เธอจะทำอย่างไรไม่ให้จบชีวิตลงที่ลานประหารต่างหาก!

เราชวนคุณมุพูดคุยเกี่ยวกับมุมมองด้านวรรณคดีจากคนที่เรียนเอกภาษาไทย รวมถึงเจาะลึกเบื้องหลังการทำงาน และความอัดอั้นตันใจที่นำมาสู่การสร้างเนื้อเรื่องและตอนจบรูปแบบใหม่ของตัวเอง

ต่อจากนี้ วันทองไม่ต้องโดนหาว่าสองใจอีกต่อไป เพราะเธอจะไร้ใจไปเลย!

ว่าแต่ทำไมวันทองต้องไร้ใจด้วย

เป็นการตั้งล้อสำนวนวันทองสองใจค่ะ ในเรื่องคือเลือกไม่ได้ระหว่างขุนแผนกับขุนช้าง เราเลยไม่เอาทั้งสองคน ก็ไร้ใจไป แต่ถ้าไม่เอาเลยสักคนจริง ๆ เรื่องนี้คงอยู่ WEBTOON หมวดโรแมนซ์ไม่ได้ (หัวเราะ)

‘มุ’ นักวาด ‘วันทองไร้ใจ’ Webtoon ดัดแปลงจากขุนช้างขุนแผน ที่คนอ่านไปแล้ว 18 ล้านครั้ง

คุณไม่ชอบเนื้อเรื่อง ขุนช้างขุนแผน แบบเดิม เลยเขียนเวอร์ชันใหม่

ต้องเล่าก่อนว่า ตอนนั้นติดอ่านนิยายจีน ชอบอ่านแนวทะลุมิติเข้าไปในนิยาย หรือแนวทะลุมิติเข้าไปแก้ไขชีวิตตัวเอง ก็เลยคิดว่าของไทยน่าจะมีบ้าง เลยนึกถึงวันทองขึ้นมา เรื่องแรกเป็นแนวทะลุมิติเหมือนกันค่ะ แต่เป็นเรื่องจีน ก่อนหน้านี้เขียนให้ Comico Thailand ตอนนั้นอยากล้อว่ามีแนวทะลุมิติเยอะ ก็เลยเอาทุกคนมาทะลุมิติหมดเลย แนวเบาสมอง ชื่อ เอ้า! ทะลุมิติกันเข้าไป๊

ส่วนเรื่อง วันทองไร้ใจ คือเราคิดว่าพวกตัวเอกของเรื่องแนวนี้มักจะชีวิตรันทด ไม่ได้รับความยุติธรรม วันทองก็เข้าแก๊ปอยู่นะ จริง ๆ เคยมีคนเขียนนิยายเกี่ยวกับวันทอง หรือคนอื่นทะลุมิติที่เป็นตัวละครใน ขุนช้างขุนแผน อยู่แล้ว เราไม่ใช่คนแรกที่เขียน แต่ตอนที่เราอ่าน ขุนช้างขุนแผน เหมือนเราดูละครแล้วขัดใจ ทำไมนางเอกต้องตายด้วยล่ะ! ไม่ได้ผิดสักหน่อย! เราเลยอยากให้วันทองได้มีสิทธิ์มีเสียง ได้แก้ไขชีวิตตัวเอง เพราะเธอคือนางในวรรณคดีที่น่าสงสารอีกคนหนึ่ง

‘มุ’ นักวาด ‘วันทองไร้ใจ’ Webtoon ดัดแปลงจากขุนช้างขุนแผน ที่คนอ่านไปแล้ว 18 ล้านครั้ง
การ์ตูนเรื่อง เอ้า! ทะลุมิติกันเข้าไป๊

แสดงว่าจริง ๆ แล้วมีนางในวรรณคดีที่น่าสงสารอีกหลายคน

ใช่ค่ะ

หลายคนมองว่า โมรา กากี ก็กลายเป็นตัวแทนของผู้หญิงหลายใจไปเหมือนกัน

ไม่คิดว่าทั้งสองเป็นตัวแทนผู้หญิงหลายใจ แต่เป็นตัวแทนของผู้หญิงที่เลือกอะไรไม่ได้เลยมากกว่า อย่างโมรา สะท้อนชีวิตสมัยก่อนที่ผู้หญิงต้องขึ้นอยู่กับผู้ชาย ผู้ชายเก่ง ฉันก็รอด ถ้าผู้ชายไม่เก่ง ฉันก็ตายตาม โมราเลยดิ้นรนให้อยู่ในความครอบครองของผู้ชายที่เก่งกว่า แต่มันขัดกับศีลธรรมของสิ่งที่สมัยนั้นคิดว่าดีงาม เธอเลยกลายเป็นตัวร้าย เธอเจอผู้ชายคนนี้ก่อนก็ต้องอยู่กับเขาเท่านั้น ทั้ง ๆ ที่เธอเพิ่งเกิดจากผอบ ยังไม่รู้เรื่องอะไรเลย

ส่วนกากี อันนี้เป็นพล็อตนิยายอีโรติก (หัวเราะ) ถูกครุฑพาไปอยู่บนวิมานชั้นฟ้า ให้ทำยังไงล่ะ ไม่ยอมแล้วให้กระโดดเมฆตายหรอ แล้วมีคนธรรพ์ไปซ้ำอีก จะให้ทำยังไง เลือกอะไรไม่ได้เลย แต่ไม่รู้ว่าทำไมวันทองสองใจถึงติดหูคนมากกว่า

อีกอย่างคือเรามีการเอาขนบของทางอินเดียมาด้วยว่า ผู้หญิงต้องผุดผ่อง รักเดียวใจเดียว ถ้าหากสามีตายต้องเผาตัวเองตายตาม เป็นการรับอิทธิพลมา และเมื่อก่อนมีความเชื่อว่าผู้หญิงคือสมบัติของพ่อแม่ แต่งงานไปก็เป็นสมบัติของสามี ผู้หญิงจึงไม่มีแนวคิดว่า เราเป็นคน เป็นตัวเอง ไม่ใช่ของใคร มันก็เลยไปในแนวนั้น

ซึ่งสิ่งเหล่านี้เราไม่ได้เห็นในเรื่อง วันทองไร้ใจ

(หัวเราะ) เพราะว่าเรื่องนี้นางเอกไม่ได้เป็นคนในยุคนั้น เธอเป็นคนยุคปัจจุบันทะลุมิติไป เธอเลยออกมือออกไม้ได้มากกว่า แต่เธอจะไปฉอดทุกคนที่ขวางหน้าก็ไม่ได้ ตรงนี้คือข้อจำกัด เธอต้องอยู่ให้ได้ ถึงไม่อยากประนีประนอมก็ต้องทำหน่อย ไม่งั้นจะถูกหาว่าบ้า

‘มุ’ นักวาด ‘วันทองไร้ใจ’ Webtoon ดัดแปลงจากขุนช้างขุนแผน ที่คนอ่านไปแล้ว 18 ล้านครั้ง

ฟังแล้วรู้เลยว่าผู้หญิงถูกกดทับในวรรณคดีอยู่บ่อย ๆ

เพราะว่าวรรณคดีเป็นภาพสะท้อนสังคมในอดีต สมัยก่อนสถานะผู้หญิงเป็นอย่างไร ในวรรณคดีก็สะท้อนออกมาเป็นแบบนั้นเลย อย่างตอนนี้ถ้าเทียบกับวรรณคดี สิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนไปจริง ๆ คือผู้หญิงเป็นคนเขียนเองมากขึ้น จากแต่ก่อนที่ผู้ชายจะเป็นคนเขียนวรรณคดี มันก็ช่วยไม่ได้ที่เนื้อเรื่องจะเป็นไปในมุมมองของผู้ชาย แต่ก่อนมีหน้าที่แบ่งแยกชัดเจนระหว่างผู้หญิงกับผู้ชาย ผู้หญิงต้องอยู่ในบ้าน ผู้ชายอยู่นอกบ้าน ปัจจุบันยังมีบ้าง แต่ก็เปลี่ยนไป ซึ่งสะท้อนผ่านสื่อ ผ่านเรื่องราวของยุคสมัยอย่างที่เราเห็นกัน

ในวรรณคดี สิ่งที่คนเขียนยุคนั้นเขียนออกมาก็สะท้อนเรื่องของคนยุคนั้น พอเราเขียนก็เลยสะท้อนเรื่องของยุคนี้แบบไม่รู้ตัวเช่นเดียวกัน ต่อ ๆ ไปก็จะมีเรื่องอื่น ๆ เพิ่มมา เช่น พ่อค้า ชนชั้น เรื่องทาส แต่อันนี้เป็นทาสในสมัยก่อน หรือความคิดที่ว่าเวลาทำงานจะต้องทำถวายหัว มีบางกลุ่มที่คิดแบบนี้อยู่ในปัจจุบัน แต่อันนี้ต้องรอซีซั่นหน้า

แล้วพอจะมีวรรณคดีหรือนิทานเรื่องไหนบ้างไหมที่ผู้หญิงไม่ถูกกดทับ หรือค่อนข้างมีอิสระมากกว่าที่เรานึกออก

มีเรื่องเดียวเท่าที่คิดออกตอนนี้คือ แก้วหน้าม้า มีสิทธิ์มีเสียงหน่อย มีอำนาจ มีอิทธิฤทธิ์ กำหนดชีวิตตัวเองได้มากกว่า อย่างน้อยก็มากกว่าตัวละครหญิงคนอื่น ๆ 

ตอนที่เขียนเรื่อง วันทองไร้ใจ ขึ้นมา คุณมีเป้าหมายไหมว่าอยากให้ใครมาอ่าน

ตอนแรกคือแค่คนที่อัดอั้นตันใจเหมือนเรา (หัวเราะ) เธอคิดเหมือนฉันใช่ไหม (หัวเราะ) แต่ตอนที่มีการประกวดวาดการ์ตูนของ WEBTOON ในปี 2020 เขาให้วาดเรื่องแนวไหนก็ได้ เราเลยลองส่งเรื่องนี้ไป แต่ไม่ผ่าน ตอนหลังเขาถึงค่อยมาติดต่อว่าสนใจจะวาดไหม เพราะเนื้อเรื่องน่าสนใจ ก็เลยได้วาด เรื่องนี้น่าจะได้รับการติดต่อประมาณปี 2021

หลังจากนั้นคุณก็ได้เขียนต่อยาว ๆ เลย แถมลายเส้นยังสวยมากด้วย เริ่มวาดภาพจริงจังตั้งแต่เมื่อไหร่

มาเริ่มฝึกตอนที่มีเว็บบอร์ด สมัยมหาวิทยาลัย และมีเพื่อนที่ชอบวาดด้วยกันก็ได้แลกเปลี่ยนผลงานกัน เหมือนเป็นการช่วยกระตุ้นเรา เราก็ได้เรียนรู้กับคนที่เรียนมาโดยตรงหรือกับคนที่วาดมาเยอะกว่า

แต่ตอนอนุบาลก็วาดเป็นงานอดิเรกค่ะ วาดเด็กผู้หญิง ดอกไม้ วาดแล้วมีเพื่อนชมก็ยิ่งวาด พอโตขึ้นมาหน่อยสักประถมก็เริ่มวาดเป็นเรื่อง เขียนเองอ่านเอง เป็นลายเส้นญี่ปุ่นหน่อย เพราะชอบการ์ตูนตาหวาน แรงบันดาลใจตอนวาดก็มาจากคุณพ่อด้วย คุณพ่อวาดให้ดู เราก็วาดตาม

แต่ตอนเรียนมหาวิทยาลัย คณะที่เรียนไม่ได้เกี่ยวกับวาดรูปนะคะ เรามาฝึกเอง เปลี่ยนลายเส้นด้วย เพราะตอนแรกก็ไม่ใช่คนวาดสวย ส่วนการเรียนเอกภาษาไทยอาจจะช่วยบ้าง เพราะเราเรียนวิเคราะห์วรรณกรรมมาเยอะ ก็พอมีพื้นฐานการลำดับเรื่อง

‘มุ’ นักวาด ‘วันทองไร้ใจ’ Webtoon ดัดแปลงจากขุนช้างขุนแผน ที่คนอ่านไปแล้ว 18 ล้านครั้ง

การที่เรียนเอกภาษาไทยคงทำให้คุณต้องคลุกคลีอยุ่กับวรรณคดีเยอะเลย

เยอะค่ะ เพราะต้องเรียนวรรณคดีซ้ำไปซ้ำมาหลายตัวเหมือนกัน คนอื่นเรียน ขุนช้างขุนแผน ช่วงมัธยมครั้งหรือสองครั้ง แต่พอเราเรียนเอกวรรณคดีจึงเอ็กซ์ตร้าเข้าไปอีก ไม่ถึงกับเรียนจนจบหลายรอบ แต่ได้เรียนจนจบและได้เห็นเวอร์ชันที่หลากหลาย

เท่าที่ตกตะกอนมา คุณคิดว่าอะไรคือคุณค่าของวรรณคดีเรื่อง ขุนช้างขุนแผน

ถ้าตามที่เรียนมา มันเป็นความจริงที่วรรณคดีเรื่องนี้บันทึกประวัติศาสตร์ สังคม ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านในสมัยนั้นได้ค่อนข้างจะครบถ้วน ถือว่าแตกต่างจากเรื่องอื่นที่เป็นจักร ๆ วงศ์ ๆ ในรั้วในวัง เรื่องนี้เป็นชีวิตชาวบ้านจริง ๆ 

โดยส่วนตัวคิดว่าเนื้อเรื่องสนุก ตื่นเต้น มีความลุ้น บางฉากมีความเป็นละคร ดราม่าเหมือนซีรีส์เกาหลีอยู่บ้างเหมือนกัน เช่น ฉากที่วันทองจะถูกลากไปแต่งงานกับขุนช้าง แล้วขุนแผนจะมาช่วยไหม ฉากนั้นคือลุ้นมาก แต่พออ่าน ๆ ไปปรากฏว่า ขุนแผนมา ไม่สนใจ นางเอกโดนลากเข้าห้องหอ ม่ายยยย!!! มีความเมโลดราม่าหน่อย หรือจังหวะถูกประหาร พระพันวษาให้อภัยแล้ว คนอ่านก็เสียดายเล่น หรืออีกฉากคือ ขุนแผนผ่าท้องนางบัวคลี่เพื่อทำกุมารทอง อันนี้จะมีความสยอง เป็นตัวเอกสายดาร์ก

รู้สึกยังไงตอนที่ขุนแผนใช้ความรุนแรง

จริง ๆ แอบตั้งคำถามว่า ทำไมคนแบบนี้ถึงมาเป็นพระเอกได้เนี่ย (หัวเราะ)

‘มุ’ นักวาด ‘วันทองไร้ใจ’ Webtoon ดัดแปลงจากขุนช้างขุนแผน ที่คนอ่านไปแล้ว 18 ล้านครั้ง

ก็เลยเป็นที่มาของการอยากเปลี่ยนพระเอกของเรื่องหรือเปล่า

ส่วนหนึ่งค่ะ ตอนแรกไม่ได้คิดว่าจะต้องมีพระเอกคนใหม่เลย ตอนแรกจะเอนไปทางให้ขุนช้างเป็นพระเอกด้วยซ้ำ แต่พอเขียน ๆ ไปแล้วรู้สึกว่า ให้มีคนใหม่ไปเลยน่าจะสนุกกว่าในเมื่อเราดัดแปลงใหม่

หรือจริง ๆ แล้ว ขุนแผนไม่มีคุณสมบัติจะเป็นพระเอกแล้ว

(หัวเราะ) ถ้าในความคิดของเราจะให้เขาเป็นพระเอกก็ได้ แต่เนื้อเรื่องจะเป็นอีกแบบไปเลย วันทองจะต้องเหนื่อยหนักมากในการจะเปลี่ยนผู้ชายสักคนหนึ่ง ก็เลยคิดว่าถ้าเป็นคนใหม่มาเลยจะได้อีกรสชาติหนึ่ง เราอยากให้เรื่องนี้เป็นผลงานออริจินัลของเรา ไม่ใช่เอาขุนช้างขุนแผนมารีเมก

‘มุ’ นักวาด ‘วันทองไร้ใจ’ Webtoon ดัดแปลงจากขุนช้างขุนแผน ที่คนอ่านไปแล้ว 18 ล้านครั้ง

ตอนที่คิดพล็อตเรื่องนี้ขึ้นมา คิดว่าจะมีคนสนใจไหม

ก็แอบคิดว่าน่าจะมีคนสนใจ น่าจะมีคนคิดเหมือนกับเราเยอะนะ เพราะก่อนหน้านี้ก็มีคนเขียนนิยายมาก่อน ผลตอบรับตอนประกวดถือว่าดีค่ะ มีคนอ่านเยอะกว่าที่คิด มีคนอัดอั้นตันใจเหมือนเรา (หัวเราะ)

จากวันแรกจนถึงตอนนี้ คุณเดินไปไกลกว่าจุดประสงค์เดิมตอนที่เริ่มเขียนบ้างไหม

ตอนแรกเราคิดแค่เอานางเอกไปฟาดกับผู้ชายสองคนนี้ แต่พอเขียนไปเรื่อย ๆ ก็เริ่มใส่รายละเอียดเพิ่ม นางเอกไม่ได้จะไปต่อกรกับขุนแผนเหมือนตอนแรก ๆ เพราะคนที่เธอต้องต่อกรมากที่สุดคือ แม่ศรีประจัน เพราะสุดท้ายคนที่เป็นเจ้าของชีวิตวันทองในตอนนี้คือแม่ ไม่ใช่ขุนแผน เป็น Last Boss ของซีซั่นแรก ด้วยความเป็นแม่ เรายังทำอะไรมากไม่ได้ ต้องหาวิธีอื่นที่จะทำให้เรามีชีวิตอิสระจากเขาได้ โดยไม่ทำให้เขาเจ็บช้ำมากเกินไป 

ตอนที่วาดนางวันทอง มีการใส่ตัวตนของคนวาดลงไปในตัวละครบ้างไหม

นิสัยเราสองคนไม่เหมือนกันเท่าไหร่ (หัวเราะ) เราไม่ค่อยจะไปฉอดใคร แต่อะไรที่เราอยากทำ เราจะให้ตัวละครทำแทน ถ้าให้เหมือนกัน คือเรื่องทัศนคติว่าเราคิดอย่างไร ซึ่งจะคล้ายกัน มีความเหมือนแค่บางส่วน

ถ้าอย่างนั้นวันทองเวอร์ชันนี้มีต้นแบบมาจากไหน

เหล่าทวิตเตี้ยนทั้งหลายค่ะ ชาวทวิตเตอร์ เราคิดว่าถ้าเป็นคนในทวิตเตอร์จะคิดอย่างไร (หัวเราะ) เป็นเหมือนเฟมินิสต์ แค่บังเอิญเล่นทวิตเตอร์

‘มุ’ นักวาด ‘วันทองไร้ใจ’ Webtoon ดัดแปลงจากขุนช้างขุนแผน ที่คนอ่านไปแล้ว 18 ล้านครั้ง

พูดถึงการทำงาน ได้ข่าวว่าตอนแรกคุณทำงานแบบโซโลคนเดียว

ตอนแรกทำคนเดียว แต่ไป ๆ มา ๆ ไม่ไหว ตอนนี้เลยมี 3 คน เพิ่มมาทีละคน ๆ ให้เพื่อนมาช่วย ทำทุกอย่างเลยประมาณ 10 ตอนแรก มีแค่เรากับโปรแกรมช่วยบ้าง ใช้ 3D ช่วยทำฉาก หรือใช้หุ่นโมเดลสามมิติก็ร่างได้ไวขึ้น แต่สุดท้ายก็ไม่ไหว ต้องให้คนช่วยจริง ๆ 

‘มุ’ นักวาด ‘วันทองไร้ใจ’ Webtoon ดัดแปลงจากขุนช้างขุนแผน ที่คนอ่านไปแล้ว 18 ล้านครั้ง
‘มุ’ นักวาด ‘วันทองไร้ใจ’ Webtoon ดัดแปลงจากขุนช้างขุนแผน ที่คนอ่านไปแล้ว 18 ล้านครั้ง
‘มุ’ นักวาด ‘วันทองไร้ใจ’ Webtoon ดัดแปลงจากขุนช้างขุนแผน ที่คนอ่านไปแล้ว 18 ล้านครั้ง
‘มุ’ นักวาด ‘วันทองไร้ใจ’ Webtoon ดัดแปลงจากขุนช้างขุนแผน ที่คนอ่านไปแล้ว 18 ล้านครั้ง

พวกโปรแกรมก็เรียนรู้การใช้งานเองทั้งหมดเลยไหม

ใช่ค่ะ ยากเอาเรื่อง เรื่อง วันทองไร้ใจ เป็นเรื่องแรกที่ใช้ 3D ประกอบ เพราะเรือนไทยหาโหลดฉากไม่ได้ แล้วเราต้องใช้หลายมุม ถ้าปั้นเป็น 3D จะคุ้มกว่า เพราะเราปรับได้หลายมุม ก็เลยลองปั้นเอง ตอนแรกใช้ SketchUp แต่เพราะเราไม่มีพื้นฐานเลยเริ่มต้นลำบาก บังเอิญมาเจอโปรแกรมที่มันง่ายขึ้นก็เลยใช้

สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon
สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon
สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon
สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon
สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon
สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon

ตอนทำงานคนเดียว อะไรคือสิ่งที่ท้าทายที่สุด

ลงสี 50 กว่าช่องค่ะ มันเยอะ อดนอนอยู่พักหนึ่ง (หัวเราะ) เพราะต้องส่งงานวันศุกร์ เนื่องจากมีกำหนดออนแอร์ ตอนนี้ยังทำทัน เพราะเราทำตอนตุนไว้ก่อน เรารู้ตัวว่าต้องมีเลทแน่นอน เลยมีทำตุนเอาไว้ 1 ตอนใช้เวลา 6 – 7 วัน บางตอนที่รายละเอียดไม่เยอะ 5 วันครึ่งหรือ 6 วันก็เสร็จ

ต้องมีการทำการบ้านระหว่างตอนเยอะไหม

มีบ้าง อย่างการเปิดเสภา หรือเปิดพจนานุกรมเทียบ แต่หลัก ๆ คือเสภา ขุนช้างขุนแผน เรายึดของห้องสมุดวชิรญาณเป็นหลัก ถ้าหากมีฉากไหนที่เราสงสัยลำดับเนื้อเรื่อง ตลอดจนสีผ้าก็ไปเปิดดูได้ โชคดีที่มีออนไลน์ แต่อันนี้เป็นเรื่องของรายละเอียด

สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon
สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon
สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon

ดูละเอียดจนถึงลายผ้าเลยทีเดียว

ใช่ค่ะ อย่างน้อยก็ตอนต้น ๆ แต่พอดำเนินเรื่องไป เราจะเริ่มปรับไปเรื่อย ๆ ไม่ได้อิงตามเดิมเป๊ะแล้ว แต่บางตัวละครออกมาครั้งแรกเป็นฉากที่มีในเรื่อง เราก็อยากให้สีตรงกัน อย่างตอนแรกที่วันทองออกมาก็จะใส่สีแดง วาดไปสักพักก็เปลี่ยนเป็นสีชมพูแทน ตรงนี้เราไม่ได้ใส่คำอธิบายอะไร เพราะเป็นความฟินส่วนตัวที่ได้ใส่ลงไป แต่ก็มีคนรู้นะคะ คนที่เรียนมา เราประมาทคนอ่านไม่ได้เลยค่ะ มีคนที่รู้มากกว่าเราอยู่เสมอ

สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon
สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon
สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon

กว่าจะเป็นหนึ่งตอนนี่ทำอะไรหลายอย่างเลย หลังเสร็จงานค้นคว้าแล้วคุณต้องทำอะไร

การบ้านอันนี้จะไปอยู่ตรงเขียนสตอรี่บอร์ด เขียนเสร็จแล้วก็เริ่มร่าง ตัดเส้น ส่งให้ผู้ช่วยคนที่หนึ่งเทสี แล้วส่งให้ผู้ช่วยคนที่สองลงเงา ใส่เครื่องประดับ จากนั้นก็ส่งกลับมาให้เราแต่งสี ใส่ฉากหลัง พิมพ์คำพูด แล้วส่งกลับไปให้ผู้ช่วยคนที่หนึ่งจัดฟอนต์ให้อีกที จากนั้นส่งกลับมาให้เรา มันจะส่งไปส่งมาหน่อยนะคะ ส่งมาให้เราดูความเรียบร้อย แล้วส่งให้ผู้ดูแล WEBTOON เขาจะเช็กคำผิด บางทีก็มีแก้บางช่อง เช่น ตอนจบขอค้างกว่านี้หน่อย เรื่องตรงนี้ละเอียดอ่อน ช่วยเพิ่มอะไรหน่อย

สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon
สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon

การบ้านที่ต้องทำหนักที่สุดของเรื่องนี้คืออะไร

ความเป็นอยู่ในยุคนั้น เพราะตอนแรกไม่มีในหัวเลยว่าคนยุคนั้นอยู่กันอย่างไร เราจะนึกเนื้อเรื่องไม่ออก ต้องไปศึกษาตรงนั้นก่อนค่ะ

สำหรับสถาปัตยกรรม บ้านเรือน มีหนังสือเล่มไหนที่คุณใช้อ้างอิงบ้างไหม

อาจจะไม่ถึงกับเป็นหนังสือ แต่อย่างบ้านของนางวันทอง เราใช้พระตำหนักทับขวัญที่จังหวัดนครปฐมเป็นต้นแบบ มีเมืองโบราณด้วย ช่วยได้เยอะ บางอย่างที่มันหาไม่ได้ เช่น สภาพความเป็นอยู่ โชคดีที่มีละครทำมาก่อน เขาค้นคว้ามาแล้ว เราก็ขอมาใช้บ้าง บุพเพสันนิวาส นี่ช่วยได้เยอะเลยค่ะ เพราะพอ บุพเพฯ ออกมาก็มีหนังสือเกี่ยวกับอยุธยาตามมาเยอะมาก เราจึงได้เดินตามรอยเขา

สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon

แบบนี้ถึงจะเป็นนักศึกษาเอกภาษาไทยที่ผันตัวมาเป็นนักวาดการ์ตูน แต่การอ่านหนังสือก็ขาดไม่ได้เลย

ใช่ค่ะ เป็นนิสัยส่วนตัวด้วยว่า เวลาเราคิดพล็อต จะชอบคิดจากข้อมูลมากกว่า

สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon

แต่จินตนาการเองก็เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ บางตัวละครจึงไม่มีอยู่จริงในวรรณคดี

อย่างปรงทองกับเปลวคำก็ใส่เข้าไปเพื่อให้เรื่องมีความเป็นของเรามากขึ้น เป็นโอเอซิสของเรื่อง เป็นจุดดึงดูดความสนใจของคนอ่าน เพราะถ้ามีแค่ขุนช้างกับขุนแผน คนที่ไม่ชอบทั้งสองคนก็จะไม่มีเมน เราเลยใส่สองคนนี้เข้าไปให้ แล้วก็เหมือนชูใจคนวาดด้วย อย่างปรงนี่ คนวาดชอบ อยากวาดผู้หญิงน่ารักค่ะ

สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon

เท่าที่ฟังมาคุณทำงานกับประวัติศาสตร์และค่านิยมอยู่ตลอด มีเรื่องอะไรที่กังวลบ้างไหม

บางอย่างเป็นข้อมูลที่ไม่ใช่ปฐมภูมิ ไม่ได้เป็นข้อมูลแรกเริ่มดั้งเดิม ของบางคนอาจจะผ่านการวิเคราะห์ สังเคราะห์มาแล้ว เราก็ไม่ทราบ ไม่แน่ใจว่าถูกไหม อย่างเรื่องช้างใช้เท้าหลังเดินก่อน เราก็ต้องไปเปิดคลิปช้างเดินดู แต่ข้อดีคือเราเซ็ตให้นางเอกทะลุเข้าไปในวรรณคดี ไม่ใช่ย้อนอดีต ในเสภาจะมีการปนกันของยุคสมัยอยู่ บางฉากก็เหมือนอยู่ในอยุธยา แต่บางเมนูอาหารหรือเสื้อผ้าบางอย่างกลับเป็นสมัยรัตนโกสินทร์ มันจึงปนกันอยู่ในนั้น เราเลยไม่ได้ซีเรียสเรื่องยุคสมัยมาก เรายึดว่าเป็นเรื่องในวรรณคดี ถ้าแยกออกมาทีละยุคจะเป็นงานที่หนักไปหน่อย (หัวเราะ)

คุณมองเห็นความน่ากลัวของค่านิยมจากเรื่องนี้บ้างไหม

ส่วนมากพอเกิดเป็นค่านิยม เราก็ไหลไปตามนั้น ไม่ได้ตรวจสอบตัวเองจนไหลไปตามกระแส บางครั้งจึงเกิดการทำร้ายกันเองด้วยค่านิยม ความเชื่อ อย่างวันทองนี่ไม่มีโอกาสแม้แต่จะได้คิดด้วยซ้ำว่าเธอคิดได้ เลือกได้ เขาไม่เอ๊ะเลย เราก็ไม่เอ๊ะ พอไปเรื่อย ๆ จึงเกิดเป็นค่านิยมมองผู้หญิงเป็นสิ่งของ วันทองเป็นคนยุคนั้น เขาก็อยู่อย่างนั้น แล้วคนที่กำหนดค่านิยมในยุคนั้นก็เป็นชนชั้นสูง ขุนนางด้วย

หลังเปลี่ยนแปลงกระบวนการทำงานมาพอสมควร อะไรคือความท้าทายในการทำงานชิ้นนี้

เรื่องทำเป็นทีมนี่แหละค่ะ ก่อนหน้านี้ทำงานคนเดียวมาก่อน มันจึงเป็นเหมือนการเรียนรู้กันระหว่างผู้ช่วยและทีมงานว่า เราจะทำอย่างไรให้ตารางเวลาลงตัว เป็นครั้งแรกที่ได้จ้างคน เพราะเพิ่งมีเงินจ้างค่ะ (หัวเราะ) เป็นเรื่องแรกที่มีคนติดตามเยอะขนาดนี้ เลยมีความกดดันด้วย กลัวว่าเราจะมีอะไรบ้งโดยที่ไม่รู้ตัวแล้วเผลอปล่อยออกไป แต่โชคดีที่ทำงานเป็นทีมก็เลยมีคนช่วยดู

ตอนนี้ก็ทำงานการ์ตูนเป็นอาชีพหลักเลย เพราะถ้าไม่หลักคงจะไม่มีเวลาวาดใช่ไหม

ไม่สามารถทำงานอื่นได้เลย จากที่เคยรับมาก็ต้องวางกองไว้ก่อน เพื่อเรื่อง วันทองไร้ใจ

สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon
สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon

ถามเรื่องความต่างระหว่างเรื่องของคุณกับวรรณคดีไปเยอะแล้ว มีอะไรที่ไม่แตกต่างกันบ้างไหม

อันที่จริงก็มีบางอย่างที่พยายามคงไว้ เช่น ประเพณี ข้าวปลาอาหาร อันนี้คือเอามาจากเสภา และความปากจัดของแม่ศรีประจันก็ด้วย นอกนั้นก็มีเปลี่ยนไปเยอะเลย

กระแสตอบรับตอนที่เรื่องนี้ออกไปแล้วทำให้ใจฟูบ้างไหม

ดีกว่าที่คิดเยอะเลยค่ะ รู้สึกดีใจที่มีคอมเมนต์ให้อ่านทุกสัปดาห์ ชอบมากที่ได้อ่านความเห็นของทุกคน มีคนที่สังเกตเยอะ ๆ ก็ทำให้เราดีใจ เช่น รายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เราไม่ได้บอก หรือแม้กระทั่งเกิดการถกเถียงกันว่า ขุนแผนก็ไม่ได้แย่นะ มันเป็นเพราะสภาพสังคมในสมัยนั้น เขาเลยเป็นแบบนี้

เหล่าผู้อ่านน่ารักมาก ต้องขอบคุณทุกท่านที่สนับสนุนมาก ๆ WEBTOON เราเขียนเป็นสัปดาห์ต่อสัปดาห์ เราไม่รู้เลยว่าจะเขียนได้ยาวแค่ไหน จะถูกตัดจบไหม แต่เพราะได้รับการสนับสนุนจากทุกคนเลยได้เขียนต่อยาว ๆ ทุกคนช่วยเปย์อ่านล่วงหน้า ทำให้ได้เงินมาสนับสนุนผู้ช่วย อันนี้สำคัญมาก ช่วยได้เยอะจริง ๆ ค่ะ อ้อ! เห็นคอมเมนต์ของเพื่อนบ้านชาวลาวด้วย เขามาอ่านก็ดีใจจริง ๆ อนาคตอยากให้ไปต่างประเทศ มีการแปลด้วย อันนี้ก็ได้แต่ภาวนาค่ะ

แฟนคลับคุณแน่นหนามาก ชุมชนวันทองไร้ใจแข็งแกร่งจนมีคนนำไปคอสเพลย์ด้วย

อันนี้ดีใจมาก เป็นความใฝ่ฝันของนักวาดหลายคน แต่งกันสวยเหมือนหลุดออกมาจากในเรื่องเลย ขนาดเป็นตัวละครที่ไม่ใช่ตัวหลักอย่างแม่ศรีประจันก็มี แปลกใจมาก ต้องขอบคุณอีกครั้งนะคะ

ก่อนจากกันขอถามย้ำอีกครั้งว่า จุดจบวันทองจะเหมือนเดิมไหม

(หัวเราะ) ต้องไม่เหมือนเดิมอยู่แล้ว เพราะไม่ใช่วันทองแล้ว แต่เป็นนางเอกคนใหม่ เนื้อเรื่องก็ต้องต่าง ติดตามกันต่อไปนะคะ

สนทนากับ ‘มุ’ นักวาดเจ้าของเรื่อง ‘วันทองไร้ใจ’ การ์ตูนไทยที่เปลี่ยนจุดจบของวันทอง จนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของ Webtoon

ภาพ : มุ

Writer

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

10 พฤศจิกายน 2565
15 K

เสียงรองเท้าส้นสูงก้าวฉับไวดังนำมาก่อน

ก่อน ก้อย-อรัชพร โภคินภากร จะปรากฏตัวให้เห็น

นักแสดงที่เล่นบทตลกได้อยู่หมัดไม่ห่วงสวย ส่งผลให้ละครคอเมดี้กลายเป็นภาพจำของเธอ 

แต่ถัดจากหลังจอแก้ว และหลังจอมือถือ ก้อยก็มักปรากฏตัวอยู่หน้าม่าน, แสดงละครเวที ศาสตร์ที่เธอบอกว่ามันเติมเต็มความเป็นมนุษย์บางอย่างให้ชีวิต ทั้งยังเขียนบทละครอีกต่างหาก

จากที่คิดว่าคงจะคุยกันเรื่องเบา ๆ มีเสียงหัวเราะดังสลับบ้างเป็นระยะ บทสนทนาก็ผ่านไปร่วม 2 ชั่วโมง เข้มข้น หนักแน่น จนต้องบังคับให้มันจบลงเพราะเธอมีงานต่อตลอดวัน

เป็นจริงตามที่เคยเห็น ก้อยฉะฉานในคำตอบ ใช้เวลาคิดไม่นาน ทุกอย่างเป็นขั้นเป็นตอนจนบอกได้ว่า ผู้หญิงคนนี้ผ่านการทบทวนตัวเองมามากขนาดไหน 

อาจดูแข็งแกร่ง เข้าใจชีวิตกว่าใคร รวดเร็วเหมือนเสียงฝีเท้า แต่ไม่ใช่ 

ก้อยยังคงเปราะบาง ไวต่อความรู้สึก น้ำตารื้นขึ้นมาง่าย ๆ เมื่อพูดถึงเรื่องในใจที่เธอหวาดกลัวมากที่สุด แม้จะผ่านการจินตนาการถึงมาแล้วไม่รู้ต่อกี่ครั้ง เพราะภายใต้ทุกการตัดสินใจ คือการแบกความคาดหวังของทุกคนไว้บนบ่า 

จากเด็กที่ถูกความรักของแม่โจมตีอย่างหนัก เธอเติบโตมาเป็นก้อยผู้ไม่แพ้ 

วันนี้ เธออนุญาตให้ตัวเองอ่อนแอ ปล่อยวางชีวิตที่เคยบีบรัด แต่ยังคงยึดถือผู้พิทักษ์หนึ่งเดียวของเธอไว้ 

ซึ่งก็ไม่แปลก คนเราควรจะมีอะไรไว้ยึดเหนี่ยวจิตใจบ้าง

สิ่งที่แปลกคือ ผู้พิทักษ์ของเธอไม่ใช่อัศวินขี่ม้าขาวหรือเทวดารูปหล่อ แต่เป็นอัตตาของตัวเอง

แด่แม่ และตัวตนที่แหลกสลายของ ก้อย อรัชพร นักแสดงที่มีอีโก้เป็นผู้พิทักษ์ของชีวิต
แด่แม่ และตัวตนที่แหลกสลายของ ก้อย อรัชพร นักแสดงที่มีอีโก้เป็นผู้พิทักษ์ของชีวิต

ความฝันของคนอื่น

ความฝันวัยเด็กของคุณคืออะไร

พ่อแม่อยากให้เป็นหมอ เราก็ตอบทุกคนว่าอยากเป็นหมอมาตลอด แต่ดันสอบไม่ติด 

เราเป็นพวกชอบการแข่งขัน แม่จะอวยยศให้เรามีความแข่งขันสูง พอสอบไม่ติดก็เฟลมาก ถามตัวเองต่อว่ากูจะยังไงดี แล้วก็มีคนมาบอกให้ไปเรียนนิเทศ เพราะไลฟ์สไตล์เราดูเป็นงั้น ทั้งที่ยังไม่รู้เลยว่านิเทศเรียนอะไร รู้แค่ว่า ฉันจะไม่เป็นหมอแล้ว เพื่อเสริมอีโก้บางอย่างของเราว่ากูก็ไม่ได้แพ้ใคร ชิ่งไปอีกทาง คิดว่าถ้าต้องเป็นหางเสือ กูขอเป็นหัวหมาดีกว่า (หัวเราะ) 

เคยคิดไหมว่าอยากเป็นอะไรในอนาคต

คิดน้อยมาก เราเป็นเด็กที่วิ่งตามค่านิยมสุด ๆ 

ไม่รู้ว่าเด็กที่ดีคืออะไร แต่ฉันต้องโตมาเป็นเด็กที่ดี ต้องได้รับคำชม เราแค่ชอบผลลัพธ์จากการเป็นเด็กดี สอบก็ต้องสอบให้ที่ดี ๆ 

ทำเพราะอยากรู้สึกดีกับตัวเอง หรืออยากให้พ่อแม่ภูมิใจมากกว่ากัน

สุดท้ายไม่ว่าจะเพราะตัวเองหรือพ่อแม่ มันวิ่งกลับมาที่ตัวเองอยู่ดี แต่การทำให้พ่อแม่ภูมิใจค่อนข้างเป็นแรงผลักดันหลัก เรารู้สึกว่าเขารักเรา แล้วเราก็อยากให้เขามีความสุข ซึ่งเขามีความสุขจริง ๆ เวลาเราเรียนได้ดี 

ได้ความทะเยอทะยานแรงกล้ามาจากไหน

แม่ 

บ้านเรามีแม่เป็นช้างเท้าหลังมาก ๆ พ่อให้แม่เราออกจากงานเพื่อมาเลี้ยงลูกตามวัฒนธรรมไทย แล้วการที่ผู้หญิงคนหนึ่งมีความฝัน มีความต้องการบางอย่างของตัวเอง แต่ต้องทิ้งทั้งหมดเพื่อออกมาเลี้ยงลูกหนึ่งคน มันเป็นความจริงที่กระแทกเข้าหาเรา 

บางทีเป็นความรักที่ล้นหลาม เราอยากให้แม่แบ่งความรักไปให้ตัวเองบ้าง เรารู้สึกว่า เชี่ย มีคนที่เสียสละทุกอย่างเพื่อเราขนาดนี้ กูต้องให้อะไรคืนเขากลับไปบ้างแหละ เราคงได้ความทะเยอทะยานมาจากเขา ยิ่งแม่เราเคยเส้นเลือดในสมองแตก ยิ่งทำให้รู้สึกว่าพลังงานมหาศาลที่อยู่ในตัวเราจะต้องทำให้แม่ฟื้นขึ้นมาภูมิใจและรักเราให้ได้

แด่แม่ และตัวตนที่แหลกสลายของ ก้อย อรัชพร นักแสดงที่มีอีโก้เป็นผู้พิทักษ์ของชีวิต

เมื่อความสำเร็จไม่มีแบบแผน (แล้วคุณจะทำยังไง?)

ก่อนหน้าที่จะรู้จักกับการนักแสดง คุณมองอาชีพนักแสดงไว้ว่ายังไง 

เป็นอาชีพที่สนุกแล้วก็ดัง เราเป็นคนดูละครไทยทุกเรื่อง ทุกช่อง เราชอบทำโชว์ให้ที่บ้าน ชอบการแสดงตั้งแต่เด็ก แล้วก็ไม่รู้ด้วยว่าอาชีพนี้รวยหรือไม่รวย แค่เขาโดดเด่นเหลือเกิน 

ทำโชว์อะไรให้ที่บ้านดู

บ้านเราเลี้ยงมาแบบทุกคนทำงานของตัวเอง พอเสาร์อาทิตย์ก็จะฝากเราไว้กับยาย เราได้เจอหลานคนอื่น ๆ แล้วก็รวมกลุ่มกันทำโชว์ สาวน้อยในตะเกียงแก้ว อังกอร์ พจมาน 

เรามีพี่สาวหัวโจกที่เป็นนางเอกทุกเรื่องที่กูอยากเป็นมาก นางเป็นคนจัดสรรว่าฉันจะเป็นพจมาน แกเป็นหญิงเล็ก แล้วก็มีน้องชายที่ไม่มีทางเลือกแต่ต้องเล่นด้วย เราเลยติดพื้นฐานกล้าแสดงออกมา ซึ่งคนที่บ้านก็ไม่ทำอะไรนอกจากอวย (ปรบมือ) 

ถ้าชอบการแสดงขนาดนั้น ทำไมถึงเลือกเรียน PR ในมหาวิทยาลัย

หนึ่ง เราเป็นคนเพลย์เซฟนะ ติดความมั่นคงมาก ซึ่งจริง ๆ มันเกิดจากแม่นั่นแหละ พอเราสอบหมอไม่ติด แม่ก็อยากให้เราได้เกียรตินิยม 

สอง สิ่งที่รู้คือนักแสดงไม่ใช่อาชีพที่เราเลือกได้ขนาดนั้น แต่ PR เราเลือกได้นะถ้าเก่งมาร์เกตติ้งมาก ๆ 

แสดงว่าคุณก็มีความคิดอยากเป็นนักแสดงเหมือนกัน

เราอยาก แต่คนอื่นไม่อยากให้เราเป็น เพราะฉะนั้นเราก็เอาตัวรอดก่อนแล้วกัน

แต่พอเรียน PR ก็หาลู่ทางมาแสดงละครเวทีจนได้

คือชีวิตจับพลัดจับผลูแบบงง ๆ ข้อดีคือเราทำกิจกรรมเยอะมากที่แสดงให้เห็นว่าเราพอเล่นได้ แล้วก็ต่อยอดมันไปเรื่อย ๆ เล่นละครเวทีอยู่ดี ๆ ผู้กำกับ ฮอร์โมนฯ ก็มาดูเราแล้วเขาก็ชวนไปแคส 

จำได้ไหมว่าละครเวทีเรื่องแรกมีเนื้อหาเกี่ยวกับอะไร

เรื่องที่เล่นจริง ๆ จัง ๆ คือ ปิ๊กกะแอน เป็นละครเวทีใหญ่ของนิเทศจุฬา เรารับบทเป็น น่ารัก เด็กหญิงในแก๊งเด็กผู้ชาย ซึ่งกำลังมีความรักครั้งแรก 

ช่วยวิจารณ์การแสดงของก้อยคนนั้นหน่อย

โอ้ย (ถอนหายใจ) โฟกัสไม่ถูกที่ถูกทาง 

เรามีความเป็นเพอร์เฟกต์ชันนิส 1 + 1 = 2 วิทยาศาสตร์ ร่างกาย ทุกอย่างมีเหตุผล เพราะฉะนั้นในการแสดงเราจึงพยายามหาวิธีว่าการเล่นให้ดีคืออะไร แล้วเราก็ต้องไปถึงจุดนั้นให้ได้ แต่พอทำจริงแล้วมันไม่ใช่ มันไม่มีดีหรือไม่ดี มันมีแต่ชอบหรือไม่ชอบ 

การเล่นละครเวทีเรื่องแรกของเราจึงทรมานมาก เพราะเราหาไม่เจอว่าการแสดงที่ดีคืออะไร คิดตลอดว่าเราทำดีหรือยัง แล้วด้วยความเป็นน้องใหม่ เราเห็นรุ่นพี่ที่เก่งมาก ๆ พอเราอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีแต่คนเก่งเต็มไปหมด บางทีมันกดอีโก้เราลงนะ 

มีคนเดินมาพูดกับเราว่า ตอนร้องเพลงมันจะรู้สึกเป็นอิสระ ตอนเล่นละครก็ต้องรู้สึกแบบนี้แหละ ไม่ต้องคิดอะไรมาก เราก็จำคำนั้นมาแล้วก็เอามาปรับใช้โดยที่ไม่แน่ใจว่าเข้าใจถูกหรือผิด ระหว่างทางต่อให้ทรมานแค่ไหน แต่เล่นเสร็จแล้วก็มีความสุข

เป็นความทรงจำที่ดีเมื่อนึกถึงไหม

ดี เราเห็นตัวเองตอนเด็ก มันเป็นจุดเริ่มต้นที่ใกล้กับคำว่า การแสดง ที่สุดแล้ว

ถ้าเข้าใกล้การแสดงแล้ว คุณรู้สึกชอบหรือรักมันหรือยัง

โห ยัง เล่นเสร็จยังไม่รู้เลยว่าจะทำสิ่งนี้ดีหรือเปล่า เราต้องการความมั่นคง ปกป้องตัวเองสูงมาก ลึก ๆ เราก็คงอยากเป็นแหละ แต่เราก็จะบอกคนอื่นว่าเราเรียน PR ไง การแสดงคงเป็นงานอดิเรก ปากพูดแบบนั้นนะ แต่แอคชันเราคือ ใครมีอะไรให้กูเล่นบ้าง กูขอเล่นหน่อย 

พอมองย้อนกลับไปถึงค่อยรู้ว่า กูไม่ได้ซื่อสัตย์ต่อสิ่งที่พูดขนาดนั้นเลย

อะไรที่ก้อยคนนั้นมี แต่ก้อยคนนี้ไม่มีอีกแล้ว

ความไม่รู้มั้ง 

ตอนนั้นเราไม่รู้จริง ๆ ว่ากูควรทำตัวยังไง ควรโฟกัสที่ไหน ตอนนี้เรารู้มากขึ้นแต่ก็ไม่ได้รู้ทุกอย่าง 

แล้วก็กลัวว่าเราจะทำได้ดีไหมน้อยลง เพราะเราอยากทำเพื่อตัวเอง ถ้าควบคุมคนอื่นไม่ได้ งั้นมึงทำแล้วพอใจกับมันรึเปล่า

ซึ่งความไม่รู้ นับเป็นข้อดีหรือข้อเสียสำหรับคุณ

จริง ๆ แล้วควรจะมองมันเป็นข้อดี แต่เราเป็นคนไม่ชอบไม่รู้เลยว่ะ

เป็นคนที่ถ้าไม่รู้ เราจะกระเสือกกระสนที่จะรู้ กูต้องรู้มัน ส่วนใหญ่เราต้องการหาคำตอบบางอย่าง แต่ถ้าถามว่ามันเป็นข้อดีหรือข้อเสีย เราขอตอบว่า เราอยากรู้ 

แด่แม่ และตัวตนที่แหลกสลายของ ก้อย อรัชพร นักแสดงที่มีอีโก้เป็นผู้พิทักษ์ของชีวิต
แด่แม่ และตัวตนที่แหลกสลายของ ก้อย อรัชพร นักแสดงที่มีอีโก้เป็นผู้พิทักษ์ของชีวิต

วิชายืดหยุ่น

คุณเคยให้สัมภาษณ์ว่า ถึงยังไงก็เลิกเล่นละครเวทีไม่ได้ เป็นเพราะอะไร

เวลาเราเล่นอะไรที่มีแพตเทิร์นมาก ๆ มันจะเกิด Routine บางอย่าง แล้วรู้ตัวเองว่ามันแห้ง ๆ เนาะ แต่ละครเวทีจะนำพาสิ่งใหม่มาให้เราเรื่อย ๆ เพราะมันสด คุณต้องอยู่กับมัน 2 – 3 ชั่วโมงโดยที่ไม่รู้เลยว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง ต่อให้เรารู้สิ่งนี้ไปหมดแล้ว แต่เราก็ต้องทำให้มันสดใหม่ตลอดเวลา 

เราเคยเล่นเรื่องหนึ่งและทำการบ้านไปอย่างดีมาก แต่ผู้กำกับเดินมาบอกให้เราเล่นไม่ต้องลึก อยากให้มันเอนเตอร์เทน เมื่อก่อนก็คงเอนจอย แต่พอโตขึ้นเราไม่ได้อยากเล่นแบบนั้นแล้ว 

การแสดงมันไม่เกี่ยวกับอารมณ์ มันเกี่ยวกับแอคชันล้วน ๆ คนเราไม่ได้ใช้ชีวิตด้วยการโฟกัสว่าวันนี้ฉันจะเศร้า วันนี้ฉันจะโกรธ ไม่ มึงต่างหากทำอะไรให้กูโกรธ ลงดีเทลกับมัน แววตาเป็นยังไง อุณหภูมิเป็นยังไง ยิ่งลงรายละเอียดมากเท่าไหร่ก็ยิ่งรู้สึกมากขึ้นเท่านั้น 

ซึ่งละครเวทีส่วนใหญ่ต้องเป็นตัวนั้นจริง ๆ มันทำให้เราได้ใช้สิ่งที่เรียนมา เติมความเป็นมนุษย์ของเราบางอย่าง แต่จะให้เล่นตลอดก็ไม่ได้ เพราะว่าเหนื่อยมากและเงินก็น้อยสุด ๆ 

พูดได้ว่า เล่นเพราะแพสชันล้วน ๆ

ใช่ แต่ละครเวทีก็ควรจะได้เงินเยอะกว่านี้ เพราะความทุ่มเทและความเสียสละที่เสียไปมันเยอะมหาศาลมาก แต่ตลาดนี้มันยังไม่ได้รับการสนับสนุนมากพอ ทั้งที่มันควรโตมาก

อย่าง Closer เรื่องล่าสุด รอบหนึ่งจุได้มากสุดแค่ 100 คน ขณะที่ละครทีวีคนดูกันเป็นล้าน ราคาบัตรละครเวทีก็ไม่ได้เอื้อสำหรับทุกคน มันเป็นเงินที่เขากินได้ตั้งกี่วัน คนที่อยู่ได้ด้วยอาชีพนี้ เราโคตรนับถือใจเลย

พออินกับตัวละครมาก ๆ ยากไหมที่จะกลับมาเป็นตัวเอง

ไม่ได้รู้สึกว่ายาก แต่บางทีมันก็ติดมาในตัวเรา ก่อนเล่นเป็นชมพู่ ใน O-Negative เราไม่ได้เป็นคนสะเดิดขนาดนี้ 

ถ้าเป็นความรู้สึกแง่ลบ มันเป็นหน้าที่ของเราที่ต้องเอาออก เปลี่ยนเสียง เปลี่ยนพลังงาน กล้ามเนื้อคนเรามันจำ พอเราเริ่มเปลี่ยนแปลงตัวเองไปเรื่อย ๆ มันก็จะค่อย ๆ ลืมไปเอง

ก่อนที่คุณจะบรรลุวิธีได้อย่างนี้ เคยมีช่วงที่ถอดไม่ออกรึเปล่า

ถ้าตัวละครนั้นมีความใกล้เคียงกับตัวเรามากมันจะถอดยาก โดยเฉพาะตัวที่ไปโดนอีโก้เราจริง ๆ เราจะรู้สึกว่าไม่ใช่ตัวละครที่เจ็บ แต่เป็นก้อยนี่หว่าที่เจ็บ ถ้าตัวละครนั้นห่วยมาก แล้วก้อยห่วยด้วยรึเปล่า 

ซึ่งเป็นแบบนั้นไม่มีอะไรดีขึ้น เรายังเคยรู้สึกเลยว่า ความเจ็บปวดขนาดนี้เราจะไปหาได้ที่ไหนวะในชีวิตจริง เราได้ Embrace มันแล้ว ก็เคยมีเหมือนกัน

แต่ใครจะมาแคร์มึง มึงไม่ได้เก่งนะที่แบกตัวละครนี้ไปด้วย ไม่ได้ทำให้เราดูเท่เหมือนได้เป็นตัวละครนั้นจริง ๆ การเป็นแล้วเอาออกมาได้เร็วนั่นแหละคือ Professional พอเราคิดแบบนี้ เราก็จะถามตัวเองตลอดว่า นี่กูทำเท่อยู่รึเปล่า (หัวเราะ) 

คุณเริ่มหาเงินจากการแสดงตั้งแต่เมื่อไหร่

ตั้งแต่ปี 1 เคยเป็น Extra โฆษณา ค่าตัว 700 บาทของมาริโอ้ ของณเดช รู้สึกว่ากูก็มาไกลเหมือนกัน 

ในฐานะคนที่กระหายอยากได้การยอมรับ โลกของการแคสโฆษณาที่ต้องถูกปฏิเสธตลอดเวลาเป็นยังไง

เราถูกปฏิเสธบ่อยมาก ตอนแรกกลับมาก็ร้องไห้ คิดว่าตอนนั้นก็ทำได้ดีแล้วเขาทำไมเขาถึงไม่เลือกเรา เราค่อนข้างโตมากับการที่ถ้าตั้งใจอะไร เราจะได้เสมอ แล้วถ้าไม่ได้บางทีก็จะเอ๋อไปว่า สมการนี้มันผิดตรงไหน 

ถึงกับโทรไปหาครูการแสดง เขาบอกว่าเราทำให้ทุกคนชอบไม่ได้หรอก แล้วการแคสโฆษณาจริง ๆ คือคุณตรงคาแรกเตอร์แบรนด์ของเขารึเปล่า บางคนเลือกกันที่ภาพนิ่งด้วยซ้ำ 

การถูกปฏิเสธครั้งไหนที่ส่งผลกับชีวิตมากที่สุด

(นิ่งคิด) แสดงว่ามันไม่รุนแรงกับชีวิตมาก ไม่งั้นมันคงขึ้นมาในหัวแล้ว 

มีโฆษณาตัวหนึ่งที่รู้สึกว่าเราเล่นดีมาก เขาให้เราไปต่อยมวย เราก็ไปลงคอร์สต่อยมวย ตอนนั้นคิดว่าไม่มีใครในโลกนี้จะต่อยมวยได้เก่งกว่าเราอีกแล้ว เพื่อให้เขาพิมพ์ตอบกลับมาว่า ปล่อยคิวนะคะ 

เขาให้เหตุผลว่าอะไร

ไม่ได้ให้ แล้วเราก็ไม่ได้ถามด้วย 

เวลาล้ม เราถามตัวเอง แต่จะไม่เรียกร้องจากคนอื่นเพราะมันดูไม่เท่ เราก็ทำได้แค่เจ็บแล้วเก็บไว้ในใจ ร่างกายมันก็มีกลไกปกป้องตัวเองว่า ไม่เป็นไร ช่างมันเถอะ 

จริงไหมที่นักแสดงที่ดีควรจะร้องไห้เก่ง 

เราคิดแบบนั้นเลย เคยตั้งเวลาว่าต้องร้องไห้ให้ได้ภายใน 1 นาที อย่างตัวละครชมพู่ต้องร้องไห้ตลอดเวลา ช่วงแรกรู้สึกว่ามันสบายมาก แต่ช่วงหลังเราดันร้องไห้ไม่ได้ แล้วก็รู้สึกไปเองว่านักแสดงที่ร้องไห้ไม่ได้คือคนที่ไม่เก่ง แต่ความเจ็บปวดของแต่ละคนไม่ได้แปลว่าต้องร้องไห้ออกมาด้วยซ้ำ 

มีความคิดว่า เรากำลังมาถูกทางไหม บ้างรึเปล่า

O-Negative นี่แหละ เพราะเราทำไม่ได้จริง ๆ แล้วเราก็เหนื่อยมาก เกลียดที่สุดเวลาทำงานไม่ได้แล้วต้องมีคนมารอ เกลียดยิ่งกว่าการไม่มีคุณค่าคือการเป็นภาระชาวบ้าน ซีนนั้นก็คือต้องร้องไห้ ทำยังไงก็ทำไม่ได้ แต่พอเขาเอาน้ำตาเทียมออกมา เราร้องไห้เลย 

เพราะเรามีอีโก้กับตัวเองว่า เราอยู่จุดที่ต้องใช้น้ำตาเทียมแล้วหรอ ทำไมเราถึงห่วยขนาดนี้ แต่จะให้เราร้องไห้เพราะกลัวน้ำตาเทียมทุกครั้งก็ไม่ใช่ 

พอผ่านมาก็มีคนมาบอกเราว่า ถ้ามึงร้องไห้ไป 10 รอบแล้วรอบที่ 11 ใช้น้ำตาเทียม มันก็ไม่ได้แปลว่ามึงห่วยนะ 

แด่แม่ และตัวตนที่แหลกสลายของ ก้อย อรัชพร นักแสดงที่มีอีโก้เป็นผู้พิทักษ์ของชีวิต
แด่แม่ และตัวตนที่แหลกสลายของ ก้อย อรัชพร นักแสดงที่มีอีโก้เป็นผู้พิทักษ์ของชีวิต

เราทุกคนล้วนมีร้านเวทมนตร์อยู่ในใจ

ฟังดูเหมือน อีโก้ กลายเป็นตัวช่วยหลาย ๆ อย่างในชีวิตคุณเหมือนกัน

เราก็ว่าเยอะ เราเติบโตมากับความทระนงตนอะไรก็ไม่รู้ เพราะฉะนั้นเราขอบคุณมันมากนะ เราเรียกอีโก้ว่าผู้พิทักษ์ 

เพราะว่า

คนเรามักจะมีผู้พิทักษ์ของตนเอง ผู้พิทักษ์บางคนจะบอกให้ใจเย็น ๆ มีอะไรก็ให้เขาไป แต่ผู้พิทักษ์ของเราคือการมีสติ มีศักดิ์ศรี ตัวเลือกในการใช้ชีวิตของเราจะมีคนนี้ตีกรอบอยู่ประมาณหนึ่ง

ซึ่งคนเราควรปล่อยวาง ไม่ยึดถืออัตตา ไม่ใช่เหรอ

ใช่ จริง ๆ มันควรเป็นแบบนั้นแหละ (หัวเราะ) 

มันมีสิ่งที่ควรจะเป็น กับสิ่งที่มึงเป็นอยู่ อีโก้เราตอนนี้ก็ลดลงมาเยอะแล้ว แต่ถ้าจะให้เราช่างมันเถอะกับทุกเรื่อง เราก็รู้ว่ายังทำสิ่งนั้นไม่ได้ เพราะถ้าเราทำได้ เราก็คงไม่ทำอะไรอีกเลย แต่เรายังมีอะไรอีกหลายอย่างมากที่อยากทำ และไอ้ตัวนี้มันเป็นแรงผลักดันให้เราทำนู่นทำนี่มากมาย 

แต่ถ้าถามว่าควรปล่อยวางไหม เราว่ามันดีกับชีวิต แต่เรายังทำไม่ได้แค่นั้นแหละ

สำหรับเราการมีอีโก้อยู่ในวัยเท่านี้ ก็ยังโอเค

การเป็นคนเขียนบทมันทำให้คุณเผชิญหน้ากับอีโก้ตัวเองมากแค่ไหน 

มันตบอีโก้เราจนมึนหัวไปเลย 

อย่างซีรีส์เรื่องแรก รักฉุดใจนายฉุกเฉิน บอส (นฤเบศ กูโน) มาชวนเราเขียนบท โฟกัสของเราคือกูจะทำยังไงก็ได้ให้ดีที่สุด ให้ถูกใจมัน ซึ่งไม่มีทางอยู่แล้ว ตอนนั้นอยากลาออกตลอดเวลาพูดจริง 

แต่เรื่องที่ 2 คือ แปลรักฉันด้วยใจเธอ เราเปลี่ยนความคิดได้ คิดแค่ว่ากูอยากเขียนงานนี้ เพราะกูอยากใส่ความเป็นตัวกูลงไป พอโฟกัสถูกจุดทุกอย่างง่ายมาก แต่วันที่คิดไม่ได้ มันก็คิดไม่ได้จริง ๆ นะ 

ชีวิตเปลี่ยนไปแค่ไหน หลังหาจุดกึ่งกลางระหว่างตัวเองกับอีโก้ได้

ก็สบายขึ้น คาดหวังในชีวิตน้อยลง 

(นิ่งคิด) 

ไม่น้อย ไม่น้อย เราโกหก มันทำให้เราโฟกัสถูกที่ 

ปกติเราเหมือนคนที่วิ่งตามอะไรบางอย่างอยู่เสมอ ตอนเด็กก็วิ่งตามความคาดหวังของแม่ โตขึ้นก็วิ่งตามการยอมรับของสังคม แต่พอมันบาลานซ์ เราก็เริ่มฟังแล้วว่าตัวมึงอยากทำอะไร 

การที่คุณต้องศึกษานิสัยใจคอตัวละครอย่างหนัก เพื่อแสดงและเขียนบท เวลาเผชิญกับเรื่องราวเหล่านั้นด้วยตัวเอง มีภูมิต้านทานมากขึ้นรึเปล่า

มันสวนทางกันว่ะ เรากลับรู้สึกว่า เวลาเจออะไรแรง ๆ เราจะไปปลดปล่อยในงาน

เออ เราไม่เคยมองมุมนี้เลย

เช่น แปลรักฉันด้วยใจเธอ มันคือความรู้สึกรักลุ่มหลงของวัยรุ่นและการหาตัวเองไม่เจอ มันไม่ใช่เพราะสิ่งนี้สะท้อนเรา แต่เป็นเพราะเราไปจินตนาการว่ากูเจอสิ่งนี้ แล้วก็ใส่เข้าไป 

งั้นตัวคุณไม่ต้องสะบักสะบอมเหรอที่ต้องรู้สึกทุกอย่างก่อนจะเขียนออกมาได้

แต่ถ้าเราไม่รู้สึก เราก็เขียนออกมาไม่ได้นะ 

ซึ่งเจ็บปวด?

เจ็บปวด แต่มันก็สนุกดี มันทำให้เรารู้สึกจริง เจ็บจริง วิธีเขียนบทของเราต่างจากคนอื่น คือ เราเล่นจริง เวลาเราคิดไม่ออก สิ่งที่มักจะทำตลอดคือเล่นละคร

สมมติว่าคุณต้องสวมบทเป็นตัวละครที่สูญเสียสัตว์เลี้ยงไป แล้วพอเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นจริง คุณรับมือได้ไหม ถ้าได้ซ้อมเสียใจมาก่อนแล้ว

ไม่ได้หรอก ไม่ 

การทำแบบนั้นมันพอจะเข้าใจในระดับคอนเซปต์ สุดท้ายความรู้สึกที่มันเกิดขึ้นจริง ๆ ตรงหน้ากับสิ่งที่เราคิดว่าจะเป็น มันคนละเรื่อง 

มันอาจจะทำให้เราพอเตรียมใจไว้บ้าง แต่สถานการณ์จริงไม่มีทางเหมือนกับสิ่งที่คิดแน่ ๆ แม้ว่าจะนึกถึงหมาตายกี่ครั้ง เราก็ยังเศร้ามาก 

เราจินตนาการว่าหมาตายบ่อยมาก เพราะเราไม่อยากเสียใจ บางทีเราก็ซ้อมว่ามันตายอยู่ในหัว แต่เชื่อเถอะวันที่มันตายจริง ๆ ยังไงก็ไม่มีทางที่จะเจ็บปวดน้อยลงหรอก

เรียกว่าเป็นกลไกการป้องกันตัวเองอีกอย่างหนึ่งของคุณ

ใช่ เราไม่ได้มานั่งคิดด้วยนะ มันจะขึ้นมาเองในหัวว่า ถ้าแฟนเรานอกใจจะเป็นยังไง รันเป็นฉาก ๆ แล้วก็ร้องไห้ออกมาทั้งที่มันไม่เคยเกิดขึ้นจริง เสร็จแล้วเราก็จะบอกตัวเองว่า โอเค มันคงประมาณนี้แหละ 

ตอนตายก็คงประมาณนี้แหละ แม่ตายบางทีก็คิดเหมือนกัน 

และสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นบ่อยมากเวลาเราขับรถ ถ้าติดกล้องวงจรปิดในรถได้คือเราร้องไห้บ่อยมาก เพราะมันชอบมีแต่เรื่องอะไรก็ไม่รู้ในหัวที่ไม่เคยเกิดขึ้น 

คุณกล้าเผชิญกับความเจ็บปวด การเสียใจ การจากลา มากแค่ไหน ทำไมต้องจินตนาการถึงสิ่งนั้นตลอด 

เราไม่ได้ตั้งใจจินตนาการ มันมาเอง 

ก็กล้าแหละ แต่เราคงรู้สึกนิดหนึ่งตรงนี้ (จับหัวใจ)

สุดท้ายเราก็ต้องเผชิญหน้ากับมัน แต่เราเป็นคนใช้สมองเยอะ ในสถานการณ์ที่คับขันหรือแย่ที่สุดเราอยากมีสติ เราอยากเดินต่อไปได้ สังเกตหลายทีแล้ว 

มีครั้งหนึ่ง เพื่อนแกล้งเราด้วยการบอกว่าแฟนนอกใจ สิ่งที่เกิดขึ้นคือพลังงานทั้งหมดของเราวิ่งลงเท้า แล้วก็บอกว่า ไม่เป็นไร อะไรจะเกิดก็เกิด ตอนแม่เราเส้นเลือดในสมองแตก สิ่งที่เกิดขึ้นกับเราก็คือไม่เป็นไร เรานิ่งมาก แต่พอผ่านไปสักชั่วโมงเท่านั้นแหละ ข้างในเราแม่งพังเละ

ซึ่งเราชอบที่ตัวเองเป็นแบบนี้ด้วย เราว่ามันควบคุมได้ ทั้งที่ข้างในใจจริง ๆ ของเราแหลกสลาย แต่เรารู้สึกว่า กูควบคุมทุกอย่างอย่างดีที่สุดเท่าที่จะควบคุมได้แล้ว 

แด่แม่ และตัวตนที่แหลกสลายของ ก้อย อรัชพร นักแสดงที่มีอีโก้เป็นผู้พิทักษ์ของชีวิต
แด่แม่ และตัวตนที่แหลกสลายของ ก้อย อรัชพร นักแสดงที่มีอีโก้เป็นผู้พิทักษ์ของชีวิต

ตัวเองแบบที่คุณชอบคือแบบไหน

มีสติ แล้วก็ควบคุมสถานการณ์ได้ 

พอโตขึ้นพ่อแม่ไม่ได้ทำงาน เรากลายเป็นหัวหน้าครอบครัว เราอยากทำให้ทุกคนรู้สึก Calm รู้สึกว่าทุกอย่างจะผ่านไปได้ ไม่ว่าจะเกิดเรื่องอะไรก็ทำร้ายกูไม่ได้ ทั้งที่ไม่รู้ว่ามันจะจริงหรือไม่จริงนะ แต่มันมักจะเป็นสัญชาตญาณแรกที่เกิดขึ้นกับเราเสมอ

เรื่องอะไรที่มักจะอยู่เหนือการควบคุมของคุณ

ครอบครัวหรือการจากลา เราผ่านจุดที่พ่อเคยจะตาย แม่เคยจะตายมาแล้ว ก็เลยแข็งแรงมากที่อย่างน้อยกูก็รู้ว่ามันรู้สึกแบบนี้นี่เอง

แต่ความรักเป็นเรื่องที่แปลกมาก พูดไปไม่รู้ตัวเองจะเสียใจทีหลังไหม แต่พูดไปก่อนแล้วกัน

เด็ก ๆ เราเห็นภาพว่าจะได้อยู่กับใครแล้วก็ตายไปด้วยกัน แต่โตขึ้นเราไม่เห็นภาพนั้น เราเห็นแค่ตัวเรา เหมือนคนเราเกิดมาคนเดียวแล้วก็ต้องตายคนเดียว เรารู้สึกแบบนั้น 

แต่ความคิดนี้อาจจะเป็นเพราะเราเกิดมาในครอบครัวที่พ่อแม่แตกแยกก็ได้ เราแค่คิดว่า ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น คนเรามีสิทธิ์มาและก็ไปในชีวิตได้เสมอ แต่มึงนั่นแหละคือคนที่ต้องรอด 

เพราะฉะนั้น ความรักก็เลยเป็นเรื่องที่เราไม่รู้ว่าควรจะวางใจไว้ตรงไหนดี เราจะปล่อยใจให้คนนี้ดีไหม จะมีลูกมีเต้าดีไหม ภาพที่เห็นก็ดูงง ๆ เราไม่ค่อยแน่ใจว่าต้องการอะไรจากความรัก ก็เลยเป็นสิ่งที่เราช่างแม่ง

เป็นเพราะเราใช้ความเหตุผลกับความรักมากไม่ได้รึเปล่า

เห็นด้วย เราใช้ความรู้สึกเยอะ ก็เลยไม่ค่อยถามอะไรกับมันแล้ว อะไรจะเกิดก็เกิด

สงสัยไหมว่า ภาพลักษณ์คุณดูเป็นคนมั่นใจในตัวเองมาก แต่ในทุก ๆ การกระทำคุณจะเพลย์เซฟเสมอ

(ถอนหายใจ) เราเป็นพวกแข็งนอกอ่อนใน คือรู้เลยว่ากูเป็นทุเรียน ข้างนอกมีหนาม แต่ข้างในนิ่มมาก (หัวเราะ) 

ทุกครั้ง เวลามีคนถามเราว่า ทำยังไงถึงจะเป็นคนมั่นใจแบบพี่ เราก็ถามในใจว่า อะไรทำให้คุณคิดว่าเราเป็นคนมั่นใจในตัวเอง 

แต่มันอาจจะเป็นเพราะเราเป็นคนที่ Make decision ชัดเจนเฉย ๆ ไม่ได้แปลว่าเรามั่นใจกับทุกอย่างที่เลือก แต่เราเป็นคนเลือกมัน เจ็บไม่เจ็บไม่รู้ แต่ขอเป็นคนเลือกก่อน 

เรื่องอะไรที่ห่างไกลจากคำว่าเพลย์เซฟที่สุด

ทำยูทูบก็เป็นเรื่องที่ไม่ได้คิดจะทำตั้งแต่แรก หลังจากนั้นคือถ้าอยากทำเพลงก็เริ่มทำเลย อยากเขียนหนังสือ ตอนนี้เราก็เขียนอยู่ 

ถ้าเมื่อก่อนอาจจะคิดว่าการทำแบบนี้มันเวิร์กหรือไม่เวิร์กนะ แต่พอโตขึ้นเราก็คิดแค่ว่า กูอยากทำ ใครจะว่าไงก็ไม่เป็นไรหรอก 

ตอนนี้เขียนหนังสืออยู่เหรอ 

ใช่ เราจะตั้งชื่อเรื่องประมาณว่า ตื่นมาก็เขียนตอนอายุ 28 เพราะเราอายุ 28 เกิดวันที่ 28 เป็น 28 เรื่องสั้นที่พบเจอในชีวิต

เขียนถึงไหนแล้ว

ตอนที่ 21 แล้ว เพราะคิดว่าจะวางขาย 28 เมษา ไม่งั้นมันจะกลายเป็น 29 (หัวเราะ) เราเขียนตามใจฉันสุด ๆ 

เราเป็นคนเขียน Morning Pages ทุกเช้า แล้วก็มานั่งคิดว่า เรื่องในชีวิตกูก็เยอะเหมือนกันเนอะ งั้นเล่าแม่งเลยดีกว่า แค่นั้นเลย 

You sadly smile in the profile picture

ตอนคุณเริ่มปล่อยวางได้ มีไหมที่คิดว่าเมื่อก่อนฉันเคยแข็งแกร่งและสู้มากกว่านี้

เราไม่รู้สึกผิดหวังในตัวเอง ส่วนใหญ่จะคิดว่ากูก็เก่งเหมือนกันนะเนี่ย จะคิดแค่ว่า ถ้าเป็นเราแต่ก่อนสิ่งนี้นี่ไม่ปล่อยนะ สงสัยคงปลงอะไรได้หลาย ๆ อย่างแล้วแหละ 

ช่วงหลัง ๆ นี้คุณมักจะตั้งคำถามอะไรกับตัวเองเยอะที่สุด

ทำเชี่ยอะไรเยอะแยะ (หัวเราะ) เราทำเยอะก็จริง แต่มันเป็นสิ่งที่เราอยากทำหมดเลยนะ รู้สึกว่านี่คือตัวเลือกที่มึงเลือกแล้ว ก็ตามนั้นแหละ 

คุณเป็นคนตัดสินใจทุกอย่างในชีวิต เรื่องอะไรที่ยังคงลังเลเสมอ

จริง ๆ ความลังเลเกิดขึ้นในทุกการตัดสินใจของเรา เราลังเลตลอดเวลา แต่อาจจะเป็นเพราะการเขียนบทด้วยมั้ง

เวลาเขียนบทเขาจะชอบพูดกันว่า มึงต้องเลือก มึงจะตัดหรือไม่ตัดท่อนนี้ออกไป มึงต้องเลือก สิ่งนี้มันก็ติดมากับเราเหมือนกัน 

ส่งผลให้ถูกมองว่าเป็นคนแข็งแกร่งและรับมือกับปัญหาได้ดีไหม

คนทั่วไปก็อาจจะมองเราแบบนั้น แต่ถ้าเป็นเพื่อนสนิทเราจริง ๆ เขาก็จะรู้ว่าเราแข็งนอกอ่อนใน แล้วก็จะตั้งคำถามดี ๆ ให้เราฉุกคิดว่าเราโอเคจริงรึเปล่า 

แต่เราว่า ไม่ว่าจะแข็งนอกอ่อนในหรือแข็งในอ่อนนอก สำคัญคือคุณรู้รึเปล่าว่าคุณอ่อนตรงไหน อาจจะเป็นเพราะว่าเราเขียนบ่อย ทำให้ไม่ว่าจะเห็นตัวเองดีหรือไม่ดี สุขหรือทุกข์ เราก็ค่อนข้างโอเค 

บางทีเราก็คิดเหมือนกันว่าหรือกูควรเลือกอีกทางหนึ่ง ซึ่งเราก็มักจะลองนะ เราไม่ได้อีโก้ถึงขนาดว่ากูเลือกอันนี้แล้วกูก็ต้องเลือกอันนี้ตลอดไป เราก็มีเลือกผิดเหมือนกัน ถ้า เอ๊ะ ขึ้นมามันก็เป็นอีกสัญชาตญาณหนึ่งที่เตือนเรา

การเป็นคนพุ่งชนกับทุก ๆ อย่าง ระหว่างทางคุณเสียอะไรไปบ้าง

ไม่ใช่ทุกคนที่รักเราคนนี้ได้ เราเป็นคนเพื่อนน้อยมากนะ แล้วก็เลือกด้วยว่าเราอยากอยู่กับใคร ในสภาวะแบบไหน 

การตัดสินใจครั้งไหนที่ถือว่าเปลี่ยนชีวิตคุณ

(ถอนหายใจ) ทำยูทูบเปลี่ยนมาก เลิกกับแฟนเปลี่ยนมาก แม่จะตายเปลี่ยนมาก การไปเรียนแอคติ้งเปลี่ยนมาก มันค่อย ๆ หล่อหลอมให้เราเป็นคนนี้ แต่ในอีกเดือนหนึ่งเราอาจะเปลี่ยนไปเป็นอีกคนหนึ่งก็ได้

คุณเป็นคนกล้าได้กล้าเสียรึเปล่า

กับงานก็ค่อนข้าง แต่การพนัน ไม่ (หัวเราะ) 

ถ้าในระยะยาว แก่นจริง ๆ เราชอบอะไรที่มันมั่นคง แล้วก็ไม่วุ่นวาย

อะไรในชีวิตที่คุณหวงแหนที่สุด ไม่ยอมเสียไป

แม่ ไม่อยากให้แม่ตายเลยพูดจริง 

เรามาคิดว่าอะไรทำให้เราเสียเส้น เสียศูนย์ได้นี่ แม่แน่ ๆ (น้ำตาคลอ) 

แม่ให้ความรักเราค่อนข้างเยอะ เขาทำให้เรารักตัวเองมาก รู้เลยว่าวันที่แม่ตายต้องเป็นวันที่โหดมากสำหรับเรา 

สิ่งที่เราขอพรเสมอคือ ไม่ว่าจะทำอะไร ขอให้เขาเตือนสติเรา ขอให้มีแสงสว่างชี้นำในทุก ๆ ชอยส์ที่เราเลือก มนุษย์เราหลงผิดกันได้ แต่เราไม่อยากเป็นแบบนั้น

ภาพจินตนาการที่เคยซ้อมเสียใจไว้เป็นยังไง

แม่งเศร้าสัสเลยว่ะ 

อุบัติเหตุรถชนเราก็เห็นบ่อย บางทีก็เห็นเป็นภาพงานศพ บางทีก็เป็นภาพเราประสบความสำเร็จมาก ๆ ไปอยู่ฮอลลีวูดอะไรของเรา มีคนมาสัมภาษณ์ แต่แม่เราไม่อยู่แล้ว มีหลายภาพมากที่เกิดขึ้น 

แต่ส่วนใหญ่ตอนจบของมัน สิ่งที่หลงเหลือในตัวเราคือ (เสียงสั่นเครือ) ถึงแม่ตายไป แม่ก็ไม่ต้องห่วง เราอยู่ได้แน่นอน 

อืม ก็เป็นภาพที่เกิดขึ้นบ่อย ๆ แม่งเซ็งฉิบหาย ไม่อยากให้แม่ตายเลย

คือแม่เราเป็นหัวเชื้อที่ดีมาก เขาเป็นคนที่รักเรามาในทุกเวอร์ชัน วันที่เกเรเราก็เกเรมากจริง ๆ โดดเรียน ตะโกนด่า แล้วเราเป็นคนมีความคิดชัดเจน ไม่ใช่พ่อแม่ทุกคนที่พร้อมจะโอบรับเรา แต่แม่เราเป็น เพราะเราโตมาสองคน (น้ำตาไหล)

บางทีเขาจะเหมือนเราเลย ชอบบอกว่า ฉันไม่เป็นไร ฉันจัดการเรื่องของฉันเองได้ แกก็ทำของแกไป ถ้าเป็นเมื่อก่อนแม่จะผูกติดกับเรามาก จนเรารู้สึกว่าแม่มีความสุขของตัวเองบ้างไหมวะ 

คุณเห็นภาพฟ้าหลังฝนไหม

เราน่าจะใช้ชีวิตได้ดีนะ แค่รู้สึกว่าวันที่เราเหนื่อย มันอาจจะเหนื่อยกว่าเดิมหน่อย เพราะทุกวันนี้เราก็ไม่ค่อยได้พึ่งใคร เป็นอะไรก็ไม่ค่อยบอกใคร พยายามหาทางจัดการตัวเอง แต่พอหันไปเห็นแม่ เราก็รู้สึกว่ากูไม่เป็นไรมากหรอก เพราะแม่ยังอยู่ ไม่ได้มานั่งเล่าให้แม่ฟังด้วยนะ แค่รู้สึกว่า เรื่องพวกนี้มันเป็นเรื่องเล็ก เพราะยังมีแม่ที่รักเรา 

เราว่าเราอยู่ได้ แล้วก็จะใช้ชีวิตของเราให้ดี 

อะไรที่คุณได้จากแม่มาแล้วชอบที่สุด

ความอดทน จนบางทีคิดว่าเลิกอดทนบ้างเถอะ แต่เราว่ามันเป็นแก่นของเราเลย 

แล้วแม่ก็ใจดีกับเพื่อนมนุษย์มาก เขาชอบช่วยเหลือคนอื่นเท่าที่จะทำได้ รู้สึกดีใจที่มีเขาเป็นแม่ 

แล้วแม่ก็ Open-minded ซึ่งเขาเติบโตมาแบบกรีดเลือดออกมาเป็น Conservative แต่พอเขามีลูกเป็นเรา เขาก็พยายามปรับตัว เขาเคารพทางที่เราเลือกมาก เราคุยกับเขาได้ว่าโลกสมัยนี้เป็นยังไง ไม่ใช่ผู้ใหญ่ทุกคนที่จะบอกว่าเขาไม่รู้นะ 

บวกกับเขาผ่านความตายมาแล้ว เขาก็ปล่อยวางมากขึ้น ยิ่งแม่เวอร์ชันแก่ยิ่งจ๊าบเลย เด็ก ๆ นี่โอ้โห เขาดุเหมือนแม่มด 

แล้วอะไรที่ได้จากแม่มาแล้วไม่ชอบ

ก็ความกลัวนี่แหละ (ตอบเสียงดัง) เราชอบบอกแม่ว่าอย่ากลัว เพราะลึก ๆ มันก็ทำให้หนูกลัวด้วย 

มันคือความรู้สึกแบบเหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้นไหมวะ เราไม่ชอบเลย สมมติปัก GPS ผิด สำหรับเราคืออย่าล่ก ผิดก็ผิด ผิดไปเลย แต่แม่เราคือยังไงดี ๆๆ แต่ลึก ๆ แล้วตัวเราเองก็ล่ก เราแค่กดมันไว้เยอะ 

แล้วก็คนเป็นแม่ เขาจะแคร์ว่าคนอื่นมองลูกยังไง เกิดมาจากพื้นฐานเดียวกันว่ากลัวคนจะมองลูกไม่ดี กลัวคนไม่รักลูก

แม่มีอิทธิพลกับชีวิตของคุณขนาดไหน

เยอะมาก 75% ละกัน

อิทธิพลไม่ได้เกี่ยวกับรสนิยมนะ แต่การที่เรามีความทะเยอทะยานทุกวันนี้เพราะเราอยากให้แม่สบาย เรารู้สึกว่าแม่เสียเงินส่งกูเรียนมาขนาดนี้ ทำไมเขายังเหนื่อยอยู่ เราก็ผลักดันตัวเองค่อนข้างเยอะ ถ้าเป็นเรา เราก็ไม่ซีเรียสว่าต้องอยู่บ้านแบบไหน แต่อยากให้เขามีความสุข ได้ไป ได้กินอย่างที่อยาก 

เราไม่ได้เชื่อเรื่องความกตัญญู เวลามีคนมาบอกว่ามึงเนี่ยกตัญญูจริง ๆ สิ่งที่เราเชื่อคือคนคนนี้รักเรา คนคนนี้ให้เรา เราเลยต้องให้เขาคืน มันแค่นั้นแหละ 

รู้ไหม มีคนมากมายยกให้คุณเป็นไอดอล นิสัยอะไรที่ไม่อยากให้เขาทำตาม

มีหลายอย่าง 

ใจร้อน ในที่นี้คือใจร้อนแล้วกดคนอื่นลง นี่เบาลงเยอะแล้ว สมัยก่อนเราเป็นพวกชอบจี้คน ถ้ารู้สึกว่ามันไม่เมกเซนส์ เราชอบมองเข้าไปในตาเขา เคยคิดว่ามันเป็นการทำงาน แต่สิ่งที่อยู่ใต้นั้นคือเราพยายามจะกดอีโก้เขาลง เพื่อทำให้เขาอยู่ใต้เราให้ได้ เพราะการทำงานมันมีวิธีที่ใจดีได้มากกว่านั้น 

เรารับรู้ได้ว่าเขารู้สึกกลัว แล้วการไปกดเขาลงมันมีอะไรดีขึ้นนอกจากลดทอนคุณค่าเขา ยิ่งโดนสังคมด่า ยิ่งรู้สึกว่าเราควรใจดีกับคนอื่น นี่คือสิ่งที่ควรจะเป็น 

อีกอย่างคือในขณะที่เราใจร้อน แต่กับความรักเราใจเย็นมาก เพราะเรากดมันไว้ 

เราควรจะพูดสิ่งที่เราคิดกับคนรักให้ได้ อย่างซื่อตรง บางทีไม่พอใจเราก็ช่างมัน ปล่อยผ่าน มันเป็นสาเหตุที่ทำให้เราเลิกกับใครหลายคนเพราะคิดว่าเราไม่เป็นไร แต่ถ้าเราอยากอยู่กับใครได้นาน ๆ ก็ควรแชร์สิ่งที่ตัวเองคิดออกไปจริง ๆ 

ซึ่งสองสิ่งนี้แก้ไขได้รึยัง

ก็วนเวียนอยู่เรื่อย ๆ ค่อย ๆ ดีขึ้น แล้วแต่วัน แล้วแต่ฮอร์โมน ในระดับคอนเซปต์เข้าใจแล้ว แต่ทำได้บ้างไม่ได้บ้าง

หลายคนบอกให้แยกชีวิตส่วนตัวออกจากงาน แต่การแสดงคือศาสตร์ที่ส่งผลกับชีวิตและตัวตนของคุณโดยตรง ทำไมถึงยังรักอาชีพนี้ 

เราดันชอบอะดิ งานนี้บังคับให้เราต้องคุยกับตัวเอง ต้องตอกหน้ากันอยู่ตลอดเวลา ทำให้เราเป็น Better version เห็นเส้นทางของตัวเองที่ค่อย ๆ เปลี่ยนไป มันไม่ใช่ทุกงานที่จะทำสิ่งนี้ได้ เราขอบคุณที่ได้เจอ แล้วก็ดีใจที่ได้ทำ ซึ่งเราอยากให้คนเจอสิ่งนี้นะ 

อยากให้คนยอมรับว่าเป็นนักแสดงที่…

เข้าถึงตัวละครนั้นได้มากที่สุด 

เราทำแบบนั้นทุกเรื่อง ละครเวทีมักจะทำได้ แต่ละครหรือซีรีส์จะมีแบบ เล่นแบบก้อยเลย แล้วพอมันเล่นเป็นก้อยเลย แล้วมันยังไงดี กูเล่นเป็นกู หรือเล่นเป็นใครดีวะ (หัวเราะ)

ไม่ต้องอยากให้คนอื่นยอมรับหรอก กูนี่แหละที่อยาก 

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load